iFreeThai

#821 April 1, 2016 7:54 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://thaienews.blogspot.com/2016/04/blog-post_1.html

วันศุกร์, เมษายน 01, 2559

มันใกล้เข้ามาแล้ว! ร่างกฏหมายความมั่นคงดิจิตัล

digital-bills-timeline-20160225.jpg

รูปประกอบจาก เครือข่ายพลเมืองเน็ต


บทเรียนจากการสอดส่องประชาชนในต่างประเทศ: เมื่อรัฐลุแก่อำนาจและทำลายเศรษฐกิจดิจิทัล


ที่มา เวป ILAW
31 มี.ค. 2559

ชุดกฎหมายมั่นคงดิจิทัลกำลังจะกลับมา หลังจากคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวเสร็จสิ้น ก่อนที่จะส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบและส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ในหลักการและเนื้อหาสาระของกฎหมายยังคงมีปัญหาที่ควรถกเถียงกันอีกมา โดยบทเรียนจากต่างประเทศก็ได้พิสูจน์แล้วว่า การให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในกฎหมายจนเกินความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วนเหล่านี้ ไม่มีประสิทธิภาพในการปราบปรามการกระทำความผิด และเสี่ยงต่อการใช้ในทางที่ผิด รวมถึงอาจส่งผลเสียต่อสิ่งที่เรียกว่า “เศรษฐกิจดิจิทัล” อีกด้วย

ประเทศไทยเองก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่รัฐบาลกำลังพิจารณากฎหมายที่ให้อำนาจ สอดส่องประชาชน หรือที่ภาคประชาสังคมเรียกกันว่า “ชุดกฎหมายมั่นคงดิจิทัล” ทั้งนี้ ชุดกฎหมายมั่นคงดิจิทัลเคยถูกภาคประชาสังคมคัดค้านถึงผลเสียในเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัวกับผลเสียที่อาจเกิดขึ้นกับแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และรัฐบาลจึงผ่อนคลายท่าทีในการผลักดันกฎหมายดังกล่าวลง พร้อมทั้งมีสัญญาใจกับประชาชนว่าจะนำไปปรับปรุงแก้ใหม่ให้ดีขึ้น

อย่างไรก็ดี ชุดกฎหมายดังกล่าวกำลังจะกลับมาอีกครั้ง ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาแบบเดิมจึงขอทวนความจำปัญหาของกฎหมายและส่องดูปัญหาเท่าที่ทราบของร่างกฎหมายใหม่ รวมถึงลงละเอียดให้ชัดว่ากฎหมายสอดส่องไม่มีประสิทธิภาพและเสี่ยงต่อการใช้ในทางที่ผิดอย่างไร

ปัญหาเดิมของชุดกฎหมายมั่นคงดิจิทัลคือ เปิดช่องให้ สอดส่อง-คัดกรอง-ปิดกั้นข้อมูลได้อย่างอิสระ และการคุ้มครองข้อมูลค่อนข้างต่ำ

ตัวอย่างของกฎหมายบางฉบับในชุดกฎหมายมั่นคงดิจิทัลที่มีปัญหา ได้แก่ ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า พ.ร.บ. ความมั่นคงไซเบอร์ฯ จุดเด่นของร่างกฎหมายฉบับนี้ก็คือ มาตรา 35 เพราะมาตราดังกล่าวให้อำนาจเจ้าพนักงานสามารถเรียกให้หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใดๆ มาให้ถ้อยคำ หรือนำส่งเอกสารต่างๆ และยังสามารถส่งหนังสือ "ขอความร่วมมือ” ให้หน่วยงานราชการหรือหน่วยงานเอกชน ดำเนินการเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ รวมไปถึงให้อำนาจเจ้าพนังานเข้าถึงข้อมูลการติดต่อ สื่อสาร ทั้งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอื่น เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงไซเบอร์ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดได้อีกด้วย

กล่าวโดยสรุปก็คือ เจ้าพนังงานมีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลการสื่อสาร โดยไม่ต้องมีหมายศาล และยังสามารถปิดกั้น บล็อก แบน เนื้อหา ได้อย่างอิสระ

แม้ว่าในกฎหมายในชุดดังกล่าว จะมี ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อยู่ด้วยแต่ว่า ในมาตรา 23 (5) ของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กลับเปิดช่องไว้อีกว่า การเก็บรวมรวมข้อมูลส่วนบุคคลบางกรณีไม่จำเป็นต้องได้ “มาตรฐาน” เช่นเดียวกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่ให้เป็นไปตามกฎหมายอื่น นั้นเท่ากับว่า สิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชนที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายนี้ก็จะถูกลดทอนลง เช่น หากเป็นการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย พ.ร.บ. ความมั่นคงไซเบอร์ฯ ก็สามารถละเมิดความเป็นส่วนตัวได้ ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้กำหนดในภายหลัง

ร่างแก้ไขใหม่เพิ่มอำนาจปิดกั้นเนื้อหา แต่มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายยังไม่ดีขึ้นเท่าไร

จากข้อมูลของ เครือข่ายพลเมืองเน็ต ซึ่งติดตามร่างกฎหมายดังกล่าวอย่างใกล้ชิดได้สรุปชุดกฎหมายมั่งคงดิจิทัลบางฉบับที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาไว้ดังนี้

ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ร่างใหม่จากกฤษฎีกา – เพิ่มมาตรา 14/1 เพิ่มบทลงโทษเนื้อหาด้านความมั่นคง-สร้างความตื่นตระหนก ทำให้ร่างกฎหมายนี้ยังเปิดช่องให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองได้

ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลฯ ร่างใหม่จากกฤษฎีกา – คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไม่เป็นอิสระ มีแนวโน้มทำงานคุ้มครองไม่ได้จริง เนื่องจากทำงานใต้โครงสร้างกระทรวง และต้องพึ่งพาสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ อย่างมาก (ตามมาตรา 16) นอกจากนี้กรรมการยังมาจากหน่วยงานรัฐในสัดส่วนสูง ทำงานไม่เต็มเวลา และอาจมีประโยชน์ขัดกัน

ร่างพ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์ – ยังไม่มีร่างใหม่ให้ประชาชนเห็น ทั้งที่ใกล้ส่งเข้าสนช.แล้ว

เครือข่ายพลเมืองเน็ต ยังตั้งข้อสังเกตไว้อีกด้วยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามจะดักรับข้อมูลของประชาชน เช่น มีการจัดตั้งคณะทำงาน-จัดซื้อเครื่องมือ และจะใช้มาตรา 33, 34 และ 35 ของ ร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์ฯ เพื่อให้ใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้ถูกกฎหมาย

ซึ่งจากข้อมูลในส่วนนี้ก็เพียงพอจะบอกกับสังคมได้ว่า ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับคำว่า "ความมั่นคงของชาติ" ก็คือ ประชาชนจะต้องพกพาดวงตาและใบหูของรัฐไปด้วยทุกหนทุกแห่งซึ่งสอดแทรกอยู่ตามโครงข่ายการสื่อสาร ไม่ว่าคุณจะติดต่อผ่านคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอื่นๆ มิใช่แค่นั้น รัฐยังมีฝ่ามือในการปิดบังดวงตาของคุณเมื่อรัฐเห็นว่ามีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมสำหรับคุณได้อย่างอิสระอีกด้วย หากว่าชุดกฎหมายความมั่นคงดิจิทัลยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง

บทเรียนจากต่างประเทศ: กฎหมายสอดส่องไม่มีประสิทธิภาพและมีโอกาสถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

ถึงแม้ว่าหลายประเทศที่กำลังเผชิญหน้ากับการก่อการร้ายมีท่าทีจะสนับสนุน “กฎหมายสอดส่อง” แต่ทว่า บทเรียนจากสหรัฐอเมริกาหนึ่งในประเทศที่เต็มไปด้วยปัญหาการสอดส่องข้อมูลส่วนบุคคลไม่แพ้ชาติใดในโลก กลับมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าวว่า “ไม่ได้มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมอย่างที่คิด” โดย ข้อมูลจากมูลนิธิ New America ระบุว่า จากการศึกษาและวิเคราห์ข้อมูลจากผู้ที่ถูกตั้งข้อหาว่าเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายพบว่า การสอดส่องของฝ่ายความมั่นคงตามกฎหมาย “รัฐบัญญัติรักชาติสหรัฐฯ ปี 2001” หรือ Patriot Act สามารถช่วยระบุผู้ต้องสงสัยได้ 1.8 เปอร์เซ็น จากจำนวนคดีความมั่นคงที่จับกุมได้ทั้งหมด

