iFreeThai

#21 August 7, 2015 1:23 PM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 6,475

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ศาลทหาร  ทำไมมายุ่งกับประชาชน ทั่วโลกเขาใช้กับทหารเท่านั้น  ต้องลงกินเนสบุ๊คแล้ว  ทำเข้าไปเร่งเวลา  ดีเหมือนกัน

Online

#22 August 8, 2015 7:51 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ทหารโจร กับการคอรัปชั่นที่ผ่านมา และกำลังจะเกิดอีก ยอดเงินสูงงงง กับ โครงการรถไฟฟ้าความเร็วปานกลางจีน ในไทย

AsiaSentinel
http://www.asiasentinel.com/politics/th … oked-army/

Thailand’s Crooked Army  ทหารคดโกงของไทย

Posted on August 20, 2014  สรุป บางส่วนมา

In 2010, Thailand’s military was warned that bomb detection devices their soldiers were using were fraudulently sold by a discredited British company whose owner was jailed in London. Despite a warning from the US Embassy that the devices were “like a toy,” the military bought 1,576 of them at a cost of US$30 million. คือ จ่ายเป็นค่าไม้ล้างป่าช้า GT200 จำนวน 1,576 เครื่อง มูลค่าประมาณ 990 ล้านบาท ทั้งที่ทูตอเมริกาเตือนแล้ว

ราคาแท้จริงอยู่ที่ 159 บาท/เครื่อง  โดยแกะตรวจดูหมดภายในทุกชิ้น (มูลค่าแท้จริงของ1,576 เครื่อง อยู่ที่ 250,584 บาท เท่านั้น)

gt200jan29.jpgหน่วยงานใดซื้อราคาเท่าไรดูตามป้ายเลย

cats34.jpg

1371420365-4012834474-o.jpg

On July 29, the military approved a US$75 billion master plan to upgrade the country’s transport infrastructure over the next eight years. On Aug. 18, the new National Legislative Assembly, more than half of whose members are either retired or serving military, approved a fiscal budget worth Bt2.57 trillion (US$80.4 billion) without a dissenting vote. There were three abstentions.  สนช เห็นชอบงบประมาณปรับโครงสร้างพื้นฐาน 2.57 ล้านล้านบาทโดยไม่มีการคัดค้าน

..........

ไทยรัฐ + *
http://www.thairath.co.th/content/516257

ไทยกำลังตกเป็นเหยื่อจีน

....

โครงการเพื่อคอรัปชั่น? ไทยไม่ได้ประโยชน์แต่เงินจำนวนมหาศาลจะเข้ากระเป๋าใคร

โดย ลม เปลี่ยนทิศ 6 ส.ค. 255

14224377021422437723l.jpg*ประชาชาติธุรกิจ

ผมอ่านคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีคมนาคม ที่กำลังไปถก โครงการรถไฟไทย–จ%f>8น %E/ี่ เมืองเฉิงตู ประเทศจีน ตั้งแต่วันนี้ถึง 8 สิงหาคมแล้ว ก็รู้สึกทะแม่งๆโครงการนี้ฝ่ายจีนเป็นผู้ริเริ่ม ขอสร้างผ่านไทยเพื่อขนสินค้าไปลงทะเลอ่าวไทย แต่ไม่รู้ พล.อ.อ.ประจิน ไปเจรจากันท่าไหน กลายเป็นว่าไทยกำลังตกเป็นเบี้ยล่างจีน แถมยังต้อง เอาเงินภาษีคนไทย 4 แสนกว่าล้านบาทไปสร้างให้จีนด้วย 

ลองอ่านคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อ.ประจิน ที่ผมลอกมาจาก นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ดูครับ อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง

“ขณะนี้ได้รับการยืนยันจาก คณะกรรมการฝ่ายจีน ว่าจะมีการประชุมระหว่างฝ่ายไทยและจีนที่ เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 6–8 สิงหาคมนี้ โดยจะมีการหารือถึงความคืบหน้าการสำรวจและออกแบบของ โครงการรถไฟไทย–จีน ในการก่อสร้าง รถไฟทางคู่ขนาดมาตรฐาน 1.435 เมตร เส้นทาง กรุงเทพฯ–แก่งคอย มาบตาพุด–แก่งคอย แก่งคอย–นครราชสีมา–หนองคาย ระยะทาง 867 กิโลเมตร โดยฝ่ายไทยจะนำข้อมูลการวางระบบราง และการวางรูปแบบสถานีแต่ละแห่ง ไปชี้แจงกับคณะกรรมการทางทั้งสองฝ่าย

ส่วนรูปแบบ การร่วมลงทุน การกู้เงิน ขณะนี้มีความก้าวหน้าพอสมควร การประชุมที่เฉิงตู จะขอคำตอบความคืบหน้าวงเงินกู้ และอัตราดอกเบี้ยพิเศษที่ฝ่ายไทยขอไป ก่อนหน้านี้ ฝ่ายจีนเคยให้อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับรัฐบาล 2% ส่วนอัตราดอกเบี้ยลักษณะเชิงพาณิชย์ 4% อยากให้ต่ำกว่านี้”

ผมอยากเรียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อ.ประจิน ว่า อัตราดอกเบี้ย 2–4% ระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล มันก็เหมือนกับ “จีนคิดดอกเบี้ยนอกระบบกับไทย” เพราะเงิน 4 แสนล้านบาท กู้ในประเทศไทยถูกกว่าเยอะ ขนาดบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ ออกหุ้นกู้ยังให้ดอกเบี้ยไม่ถึง 4% แต่จีนคิดกับรัฐบาลไทยโหดถึง 4% ยังแบกหน้าไปขอลดดอกเบี้ยเขาอีก คิดดอกเบี้ยอย่างนี้ต้องตัดหางปล่อยวัดแล้ว

ความจริง โครงการรถไฟไทย–จีน สายนี้ จีนต้องเป็นฝ่ายลงทุนทั้งหมด เพราะ ได้ประโยชน์เกือบ 100% ฝ่ายไทยเสียอีกที่ “เสียค่าโง่” ไปทำโครงการนี้ร่วมกับจีน เพราะในเส้นทาง หนองคาย–นครราชสีมา–แก่งคอย–มาบตาพุด–กรุงเทพฯ สายนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็มี โครงการรถไฟทางคู่มาตรฐาน 1 เมตร ที่ได้รับการอนุมัติก่อสร้างจาก ครม.แล้ว ค่าก่อสร้างก็ถูกกว่าหลายเท่า ทำไมต้องเสียเงินอีก 400,000 ล้านบาทไปลงทุนรถไฟทางคู่ 1.435 เมตรให้กับรถไฟจีน ซึ่ง วิ่งคู่ขนานกับรถไฟทางคู่ 1 เมตรของไทย อีก

โครงการรถไฟไทย–จีน ไทยมีแต่เสียกับเสีย ผมยังมองไม่เห็นประโยชน์อะไรที่ไทยต้องเสียเงิน 4 แสนล้านบาทไปสร้างรถไฟให้จีน เพื่อให้จีนขนสินค้าผ่านดินแดนไทยไปลงทะเล โดยไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย หรือได้ก็น้อยมากๆ

ถ้า รัฐบาลบิ๊กตู่ จะฉลาดกว่านี้สักนิด ยื่นเงื่อนไขกับจีนว่า ถ้าจีนต้องการขนสินค้ามาลงทะเลอ่าวไทย ก็ต้อง ให้จีนสร้างรถไฟทางคู่ 1.435 เมตรมาสิ้นสุดที่หนองคาย และจาก หนองคาย ไป กรุงเทพฯ แก่งคอย มาบตาพุด แหลมฉบัง จีนต้อง ใช้รถไฟราง 1 เมตรของไทยอย่างเดียว เพื่อ สร้างรายได้ให้การรถไฟ ที่ยังขาดทุนบักโกรกมีหนี้เป็นแสนล้าน โดยมีจุดเปลี่ยนถ่ายตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ที่หนองคาย เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับหนองคาย

ถ้า รัฐบาลบิ๊กตู่ ทำอย่างนี้ ประเทศไทยจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกมหาศาล การรถไฟไทยที่ขาดทุนก็มีรายได้เพิ่มขึ้น หนองคายก็มีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะกลายเป็น จุดเปลี่ยนถ่ายสินค้ารถไฟไทย–จีน และไทยก็ไม่ต้อง “เสียค่าโง่” ไปลงทุนสร้างทางคู่ 1.435 เมตร ให้จีนถึง 400,000 ล้านบาท ไม่ต้องไปจ่ายดอกโหดให้จีน 2–4% ไทยมีแต่ได้กับได้

โครงการนี้ผมค้านเต็มที่ เพราะไทยเสียประโยชน์เห็นๆ เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ก็เป็นเงินภาษีของผมและคนไทย 67 ล้านคน ไม่ใช่เงินของรัฐบาลที่จะเอาไปอวยใครๆฟรี

ที่สำคัญ รถไฟไทย–จีนสายนี้ คือ ยุทธศาสตร์ One Belt One Road ของจีน ในการ ขยายอิทธิพลในภูมิภาคนี้ และ ไทยกำลังตกเป็นเหยื่อจีน เสียทั้งตัว เสียทั้งเงิน แถมยังถูกมิตรเก่าอย่าง สหรัฐฯ ยุโรป ขย้ำเสียเต็มเขี้ยว เลิกเสียวันนี้ก็ยังไม่สายครับ.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

Last edited by linc49 (August 9, 2015 12:45 PM)

Offline

#23 August 8, 2015 12:13 PM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 6,475

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

Online

#24 August 9, 2015 12:34 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

นายพลเผด็จการของไทยเลียตีนเผด็จการคอมมิวนิสต์ ด้วยการสร้างโครงการรถไฟฟ้าให้จีนขนส่งผ่านแดน โดยภาษีประชาชนไทย ทำไปเพื่อ ...คอรัปชั่น?

ประชาชาติธุรกิจ
http://www.prachachat.net/news_detail.p … 1438402425

แหล่งข่าวกระทรวงคมนาคมเผย รถไฟจีน94ล้าน มอเตอร์ระเบิด ไม่มีโรงซ่อม จอดอยู่สถานีศรีราชา

updated: 01 ส.ค. 2558 เวลา 11:10:03 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

14383170121438321398l.jpg

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมเปิดเผย"มติชนออนไลน์" ว่า  เมื่อไม่นานมานี้ ได้เกิดเหตุ รถจักรดีเซลไฟฟ้า  (CSR-U20) ที่ซื้อจากสาธารณรัฐประชาชนจีน 1 ใน จำนวน 20 คัน ที่ส่งมอบ ไปเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว หมายเลข 5113  ได้เกิดเหตุเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหลักที่ต่อกับเครื่องยนต์ (Main Generator)  หรืออุปกรณ์ที่ใช้ปั่นไฟจ่ายลง มอเตอร์ที่ติดกับล้อรถไฟ  ทำให้รถไฟวิ่งได้ (Traction Motor)  เกิดระเบิด ทำให้เกิดความเสียหาย  โดยเหตุระเบิดเกิดจากความบกพร่องที่เกิดจากการผลิต ขณะนี้ยังซ่อมไม่ได้ เพราะยังไม่มีโรงซ่อมที่ยกตัวเครื่องยนต์ และ main generator ได้  อย่างไรก็ตาม ความเสียหายจากตัวเครื่องจักรยังอยู่ในระยะประกัน และ รฟท.ยังไม่ได้ตรวจ%%MD'ับโดยรถไฟคันที่อุปกรณ์ปั่นไฟระเบิดจอดรอซ่อมอยู่ที่สถานีรถไฟศรีราชา

รายงานข่าว แจ้งว่า  ข่าวการระเบิดเสียหายของรถไฟจากจีนถูกปิดเงียบ เพราะเกรงว่าจะกระทบความเชื่อถือโครงการรถไฟไทยจีน ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ภายในกระทรวงคมนาคม ขณะนี้คือประสิทธิภาพของรถไฟจีนว่าดีและคุ้มค่าจริงหรือ

14383170121438321405l.jpg

รถจักรใหม่ (CSR-U20) จาก ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ราคาประมาณ คันละ  94 ล้านไม่รวมอะไหล่สำรอง  ผลิตโดยโรงงาน CSR Qishuyan Co.,Ltd  ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน กำหนดส่งมอบเมื่อปลายปี 2557  โดยทางบอร์ด  ร.ฟ.ท. ได้มีมติอนุมัติออกหนังสือค้ำประกันระหว่างประเทศ หรือ LC ผ่านทางธนาคารธนชาต รถไฟจีนได้ถูกนำไปใช้งานในเส้นทาง ICD ลาดกระบัง-ท่าเรือแหลมฉบัง

............

