iFreeThai

#81 September 15, 2016 10:40 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ทักษิณ....ความหวังและความผิดพลาดของฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ได้สรุปบทเรียน

ยิ่งลักษณ์ ไม่น่าจะรอด เพราะใช้ corruption agent "เสี่ยเปี๋ยง" คนสนิท "แม้ว" ในการค้าข้าวแบบ G to G (ไม่ใช่ government to
government แต่แหกตา กลายเป็น โกง กับ โกง..ถ้าขายได้ 5 ล้านตัน กำไรจากส่วนต่าง ตันละ 4,000 บาทโดยเฉลี่ย จะอยู่ที่กำไรรวม  20,000 ล้านบาท เป็นเงินที่ได้ในการคอรัปชั่นครั้งนี้เฉพาะ G to G) ที่ติดคดีมาก่อนหน้าแล้ว

http://www.isranews.org/isranews-scoop/ … man01.html

ชะตากรรม "เสี่ยเปี๋ยง" คนสนิท "แม้ว" หลังเจอโทษคุก 6 ปี คดียักยอกข้าว!

วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน 2557

"..นี่ คือ ข้อมูลเกี่ยวกับคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับ นายอภิชาติ และบริษัทเพรสซิเด้นท์ รวมถึงบริษัทสยามอินดิก้า และลูกน้องคนใกล้ชิดโดยตรง ที่รออยู่ หลังศาลแขวงสมุทรปราการ มีคำพิพากษา ลงโทษจำคุกสำนวนละ 3 ปี ปรับบริษัทสำนวนละ 6 พันบาท รวมจำคุก 6 ปี ปรับรวม 12,000 บาท ไปแล้ว.."

srewwwpang.jpg

ชื่อของ "นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร" หรือ "เสี่ยเปี๋ยง" กลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง!

หลังจากเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา ศาลแขวงสมุทรปราการ มีคำพิพากษาในคดีที่สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้อง บริษัทเพรสซิเด้นท์อะกริ จำกัด กับ นายอภิชาติ เป็นจำเลยฐานยักยอกข้าวกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องส่งไปขายอิหร่าน 2 หมื่นตัน มูลค่า 200 ล้านบาท

โดยมีข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยทั้งสอง รับข้าวจากกระทรวงพาณิชย์ไว้ในครอบครองเพื่อเอาไปปรับปรุงข้าว แล้วมีเจตนาทุจริตเบียดบังทรัพย์เป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต เพราะช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยได้ขายข้าวจำนวน 2 หมื่นตัน ไปให้ประเทศอื่นในนามของบริษัท จึงเป็นการผิดสัญญากับรัฐ จึงเป็นความผิดยักยอกทรัพย์ รวม 2 สำนวน ลงโทษจำคุกสำนวนละ 3 ปี ปรับบริษัทสำนวนละ 6 พันบาท รวมจำคุก 6 ปี ปรับรวม 12,000 บาท

เบื้องต้น หลังคำพิพากษา นายอภิชาติ ได้ขอยื่นประกันตัวต่อศาลออกไปพร้อมยื่นอุทธรณ์ต่อไปทันที

คำถามที่น่าสนใจ หลังจากคำพิพากษาคดีข้าวที่ออกมาครั้งนี้ คือ นายอภิชาติ หรือ "เสี่ยเปี๋ยง" ยังมีคดีความอะไรสำคัญรออยู่อีกหรือไม่ 
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูล และนำมาไล่เลี่ยงให้เห็นภาพชัดเจนดังนี้

เริ่มจากในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นอกเหนือจากปัญหาคดีความที่เกี่ยวข้องเรื่องข้าว (ศาลแขวงสมุทรปราการเพิ่งมีคำพิพากษาออกมาเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.) หลังบริษัทเพรสซิเดนท์ฯ ถูกระบุว่าเป็นเอกชนที่ผูกขาดการรับซื้อข้าวจากรัฐบาลเพียงรายเดียวในยุคนี้แล้ว

@ คดีความที่เหลืออยู่

1. นายอภิชาติ หรือ เสี่ยเปี๋ยง และบริษัทเพรสซิเดนท์ฯ ปรากฎรายชื่ออยู่ในสำนวนการสอบสวนคดีบ้านเอื้ออาทร ของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ช่วงหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. ที่ คสต.ส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบสวนต่อ ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีเรียกรับเงินผู้ประกอบการเอกชนในโครงการบ้านเอื้ออาทร

โดยรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ 7 รายประกอบไปด้วย 1. นายวัฒนา เมืองสุข 2.นายพรพรหม วงศ์วิทัศน์ 3.นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ส.ส.กทม. 4.นายอภิชาติ จันสกุลพร กรรมการผู้จัดการบริษัทเพรสซิเดนท์ ฯ 5.น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง 6.น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว และ 7.บริษัท เพรซิเดนท์ฯ

2. นอกจากนี้ คตส. ยังได้แยกสำนวนการสวนสอบคดีนี้ในกรณีการฟอกเงิน ส่งเรื่องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปตรวจสอบ ความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หลังตรวจพบหลักฐานการกระทำผิดฐานฟอกเงิน ปกปิดอำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มา แหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน ตามมาตรา 3 และ 5 (2)

โดยปรากฏรายชื่อบริษัท เพรซิเด้นท์ ฯ นายอภิชาต พร้อมด้วยพนักงานบริษัทเพรซิเด้นท์ฯ อาทิ นายสุจิต สวนโสกเชือก น.ส.รุ่งเรือง ขุนปัญญา น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว ร่วมอยู่ด้วย

3. ขณะที่ บริษัทเพรซิเดนท์ฯ ตกเป็นหนี้ธนาคาร 8 แห่งเป็นเงินกว่า 12,000 ล้านบาท และมีการแจ้งความดำเนินคดีต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ฐานฉ้อโกงทรัพย์

ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 พ.ค.54 ที่ผ่านมา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จากลงประกาศเรื่อง คำพิพากษาให้ล้มละลาย และกำหนดนัดไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผย ตามคดีหมายเลขแดงที่ ล. 18747/2552 ระบุว่า ศาลล้มละลายกลาง ได้พิพากษาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2553 ให้บริษัท เพรซิเดนท์ฯ และ นายอภิชาติ ลูกหนี้ ล้มละลาย
จากการที่ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้ลูกหนี้ล้มละลายและศาลมีคำสั่งลงวันที่ 8 ตุลาคม 2552 ให้พิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร ลูกหนี้ไว้เด็ดขาด ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พุทธศักราช 2483

หลังสิ้นสุดยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ความเคลื่อนไหวของ นายอภิชาติ หรือ เสี่ยเปี๋ยง ก็เงียบหายไป

จนกระทั่งก้าวเข้าสู่ยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชื่อของนายอภิชาติ หรือ เสี่ยเปี๋ยง กลับมาผงาดและอยู่ในความสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะคนในวงการค้าข้าว

apichat3.jpg

เมื่อบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ปรากฎรายชื่อเป็นผู้ชนะการประมูลรับปรุงคุณภาพข้าวสารส่งมอบองค์การสำรองอาหารแห่งประเทศอินโดนีเซีย (บูล็อก) จำนวน 300,000 ตัน ของ องค์การคลังสินค้า (อคส.) รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงพาณิชย์

พร้อมเสียงครหาว่า ได้รับการเอื้อประโยชน์ เนื่องจากการประมูลงานนี้ คนวงการค้าข้าวส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้อย่างกว้างขวาง จึงทำให้มีบริษัทยื่นซองประมูลเพียง 2 บริษัทเท่านั้นคือ บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด กับบริษัท นครสวรรค์ค้าข้าว จำกัด และเมื่อนับจากวันประกาศประมูลรวมระยะเวลาไม่ถึง 10 วัน อคส.ก็ประกาศบริษัทชนะประมูลคือบริษัท สยามอินดิก้า

 

ขณะที่บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ถูกตรวจสอบพบว่า มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัดเนื่องจากกรรมการและผู้ถือหุ้นหลายคน ในบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เคยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง มาก่อน

อาทิ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร อดีตกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำนวน 43,739,000 หุ้น เป็นอดีตผู้ก่อตั้ง กรรมการ และผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด จำนวน 232,560 หุ้น

นายอนุ จารุศิลาวงศ์ และนางสาวเรืองวัน เลิศศลารักษ์ เคยถือหุ้นในบริษัท บริษัท เพรซิเดนท์ เกรนไซโล จำกัด ในเครือ บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง ก่อนจะเข้ามาถือหุ้นในบริษัท สยามอินดิก้า

หลังจากนั้น ไม่นานความไม่ชอบมาพากล ในการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ  ถูกเปิดประเด็นขึ้นมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ของนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงปลายปี 2555

มีการตรวจสอบพบพิรุธในการขายข้าวจำนวน 7.32 ล้านตัน ให้กับบริษัทต่างประเทศในรูปแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี โดยบริษัทจากจีนชื่อ “GSSG IMP AND EXPORT CORP” อยู่ที่เมืองกวางเจา เข้ามาทำสัญญาค้าข้าวกับกรมการค้าต่างประเทศ 5 ล้านตัน

แต่ปรากฎว่าผู้ที่มีอำนาจของบริษัท คือ "นายรัฐนิธ โสติกุล" และมอบอำนาจให้นายนิมล รักดี ชาว อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร เป็นผู้ดำเนินการแทน
จากการตรวจสอบพบว่านายรัฐนิธ มีชื่อเล่นว่า “ปาล์ม” อายุ 32 ปี เพิ่งผ่านการเรียนหลักสูตรวุฒิบัตรผู้ช่วยและผู้ปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภารุ่นที่ 6 รวมทั้งเป็นนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า และเป็นผู้ช่วยส.ส.ในลำดับที่ 3 ของนางรพิพรรณ พงษ์เรืองรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (ภรรยานายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง)

เมื่อตรวจสอบบัญชีธนาคารของนายรัฐนิธ พบว่า มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงแค่ 64.63 บาท ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับผู้มีอำนาจติดต่อซื้อขายข้าวกับรัฐบาลไทย

ส่วนนายนิมล รักดี ปรากฏข้อมูลว่า มีชื่อในวงการว่า "เสี่ยโจว" เป็นมือขวา“เสี่ยเปี๋ยง” หรือนายอภิชาติ

นอกจากนี้ นายนิมล เคยถูกป.ป.ช.ชี้มูลการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ในนามบริษัทเพรสซิเด้นท์ อะกริเทรดดิ้ง สมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งการอ้างว่า ขายข้าวแบบจีทูจี ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการประมูลให้ได้ราคาพิเศษ ไม่มีการระบายข้าวจริง เป็นการตั้งบริษัทผีมารับข้าว เพื่อนำข้าวไปเร่ขายให้กับโรงสี อาจจะได้ส่วนต่างสูง ตันละ 3,000 บาท บางล๊อตสูงถึง 5,000 บาท

ปัจจุบัน ป.ป.ช. ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุไต่สวนคดีข้าวในโครงการรับจำนำของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์  จำนวน 4 คดี หลัก คือ 1. คดีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี 2. คดีการปรับปรุงคุณภาพข้าวสารส่งมอบองค์การสำรองอาหารแห่งประเทศอินโดนีเซีย (บูล็อก) จำนวน 300,000 ตัน ของ องค์การคลังสินค้า (อคส.)  3. คดีปล่อยปละละเลยการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์  และ 4. คดีตรวจสอบทรัพย์สิน 5 รัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว

ในจำนวนนี้ มี 1 คดี ที่ปรากฎชื่อ นายอภิชาติ เข้าไปมีส่วนกี่ยวข้องอย่างชัดเจน คือ คดีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี รวมถึงกรรมการบริษัทสยามอินดิก้า

ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด!

(อ่านประกอบ : เช็คชื่อเอกชน 91 ราย ในบัญชีแจ้งข้อกล่าวหา ป.ป.ช. คดีระบายข้าวจีทูจี!)

เนื่องจากคณะอนุไต่สวนฯ คดีนี้ได้รับหลักฐานสำคัญเป็นแคชเชียร์เช็คจำนวนหลายพันใบ ที่สั่งจ่ายให้กับกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อชำระเป็นค่าข้าวในสต๊อกรัฐบาล ซึ่งอ้างว่าเป็นการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)

โดยจากการประสานงานขอข้อมูลไปยังธนาคารที่ออกแคชเชียร์เช็คเหล่านี้ทุกแห่ง คณะอนุไต่สวนฯ ได้รับการยืนยันว่าเป็นการสั่งจ่ายโดยบริษัทค้าข้าวในประเทศไทย

ไม่ได้สั่งจ่ายจากบริษัทเอกชนสองรายจากจีน ที่ระบุว่าเข้ามาทำสัญญาซื้อขายข้าวกับไทยในรูปแบบจีทูจี ตามที่มีการ กล่าวอ้างแต่อย่างใด

ขณะที่จากการเชิญตัวแทนบริษัทค้าข้าว ที่ปรากฎว่ามาเป็นผู้จ่ายเช็ค มาให้ปากคำ คณะอนุไต่สวนฯ ได้รับการยืนยันข้อมูลตรงกันว่า ได้ซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาลจริง
โดยกระบวนการที่เกิดขึ้น บริษัทเหล่านี้อ้างว่า จะต้องติดต่อซื้อข้าวผ่าน "บริษัทสยามอินดิก้า" ก่อน แต่ถ้าจะขนข้าวได้จะต้องสั่งจ่ายแคชเชียร์เช็คให้กรมการค้าต่างประเทศ
ส่วนคดีการปรับปรุงคุณภาพข้าวสารส่งมอบองค์การสำรองอาหารแห่งประเทศอินโดนีเซีย (บูล็อก) จำนวน 300,000 ตัน ของ อคส. บริษัทสยามอินดิก้า ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ นายอภิชาติ ยังปรากฎรายชื่อเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรียกเข้าไปรายงานตัวหลังการรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ อีกด้วย   

ทั้งหมดนี่ คือ ข้อมูลเกี่ยวกับคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับ นายอภิชาติ และบริษัทเพรสซิเด้นท์ รวมถึงบริษัทสยามอินดิก้า และลูกน้องคนใกล้ชิดโดยตรง ที่รออยู่

หลังศาลแขวงสมุทรปราการ มีคำพิพากษา ลงโทษจำคุกสำนวนละ 3 ปี ปรับบริษัทสำนวนละ 6 พันบาท รวมจำคุก 6 ปี ปรับรวม 12,000 บาท ไปแล้ว จากคดียักยอกข้าวกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องส่งไปขายอิหร่าน 2 หมื่นตัน มูลค่า 200 ล้านบาท ตามที่ปรากฎเป็นข่าวดังไปแล้ว

ส่วน นายอภิชาติ จะหาทางรอดพ้นจาก "วิบากกรรม" ที่เผชิญอยู่ และกลับมายิ่งใหญ่ในวงการค้าข้าวเมืองไทยได้อีกหรือไม่

คนในวงการข้าวหลายคนฟันธงตรงกันว่า "No way" "ไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้ว"

เพราะชะตากรรม "เสี่ยเปี๋ยง หรือ นายอภิชาติ" คนสนิท "พ.ต.ท.ทักษิณ" ณ วันนี้ บอกได้คำเดียวว่า "น่ากลัว" เป็นอย่างยิ่ง! 

Offline

#82 September 15, 2016 10:45 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ทักษิณ....ความหวังและความผิดพลาดของฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ได้สรุปบทเรียน

http://news.voicetv.co.th/thailand/409824.html

มติ ปปง. สั่งยึดทรัพย์คดีขายข้าวจีทูจี 7พันล้านบาท

by นิติธร สุรบัณฑิต
9 กันยายน 2559

552737.jpg

ที่ประชุมคณะคณะกรรมการธุรกรรม ของปปง. มีมติให้ยึดทรัพย์และอายัดทรัพย์สินของกลุ่มบริษัทและบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีขายข้าวแบบจีทูจีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 7,000 ล้านบาท

9 ก.ย.59 พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (เลขาธิการ ปปง.) แถลงว่า ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวกรวม 21 คน กระทำความผิดด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำงานโดยช่วยเหลือมุ่งหมาย และเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท ไม่ต้องแข่งขันราคากับผู้เสนอรายอื่น แล้วนำข้าวที่ซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาขายในประเทศ หรือต่ำกว่าราคาที่รับจำนำ นำไปขายต่อให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศ หรือนำไปให้บริษัท สยามอินดิก้า นำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมการค้าต่างประเทศและประเทศชาติ คิดเป็นมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท อันเป็นความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

จากการรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบธุรกรรมการทางการเงินดังกล่าว พบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์ทุจริตโดยการปลอมสัญญาให้ดูเสมือนมีการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐจริง รวมถึงการตรวจพบการได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดกับการทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทั้งกลุ่มบริษัทสยามอินดิก้า , บริษัท สิราลัย ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทกีธา และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง

สำนักงาน ปปง. ตรวจสอบทรัพย์สินของกลุ่มผู้กระทำความผิดดังกล่าว พบว่า ทรัพย์สินดังกล่าวมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าได้มาจากการกระทำความผิดและเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

พล.ต.อ.ชัยยะ กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ได้มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของกลุ่มบริษัทสยามอินดิก้า , บริษัท สิราลัย และบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ นายอภิชาต เป็นเงินฝากในบัญชีธนาคารจำนวน 51 บัญชี มูลค่าประมาณ 921 ล้านบาท และที่ดินในกรุงเทพมหานคร ลำพูน ภูเก็ต พังงา พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง จำนวน 611 รายการ มูลค่าประมาณ 5,970 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 662 รายการ มูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนักการเมืองและข้าราชการ 6 คนที่จะถูกบังคับทางปกครองชดใช้ค่าเสียหายจากการขายข้าวจีทูจี มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ได้แก่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ

ส่วนนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ “เสี่ยเปี๋ยง” อดีตพ่อค้าข้าวชื่อดังของประเทศไทย ผู้ก่อตั้งบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด หนึ่งในจำเลยคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่ เรือนจำกลางสมุทรปราการ

Offline

#83 September 15, 2016 11:45 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ทักษิณ....ความหวังและความผิดพลาดของฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ได้สรุปบทเรียน

*"หลักฐาน"เชิงประจักษ์ " !!??  ....ค้นพบมาตั้งแต่ ....28 ธันวาคม 2556 ตามรายงานข่าว

http://www.isranews.org/component/conte … 26171.html

รวมมิตร "หลักฐาน"เชิงประจักษ์ "มัด ระบายข้าวรับจำนำรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์"

วันเสาร์ ที่ 28 ธันวาคม 2556 เวลา 20:00 น.

รวมมิตร "หลักฐาน"เชิงประจักษ์ "มัด"ระบายข้าวรับจำนำรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์"  ทั้งในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) -ในประเทศ-ข้าวถุงราคาถูก" ก่อน ป.ป.ช. เตรียมสรุปผลสอบช่วงต้นปี 57

yutrrrr29-12-13.jpg

คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าในรอบหนึ่งปี ที่ผ่านมา "โครงการรับจำนำข้าว" หนึ่งในโครงการประชานิยมของ รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นโครงการที่ถูกกล่าวถึงอย่างมาก

โดยเฉพาะเรื่องปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ในขั้นตอนการระบายข้าว ในสต๊อกรัฐบาล ที่ได้รับมาจากโครงการรับจำนำ?