อีกทั้ง การสอดส่องบุคคลที่ไม่ใช่พลเมืองสหรัฐฯ ตามกฎหมาย “รัฐบัญญัติสอดส่องข่าวกรองต่างประเทศ” หรือ FISA ช่วยระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้ 4.4 เปอร์เซ็น ส่วนการสอดส่องโดยไม่มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจนช่วยให้ระบุตัวผู้ต้องสงสัย ได้ 1.3 เปอร์เซ็น ทั้งนี้ ในรายงานดังกล่าวระบุอีกว่า การสอบสวนด้วยวิธีการปกติอาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่รัฐใช้การสอดส่องสอดแนมมาใช้ในทางที่ผิดอีก เช่น เอธิโอเปีย ที่มีรายงานของ Human Rigth Watch ว่ารัฐบาลใช้ข้ออ้างเรื่องการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายเพื่อสอดส่องข้อมูลการสื่อสาร แต่ในความเป็นจริงแล้วใช้ไปเพื่อจำกัดความเห็นต่าง นำไปสู่การจับกุมคุมขัง การสอบสวนโดยไม่ชอบโดยเฉพาะกับนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน และยังมีกรณีที่เจ้าหน้าหน่วยงานข่าวกรองอเมริกัน หรือ National Security Agency (NSA) ใช้ระบบสอดแนมในทางมิชอบหลายกรณี เช่น สอดแนมคนที่สนใจเพื่อจะจีบเป็นแฟน

บทเรียกจากอเมริกา: อย่าให้ความมั่นคงดิจิทัลมาทำลายการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล

จากบทความ “หัวใจของเศรษฐกิจดิจิทัล” โดย สฤณี อาชวานันทกุล แสดงให้เห็นถึงความเห็นของนักธุรกิจในสายไอทีเกี่ยวความเสียหายจากการสอดส่องสอดแนมความเป็นส่วนตัวของประชาชนในประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างเช่น

อีริก ชมิตท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท กูเกิล ยักษ์ใหญ่ในวงการ ยืนยันออกสื่อตลอดมาว่า มหกรรมการ “ลุแก่อำนาจ” ของเอ็นเอสเอกระทบต่อธุรกิจอย่างมหันต์ อีกทั้ง งานวิจัยจาก Information Technology and Innovation Foundation ประเมินว่าเฉพาะอุตสาหกรรม คลาวด์ คอมพิวติ้ง (cloud computing) หรือธุรกิจให้บริการใช้หรือเช่าใช้ระบบคอมพิวเตอร์หรือทรัพยากรด้านคอมพิวเตอร์ เช่น บริการพื้นที่ฝากไฟล์บนอินเทอร์เน็ต อย่าง iCloud บน iPhone, iPad หรือ Google Drive ก็มีความสุ่มเสี่ยงที่จะสูญธุรกิจมูลค่าถึง 22,000-35,000 ล้านเหรียญสหรัฐตลอดระยะเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า

หรือ แบรด สมิธ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของไมโครซอฟท์ ที่ประสานเสียงและเสริมชมิตท์ว่า “คนไม่ไปฝากเงินกับธนาคารที่พวกเขาไม่ไว้ใจ เช่นกัน คนจะไม่ใช้อินเทอร์เน็ตที่พวกเขาไม่ไว้ใจ”

และ แรมซีย์ ฮอมซานี หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของดร็อพบ็อกซ์ (Dropbox) บริการฝากไฟล์ออนไลน์ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ในโลก ย้ำว่า “ความไว้วางใจ” คือหัวใจของเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ต แต่ความไว้วางใจนี้กำลังถูก “บ่อนทำลายจากภายใน” ด้วยนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐที่ทำเกินกว่าเหตุ

จากความคิดเห็นของนักธุรกิจไอทีชั้นนำของโลก ก็เป็นภาพสะท้อนอีกมุมหนึ่งว่า หากประชาชนไม่มีความไว้วางใจต่อความเป็นส่วนตัวบนโลกอินเทอร์เน็ตและความมั่นคงปลอดภัยในข้อมูล เพราะเสี่ยงต่อการสอดส่องสอดแนมของรัฐได้ตามอำเภอใจแล้วล่ะก็ ความมั่นคงและยั่งยืนของเศรษฐกิจดิจิทัลจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้อีกต่อไป

โดยหลักแล้ว ไม่ใช่ว่ารัฐไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้เลย แต่การเข้าถึงนั้นต้องไปตามหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน และมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการลุแก่อำนาจ นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนและทำลายเศรษฐกิจดิจิทัล ดังนั้น หากรัฐจำเป็นจะต้องมีกฎหมายสอดส่องเพื่อรับมือกับภัยก่อการร้ายอย่างแท้จริง ก็ต้องมีการรับประกันว่า

การเข้าถึงข้อมูลของประชาชนเป็นไปโดยมีเหตุผลรองรับชัดเจนว่า ข้อมูลที่เข้าถึงจะถูกใช้เพื่อสิ่งใด และกฎหมายต้องกำหนดมาตรฐานการเข้าถึง การเก็บข้อมูล ให้เป็นไปตามหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน เช่น ต้องมีความโปร่งใสให้ตรวจสอบได้ว่าใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบใด เก็บข้อมูลชนิดใดบ้าง เป็นระยะเวลาเท่าใด รวมไปถึงต้องมีกลไกตรวจสอบประสิทธิภาพ และตรวจสอบว่าการใช้อำนาจดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ และต้องจัดให้มีหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนหรือทำหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจ และมีกระบวนการเยียวยาหากเกิดความเสียหายขึ้นอีกด้วย

....................


12191398_432969023579437_8053207723357952871_n.jpg?oh=b40c3e57e7bd418688712f84e0c0ac08&oe=5784C97Fพลเมืองต่อต้าน Single Gateway : Thailand Internet Firewall #opsinglegateway
19 ชม. ·

12472722_480085432201129_8167124469946076311_n.jpg?oh=6c255a3c2b2680c4218959ef7db96454&oe=577D39FE

เอาแล้ว....โทษ 10 ปี

ร่าง พ.ร.บ.ประชามติ

“ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสื่อพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย” มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

ร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ที่จะกำหนดกติกาการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีข้อน่าสนใจเช่น การกำหนดโทษหนักถึง 10 ปี สำหรับการโพสต์ที่ผิดข้อเท็จจริงหรือปลุกระดม ก่อนการทำประชามติ 7 วัน ห้ามมีการเปิดเผยผลโพลที่เกี่ยวกับการออกเสียง กำหนดอายุผู้มีสิทธิออกเสียงไว้ที่ 18 ปี ส่วนการแสดงความคิดเห็นและรณรงค์สามารถทำได้ แต่ต้องเป็นไปตามที่ กกต.กำหนด

รัฐบาลประกาศอย่างไม่เป็นทางการว่าวันที่ 7 สิงหาคม 2559 จะเป็นวันออกเสียงประชามติ ก่อนจะไปถึงวันนั้นรัฐบาลมอบหมายให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นกติกาให้การทำประชามติมีความชัดเจนและสงบเรียบร้อย

ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีประเด็นสำคัญ เช่น การกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิออกเสียง หลักเกณฑ์การลงคะแนน ฐานความผิด และบทลงโทษในการออกเสียงประชามติ ทั้งนี้ ยังมีกฎกติกาบางส่วนที่ยังไม่ชัดเจนซึ่งจะถูกกำหนดโดย กกต.อีกครั้ง เมื่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจาก สนช. สำหรับรายละเอียดประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจมีดังนี้

แสดงความคิดเห็นได้ แต่ต้องเป็นไปตามที่ กกต.กำหนด

ร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติฯ กำหนดให้ กกต. จัดให้มีการแสดงความเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกันทุกฝ่าย รวมทั้งสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐ หรือภาคเอกชนจัดกิจกรรมรณรงค์ แต่ให้เป็นไปตามแนวทางและรูปแบบที่ กกต.กำหนด รวมทั้งให้สถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมจัดสรรเวลาออกอากาศหรือเผยแพร่ข้อมูลตามที่ กกต.กำหนด

นวัตกรรมใหม่! ออกเสียงผ่านเครื่องลงคะแนน

การลงคะแนนออกเสียงครั้งนี้สามารถทำได้สองวิธี คือ “การลงคะแนนด้วยบัตรออกเสียง” และ “การลงคะแนนด้วยเครื่องลงคะแนน” อย่างไรก็ตาม การลงคะแนนด้วยเครื่องลงคะแนนจะมีการทดลองใช้เพียงบางหน่วยออกเสียง สำหรับ หน่วยออกเสียงที่ กกต.ประกาศให้มีการใช้เครื่องลงคะแนนได้ ผู้มีสิทธิออกเสียงสามารถแจ้งความประสงค์ว่าจะลงคะแนนออกเสียงด้วยบัตรออกเสียงหรือเครื่องลงคะแนนอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

อายุ 18 ปี ถึงจะมีสิทธิออกเสียง

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติไม่แตกต่างจากการเลือกตั้ง ยกเว้นกำหนดให้ผู้มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในวันออกเสียง สามารถใช้สิทธิออกเสียงได้ ดังนั้นหากการออกเสียงประชามติเกิดขึ้นวันที่ 7 สิงหาคม ผู้ที่มีอายุครบ 18 ปี ในวันดังกล่าวสามารถไปใช้สิทธิออกเสียงได้

ใช้สิทธินอกพื้นที่ หรือย้ายที่อยู่ไม่ถึง 90 วัน ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า 30 วัน