มติชน
http://www.matichon.co.th/news_detail.p … 1438413700

"อย่าตกใจ" ข้อผิดพลาดระหว่างทดสอบรถไฟจีนไม่ใช่เรื่องแปลกที่มาเลเซียก็เจอ

หลังจากที่ มติชนออนไลน์ ได้รายงานข่าวการระเบิดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหลักที่ต่อกับเครื่องยนต์ของรถไฟที่ผลิตโดยบริษัท CSR Qishuyan Co.,Ltd ผู้ผลิตรถไฟดีเซลหนึ่งในบริษัทลูกของ CSR Corporation Limited ของประเทศจีนไปเมื่อวานนี้ (31 กรกฎาคม) เมื่อลองตรวจสอบย้อนกลับไปไม่นานนี้ที่มาเลเซียซึ่งจัดซื้อรถไฟจาก CSR Zhuzhou Electric Locomotive Co., Ltd ผู้ผลิตรถไฟระบบไฟฟ้าซึ่งเป็นบริษัทลูกของ  CSR Corporation ก็ประสบปัญหาระหว่างการทดสอบรถไฟก่อนใช้งานจริงเช่นกัน

http://www.matichon.co.th/online/2015/0 … 13723l.jpg

จากรายงานของ The Star Online สื่อของมาเลเซียลงวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา ระบุว่า ขบวนรถไฟแบบ 92 ซึ่งผลิตโดย  CSR Zhuzhou Elec-tric Locomotive Co., Ltd และเริ่มทำการทดสอบบนรางรถไฟทางคู่ในเส้นทางจากเมืองอิโปห์สู่ปาดังเบซาร์ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พบว่าขบวนรถหมายเลข ETS201 ต้องประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบป้องกันภัยอัตโนมัติ (ATP) แทบทุกวันระหว่างการทดสอบระหว่างวันที่ 11-18 มิถุนายน

ทั้งนี้ รถไฟขบวนใหม่เหล่านี้ของมาเลเซียจะต้องทำระยะให้ได้ 10,000 กิโลเมตร โดยไม่พบกับข้อบกพร่องใดๆ ซึ่งเป็นการทดสอบองค์ประกอบสำคัญ 18 ประการเกี่ยวกับระบบความปลอดภัย, ความน่าไว้วางใจ และความสะดวกสบายของผู้โดยสาร หากพบสิ่งผิดปกติใดๆ ระหว่างการทดสอบ ระยะทางที่ทำมาทั้งหมดจะถูกรีเซ็ทและต้องทำการทดสอบใหม่หมดจนกว่าจะทำระยะได้ 1 หมื่นกิโลเมตร โดยไม่มีข้อผิดพลาด

นายหวัง ลุก ผู้จัดการใหญ่ของ CSR Rolling Stock Center ยอมรับในขณะนั้นว่า ทุกครั้งที่รถขบวน ETS201 วิ่งเข้าเส้นทางแยกไปยังบัตเตอร์เวิร์ธระบบ ATP จะทำงานขึ้นทุกครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ

สำหรับระบบป้องกันภัยอัตโนมัติหรือ ATP เป็นระบบที่จะใช้เบรกเพื่อหยุดรถทันทีที่ตรวจจับความผิดปกติที่อาจเป็นอันตรายได้ ซึ่งเป็นระบบที่ติดตั้งเพื่อป้องกันการชนหรือตกราง เมื่อคนขับรถไฟเกิดบกพร่องในการตรวจสอบสัญญาณ หรือการควบคุมความเร็ว

นายหวัง ผู้บริหาร CSR กล่าวว่า "ผมไม่คิดว่า ขบวนรถของเรามีความบกพร่อง เพราะนอกจากเส้นทางจากบูกิต เมอร์ตาแจมไปบัตเตอร์เวิร์ธแล้ว รถไฟของเราสามารถทำงานได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ"

อย่างไรก็ดี มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าขบวนรถไฟแบบ 91 ของมาเลเซียซึ่งผลิตโดยบริษัทฮุนไดของเกาหลีใต้กลับมิได้ประสบปัญหาใดๆกับการเดินรถในเส้นทางเดียวกัน

14384137001438413729l.jpg

เมื่อย้อนกลับไปเมื่อปี 2011 วันที่ 23 เดือนกรกฎาคม ได้เกิดโศกนาฏกรรมจากอุบัติเหตุทางรถไฟครั้งใหญ่ของจีนในเมืองเวินโจว มณฑลเจ้อเจียง เมื่อรถไฟความเร็วสูงขบวนหนึ่งได้พุ่งเข้าชนรถไฟขบวนหน้าที่หยุดทำงานหลังจากเจอกับฟ้าฝ่า ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 40 ราย ซึ่งรถไฟทั้งสองขบวนต่างก็ผลิตโดยบริษัทลูกของ CSR เช่นกัน ทั้งนี้จากรายงานของ The Financial Times โดยโฆษกของ CSR กล่าวว่า อุบัติเหตุดังกล่าวมิได้เป็นผลมาจากความบกพร่องของตัวรถไฟ แต่กล่าวโทษว่าเป็นผลมาจากระบบอาณัติสัญญาณ

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเพียงไม่กี่วัน ระบบรถไฟความเร็วสูงของจีนต้องเจอกับปัญหาอีกครั้งเมื่อขบวนรถกว่า 20 ขบวนที่วิ่งระหว่างปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ต้องเดินรถล่าช้าออกไปกว่า 3 ชั่วโมง เนื่องจากระบบพลังงานล้มเหลว โดย The Financial Times ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวถือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 หลังจากการเดินรถบนเส้นทางดังกล่าวเพิ่งเปิดให้บริการเพียงราว 1 เดือนเท่านั้น

ในเดือนธันวาคมปี 2011บีบีซีได้รายงานว่า ผลการตรวจสอบการเกิดอุบัติเหตุในเวินโจว พบว่ามีข้อบกพร่องในการออกแบบของอุปกรณ์ควบคุมการเดินรถ และปัญหาที่ขบวนรถไม่สามารถรับมือกับการเกิดฟ้าผ่าได้อย่างเหมาะสม ซึ่งรายงานฉบับนี้กล่าวว่าผู้ที่จะต้องรับผิดชอบในปัญหาดังกล่าวคือ นายหลิว จือจวิน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงรถไฟที่ถูกขับออกจากตำแหน่งตั้งแต่ก่อนเกิดอุบัติเหตุด้วยข้อหาทุจริต

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Last edited by linc49 (August 9, 2015 12:36 PM)

Offline

#25 August 9, 2015 12:43 PM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 6,475

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ปัญหา กะลานีเซีย  มาจาก ลิเก ทุกเรื่องครับผม  สั้นๆแค่นี้แหละไม่รู้จะพูดอะไรอีกแล้ว

Online

#26 August 10, 2015 12:05 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ทหารโจรพยายาม ทำอะไร กับ ปัญหาที่ตัวเองก่อ ...การฆ่าหมู่ประชาชนที่ทำซำแล้วซ้ำอีก คนไทยไม่ลืม ...อย่าพยายามฝากความทรงจำที่ไม่เกี่ยวกันและพ้นสมัย

   

ชาติคือประชาชน

ประชาไท
http://prachatai.org/journal/2015/08/60 … tai.com%29

ของแถมที่แฝงมากับอนุสาวรีย์

Mon, 2015-08-10 15:58

อังคาร สารขัณฑ์


การผลิตซ้ำวาทกรรมความเป็นชาติในสังคมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น เกิดขึ้นได้ในหลายๆปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นบริบททางการเมือง บริบททางเศรษฐกิจ หรือบริบททางสังคม และจากที่ผู้เขียนได้เฝ้าสังเกตการณ์การเกิดขึ้นของกระบวนการผลิตซ้ำของวาทกรรมความเป็นชาติเหล่านี้พบว่า เมื่อเกิดวิกฤตทางความเชื่อมั่นขึ้นในทางใดทางหนึ่ง(การเมือง เศรษฐกิจ สังคม) วาทะกรรมความเป็นชาติเหล่านี้มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาใช้หรือสร้างขึ้นใหม่ผ่านเครื่องมือในการกล่อมเกลาที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย โดยผู้ผลิตวาทกรรมเหล่านี้หาใช่ใครอื่น นอกจากผู้ที่ได้กระทำให้เกิดวิกฤตทางความเชื่อมั่นในด้านต่างๆนั่นเอง

เครื่องมือและกระบวนการที่ใช้ในการผลิตซ้ำวาทกรรมความเป็นชาตินั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น แบบเรียน ภาพยนตร์ ละคร ที่ขาดไปเสียไม่ได้เลยก็คืออนุสาวรีย์(Monument) ในบทความชิ้นนี้ผู้เขียนมีความตั้งใจที่จะชี้ให้เห็นถึงนัยยะบางอย่างที่แฝงมากับการสร้างอนุสาวรีย์ ซึ่งอนุสาวรีย์ใหม่ล่าสุดที่กำลังมาแรงและเป็นกระแสในช่วงนี้คือ พระบรมราชานุสาวรีย์ 7 กษัตริย์ไทยหรือที่เรียกว่า "พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม"  ซึ่งประกอบไปด้วย 1.พ่อขุนรามคำแหงมหาราช 2.สมเด็จพระนเรศวรมหาราช 3.สมเด็จพระนารายณ์มหาราช 4.สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 5.พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช 6.พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 7.พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 

พระบรมราชานุสาวรีย์ถูกตั้งขึ้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในพื้นที่ของกองทัพบก[1] โดยจากเนื้อข่าวกล่าวถึงรายละเอียดขององค์อนุสาวรีย์ว่า

“ กองทัพบกได้จัดสร้างอุทยานราชภักดิ์บริเวณพื้นที่กองทัพบกใน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 222 ไร่ โดยพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม 7 พระองค์ในอิริยาบถทรงยืน ความสูง 13.90 เมตร หล่อด้วยโลหะสำริด มีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ใต้ฐานพระบรมราชานุสาวรีย์”[2]

ซึ่งจากข้อความที่ได้อ้างอิงมาข้างต้นนั้นเต็มไปด้วยนัยยะที่สามารถตีความไปได้ในหลายทิศทาง อีกทั้งหากผู้อ่านที่ได้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับอนุสาวรีย์ของประเทศเพื่อนบ้านอยู่บ้าง ก็อาจจะมองเห็นถึงความบังเอิญที่พระบมราชานุสาวรีย์ของประเทศไทยเรา มีลักษณะการสร้างที่คล้ายคลึงกับพระบรมราชานุสาวรีย์ของประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาร์ โดยที่ประเทศเมียร์มาร์นั้น มีพระบรมราชานุสาวรีย์กษัตริย์ 3 พระองค์ ซึ่งประกอบไปด้วย 1.พระเจ้าอโนรธามังช่อ 2. พระเจ้าบาเยงนอง จอเตง นรธา(พระเจ้าบุเรงนอง) และ 3. พระเจ้าอลองพญา