ทั้งนี้ หากจะจำแนกข้อมูลและหลักฐาน "เชิงประจักษ์" ที่แสดงความไม่ชอบมาพากล ที่เกิดขึ้นในการระบายข้าว ในช่วงที่ผ่านมา พบว่า มีอยู่ 3 ส่วนหลัก คือ 1.การระบายข้าวแบบรัฐต่อ รัฐ (จีทูจี) 2. การระบายข้าวในประเทศ และ3. การระบายข้าวถุงราคาถูก ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ได้นำข้อมูลและหลักฐานต่างๆ มาจัดเป็นระบบเพื่อนำำเสนอให้สาธารณชน ได้พิจารณากันอีกครั้ง ดังนี้

@ การระบายข้าวแบบรัฐต่อ รัฐ (จีทูจี)

ข้อมูลและหลักฐานความไม่ชอบมาพากลเรื่องนี้ ถูกเปิดประเด็นขึ้นมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ของนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงปลายปี 2555

โดยมีไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การตรวจสอบพบพิรุธในการขายข้าวจำนวน 7.32 ล้านตัน ให้กับบริษัทต่างประเทศในรูปแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี  โดยบริษัทจากจีนชื่อ “GSSG IMP AND EXPORT CORP” อยู่ที่เมืองกวางเจา เข้ามาทำสัญญาค้าข้าวกับกรมการค้าต่างประเทศ 5 ล้านตัน

แต่ปรากฎว่าผู้ที่มีอำนาจของบริษัท คือ "นายรัฐนิธ โสติกุล" และมอบอำนาจให้นายนิมล รักดี ชาว อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร เป็นผู้ดำเนินการแทน

จากการตรวจสอบพบว่านายรัฐนิธ มีชื่อเล่นว่า “ปาล์ม” อายุ 32 ปี เพิ่งผ่านการเรียนหลักสูตรวุฒิบัตรผู้ช่วยและผู้ปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภารุ่นที่ 6 รวมทั้งเป็นนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า และเป็นผู้ช่วยส.ส.ในลำดับที่ 3 ของนางรพิพรรณ พงษ์เรืองรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (ภรรยานายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง)

เมื่อตรวจสอบบัญชีธนาคารของนายรัฐนิธ พบว่า มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงแค่ 64.63 บาท  ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับผู้มีอำนาจติดต่อซื้อขายข้าวกับรัฐบาลไทย

saim-indika-21.jpg

ส่วนนายนิมล รักดี ปรากฏข้อมูลว่า มีชื่อในวงการว่า "เสี่ยโจว" เป็นมือขวา“เสี่ยเปี๋ยง” หรือนายอภิชาติ จันทร์สกุลพรเจ้าของบริษัทเพรสซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งผูกขาดการซื้อข้าวจากโครงการรับจำนำข้าว ในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ นายนิมล เคยถูกป.ป.ช.ชี้มูลการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ในนามบริษัทเพรสซิเด้นท์ อะกริเทรดดิ้ง สมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งการอ้างว่า ขายข้าวแบบจีทูจี ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการประมูลให้ได้ราคาพิเศษ ไม่มีการระบายข้าวจริง เป็นการตั้งบริษัทผีมารับข้าว เพื่อนำข้าวไปเร่ขายให้กับโรงสี อาจจะได้ส่วนต่างสูง ตันละ 3,000 บาท บางล๊อตสูงถึง 5,000 บาท

นายแพทย์วรงค์ ระบุว่า "ในการตรวจสอบข้อมูลเรื่องนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ มีคนส่งข้อมูลเป็นบัญชีข้าวของรัฐบาลมาให้ดู เป็นบัญชีออมทรัพย์ของกรมการค้าต่างประเทศ เลข 385009504-5 ซึ่งข้อมูลช่วงวันที่ 28 กันยายน- 15 ตุลาคม ที่รัฐบาลคุยโวว่า จะมีการขายข้าวแต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ พบว่ามีการถอนเงินจากธนาคารใหญ่ในหลายลักษณะ ทั้ง แคชเชียร์เช็ค การถอนเงิน หรือการโอนเงินจากธนาคารใหญ่"

“หากเป็นการค้าแบบจีทูจี จะต้องมีการเปิดแอล/ซี แต่ครั้งนี้กลับไม่พบว่ามีการเปิดแอล/ซี แสดงว่าไม่มีการค้าข้าวให้ต่างประเทศจริง แต่กลับมีเงินหมุนเวียนจากธนาคารใหญ่ เช่น มีการโอนเงิน รวม 72 รายการ จากธนาคารใหญ่ 4 แห่งในประเทศไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกร และธนาคารไทยพาณิชย์ รวมเป็นมูลค่า 4,960 ล้านบาท และมีการถอนเงินออกจากบัญชีกรมการค้าต่างประเทศ 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 4,200 ล้านบาท”

เมื่อไม่มีการค้าข้าวแบบจีทูจีจริง แต่รัฐบาลกลับเปิดโอกาสให้บริษัทสยามอินดิก้า เอาข้าวของรัฐบาลไปเร่ขายให้กับโรงสี ในลักษณะของไปเงินมา มีการพบแคชเชียร์เชค ออกในนามของ นายสมคิด เรือนสุภา ที่ซื้อแคชเชียร์เชค จำนวนกว่า 500 ล้านบาท

และเมื่อตรวจสอบที่อยู่ของนายสมคิด ตามที่แจ้งที่อยู่เลขที่ 191 ซอยดำเนินกลาง เขตพระนคร พบว่า ไม่มีสภาพเป็นบ้านของพ่อค้าข้าวรายใหญ่ และจากการสอบถามประชาชนบ้านใกล้เคียงทราบว่า นายสมคิด ได้ย้ายไปอยู่บ้านของภรรยา ที่เขตบางแค

ตรวจสอบพบว่าเป็นเพียงบ้านไม้ 2 ชั้น ตั้งอยู่ริมคลอง เมื่อตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่า สมคิด เป็นคนของบริษัทสยามอินดิก้า

เพราะนายสมคิด ได้รับมอบอำนาจจากเสี่ยเปี่ยง ไปจดทะเบียนตั้งบริษัทสยามอินดิก้า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547

เมื่อตามไปตรวจสอบข้อมูลต่อ พบข้อมูลบัญชีธนาคารกสิกรไทย เลขที่ 001-0-03796-9 โดยบัญชีดังกล่าวมีผู้มีอำนาจลงนาม จำนวน 5 คน อาทิ นิมล เรืองวัน กฤษณา

นอกจากนั้นยังมีชื่อของนางเรืองวัน เปิดบัญชีไว้กว่า 100 บัญชีและมีการตั้งกองทุนชื่อว่า KTAM เพื่อไว้ซุกเงิน ลักษณะที่ตรวจพบว่า เมื่อมีการโอนเงินมาช่วงเช้า แล้วช่วงบ่ายก็มีการถอนเงินออกจากบัญชีทั้งหมดในรูปแบบของเงินสด ตามที่ผมได้ข้อมูล คือ บัญชีนิมล พบว่ามีการโอนจากธนาคารกสิกร ไป ธนาคารกรุงไทย หลายรายการ ได้แก่ เมื่อวันที่ 27 กันยายน จำนวน 260 ล้านบาท วันที่ 28 กันยายน จำนวน 99 ล้านบาท วันที่ 3 ตุลาคม จำนวน 485 ล้านบาท วันที่ 5 ตุลาคม โอน 306 ล้านบาท และวันที่ 9 ตุลาคม โอน 405 ล้านบาท โดยการโอนเงินลักษณะนี้ อาจเข้าข่ายการฟอกเงินและมีความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน

(ดูหลักฐานประกอบ ในเรื่อง: ดูกันจะๆ หลักฐาน “มัด” ระบายข้าว "จีทูจี" (จีเจี๊ยะ - จีโจ๊ก- จีGHOST) รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ? , ปชป. โชว์คลิปแอนิเมชั่น ขยายผลระบาย จีทูจี -อ้าง"เสี่ยเปี๋ยง"ตัวการเวียนเทียนจำนำข้าว)

@ การระบายข้าวในประเทศ

ข้อมูลส่วนนี้ถูกฝ่ายค้าน โดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ นำมาเปิดเผยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 วงเงิน 2.525 ล้านบาท ช่วงหัวค่ำวันที่ 29 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา เช่นกัน

โดยมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ การตรวจสอบพบข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554 องค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้ขายข้าวขาว 8 แสนกิโลกรัม ราคาตันละ 5,700 บาท ให้แก่โรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งขึ้น วันที่ 22 ธันวาคม 2554 โรงสีโชควรลักษณ์นำขายข้าวไปขายต่อแก่โรงสีแห่งหนึ่งที่ จ.กำแพงเพชร ในราคาตันละ 12,000 บาท โดยใช้แฟกซ์โอนใบมอบอำนาจแค่ใบเดียวราคา 5 บาท แต่ฟันกำไรถึง 6,300 บาทต่อตัน และเป็นการขายก่อนที่จะได้ข้าวมาจากรัฐบาล

“ตอนแรกผมคิดว่าเรื่องนี้ เกิดขึ้นในยุคนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่การขายข้าวดังกล่าว เกิดขึ้นในยุคที่นายนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และโดยส่วนตัวก็ไม่เชื่อว่า คนอย่างนายกิตติรัตน์ ที่ผ่านตำแหน่งสำคัญมามากมาย จะไม่ฉลาดพอที่จะไม่รู้เรื่องพวกนี้”

พร้อมระบุว่า เท่าที่ทราบมีการขายแบบนี้หลายครั้ง เม็ดเงินที่สะพัดในจังหวัดกำแพงเพชร มีไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท

เหตุผลที่มีการขายข้าวให้โรงสีโชควรลักษณ์ ในราคาต่ำเช่นนี้ได้ นพ.วรงค์ ระบุว่า เป็นเพราะเจ้าของโรงสีแห่งนี้ชื่อ “เสี่ยเปี๊ยก” มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด “เสี่ยเปี๋ยง” ที่เป็นนายทุนผูกขาดการค้าขายรายใหญ่และมีความใกล้ชิดนายใหญ่ที่อยู่ต่างประเทศ

ก่อนจะโชว์เอกสารสำคัญ คือ หนังสือสัญญา นาปรัง ไซโล อคส. 1/2555 ซึ่งเป็นสัญญาเช่าไซโลระบบควบคุมบรรยากาศเพื่อจัดเก็บรักษาข้าวสาร (โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555)

ทั้งนี้ ในสัญญาดังกล่าว เป็นการลงนามร่วมกันระหว่าง พันตำรวจตรี ศราวุฒิ สกุลมีฤทธิ์ ผอ.อคส. "ผู้เช่า" กับนายเอนก ฉัตรไชยศิริ หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วน โรงสี โชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ “ผู้ให้เช่า”

ในหนังสือสัญญาดังกล่าว ระบุว่า ผู้เช่าตกลงเช่าและผู้ให้เช่าไซโล ระบบรวบคุมบรรยากาศของผู้ให้เช่นจำนวน 24 ถัง ปริมาณความจุรวมทั้งสิ้น 288,000 ตัน เพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาข้าวสารที่สีแปรสภาพจากข้าวเปลือกตามโครงการรับจำนำ ข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 ที่ผู้เช่าสั่งให้โรงสีส่งมอบ

โดยปรากฏชื่อ เคทีบี ไซโล ตั้งอยู่เลขที่ 25/3 หมู่ที่ 3 ถนน บางมูลนาก-ตะพานหิน ตำบลหอไกร อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ในสัญญาดังกล่าวด้วย

นายแพทย์วรงค์ กล่าวอ้างด้วยว่า เป็นที่รู้กันในวงการว่า เคทีบี ไซโล เป็นไซโลของ เสี่ยเปี๋ยง ในอดีตใช้ชื่ออื่น ก่อนจะมาเปลี่ยนเป็นชื่อนี้

“ตอนแรกผมก็ไม่รู้ข้อมูลนี้ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่อคส.รายหนึ่ง เอาเอกสารฉบับนี้ มาให้ พอเห็นแล้วก็ถึงได้เข้าใจว่า ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมด เสี่ยเปี๊ยก กับ เสี่ยเปี๋ยง สองเสี่ย ป. นี่ แท้จริงแล้วมีความใกล้ชิดกัน และอาจเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นได้ว่า ทำไม เสี่ยเปี๊ยกถึงสามารถซื้อข้าวจากรัฐบาลได้ต่ำและนำไปขายต่อทำกำไรได้จำนวนมาก

001var04.jpg

เบื้องต้นสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org  ตรวจสอบข้อมูลที่อยู่ 25/3 หมู่ที่ 3 ถนน บางมูลนาก-ตะพานหิน ตำบลหอไกร อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร จากบริการสอบถามข้อมูล 1133 ได้รับแจ้งว่า เป็นสถานที่ตั้ง บริษัท เคทีบีไซโล จำกัด

ข้อมูลจากการกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า บริษัท เคทีบี ไซโล จำกัด แจ้งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2547 ทุน 750,000,000 บาท ประกอบธุรกิจ ไซโลเก็บพืชผลทางการเกษตร ตั้งอยู่ที่เดียวกับบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เลขที่ 48/7-8 ซอยรัชดาภิเษก 20 ถนนรัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

ปรากฏชื่อ นางสาว เรืองวัน เลิศศลารักษ์ และนางรัตนา แซ่เฮ้ง เป็นกรรมการ

นางสุดา คุณจักร ผู้ถือใหญ่ บริษัท สยามอินดิก้า ถือหุ้นใหญ่อยู่

จากการตรวจสอบพบว่า เดิมที่บริษัทแห่งนี้ มีชื่อว่า บริษัท สยามธัญรักษ์ ไซโล ปรากฏชื่อ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง เป็นผู้ก่อตั้งมีทุน 100 ล้าน ตั้งอยู่ที่ 557/1 ซอยสุทธิพร ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร เป็นกรรมการ ผู้มีอำนาจ มีผู้ถือหุ้น 7 คน นายอภิชาติ ถือหุ้นใหญ่สุด

ก่อนที่จะมีการแจ้งเปลี่ยนชื่อ ที่อยู่ และกรรมการหลายหน รวมถึงการเพิ่มทุนเป็น 750 ล้านบาท

ขณะที่ นายอภิชาติ ลาออกจากตำแหน่งกรรมการ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 และโอนหุ้นไปให้คนใกล้ชิดถือครองแทน

จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2549 บริษัทฯ ได้แจ้งเพิ่มที่ตั้งสำนักงานอีกแห่งหนึ่ง คือ 23/3หมู่ที่3 ถนนบางมูลนาก -ตะพานหิน ตำบลหอไกร อ.บางมูลนาก พิจิตร อีกแห่งหนึ่ง

โดยที่ตั้งดังกล่าว อยู่ใกล้เคียงกับ เลขที่ 25/3 หมู่ที่ 3 ถนน บางมูลนาก-ตะพานหิน ตำบลหอไกร อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ที่ปรากฏอยู่ในสัญญาเช่าไซโล ระหว่าง อคส. กับ นายอเนก ฉัตรไชยศิริ หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วน โรงสี โชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ ตามเอกสารที่นายแพทย์วรงค์นำมาเปิดเผย

สำหรับ หจก.โรงสีโชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2545 มีหุ้นส่วน3 คน นายเอนก ฉัตรไชยศิริ นางสุมาลี. ฉัตรไชยศิริ และนางสาววราภรณ์ ฉัตรไชยศิริ สำนักงานตั้งอยู่ที่ 145 หมู่ที่ 9 ตำบลโพตลาดแก้ว. อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี แจ้งประกอบกิจการโรงสีข้าว และค้าข้าว

เดิมที่มีทุน 5 ล้านบาท ก่อนจะปรับเพิ่มเป็น 100 ล้าน เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2548 โดย นายอเนก ลงหุ้นด้วยเงิน 60 ล้าน ส่วนนางสุมาลี และนางสาววราภรณ์ลงหุ้นด้วยเงิน คนละ 20 ล้าน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2556 หจก.ฯ แจ้งทำเรื่องขอแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ ขอประกอบกิจการให้บริการในการบริหารจัดเก็บสินค้าในคลังสินค้า ปรับปรุงข้าว และบรรจุ

จากการตรวจสอบพบว่า นาย เอนก ฉัตรไชยศิริ มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องอีกจำนวน 3 แห่ง คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โชควรลักษณ์ ค้าข้าว บริษัท กนก เมทัลแลนด์ จำกัด บริษัท กู๊ด ไรซ์ อินเตอร์เทรดดิ้ง จำกัด

แต่เลิกกิจการไปหมดแล้ว

ไม่ปรากฏข้อมูลความเขื่อมโยงกับ คนบริษัทในเครือข่าย สยามอินดิก้าแต่อย่างใด

จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า นายเอนก ฉัตรไชยศิริ นำสิทธิ์อะไรมาลงนาม ให้ อคส. เช่าไซโล ของบริษัท เคทีบี ไซโล จำกัด ในเครือข่ายเสี่ยเปี๋ยง เก็บข้าวจำนวน 2.8 แสนตัน หลายแสนตัน และเรียกเก็บค่าเช่าได้จำนวนหลายล้านบาทต่อเดือนแบบนี้

(ดูหลักฐานประกอบใน: ฟังชัดๆ “หมอวรงค์” ปะทะ “เสี่ยเปี๊ยก” ทุจริตระบายข้าว ในปท. ใครจริง-เท็จ?)