การออกเสียงประชามติครั้งนี้ไม่มีจัดให้มีการออกเสียงล่วงหน้า เพราะการออกเสียงประชามติจะทำวันเดียวพร้อมกันทั่วประเทศ ดังนั้น ผู้ที่ไม่สะดวกในการกลับภูมิลำเนาเพื่อออกเสียง และผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นเวลาน้อยกว่า 90 วัน นับแต่วันออกเสียง หากต้องการใช้สิทธิออกเสียง ให้ยื่นคำขอลงทะเบียนก่อนวันออกเสียงอย่างน้อย 30 วัน โดยจะหมดสิทธิลงคะแนนในหน่วยออกเสียงเดิมที่ตนมีชื่ออยู่

ถ้าไม่ “กากบาท” นับเป็นบัตรเสีย

ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้กำหนดลักษณะของบัตรเสียไว้หลายแบบ ซึ่งอาจสรุปอย่างรวบรัดว่า “บัตรที่ทำเครื่องหมายอื่นนอกจากเครื่องหมายกากบาท” คือบัตรเสีย

ค้านผลประชามติได้ ภายใน 24 ชั่วโมง

ประชาชนผู้มาใช้สิทธิออกเสียงจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของผู้มาใช้สิทธิออกเสียงในหน่วยออกเสียงใด หากเห็นว่าการออกเสียงในหน่วยออกเสียงนั้นเป็นไปโดยไม่สุจริต มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านพร้อมหลักฐานต่อ กกต. ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่การลงคะแนนออกเสียงสิ้นสุดลง

โพสต์บิดเบือน-ปลุกระดม ติดคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับสองแสน

สำหรับการควบคุมการออกเสียงและบทกำหนดโทษ มีความน่าสนใจโดยเฉพาะมาตรา 62 ที่สรุปได้ว่า

“ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสื่อพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย” มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

ห้ามเปิดผลโพลก่อนวันลงประชามติ 7 วัน

มาตรา 64 ผู้ใดเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงในระหว่างเวลาเจ็ดวันก่อนวันออกเสียง จนถึงเวลาสิ้นสุดการออกเสียง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน ปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ฉีกบัตร-ถ่ายรูป-เล่นพนัน เจอโทษหนัก

ฉีกบัตรออกเสียงประชามติ จำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

นำบัตรออกเสียงประชามติออกไปจากสถานที่ออกเสียง จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ่ายรูปบัตรออกเสียงประชามติที่ตนได้ลงคะแนนออกเสียงแล้ว จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เล่นพนันผลประชามติ อันมีผลเป็นการจูงใจให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิด ในเขตออกเสียงระหว่างเวลา 18.00 น. ของวันก่อนวันออกเสียงจนสิ้นสุดวันออกเสียง จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Offline

#822 April 1, 2016 1:17 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://thaienews.blogspot.com/2016/04/blog-post_44.html

วันศุกร์, เมษายน 01, 2559

อย่างง... โหวตโน = ไม่รับร่างรธน(ชัดเจนว่าไม่เอา) ส่วนโนโหวต เป็นการบอยคอต ไม่ไปใช้สิทธิ์ - จำง่ายๆ...คือออกไปใช้สิทธิแต่โหวต โน

12321430_858240237638233_1947702505158464901_n.jpg

ผมเคยพูดไปแล้วครั้งหนึ่งเรื่อง โหวตโนไม่รับ หรือ โนโหวตบอยคอต-ไม่ใช้สิทธิ์ ก็ขอย้ำอีกทีว่า ผมเสนอให้ไปใช้สิทธิ์ไม่รับร่างรธน. "โหวตโน"

การบอยคอต แล้วอ้างว่า ต้องรณรงค์ให้คนไม่ไปใช้สิทธิ์ คว่ำบาตรประชามติไปเลย แม้ร่างรธน.จะผ่าน แต่ถ้าคนงดออกเสียง "โนโหวต" เยอะมากเป็นล้านเสียง รธน.นั้นก็จะ "ไม่ชอบธรรม" อยู่ดี

ฟังเผิน ๆ ดูเหมือนเข้าท่า เป็นอุดมคติสวยหรู Political correctness ไม่เกลือกกลั้วกับประชามติจอมปลอม ไม่เตะหมูเข้าปากนักการเมือง ฯลฯ


แต่ความจริงคือ ถ้าพวกคุณบอยคอตไม่ไปใช้สิทธิ์ เขาก็นับรวมพวกคุณไปกับพวกไม่ใช้สิทธิ์อื่น ๆ นั่นแหละ แยกไม่ออกว่า ใครบอยคอต ใครนอนหลับทับสิทธิ์ เช่น ประชามติปี 2550 มีคนไม่ใช้สิทธิ์ 20 ล้านคน ถ้าเป็นปี 2559 คุณจะอ้างหรือว่า ทั้ง 20 ล้านคนที่ไม่ใช้สิทธิ์เป็น "โนโหวต" คว่ำบาตรการลงป%E"(:ะชามติ?!? ใครจะไปเชื่อคุณ?

ผลสุดท้าย การรณรงค์โนโหวต จะไม่มีผลสะเทือนทางการเมืองใด ๆ เลย ขอให้ดูผลงานพวกพันธมิตรเสื้อเหลืองที่เคยบอยคอต "โนโหวต" เลือกตั้งปี 2554 แล้วล้มเหลว

ขณะที่การรณรงค์ "โหวตโน ไม่รับ" ยังเป็นช่องทางให้อธิบายทั้งที่มาและเนื้อหาของร่างรธน. ได้เสนอ "โรดแมป" ทางเลือก และกิจกรรมอื่น ๆ แม้ผลประชามติออกมา "โหวตโน" อาจจะแพ้เหมือนปี 2550 และรธน. "ผ่าน" (เพราะคนส่วนใหญ่อยากเลือกตั้งเร็ว) แต่เราก็ยังมีคะแนน "ไม่รับร่าง" ชัดเจนว่า อย่างน้อยเป็นเท่าใด เหมือนปี 2550 ที่คนไม่รับถึง 10 ล้านเสียง เป็นผลสะเทือนทางการเมืองอยู่ดี

พวกที่ "โนโหวตคว่ำบาตร" โดยอ้างว่า "พวกมันโกง เปลี่ยนหีบบัตร ฯลฯ" นั้นขัดแย้งตัวเอง เพราะการโนโหวตนั่นแหละจะทำให้เขายิ่ง "โกงง่ายขึ้น" และชนะประชามติง่ายขึ้น

แม้สุดท้ายร่างรธน.จะผ่าน เขาก็จะยังไม่ให้เลือกตั้งอยู่ดี อย่างน้อยถึงปลายปี 2560 (และอาจเลื่อนไปถึงปี 61-62) เราก็ยังเคลื่อนไหวต่อไปได้ เช่นเดียวกับประชามติปี 2550

1003698_526710590730097_2082129584_n.jpg?oh=32a5c1f4d887223759e75daa73af2100&oe=5783FCCD
พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
.....

เรื่องเกี่ยวเนื่อง...

วิวาทะ 'สมศักดิ์-พิชิต' จะปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญทางไหนดี Vote No หรือ No Vote

http://www.prachatai.com/journal/2016/04/65003

ooo

12592277_471429266388471_2734324895914844575_n.jpg

ชวนคว่ำร่าง รธน.ไม่ผิดกฎหมาย !
นายสามารถ แก้วมีชัย บอกว่า
พรรคเพื่อไทย ชวนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ
ไม่ผิดกฎหมาย
จะผิดกฎหมายได้อย่างไร
เมื่อขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายใด
ออกมาใช้บังคับเรื่องการทำประชามติ
ยกเว้นเขาจะใช้มาตรา 44
ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาออกคำสั่ง

แต่ถ้า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ
ร่างรัฐธรรมนูญออกมา
ทางพรรคพร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย

ส่วนจะเคลื่อนไหวต่อหรือไม่นั้น
ก็ต้องดูว่ากฎหมายห้ามทำอะไร
แต่จะทำอยู่ในขอบเขต
ขณะเดียวกันจะรณรงค์ให้ประชาชน
ออกมาใช้สิทธิให้มากเพราะไม่ใช่เรื่องผิด

โดยจะไม่ชี้นำ
แต่ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ
ว่าจะรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญ

บรรยากาศก่อนเลือกตั้ง
ควรผ่อนคลายและเปิดโอกาสให้ผู้เห็นต่าง
ได้แสดงความเห็น
เพราะรัฐธรรมนูญ
เป็นกติกาสูงสุดของประเทศที่ต้องใช้กับทุกคน
หากไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม
ในการร่างรัฐธรรมนูญ

ก็ควรเปิดโอกาสให้สามารถแสดงความเห็น
ได้อย่างเต็มที่ตามหลักสากล


ที่มา FB

12654451_452893441575387_906575855785113040_n.jpg?oh=3abe93d07ae784aeb6cad9f0263a771b&oe=57776F4D
บรรจบ ขุมทอง

ooo


12512789_1105146949535681_6572142408291366751_n.jpg

แถลงการณ์ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (New Democracy Movement - NDM)