โดยกรณีความเหมือนที่แตกต่างนี้ ผู้เขียนมิกล้าที่จะทำการวิเคราะห์ถึงนัยยะความเชื่อมโยงหรือการข่มกันของพระบรมราชานุสาวรีย์ของทั้งสองประเทศนี้ แต่ผู้เขียนขอยกข้อมูลเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทำการวิเคราะห์ผ่านวิจารณญาณของแต่ละท่าน

กลับมาที่เรื่องของกระบวนการผลิตซ้ำวาทะกรรมความเป็นชาติ ผ่านเครื่องมือที่รียกว่า “อนุสาวรีย์” จากการสืบค้นข้อมูลพบว่า ในประเทศไทยมีการทำวิทยานิพนธ์ที่พยายามหานัยยะซ่อนเร้นที่แฝงมากับอนุสาวรีย์เพื่อใช้อธิบาย การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการเหตุผลของเกิดขึ้นของอนุสาวรีย์นั้นๆอยู่อย่างมากมาย

ดังจะเห็นได้จากงานเขียนของ นิธิ เอียวศรีวงศ์(2557)[3]ที่กล่าวไว้ในชาติไทย เมืองไทย แบบเรียนและอนุสาวรีย์  ว่าอนุสาวรีย์คือสิ่งก่อสร้างในลักษณะประติมากรรม เพื่อเป็นอนุสรณ์ ระลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต  แต่อนุสาวรีย์ในความหมายของคนไทยไม่ได้หมายความว่าอนุสาวรีย์นั้นเป็นเพียงรูปปั้นไร้จิตวิญญาณที่เป็นสัญลักษณ์ตั้งเด่นตระหง่านแข็งทื่ออยู่กลางเมือง แต่อนุสาวรีย์ในความคิดของคนไทยนั้น คือ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์”  ในคติความเชื่อของคนไทยทุกยุคทุกสมัย

จากงานเขียนของนิธิ เอียวศรีวงศ์ จะเห็นได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ในประเทศนั้นถูกวัฒนธรรมความเป็นอยู่ตีกรอบความคิดของตนไว้ ว่าเราจะต้องใช้ชีวิตไปในทิศทางไหน ตีกรอบในเรื่องสภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่รอบตัวว่าสังคมต้องการให้เรา “กลืน” เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับวัฒนธรรมความเชื่อ แม้กระทั่งสังคมยังสามารถตีกรอบแนวความคิดของเราให้เป็นไปตามที่สังคมต้องการตั้งแต่เราเกิดขึ้นมาเลยก็ว่าได้

แนวความคิดของคนในสังคมส่วนใหญ่ถูกตีกรอบจากสิ่งที่เรียกว่า “ความเชื่อ” มาอย่างยาวนาน โดยความเชื่อที่เข้ามาอยู่ในความคิดของแต่ละบุคคลนั้นถูกส่งต่อให้เข้าแทรกซึมคนในสังคมอย่างแนบเนียนผ่าน “เรื่องเล่า” ซึ่งผู้ถ่ายทอดก็คือคนในสังคมที่มีความอาวุโส หรืออยู่มาแต่เก่าแต่ก่อนนั้นได้บอกเล่าเรื่องราวต่างๆในชุมชนของตนเองแก่ลูกหลาน และเมื่อสังคมไทยนั้นนับถือความอาวุโสกว่าของคนในสังคมเดียวกัน ความเชื่อที่ถูกเล่าขานต่อกันมาก็ถูกคนในสังคมจดจำได้อย่างไม่มีข้อสงสัย

โดยในเรื่องเล่าของความเชื่อนั้นเราเรียกว่า “ความทรงจำร่วมของคนในสังคม” (collective memory) ความทรงจำร่วมของสังคมนั้นมีอิทธิพลอย่างมากต่อระบบการปกครองในสังคมใดสังคมหนึ่ง ซึ่งความทรงจำร่วมนั้นอาจไม่ได้เกิดขึ้นจริงตามคำบอกเล่า แต่อาจเกิดขึ้นจากผู้มีอำนาจในสังคมที่ได้ทำการ “ยัดเยียด”  ความทรงจำให้แก่คนในสังคมเพื่อผลประโยชน์ต่อระบบของตน ความทรงจำร่วมนั้นเกิดขึ้นมาพร้อมกับการกำเนิดของระบบสังคมในการอยู่ร่วมกันเพราะมันเป็น “อาวุธ” ที่ทรงอานุภาพที่สุดที่จะใช้ในการปกครองมนุษย์ให้สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้ เช่น ความเชื่อเรื่องการเป็นสมมุติเทพของกษัตริย์ โดยความเชื่อนี้เกิดขึ้นมาเพราะ ระบบของสังคมที่มีคนอาศัยอยู่ร่วมกันนั้นต้องการ “ผู้นำ” และผู้นำของสังคมนั้น จำเป็นต้องมีความสามารถหรืออาจจะเรียกว่าความเหนือมนุษย์ ซึ่งกษัตริย์คือบุคคลในอุดมคติในเรื่องเหนือมนุษย์ จึงได้เป็นผู้ปกครองของคนในสังคม และผู้ใต้ปกครองก็ถูกตีกรอบความเชื่อให้เชื่อว่าผู้ปกครองของตนเองนั้นคือเทพจริงๆ ไม่สามารถลบหลู่ได้จึงทำให้ระบบปกครองเป็นไปได้อย่างไม่มีปัญหา

การที่ระบบการปกครองของผู้ปกครองไม่มีปัญหานั้น แสดงให้เห็นว่าการยัดเยียดความทรงจำร่วมของสังคมนั้นบรรลุผล ความทรงจำในรูปแบบของอนุสาวรีย์ อนุสาวรีย์เป็นประติมากรรมที่คนไทยนับถือเช่นเดียวกับ “รูปเคารพ” ซึ่งอำนาจของมันคือ “ความเฮี้ยน” ที่มีอยู่ในตัวมันเอง อนุสาวรีย์จึงเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพในการบอกเล่าความทรงจำ

ในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่า อนุสาวรีย์ในฝั่งของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น มีอิทธิพลทางความเชื่อและชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคมเป็นอย่างมาก จะเห็นได้จาก พวงมาลัยที่มีคนมาเคารพสักการบูชา บนบานศาลกล่าว ขอพรแก่อนุสาวรีย์ เพราะคนไทยเชื่อว่ามีความ “เฮี้ยน” อยู่ภายในอนุสาวรีย์นั้น สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า อนุสาวรีย์ทุกอนุสาวรีย์ไม่เว้นแม้แต่อนุสาวรีย์ของสามัญชน มีฐานะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสถานที่นั้น (เทวดาอารักษ์ประจำเมืองตามความคิดของผู้เขียน) ซึ่งทุกๆอนุสาวรีย์จะมีเรื่องราวในตัวของอนุสาวรีย์ที่แตกต่างกันออกไป

สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่าอนุสาวรีย์มีอิทธิพลต่อคนในสังคมนั้นๆ เพราะความเชื่อหรืออาจเป็นเพราะการแฝงความทรงจำร่วมที่เป็นนัยยะทางการเมือง ที่ต้องการให้สังคมมีความทรงจำไปในทิศทางที่ผู้กำหนดความทรงจำต้องการก็เป็นได้ หรือในงานเขียนของพิบูล หัตถกิจโกศล(2527)[4] ในหัวข้อวิทยานิพนธ์ อนุสาวรีย์ไทย: การศึกษาในเชิงการเมือง  โดยงานชิ้นนี้ได้กล่าวถึงการกำเนิดขึ้นของอนุสาวรีย์ในไทย ซึ่งพิบูลได้อธิบายกระบวนการการเกิดขึ้นของอนุสาวรีย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่มาหรือผู้สนับสนุนในการก่อสร้าง ตลอดจนศึกษาถึงการนำเอาอนุสาวรีย์ต่างๆมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง งานชิ้นดังกล่าวได้อธิบายว่าอนุสาวรีย์มาพร้อมกับค่านิยม ความคิด ความเชื่อของผู้มีอำนาจและประชาชนในแต่ละยุคสมัยที่มีอนุสาวรีย์นั้นๆเกิดขึ้น ความคิดที่มีบทบาทสำคัญที่สุดคือความคิดเกี่ยวกับกษัตริย์นิยม(โดยให้ความสำคัญกับราชวงศ์จักรีเป็นกรณีพิเศษ) ความคิดที่มีความสำคัญรองลงมา ได้แก่ ความคิดเกี่ยวกับทหารนิยม และความคิดชาตินิยมที่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อกลุ่มทหาร ส่วนความคิดที่ถูกให้ความสำคัญน้อยที่สุดคือความคิดที่เกี่ยวกับประชาธิปไตย

นอกจากนี้ยังมีงานเขียนของมาลินี คุ้มสภา(2541)[5] ในหนังสืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตยกับความหมายที่มองไม่เห็น  โดยหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงการให้ความหมายของอนุสาวรีย์และอธิบายวาทกรรมหรือชุดความทรงจำต่างๆที่แฝงมากับ(ชื่อ)ตัวอนุสาวรีย์ และอธิบายเพิ่มเติมอีกว่าตัวอนุสาวรีย์มีหน้าที่เป็นสื่อกลางในการ “กระจาย”ความหมาย ให้กับผู้ที่พบเจอ โดยหนังสืออธิบายว่า อนุสาวรีย์ไม่ได้มีความหมายตายตัวหรือหยุดนิ่งอยู่ที่กับที่ ยกตัวอย่างเช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยใช่ว่าจะตกอยู่ภายใต้ความหมายของความคิดทางการเมือง สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ หรือสารที่สื่อทางการเมือง บางครั้งภายในสังคมอนุสาวรีย์นี้ถูกสร้างความหมายขึ้นโดยใช้พื้นที่ในชีวิตประจำวัน ผ่านการใช้ภาพ การสร้างเรื่องราวผ่านงานเขียน ความหมายของคำหรือภาษา ซึ่งจะก่อความหมายหนึ่งๆ ของตนขึ้นมาภายใต้เหตุการณ์สภาวการณ์ที่เฉพาะของตน ที่ไม่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์ในลักษณะของสิ่งที่ถูกกระทำ (object) เท่านั้น หากยังเปิดโอกาสของการสร้างความหมายที่เกิดขึ้นจากการสร้างในฐานะผู้กระทำ (subject) ขึ้นมาเองได้ ในที่สุดอนุสาวรีย์จะเป็นทั้งสิ่งที่ถูกกระทำและกระทำการไปด้วยพร้อมๆกัน ไม่สามารถแยกขาดบางสิ่งออกจากอีกสิ่งหนึ่งได้อย่างง่ายดาย เด็ดขาด และชัดเจน