@ การระบายข้าวถุงราคาถูกราคาถูก

กรณีนี้ มีจุดเริ่มต้นจากคณะอนุกรรมาธิการติดตามตรวจสอบเรื่องการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล จากโครงการรับจำนำข้าว ปี 2554/55 ในคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ที่มี พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี ส.ว.สรรหา เป็นประธาน ตรวจสอบพบว่า พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เคยดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ บริษัท สยามรักษ์ จำกัด 1 ในเอกชน 3 ราย ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้จำหน่ายข้าวถุง ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการระบายข้าวจากสต็อกรัฐบาลที่ได้รับมาจากโครงการรับจำนำข้าว

ก่อนที่บริษัทจะขายสิทธิจัดจำหน่ายข้าวคืนให้ 3 บริษัท (หจก.โรงสีโชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ บริษัทสิงห์โตทองไรซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัดและบริษัทเจียเม้ง จำกัด) เนื่องจากไม่มีเครือข่ายในตลาดข้าวถุงและได้ให้เอกสารสัญญาขายข้าวคืนให้กับโรงสีดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน

โดยปรากฏข้อเท็จจริงดังนี้

จากการตรวจสอบบริษัท สยามรักษ์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัทดังกล่าวดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการทำดอกไม้ประดิษฐ์เพื่อการส่งออกและมีชื่อกรรมการบริษัท โดยมีนายทวีศักดิ์ หิรัญรักษ์ เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท มีพ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ และมีนายเกรียงศักดิ์ ประสงค์สุกาญจน์ เป็นกรรมการตั้งแต่ปี 2554 และพ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ ได้ลาออกจากกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2554 ส่วนนายเกรียงศักดิ์ ลาออกจากกรรมการ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2555

จากการตรวจสอบยังพบว่า ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2554 พ.ต.นพ.วีระวุฒิ ซึ่งลาออกจากบริษัทสยามรักษ์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (เคยเป็นผู้ช่วยเลขาุนุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูมิ สาระผล) และต่อมาได้เป็นคณะกรรมการในคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาิติ

ขณะเดียวกันก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการ โดยคณะอนุกรรมการด้านการตลาด, คณะอนุกรรมการกำกับดูแลการรับจำนำข้าว, คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว คณะอนุกรรมการตลาดซื้อ-ขายสินค้าเกษตรแห่งประเทศไทย และคณะอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามการรับจำนำข้าว

อีกทั้งคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า รศ.พ.อ.(พิเศษ)นพ. เกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นรองประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า เป็นพี่ชายของ นายเกรียงศักดิ์ ประสงค์สุกาญจน์ อดีตกรรมการบริษัท สยามรักษ์

รวมทั้งผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า ประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า และกรรมการได้ถูกเสนอแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ผ่านมติคณะรัฐมนตรี

ขณะที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ได้มีการระบายข้าวสารถุงในราคาถูกโดยคิดราคาเพียงครึ่งหนึ่งของราคาตลาด และเป็นที่มาของการเปิดช่องโหว่ของสัญญาต่างๆ ที่ทางอคส. ได้ทำกับโรงสีผู้ปรับปรุงก็ดี และทำกับบริษัทผู้จำหน่ายก็ดี เป็นเหตุให้ข้าวสารถุงที่อ้างว่าจะไปลดค่าครองชีพของประชาชน เพื่อช่วยเหลือประชาชน ใน3 จังหวัดชายแดนใต้ อาจไม่ได้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการฯ ไม่มีการติดตามตรวจสอบกำกับดูแล จากคณะกรรมการต่างๆ ที่มีหน้าที่ตรวจสอบ

phpThumb_generated_thumbnailjpg.jpg

เพราะมีการตรวจสอบพบข้อมูลว่า มีการปล่อยให้มีการนำข้าวสารราคาถูกไปจำหน่ายให้กับกลุ่มพ่อค้า โดยมีส่วนต่างของราคาที่ทำให้รัฐเสียหายอย่างมาก จะเห็นได้ว่าข้าวราคาตลาดในขณะนั้น ราคาประมาณ 15,250 บาืทต่อหนึ่งตัน แต่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ เห็นว่า เพื่อช่วยเหลือประชาชนและลดราคาครั้งหนึ่ง เหลือเพียง 7,625 บาท ต่อหนึ่งตัน ถ้ามีการดำเนินการครบตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จำนวน 2,500,000 ตัน ก็จะเสียหายส่วนต่างนี้ ประมาณ 17,000 ล้านบาท และยังต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงอีกตันละประมาณ 5,000 บาท ก็ยิ่งจะทำให้รัฐเสียหายรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท ถ้าคิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ซึ่งตันหนึ่งประมาณ 13,000 บาท เมื่อเป็นข้าวสาร 1 ตัน จากราคาประมาณ 23,000 บาท

แต่มติดังกล่าวรัฐมีรายได้จากการระบายข้าวสารถุงครั้งนี้ เพียงตันละ 2,645 บาท จะเห็นได้ว่า การดำเนินการดังกล่าวสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างมาก

- การเชื่อมโยงข้อมูล

1.การเชื่อมโยงของบุคคลในหน่วยงานภาครัฐ

1.1 พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ เป็นและเคยเป็น

1.1.1 เคยเป็นกรรมการบริหารของบริษัท สยามรักษ์

1.1.2 เคยเป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายภูมิ สาระผล)

1.1.3 เคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายบุญทรง เตริยาภิรมย์)

1.1.4 เป็นกรรมการคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ

1.1.5. เป็นอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการ ดังนี้

- คณะอนุกรรมการกำกับดูแลการรับจำนำข้าว

-คณะอนุกรรมการพิจารณาการระบายข้าว

-คณะอนุกรรมการตรวจสอบ และติดตาม

-คณะอนุกรรมการตลาดซื้อขายล่วงหน้า

2. รศ.พ.อ.(พิเศษ)นพ. เกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ มีตำแหน่งเป็นรองประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า มีน้องชายชื่อ นายเกรียงศักดิ์ ประสงค์สุกาญจน์ เคยเป็นกรรมการบริษัท สยามรักษ์

การเชื่อมโยงของบริษัทเอกชนกับองค์การคลังสินค้า

1.องค์การคลังสินค้า ได้ประกาศสรรหาบริษัทที่มีคุณสมบัติพร้อมเพื่อทำการปรับปรุงคุณภาพข้าวและบรรจุขนาด 5 กิโลกรัม และ 1 กิโลกรัม กับข้าวขาว 5 % และข้าวเหนียว 10% เมล็ดยาว และผลการสรรหาได้

- บริษัท เจียเม้ง

-บริษัท สิงโตทอง

-หจก.โรงสีโชควรลักษณ์

และได้บริษัทอีก 4 บริษัท แต่ 3 บริษัทที่กล่าวถึงมีพฤติกรรมเชื่อมโยงกับบริษัทผู้แทนจำหน่าย

2.องค์การคลังสินค้า ได้ประกาศสรรหาบริษัทผู้แทนจำหน่ายข้าวสารเพื่อจำหน่ายให้กับร้านค้าทั่วไปการสรรหาได้

-บริษัท สยามรักษ์

-บริษัท คอนไซน์เทรดดิ้ง

-บริษัทร่มทอง

การดำเนินการจัดทำข้าวถุงจำหน่ายเพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ได้มี นโยบายให้จัดทำข้าวถุงโดย อคส. กำหนดราคาไว้ครั้งแรก 13,750 บาทต่อตัน หลังจากดำเนินการไปแล้วราคาข้าวถุงที่จำหน่ายราคาใกล้เคียงกับราคาที่จำหน่ายร้านค้าทั่วไปทำให้ขายไม่ได้

จึงได้พิจารณาหาแนวทางเพื่อลดแนวทางต่อถุง โดยหาเหตุผลว่า เพื่อช่วยเหลือมุสลิมภายใต้ที่ประสบภัยน้ำท่วม โดยกำหนดราคาลดลงเหลือ 7,625 บาทต่อตัน

หลังจากอคส. ได้รับนโยบายให้ลดราคาข้าวลงเหลือ 7,650 บาทต่อตันได้แจ้งให้บริษัท 3 ราย คือ บริษัท สยามรักษ์ ,บริษัท คอนไซน์เทรดดิ้ง และ บริษัทร่มทอง ให้จัดกระจายส่งข้าวถุงให้กับร้านค้าทั่วไป

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของคณะอนุฯ ในจังหวัดหลายจังหวัด ไม่พบว่ามีข้าวถุงจำหน่ายเลยแม้แต่จังหวัดเดียวและได้ทราบต่อมาว่า บริษัทผู้แทนจำหน่ายทั้ง 3 บริษัท ที่มีหน้าที่กระจายข้าวถุงไปร้านค้าทั่วไป ได้ขายคืนให้กับบริษัทปรับปรุงคุณภาพข้าวและบรรจุถุง ได้แก่ บริษัท เจียเม้ง บริษัท สิงโตทอง และหจก.โรงสีโชควรลักษณ์

จากข้อมูลการเชื่อมโยงในส่วนบุคคล หน่วยงานรัฐ และเอกชน ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการดำเนินงานโครงการระบายข้าวถุง ทั้งหมด จึงมีลักษณะส่อว่าจะเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกัน?

(ดูหลักฐานประกอบใน เรื่อง เอ็กซ์คลูซีฟ: เปิดผลสอบฉบับเต็มโครงการระบายข้าวถุง “ยิ่งลักษณ์")

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2556 นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ออกมาระบุว่า คาดว่าจะสามารถสรุปผลการไต่สวนได้อย่างเป็นทางการในช่วงประมาณกลางเดืิอนมกราึคม 2557 นี้ 

นอกจากนี้ ป.ป.ช.ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาไต่สวนอีก 1 ชุด ในประเด็นที่นายศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ส่งข้อมูลมาให้ป.ป.ช. กรณีที่พบความผิดปกติในการระบายข้าวให้กับรัฐบาลอินโดนีเซีย ผ่านองค์กรสำรองข้าวอินโดนีเซีย (บูล็อก) โดยมีบริษัท สยามอินดิก้า จำกัดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ดังนั้น ในปี 2557 ที่จะถึงนี้ คงเป็นปีที่ประชาชน จะได้รับคำตอบที่ชัดเจนจาก ป.ป.ช. ว่า แท้จริงแ้ล้ว โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีปัญหาการทุจริตเกิดขึ้นจริง ตามหลักฐานจำนวนมากที่ปรากฎอยู่ในขณะนี้หรือไม่

และใครจะปรากฎรายชื่อเป็นผู้ต้องรับผิดชอบบ้าง?

Last edited by linc49 (September 15, 2016 11:55 AM)

Offline

#84 September 16, 2016 11:33 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ทักษิณ....ความหวังและความผิดพลาดของฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ได้สรุปบทเรียน

* เพื่อไทย จริงๆ แล้ว เพื่อใคร ...ทักษิณ เจ้าของพรรค พท. นักธุรกิจการเมือง ...ที่อ้างประชาธิปไตยก็แค่ได้มีเลือกตั้งแล้วเข้ามาทำธุรกิจกับภาษีประชาชน..การทำการค้าข้าวแบบ จีทูจี...โกงกับโกง ...ถ้า Government to Government จริงตัวแทนรัฐบาลไทย-จีน ต้องลงนาม โดยเฉพาะ ยิ่งลักษณ์ นั่นแหละ.ต้องลงนาม..แต่ไม่เคยปรากฏ.. .

เจาะข่าวตื้น 66 : เจาะจำนำข้าว (ต๊อบผุ)
photo.jpgSpokeDark TV

เผยแพร่เมื่อ 27 ก.ค. 2012
Shallow News in Depth 66

ติดต่อโฆษณาได้ที่ 087-683-5151
ช่องทางการติดต่อเพิ่มเติม http://www.spokedark.tv/contact-us/
ติดตามรายการตอนใหม่ได้ที่ http://www.facebook.com/spokedarktv

ขอต้อนรับเข้าสู่เจาะข่าวตื้นประจำวันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม 2555 และต่อไปนี้ขอเชิญพบกับพิธีกรสุดฮอต ติดดิน กินข้าวกล่อง รักชีวิตกลางแจ้ง สายลม แสงแดดและกลิ่นโคลนสาบควาย นายจอห์น วิญญู อยากเป็นชาวนา อุครุอะคริ ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เราจะยอมให้แพ้ชาติใดไม่ได้ แต่ทำไมตอนนี้เราโดนชาติอื่นแซงไม่ทิ้งฝุ่นเยี่ยงนี้ วันนี้เจาะข่าวตื้นขอนำเสนอมหากาพย์ของข้าวไทยที่เป็นพืชเศรษฐกิจของใครกัน ? ติดตามได้ในเจาะข่าวตื้นเทปนี้เลย ... นะฮ้าว์ฟฟ

ติดตามรายการของสโป๊กดาร์กทีวีได้ทาง : http://www.spokedark.tv
ติดตามรายการ เจาะข่าวตื้นฯ ได้ทาง : http://jorkawteun.spokedark.tv/
ช่องทางการรับชมใน youtube :
ติดตามข่าวสารและเข้าไปกด like ได้ที่ : http://www.facebook.com/spokedarktv

Offline

#85 September 17, 2016 8:56 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ทักษิณ....ความหวังและความผิดพลาดของฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ได้สรุปบทเรียน

"จำนำข้าว" โกงไม่โกง มาดูกัน!
photo.jpgSpokeDark TV

เผยแพร่เมื่อ 26 ก.พ. 2014
A part from Shallow News in Depth 125

คลิปนี้เป็นส่วนหนึ่งของเจาะข่าวตื้น 125 : จำนำข้าว ไม่โกง? ไม่มี ไม่หนี ไม่ไถ่? ไม่จ่าย!!! (full version)

Offline

#86 September 17, 2016 11:13 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ทักษิณ....ความหวังและความผิดพลาดของฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ได้สรุปบทเรียน

http://www.matichon.co.th/news/286684

ยิ่งลักษณ์ ระทึก! จ่อปิดสำนวนผิดจำนำข้าว 1-2 วันนี้ ‘วิษณุ’ชี้ ถ้าไม่อุทธรณ์ ยึดทรัพย์ทันที

39-4.jpg
วันที่: 15 ก.ย. 59

“วิษณุ” เผยเตรียมปิดสำนวนยิ่งลักษณ์ ผิดจำนำข้าว 1-2 วันนี้ จีทูจี “บุญทรง” รมว.พาณิชย์จ่อลงนามคำสั่งปกครองแล้ว

เมื่อเวลา 14.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง เข้าใจว่าจะปิดสำนวนภายใน 1-2 วันนี้ จากนั้นคณะกรรมการฯจะส่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อส่งเรื่องต่อมายังนายกฯ ขออนุมัติให้มีการลงนามในคำสั่งปกครองเพื่อให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์รับผิด เมื่อนายกฯให้ดำเนินการต่อ จะส่งไปที่ผู้มีอำนาจลงนามคำสั่ง โดยกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์มี 2 คนคือ นายกฯ กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งในส่วนของนายกฯนั้นสามารถมอบอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลงนามแทนได้ เหมือนกับกรณีการเรียกค่าเสียหายการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่มอบอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงนามแทน ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลงนามแทนนายกฯแล้ว จะลงนามในส่วนของตนเองอีกได้ หรือมอบหมายให้คนอื่นลงนามแทนตนเองก็ได้ แล้วส่งไปให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ทราบ หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ดำเนินการอุทธรณ์ภายในเวลาที่กำหนด จะดำเนินการยึดทรัพย์ได้เลย แต่หากมีการร้องศาลปกครองจะต้องมาดูว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ขอให้คุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ ถ้าศาลปกครองมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราว การยึดทรัพย์จะยังไม่เกิดขึ้น โดยขั้นตอนการยึดทรัพย์จะเป็นของกรมบังคับคดี โดยอาจจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะคณะกรรมการฯยังไม่ได้ชี้ขาด

เมื่อถามถึงกรณีการแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 ที่เพิ่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เกี่ยวข้องกับการเรียกค่าเสียหาย น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า มีการเตรียมการมา 3-4 ปีแล้ว เพื่อให้เรื่องนี้ไปถึงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้วย เพราะ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ครอบคลุมไปถึงแล้ว แต่ตัวระเบียบยังไม่ถึง ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งตนไม่ยอมให้แก้อะไรแล้วมากระทบคดีความเป็นอันขาด เพราะหากทำให้หนักขึ้นจะกลายเป็นแกล้งเขา ถ้าเบาลงจะกลายเป็นช่วยเขา จึงไม่ควรทำอะไรทั้งนั้น เรายึดตามระเบียบเดิมที่มีมาตั้งแต่ พ.ศ.2539

เมื่อถามถึงสาเหตุที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังไม่ได้ลงนามคำสั่งปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับพวก เป็นเพราะอะไร รองนายกฯกล่าวว่า “อย่าไปถามถึงสาเหตุเลย ผมว่าภายใน 1-2 วันนี้ กว่าผู้สื่อข่าวจะพาดหัวมันอาจจะเสร็จไปแล้วก็ได้”

Offline

#87 September 18, 2016 10:48 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ทักษิณ....ความหวังและความผิดพลาดของฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ได้สรุปบทเรียน

* ผู้เชี่ยวชาญจาก Deutsche Bank เรียก การตัดสินใจของ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ให้ราคาสูงกว่าตลาด 50% ว่า "A crazy decision"
แต่เหตุยังไม่เกิดในตอนนั้นที่เริ่มโครงการ แต่ท้ายที่สุดความจริงก็เปิดเผยคือ เพื่อโกง ในโครงการรับจำนำข้าวสมัยยิ่งลักษณ์ นั่นเองเพราะเป็นรัฐบาลกำหนดราคารับจำนำแบบคนบ้าคือให้ราคาสูงกว่ามูลค่าข้าวที่รับจำนำ

http://finance.yahoo.com/news/crazy-dec … 00132.html

A crazy decision led Thailand to stockpile tons of rice, but everything could be about to change

a-crazy-decision-led-thailand-to-stockpile-tons-of-rice-but-everything-could-be-about-to-change.jpg

Business Insider   
Jonathan Garber
May 15, 2016

Thailand rice
More
(Reuters/Nir Elias)
Workers at the Udon Permsin rice mill pile up sacks full of rice to for storage in the northeast province of Udon Thani, Thailand

In 2011, Thailand was the world's largest exporter of rice, accounting for about 30% of the global market.

But then prime minister Yingluck Shinawatra introduced a controversial rice scheme where the government would pay farmers almost 50% more than market prices.

The idea was that since almost 40% of Thailand's labor force worked in agriculture, then it would make the average Thai wealthier while also creating a rice shortage by taking supply off of the market. In theory, the government would then be able to sell the rice at an even higher price.

But prices didn't rise as much as the Thai government was anticipating, and then competitors — India and Vietnam — began to flood the market and lower their prices. That left Thailand with a ballooning inventory of rice and warehouses filled to the brim.

Fast forward to 2016, and Shinawatra has been out of office for two years after being removed by a military coup. Thailand is now the No. 2 rice exporter in the world, trailing rival India, and its rice stockpile is still enormous.

screen%20shot%202016-05-12%20at%202.25.26%20pm.png

Thailand rice
More
(Deutsche Bank)

But there might finally be some relief in sight. The El Niño of 2015-16 has caused drought conditions across much of China, India, and Southeast Asia. And while farmers in Thailand and elsewhere in the region are being devastated by the weather, the Thai government has an opportunity to unload a good portion of its stockpile.

Here's Deutsche Bank (emphasis added):

According to the US Department of Agriculture (USDA), Thailand's rice inventory is set to drop by almost 50% to 5.2mn MT in 2016 on the back of a projected decline in domestic output to a five-year low of 15.8mn MT.

And the good news doesn't stop there.

Deutsche Bank says (emphasis added):

It is highly plausible, in our view, that Thailand would take this El Niño episode as an opportunity to clear its huge stockpile and regain market share as shipments of rival exporters will likely be curbed by reduced domestic output.

Last edited by linc49 (September 21, 2016 11:12 AM)

Offline

#88 September 19, 2016 12:06 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ทักษิณ....ความหวังและความผิดพลาดของฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ได้สรุปบทเรียน

เสวนา10ปีรัฐประหาร "ล่ม" เพราะ กลุ่มป่วนล้มงาน หาเหตุผลให้ตนเองไม่ได้  !!

สิ่งที่ เสื้อแดงลูกน้องทักษิณ ตอบ อี้แทนคุณ ไม่ได้ คือ นิรโทษกรรม ...ดูคลิป ความถ่อยและการตะแบง พวกเขากะมาป่วน เอาใจตนเองเป็นที่ตั้ง แต่ไม่สามารถ หาเหตุผลมาแย้งได้

..ในเมื่อ คนที่ตายคือประชาชน คนเสื้อแดง ...รัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีการ ออก พรบ. นิรโทษกรรมสุดซอย เว้นผิดคน ฆ่า ทำไม ทั้งที่ พวกคุณบอกว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ หรือ สุเทพ สั่ง ..ทำไมไม่ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

* ประมาณนี้ ไม่ได้ถอดเทปโดยตรง เอาแค่เนื้อหา

......ตอบ ไม่ได้ กลายเป็น ชี้หน้าด่า อี้แทนคุณ...โอ้พระเจ้าจอร์จ คุณยอดมาก มีเหตุผลน้อยมากกกกก ...คนถ่อยแบบนี้หรือจะมาเป็นผู้นำคน พวกคนแบบนี้เป็นตัวอย่างที่ดีต่อคนรุ่นหลังไม่ได้ มีแต่ความ กักขฬะ ถ่อย พูดแบบไม่มีเหตุผล เอาแต่ได้ เพื่อตามใจตัวเอง

อี้ แทนคุณ-บก.ลายจุด คุย 10 ปี รัฐประหาร ก่อนยุติกลางคัน
photo.jpgprachatai

เผยแพร่เมื่อ 18 ก.ย. 2016
ขอบคุณวิดีโอคลิปจากคุณ Noppakow Kongsuwan https://www.facebook.com/Noppakow.kon...