เรื่อง จุดยืนของขบวนการต่อการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 เวลาประมาณ 13.30 น. คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นำโดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้แถลงข่าวเปิดเผยรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมจากร่างแรกเมื่อสองเดือนที่แล้ว

ขบวนการประชาธิปไตยใหม่มีความเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวยังคงมีบทบัญญัติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย ดังที่มีอยู่ในร่างก่อนหน้า ได้แก่

1. การใช้ถ้อยคำกำกวมเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพ เช่น ห้ามใช้สิทธิเสรีภาพเป็นอันตรายต่อ “ความมั่นคงของรัฐ” (มาตรา 25) การอนุญาตให้ตรากฎหมายไม่เป็นไปตามเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญได้หากไม่ขัดต่อ “หลักนิติธรรม”

2. การให้สิทธิชุมชนแบบครึ่งๆ กลางๆ ที่สุดท้ายแล้วยังคงถูกครอบด้วยคำว่า “ตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ” (มาตรา 43) จึงเป็นเพียงสิทธิที่ชุมชนได้รับมอบมาตามกรอบที่รัฐกำหนดไว้ ไม่ใช่สิทธิที่ชุมชนเป็นคนกำหนดเอง

3. การตัดโอกาสทางการศึกษาระดับมัธยมปลายและอาชีวศึกษา เหลือเพียงการศึกษาภาคบังคับ (มาตรา 54) และให้รัฐบาล คสช. มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา (มาตรา 261) ซึ่งส่งผลในทางปฏิบัติเป็นการครอบงำเด็กผ่านหลักสูตรของ คสช.

4. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่บิดเบือนความต้องการแท้จริงของประชาชน ใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว นำคะแนนที่ประชาชนเลือกคนไปคิดให้กับพรรคที่เขาอาจไม่ได้อยากเลือก (มาตรา 91) โดยไม่มีบัตรที่สองให้ประชาชนปฏิเสธพรรคนั้นได้ ทำให้นักการเมืองบางคนแอบอิงคะแนนเสียงเข้ามาเป็น ส.ส. ได้ง่ายขึ้น

5. ให้พรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลที่จะให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้ถึง 3 ชื่อ โดยบุคคลดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. (มาตรา 88) ทำให้ประชาชนไม่อาจคาดหมายได้ว่าใครใน 3 คนจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

6. การเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นเพียงการเลือกกันเองในกลุ่มบุคคลจากวงการอาชีพต่างๆ (มาตรา 107) ซึ่งในความเป็นจริงย่อมมีกลุ่มคนที่ถูกกีดกันออกไป ไม่สามารถครอบคลุมประชาชนได้ทั้งหมด

7. ศาล ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระที่ไม่มีความยึดโยงกับประชาชน (มาตรา 203, 204, 217) แต่มีอำนาจมาก เช่น อำนาจร่วมตีความประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (มาตรา 5) อำนาจเลื่อนกำหนดวันเลือกตั้ง (มาตรา 104) อำนาจกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมบังคับใช้กับนักการเมือง (มาตรา 219) เป็นต้น

8. หากคณะรัฐมนตรีพ้นตำแหน่งตามมาตรา 144 (รู้เห็นการเปลี่ยนแปลงเนื้อหางบประมาณที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องแก่ผู้เสนอให้เปลี่ยนแปลง) ให้ปลัดกระทรวงรักษาการแทนและคัดเลือกนายกรัฐมนตรีรักษาการ (มาตรา 167(4), 168) เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดรัฐราชการได้

9. การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ยังคงเป็นไปได้ยากมาก (มาตรา 256) เนื่องจากต้องการเสียงจากทุกพรรคการเมืองที่ไม่ได้มีผู้เป็นรัฐมนตรี เป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 20 และเสียงจาก ส.ว. ถึง 1 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมด

10. คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังคงมีอยู่หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่หลังการเลือกตั้งจะเข้ารับหน้าที่ และยังคงมีอำนาจเต็มตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 (มาตรา 265) และกรอบเวลาในการจัดการเลือกตั้งภายหลังจัดทำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ซึ่งยังคงไม่มีความแน่นอน เนื่องจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อาจไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติได้ โดยไม่ได้มีการกำหนดกระบวนการหลังจากนั้น (มาตรา 267)

11. มีการนิรโทษกรรมและรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการกระทำและการใช้อำนาจโดย คสช. ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต (มาตรา 279)

ในขณะเดียวกัน กลับมีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติที่ยิ่งขัดต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ได้แก่

1. การให้สมาชิกวุฒิสภาชุดแรก จำนวน 250 คนมาจากการสรรหาซึ่งมี คสช. เป็นผู้คัดเลือกในขั้นตอนสุดท้าย โดยมีปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ รวม 6 คน เป็น ส.ว. โดยตำแหน่ง (มาตรา 269) มีอำนาจตีความประเพณีการปกครอง (มาตรา 5) เร่งรัดการปฏิรูปประเทศ โดย ครม. ต้องแจ้งความคืบหน้าต่อรัฐสภาทุก 3 เดือน (มาตรา 270)

2. การเปิดช่องยกเว้นให้ไม่ต้องเลือกนายกรัฐมนตรีจากรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอมาได้ (มาตรา 272)

3. การกำหนดให้รัฐต้องให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากการทุจริตแก่ประชาชน และจัดให้มีมาตรการป้องกันและขจัดการทุจริต (มาตรา 63) ซึ่งในทางปฏิบัติจะเป็นเพียงเครื่องมือในการควบคุมเฉพาะนักการเมืองเลือกตั้ง และหนุนเสริมสถานะขององค์กรที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน

4. การบัญญัติให้กำลังทหารใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศด้วย (มาตรา 52)

ทั้งหมดทั้งมวลนี้แสดงให้เห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวยังคงพยายามบ่อนเซาะสถาบันที่มาจากการเลือกตั้งให้อ่อนแอ และเอื้อให้สถาบันที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนเป็นผู้บงการการเมืองไทยในระยะยาว ไม่ต่างจากร่างเมื่อสองเดือนที่แล้ว จึงไม่มีทางที่ร่างรัฐธรรมนูญนี้จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยได้

ขบวนการประชาธิปไตยใหม่จะไม่อดทนยอมรับร่างรัฐธรรมนูญนี้ไปก่อน เพื่อที่จะตระหนักในภายหลังว่ามันได้สร้างความเสียหายในระยะยาวอีกต่อไป เราขอแสดงจุดยืนสนับสนุนให้ประชาชนไปร่วมลงประชามติ #ไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว และร่วมกันหาหนทางไปสู่ระบอบประชาธิปไตยด้วยมือของประชาชนเอง

ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (New Democracy Movement - NDM)

30 มีนาคม 2559

Offline

#823 April 1, 2016 1:20 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://prachatai.org/journal/2016/04/65 … tai.com%29


ศูนย์ทนายสิทธิฯ เปิดตัวหนังสือ 'ในนามของความ(อ)ยุติธรรมภายใต้ คสช.'

Fri, 2016-04-01 21:32

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเปิดตัวหนังสือ รวมรายงานที่ศูนย์ทนายฯ เผยแพร่ และประมวลคดีที่ศูนย์ทนายฯ ทำคดี รวมไปถึงตั้งข้อสังเกตต่อกระบวนการสืบสวนสอบสวนว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ รวมไปถึงการพิพากษาคดีเพื่อจัดการผู้เห็นต่างจากรัฐ และนโยบายในการจัดการกับคดี ม.112 ที่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง ไม่เลือกกลุ่มเป้าหมาย และมีโทษสูงขึ้น

25896735420_a9cb801f20_o.jpg

1 เม.ย. 2559 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดตัวหนังสือ "ในนามของความ(อ)ยุติธรรมภายใต้ คสช." ที่โรงแรมสุโกศล โดยสรวุฒิ วงศ์ศรานนท์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้ได้นำรายงานของศูนย์ทนายความฯ ที่เคยเผยแพร่ รวมถึงประมวลคดีที่ศูนย์ทนายความฯ ให้ความช่วยเหลืออยู่บางคดีมารวมไว้ด้วยเพราะเห็นว่าเป็นคดีที่มีความน่าสนใจในแง่กระบวนการขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่กระบวนการสืบสวนสอบสวนที่มีข้อกังขาว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไปจนถึงการพิพากษาคดีเพื่อจัดการผู้เห็นต่างจากรัฐ และนโยบายในการจัดการกับคดีหมิ่นสถาบันกษัตริย์ที่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง ไม่เลือกกลุ่มเป้าหมาย และมีโทษสูงขึ้น