ส่วนงานเขียนที่ถือว่าเป็นไฮไลท์และเข้มข้นที่สุดในการศึกษาเกี่ยวกับอนุสาวรีย์บุคคลก็คืองานเขียนของ สายพิน แก้วงามประเสริฐ(2538)[6]ในหนังสือการเมืองในอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี  มุ่งอธิบายถึงการใช้ตัวบุคคลในประวัติศาสตร์มาใช้เป็นเครื่องมือโดยให้คำอธิบายใหม่ๆแก่ประชาชน โดยหนังสือการเมืองในอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีนั้นให้ภาพในการอธิบายการกำเนิดของอนุสาวรีย์ในยุคต่างๆจนถึงการอธิบายเหตุผลในการสร้างอนุสาวรีย์ทั้งยุคเก่าและยุคใหม่โดยใช้อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีเป็นตัวเล่าเรื่องราวงานเขียนซึ่งผู้เขียนได้อธิบายไว้ว่า อนุสาวรีย์นี้เป็นอนุสาวรีย์ “สามัญชน” แห่งแรกในประเทศไทยซึ่งสร้างขึ้นโดนแฝงนัยยะต่างๆทางการเมืองไว้ จากกการที่ผู้เขียนได้วิเคราะห์พบว่าสายพินว่าต้องการสื่อว่า อนุสาวรีย์เป็นเพียงสื่อกลางที่รัฐบาลใช้สื่อสารกับประชาชน โดยบรรจุเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่ถูก “สร้างเพื่อนำมาใช้” ประโยชน์กับอำนาจของตน และเป็นอนุสาวรีย์ที่แสดงถึงความเท่าเทียมกันของมนุษย์ในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งการสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีนี้ เพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่าสามัญชนก็สามารถมีอนุสาวรีย์เหมือนชนชั้นสูงได้ แสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียมกันในสังคม และอนุสาวรีย์ยังเป็น “สตรี” ซึ่งสามารถสื่อให้เห็นถึงความเท่าเทียมทางเพศอีกด้วย รวมถึงเนื้อหาในหนังสือที่สายพินสื่อว่าวัฒนธรรมในการนับถือท้าวสุรนารีนั้นสามารถเปลี่ยนให้ วีรสตรี กลายเป็น เทวดา ประจำเมืองผ่านทางวีรกรรมทางประวัติศาสตร์ที่ถูกเผยแพร่ได้อีกด้วย

สุดท้ายงานเขียนที่ได้อธิบายถึงความหมายทางลักษณะทางสถาปัตยกรรมของอนุสาวรีย์คืองานเขียนของ ชาตรี ประกิตนนทการ(2548)[6] ในหนังสือคณะราษฎรฉลองรัฐธรรมนูญ  โดยหนังสือเล่มนี้ได้อธิบายถึงระบบสัญลักษณ์ที่ถูกสร้างในงานสถาปัตยกรรมของอนุสาวรีย์ว่ามีความหมายทางการเมืองอย่างไร ในยุคต่างๆ ซึ่งตัวหนังสือจะเล่าถึงยุคเฟื่องฟูของการใช้ระบบสัญลักษณ์ในการ“ข่ม”กัน ของระบอบการปกครองทั้งสองระบอบ(ระบอบเก่ากับระบอบใหม่) ไปจนถึงยุคตกต่ำที่ทำให้การใช้ระบอบสัญลักษณ์เพื่อย้ำถึงความเป็นประชาธิปไตยของกลุ่มคณะราษฎร ที่ต้องการนำเสนอแก่ประชาชนได้ถูกทำให้มีความหมายเปลี่ยนแปลงไปโดยกลุ่มของระบอบเก่า โดยในหนังสืออธิบายว่า "ระบบสัญลักษณ์แบบใหม่ที่กล่าวมานี้ ในสายตาของคนทั่วไปที่ถูกครอบงำด้วยกระแสที่ต้องการ "ลบ/ล้าง" ประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรในทุกวิถีทาง อาจมองสิ่งเหล่านี้ว่าไร้สาระและไร้รสนิยมทางศิลปะสถาปัตยกรรม เป็นงานศิลปะที่ถูกการเมืองแทรกแซง หรือมองการนำตัวเลขวันที่ต่างๆ มาแปลงเป็นงานสถาปัตยกรรมว่าเป็นเรื่องที่น่าหัวเราะ แต่ถ้าลองตัดอคติในเชิงอุดมการณ์ที่ครอบงำอยู่ออกไป และมองเลยผ่านจากการประเมินคุณค่าในเชิงสุนทรียภาพ(ที่ไม่มีอยู่จริง) ออกไปบ้าง ก็จะมองเห็นว่า อย่างน้อยงานเหล่านี้ได้ทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ยุคหัวเลี้ยวหัวต่อยุคหนึ่งของสังคมไทยที่สำคัญยิ่ง” จากงานเขียนทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นก็พอจะทำให้คิดได้ว่า เหตุใดการสร้างอนุสาวรีย์ต่างๆนั้นจึงยังคงเป็นแฟชั่นที่ฮิตติดลมบนในสังคมไทย

"พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม" จึงอาจมีหรือไม่มีของแถมที่แฝงมาตามเนื้อหาในประวัติศาสตร์กระแสหลักของแต่ละพระองค์ก็เป็นได้ แต่ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ นอกจากจะสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ดังกล่าวแล้ว ทางกองทัพบกยังได้เนรมิต “อาณาจักรเเห่งการเรียนรู้” ขึ้น ภายในบริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้อีกด้วย โดยใช้ชื่อว่า “อุทยานราชภักดิ์” โดยภายในอุทยานราชภักดิ์นี้ประกอบไปด้วย ลานอเนกประสงค์ ใช้สำหรับกระทำพิธีสำคัญของกองทัพบก และรับรองบุคคลสำคัญจากต่างประเทศด้วย โดยองค์ประกอบหลักของอุทยานราชภักดิ์มี 3 ส่วน คือ

ส่วนที่ 1 เป็นส่วนของพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม 7 พระองค์ หล่อด้วยโลหะสำริด ซึ่งกองทัพบกได้ขอความร่วมมือจากกรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบและปั้นพระบรมรูปต้นแบบ

ส่วนที่ 2 คือ พื้นที่ลานอเนกประสงค์ ประมาณ 91 ไร่ ใช้สำหรับกระทำพิธีสำคัญของกองทัพบก และรับรองบุคคลสำคัญจากต่างประเทศ

ส่วนที่ 3 คือ พิพิธภัณฑ์ หรือห้องจัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์ บริเวณด้านล่างฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ โดยแบ่งเนื้อที่ที่เหลือ 126 ไร่ เป็นสภาพภูมิทัศน์โดยรอบและจัดสร้างระบบสาธารณูปโภคเพื่ออำนวยความสะดวกด้วย[7] นอกจากนี้ข้อมูลยังกล่าวอีกว่า พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม (รมช.กลาโหม) และผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวว่า กองทัพได้เชิญชวนทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

พล.อ.อุดมเดช ยังกล่าวถึงที่มาของโครงการนี้ว่า นับตั้งแต่เข้ามาเป็น ผบ.ทบ.ได้มอบนโยบายหลัก 12 ประการของ คสช.แก่กำลังพล โดยประการที่สำคัญที่สุดคือ การเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ "อุทยานประวัติศาสตร์สมเด็จพระมหากษัตริย์แห่งสยามเป็นการแสดงความจงรักภักดี และประกาศเกียรติคุณสมเด็จพระมหากษัตริย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่สร้างคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ต่อประเทศชาติทั้งในยามรบ และยามสงบ โดยทุกพระองค์ทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์นำมาสู่ความเจริญและความเป็นปึกแผ่นของชาติไทย

อุทยานราชภักดิ์ยังจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ สำหรับงบประมาณในการจัดสร้างอนุสาวรีย์พระมหากษัตริย์แห่งสยามทั้ง 7 พระองค์ องค์ละ 45 ล้านบาท รวมการจัดสร้างลาน แท่นฐาน และปรับสร้างภูมิทัศน์ และการจัดนิทรรศการห้องพระราชประวัติ ซึ่งจะใช้งบประมาณ 700-800 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในการจัดสร้างจะไม่ใช้งบประมาณจากทางภาครัฐ แต่จะใช้ "เงินบริจาค" จากประชาชน และภาคเอกชนทั้งสิ้น โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความจงรักภักดีด้วยการสมทบทุนถวายความจงรักภักดีเพื่อสร้างเป็นอนุสรณ์ เผยแพร่พระราชประวัติของกษัตริย์แห่งสยามที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ ผบ.ทบ. กล่าวให้คำมั่นว่า การจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์จะสำเร็จไปด้วยดี และขอให้ไว้วางใจในเรื่องเงินบริจาคที่จะไม่ให้เกิดการทุจริต โดยได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการใช้จ่ายอย่างเข้มงวด โดยอุทยานราชภักดิ์จะแล้วเสร็จภายในปี 2558 นี้[8]

จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นคงพอที่จะให้ท่านผู้อ่านได้คิดวิเคราะห์ ถึงกระบวนการการสร้างวาทะกรรมความเป็นชาติ และนัยยะอื่นๆตามเนื้อข่าวที่ได้อ้างอิงไว้ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านเพื่อใช้เป็นภูมิคุ้มกันแก่ตนเองในการที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อกับของแถมที่แฝงมากับอนุสาวรีย์ทั้งหลายเหล่านั้น

อ้างอิง

http://www.komchadluek.net/detail/20150514/206255.html

เรื่องเดียวกัน

นิธิ   เอียวศรีวงศ์. 2557. ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.

พิบูล หัตถกิจโกศล. 2527. อนุสาวรีย์ไทย: การศึกษาในเชิงการเมือง. วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

มาลินี คุ้มสุภา. 2541. นัยทางการเมืองของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในสังคมไทย. วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สายพิณ  แก้วงามประเสริฐ. 2538. การเมืองไทยในอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี.  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.

ชาตรี ประกิตนนทการ. 2548, คณะราษฎรฉลองรัฐธรรมนูญ : ประวัติศาสตร์การเมืองหลัง 2475ผ่านสถาปัตยกรรม "อำนาจ", พิมพลักษณ์ กรุงเทพฯ : มติชน.

อ้างแล้ว, น.1.

Last edited by linc49 (August 16, 2015 7:09 AM)

Offline

#27 August 11, 2015 8:17 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

อย่างนี้ ซิ จัดเต็ม ศักดิ์ศรี กัน ชัดเจน จุใจ ท่านผู้ณรรม  ........

Maysaanitto Home
1 ชม. ·

.. two_thumps     11866208_700084330121991_4264383134248280436_n.jpg?oh=107f5ef45bd1d9c1c5d612365842fb72&oe=564A07BE

ผู้นำคนไหนมาจากการเลือกตั้ง ผมเรียกด้วยคำนำหน้าว่า "ท่านนายก" เพราะให้เกียรติว่ามีความชอบธรรมในฐานะผู้นำ
ไม่เคยเรียกคำนำหน้าอ้อยสร้อยอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น นาย นางสาว พตท. ดร. เพราะนั่นเป็นที่รู้กันเอง ไม่จำเป็น
แต่ถ้าผู้นำคนไหนไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ปล้นตำแหน่งมา ใช้เล่ห์กลระดมพรรคพวกช่วงชิงตำแหน่งมา ผมเรียก "ไอ้เหี้ย" นำหน้าทุกคน เพื่อให้สมกับกรรม สมกับฐานะ
--------------------------
11สค.2558 นพ.วีระ สิริประเสริฐ
ที่มา facebook Veera Siriprasert
https://www.facebook.com/JuntaGetout/po … 1547074357

Offline

#28 August 11, 2015 8:29 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ทำอะไรก็รีบๆทำ อย่ามัวแย่งซีนการข่าว เพื่อปิด ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของ คสช... ประชาชนรู้ทัน

11822861_700009480129476_7511215887261159507_n.jpg?oh=461cce1d4ebd368083efb27c33c1efae&oe=564CC9DA

การถอดถอน 'ศักดิ' จะเท่ากับการถอดถอน 'ศักดิ์ศรี' ก็ต่อเมื่อคนๆนั้นเอาศักดิ์ศรีความเป็นคนของตนไปผูกโยงไว้กับ 'ศักดิ์'
เราอาจถูกใครๆต่อใครถอดถอนยศถาบรรดาศักดิ์ไปจากเราได้ แต่เขาไม่อาจถอดความเป็นมนุษย์ออกจากเราได้
การถอดความเป็นมนุษย์ออกตัวเองนั้นโดยมากมักทำด้วยตนเอง
--------------------------------
11สค.2558 คำ ผกา
ที่มา facebook Lakkana Punwichai


เครดิต http://prachatai.org/quote/2015/08/60771…

....