บก.ลายจุด เสียดายเวที NDM จัดไม่จบ หลังผู้เข้าร่วมงานส่วนหนึ่งไม่พอใจ อี้ แทนคุณ ขอผู้เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง

18 ก.ย. 2559 13.30 น. ที่ห้องประกอบ หุตะสิงห์ อาคารเอนก ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ได้ จัดงาน "ย่ำอยู่กับที่ 10 ปี สังคมไทย" เพื่อเป็นการรำลึกถึงการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงของการดีเบตระหว่าง สมบัติ บุญงามอนงค์ และ แทนคุณ จิตต์อิสระ ได้มีผู้เข้าร่วมบางส่วนไม่พอใจ แทนคุณ โดยได้มีการเเสดงออกโดยการโห่ร้อง และลุกขึ้นเถียงเมื่อ แทนคุณ แสดงความคิดเห็น จนที่สุดทำให้ผู้จัดงานตัดสินใจยุติการจัดเวทีเสวนา

สำหรับการโต้เถียงระหว่าง แทนคุณ กับผู้เข้าร่วมส่วนหนึ่ง นั้นเป็นการโต้เถียงในประเด็นเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยแทนคุณเห็นว่า สุเทพ เทือกสุบรรณ ทำถูกต้องแล้วที่ออกมาต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่ผู้เข้าร่วมส่วนหนึ่งเถียงว่า ในเมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยอมถอน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ทำไมจึงไม่ใช้กลไลตามระบบรัฐสภา ในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง โดยบรรยากาศขณะนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบากในการพูดคุย

"ผมกำลังบอกว่า ผมไม่ได้เห็นด้วยกับ อี้ แทนคุณ หรอก แต่ผมก็ไม่ได้เห็นต่างกับอี้ แทนคุณ ในทุกๆ เรื่อง เช่นกัน สิ่งที่ผมเรียนรู้ในการใช้ชีวิตกับคนที่แตกต่างกัน ไม่ใช่การเรียนรู้แล้วเราเปลี่ยนแปลง ผมเดินออกมาก็ยังรู้สึกว่าผมเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้เพิ่มขึ้นคือผมเข้าใจว่าทำไมคนจึงคิดไม่เหมือนกับผม ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ และผมคาดหวังว่าเวทีวันนี้ จะพาให้พวกเราได้ฟังในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย และเข้าใจในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย ไม่อย่างนั้นเราก็จะ 'มโนเอา' ว่าเขาเป็นอย่างไหน เป็นอย่างนู้นอย่างนี้ ถ้าเราฟังแล้วชัดเจนว่าอ๋อทำไมเขาเห็นต่างจากเรา ก็เพราะเขาคิดแบบนี้ แล้วต่อให้คุณไม่เห็นด้วย มันดีกว่าการที่เรามโมว่าเขาเป็นนู่นนี่นั่น สังคมไทยมันขาดโอกาสแบบนี้ เราต้องพาตัวเองไปรับฟังความเห็นที่แตกต่าง และต่อให้เป็นความเห็นที่แตกต่างแล้วเราไม่เห็นด้วย แต่เราต้องรับฟัง ผมหวังว่าโอกาสหน้าจะมีเวทีแบบนี้อีก และผมยินดีไปพรรคประชาธิปัตย์ และอยู่จนเวทีปิด" สมบัติ บุญงามอนงค์ กล่าว

Offline

#89 September 19, 2016 12:07 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ทักษิณ....ความหวังและความผิดพลาดของฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ได้สรุปบทเรียน

เรืองไกร ได้สมหวัง รมว.-ปลัดพาณิชย์ เซ็นเรียกค่าเสียหายข้าว GtoG แล้ว

http://www.prachachat.net/news_detail.p … 1474275260

รมว.-ปลัดพาณิชย์ เซ็นหนังสือบังคับทางปกครองเรียกค่าเสียหายข้าว GtoG แล้ว

14742752601474275330l.jpg

19 ก.ย. 2559 เวลา 15:51:08 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

รมว.-ปลัดพาณิชย์ เซ็นหนังสือบังคับทางปกครองเรียกค่าเสียหาย GtoG ข้าวแล้ว เตรียมแจ้ง 6 คนขีดเส้น 30 วันชดใช้

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงนามในหนังสือบังคับทางปกครองเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากการขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับนักการเมืองและข้าราชการ 6 ราย มูลค่าความเสียหาย 20,000 ล้านบาท ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีในการเซ็นหนังสือบังคับทางปกครองแทนนายกรัฐมนตรีแล้ว

เช่นเดียวกับทางด้าน น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงนามในฐานะ รมว.พาณิชย์แล้ว

โดยขั้นตอนหลังมีการลงนามในหนังสือบังคับทางปกครอง ฝ่ายกฎหมายจะแจ้งเรื่องไปยังผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 ราย เพื่อให้รับทราบ โดยมีกำหนดให้ตอบรับหรือหากจะโต้แย้งก็ต้องดำเนินการภายใน 30 วัน หากเพิกเฉยจะส่งหนังสือแจ้งเตือนรอบที่ 2 และมีระยะเวลา 15 วัน หากยังเพิกเฉยอีกก็จะส่งเรื่องไปยังกรมบังคับคดี เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์ต่อไป

"รู้สึกธรรมดากับการลงนามในครั้งนี้ เพราะเป็นไปตามขั้นตอน และมีการศึกษาข้อกฎหมายไปก่อนหน้าการลงนามแล้ว" นางอภิรดีกล่าว

รายงานข่าวระบุว่า มูลค่าความเสียหายจากขายข้าวจีทูจีนักการเมือง-ข้าราชการ รวมทั้งสิ้น เท่ากับ 20,000 ล้านบาท ประกอบด้วยนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ 1,770 ล้านบาท นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ 2,300 ล้านบาท

ขณะที่ข้าราชการประกอบด้วย พล.ต.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ ต้องจ่ายคนละ 4,000 ล้านบาท

Offline

#90 September 24, 2016 12:32 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ทักษิณ....ความหวังและความผิดพลาดของฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ได้สรุปบทเรียน

Prachatai

ก.คลังสรุปแล้ว 'ยิ่งลักษณ์' ต้องจ่าย 3.5 หมื่นล้านบาท ค่าเสียหายจำนำข้าว

Sat, 2016-09-24 15:54

อธิบดีกรมบัญชีกลางเผยผลพิจารณาคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งกรณีเรียกร้องค่าเสียหายจำนำข้าว ระบุ 'ยิ่งลักษณ์' ต้องชดเชย 3.5 หมื่นล้านบาท คิดจากค่าเสียหาย 2 โครงการจำนำข้าว ฤดูกาลผลิตข้าวนาปี 2555/2556 และ 2556/2557 วงเงินความเสียหายรวม 1.78 แสนล้านบาท แต่ในฐานะผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบค่าเสียหายในสัดส่วน 20% ที่เหลือ 80% ผู้ทำให้เกิดความเสียหายรองลงมาต้องรับผิดชอบตามสัดส่วน

24 ก.ย. 2559 เว็บไซต์ข่าวสด รายงานว่านายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง เปิดเผยว่า ส่งข้อสรุปเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจำนำข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไปยัง น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะกำกับดูแลกรมบัญชีกลางแล้ว กระบวนการหลังจากนี้จะส่งหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานที่เสียหายจำนำข้าว คือ สำนักนายรัฐมนตรี ในฐานะต้นสังกัดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และส่งไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อให้ลงนามคำสั่งทางปกครองให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดชอบค่าเสียหาย

นายมนัสกล่าวว่า ในส่วนค่าเสียหายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องชดเชยให้รัฐอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท เป็นการคิดจากค่าเสียหายใน 2 โครงการจำนำข้าวคือโครงการรับจำนำในฤดูกาลผลิตข้าวนาปี 2555/2556 และฤดูกาลผลิตข้าวนาปี 2556/2557 วงเงินความเสียหายรวม 1.78 แสนล้านบาท น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบค่าเสียหายในสัดส่วน 20% ที่เหลือ 80% ผู้ทำให้เกิดความเสียหายรองลงมาต้องรับผิดชอบตามสัดส่วน

นายมนัสกล่าวว่า ข้อสรุปครั้งนี้เรียกร้องค่าเสียหายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์เพียงคนเดียว เนื่องจากคณะกรรมการฯ ชุดนี้พิจารณาความผิดตามข้อสรุปของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดที่มีนายจิรชัย มูลทองโร่ย เป็นประธานส่งเรื่องมา และเป็นไปตามที่ป.ป.ช.ชี้มูล น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างไรก็ตามคณะกรรมการชุดนายจิรชัยสรุปความเสียหายจำนำข้าวรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไว้ที่ 2.8 แสนล้านบาท โดยเป็นการคิดความเสียหายใน 4 ฤดูกาลตั้งแต่ปี 2554-2557 ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งได้นำสำนวนดังกล่าวมาพิจารณา ประชุมถึงเรื่องนี้ถึง 13 ครั้ง สรุปว่าควรคิดค่าเสียหายเพียง 2 ฤดูการผลิตหลัง

แม้ว่าจะเกิดความเสียหายในฤดูกาลผลิตข้าวนาปี 2554/2555 และข้าวนาปรัง 2555 วงเงิน 1.15 แสนล้านบาท แต่พบว่าข้อมูลที่หน่วยงานตรวจสอบต่างๆส่งมาให้น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นเพียงข้อเสนอแนะที่ให้ระวังเกี่ยวกับการดำเนินโครงการรับจำนำว่ามีความเสี่ยงขาดทุน และให้มีการตรวจสอบป้องกันและแก้ไข ซึ่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้มีการส่งข้อเสนอแนะจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ ป.ป.ช. สตง. ไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับจำนำข้าวแล้ว ซึ่งเท่าที่ดูในข้อเท็จจริงพบว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอจะรับฟังได้ว่าได้ทราบอย่างแน่ชัดถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงถือว่าไม่ได้จงใจละเมิดหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการทำโครงการรับจำนำใน 2 ฤดูกาลแรกนายมนัสกล่าว

นายมนัสกล่าวต่อว่า มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายกับการดำเนินการในฐานะผู้บังคับบัญชา ถ้าพูดกันในเชิงนโยบายนั้นไม่ถือว่าเป็นการละเมิด นโยบายไม่ใช่การกระทำจึงไม่ใช่การละเมิด แต่สิ่งที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งพิจารณาคือน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของรัฐบาลในขณะนั้น จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าว หลังจากที่ทราบอย่างชัดเจนว่าเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว ก็ไม่ได้สั่งชลอหรือทบทวนโครงการ

นายมนัส กล่าวว่า ส่วนความเสียหาย 80% ที่เหลือ คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งเสนอแนะไปว่า หน่วยงานที่เกิดความเสียหายต้องมีการสืบสวนและต้องเรียกความเสียหายดังกล่าว โดยมีระยะเวลาเรียกค่าเสียหายภายใน 10 ปีนับจากเกิดความเสียหาย ส่วนกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น หากไม่เห็นด้วยกับการเรียกร้องค่าเสียหายตรงนี้ สามารถฟ้องศาลปกครอง เพื่อเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง หลังจากที่ได้รับคำสั่งทางปกครองแล้วได้ แต่ถ้าไม่คัดค้านจะเข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์เพื่อชดใช้ความเสียหาย เชื่อว่าน.ส.ยิงลักษณ์ต้องฟ้องคัดค้านแน่ ไม่ได้กังวล เพราะถือเป็นการทำตามหน้าที่ ไม่ได้ไปกลั่นแกล้งใคร และยืนยันว่าการเมืองไม่ได้แทรกแซงการพิจารณาครั้งนี้

yingluck-shinawatra-ousted.jpg

Offline

#91 September 29, 2016 11:35 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ทักษิณ....ความหวังและความผิดพลาดของฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ได้สรุปบทเรียน

http://www.matichon.co.th/news/300584

‘บิ๊กตู่’มอบ รมว.คลัง ลงนามเรียกค่าเสียหายจำนำข้าวยิ่งลักษณ์แทน มั่นใจเช็กบิลทันเวลา

32-12-e1474972391448.jpg
วันที่: 27 ก.ย. 59

“บิ๊กตู่” มอบ “รมว.คลัง” ลงนามเรียกค่าเสียหายจำนำข้าว “ยิ่งลักษณ์” แทน ย้ำมาตรา 44 ไม่ได้ชี้ถูกผิด หวังคุ้มครอง จนท.ให้กล้าทำงาน มั่นใจเช็กบินทันเวลา

เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 27 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีการดำเนินคดีต่อโครงการรับจำนำข้าวกับนักการเมืองและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปตลอดเวลา ซึ่งตนยืนยันว่า ทุกคดีไม่เคยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแต่รออยู่แล้วทั้งหมด ตนมีหน้าที่ในการอำนวยความเป็นธรรมให้ฝ่ายกฎหมาย ศาล กระบวนการยุติธรรมทำงาน ไม่ได้ไปใช้อำนาจในการชี้ผิดชี้ถูก เพียงแต่ป้องกันเจ้าหน้าที่เขาไว้หน่อย เช่นนั้นเขาไม่กล้า อย่างเช่นกรณีที่ผ่านมามีการขู่เจ้าหน้าที่กันเยอะไปหมด ดังนั้น ตนก็ต้องมีมาตรา 44 เพื่อปกป้องข้าราชการ แต่ไม่ใช่เพื่อปกป้องให้เขารังแกคน แต่เพื่อให้เขากล้าทำงาน ไม่เช่นนั้นก็จะมีปัญหาในการทำงานวันข้างหน้า

มาตรา 44 ผมไม่ได้ไปชี้ผิดถูก ไม่ได้เอามาตัดสินกรณีโครงการรับจำนำข้าว แต่เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะผิดจะถูกไปสู้กันตรงนั้น ตามหลักฐานที่มีอยู่และไม่ต้องห่วงในเรื่องระยะเวลา ดำเนินการทันอยู่แล้ว เวลานี้อยู่ในขั้นตอนของกระทรวงการคลังที่ดำเนินการให้ทันเวลาแน่นอน ลักษณะเดียวกับของกระทรวงพาณิชย์ นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า ในส่วนที่มีการเรียกค่าเสียหาย 80-20 นั้นคือ ใน 80 เป็นเรื่องหลายส่วนที่ต้องมารับผิดชอบ ไม่ใช่ข้าราชการทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดมี 850 คดี ที่ต้องหาผู้มารับผิดชอบ ส่วน 20 นั้นรับผิดชอบทางนโยบาย ฉะนั้นจะมีทั้งระดับสูงระดับกลางที่เกี่ยวข้อง โดยยืนยันว่าไม่ได้รังแกข้าราชการ แต่อยากให้เป็นบทเรียนให้รู้ว่าอะไรผิดถูก จะได้ไม่คล้อยตามไปหมด ยืนยันว่าพยายามเต็มที่ ในการแก้ไขปัญหาประเทศชาติให้ได้โดยเร็ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าในกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะลงนามเรียกค่าเสียหาทางแพ่งเองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า กำลังดูอยู่ ถ้ามันคล้ายคลึงกันกับกรณีของจีทูจี ก็มอบหมายให้รัฐมนตรีลงนาม ซึ่งรัฐมนตรีก็สามารถมอบต่อได้ เหมือนกับคดีของกระทรวงพาณิชย์

เมื่อถามว่าเหตุผลที่ไม่ลงนามเองคืออะไร นายกฯกล่าวว่า เขาบังคับให้ตนลงนามเองหรือเปล่า และจริงๆ ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวง ข้าราชการเป็นคนรับผิดชอบเพราะเป็นกรรมการในการตรวจสอบ ฉะนั้น รัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีก็เซ็นในนามผู้บริหารราชการสามารถมอบหมายกันได้ โดยมีสองขั้นตอน

เมื่อถามย้ำว่าจะมอบหมายให้ รมว.คลัง เป็นผู้ลงนามใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เขาเป็นหัวหน้าตั้งคณะทำงานนี้ขึ้นมา ซึ่งมีสองคณะ โดยคณะแรกเป็นกระทรวงพาณิชย์ เป็นการคิดทั้งสี่ฤดูกาล แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบสองฤดูกาล ส่วนเรื่องระยะเวลาต้องดำเนินการให้ทันเดือนก.พ.ปี 2560 เพราะคดีจะหมดอายุความตอนนั้นยังไงก็ต้องทำ

ขอให้เข้าใจว่าการทำงานไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องตรวจสอบทุกคลัง ตรวจสอบบัญชี ไล่หาทุกที่ ทุกคลังไม่ตรงกัน ทั้งข้าวหอมข้าวขาว กลายเป็นข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิกลายเป็นปลายข้าวนายกฯกล่าว

เมื่อถามว่าจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูในเรื่องการเรียกค่าเสียหายร่วม 80 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมมีอยู่แล้ว ซึ่งส่วนนี้มีทั้งข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และฝ่ายการเมืองส่วนต่างๆ เรื่องนี้มีหลายคดี และรัฐมนตรีก็ทำในสิ่งที่ ป.ป.ช.และ ศอ.ตช.เตือน แต่ไม่ระงับยับยั้ง และในส่วนการทุจริตข้างล่างก็ต้องมีผู้รับผิดชอบเพิ่ม รวม 850 คดี เวลานี้มอบหมายให้ ศอ.ตช. ไปดูเรื่องการบริหารข้างบนว่าใครจะต้องได้รับการตรวจสอบบ้างเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และจะเป็นการทำงานร่วมกับฝ่ายกฎหมายด้วย

Offline

#92 October 1, 2016 12:05 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ทักษิณ....ความหวังและความผิดพลาดของฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ได้สรุปบทเรียน

http://www.prachachat.net/news_detail.p … 1474714707

"ชิดชัย" ย้อนวันปฏิวัติ "ทักษิณ" "อำนาจอันตราย...ใช้ ม.44 ถาวรไม่ได้"

updated: 24 ก.ย. 2559 เวลา 21:31:21 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

สัมภาษณ์

10 ปีก่อน "พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์" ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ในค่ำคืนรัฐประหาร 19 กันยา 2549

เป็นแกนนำคนสำคัญในกองบัญชาการต้านปฏิวัติ ถือคำสั่ง "ปลด" กำชะตาชีวิต พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ.