ทั้งนี้ หนังสือดังกล่าวสรุปรวมการละเมิดสิทธิต่างๆ ดังนี้

1. การติดตามจับกุม การควบคุมตัวในที่ปิดลับหรือค่ายทหาร จากการติดตามเก็บข้อมูลพบว่าคดีที่เกี่ยวข้องกับคดีการใช้ความรุนแรงหรือการครอบครองอาวุธ คดีหมิ่นสถาบันกษัตริย์ หรือคดีอื่นๆ อีกที่ คสช.อ้างว่าเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐก่อนที่คดีจะขึ้นสู่ศาล พบว่าในการจับกุมผู้ต้องสงสัยมาดำเนินคดีนั้น เจ้าหน้าที่มักจะใช้ประกาศหรือคำสั่งที่ให้อำนาจในการควบคุมตัวบุคคลไปควบคุมตัวไว้ในค่ายทหาร แต่ในกระบวนการสอบสวนภายในค่ายทหาร พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้รับสิทธิในการเข้าถึงทนายความและไม่สามารถติดตามตรวจสอบได้ว่ากระบวนการสอบสวนที่เกิดขึ้นจริงเป็นอย่างไรจนกว่าผู้ต้องสงสัยจะถูกส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมกับถูกแจ้งความดำเนินคดีโดยเจ้าหน้าที่ทหารเรียบร้อยแล้ว ทนายความจึงจะเข้าถึงตัวผู้ต้องหาได้ โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าในการสอบสวนภายในค่ายทหารนั้นผู้ที่ถูกควบคุมตัวยังไม่ได้อยู่ในสถานะผู้ต้องหาเป็นการเชิญมาพูดคุยซักถามจึงไม่ต้องมีทนายความหรือบุคคลที่ผู้ถูกควบคุมตัวไว้ใจร่วมอยู่ด้วย

นอกจากการจับกุมการสอบสวนที่ดูจะใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องในการได้มาซึ่งข้อมูลแล้ว เรื่องการใช้สถานที่ที่ปิดลับหรือใช้ค่ายทหารเป็นสถานที่ควบคุมตัวตั้งแต่หลังการรัฐประหารมาจนถึงตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และยิ่งกลับแย่ลงอีกเมื่อมีการประกาศตั้งเรือนจำขึ้นภายใน มทบ.11 ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯแห่งนี้ แต่สามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้ยากมาก และการที่ผู้ต้องหาจะได้รับสิทธิที่พึงมี เช่น การเปิดให้ญาติเข้าเยี่ยม การได้พบทนาย ที่มีขั้นตอนยุ่งยากและการไม่ได้รับความเป็นส่วนตัวระหว่างรับคำปรึกษาทางคดีกับทนายความของตน นอกจากนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์เสียชีวิตขึ้นภายในเรือนจำถึง 2 คน แต่รัฐกลับอ้างว่าญาติไม่ติดใจแล้วก็ไม่ปรากฏความคืบหน้าในการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

กรณีนี้ ศูนย์ทนายความฯ ขอข้อมูลจำนวนผู้ต้องขังกับทางเรือนจำ แต่ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าเป็นข้อมูลที่อาจกระทบต่อความมั่นคงและเป็นข้อมูลส่วนบุคคล

2. เสรีภาพการแสดงออก มีการใช้กำลังทหารเข้ามาควบคุมสถานการณ์ผู้ต่อต้านรัฐประหาร มีทั้งการจับกุมควบคุมตัวจากที่ชุมนุม การติดตามจับกุมในภายหลัง รวมถึงการติดตามข่มขู่คุกคามทั้งรูปแบบเรียกรายงานตัวในพื้นที่ควบคุมของทหาร หรือสอดแนม ติดตาม ทั้งกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ ที่ปรากฏเป็นข่าว และกรณีที่เกิดขึ้นแล้วค่อนข้างเงียบคือ แกนนำเสื้อแดง กลุ่มเคลื่อนไหว ในพื้นที่ภาคอีสานมีการเรียกให้ไปรายงานตัวที่ค่ายทหารทุกอาทิตย์

3. คดีหมิ่นสถาบันกษัตริย์ มีจำนวนมากขึ้นในช่วงหลังการรัฐประหาร เฉพาะคดีที่ศูนย์ทนายความได้ให้ความช่วยเหลือทั้งคดีในศาลทหารและศาลพลเรือนมีอยู่ทั้งหมด 29 คดี 37 คน ซึ่งมีทั้งคดีที่จบไปแล้วรวมถึงคดีที่เกิดนานแล้วก่อนรัฐประหาร เช่น กรณีรายการตอบโจทย์ประเทศไทยที่ออกอากาศทางไทยพีบีเอส

4. เรื่องคดีอาวุธ คดีที่อยู่ในศาลทหารจำนวนมากเป็นคดีเกี่ยวกับอาวุธ แต่จากการติดตามข้อมูลศูนย์ทนายความฯ พบว่ามีคดีอาญาทั่วๆ ไป เช่น ผู้ต้องหาในคดียาเสพติดที่มีอาวุธในครอบครอง หรือแม้กระทั่งชาวบ้านที่มีอาวุธปืนดัดแปลงที่ใช้ในการล่าสัตว์ ถูกนำขึ้นศาลทหารด้วย นอกจากนี้ยังมีคดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงทางการเมืองย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ในช่วงปี 2553 โดยแม้ว่าคดีเหล่านี้จะอยู่ในศาลพลเรือน แต่ว่ากระบวนการสอบสวนก็ไปตกอยู่ในการจัดการของทหารอยู่ดีโดยมีการนำตัวไปสอบสวนภายในค่ายทหารตามที่ได้กล่าวไปแล้ว

5. การซ้อมทรมาน คดีที่ศูนย์ทนายความฯ ให้ความช่วยเหลือส่วนหนึ่งได้รับการร้องเรียนจากผู้ต้องหาว่ามีการซ้อมทรมานให้รับสารภาพในช่วงการควบคุมตัวในค่ายทหารตามอำนาจของกฎอัยการศึก ซึ่งบางรายให้ข้อมูลว่ามีการใช้ไฟฟ้าช็อต ใช้ถุงพลาสติกคลุมหัว ผู้สอบสวนไม่มีการเปิดเผยใบหน้าและตัวตน ซึ่งการซ้อมทรมานที่เกิดขึ้นทั้งกับผู้ต้องหาในคดีหมิ่นสถาบันฯ และคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงในเหตุการณ์การเมืองต่างๆ

6. เรื่องทรัพยากร พบว่า นอกจากการออกคำสั่งต่างๆ ของ คสช. ที่จะเข้ามาจัดการทรัพยากรต่างๆ เช่น เหมืองแร่ ที่ดิน ป่าไม้ แล้ว ยังพบว่า คสช. ได้เข้าขัดขวางแทรกแซงการชุมนุมแสดงออกเพื่อคัดค้านนโยบายทางเศรษฐกิจหรือประกาศของ คสช. ที่เข้ามาจัดการทรัพยากรที่จะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของพวกเขา

อนึ่ง ศูนย์ทนายความฯ ระบุว่าผู้ที่สนใจสามารถขอรับหนังสือได้ที่ศูนย์ทนายความฯ

Offline

#824 April 1, 2016 1:54 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

* ติ๊ดตู่ ประยุทธ์ จะแจ้งคนไทยไหมว่า จะให้ไปขุดหญ้ากิน เหมือนอย่างทั่นผู้นัม คิม จอง อึน North Korea มหามิตร?

http://www.prachachat.net/news_detail.p … 1459426725


"คิม จอง อึน"เตือนประชาชนเตรียมอดตาย ถึงขั้นขุดหญ้ากิน แต่ห้ามลืม"รักท่านผู้นำ"

updated: 31 มี.ค. 2559 เวลา 19:20:35 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

14594267251459427065l.jpg

เว็บไซต์แอลเอไทม์ส รายงานเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ว่า เกาหลีเหนือออกมาประกาศเตือนประชาชนเตรียมพร้อมสำหรับภาวะขาดแคลนอาหารที่ กำลังจะมาถึง ที่อาจรุนแรงถึงขั้นต้องหันไปขุดรากหญ้ากินอีกครั้ง

ข่าว ระบุว่า นายคิม จอง อึน เคยขึ้นกล่าวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกเมื่อขึ้นเป็นผู้นำประเทศ เมื่อปี 2555 โดยนายคิมยืนอยู่ต่อหน้ากองทัพ บริเวณจัตุรัสในกรุงเปียงยาง และบอกกับฝูงชนว่า ทุกคนจะไม่ต้องรัดเข็มขัดเพราะความอดอยากอีกต่อไป ซึ่งหมายถึง ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือตกอยู่ในภาวะยากจน และขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะภาวะการขาดแคลนอย่างหนักในช่วงทศวรรษ 1990 ที่มีชาวเกาหลีเหนือหลายแสนคนหรืออาจมากกว่านั้น ต้องตายลงเพราะความอดอยาก

และเมื่อราว 3 เดือนก่อน นายคิมก็ประกาศต้อนรับปีใหม่ ด้วยการให้ปีนี้เป็นปีทอง โดยเกาหลีเหนือจะสร้างประเทศให้เจริญรุ่งเรือง
หาก แต่การถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่รุนแรงมากขึ้น หลังการทดลองนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเมื่อเร็วๆ นี้ ได้ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป โดยบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์โรดอง ซินมุน สื่อที่เป็นกระบอกเสียงให้แก่รัฐบาลเกาหลีเหนือ ของสัปดาห์นี้ ระบุไว้ว่า ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ “เราอาจจะต้องตกอยู่ในภาวะยากลำบาก ถึงเวลาที่เราอาจจะไปขุดรากหญ้ากินกันอีกครั้ง”

โรดอง ซินมุน ระบุว่า การคว่ำบาตรที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ประกาศใช้หลังการทดลองนิวเคลียร์และการยิงจรวดพิสัยไกลของเกาหลีเหนือเมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปี เพราะเป็นการพุ่งเป้าไปที่การจำกัดการค้าระหว่างประเทศกับเกาหลีเหนือ

พร้อม กับเตือนด้วยว่า ชาวเกาหลีเหนืออาจจะต้องเผชิญกับการอดตาย แต่กระนั้นก็ตาม แม้ว่าตัวจะตาย แต่ต้องไม่ลืมที่จะซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อคิม จอง อึน ผู้นำของประเทศ จนถึงนาทีสุดท้ายของชีวิต


ที่มา มติชนออนไลน์

...............