11705281_900905523291215_3943729513598991839_n.jpg?oh=5d754e684a42a808e3e37f026bbe113b&oe=563E806F

Oak Panthongtae Shinawatra

Offline

#29 August 11, 2015 8:38 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

คณะสร้างความชั่วแห่งชาติ คสช นี่มัน หน้าด้าน จริงๆ ยัดเยียดลัทธิคอมมิวนิสต์เหี้ยๆให้คนไทย

Maysaanitto Home

20 ชม. ·
เราเดินทางมาถึงจุดที่ไทยกับเกาหลีเหนือกลายเป็นบ้านพี่เมืองน้องไปแล้วจริงๆ

11828550_699690726828018_527253383047156335_n.jpg?oh=42bfcd23ced324f47a2e06170d2d31b9&oe=564CD767
-----------------------------
10สค.2558 อ.ประจักร์ ก้องกีรติ
ที่มา twitter prajak kong @bkksnow
https://twitter.com/bkksnow/status/630784107446820864

..........


Maysaanitto Home
3 ชม. ·

คุณพระ !!! เกาหลีเหนือ กับ ไทย คุยเรื่อง "สิทธิมนุษยชน"

dog

11885341_700032366793854_4642022838611145859_n.jpg?oh=382a363c433a765f7aff8f217ef30adb&oe=563B88AD

-----------------------------
ผู้นำเกาหลีเหนือสั่งประหารอาเขยข้อหาทรยศ
ยิงเป้าประหารชีวิต อดีตแฟน คิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ต่อหน้าสาธารณชน .
ผู้นำเกาหลีเหนือสั่งประหารชีวิตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมด้วย “ปืนต่อสู้อากาศยาน” โทษฐานกระด้างกระเดื่อง และแอบงีบระหว่างพิธีสวนสนามกองทัพ
เกาหลีเหนือสั่ง"ประหาร" นักโทษ 80คน ฐาน "ดูทีวีเกาหลีใต้"
ผู้นำคิมเหี้ยม สั่งประหารสถาปนิก ออกแบบสนามบินไม่ตรงใจ
-----------------------
26 มี.ค. 2558 - โดนอีก 3 ข้อหา "พ่อน้องเฌอ" หลังประกาศจะออกเดินเท้าจากบ้านย่านบางบัวทอง ไปให้ปากคำเพิ่มเติมที่ศาลทหาร
22 พ.ค. 2558 - ตำรวจรวบกลุ่มนักศึกษารวมตัวหน้าหอศิลป์ หลังรวมตัวทำกิจกรรม 1 ปีรัฐประหาร
ตร.ล็อกตัว 3 นศ.ชู 3 นิ้ว ระหว่างแจกตั๋วหนังหน้าโรงภาพยนตร์
ยูเอ็นวิจารณ์ไทยจับคนชู3นิ้วละเมิดสิทธิมนุษยชน
จนท.รวบหนุ่มกินแซนวิช-อ่านหนังสือ“1984”-เปิดเพลงชาติฝรั่งเศส

Offline

#30 August 11, 2015 10:20 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

"กองทัพ"แหล่งทุจริตใหญ่สุดในรัฐ"เสรีพิศุทธ์"เตือนปฎิรูปตัวเองก่อน ก่อนปฎิรูปคนอื่น

jom voice

เผยแพร่เมื่อ 10 ส.ค. 2015
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia กรณีข้อเรียกร้องให้ปฎิรูปกองทัพเช่นเดียว­กับองค์กรอื่นว่า กองทัพไทย ใช้ทรัพยากรของประเทศสิ้นเปลืองและฟุ่มเฟื­อยที่สุด และเป็นหน่วยรัฐที่มีการทุจริตกันมากด้วย แต่หน่วยงานตรวจสอบ รวมทั้งสื่อก็ไม่กล้าแตะ เพราะเป็นหน่วยงานรัฐที่ปิดและมีอาวุธอยู่­ในมือ การทุจริต มีทั้งการเอาน้ำมันหลวงไปขาย ทุจริตเบี้ยเลี้ยงกำลังพล ทุจริตการเกณฑ์ทหาร การจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะค่าคอมมิสชั่นจัดซื้ออาวุธแต่อ้าง­ความจำเป็นเพื่อป้องกันประเทศ สวัสดิการ เงินเดือน ที่รัฐบาลต้องจ่ายก็ไม่คุ้มค่าเพราะมี ทหารชั้นผู้ใหญ่ระดับนายพลซึ่งไม่มีงานทำเ­ป็นจำนวน หลายคนเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ยังอยู่บ้านหลวง ใช้สวัสดิการหลวงทุกอย่างเหมือนตอนรับราชก­าร ดังนั้นกองทัพไทย จำเป็นต้องปฎิรูปตัว80องก่อนที่จะปฎิรูปคนอ­ื่น ต้องให้กองทัพอยู่ภายใต้อำนาจพลเรือน ปกป้อง ส่งเสริมวิถีทางประชาธิปไตย ไม่ทำรัฐประหาร และให้เป็นหน่วยงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้

Last edited by linc49 (August 11, 2015 10:29 AM)

Offline

#31 August 11, 2015 10:44 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ประชาไท + *
http://www.prachatai.com/journal/2015/08/60774

โฆษกข้าหลวงใหญ่ยูเอ็นวิตกอย่างมาก ศาลทหารลงโทษแรง จี้ แก้ ม.112
Tue, 2015-08-11 16:43

โฆษกข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ แสดงความวิตกต่อการลงโทษในคดีหมิ่นเบื้องสูง หลังศาลทหารจำคุกหลายกรณี 50-60 ปี จี้ปล่อยตัวผู้แสดงความคิดเห็นที่ถูกขังก่อนการพิพากษา และแก้มาตรา 112 รวมทั้งบังคับใช้ให้เป็นตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล

11-19-ohchr-Shamdasani.jpg *

11 ส.ค.2558 ราวีนา ซัมดาซานี โฆษกประจำตัวข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แสดงความวิตกอย่างมากเกี่ยวกับสถานการณ์คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย หลังศาลทหารพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยอย่างน้อย 3 รายในความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นเวลา 60 ปี 56 ปี 50 ปีตามลำดับ เนื่องจากโพสต์ข้อความวิจารณ์สถาบันกษัตริย์บนเฟซบุ๊ก

โฆษกประจำตัวข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า สำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติมีความหวาดวิตกอย่างมากจากคำพิพากษาจำคุกคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในหลายๆ เดือนที่ผ่านมาซึ่งมีการระวางโทษจำคุกอย่างไม่มีสัดส่วน (disproportionate) อย่างมีความรุนแรงมาก ในวันที่ 7 สิงหาคม 2558 ศาลทหารกรุงเทพ ตัดสินจำคุกนายพงษ์ศักดิ์ เจ้าหน้าที่บริษัททัวร์เป็นระยะเวลา 30 ปีจากการละเมิดมาตรา 112   จากการเขียนความเห็นในเฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์ไทย นายพงษ์ศัดิ์ถูกตัดสินจำคุกเป็นระยะเวลา 60 ปี หรือ 10 ปี ต่อ 1 ความเห็น แต่ถูกลดลงเนื่องจากนายพงษ์ศักดิ์รับสารภาพ ในวันเดียวกันศาลทหารจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาจำคุกนางสาวศศิวิมล พนักงานโรงแรมแห่งหนึ่ง เป็นระยะเวลา 28 ปี จากการแสดงความเห็นบนเฟซบุ๊กที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ คำตัดสินนี้ถูกลดลงจาก 56 ปี เนื่องจากนางสาวศศิวิมลรับสารภาพ ในเดือนมีนาคม 2558 ศาลทหารกรุงเทพได้มีคำพิพากษาที่รุนแรงโดยตัดสินจำคุกนายเธียรสุธรรม เป็นระยะเวลา 25 ปี (จากโทษเต็ม 50 ปี) จากการโพต์ความเห็น 5 ครั้งบนเฟซบุ๊กที่มีข้อความวิจารณ์สถาบันกษัตริย์

“คำพิพากษาข้างต้นนับเป็นคำตัดสินคดีที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นปีที่เราเริ่มรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ได้ถูกดำเนินคดีจากกฎหมายหมิ่นฯ จากการใช้สิทธิแสดงความเห็น” โฆษกระบุ

โฆษกประจำตัวข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุอีกว่า มีความตื่นตระหนกต่อการที่ศาลทหารเพิ่มระยะเวลาจำคุก ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลด้านสิทธิมนุษยชน และเป็นการไต่สวนที่ไม่เป็นธรรม โดยสาธารณชนไม่สามารถเข้ารับฟังการไต่สวน และผู้ถูกตัดสินจำคุก ไม่สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาได้

นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ในหลายๆ เดือนที่ผ่านมายังเห็นว่าบุคคลที่มีความพิการทางจิต-สังคม ได้ถูกตัดสินจำคุกภายใต้กฎหมายหมิ่นฯ ในวันที่ 6 สิงหาคม 2558 ศาลทหารเชียงรายตัดสินจำคุกนายสมัคร เป็นระยะเวลา 5 ปี จากการทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ช่วงที่กำลังเมาสุรา โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงรายได้ตรวจทราบว่านายสมัครมีโรคทางจิตและอยู่ระหว่างการรักษาอาการประสาทหลอนทางตาและหู ในวันที่ 25 กรกฎาคม นายทะเนช ถูกศาลอาญากรุงเทพฯ ตัดสินจำคุกเป็นระยะเวลา 3 ปี 4 เดือนจากการส่ง URLs ที่มีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปให้ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งหนึ่ง โดยมีรายงานว่านายทะเนชป่วยเป็นโรคจิตชนิดหวาดระแวง

โฆษกประจำตัวข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเรียกร้องให้ศาลทหารต้องมีการรับประกันตามหลักกระบวนการอันควรของกฎหมาย ( Due process of law) ภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศทุกกรณี และเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ที่ถูกพิพากษาจำคุกอันเนื่องจากใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็น รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลทหารแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลระหว่างประเทศ โดยระหว่างที่ยังไม่มีการแก้ไขกฎหมาย ไม่ควรนำมาตรา 112 มาใช้ตามอำเภอใจ เพื่อจำกัดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของประชาชนในประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะ แม้จะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ประมุขของรัฐหรือผู้นำรัฐบาลก็ตาม

............

ํYahoo News
http://news.yahoo.com/u-n-urges-thailan … 21725.html

U.N. urges Thailand to amend tough law on insulting royalty

2015-08-11T102742Z_1_LYNXNPEB7A0GH_RTROPTP_0_THAILAND-KING_1.jpg

GENEVA (Reuters) - The United Nations on Tuesday denounced "shockingly" long prison terms imposed by Thailand for insulting the monarchy and urged authorities to amend the law and release those convicted.