แต่เมื่อปฏิบัติการต้านรัฐประหารล้มเหลว ถูก "พล.อ.สนธิ" ชิงตัดหน้ายึดอำนาจ "พล.ต.อ.ชิดชัย" จึงถูกทหารพร้อมปืนเอ็ม 16 ควบคุมตัว เช่นนักการเมืองคนอื่นในเครือข่าย "ทักษิณ ชินวัตร"

"ประชาชาติธุรกิจ" สนทนากับ "พล.ต.อ.ชิดชัย" ในวันที่เขาถอยห่างจากการเมือง ห่างจากวงจร "ทักษิณ" เป็นนายพลในแม่น้ำ 5 สาย 1 ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

อ่านปากคำคนที่เคยหล่นจากอำนาจอีกครั้ง

- 10 ปี หลังรัฐประหาร 2549 ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ดีมากเลย ผมอยู่มานาน ผ่านมาทั้งเป็นตำรวจ ข้าราชการพลเรือน ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งนักธุรกิจ ค่อนข้างเห็นอะไร เข้าใจพอสมควร เพราะหลังจากที่เราพ้นทุกอย่าง ในทางการเมืองเราก็ค่อยถอยออกมา ไปทำธุรกิจ เอาการเมืองไปยุ่งไม่ได้

- ชีวิตพลิกผันอย่างไรหลังพ้นการเมือง

ผมสบายนะ ไม่ได้พลิกผัน เพราะผมอยู่กับพื้นดินตลอด ไม่ได้มีความคิดฝัน

วิถีชีวิตของผมก็เหมือนเดิม ยังใช้ร้านตัดผมร้านเดิมที่ตัดมา 20 30 ปีในตลาด เพียงแต่ให้ทิปมากขึ้น (หัวเราะ)

14747147071474714888l.jpg

- 10 ปีที่ผ่านมาไม่มีบาดแผลต้องเยียวยา

ด้านส่วนตัวไม่มี เป็นกำไรชีวิต จากสมัยเด็ก ๆ ที่เราเห็นจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจ เปลี่ยนแปลงการปกครอง สมัยนั้นเรายังเป็นนักเรียนมัธยม พอผมไปช่วยราชการการเมืองตอน พล.ต.อ.ประจวบ สุนทรางกูร เป็นรองนายกฯ ได้เรียนรู้เยอะ ช่วงนั้น พล.อ.เปรมเป็นนายกฯ แล้วท่าน พล.อ.สุรยุทธ์ (จุลานนท์ องคมนตรี) ก็เป็น พ.อ.พิเศษ อยู่กับ พล.อ.เปรม ส่วนผมช่วยรองประจวบดูเรื่องงานเอกสาร และดูการข่าว มีประสบการณ์การเมืองมากพอสมควร ผมสนใจการเมืองแต่ไม่ใช่ว่าจะลงทำงานการเมือง

- บทเรียนส่วนตัวที่ได้จากการรัฐประหาร 19 กันยาคืออะไร

ความจริง สัจธรรม คือการแสวงหาดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจเป็นเรื่องของมนุษย์ เป็นเรื่องรุ่นแล้วรุ่นเล่า ยิ่งในสังคมไทยจะเห็นได้ว่าทหารสลับกับพลเรือนขึ้นมามีอำนาจตลอดจนมาถึงปัจจุบัน และก็คงไปเรื่อย ๆ ตามปัจจัยที่จะเกิด ยากที่จะคาดเดา และขึ้นอยู่กับประชาชนเจ้าของประเทศด้วย ไม่ใช่ว่าขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะรักษาอำนาจได้ไม่ได้ ถ้าประชาชนไม่ยอม ไม่ว่าใครที่มาใช้อำนาจไม่ถูกต้องก็โดนทั้งนั้น

- แต่การรัฐประหาร 2549 ท่านก็เป็นแกนนำต่อต้านการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง

ถูกต้อง เราเป็นรัฐบาลที่เข้ามาโดยถูกต้อง เราจึงเป็นฝ่ายต้องรักษาอำนาจไว้ให้ถูกต้อง

- ตอนนั้นกองกำลังต้านปฏิวัติมีท่านอยู่ด้วย

มีครับ แต่กองบัญชาการที่เป็นภาพอยู่บนดิน แต่ภาพอยู่ใต้ดินมันมีอีกเยอะ

- ใต้ดินฝ่ายเดียวกับรัฐบาลหรือฝ่ายตรงข้าม

ทั้งสองฝ่าย มันมีเหตุผลที่มีการ work กันอยู่ ซึ่งประชาชนก็มองอยู่ที่ผิว ๆ เป็นหลัก

- เมื่อกองบัญชาการต้านปฏิวัติสู้ไม่ไหวแต่ยังพยายามสู้ เวลานั้นติดอะไร

ไม่ถึงกับนั่งสมาธิ แต่ผมนิ่ง (เน้นเสียง) อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เรานิ่งดีที่สุด เราต้องยอมรับว่าความเป็นคนไทยมีดีและเสีย แต่หลายอย่างเป็นอุปสรรคในการที่จะเดินต่อ ในวันที่เราโดนกับดักไม่ใช่ใครทำ เราทำกันเอง

- 19 กันยา รัฐบาลมีส่วนทำตัวเองบ้างไหม

อำนาจมันอันตราย ถ้าเผื่อผู้ใดไปหลงไปติดมัน ใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ไม่ว่าใครก็โดนทั้งนั้นไม่ว่าฝ่ายไหน

- รัฐประหาร 2549 กับ 2557 ลักษณะการใช้อำนาจต่างกันอย่างไร

ช่วงหลังผมไม่ได้สนใจเท่าไหร่ เพราะผมไปทำธุรกิจก็ต้องระมัดระวังตัว ขณะเดียวกันก็โดนลูกหลงบ่อย ๆ แต่ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเขาก็ต้องคิดว่าเราเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ แต่เราก็มั่นใจตัวเราดี

- ท่านก็เป็นหนึ่งในแม่น้ำ 5 สาย ทำไมถึงยังโดนลูกหลง

ที่เข้ามาเป็น สปท.เพราะบังเอิญมีกลุ่มตำรวจเสนอชื่อผมให้เป็น สปท. ผมก็บอกว่า เฮ้ย..เขาไม่เอาผมหรอก แต่ที่สุดแล้วว่าก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาเลือกผม

- ไม่ได้มีความสนิทสนมกับคนใน คสช.

ไม่มีใน คสช.ไม่มีรุ่นผม รุ่นผมถอยห่างมา ท่านนายกฯ ประยุทธ์ก็รุ่นห่างกัน ก็พอรู้จัก แต่ไม่ได้คุยกันบ่อย ผมเจอท่านแค่ครั้งสองครั้ง ไม่เคยสนทนากัน

- การเข้าเป็น สปท.เท่ากับอยู่ตรงข้ามกับคุณทักษิณหรือเปล่า

ไม่หรอก ผมถือว่าผมทำอะไรที่เป็นตัวของตัวเอง การเป็น สปท.เราเคยอภิปรายว่า เราถือว่ามาทำให้กับประชาชน ซึ่งเขาให้เราปฏิรูป เราต้องกล้าใช้ความคิดของเราอย่างเต็มที่ ไม่ต้องกลัวอะไร

- ตอนนี้เครือข่ายคุณทักษิณถูกทยอยเช็กบิลทั้งคดีแพ่ง และอาญา ท่านมีคดีหรือไม่

ไม่มี เพียงแต่ว่า คนพยายามใส่ข้อความไม่เป็นจริง ผมระมัดระวังตัว ผมถือเรื่องความสุจริตเป็นเครื่องกำบังอยู่แล้ว แต่สมัย คมช.ผมถูกตรวจสอบเรื่องทรัพย์สินละเอียดมากทั้งผมและคนใกล้ชิดผม แต่ผมระวังตัว ทำอะไรก็เก็บเอกสารไว้หมด

- มองปรากฏการณ์ยุครัฐบาลคุณทักษิณ ทยอยติดคุกอย่างไร

ผมมองดูว่า ทุกคนมีชะตากรรมเป็นของตัวเอง รวมทั้งตัวผมด้วย ทำไม 19 กันยา ผมถูกทหาร 15-20 คน ใช้ปืนเอ็ม 16 คุมตัวผมขึ้นรถ เรายังบอกว่า เฮ้ย..ปืนจะลั่นไหม ตอนนั้นเฉย ๆ ถือว่าเราได้ทำหน้าที่ เหมือนที่วันนี้ผมเป็น สปท. ทำเพื่อประชาชนเป็นหลัก ไม่ได้หวังว่าจะเป็นอะไร หรือผมไปทำงานบริษัทไหนผมก็ต้องไปทำให้เขาเต็มที่

- แต่ทหารยุคนั้นก็ทำท่านอย่างเต็มที่

เราถือว่าเป็นบทบาทของเขา ชีวิตเหมือนกับการแสดงจริง อย่าไปคิดมาก ทุกคนมีชะตากรรมของตัวเอง เชื่อว่าทุกคนทำให้ตัวเองดีที่สุดแล้ว ก่อนจะพูดจะคิดทำอะไรก็ต้องรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองทำ โดนมากโดนน้อยก็ขึ้นอยู่แต่ละเหตุการณ์

- สถานะความสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างไรในขณะนี้

ตอนนี้ เขาก็ยังงง ๆ ว่าผมอยู่ตรงไหนกันแน่ ผมอธิบายว่าผมอยู่กับความถูกต้อง พูดมานานว่าสีไหนไม่เคยกลัว กลัวแต่ศรีธนญชัย แสดงว่าทุกสีมีทั้งดีและไม่ดี สรุปแล้วอย่างน้อยที่สุดทุกคนมีพรรคพวก ทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าเล่นพรรคเล่นพวกต้องเล่นอย่างมีคุณธรรม

อยากให้ยึดถือคำสอนของพระพุทธเจ้าให้มาก ๆ เคยเดินจงกลม ผมเห็นเรื่องโลกธรรม 8 ชัดเจน เป็นเรื่องจริงในโลกชีวิตมีทั้งทุกข์และสุข มีทั้งลาภและเสื่อมลาภ มียศและเสื่อมยศ จะมองเห็นเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่มีตัวตน ของพวกนี้ชัดเจน

- ไม่ได้รู้สึกถึงความเป็นทุกข์ตอนที่พ้นจากตำแหน่งเมื่อ 10 ปีก่อน

ผมไม่ทุกข์อยู่แล้ว เพราะรู้ว่าผมอยู่กับสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว

- 10 ปีที่ผ่านมาเจอคุณทักษิณบ้างหรือไม่

ก็ยอมรับว่าในช่วงพรรคพลังประชาชนกับพรรคเพื่อไทย ผมได้มีโอกาสทำงานอยู่เยอะพอสมควร ผมถือหลักในเรื่อง เราต้องเป็นมิตรเราก็ต้องตอบแทน พอมาถึงจุดหนึ่งถ้าเผื่อเขายังตกทุกข์แล้วทิ้งไปเลยมันก็ไม่ใช่ แต่พอไปทำธุรกิจก็ถอนออกมา

- คุณทักษิณเข้าใจการถอยออกมาของท่านหรือไม่

เข้าใจหรือไม่เข้าใจ ตอนนี้เราต้องเป็นตัวของตัวเองแล้ว ชีวิตเราเป็นตัวตนของเรา เราต้องยึดมั่นความเป็นตัวของตัวเองสูงที่สุด ตัดสินใจแล้วก็ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง

- คนที่ออกจากคุณทักษิณก็จะกลายเป็นศัตรูทางการเมืองหรือเป็นคู่ขัดแย้ง ท่านเป็นอย่างนั้นไหม

ไม่หรอก ถ้าเราดำรงชีวิตมาอย่างนี้ตลอดทุกคนจะเข้าใจ เหมือนหลายคนเขาเจอผมบอกว่า เอ๊ะ..วิธีการทำงาน กับวิธีพูดของผมต่างกัน ดังนั้น ความเป็นตัวของตัวเองจะช่วยได้ ถ้าเรามั่นใจว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีและถูกต้องเราก็เดินในสิ่งนี้

- นักการเมืองบางคนที่ออกจากคุณทักษิณบอกว่า รูปของคุณทักษิณยังไม่กล้าสบตา ท่านหวั่นเกรงแบบนั้นไหม

ไม่หวั่นเกรง ผมเฉย ๆ เรากล้าเผชิญความเป็นจริง แม้กระทั่งคนที่ยึดอำนาจเรา ท่าน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เจอหน้ากันก็คุยกัน จับมือกันไม่เห็นมีปัญหา มันก็เป็นอย่างนี้ เราเข้าใจ

- แล้วคุณทักษิณเข้าใจท่านไหม

นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราต้องเป็นตัวของตัวเอง เป็นหลักปฏิบัติสูงสุด

- ถ้าย้อนเวลากลับไป 10 ปีก่อน ถ้าจะต้องโทษใครสักคนที่ทำให้เกิดรัฐประหารจะโทษใคร

ไม่ล่ะ ผมไม่อยากไประบุใคร ไม่เป็นประโยชน์ แต่ให้ทุกคนไปสำรวจตัวเองว่าใช้อำนาจถูกต้องไหม แน่นอนทุกคนปฏิเสธหมด ผมในฐานะคนไทยก็อยากให้ประเทศเดินหน้าได้ เราต้องเดินอีกไกล

สเต็ปแรก คนไทยจะเปลี่ยนไหม หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว ไม่มีดาบคม ๆ มาตรา 44 คนไทยจะมีวินัยมากขึ้นเหมือนไม่มีมาตรา 44 ไหม เพราะมาตรา 44 ใช้กันได้ชั่วคราว แต่ใช้ถาวรไม่ได้ เหมือนครอบครัวจะไปใช้กฎเหล็กกับลูกไม่ได้ พัฒนาไปยาวแล้ว เพียงแต่จะปรับในสิ่งไม่ดี หาสิ่งไม่ดีมาขจัดกันเองได้อย่างไร

- จาก 19 กันยา สังคมไทยมีความขัดแย้งสูง ช่วงเปลี่ยนผ่านจากนี้จะฝ่าวิกฤตได้ไหม

ช่วงนี้เหมือนกับ Tie Out เพื่อจัดระบบระเบียบกันเอง เพื่อความอยู่ร่วมกันอย่างสันติ คสช.ถึงขอเวลา 5 ปี ดีกว่าเราไม่ลอง เพราะอย่างน้อยที่สุด ผมมองดูว่าถ้าเผื่อใครก็ตามในสังคมไทยขัดพระราชดำรัส รัชกาลที่ 7 ที่สละอำนาจให้แก่ราษฎร มีอันเป็นไปทั้งนั้น

- คสช.บอกว่าขณะนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน คิดว่าเปลี่ยนผ่านจากอะไรไปสู่อะไร

เปลี่ยนผ่านที่ผมเข้าใจคือ ต้องเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในบทปฏิรูปเขียนไว้ชัดเจน 1.เพื่อให้ประเทศชาติสงบสุข ร่มเย็น ประชาชนมีความสมัครสมานสามัคคี 2.ทำให้สังคมอยู่กันอย่างสุขสงบ 3.ให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ มีกิน มีใช้ จะมองตั้งแต่ระดับประเทศ สังคม มาสู่ประชาชน

- ถ้าหากพูดถึง 19 กันยา สิ่งที่อยากจะบันทึกที่สุดของตัวเองคืออะไร

(นิ่งคิด) สิ่งที่ผมคิดมากที่สุด ความยั่งยืนของประชาธิปไตยที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย แล้วคนไทยจะยอมรับด้วยกัน บางคนก็บอกว่าอยากได้ประชาธิปไตยแบบของอังกฤษ แต่พื้นฐานนิสัยต่างกันเยอะ เขาไม่ต้องเข็นอะไรมาก แต่ของเรายังมีระบบเจ้าขุนมูลนายอยู่ในตัวเยอะมาก อย่างไรก็ตาม ประชาธิปไตยเราเดินมา 80 กว่าปี แต่สิ่งที่จะเป็นประโยชน์สำหรับประชาชน คือ ต้องมีวินัย และรู้จักสิทธิหน้าที่ตัวเองสำคัญที่สุด

มีหลายอย่างในสังคมไทยไม่ก่อให้เกิดความเป็นประชาธิปไตยเช่น เราชอบพึ่งพาคนอื่นไม่ชอบพึ่งพาตัวเอง มันก็เกิดระบบอุปถัมภ์มากขึ้น ดังนั้น การเป็นประชาธิปไตยคือ อย่าไปไว้วางใจกันเต็มร้อย ต้องมีการกลั่นกรองกัน อย่าไปยอมให้ผ่านกันง่าย ๆ และต้องมีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างระบบให้เข้มแข็ง ต้องกำหนดกติกาที่แฟร์ อย่าไปเชื่อในพิธีกรรมมากเกินไป เช่น การเลือกตั้ง พอชนะแล้วถือว่าได้สิทธิแล้วอาไปอ้างประชาชน ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง เพราะได้อำนาจมาแล้วแต่เป็นเพียงอำนาจเพื่อมาจัดสรรประโยชน์ในชาติไปยังหมู่เหล่าต่าง ๆ อย่างเป็นธรรมที่สุด ที่ตรงกับพระราชหัตถเลขารัชกาลที่ 7

Offline

#93 October 3, 2016 10:38 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ทักษิณ....ความหวังและความผิดพลาดของฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ได้สรุปบทเรียน

http://www.isranews.org/isranews-scoop/ … awutt.html

ย้อนข้อมูล‘วีระวุฒิ’จิ๊กซอว์สำคัญ! คดีข้าวจีทูจี ก่อนเผ่นหนีกัมพูชา-ใครช่วย?

วันพุธ ที่ 13 มกราคม 2559 เวลา 13:44 น.

“… ‘หมอโด่ง’ เป็นหนึ่งใน “จิ๊กซอว์” ชิ้นสำคัญ ในการระบายข้าวจีทูจีครั้งนี้ จึงไม่น่าจะแปลกใจเท่าใดนักที่จะหลบหนีไปต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ อสส. ตรวจสอบพบว่า อาจจะกบดานอยู่ที่กัมพูชา เพราะหากไม่หลบหนี คงยากที่จะต่อสู้คดีได้ แต่คำถามสำคัญที่น่าสนใจคือ ‘หมอโด่ง’ หลบหนีไปกับใคร หลบหนีไปได้อย่างไร มีใครคอย ‘เอื้อเฟื้อ’ ช่วยเหลือหรือไม่ ?...”

PIC-mordong-13-1-59_1.jpg

“เท่าที่ทราบจากการข่าวคือภายหลังที่ศาลฎีกาฯประทับรับฟ้องคดีระบายข้าวจีทูจี นพ.วีระวุฒิ ก็หลบหนีไปทันที ซึ่งขณะนี้คาดว่าอยู่ที่ประเทศกัมพูชา และอยู่ระหว่างประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามตัวกลับมา แต่ข้อมูลส่วนนี้ยังไม่ชัดเจน ต้องรอความชัดเจนมากกว่านี้ก่อน”

เป็นคำยืนยันของนายกิตตินันท์ ธัชประมุข รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานรับผิดชอบคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ระบุถึงพฤติการณ์หลบหนีของ ‘หมอโด่ง’ หรือ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ (นายบุญทรง เตริยาภิรมย์) หนึ่งในจำเลยคดีระบายข้าวจีทูจี ที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกหมายจับไปก่อนหน้านี้

(อ่านประกอบ : ‘วีระวุฒิ’เผ่นกัมพูชา! อสส.ฟ้องเพิ่ม 7 เอกชนพันคดีข้าวจีทูจีชุด‘บุญทรง’)

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไม ‘หมอโด่ง’ ต้องหลบหนี ทั้งที่บรรดาอดีตรัฐมนตรีทั้งนายบุญทรง และนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ รวมถึงข้าราชการระดับสูงในกระทรวงพาณิชย์ และเอกชนอีกหลายรายยังอยู่สู้คดี ?

หรือเป็นไปได้ว่า ‘หมอโด่ง’ คือตัวละครสำคัญในคดีนี้ !