12512227_970191726410910_8513498384427340376_n.png?oh=9823d40daace150f05726bc3db95a378&oe=578CC0BFหยุดดัดจริตประเทศไทย
ถูกใจเพจนี้ · 15 ชม. ·

12799424_979528965477186_2510586658322562795_n.jpg?oh=72032b4d8ec1bc435366a01797cde8b0&oe=577BADDA

เห็นไก่อูโยนขี้เรื่องค้าทาสโรฮิงญาไปให้ยิ่งลักษณ์แล้วกูขันมาก
ย้อนรอยไปรายงานของรอยเตอร์จะพบว่าใช้เวลาในการรวบรวมหลักฐานมานานมากแล้วก่อนจะดังในยุคประยุทธ์

ที่แน่ๆพล.ท.มนัส คงแป้น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ถูกจับกุมโดยตำรวจสืบสวนว่าพัวพันการค้ามนุษย์

แต่ตำรวจสืบสวนที่เป็น "พยานปากเอกในคดี"กลับถูกย้ายลงไปพื้นที่อิทธิพลของกลุ่มโจรค้ามนุษย์ราวกับจะส่งไปให้โจรฆ่าทิ้ง
ทางตำรวจสืบสวนเรียกร้องเรื่องนี้กับประยุทธ์นานเป็นเดือนแต่ตัวประยุทธ์ไม่สนใจ จนตำรวจที่ทำคดีต้องลี้ภัยหนีตายไปอยู่ต่างประเทศ แถมมีหน้าเรียกให้กลับมาอีกด้วยนะ

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในรัฐบาลประยุทธ์ล้วนๆ

หยุดดัดจริตประเทศไทย

แค่มีปืนกับรถถังเยอะๆมารัฐประหารแล้วคำประกาศถือเป็น "กฏหมาย"ได้แบบนี้ก็ล้มเลิกวิชานิติศาสตร์ไปเถอะ จะเรียนไปทำซากอะไร
ประเทศนี้เข้าใจง่ายดี ใครมีปืนมาก รถถังมากคือกฏหมาย  ความยุติธรรม สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพโดนกดทิ้งลงชักโครก
ยุคทมิฬ

10371645_10154121307430551_4079925114686828198_n.jpg?oh=a2c5658bcdee720f3098372783bee2a7&oe=5791CC94iLaw
ถูกใจเพจนี้ · 14 ชม. · มีการแก้ไข ·

12891548_10156708276895551_3592805223443684278_o.jpg

ศาลอาญาเห็นพ้อง คดี'พลเมืองรุกเดิน' ต้องขึ้นศาลทหาร !

ศาลทหารกรุงเทพนัดฟังคำวินิจฉัยเขตอำนาจศาล ในคดีที่พันธ์ศักดิ์ ญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุมปี 2553 และสมาชิกกลุ่มพลเมืองโต้กลับ จัดกิจกรรม "พลเมืองรุกเดิน" ซึ่งเป็นกิจกรรมเดินเท้าจากบ้านบางบัวทองมายังศาลทหารกรุงเทพเมื่อปีที่แล้ว ถูกดำเนินคดีในข้อหายุยงปลุกปั่นฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 โดยศาลทหารอ่านคำวินิจฉัยว่าศาลอาญามีความเห็นพ้องกับศาลทหารให้คดีนี้พิจารณาพิพากษาที่ศาลทหาร พิเคราะห์จากหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติยึดอำนาจสำเร็จ จึงออกประกาศที่เป็นกฎหมายได้ รวมไปถึงประกาศ คสช.ที่ 37/2557 เรื่องให้พลเรือนขึ้นศาลทหารในคดีความมั่นคงฯ

วันนี้( 1 เมษายน 2559) ศาลทหารกรุงเทพนัดฟังคำสั่งเรื่องเขตอำนาจศาล คดียุยงปลุกปั่นฯ ตามมาตรา 116 ของพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ ในกิจกรรม พลเมืองรุกเดิน หลังทนายขอยื่นคำร้องให้ศาลอาญาวินิจฉัยเมื่อวันนัดสอบคำให้การปีที่ผ่านมา(5 พฤศจิกายน 2558)

บรรยากาศที่ศาลทหารช่วงเช้า มีสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งมารอทำข่าว พันธ์ศักดิ์เดินทางมาถึงศาลเวลา 09.10 น. โดยทนายความมารออยู่เเล้ว หลังจากนั้นเวลาประมาณ 09.30 น.ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 1 ศาลขึ้นบัลลังก์พิจารณาคดี ศาลเริ่มจากอ่านคำสั่งว่า ตามที่ส่งคำร้องวินิจฉัยเขตอำนาจศาลไปที่เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ศาลอาญามีความเห็นลงวันที่ 29 มีนาคม 2559 ใจความว่า การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติยึดอำนาจสำเร็จ และเข้าควบคุมสถานการณ์ประเทศ ในขณะที่ประกาศกฎอัยการศึก และออกคำสั่งต่างๆ คำสั่งและประกาศนั้นถือเป็นกฎหมายดังนั้นประกาศ คสช.ฉบับที่ 37/2557 ที่ให้ผู้ต้องหาคดีเกี่ยวกับความมั่นคง ถูกนำพิจารณาคดีที่ศาลทหาร จึงผูกพันต่อคดีนี้ด้วย ศาลทหารจึงมีอำนาจพิจารณาคดีนี้
หลังอ่านคำสั่ง

ศาลอ่านบรรยายฟ้อง ซึ่งจากกิจกรรมพลเมืองรุกเดิน พันธ์ศักดิ์ถูกฟ้องดำเนินคดีถึง 3 ข้อกล่าวหาคือ ชุมนุมฝ่าฝืนประกาศคสช.ที่7/2557, ยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ สอบถามคำให้การพันธ์ศักดิ์ให้การปฏิเสธ และขอต่อสู้คดี ต่อมาอัยการโจทก์ขอให้ศาลนัดวันสืบพยานเลย แต่ทนายขอค้าน เพราะเห็นว่าคดีนี้มีพยานหลักฐานซับซ้อนเพราะพันธ์ศักดิ์ถูกฟ้องถึง 3 ข้อหา และเหตุเกิดในท้องที่หลาย สน. รวมถึงทนายอยากรู้แนวทางการนำสืบพยานจึงขอนัดตรวจพยานหลักฐานก่อน ศาลอนุญาติให้มีนัดตรวจพยานหลักฐาน จึงให้ทั้งสองฝ่ายนัดวัน กระทั่งได้วันที่ 11 กรกรฎาคม 2559 เป็นวันตรวจพยานหลักฐาน

หลังเสร็จสิ้นฟังคำสั่ง พันธ์ศักดิ์ให้สัมภาษณ์ถึงคำวินิจฉัยของศาล และกล่าวกับสื่อมวลชนว่า แม้จะอยู่ในช่วงพิจารณาคดีและต้องขึ้นศาลทหาร ก็ยังทำกิจกรรมได้เรื่อยๆ ไม่มีผลอะไร ช่วงนี้ทำกิจกรรม 'วิ่งเฉยๆ'

โดยเรื่องราวของคดีพลเมืองรุกเดิน เกิดขึ้นจาก เดือนมีนาคม2558 พันธ์ศักดิ์และผู้ถูกกล่าวหาอีก 3 รายในคดี เลือกตั้งที่ (รัก) ลัก ออกแถลงการณ์ถึงประธานศาลฎีกาเรียกร้องสิทธิพลเมือง โดยขอขึ้นศาลอาญาแทนศาลทหารในความผิดที่พวกเขาถูกจับกุม

นอกจากนี้ ยังประกาศผ่านเฟซบุ๊กเพจ “พลเมืองโต้กลับ” ว่าจะจัดกิจกรรม “พลเมืองรุกเดิน” (http://freedom.ilaw.or.th/blog/ResistantCitizen)วันที่ 14-16 มีนาคม 2558 ที่จะเดินเท้าจากบางบัวทองถึง สน.ปทุมวัน เพื่อให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กระทั่งหลังกิจกรรมพันธ์ศักดิ์ถูกจับกุมในคดีนี้เมื่อ วันที่ 26 มีนาคม 2558 บริเวณลานจอดรถในวัดละหาร อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ขณะจอดรถเตรียมเข้าบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย พ.ต.ท.ทวีวงศ์ ดิษฐแย้ม สารวัตรกองกำกับการสืบสวน 4 ตำรวจนครบาล ควบคุมตัว พันธ์ศักดิ์ ไปที่ สน.ชนะสงคราม