Thai military courts on Friday jailed two people for insulting the monarchy, one for 30 years and the other for 28, the heaviest sentences for the crime in Thai history, lawyers and a legal monitoring group said.

Pongsak Sriboonpeng was initially given a sentence of 60 years for six Facebook posts between 2013 and 2014 but this was reduced due to his guilty plea. Sasivimol Patomwongfa-ngarm saw her 56-year term halved for pleading guilty to seven Facebook posts insulting the royals, the U.N. said.   ...................................
............................. see detail in link as above

"The only option is a pardon by the king. So in fact we are calling for this, we are calling for them to be pardoned, and for people who have been detained for the exercise of their freedom of expression to be released unconditionally."

The government should amend the "vague and broad lèse-majesté law to bring it in line with international human rights standards", she said.

Offline

#32 August 11, 2015 11:19 AM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 6,475

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://www.oann.com/wp-content/uploads/2015/08/2015-08-11T102742Z_1_LYNXNPEB7A0GH_RTROPTP_0_THAILAND-KING_1.jpg   เกินเยียวยา

Online

#33 August 11, 2015 11:58 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ข่าวสด + *
http://www.khaosod.co.th/view_newsonlin … 1439298749

ศาลอุทธรณ์รับคดีพลเมืองโต้กลับฟ้องคสช.ฐานกบฏ

วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2558 เวลา 20:12 น.

14008105751400810919l.jpg *

.......   

นายอานนท์ นำภา ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และตัวแทนกลุ่มพลเมืองโต้กลับ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลอาญามีคำสั่งรับอุทธรณ์คำร้องของกลุ่มพลเมืองโต้กลับแล้ว โดยมีคำสั่งให้จำเลยทำคำแก้อุทธรณ์ยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน จากนั้นให้รวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป ซึ่งการที่กลุ่มพลเมืองโต้กลับได้ยื่นอุทธรณ์คำร้องก่อนหน้านี้ เนื่องจากตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 162 เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีแล้ว ศาลชั้นต้นต้องทำการไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยไปตามรูปคดี ไม่ใช่ปฏิเสธการแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นต้นทางแห่งกระบวนการยุติธรรม และไม่เปิดโอกาสให้โจทย์ได้ใช้สิทธิทางศาลที่จะพิสูจน์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามกฎหมาย
..........
                     ตามรายละเอียดตามลิงค์ด้านบน

Offline

#34 August 11, 2015 12:03 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

Thailand Dictator Watch

8 สิงหาคม ·

11222053_898793386880109_9105951713423284708_n.jpg?oh=5a2bbcdd6f92d6945c3934c31ad05712&oe=564C214D

ประยุทธ์ขอให้คนไทยทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย จริงๆเริ่มง่ายๆคือท่านลาออก และไปเข้าคุกข้อหาล้มล้างการปกครอง ม.113

http://www.matichon.co.th/news_detail.p … 1438942685

Last edited by linc49 (August 11, 2015 12:04 PM)

Offline

#35 August 11, 2015 12:11 PM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 6,475

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ทหารรับเงินเดือนจากภาษีประชาชน  แต่ไปปกป้องศัตรูของประชาชน แถมฆ่าประชาชนมือเปล่าหน้าตาเฉย  แล้วยังมีหน้ามาอ้างศักดิศรี   ถุ๊ย

Online

#36 August 11, 2015 5:50 PM

Superbird
Member
Registered: August 11, 2015
Posts: 26

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

...ผมว่านะ...ต้องเอานังสุวนามายืน....แล้วเอาไอ้"แค่กระสุนยาง" ยิงมันดู....ดูซิว่านังนี่มันจะว่าอย่างไร?

Offline

#37 August 11, 2015 8:45 PM

LOCOMOTION
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 172

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ


ประชาธิปไตยที่คุณขอความร่วมมือ ส่วนหนึ่งคือ สว. ประชาชนเลือกตั้งจังหวัดละคน รวม 77 คน แล้วแต่งตั้งโดยไม่ต้องเลือกตั้ง 123 คน เนี่ยนะ ... แบบนี้เขาเรียกประชาธิปไตยในมุมโจร เพราะคุณหยิบมาเองโดยไม่สนใจว่าประชาชนส่วนใหญ่เขาจะยอมรับหรือไม่ มันไม่ถูกต้องแน่ ๆ .. ไม่ต้องมาขอเลย เพราะ ไม่ให้ ..

Last edited by LOCOMOTION (August 11, 2015 8:49 PM)

Offline

#38 August 12, 2015 11:25 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

Thaienews
http://thaienews.blogspot.com/2015/08/blog-post_23.html

วันพุธ, สิงหาคม 12, 2558

คาดสหรัฐฯลงโทษไทยหากเลื่อนเลือกตั้ง

849117.jpg

สื่อนอกคาดทูตสหรัฐฯคนใหม่ กลิน เดวีส์ เพิ่มแรงกดดันไทย ฟื้นคืนประชาธิปไตย หากเลื่อนเลือกตั้งถึงปี 2560 วอชิงตันอาจงัดมาตรการลงโทษ จับตารัฐบาลทหารหันหน้าซบจีน

ที่มา Voice TV
by Sathit M.
11 สิงหาคม 2558

ในวันอังคาร เดอะ ดิโพลแมท เว็บไซต์ข่าวกิจการเอเชีย-แปซิฟิก เผยแพร่บทวิเคราะห์ของฌอน ดับเบิลยู. คริสพิน ผู้สื่อข่าวผู้คร่ำหวอดเรื่องเมืองไทย มีเนื้อหาชี้ว่า ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯกำลังไต่เส้นลวด รัฐบาลวอชิงตันอาจดำเนินมาตรการลงโทษ หากประเทศไทยจัดการเลือกตั้งล่าช้า

849120.jpg

ผู้สื่อข่าว Shawn W. Crispin บอกว่า ที่ผ่านมา บรรดาผู้แทนของสหรัฐฯเน้นย้ำว่า ไทยจำเป็นต้องจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กลับสู่ขั้นปกติ อาทิ จัดเวทีหารือทางยุทธศาสตร์ระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ได้ถูกระงับในเวลานี้ จัดการฝึกทางทหารและการอบรมเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งหลังที่ผ่านมาได้ถูกลดระดับ และยกเลิกมาตรการระงับการขายอาวุธยุทโธปกรณ์บางชนิดให้แก่ไทย

849114.jpg


@ กลิน เดวีส์

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วุฒิสภาสหรัฐฯรับรองการแต่งตั้งนายกลิน เดวีส์ อดีตผู้แทนสหรัฐฯด้านนโยบายเกาหลีเหนือ ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตอเมริกันประจำประเทศไทยคนใหม่ คริสพินมองว่า ประสบการณ์ด้านการทูตของนายเดวีส์ ที่เคยเล่นบทเผชิญหน้าและโดดเดี่ยวต่อรัฐบาลเปียงยาง ซึ่งวอชิงตันถือเป็นรัฐอันธพาล ส่งสัญญาณว่า นายเดวีส์จะยิ่งเพิ่ม มิใช่ลด แรงกดดันต่อระบอบปกครองที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของไทย

คริสพินเขียนในบทวิเคราะห์ว่า สหรัฐฯได้เปลี่ยนท่าทีต่อประเทศไทยจากการติดต่อกับคณะรัฐประหารที่ล้มรัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2549 มาเป็นการแสดงจุดยืนประชาธิปไตยต่อการรัฐประหารเมื่อปีที่ผ่านมา

849123.jpg
@ ราล์ฟ บอยล์

เขาอธิบายสาเหตุที่คบหากับคณะรัฐประหารชุดก่อน ว่า เป็นเพราะสหรัฐฯต้องการรักษาช่องทางเข้าใช้ฐานทัพต่างๆ เช่น สนามบินอู่ตะเภา สำหรับเติมน้ำมันเครื่องบินที่แวะพักในเส้นทางไปยังอัฟกานิสถานและอิรัก และสถานที่สำหรับซีไอเอที่จะสอบเค้นผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายเพื่อรีดเอาข่าวกรอง การตัดสินใจรักษาสัมพันธ์ แทนที่จะโดดเดี่ยว เมื่อปี 2549 เป็นผลจากการผลักดันของทูตสหรัฐฯในเวลานั้น คือ ราล์ฟ บอยซ์ ผู้สานไมตรีกับกลุ่มจารีต

ทว่าทูตคนต่อมา คือ คริสตี เคนนีย์ มีอิทธิพลต่อนโยบายของกระทรวงต่างประเทศไม่แพ้กัน นางเคนนีย์ ซึ่งรู้จักคุ้นเคยกับอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ได้เปลี่ยนแนวทางการทูตของสหรัฐฯต่อไทย ประกอบกับสหรัฐฯเองได้เปลี่ยนนโยบายใหญ่ที่มีต่อภูมิภาคนี้ โดยเน้นการถ่วงดุลจีนด้วยการเปลี่ยนย้ายกำลังมายังเอเชีย ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ไทยไม่สนับสนุนยุทธศาสตร์ดังกล่าว



849126.jpg
@ คริสตี เคนนีย์

รายงานชิ้นนี้บอกว่า ในวอชิงตัน มีเสียงเรียกร้องดังขึ้นเรื่อยๆ ขอให้สหรัฐฯอ้างการรัฐประหารเป็นเหตุที่จะตัดทิ้งประเทศไทย แล้วหันไปเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศที่เอาด้วยกับการโยกสรรพกำลังสู่เอเชีย เช่น เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

บรรดานักวิเทโศบายในวอชิงตันยังเรียกร้องให้ใช้ยาแรงกับประเทศไทยด้วย เมอร์เรย์ ไฮเบิร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา (CSIS) หน่วยงานคลังสมองอันทรงอิทธิพล เสนอข้อแนะนำ 2 ข้อ ระหว่างเข้าให้ข้อมูลแก่คณะอนุกรรมาธิการชุดหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯเมื่อ 11 มิถุนายน

ข้อแนะนำคือ (1) ย้ายหน่วยงานระดับภูมิภาคของสหรัฐฯออกจากประเทศไทย เช่น ยูเสด เอฟบีไอ และปปส.อเมริกัน หากว่ารัฐบาลทหารเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเกินกว่าเดือนกันยายน 2559 (2) แต่งตั้งผู้แทนพิเศษประจำประเทศไทย นอกเหนือจากเอกอัครราชทูต เพื่อพูดจากับเหล่าผู้นำทหาร บางเสียงเสนอให้ราล์ฟ บอยล์ ซึ่งพูดภาษาไทยได้ รับบทบาทนี้

849132.jpg
@ ผู้ชุมนุมชาวไทย ชูภาพของเอกอัครราชทูต คริสตี เคนนีย์ ขณะประท้วงที่หน้าสถานทูตสหรัฐ เมื่อ 6 ธันวาคม 2554 หลังจากรัฐบาลวอชิงตันแสดงความวิตกต่อการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย

อย่างไรก็ดี คริสพินบอกว่า เพนตากอนอยากให้ใช้ไม้นวมกับประเทศไทยมากกว่า ในบทความที่ตีพิมพ์ในวอลล์สตรีท เจอร์นัล เมื่อเร็วๆนี้ เดสมอนด์ วอลตัน ผู้แทนกระทรวงกลาโหมประจำประเทศไทยเมื่อช่วงปี 2555-2558 วิจารณ์ว่า นโยบายที่มองแต่เรื่องประชาธิปไตยจะส่งผลกระทบต่อนโยบายปรับย้ายกำลังสู่เอเชีย เนื่องจากสร้างความไม่พอใจแก่ไทยซึ่งเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ทำให้ไทยตอบโต้ด้วยการกระชับความร่วมมือทางทหารกับจีน

บทวิเคราะห์เสนอในตอนท้ายว่า กรณีไทยเล็งที่จะซื้อเรือดำน้ำจากจีน 3 ลำ มูลค่าราว 1,000 ล้านดอลลาร์ อาจเปิดทางให้จีนเข้าไปมีบทบาทในฐานทัพเรือสัตหีบภายใต้ข้อตกลงด้านบริการหลังการขายและการซ่อมบำรุง การใช้มาตรการลงโทษไทยด้วยเรื่องการขาดประชาธิปไตยอาจผลักรัฐบาลทหารให้หันไปใกล้ชิดจีนยิ่งขึ้น.