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ย้อนข้อมูลพฤติการณ์ของ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ ในกรณีระบายข้าวจีทูจี มานำเสนอให้สาธารณชนรับทราบอีกครั้ง ดังนี้

หนึ่ง ตามสำนวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการตั้งประเด็นไต่สวนว่า มีการแบ่งหน้าที่ให้ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ และนายนิมล รักดี (โจ – หนึ่งในผู้ถูกชี้มูลความผิดกรณีดังกล่าว) นำข้าวไปขายผู้ประกอบการค้าข้าวหรือไม่

ซึ่งพบว่า ในสัญญาการซื้อขายข้าว 4 ฉบับ จำนวนรวมกว่า 6.3 ล้านตัน รวมมูลค่ากว่า 6.6 หมื่นล้านบาท กับบริษัท จีเอสเอสจี นั้น สัญญาทั้ง 3 ฉบับแรก มีปัญหาแค่ว่า การซื้อขายข้าวแบบจีทูจีนั้นดำเนินการจริงหรือไม่เท่านั้น

แต่ในสัญญาที่ 4 ข้าวนาปี 2554/2555 ข้าวนาปรัง 2555 กับบริษัท ไห่หนาน ปริมาณ 6.5 พันตัน จำนวนเงิน 847 ล้านบาทเศษ ที่มี นายลิตร พอใจ เป็นผู้รับมอบอำนาจ พบว่า มีนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายฑิฆัมพร นาทวรทัต อดีต ผอ.สำนักการค้าต่างประเทศ และนายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือทีปวัชระ อดีตเลขานุการกรมฯ เป็นผู้เจรจาฝ่ายไทย

ซึ่งปรากฏชื่อของ นายบุญทรง และ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ เป็นผู้ให้ความเห็นชอบ

หลังจากทำการซื้อขายข้าวในสัญญาที่ 4 มีผู้ประกอบการค้าข้าว 3 กลุ่มเข้ามาร่วมรับซื้อข้าว โดยใช้แคชเชียร์เช็คจ่ายให้แก่กรมการค้าต่างประเทศ โดยมี พ.ต.นพ.วีระวุฒิ และนายโจ ซึ่งเป็นคนของบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เข้าไปเกี่ยวข้องในการซื้อขายครั้งนี้

เท่ากับว่า ในการซื้อข้าวครั้งที่ 4 เป็นการรับซื้อต่อภายในประเทศ มิได้มีการส่งออกนอกประเทศแต่อย่างใด เป็นการบริหารจัดการโดยบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ซึ่งมีนายอภิชาต จันทร์สกุลพร หรือ “เสี่ยเปี๋ยง” เป็นเจ้าของ รวมถึงบรรดาบริษัทในเครือข่าย

จนนำไปสู่การชี้มูลความผิดนักการเมือง-ข้าราชการระดับสูง-เอกชน รวม 21 รายในกรณีดังกล่าว เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2558 ที่ผ่านมา

สอง ก่อนหน้าที่ ป.ป.ช. จะชี้มูลความผิด “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ (ขณะนั้น) ได้เปิดประเด็น เกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลในการระบายข้าวในสต็อกรัฐบาล จากโครงการรับจำนำข้าว ในส่วนของการระบายข้าวในประเทศ ซึ่งเป็นข้อมูลต่อเนื่องจากปัญหาการระบายข้าวแบบจีทูจี ในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2557 ที่รัฐสภา ด้วย

“หมอวรงค์” โชว์หลักฐานกลางรัฐสภา กรณีองค์การคลังสินค้า (อคส.) ขายข้าวขาว 8 แสนกิโลกรัม ราคาตันละ 5,700 บาท ให้แก่โรงสีโชควรลักษณ์ โดยโรงสีโชควรลักษณ์นำไปขายต่อแก่โรงสีแห่งหนึ่งที่ จ.กำแพงเพชร ในราคาตันละ 12,000 บาท โดยใช้แฟกซ์โอนใบมอบอำนาจแค่ใบเดียวราคา 5 บาท แต่ฟันกำไรถึง 6,300 บาท/ตัน และเป็นการขายก่อนที่จะได้ข้าวมาจากรัฐบาล โดยระบุสาเหตุที่ขายในราคาต่ำเช่นนี้ได้ เนื่องจากเจ้าของโรงสี จ.กำแพงเพชร ชื่อ “เสี่ยเปี๊ยก” ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “เสี่ยเปี๋ยง” ทีเป็นายทุนผูกขาดการค้าขายข้าวรายใหญ่ และมีความใกล้ชิด “นายใหญ่” ที่อยู่ต่างประเทศ

ก่อนจะโชว์เอกสารสำคัญชิ้นที่สอง คือ หนังสือสัญญานาปรัง ไซโล อคส. 1/2555 ซึ่งเป็นสัญญาเช่าไซโลระบบควบคุมบรรยากาศเพื่อจัดเก็บรักษาข้าวสาร (โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555) โดยเป็นการลงนามร่วมกันระหว่าง พ.ต.ต.ศราวุฒิ สกุลมีฤทธิ์ ผอ.อคส. "ผู้เช่า" กับนายเอนก ฉัตรไชยศิริ หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วน โรงสี โชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ “ผู้ให้เช่า”

ซึ่งการเช่าไซโลข้าวดังกล่าว ปรากฏชื่อของ เคทีบี ไซโล ตั้งอยู่เลขที่ 25/3 หมู่ที่ 3 ถนน บางมูลนาก-ตะพานหิน ตำบลหอไกร อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ในสัญญาดังกล่าวด้วย ซึ่งเป็นที่รู้กันในวงการข้าวว่า เคทีบี ไซโล เป็นไซโลของ “เสี่ยเปี๋ยง” ที่ในอดีตใช้ชื่ออื่น ก่อนจะมาเปลี่ยนเป็นชื่อนี้

“หมอวรงค์” สรุปว่า บุคคลที่เป็นจอมบงการผู้อยู่เบื้องหลังในเรื่องนี้ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสำคัญในกระทรวงพาณิชย์ มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมช.พาณิชย์ (นายภูมิ สาระผล ตำแหน่งขณะนั้น) และมีตำแหน่งเป็นคณะกรรมการในโครงการจำนำข้าวทุกชุด และเมื่อมีการปรับคณะรัฐมนตรี ให้นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เป็น รมว.พาณิชย์ บุคคลคนนี้ก็ยังมาเป็นเลขานุการ รมว.พาณิชย์ และยังได้เป็นคณะกรรมการในนโยบายจำนำข้าวทุกชุดเหมือนเดิม

“แม้แต่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่มีสถานะเป็น รมช.พาณิชย์ ยังไม่ได้เป็นกรรมการเรื่องการจำนำข้าวเลย แสดงว่า คน ๆ นี้มีความสำคัญมาก มีอำนาจเหนือรัฐมนตรี คน ๆ นี้ คือ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ ซึ่งเป็นตัวจริงเสียงจริงในกระทรวงพาณิชย์ มีความใกล้ชิดกับกลุ่มทุนด้านข้าว ซึ่งข้าราชการจะเสนออะไร ท่านรัฐมนตรีจะถามว่า คุณหมอทราบหรือยังทุกครั้ง” นพ.วรงค์ ระบุ

“หมอวรงค์” กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากนี้ยังมีตัวแทนอีกคน ใช้รถโฟลก์สวาเก้น ทะเบียน ฮธ 20 เข้าออกกระทรวงพาณิชย์ทุกวัน ซึ่งคนในกระทรวงกระซิบตนว่าเขามาทำงานตามปกติ เมื่อสืบค้นดูพบว่า เจ้าของรถคือ น.ส.ชุติมา วัชระพุกกะ ตอนแรกก็ไม่แปลกใจแต่ก็กังขาว่า เป็นคนเดียวกับนางชุฎิมา วัจนะพุกกะ ที่เป็นภรรยาของ นพ.วีระวุฒิหรือไม่

ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนรถ พบว่า เจ้าของกรรมสิทธิ์ รถคันนี้ เป็นของ บริษัท สยามอินดิก้า ก่อนจะโอนต่อมาให้บุคคลชื่อ “ชุฏิมา วัชรพุกกะ” เมื่อตรวจสอบประวัติภรรยาของ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ ก็พบว่ามีการหย่าร้าง และภรรยาเปลี่ยนนามสกุลจาก “นางชุฏิมา วัจนะพุกกะ” เป็น “น.ส.ชุฏิมา วัชระพุกกะ” แสดงให้เห็นถึงการอำพรางว่าเป็นคนละคน

สาม เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2556 ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา เดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่บ้านเลขที่ 23 ซ.เฉลิมพระเกียรติ ร.๙ 551/ เขตประเวศ กรุงเทพ ซึ่งระบุว่าเป็นที่อยู่ของ “น.ส.ชุฏิมา วัชระพุกกะ” ในเอกสารทะเบียนการถือครองรถ VOLKSWAGEN สีดำหมายเลขทะเบียน ฮธ 20 ตามหลักฐานที่ นพ.วรงค์ นำมาเปิดเผย

พบว่า เป็นบ้านเดี่ยวหรูขนาดใหญ่ 2 ชั้น ในหมู่บ้าน กรองทอง พาวิลเลี่ยน ย่านเขตประเวศ หน้าหมู่บ้านมีเจ้าหน้าที่รปภ.ตรวจสอบอย่างละเอียด

ด้านหน้าบ้าน มีป้ายแขวนระบุ “บ้านวัจนะพุกกะ” นามสกุลเดียวกันกับ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ

เมื่อผู้สื่อข่าวกดกริ่งเรียกคนในบ้านอยู่พักหนึ่งมีเด็กผู้หญิงวัยรุ่นเปิดประตูบ้านออกมาพบ ผู้สื่อข่าวถามว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นของ น.ส.ชุฏิมา วัจนะพุกกะ ใช่หรือไม่ วัยรุ่นคนดังกล่าวระบุว่า “ใช่ แต่ตอนนี้แม่ไม่อยู่ มีธุระอะไร”

ผู้สื่อข่าวได้แจ้งว่า ต้องการจะมาขอสัมภาษณ์ข้อมูลเกี่ยวกับ การรับโอนรถจากบริษัท สยามอินดิก้า ก่อนจะถามต่อว่า พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนพุกกะ อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ด้วยหรือไม่ หญิงวัยรุ่นระบุว่า “ไม่สามารถให้สัมภาษณ์ใด ๆ ได้” ก่อนจะขอตัวกลับเข้าบ้านไป

จากการสอบถามข้อมูลชาวบ้านในบริเวณบ้านหลังดังกล่าว ได้รับแจ้งว่า บ้านหลังดังกล่าว เป็นบ้านของ น.ส.ชุฏิมา วัจนะพุกกะ มีสามี เป็นนายตำรวจใหญ่ และปัจจุบันก็พักอาศัยอยู่ด้วยกัน

ดังนั้นตามข้อมูลทั้งหมดที่ไล่เรียงมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นสำนวนของ ป.ป.ช. หรือของ นพ.วรงค์ ที่เปิดประเด็นในรัฐสภา รวมถึงการรลงพื้นที่ของสำนักข่าวอิศราเอง

บ่งชี้ให้เห็นได้ว่า ‘หมอโด่ง’ เป็นหนึ่งใน “จิ๊กซอว์” ชิ้นสำคัญ ในการระบายข้าวจีทูจีครั้งนี้ !

จึงไม่น่าจะแปลกใจเท่าใดนักที่จะหลบหนีไปต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ อสส. ตรวจสอบพบว่า อาจจะกบดานอยู่ที่กัมพูชา เพราะหากไม่หลบหนี คงยากที่จะต่อสู้คดีได้

แต่คำถามสำคัญที่น่าสนใจคือ ‘หมอโด่ง’ หลบหนีไปกับใคร หลบหนีไปได้อย่างไร มีใครคอย ‘เอื้อเฟื้อ’ ช่วยเหลือหรือไม่ ?

ต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด !

Offline

#94 October 5, 2016 9:42 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ทักษิณ....ความหวังและความผิดพลาดของฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ได้สรุปบทเรียน

http://www.isranews.org/isranews-scoop/ … iieem.html + *เพิ่มข้อสังเกตุ

ย้อนเส้นทางหนี‘กี้ร์ อริสมันต์’ ก่อน‘วีระวุฒิ’จำเลยคดีข้าวตามรอยเผ่นกัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มกราคม 2559 เวลา 14:45 น.

“เมื่อเข้าไปในกัมพูชา ก็ได้ “นายใหญ่” คุณทักษิณ (ชินวัตร) และสมเด็จฮุน เซน ให้การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เราติดหนี้บุญคุณ ทั้งไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะสมเด็จฮุน เซน พุดง่าย ๆ ว่าเราเรียกเขาว่าพ่อโดยไม่กระดากใจ เพราะถ้าไม่มีท่านผมคงตาย ไม่มีประเทศกัมพูชาผมคงตายด้วย”

PIC-mhodonggg-14-1-59_1.jpg

หลายคนอาจจะทราบไปแล้วว่า ‘หมอโด่ง’ นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยมิชอบ ที่มีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวก เป็นจำเลยร่วมด้วย ได้หลบหนีเข้าสู่ประเทศกัมพูชา ตามคำยืนยันของฝ่ายอัยการสูงสุด (อสส.)

(อ่านประกอบ : ‘วีระวุฒิ’เผ่นกัมพูชา! อสส.ฟ้องเพิ่ม 7 เอกชนพันคดีข้าวจีทูจีชุด‘บุญทรง’)

อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้มีจำเลย-ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีความต่าง ๆ เคยใช้ ‘กัมพูชา’ เป็นแหล่งกบดาน ก่อนจะเดินทางออกไปประเทศอื่น หรือบางรายยอมกลับเข้ามามอบตัวที่ประเทศไทยมาแล้วหลายราย ?

ไม่ว่าจะเป็น ‘กีร์-อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง’ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ภายหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 หรือล่าสุดภายหลังการรัฐประหารปี 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีกระแสข่าวว่า นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ‘ตั้ง อาชีวะ’ หรือนายเอกภพ เหลือรา ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เดินทางหลบหนีเข้ากัมพูชา ก่อนบินหนีไปประเทศที่สามด้วย

เพื่อขยายความให้ชัดขึ้น สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ย้อนรอยเส้นทางหลบหนีจากปากคำของบุคคลเหล่านั้น รวมถึงข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคง มานำเสนอให้เห็นภาพกันชัด ๆ ดังนี้

ช่วงต้นปี 2557 ‘กี้ร์ อริสมันต์’ เปิดบ้านให้ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศราเข้าสัมภาษณ์ โดย ‘กีร์’ เปิดใจเล่าเรื่องการหลบหนีภายหลัง นปช. ถูกเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สลายการชุมนุมตอนหนึ่ง โดยยกเรื่องราว ‘อภินิหาร’ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่ ‘พระรูปหนึ่ง’ โทรศัพท์เข้ามาให้คาถา ‘พรางตัว’ ทำให้หลบหนีออกมาจากที่ชุมนุมได้สำเร็จ

โดยช่วงเวลาขณะนั้น ‘กี้ร์’ คิดว่าตัวเองถูกทางการสั่ง ‘จับตาย’ แล้วแน่นอน !

ภายหลังออกมาจากสถานการณ์ชุลมุนวุ่นวายในที่ชุมนุม ก็มาขึ้นรถลูกน้องที่โรงเรียนสันติราษฎร์ แถวพหลโยธิน 24 ก่อนจะเปลี่ยนไปนั่งรถตู้ส่งของเก่า ๆ ที่ตึกชินวัตร 3

“พอเคลื่อนตัวออกไปก็เลี้ยวซ้ายกำลังจะขึ้นสะพานพระราม 7 ผมฟังวิทยุ ทุกด่านกำลังตามหาตัวผมให้ควั่ก แล้วรถติดมาก ผมเลยตัดสินใจไม่ขึ้นสะพานประชานุกูล เลี้ยวขวาเข้าทางประชาชื่นแทน ไปทางปทุมธานี สุพรรณบุรี แล้วโทรเรียกรถมารับเรา เดินหน้าเต็มตัวมุ่งหน้าสุพรรณ เจอที่ไหนเปลี่ยนที่นั่น และให้แวะซื้อโทรศัพท์ใหม่ 3 เครื่องให้ด้วย”

ต่อจากนั้นทะลุผ่านไปทางชัยนาท เข้านครสวรรค์ จนถึง อ.ชัยบาดาล อ.ลำนารายณ์ อ.เทพสถิต วกเข้ามาใหม่เพื่อจะขึ้น ถ.มิตภาพ จะไปออกทางสุรินทร์ โดยมีรถสองคัน คันแรกโดยสารไป 4 คน คนขับรถ 1 คน บอดีการ์ด 1 คน นั่งหน้า ‘กีร์’ นั่งหลังคนขับ และตำรวจนั่งคู่กัน อีกคันหนึ่งเป็นรถลูกน้องขับนำ

“ตอนแรกที่คิดว่าจะลงใต้ไปทะเล แต่คิดว่าตรงนั้นไม่ปลอดภัย”

“จากนั้นพอรถเข้าเส้น ถ.มิตรภาพ ขับยังไม่ถึงกิโลเมตรเจอกองทัพภาคที่ 2 กั้นถนนไว้หมด คันหน้าพยายามจะเลี้ยวกลับ แต่ผมบอกว่าให้ขับดี ๆ ไม่ต้องมีพิรุธ”

อย่างไรก็ดีทหารเรียกให้รถทั้งสองคันจอด และทหารวิ่งมาประมาณ 10 กว่าคน ปืนจ่อ รถคันหน้าลงหมด ช่วงนั้น ‘กีร์’ คิดว่าคงจบชีวิตแน่แล้ว ทว่าเมื่อลดกระจกลงลูกน้องบอกทหารว่า จะไปงานแต่ง ที่น่าเหลือเชื่อคือทหารมองไม่เห็น ‘กีร์’ ทั้งที่นั่งอยู่หลังรถ

เมื่อผ่าน ‘ด่านแห่งชีวิต’ มาได้ ก็เปลี่ยนเส้นทางมาสายตำบล จนถึง อ.สูงเนิน พอใกล้พิมาย ก็เลี้ยวขวา ไปทาง อ.สะตึก เข้าสุรินทร์ เกาะเส้นทางสายที่มีรถไฟ แต่คิดว่าคงมีด่านเยอะ เลยเลี้ยวกลับเข้า อ.ปราสาท ทว่ากลับต้องเจอ ‘ด่านหิน’ อีกครั้ง เมื่อเจอกับด่านสกัดเพื่อจับ ‘กี้ร์’ โดยเฉพาะ และธนาคารที่หวังว่าจะไปเบิกเงินก็มีตำรวจเฝ้าดูแลอยู่ทุกจุด

ขณะที่ลูกน้องคนสนิท ระบุว่า เอาตำรวจมารอรับไว้แล้ว แต่ ‘กี้ร์’ ซึ่งขณะนั้นมีค่าหัวสิบล้านบาทเกรงว่าจะเกิดการหักหลัง อย่างไรก็ดีลูกน้องคนดังกล่าวยืนยันว่า “ไว้ใจได้ พวกเราร้อยเปอร์เซ็นต์”

หลังจากนั้นไปเจอกันที่จุดนัดหมาย พอพบกันก็ให้ลูกน้องลงไปรายงานตัวว่าเป็นผู้กอง ให้บอกเขาว่า วีไอพีข้ามไปแล้ว แต่มีสินน้ำใจที่จะให้พวกพี่ ๆ ตำรวจไปรับเอาฝั่งนู้น ระหว่างเดินทาง ลูกน้องทุกคนสไลค์ปืนหมด ถ้าตุกติกอะไรก็เล่นเลย เรียกว่าเอาให้เละให้หมด

“พอไปถึงด่านที่มีการประสานเรียบร้อย ก็เปิดไฟกระพริบหน้ารถ ด่านก็เปิด เราก็ข้ามไป พอข้ามไปเสร็จปั๊บ ผมก็เอาเงินไปให้คนละ 5,000 บาท ตำรวจสี่คน ตอนนั้นมีเงินติดตัวไม่เยอะ ผมมีเงินประมาณไม่น่าเกิน 50,000 เพราะว่าเรามีงบวันละ 50,000 บาท ก็เรียบร้อย”

“พอถึงนั่นปุ๊บ ทางฝั่งกัมพูชา เขาดูแลเราอย่างดี เราจึงเขียนว่า ทหารไทยไล่ฆ่า ทหารกัมพูชาผู้ปกป้อง เขียนแล้วก็ทิ้งไว้ตรงนั้น”

ส่วนชีวิตในกัมพูชานั้น ‘กีร์’ เล่าว่า เข้าไปพนมเปญ ช่วงนั้นเข้าพนมเปญได้พักหนึ่ง อยู่โรงแรมก่อน แล้วก็ออกจากพนมเปญ แล้วก็ย้ายสลับไปเรื่อย ๆ ไม่เป็นที่ ชายแดนลาวบ้าง ชายแดนเวียดนามบ้าง จนกระทั่งสถานการณ์ดีขึ้น เราก็กลับเข้ามาในพนมเปญอีกทีหนึ่ง

ทั้งหมดคือ ‘นาทีชีวิต’ ของ ‘กีร์ อริสมันต์’ ที่ใครหลายคนมองว่าเป็น ‘แกนนำฮาร์ดคอร์’ ต้องหลบหนีฝ่าสารพัดด่าน เกิดอภินิหารตามรายทางมากมาย ก่อนที่อีกหลายปีต่อมาจะกลับเข้าประเทศไทยเพื่อมอบตัว และต่อสู้หลายสิบคดีในชั้นศาลอยู่ในขณะนี้ !