โดยมีหมายจับศาลทหาร จากกิจกรรมจัดการเดินเท้า "พลเมืองรุกเดิน" มีข้อกล่าวหาคือ การเดินเท้าของพันธ์ศักดิ์เป็นการกระทำที่เข้าข่ายต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร เนื่องจากก่อนการเดินเท้ามีการประกาศผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค มีการนัดประชาชนมารวมตัวกันและเสวนาทางการเมือง ณ จุดต่างที่ตนเองเดินผ่าน โดยไม่ได้มีเจตนาเดินทางไปพบพนักงานสอบสวนตามปกติ นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายตราสัญลักษณ์ “พลเมืองโต้กลับ” ให้กับคนที่มาพูดคุยและเห็นด้วยกับพันธ์ศักดิ์การกระทำดังกล่าวทำให้พันธ์ศักดิถูกกล่าวหาในความผิดจำนวน 3 ข้อหา ได้แก่ ปลุกระดมยั่วยุให้ฝ่าฝืนกฎหมายตามมาตรา 116 ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) และฝ่าฝืนประกาศ คสช. ฉบับที่ 7/2557 ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน

ทั้งนี้่ก่อนหน้าเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2559 คดีเลือกตั้งที่รัก(ลัก)(http://freedom.ilaw.or.th/th/case/658) ศาลเลื่อนฟังคำสั่งวินิจฉัยเขตอำนาจศาลออกไป เพราะจำเลยที่ 1 อานนท์ นำภา ไม่มาศาล โดยเลื่อนไปฟังวันที่ 10 มิถุนายน 2559

ดูรายละเอียดคดี พลเมืองรุกเดินทั้งหมด -->http://freedom.ilaw.or.th/th/case/662

อ่านสกู๊ป พลเมืองรุกดิน เมื่อยุติธรรมไม่มา เราจะเดินไปหามัน -->http://freedom.ilaw.or.th/blog/ResistantCitizen

อ่านเรื่องราว การต่อสู้ของพลเรือนที่ไม่ยอมขึ้นศาลทหาร ที่ --> http://bit.ly/235XTdD

...........

12715588_996275863798527_1977934012819788637_n.jpg?oh=14faca4e46bf2462e94e13c63caffb71&oe=5785B794Thailand Dictator Watch
ถูกใจเพจนี้ · 20 มีนาคม ·

1930230_1019804328112347_7638987782939779795_n.jpg?oh=9b6b969db788484e886177cbc219c185&oe=57862A77

ไก่อูชี้ระดับการว่างงานอยู่ในระดับยอมรับได้ เอ่อหมายถึงพวกที่แต่งตั้งลูกๆและเครือญาติมานั่งทำงาน สนช สปท คสช หรือคะที่ไม่ว่างงาน ที่อื่นเขาเลย์ออฟกันเป็นว่าเล่น โรงงานถอนการผลิตกันเพียบเลยนะคะท่าน http://www.matichon.co.th/news/76190

..........

12472638_1849988165228604_6871271831100123179_n.jpg?oh=292a716b61c11c0483a59766438fc979&oe=578C03A9

Offline

#825 April 2, 2016 10:26 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

1902866_715002658592347_6891490871128034730_n.jpg?oh=20b075d304bfca26984234789c7a33c5&oe=5781F806วงไฟเย็น
เมื่อวานนี้ เวลา 3:24 น. ·
เพลงใหม่ล่าสุด.!!!
มาฟัง"น้องแยม"แซวทั่นผู้นำ.( ความฉิบหาย!!! )

https://www.youtube.com/watch?v=A8zv-D3sCN4

ไฟเย็นพบประชาชนและลุงสนามหลวง #62 - 27032016
photo.jpgFAIYEN CHANNEL Thairev Station

วงไฟเย็น / feat.by DJ.Yammy
YAMMY Gozzip YAM
https://goo.gl/PKUk3F
.
เนื้อร้อง ขุนทองไฟเย็น
.
เห็นขันแดง แสลงในใจ
ทหารควายไทยไล่ขวิดยามนั้น
ประสาทแดกไหม แค่โพสต์เรื่องขัน
เผด็จการกล่าวหาว่าไม่มั่นคง
.
แค่เห็นขันน้ำ แสนช้ำชอกใจ
พี่ตู่อยากตายวันละหลายสิบหน
ศักดิ์ศรีปี้ป่นอับอายผู้คน
เพราะขันสีแดง แสลงเหลือเกิน
.
ประยุทธ์คุณจะไปไม่รอด
ประยุทธ์คุณจะไปไม่รอด
ดูแล้วพาวอดวายจนต้องเผ่น
.
เผ่นเลย เผ่นเลย เผ่นไปทางไหนก็เชิญ
เผ่นเลย เผ่นเลย เผ่นไปทางไหนก็เชิญ
ประชาชนจงเจริญ ประเทศต้องเดิน
เผด็จการ ไล่มันออกไป
.
ไปเลย ไปเลย ไปเลย ไปเลย ไปเลย
ไปเลย ไปเลย ไปเลย ไปเลย ไปเลย
กลับไปเลี้ยงควาย นะไอ้ คสช.

11032409_454201914779404_1015295219997563492_n.jpg?oh=e0d29ff1518e25bd51da075bbfb620d3&oe=5785584E

..........


http://www.khaosod.co.th/view_newsonlin … 1459497625

ตร.ยึดขันแดงมวลชนกลุ่มหนุน “ยิ่งลักษณ์” หน้าศาล

14594976251459497832l.jpg

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 เวลา 15:00 น.
จำนวนคนอ่านล่าสุด 6693 คน
เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศภายหลังจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นศาลสืบพยานคดีจำนำข้าวนัดที่ 6 ว่า ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งดูแลความเรียบร้อยบริเวณโดยรอบศาลฯ ได้เข้ายึดขันน้ำสีแดง ระบุข้อความ “รักนายกปู” ซึ่งเขียนด้วยปากกาลบคำผิด จากกลุ่มผู้สนับสนุนที่มาให้กำลังใจ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามบอกผู้สื่อข่าว ว่าขออย่าให้นำเรื่องนี้ไปลงข่าว

.............

http://www.thairath.co.th/content/599225 + * added

สื่อนอกรุมตอม นักข่าวขันแดงเชียงใหม่! อยากรู้ถูกทหารเรียก ไปทำอะไร

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 มี.ค. 2559

EyWwB5WU57MYnKOuYLfiN4MqSTtlrTNXLkDm4LJZ1ZitOLQQXXeljm.jpg

กลายเป็นคนดังไปแล้ว นักข่าวขันแดง เชียงใหม่ หลังทหารเชิญไปเข้าค่าย สื่อนอกส่อในรุมตอม อยากรู้ถูกเรียกไปทำอะไร เจ้าตัวยืนยันรายงานตามข้อเท็จจริง ประเด็นเป็นเรื่องเล่นน้ำสงกรานต์อย่างประหยัด ไม่เกี่ยวกับการเมือง...

กรณี ‘ข่าวขันแดง’ และแผ่นกระดาษอวยพรปีใหม่เมือง 2559 ที่มีข้อความและรูปถ่ายของอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งต่อมามีการนำรูปสาวเชียงใหม่ถือขันแดงมาลงในเฟซบุ๊ก และกลายเป็นข่าว (อ่าน'แม้ว-ปู' อ้อนคิดถึงคนเชียงใหม่ ส่งขันแดงอวยพรสงกรานต์)

ทำให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเห็นเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงภายในประเทศ จึงได้มีคำสั่งให้มีการดำเนินคดีกับสาวเชียงใหม่ที่ถือขันแดงและแผ่นคำอวยพรโดยใช้มาตรา 116 ดำเนินคดีทางศาลทหาร ต้องใช้หลักทรัพย์เงินสดจำนวน 100,000 บาทประกันตัวไป (อ่านสาวโพสต์คู่ขันแดง โดน ม.116 ประกันตัว 1 แสน รดน้ำมนต์ 3 วัด!)