Source: The Diplomat

Photos: AFP

by Sathit M.11 สิงหาคม 2558 เวลา 11:28 น.

http://thediplomat.com/2015/08/us-thail … zors-edge/

Offline

#39 August 13, 2015 7:38 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

Thaienews + *

วันพุธ, สิงหาคม 12, 2558

ที่จริงการถอดยศอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มันแค่เรื่องขี้ประติ๋ว

11239618_870465239669764_5470549162332368109_n.jpg

ที่จริงการถอดยศอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มันแค่เรื่องขี้ประติ๋ว

อย่างที่คนใกล้ชิด และพานทองแท้ (ลูกชาย) บอกไว้ว่ารู้สึกเฉยๆ ไม่แปลกอะไร ไม่เห็นจำเป็นต้องทำให้วุ่นวาย

11846732_700760936720997_4749299462838580033_n.jpg?oh=b384a6502407ee8d5573e7e0b4e269d4&oe=5680CB0B*

(บีบีซีไทย - BBC Thai และ http://www.matichon.co.th/news_detail.p … 439251556)

ยศพันตำรวจโทก็แค่นั้น ความสัมพันธ์กับทหาร-ตำรวจจากโรงเรียนเตรียมทหาร กับบารมีอดีตนายกรัฐมนตรีเหนือกว่าเยอะ อีกทั้งเกียรติศักดิ์ในฐานะบุคคลสำคัญระดับสากลนั่นก็เหลือเฟือแล้วละ

11825650_870465406336414_8040087550276464553_n.jpg

ถามกฤษฎีกากันอยู่ได้ ถามแล้วถามอีก ถามให้ครบ ๗ ประเด็น แค่ไม่ต้องการใช้มาตรา ๔๔ ให้น่าเกลียดไปกว่านี้เท่านั้นแหละ

(http://news.sanook.com/1845998/)

รู้อยู่ว่าทั่วโลกเขาจับจ้อง ว่าการใช้มาตรา ๔๔ พร่ำเพรื่อ ยิ่งทำให้ คสช. และรัฐบาลประยุทธ์หมดความน่าเชื่อถือ (credibility) ในชุมชนนานาชาติลงไปทุกวัน

แค่นี้ก็ ‘ugly’ ไม่ยิ่งหย่อนกว่าคนดำในแผนภาพออนไลน์ “Ideas and teaching materials for English lessons.%JCD ที่ ‘Coconuts Bangkok’ เอ่ยถึง โดยมี James Austin เอาไปขยายผลบน ‘Asian Correspondent’ ว่า “เหยียดผิว หรือแค่หลงผิดกันแน่”

(http://bangkok.coconuts.co/…/vocabulary-chart-teaches-child… และhttp://asiancorrespondent.com/…/in-thailand-black-is-ugly-…/)

11880637_870467573002864_7725002349697940651_n.png

จะมีก็แต่จีนกับเกาหลีเหนือที่เออออ ป้อคำยอไว้ให้เอามาใช้โฆษณาชวนเชื่อ (propaganda)

อย่างที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ (ปฏิมาประกร) เก็บเอามาคุยว่าทั่นคิมจองอิลฝากความคิดถึง ชวนไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษเกาหลีเหนือ แถมประโลมไทยด้วยว่าเป็นคนน่าไว้วางใจ มารยาทดีไม่จุกจิกจู้จี้กับเรื่องชาวบ้าน

(แหม นี่ตีความอย่างไพร่ๆ ก็ได้นะ ว่าวางใจได้เพราะไร้น้ำยา แถมยังแหยงไม่กล้าสอดแซมเสนอหน้าอะไรกับใคร)

นายรี ซูยอง คงรู้มั้งว่าฝีมือบริหารเศรษฐกิจรัฐบาลทหารไทยนี่ค้าขายด้วยมีแต่รวยกับรวย เพราะที่นี่ลด แลก แจก แถม สะบัด

อย่างกรณีนโยบายชวนท่องไทย ต่อนี้ไปถ้ามาขอใช้สถานที่ถ่ายหนัง ยังจะได้ค่าตอบแทนกลับ ๑๕-๒๐ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงท่องเที่ยวกะว่าจะทุ่มไม่ยั้งถึง ๒๐๐ ล้าน (เงินภาษีเราๆ ท่านๆ) ไม่เป็นไร ประเทศชาติได้หน้าเป็นกอบเป็นกาญจน์

(http://www.thairath.co.th/content/517490)

ทั้งหลายทั้งปวงเพื่ออำพราง กลบเกลื่อนไส้ใน ‘เผด็จการ’ ไม่ให้ต่างด้าวเอาไปใช้เป็นหลักฐาน หารู้ไม่ว่าต่างด้าวเขารู้กึ๋นดีกว่าไทยๆ ที่ชอบเคลิ้มเสียอีก

ดังที่ Shawn W. Crispin เขียนไว้หยกๆ เมื่อวานที่ The Diplomat เรื่อง ‘U.S.-Thailand Relations on a Razor’S Edge.’ (http://thediplomat.com/…/us-thailand-re … a-razors…/)

แหะๆ อีกแระ ไม่มีไรมาก แค่บอกว่า อดีตผู้แทนทางการทูตสหรัฐสำหรับเกาหลีเหนือ กลิน เดวี่ส์ ซึ่งวุฒิสภาเพิ่งจะอนุมัติการแต่งตั้งเป็นเอกอัคราชทูตประจำประเทศไทยเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนั้น

“ประสบการณ์ของเขาทางการทูต เป็นแบบเผชิญหน้าและปิดประเทศกับเปียงยาง ซึ่งเห็นกันในกรุงวอชิงตันว่าเป็นรัฐห่ามนั้น ส่งสัญญานว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเขาในกรุงเทพฯ จะยิ่งกระพือ (ท่าทีปฏิเสธอำนาจของทหาร) มากเสียกว่าที่จะลดแรงกดดันต่อคณะปกครองของประยุทธ์ที่จำกัดสิทธิประชาชน”

บทความของชอว์นอ้างถึงท่าทีสหรัฐหลังการรัฐประหารในไทยเมื่อปี ๒๕๔๙ ว่าประคบประหงมเสียจนเหลิง แต่ก็ “การถ้อยทีถ้อยบรรจงของสหรัฐต่อนักรัฐประหารไทยในครั้งนั้นมุ่งที่จะคงไว้ซึ่งสิทธิสภาพในการใช้สถานที่ยุทธศาสตร์บางแห่งต่อไป

รวมถึงการใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นที่แวะลงเติมน้ำมันของเครื่องบินรบอเมริกันบนเส้นทางไปอาฟกานิสถานและอิรัก กับการเป็นแหล่งประกอบการลับสำหรับหน่วยซีไอเอใช้สอบสวนผู้ต้องหาก่อการร้ายที่กักกันไว้”

ชอว์น คริสปิน อ้างด้วยว่าการตัดสินใจใช้นโยบายโอภาปราศรัยกับคณะรัฐประหารปี ๔๙ ของไทย “ได้รับอิทธิพลอย่างหนักจากเอกอัคราชทูตร้าล์ฟ ‘สกิ๊ป’ บ๊อยซ์ ผู้มีบุคคลิกดี พูดไทยได้ เขาสร้างสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับบรรดานายทหารรอยัลลิสต์ และที่ปรึกษาระดับสูงของราชสำนัก”

แต่ครั้งนี้ไม่ใช่แบบนั้น

“มีเสียงเรียกร้องมากขึ้นในกรุงวอชิงตันให้เอาเรื่องกับคณะรัฐประหารไทยชุดนี้ เพื่อเป็นโอกาสที่จะวางมือไปจากไทยเสียที แล้วหันไปสานสัมพันธ์แน่นหนากับประเทศที่ผสานกับหลักการ ‘Pivot’ ทะลวงสู่เอเซียของสหรัฐ ได้แก่เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ และเวียตนาม...

นักวางแผนหลายคนในวอชิงตันรุกเร้าให้ใช้มาตรการเข้มข้นยิ่งขึ้นกับคณะทหารไทย เมอเรย์ ไฮเบิร์ต ผู้เชี่ยวชาญเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ประจำศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศ ให้การต่อคณะอนุกรรมาธิการสภาผู้แทนสหรัฐ เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายนนี้ว่า

สหรัฐควรที่จะย้ายสำนักงานกลางต่างๆ ในภาคพื้น อาทิ AID, FBI และหน่วยงานสกัดยาเสพติด ออกไปเสียจากกรุงเทพฯ ถ้าหากว่ามีการยืดกำหนดเวลาการเลือกตั้งออกไปอีกหลังเดือนกันยายน ๒๕๕๙

ไฮเบิร์ตเสนอให้แต่งตั้งผู้แทนพิเศษของรัฐบาลสหรัฐไปประจำประเทศไทยอีกคน นอกเหนือจากเอกอัคราชทูตปกติ เพื่อจะได้คอยเจรจากับพวกผู้นำกองทัพโดยตรงเกี่ยวกับแนวคิดของแต่ละฝ่าย และในเรื่องที่สองประเทศข้องใจ

บางคนยังแนะด้วยว่า ให้ตั้งอดีตทูตบ๊อยซ์ไปเป็นผู้แทนพิเศษประจำเมืองไทยอีก เขาเหมาะกับบทบาทในการเป็นตัวกลางประสานนี้มาก ปัจจุบันเขาเป็นหัวหน้าผู้บริหารบริษัทโบอิ้งประจำสิงคโปร์”

นักศึกษาประวัติศาสตร์ ‘เพิ่งสร้าง’ ของไทยคงรู้จักทูตบ๊อยซ์คนนี้ดี เขาเป็นทูตที่บันทึกการสนทนากับคนชั้นนำหลายต่อหลายคน ในเรื่องเกี่ยวกับราชวงศ์ชั้นสูงของไทย ที่ไปแพร่หลายอยู่ในวิกิลี้ค

คน ‘ดีๆ’ เหล่านี้ทั้งประธานองคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ดีรัตนโกสินทร์ อดีตไทยซีไอเอ อดีต รมว.กต. และอดีตนักการเมืองพรรคฝ่ายค้าน (ขณะนั้น แต่เดี๋ยวนี้ทำท่าจะกลายเป็นรัฏฐาธิปัตย์ไปแล้ว เพราะสามารถสั่งให้ประเทศ 'เละ' ได้)

11811385_870467669669521_432133041745000322_n.jpg

ชีวิต อมตะ ..5555     klum

11873499_1476417576013224_3563396240750056466_n.jpg?oh=e98dff8f356a10b94746d381603c8087&oe=5677A3A1 *

Last edited by linc49 (August 13, 2015 7:43 AM)

Offline

#40 August 14, 2015 8:48 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

รายการนี้ ต้องฟ้องกลับเอาผิดกับเจ้าหน้าที่กลั่นแกล้งประชาชน จะได้เป็นตัวอย่างให้สังคมรับรู้ว่ากฏหมาย มาตรา 112 ถูกใช้กลั่นแกล้งประชาชนได้