นอกเหนือไปจาก ‘กี้ร์ อริสมันต์’ แล้ว ก่อนหน้านี้ช่วงปี 2551 นายจักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีกรายหนึ่ง ก็หลบหนีเข้าไปประเทศกัมพูชาเช่นกัน

ขณะที่ภายหลัง คสช. รัฐประหารในปี 2557 ข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคง ระบุว่า มีบุคคลที่หนีหมายเรียก คสช. หรือผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เข้าไปในประเทศกัมพูชาเท่าที่ตรวจสอบพบอย่างน้อย 4 ราย ได้แก่ นายพิษณุ พรหมศร นายจักรภพ เพ็ญแข (ปัจจุบันคาดว่ามีการติดต่อกับนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ที่อาศัยอยู่สหรัฐอเมริกา ที่เป็นแกนนำหลักกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช. ในต่างประเทศ)

นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการชื่อดัง และอดีตอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ขณะนี้ข้อมูลล่าสุดคือพักอาศัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส) และ ‘ตั้ง อาชีวะ’ ที่ว่ากันว่า หลบหนีเข้ามาที่กัมพูชา ก่อนที่จะทำเรื่องลี้ภัยไปอยู่ประเทศนิวซีแลนด์ในปัจจุบัน

(อ่านประกอบ : รายชื่อ 29 ผู้ต้องหา ‘คดี 112’ ในต่างแดน ‘แบล็คลิสต์’รัฐบาล-คสช. )

กระทั่งล่าสุด เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้องคดีโครงการระบายข้าวแบบจีทูจีโดยมิชอบ ซึ่งปรากฏชื่อของ นพ.วีระวุฒิ เป็นหนึ่งในจำเลย และถือเป็น ‘จิ๊กซอว์’ ชิ้นสำคัญในคดี ได้หลบหนีไปกัมพูชา ‘ตามรอย’ เส้นทาง ‘คนเก่า’ หลายราย

คำถามสำคัญคือทำไมจำเลย-ผู้ต้องหาคดีสำคัญ ๆ หลายรายจึงหลบหนีเข้าไปประเทศกัมพูชา ?

สำหรับเหตุผลของบุคคลอื่น ๆ คงไม่อาจทราบข้อเท็จจริงได้ เพราะไม่มีโอกาสได้สัมภาษณ์ แต่สำหรับ ‘กี้ร์’ ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ชัดเจนตอนหนึ่งว่า

“ในช่วงตอนนั้นก็ ถามว่ามันยากลำบากไหม มันก็ยากลำบากเหมือนกัน เพราะเราไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้ และตอนนั้นก็รู้สึกเหมือนกับว่ามันคิดสองอย่าง เหมือนกับตอนพฤษภาทมิฬ เราก็เคยหนีไปรอบหนึ่ง ครั้งนี้ทำไมเราต้องหนีด้วย พฤษภาทมิฬก็หนีไปยาวเหมือนกัน ครั้งนี้อาจหนียาวกว่า และคิดว่าคงไม่ได้กลับ คราวนี้เราก็ตระเวนโลก มีพาสสปอร์ตพิเศษ สำหรับนักต่อสู้ทางประชาธิปไตย มีหลายประเทศให้ ก็ให้ไปที่ไหนบ้าง รัสเซีย ดูไบ บรูไน พม่า จีน ยุโรป เฉลี่ย ๆ แบ่งไป และเราก็คิดว่า เราจะลี้ภัยทางการเมือง คิดว่าคงไม่ได้กลับเพราะว่าเราถูกกล่าวหาว่าล้มล้างสถาบันเป็นเรื่องใหญ่”   (* ประเทศเหล่านี้ไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย รวมเขมรด้วย ที่โปรจีนคอมมิวนิสต์สุดๆ ส่วนยุโรปก็ไม่ได้ระบุว่าประเทศไหน)

“เมื่อเข้าไปในกัมพูชา ก็ได้ “นายใหญ่” คุณทักษิณ (ชินวัตร) และสมเด็จฮุน เซน ให้การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เราติดหนี้บุญคุณ ทั้งไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะสมเด็จฮุน เซน พุดง่าย ๆ ว่าเราเรียกเขาว่าพ่อโดยไม่กระดากใจ เพราะถ้าไม่มีท่านผมคงตาย ไม่มีประเทศกัมพูชาผมคงตายด้วย”

(อ่านประกอบ : “กี้ร์-อริสมันต์”ยก“ฮุนเซน”เทียบพ่อบังเกิดเกล้า "หนี้ชีวิต"ช่วยหนีตายปี 53)

ทั้งหมดเป็นคำยืนยันของ ‘กี้ร์’ ถึงเหตุผลในการหลบหนีเข้ากัมพูชา สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ‘สมเด็จฮุน เซน’ นายกรัฐมนตรีของกัมพูชามี ‘อิทธิพล’ เป็นอย่างมาก

ส่วนคนอื่น ๆ ที่หลบหนีไปนั้นจะคิดเช่นนี้หรือไม่ ไม่สามารถตอบแทนพวกเขาเหล่านั้นได้ เพราะต่างคนต่างมีเหตุผลในการตัดสินใจของตัวเอง

คำถามสำคัญประการต่อไปคือ จะสามารถตามตัวกลับมาได้หรือไม่ ?

คำตอบคือในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยและกัมพูชา มีข้อยกเว้นหนึ่งคือ จะไม่ส่งผู้ต้องหาที่มีคดี ‘การเมือง’

นั่นทำให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้า-ออกประเทศกัมพูชาได้โดยสะดวก เนื่องจากกัมพูชามองว่า คดีที่ดินรัชดาภิเษกที่ศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุกนายทักษิณนั้น เป็นคดีทางการเมือง

แล้วคดีของ ‘หมอโด่ง’ ซึ่งทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อสส. รวมถึงสื่อมวลชนหลายแขนงที่เปิดโปงกระบวนการทุจริตในโครงการระบายข้าวจีทูจีนั้น ฝั่งกัมพูชาจะมองเป็นคดีทางการเมืองหรือไม่

ขณะเดียวกันหลบหนีเข้าไปกัมพูชาได้อย่างไร ใครเป็นคนช่วยเหลือ หรือจะมีพระ-คาถาดีแบบ 'กี้ร์' ?

ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด !

Offline

#95 October 5, 2016 10:42 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ทักษิณ....ความหวังและความผิดพลาดของฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ได้สรุปบทเรียน

จากเว็บ รุ่งศิลา...... 6 ตค 2519 ..ลูกเสือชาวบ้านถูกจัดตั้งและปลุกขึ้นมาฆ่า นศ.  +  * เพิ่มภาพ

https://sites.google.com/site/different … mimichux-5

อภิสิทธิ์ ตั้ง Cyber Scout  เพื่อดูแลการใช้เน็ตในโลกออนไลน์ที่ถูกต้องอย่างไร แต่ พอถึง รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ..เบน..ความมุ่งหมาย คือ ปราบปราม...

a3dc0f0b.jpg


cyber-spy.jpg276809_238645009480523_6038734_n.jpg?w=180&h=122

โครงการ Cyber Scout หรือ "ลูกเสือไซเบอร์" เป็นโครงการของกระทรวงไอซีที ที่ริเริ่มในรัฐบาลที่แล้ว(อภิสิทธิ์ )
โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายอาสาสมัครออนไลน์เพื่อ "ส่งเสริมและปกป้องให้สังคมไทยเกิด
ความตระหนักในการรับรู้และใช้งานข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์อย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์"

2a96d90d.jpg

กระทรวงไอซีทีได้อบรมอาสาสมัครไปแล้วจำนวนหนึ่ง และตอนนี้ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ก็ประกาศเดินหน้าโครงการนี้ต่อ โดยขยายหลักสูตรให้ครอบคลุมผู้นำและ ผู้บริหารลูกเสือไซเบอร์ด้วย

นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที  และผู้บริหารกระทรวงฯ นำกองลูกเสือไซเบอร์ รวมกว่า 40คน ซึ่งเป็นเครือข่าย อาสาสมัครไซเบอร์สเกาท์ (Cyber Scout) เข้าร่วมพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามของลูกเสือ ณ สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ประจำปี 2554 ในวันที่  1 ก.ค.2554

c0ac529e.jpg

0ad42cd7.jpg

รัฐบาล'ยิ่งลักษณ์ เพื่อไทย ทุ่ม 600 ล้าน ตั้งคณะกรรมการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยผ่าน
กิจการลูกเสือชาวบ้าน
มอบ "โกวิท" คุม เน้นกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ

                  ส่วนกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการมี 3 กลุ่ม คือ
         1. ลูกเสือชาวบ้านและประชาชนทั่วไปทั่วทุกภูมิภาค
         2. ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชน 
         3. บุคลากรของภาคสื่อสารมวลชนทุกแขนงที่เกี่ยวข้อง

13330219401333022533l.jpg *

20 ก.ย.2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 166/2554
เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยผ่านกิจการลูกเสือชาวบ้าน (คปด. ลส.ชบ)
มี พล.ต.อ.โกวิท เป็นประธาน รมว.มหาดไทย รมว.ศึกษาธิการ และ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นรองฯ

อ้างอิง :
http://www.prachatai.com/english/node/2194
http://www.cyberscout.in.th/
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/222931
http://www.oknation.net/blog/konto2/2008/07/22/entry-1
http://www.physorg.com/news/2011-05-tha … l-web.html

นี้คือภาพชายเคราะห์ร้าย ที่ถูก กลุ่มชนบ้าคลั่ง รุมประชาทัณฑ์ จนหมดสติ ก่อนนำไปแขวนคอ
ที่ต้นมะขามสนามหลวง แล้วนำมาเผาทั้งเป็น .. ผลงานการปลุกปั่นของ สื่อมวลชั่ว พศ.๒๕๑๙
ตามแผนการหลอกให้ "ไพร่ฆ่าไพร่" หนึ่งในปฏิบัติการของ "ลูกเสือชาวบ้าน"

womenshot.gif
นักศึกษาหญิง ถูกยิงตาย ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

burnhuman.gif
เผาสดคนไทยเป็นๆกลางถนน ใจกลางเมืองหลวงของประเทศที่นับถือบาปบุญทางพุทธ  .........อ่านต่อตามลิงค์ด้านบน

Last edited by linc49 (October 6, 2016 7:42 AM)

Offline

#96 October 9, 2016 11:15 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ทักษิณ....ความหวังและความผิดพลาดของฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ได้สรุปบทเรียน

ทักษิณ ออกสื่อผ่าน Red USA ปลุกกระแสต่อสู้ หนีคดีจำนำข้าว"ยิ่งลักษณ์"

Red USA ยังไม่สรุปบทเรียน (หรือว่ารับใช้เผด็จการทักษิณโดยเต็มใจ?!) ถูกใช้เป็นเครื่องมือ ปลุกกระแส โดยไม่ได้มีความรู้อะไรเลยจากการที่ไม่ได้ศึกษาภูมิหลังของทักษิณ และก็ไม่ได้ติดตามว่าจริงๆนั้นเหตุทุกอย่างทักษิณเป็นคนทำขึ้นไว้เอง การชุมนุมปี 2552-2553 ถูกกลุ่มเสื้อแดง นปช. ปลุกปั่นให้คนต่างจังหวัดที่ไม่รู้เรื่องคิดว่าเป็นความอยุติธรรมที่ทักษิณได้รับจึงร่วม แต่ในที่สุดก็ถูกปราบและทราบความจริงว่ามันเป็นเรื่องของความแค้นของทักษิณเองหลังจากที่ถูกปราบปราม เนื่องจากก่อนหน้านั้น มีคดีของทักษิณขึ้นสู่ศาลหลายคดี เป็นเรื่องการใช้อำนาจแบบเผด็จการเพื่อผลประโยชน์ต่อธุรกิจของตัวเอง โดย นปช. บิดเบือนความจริงว่าเป็นคดีเพียงที่ดินรัชดาที่เซ็นยอมให้ภรรยาไปประมูลที่ดิน แต่ความจริงไม่ใช่ คดีเหล่านี้ตัดสินในเดือน กพ. 2553  ดูตาม ลิงค์.http://www.ifreethai.com/viewtopic.php?id=3101 # 1 หัวข้อที่ 7....

  กรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน ทักษิณพยายามใช้เครือข่ายที่ทิ้งคนของตนไว้ใน US เชื่อมต่อไปยัง Red USA เพื่อปลุกกระแสให้กลุ่มตนได้ผลประโยชน์ต่อไป เพื่อล้มรัฐบาลทหารเพื่อหนีคดีโกงจำนำข้าว สิ่งที่กลุ่มการเมืองนี้มักนำมาอ้างคือชาวนา เพือสร้างความเห็นใจจากผู้คนที่มีความสงสารชาวนา แต่จริงๆมันเป็นการบิดเบือนระบบราคาในตลาดโลกที่มีอยู่เดิม นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายก็ทักท้วงการปั่นราคาที่มากเกินจริงกว่าราคาตลาดถึง 50% โดยจ่ายจากภาษีของประชาชนประเทศ ส่งผลให้มีการโกงเกิดขึ้นตามแผนการที่วางไว้ได้จริง เพื่อเอาเงินที่ถูกยึดไปกลับคืนในรูปแบบนี้ กรรมจึงตกอยู่กับคนไทยทั้งประเทศเนื่องจากการคลังของรัฐเสียหาย  1. เพราะสูญเงินเป็นแสนล้านให้กับความเสียหายในครั้งนี้ 2. การที่ คสช. ออกมารัฐประหารเพื่อปราบโกงก็ทำให้ในสายตาของนักลงทุนไม่เชื่อมั่นรัฐบาลทหาร ยิ่งทหารกลัวและใช้อำนาจปิดกั้นเสรีภาพของประชาชนก็ยิ่งทำให้การลงทุนไม่เกิด ในที่สุดจะส่งผลทางเศรษฐกิจต่อประชาชนคนทั่วไปจะเดือดร้อน แต่นั่นคือเกมที่ทักษิณตั้งไว้แล้วเขาไม่สนใจใครจะเดือดร้อน เขาต้องสู้เพื่อชนะเท่านั้นและก็อาศัยการโกหกบิดเบือนต่อไป โดยโทษไปที่รัฐบาลทหาร (ผมก็ไม่ได้ชอบรัฐบาลที่มาจากทหาร ที่ไม่ผ่านในกระบวนการทางประชาธิปไตย แต่การกำจัดเผด็จการเนียนหาผลประโยชน์และทำลายชาติในระบอบประชาธิปไตยก็ต้องทำ) ประชาชนก็ได้เห็นแล้ว ทักษิณ เป็นเผด็จการในพรรคเพื่อไทยที่เขาเป็นเจ้าของทุกอย่างเป็นเด็ดขาด เห็นได้จากกรณี นิรโทษกรรมเหมายกเข่งสุดซอย ที่ทักษิณไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็มีสิทธิกำหนดให้เกิดในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ นี่แสดงว่าพรรคไม่ได้มีความน่าเชื่อถือเป็นสถาบันอะไรที่มีค่านิยมในประชาธิปไตยจริงๆ ไม่มีส่วนร่วมของคนในพรรคที่จะคิดและพัฒนาอะไรได้ เพราะทักษิณเป็นผู้ลงทุนตั้งพรรคเพื่อทำธุรกิจการเมืองไม่ใช่เพื่ออุดมการหรือเห็นคุณค่าประชาธิปไตยอะไรอย่างที่คนทั่วไปคิดหวังจะให้เป็น

http://prachatai.org/journal/2016/10/68237

ทักษิณชี้ประเทศเผลอเอาหัวหน้ายามมาเป็น CEO ก็ลำบาก แถมมาวางยุทธศาสตร์ 20 ปีอีก

Fri, 2016-10-07 16:24

30052864052_b3dcdabb78.jpg

ที่มาภาพและดูคลิกได้ที่ยูทูบ 'jom voice'

เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา จอม เพชรประดับ ได้เผยแพร่วิดีโอคลิป ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ซึงลี้ภัยการเมืองอยู่ต่างประเทศ เดินทางพบปะคนไทยที่อาศัยอยู่ในลอสแองเจอลิส แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ผ่านทางยูทูบ 'jom voice' โดย ทักษิณ  กล่าวว่าตนเปรียบเสมือนผีที่ถูกปลุกให้เฮี้ยน เพื่อที่หมอผีที่สร้างผีขึ้นมาจะได้ประโยชน์ พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลที่ถ่ายภาพกับป้าย  Wait(รอ) หลังปฏิวัติ เนื่องจากคณะรัฐประหารใช้ช่วงแรกบอกว่าจะทำการปรองดอง ซึ่งตนก็เห็นด้วย แต่ภายหลังกับปราบแต่ฝ่ายตนข้างเดียว เลยคิดว่าผิดทางแล้ว จึงรอที่ 2 คือ ปล่อยให้เขาทำร้ายตัวเอง นอกจากนี้ทักษิณยังกล่าวถึงอนาคตเศรษฐกิจของประเทศที่หลายภาคธุรกิจมีความน่าเป็นห่วง เช่น อุตสาหกรรมที่กำลังเข้าสู่ยุคตะวันตกดิน ไม่มีการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ๆ มาเสริม หรือภาคท่องเที่ยวที่ซบเซา นักท่องเที่ยวชั้นดีหาย ขณะที่ภาพเกษตรถูกทำลาย เป็นต้น

ผีกับหมอผี
"ยิ่งคนกลัวผี หมอผีก็มีราคา แล้วคิดว่าอะไรเป็นผีก็พยายามทำให้ผีมันเฮี้ยนมาก หมอผียิ่งมีตังค์ใช้ สังคมไทยเราสร้างผี แล้วก็คนกลัวผีก็นึกว่าผีมีจริง ถามจริงๆ ใครเคยเห็นผีบ้าง ผมไม่เคยเห็นผีและผมไม่เคยกลัวผี เพราะฉะนั้นคนมีสติก็จะไม่กลัวผีเพราะรู้ว่าผีไม่มีจริง หรือถ้าผีมีจริงให้ขอหวยดีกว่า แทนที่จะไปกลัวมัน ถึงวันนี้เราสร้างจนบ้านเมืองเละ" ทักษิณ กล่าว และกล่าวว่า ที่เราทะเราะกัน ใครได้ดีบ้าง มีคนได้ดีไม่กี่คน ผลัดกันมารวยแล้วก็กลับไป แต่เป็นการแลกกับโอกาสของคนไทยทั้งประเทศ ตนนั่งอยู่ข้างนอกมองไปแล้วสงสารคนไทยและประเทศไทย ที่สงสารนั้นสงสารทั้งเหลืองและแดงที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทำให้หมอผีมีราคา พระพุทธเจ้าบอกว่าความโลภความโกรธความหลงทำให้โง่ ทำให้ไร้สติปัญญา เราจะยิ่งตัดสินใจพลาดง่ายๆ แต่ถ้าตัดสินใจบนการปล่อยวางเราก็จะไม่ผิดพลาด เพราะเราใช้ข้อมูล หลักวิชาหรือคำตอบทางวิทยาศาสตร์แท้ๆ ก็ไม่ผิดพลาด แต่วันนี้เราถูกสร้างให้โลภให้โกรธให้หลง จึงทำให้บ้านเมืองติดสภาพอยู่ทุกวันนี้

"จริงๆ ผมคือผีที่เขาสร้าง แล้วเขาพยายามสร้างให้ผมเฮี้ยนไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้รู้เรื่อง ผมก็เดินของผมได้เรื่อยๆ ผมก็ไปประเทศนั้นประเทศนี้ ไปหาเพื่อนเก่าบ้างเพื่อนใหม่บ้าง ไปดูความรู้ใหม่ๆ บ้าง แต่ขณะเดียวกันคนไทยก็บอกว่าผีมันดุมาก" ทักษิณ กล่าว

เหตุผลที่รอ
สำหรับกรณีที่เขาภายภาพบนถนนที่ลอนดอน แล้วชี้ป้ายให้ดูว่า Wait(รอ) หลังรัฐประหารนั้น ทักษิณ กล่าวว่า ตนมี 2 เหตุผล เหตุผลแรกปฏิวัติเสร็จเขาประกาศวันแรกเลยประกาศว่าจะมาปรองดอง ก็คิดว่าพวกเราอย่าไปประท้วงเขาเลยก็ลองดูสิ บ้านเมืองจะได้สงบสักที แต่มาถึงปรองดองเขาไม่รู้พจนานุกรมฉบับไหน แปลว่าปราบพวกเราข้างเดียว ไล่ล่ามันทุกอย่าง ตนก็เลยบอกว่าอย่างนี้ต้อง Wait อีกทีหนึ่ง เพราะอะไรรู้ไหม เพราะตนคิดว่าเขาเดินผิดทาง ยิ่งทำไปยิ่งผิดทาง ถ้าเรารอเราไม่ทำอะไรนะ เพราะเขาจะทำตัวเอง "ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง" แต่ที่สำคัญเสียดายเวลา

30052864182_77563e6664.jpg
ภาพ Wait(รอ) หลังรัฐประหาร ที่ทักษิณกล่าวถึง

"สำหรับผมนี่ผมเฉยๆ แล้ววันนี้ ไม่ใช่ไม่สู้ แต่ต้องสู้อย่างมีสติ การอยู่เฉยๆ คือการสู้ที่ดีในขณะที่ฝั่งตรงข้ามกำลังทำร้ายตัวเอง" ทักษิณ กล่าว พร้อมกล่าวว่า จริงๆ ตนไม่อยากให้กวน อยากให้เขาทำให้สุด ไปเต็มที่เลย จะเอาอะไรทำไปเลย แต่ปัญหาก็คือมันไม่จบสักทีบ้านเมืองก็แย่

"จริงๆ ผมคือหนูตัวเดียว เขาไล่ตี วิ่งออกจากบ้านมานึกว่ายังอยู่บ้านก็เผาอยู่นั่นล่ะ กระทั่งหนูอยู่ข้างนอกก็เผาบ้านจนบ้านจะวอดทั้งหลังเลย ทำทำไม ทำทำไม หนูตัวเดียว ผมไม่มีอะไรเลย ผมอยู่ข้างนอกก็ไม่ได้อดตาย ก็ยังพอมีปัญญาบ้าง" ทักษิณ กล่าว

ห่วงปัญหาเศรษฐกิจ
ทักษิณ กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ติดตามเทคโนโลยี่ใหม่ๆ โลกข้างหน้าเราจะเห็นอะไรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโรบอท หุ่นยนต์ เรื่องของสงครามไซเบอร์ ความปลอดภัยไซเบอร์ ไลฟ์สไตล์ เรื่องเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ฯลฯ  สิ่งเหล่านี้มันไปไกลแล้ว ขณะที่เรามีเหลืองมีแดงหลับกันอยู่แถวนี้ มีนักวิทยาศาสตร์เป็นแสนกำลังคิดว่ากำลังจะมีอะไรเกิดขึ้นในโลกข้างหน้า วันนี้ประเทศไทยน่าห่วงเพราะอุตสาหกรรมของเราส่วนใหญ่ เป็นอุตสาหกรรมตอนบ่าย กำลังจะเป็นอุตสาหกรรมตกดิน อุตสาหกรรมเช้าๆ ไม่ค่อยเห็น เรามีรายได้อยู่ 3 ภาคใหญ่ๆ ภาคแรกคือการส่งออก 10 ปีที่ผ่าามาเราไม่ได้เตรียมตัวเลย อุตสาหกรรมที่เป็นแชมป์ของเราคืออิเล็คทรอนิคกับรถยนต์ รถยนต์วันนี้เตรียมไปสู่รถไฟฟ้าแล้ว ใครไม่ปรับตัวก็พัง ส่วนอิเล็กทรอนิควันนี้ก็ย้ายฐานงาน เรามัวแต่ปฏิวัติเปลี่ยนกฏนั่นนี่ สุดท้ายเขาก็ย้ายขยับไป

ทักษิณ กล่าวต่อว่า วันนี้สหรัฐอเมริกาเป็นหุ้นส่วนกับเวียดนามทางเศรษฐกิจ ขณะที่เราที่เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกามายาวนาน แต่เรามัวแต่ทะเราะกันจนไม่รู้ว่าเขาไม่อยากจะมาทำธุรกิจกัน ในส่วนรายได้จากภาคเกษตรเราก็ทำลายระบบเกษตรทำลายชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านที่ทำเกษตร มันเป็นวิถีชีวิตและอาชีพ เชื่อว่าหลายคนที่มาอยู่ข้างนอกนั้นโชคดี แต่ที่มาบ้างคนนั้นไม่ได้เต็มใจมาแต่อยากจะมาทำมาหากินเพื่อช่วยเหลือพี่น้องทางบ้านเพราะไม่รุ้จะทำมาหากินอะไร หลายคนครอบครัวเป็นเกษตรกร แต่วันนี้ด้วยความที่เห็นเกษตรเป็นฐานเสียงของตนก็เลยเหมือนกับทำลายเกษตรก่อน เพราะฉะนั้นเกษตรโดยการส่งออกของเราก็จะลดประมาณและราคาลง ส่วนรายได้ที่ 3 คือรายได้ท่องเที่ยว สิ่งที่ประเทศไทยเรามีคือมีความเป็นประเทศไทย คนอยากมา แต่วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือนักท่องเที่ยวชั้นดีหาย นักท่องเที่ยวถูกๆ ใช้เงินน้อยและทำลายสิ่งแวดล้อมเยอะๆ มา ดูเหมือนปริมาณบริมาณนักท่องเที่ยวจะเพิ่มแต่รายได้ต่อปริมาณนักท่องเที่ยวมันลดเยอะ

เตือนระวังถูกโจมตีค่าเงิน
ทักษิณ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ดีวันนี้คือดุลการค้าที่เป็นบวก เนื่องจากแม้ส่งออกจะตก แต่นำเข้าเราก็ตกลงด้วยเนื่องจากราคาน้ำมันลง จึงทำให้บาทแข็ง ที่เป็นทั้งดีและไม่ดี แต่ที่ไม่ดีเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจเรามันอ่อนแอกว่าความแข็งค่าของเงินเพราะฉะนั้นอย่าเผลอ อาจจะถูกโจมตีได้ เนื่องจากวันนี้กองทุนต่าประเทศเงินเยอะ แม้เงินทุนสำรองเราจะเยอะขึ้น แต่กองทุนต่างประเทศใหญ่ ต้องระวังและเป็นห่วง

4 ทางเลือกในมหาสมุทรทุนนิยม
ทักษิณ กล่าวด้วยว่า คนทุกคนบริษัททุกบริษัท ประเทศทุกประเทศเปรียบเสมือว่ากำลังว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทร ที่เรียกว่ามหาสมุทรทุนนิยม เพราะเราชอบหรือไม่ชอบเรา แต่ว่าเราอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่มีความเป็นเศรษฐกิจทุนนิยมนั่นเอง เมื่อเราถูกโยนลงไปในมหาสมุทรทุนนิยมนี้ เรามีทางเลือกให้เลือกอยู่ 4 ทางเลือก ทางเลือกที่ 1 ขี้เกียจวายโดดเกาะเรือชาวบ้าน ในที่นี้ก็คือไปทำงานหรือไปอะไรก็แล้วแต่ เราไม่รู้ว่าเราขึ้นไปในเรือนั้นนำมันจะไปถึงฝังหรือเปล่า สอง กัปตันจะดีไหม สาม สภาพเรือจะเป็นอย่างไร เราโดดเกาะแล้ว รอดตายชั่วคราวแน่นอน แต่ไม่รู้จะนานแค่ไหน แล้วแต่ว่าเรือลำนั้นจะเป็นอย่างไร  ทางเลือกที่ 2 เก่งมาก แข็งแรง วิสัยทัศน์ดี วายน้ำอยู่ข้างหน้าคลื่น เพราะฉะนั้นสบายมากพวกนี้ อีกพวกหนึ่งก็คือ เก่งเหมือนกัน ไปตามคลื่น ไม่จม คลื่นก็ไปเราก็ไปด้วย พวกนี้ก็รวยได้ แต่พวกที่จมอยู่ใต้คลื่นนี้น่ากลัว จะมีกำลังซื้อในโลกต่ำลงทุกวัน ประชาชนก็ทำงานในระดับที่แย่ลงทุกวัน

เอาหัวหน้ายามมาเป็น CEO ก็ลำบาก
"บริษัทก็ต้องมีซีอีโอเก่งๆ เพื่อจะได้มีวิสัยทัศน์ แล้วคิดแล้วบริหารจัดการนำองค์กร แต่ถ้าบริษัทไหนเผลอไปกับหัวหน้ายามเป็น CEO ก็ลำบาก วันนี้ประเทศไทยน่าห่วงตรงกำลังจะมียุทธศาสตร์ 20 ปี ผมไม่รู้ว่าถ้าเรามองไม่พ้นหัวแม่ตีนตัวเองก็ลำบาก การจะทำยุทธศาสตร์มันจะต้องเข้าใจโลก และเข้าใจเรา" ทักษิณ กล่าว

พร้อมคุยกับเหลือง
"เจาะดีเอ็นเอผมมาคือคนไทย หัวใจไทย ผูกพันประเทศไทย และรักคนไทยเหมือนกับพวกท่านทั้งหลาย ถึงแม้จะอยู่ที่นี่มานาน แต่ใจมันยังเป็นไทย เพราะเราไม่ลืมกำพืด ไม่ลืมที่กำเนิด ไม่ลืมแผ่นดินของเรา ไม่ต้องมาผลักว่าคนนั้นเป็นอย่างนี้ คนนี้เป็นอย่างนี้ คนผลักทั้งหลายคือคนเห็นแก่ตัวทั้งนั้น เพื่อตัวเอง จริงๆ วันนี้ผมไม่มายด์เลยนะ ผมจะเจอใครเหลืองไม่เหลือง พูดกันมาคุยกันเลย คุยกันได้หมด ถ้าคุยภาษาคนโดยเฉพาะภาษาไทยคุยกันง่ายมากเลย ก็ห่วงครับ ห่วงลูกหลาน" ทักษิณกล่าว

มั่นใจเลือกตั้งครั้งหน้าแลนด์สไลด์อีกตามเคย
ทักษิณ กล่าวด้วยว่า เลือกตั้งคราวหน้าเดียวแลนด์สไลด์อีกตามเคย แต่เขาบอกว่าต้องยกมือให้นายกคนนอก ตนไม่ใช่นายกคนนอก ตนเป็นนายกเมืองนอก

"เพราะฉะนั้นบรรดาคนเสื้อแดงทั้งหลายสงข่าวได้เลยว่าผมเหมือนเดิม ไม่เคยเปลี่ยนแปลง รักคนไทยและบ้านเหมือนเหมือนเดิมทุกอย่าง ถามว่าสู้ไม่สู้ ก็ผมไม่รู้ว่าสู้กับใคร และก็ไม่อยากสู้กับใคร แต่อยากให้ประเทศไทยกลับไปสู่ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอีกที อยากเจอคนไทยแล้วอยากยิ้มสยาม อันนี้มันยิ้มแสยะ เพราะต้องยิ้มแสยะไว้ก่อนไม่รู้มันเหลือหรือแดง อย่างนี้มันไม่ไหว อยากยิ้มสยาม" ทักษิณ กล่าว พร้อมกล่าวด้วยว่า แล้วเรารวมพลังกันช่วยกันคิดให้บ้านเมืองดีกว่า อย่าให้หมอผีได้ดิบได้ดี จะชูไม้กางแขนลากแด๊คคูล่าไป ไม่เห็นมีจริงสักตัว นางนาคพระโขนงก็มีในหนังเท่านั้นไม่มีจริง จะเอาผีเอาวิญญาณที่ไหนลงหม้อ ไม่มีจริงหรอก และตนก็ยังไม่ได้เป็นผี เป็นคนแน่นอน คุยกันรู้เรื่อง

Offline

#97 October 9, 2016 11:30 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ทักษิณ....ความหวังและความผิดพลาดของฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ได้สรุปบทเรียน

'ยิ่งลักษณ์-พิชัย' ห่วงปัญหาเศรษฐกิจ หวั่นทำประเทศเดินหน้าไม่ได้
photo.jpgSHTV

เผยแพร่เมื่อ 7 ต.ค. 2016
VoiceNews - VoiceTV21 @Voice_TV

...........

http://www.thairath.co.th/content/747551

ชาญชัย ยัน ไม่มีใครห้ามทักษิณ กลับไทย ชี้ 4 เหตุวิบัติทำตัวเอง

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ต.ค. 2559

EyWwB5WU57MYnKOuq7YRiWLWGfpN1jCJNUQv2h0BDCS46R7sX7KBXq.jpg

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ลั่น ไม่มีใครห้าม "ทักษิณ" กลับไทย อัด ยิ่งลักษณ์ มือใหม่หัดขับ ชี้ 4 เหตุวิบัติ แฉ ส่งซิกปลุกสาวก สั่งสู้ตาย ระบุ มีเม็ดเงินไหลเข้ามาเป็นพันล้าน

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 8 ต.ค. ที่โรงแรมสุดา พาเลซ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนาย

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/747551


..........

http://www.thairath.co.th/content/747446#cxrecs_s

เด็กปชป. สวน แม้ว รอมารับโทษ โต้แสบ ปมหัวหน้ายามซีอีโอไทย

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ต.ค. 2559

EyWwB5WU57MYnKOuq7YRRBaqv1pl6uFYvytFoEb7VtQqHBHDXkwqtJ.jpg

เด็กปชป. สวน "ทักษิณ" ยัน กระบวนการยุติธรรมไทยไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ยันรอ แม้ว มารับโทษ พร้อมชูรูปเรือนจำตอบโต้แสบ! ปมหัวหน้ายามเป็นซีอีโอประเทศไทย ดีกว่าได้หัวหน้าโจรมาเป็น

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/747446#cxrecs_s

Offline

#98 October 11, 2016 11:12 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ทักษิณ....ความหวังและความผิดพลาดของฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ได้สรุปบทเรียน

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/717891 + * 

'วิษณุ'ชี้'ม.44' ให้อำนาจ 'กรมบังคับคดี' ยึดทรัพย์จำนำข้าว

  + * ไม่ได้ใช้ตัดสินแต่ทนายจำเลยตีรวนเพื่อปลุกกระแส
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
วันที่ 14 กันยายน 2559

S__35627049.jpg *

"วิษณุ" แจง งัด "ม.44" ให้อำนาจกรมบังคับคดี ยึดทรัพย์จำนำข้าว ยกเหตุลำพังให้กระทรวงทำไม่ไหว ระบุ

ตัวเลขมูลค่าสูง

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 56/2559 เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐ และการดำเนินการต่อผู้ต้องรับผิด ว่า ก่อนหน้านี้ได้คุ้มครองแล้ว แต่คำสั่งดังกล่าวเป็นการเพิ่มพืชอีก 2 ชนิด คือ มันสำปะหลัง และข้าวโพด ส่วนการให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีนั้น เป็นไปตามที่ได้บอกไว้ว่าจะไม่มีการใช้มาตรา 44 ตัดสินความผิดแล้วยึดทรัพย์เป็นอันขาด ทุกอย่างจะเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมปกติอย่างที่เคยมีมา แต่ติดตรงที่การจะออกคำสั่งทางปกครองในเรื่องข้าวนั้น ในกรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ กับพวก ซึ่งหลักการปกติเป็นหน้าที่ของกระทรวงต้นสังกัดที่รับผิดชอบที่ต้องยึดทรัพย์กันเอง แต่ครั้งนี้เป็นการยึดทรัพย์จำนวนมาก ทางกระทรวงจึงออกปากบ่นว่าไม่มีคน และหากยึดมาได้ไม่มีที่จะเก็บ จึงต้องให้กรมบังคับคดีเข้าไปจัดการ ดังนั้น จึงต้องใช้มาตรา 44 กำหนด แต่ไม่ใช่ว่าใช้มาตรา 44 ไปยึดทรัพย์ แต่ยึดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ.2539 ที่เปลี่ยนจากกระทรวงมาเป็นกรมบังคับคดี ส่วนจะยึดได้มากหรือน้อยเพียงใดเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การยึดทรัพย์นายบุญทรง กับพวก งวดเข้ามาแล้วใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ถึงขนาดนั้น เพราะยังไม่ถึงขั้นออกคำสั่งในเวลานี้ และเมื่อออกคำสั่งแล้วจะต้องดูว่าจะมีการอุทธรณ์หรือไม่ หากเป็นคำสั่งของรัฐมนตรีจะไม่สามารถอุทธรณ์ได้ เรื่องจึงจะไปที่ศาลปกครองเลย และหากศาลปกครองสั่งคุ้มครองชั่วคราวการยึดจะไม่เกิดขึ้น แต่จำเป็นต้องตั้งเจ้าหน้าที่เอาไว้ เพราะเมื่อรู้ผลของคดีแล้วจะมีการยึดทรัพย์จริง กรมบังคับคดีจะเป็นผู้ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม การออกคำสั่งหัวหน้าคสช. ไม่มีผลต่อการพิจารณาของศาลปกครอง เพราะศาลปกครองจะดูในส่วนเหตุของการรับผิด และการรับผิดนั้นเป็นมูลค่าความเสียหายตามเวลาขณะนั้นหรือไม่ รวมทั้งดูวิธีพิจารณาอื่นๆ เช่น การตรวจสอบ ไต่สวน เป็นธรรมหรือไม่

“นี่เป็นบทเรียน ถามว่าทำไมพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดฯ ถึงไม่ได้กำหนดหน่วยงานที่จะยึดทรัพย์ไว้ นั่นเพราะคิดว่าหน่วยงานใครหน่วยงานมันให้ยึดทรัพย์กันเอาเอง ไม่คิดว่าชาตินี้จะมีการยึดอะไรใหญ่โตมโหฬาร เพราะลำพังแค่ 10 – 20 ล้าน เขายึดได้ แต่เรื่องข้าวนั้นเป็นการยึดค่าเสียหาย ซึ่งต้องดูละเอียดมาก มืออาชีพมีอยู่แค่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กับกรมบังคับคดี แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการฟอกเงิน จึงไม่ใช่หน้าที่ของปปง. เพราะชื่อกรมบังคับคดีก็บอกแล้วว่ามีหน้าที่ไปยึดทรัพย์ แม้จะมีคนบอกว่ามีอำนาจยึดทรัพย์เฉพาะที่ศาลสั่ง ถ้าหัวหน้าคสช.สั่งจะตกไป เราจึงออกมาตรา 44” นายวิษณุ กล่าว

นายวิษณุ กล่าวว่า เรื่องนี้ที่เอาผิดผู้คุมนโยบายก่อน เพราะผู้คุมนโยบายถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลก่อน ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องรัฐบาลได้ดำเนินการอยู่ ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ และเอกชน ส่วนการเรียกค่าเสียหายกับผู้ควบคุมนโยบายแทรกแซงมันสำปะหลัง และนโยบายแทรกแซงข้าวโพด ไม่ทราบว่าเรื่องไปถึงไหน เพราะไม่เหมือนกับโครงการรับจำนำข้าว แต่จะหนักไปตรงที่นำผลิตภัณฑ์การเกษตรเข้ามาและเกิดความเสียหาย เนื่องจากระบายไม่ทัน อย่างค่าเสียหายในนโยบายแทรกแซงมันสำปะหลังจะอยู่ที่ 300 – 400 ล้านบาทเท่านั้น

Last edited by linc49 (October 11, 2016 11:17 AM)

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.