11694809_836200793143338_4748808459319065002_n.png?oh=1b3c9b78f2c290dd6c4cab7480b73e08&oe=564AF1D4&__gda__=1447567379_04f37fa6e2978c9ad37cd8d7d0502b47
หยุดดัดจริตประเทศไทย กับ นักรบ นิรนาม และ ต้า วริศ
21 ชม. · มีการแก้ไข ·

11887979_856294497800634_3930988068590936414_n.jpg?oh=0d4f6e5c30fd338c912a1594688a12e8&oe=563A2F8E

คดีมาตรา 112 ล่าสุดที่ยกฟ้องไปนั้น งามไส้มาก!! เพราะสาเหตุที่ยกฟ้องมาจาก  "หลักฐานที่อัยการเอามานั้นเป็นไปไม่ได้"
แล้วโดนพยานและจำเลยที่เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์แฉกลางศาล! เป็นคดีที่ชัดเจนว่ามีการปลอมแปลงข้อมูล เพื่อใส่ความจำเลยในขณะที่หลักฐานถูกยึดโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

ยกตัวอย่าง เช่น
1. Cache File ของ Facebook ที่ทางอัยการยืนยันว่ามีและใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องจำเลย(Cache หน่วยความจำชนิดหนึ่งที่เก็บพักข้อมูลที่มีการเรียกใช้งาน)
แต่ในความเป็นจริงแล้ว "เป็นไปไม่ได้" ที่ทางอัยการจะมีหลักฐานชิ้นนี้ได้เพราะเป็นนโยบายของเฟซบุ๊กต้องการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ จึงไม่สามารถเกิดแคชไฟล์ได้
2. ทางเจ้าหน้าที่อัยการได้ให้การว่าได้เข้าไปตรวจสอบ Source Code ของจำเลยแล้วดึงออกมาในรูปแบบข้อมูลภาษา " HTML "
แต่ Facebook ใช้ภาษา " PHP " ดังนั้นการเล่นเฟซบุ๊กจะไม่มีทางเกิดไฟล์ลักษณะนี้เข้༌Iเครื่องคอมพิวเตอร์ตามที่อัยการอ้างได้
3. ในขณะที่จำเลยอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ ปอท.
ได้มีเจ้าหน้าที่ "ยุ่งเกี่ยวกับหลักฐานคอมพิวเตอร์ของจำเลย"
ซึ่งตัวหลักฐานก็นำไปพร้อมกับวันจับกุม
และมีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับคอมพิวเอตร์ของจำเลยระหว่างถูกควบคุมตัว โดยแสดงได้จาก lease terminate date บ่งบอกว่ามีการยุ่งเกี่ยวกับหลักฐานตอนจำเลยถูกขัง
4. ในคดีนี้ "ไม่มีการทำสำเนาฮาร์ดดิสและทำ Hashing" ซึ่งนั่นแปลว่า ถ้าจะมีใครมั่วปลอมแปลงหลักฐานจากเครื่องอื่นมาใส่ร้ายคนก็ย่อมทำได้
หาอ่านตัวเต็มได้ที่ : http://freedom.ilaw.or.th/case/176#tria … ion_record
===================
แล้วคดีนี้สำคัญอย่างไร?
เพราะคดีนี้แสดงให้เห็นถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ มีเจตนา
"ปลอมแปลงข้อมูลเพื่อใส่ความ" เอาผิดจำเลยที่เป็นประชาชนธรรมดาในชั้นศาลในคดีมาตรา 112 !
แล้วคดีมาตรา 112 ที่ผ่านๆ เราเชื่อถือเจ้าหน้าที่ได้แค่ไหน!!
เราแน่ใจได้อย่างไรว่าเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้น?
ที่จำเลยถูกยกฟ้องเพราะจำเลยเป็นผู้ชำนาญด้านคอมพิวเตอร์ จึงสามารถจับผิดหลักฐานเท็จจากอีกฝั่งได้ หากแต่ว่าเป็นประชาชนธรรมดาจะสามารถจับผิดได้อย่างไร?
แล้วนี่จำเลยโดนฟ้องตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว ติดคุกไป 1 ปี 2 เดือน ไม่ได้ประกันตัว ทั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินว่าเป็นผู้กระทำผิด แต่จำเลยต้องเสียงาน เสียเงิน เสียชื่อเสียงไปเรียบร้อยแล้ว
==================
ใครมันบอกว่า "ไม่ได้ทำผิดจะกลัวอะไร"
ดูคดีนี้เป็นตัวอย่าง
" ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ติดคุกฟรี ห้ามประกัน เสียเงิน เสียงาน เสียชื่อเสียง แถมเกือบซวยโดนปลอมแปลงข้อมูลเอาผิดอีก"
เหมือนคนใส่ความจะไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเสียด้วย....
ถ้าจำเลยเป็นตาสีตาสา ไม่มีความรู้คอมพิวเตอร์แน่นปึ้กแบบนี้คิดว่าจะรอดไหม?
นึกถึงคดี อากง SMS ที่เจ้าตัวบอกส่งไม่เป็น ขึ้นมาทันใด
=================
ส่วนหนึ่งจาก ilaw
"สุรภักดิ์เบิกความต่อว่า การที่ตนถูกกล่าวหาในคดีนี้ เชื่อว่าเกิดจากความเข้าใจผิดของทีมล่าแม่มดออนไลน์
แต่ไม่ทราบว่าชี้มาที่ตนได้อย่างไร ด้วยหลักฐานที่ไม่มีอยู่จริงในโลก กว่าตนจะได้พูดในวันนี้ต้องรอมาเป็นเวลาหนึ่งปีกับอีกสิบหกวัน ตนรู้ทุกอย่างว่า ในคอมพิวเตอร์ของตนมีอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง ข้อมูลที่ตำรวจนำมาฟ้องต้องเกิดขึ้นหลังจากออกจากมือตน
แน่นอน ถ้าหากตนกระทำความผิดคงไม่บันทึกข้อมูลเหล่านี้ไว้ในเครื่องเพื่อให้ถูกจับ และไม่มีเหตุผลที่จะต้องบันทึกไว้ในไดรฟ์อี และเท็มโพลารีไฟล์
ตนฟันธงว่า คดีนี้ทำหลักฐานขึ้นมาเพื่อจะฟ้องตนให้ได้ การมาแจ้งความก็มีแต่คนมากล่าวหาลอยๆ หลักฐานทั้งหมดเพิ่งมาเห็นหลังจากฟ้องคดีต่อศาลแล้ว
สุดท้ายสุรภักดิ์เบิกความยืนยันกับศาลว่า ไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด"

[*]ควรแก้กฏหมายให้คนที่แจ้งความเท็จควรได้รับโทษเป็น10เท่านะจ๊ะ[/*]
[*]ผมเสนอให้ไปเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ สำหรับผู้ถูกกล่าวหาในกรณีลักษณะแบบนี้ครับ ทุกคนที่ถูกข้อกล่าวหาแบบนี้จะได้รับความเป็นธรรม จะได้ไม่มั่วๆแล้วส่งคนไม่รู้เรื่องเข้าคุก[/*]
[*]ก็เขาบอกกันแล้วว่าตำรวจไตยสร้างพยานหลักฐานเท็จเก่งที่สุดในโลก นึกถึงคดีแพะเกาะเต่าเลย แล้วพวกที่ใส่ความไม่มีความผิดอะไรเลย พระเจ้าจงเจริญ[/*]
[*]112 "ไม่ได้ทำผิดจะกลัวอะไร" กว่าจะสู้คดีนอนคุกเป็นปี เป็นเรื่องที่คนดีโลกสวย ไม่เคยเข้าใจ[/*]
[*]ต้องฟ้องกลับทีมตามไล่ล่าแม่มดออนไลน์ด้วยในฐานะที่ร่วมกันสร้างหลักฐานเท็จจนต้องติดคุกและเสียเวลาฟ้องกลับพวกเจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องมันจะได้ไม่ทำและสุมหัวกันหาเรื่องใครต่อใครได้ง่ายๆอีกต่อไป[/*]
[*]รัฐบาล ต้องจ่ายค่าเสียงาย ทังหมด 1 ปี 2 เดือน ที่ขาดรายได้จากการถูกจองจำ ของผู้เสียหาย เหมือน ประเทศ สวีเดน เคยมีคดีแบบนี้ จำคนไม่ผิด ผู้เสียหายฟ้องเรียกค่าเสียหานเป็นล้านๆ[/*]
[*]สร้างหลักฐานเท็จ ยัดความผิด ม.112 โอ้มายก็อด!@! ติดตุกฟรี ห้ามประกัน 1ปี2เดือน เรียกค่าเสียหายแล้วเอาคนที่ปลอมเอกสารเท็จมาติดคุกแทนเป็นถึงเจ้าหน้าที่รัฐต้องลงโทษไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ถ้าเป็นเกาหลีเหนือคุณโดนปนะหารแท้ขอรับ[/*]
[*]ใครยังจำคดีอากงได้บ้าง ที่อัยการไม่สามารถพิสูจน์เลขอีมี่หลักสุดท้ายให้ตรงกับเลขอีมี่ของมือถืออากงได้ แต่...คำตัดสินบอกว่าผิด แม้ตามหลักการพิจารณาความอาญาต้องพิสูจน์ให้สิ้นสงสัย หากไม่สามารถทำได้ต้องยกประโยชน์ให้จำเลย[/*]
[*]อย่างนั้ต้องเผยแพร่คำพิพากษาเป็นภาษาอังกฤษ ประจานไปทั่วโลก พร้อมกับ ฟ้องกลับพนักงานเจ้าหน้าที่ทุกคน ฐานฟ้องเท็จ และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเรียกค่าเสียหายในทางแพ่ง......ขอให้ช่วยร่วมกับทนายความแก้ต่างคดี 112 อีกหลายคนที่โดนคล้ายคลึงกัน[/*]
[*]โอ้โห แล้ว พรบ.ดิจิตอล พรบ.ความมั่นคงไซเบอร์ฉบับใหม่ ให้อำนาจ จนท. แฮ้กเครื่องเราได้ น่ากลัวชิบ[/*]
[*]อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ชื่อ นายนัทธี จิตต์สว่าง ยอมรับเอง ว่า คุกของท่านขังคนบริสุทธิ์และไม่มีความผิด ถูกยัดยาบ้า มาเกือบ หมื่นคน
..ผมเลขานุการ อนุกรรมาธิการ คุก สภา
ทำงานร่วมกับ วิทยา สุริยะวงศ์ ๑๐ ปี
มีเรื่องราวเยอะมาก
๑.ตำรวจ ยัดยาบ้า เรียกเงินไม่ให้ ส่งฟ้อง
๒.ถึงอัยการ เรียกอีก ไม่มีให้ ส่งฟ้อง
๓.ที่ ลงนามสารภาพมากมาย เพราะ เยี่ยวใส่ปาก บีบไข่ บีบขมับ ถอดเสื้อผ้า เร่งแอร์เย็น ทรมาณ..ใครมันจะเห็น
๔.ขึ้น ศาล ตัวสั่น ชาวบ้าน งกๆๆกลัวลนลาน..สารภาพแล้ว คนเรียกเงิน ตาขวางข้างหน้า
..ถ้า ศาล..ทำบรรยากาศดีๆ บางรายรอด
แต่ ศาล ท่าน เชื่อ อัยการ ตำรวจ
คนจน..สภาพ บอดี้..มันซวนเซ..แน่นอน
มันติดยา..ป้าด ๗ ปีเต็ม[/*]

Last edited by linc49 (August 14, 2015 9:14 AM)

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.