พร้อมกันนี้ ได้ให้ทางตำรวจดำเนินการกับผู้สื่อข่าวที่นำเสนอข่าวนี้ โดยเรียกตัวมาทำประวัติ และสอบถามที่มาขอรูปภาพที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะปล่อยตัวออกมา โดยกำชับไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวในการทำข่าวที่ล่อแหลมละเอียดอ่อน ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองอีก (อ่านทหารเชิญ 2 นักข่าวเชียงใหม่เข้าค่ายสอบ 'ขันแดง' เตือนเรื่องละเอียดอ่อน)

ความคืบหน้าในเรื่องนี้ ที่กลายเป็นหัวข้อ มีการพูดถึง และวิพากษ์วิจารณ์กันในโซเชียล จนตลอดทั้งวันที่ 31 มี.ค.นี้มีผู้สื่อข่าวทั้งสำนักภายในประเทศและต่างประเทศได้ติดต่อสัมภาษณ์ นายชัยพินธ์ ขัติยะ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ที่ถูกฝ่ายตำรวจนำตัวไปสอบสวนร่วมกับฝ่ายทหาร ในมณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ อ.เมืองเชียงใหม่ ถึงขั้นตอนต่างๆในการดำเนินการของฝ่ายทหาร และตำรวจ

ทั้งนี้ นายชัยพินธ์ ได้ให้สัมภาษณ์ความรู้สึกที่ถูกเชิญหรือนำตัวเข้าไปในค่ายทหารว่า ตกใจที่เห็นมีสารวัตรทหารมากันหลายนาย ไม่นึกว่าจะเป็นเรื่องราวที่ใหญ่โต เพราะตำรวจระบุว่าเชิญตัวไปสอบในฐานะพยาน และตามกฎระเบียบใหม่ ทหารมีอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนร่วมอยู่แล้ว ซึ่งตนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง และระบุว่าข่าวที่รายงานไปทางต้นสังกัดที่กรุงเทพฯ เป็นเพียงข่าวเกี่ยวกับการเล่นน้ำอย่างประหยัดในเทศกาลสงกรานต์เชียงใหม่ เนื้อหาต่างๆ ไม่ได้เป็นการชักจูงในเรื่องการเมือง ซึ่งทางฝ่ายทหารก็เข้าใจ และขอให้ยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนถ่ายภาพ ทางนายชัยพินธ์ ก็ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องใดๆ ในการถ่ายภาพ และฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้โทรศัพท์ถึงหญิงชาวเชียงใหม่ที่ตกเป็นผู้ต้องหา ซึ่งก็ยืนยันว่านายชัยพินธ์ ไม่ได้ถ่ายภาพ ทางฝ่ายทหารจึงปล่อยตัวออกมา

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่ง ได้ขอสัมภาษณ์ความรู้สึกที่ถูกนำตัวเข้าค่ายทหาร นายชัยพินธ์ บอกว่า ทุกอย่างตนบริสุทธิ์ใจ จึงไม่กลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง แต่เสียความรู้สึกในช่วงที่ลงจากรถ เห็นทหารจำนวนมากมารออยู่ และให้ยืนถ่ายรูปทำประวัติ แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี ด้วยเหตุและผล อย่างไรก็ตาม จะทำหน้าที่รายงานข่าวต่อไป ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

ทางด้าน สาวเชียงใหม่ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในมาตรา 116 ทางผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปขอสัมภาษณ์ แต่นางจีรวรรณ ซึ่งอยู่ในช่วงประกันตัวสู้คดี ไม่ขอให้สัมภาษณ์ หรือพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีก บอกเพียงว่า ทางตำรวจให้ไปหาขันแดงและรูปภาพที่ถือในวันเกิดเหตุมาประกอบคดี แต่ตนไม่รู้จะไปหาที่ไหน เพราะหลังที่มีข่าวขันแดงเกิดขึ้น ก็ไม่ใครนำขันอออกมาอีก คงจะนำไปทิ้งหรือซ่อนหมดแล้ว ตนจึงไม่รู้จะไปหาขันที่ไหน ซึ่งก็อยากให้ทุกอย่างจบลงด้วยดี.

* ดูกันชัดๆ ขันแดงเขียนอะไร ....ฝากให้ ...เผด็จการ    klum

10556225_1847286015498819_6910076524438390195_n.jpg?oh=2d781b11945ec93fb29af4bca85e88c2&oe=57813501

12321430_858240237638233_1947702505158464901_n.jpg

Last edited by linc49 (April 2, 2016 10:30 AM)

Offline

#826 April 2, 2016 10:42 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://thaienews.blogspot.com/2016/04/blog-post_70.html

วันเสาร์, เมษายน 02, 2559

คลิป สำนักข่าววอยซ์อ็อฟอเมริกาภาคภาษาไทย สัมภาษณ์พิเศษ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดใจ พ้อ ต่างชาติเชื่อคนหนีคดีกว่ารบ. รับ หลังลต.ปีหน้าอยากหยุดพัก

วีโอเอ ไทย สัมภาษณ์พิเศษ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

VOA Thai

Published on Apr 1, 2016

สรุปประเด็นการสัมภาษณ์ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระหว่างเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อเข้า­ร่วมประชุมระดับผู้นำว่าด้วยความมั่นคงทาง­นิวเคลียร์ ที่กรุงวอชิงตัน โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นของไทยให้กั­บชาวต่างชาติรวมทั้งเปิดใจความคาดหวังหลัง­วางมือทางการเมืองเป็นครั้งแรก

Originally published at - http://www.voathai.com/a/voa-thai-int...

ooo

บิ๊กตู่ เปิดใจสื่อนอก พ้อ ต่างชาติเชื่อคนหนีคดีกว่ารบ. รับ หลังลต.ปีหน้าอยากหยุดพัก

43-2.jpg

ที่มา มติชนออนไลน์
1 เม.ย. 59

“บิ๊กตู่” ให้สัมภาษณ์สื่อนอก ยันเลือกตั้งปี 60 ชัวร์ ลั่นไม่ส่งนอมินีลงชิงนายกฯสืบทอดอำนาจ พ้อ ต่างชาติไม่ค่อยฟังรัฐบาล เชื่อแต่คนหนีคดีอยู่เมืองนอกโจมตีรัฐบาล ไม่ห่ว%8M¸ถานการณ์การเมืองเพราะยึดกฎหมายเท่าธรรม ตร.-ทหารไม่ดีสั่งเด้ง บอกอยากพักผ่อนอยู่บ้านเลี้ยงหลานหลังจบโรดแมป

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ สำนักข่าววอยซ์อ็อฟอเมริกาภาคภาษาไทยระหว่างร่วมการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยความมั่นคงทางนิวเคลียร์ ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม -1 เมษายนนี้ที่กรุงวอชิงตันดีซี สหรัฐฯ ว่า การเลือกตั้งนั้นจะมีขึ้นกลางปี 2560 ซึ่งจะไม่มีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตัวแทนหรือนอมินีเข้ามาลงเลือกตั้งเพื่อสืบทอดอำนาจแน่นอน ส่วนด้านการเมืองที่ตนเป็นห่วงก็คือสิ่งที่กำลังแก้อยู่ทุกวันนี้ หากไม่สำเร็จและกลับมาที่เดิมเพราะคนที่เคยทำ ให้บ้านเมืองเสียหายแต่ไม่ยอมรับการกระทำของตัวเอง ส่วนที่ทำถูกนั้นตนไม่ว่าแต่ส่วนที่ผิดแล้วยังบอกว่าถูกแล้วยังกลับมาที่เดิม ขอถามว่าแล้วจะกลับมายังไง ก็กลับมาโดยประชาชนที่มีรายได้น้อยที่พร้อมจะถูกชักจูงเสมอเขาทำมาแบบนี้ตลอด ซึ่งตนไม่ได้ต้องการให้มาเป็นฝ่ายตัวเอง แต่ต้องการให้เป็นคนดีของชาติ พัฒนาบ้านเมืองไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ชาวนาหรืออะไรก็แล้วแต่ เรื่องนี้ตนเป็นห่วง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หากถามว่าตนกังวลกับสถานการณ์หรือไม่ ตนไม่กังวล เพราะมีกฎหมายซึ่งที่ผ่านมามีความวุ่นวายเพราะกฎหมายไม่มีการบังคับใช้เท่าเทียม และเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายไม่ได้เพราะถูกแบ่งแยก วันนี้ทุกคนต้องทำความคำสั่งตนและคสช. ใครไม่ทำไม่ได้ตำรวจ ทหารไม่ดีก็ปลดทิ้งไป โดยต้องทำตามคำสั่งที่ชอบธรรมและถูกกฎหมาย สำหรับเรื่องที่เป็นกังวลอีกเรื่องคือการสร้างรับรู้กับต่างประเทศ โดยตนให้ตอบคำถามกับหลายประเทศที่มาหา เขาก็พูดแต่ประชาธิปไตย การเลือกตั้งและสิทธิมนุษยชน โดยเขาไม่ถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยทำไมตนต้องเข้ามา โดยตนได้บอกเหตุทุกครั้งแต่เขาไม่ใส่ใจ ไปใส่ใจแค่เพียงเรื่องสิทธิมนุษยชนเพราะมีคนไปพูดให้เขาฟังว่ารัฐบาลนี้เข้ามาแล้วฆ่าคนตายไปเท่านี้เท่านั้น เอาคนมาติดคุกเป็นพันๆ คน ฆ่านักข่าวไป 400-500 คน เอาถุงดำครอบหัวประชาชน ตนไม่เคยทำสักอย่าง แต่ใครที่ไปพูดกับเขาก็คือคนที่หนีไปต่างประเทศด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ซึ่งมีการเรื่องไปรายงานตัว หากมาพบเจ้าหน้าที่ก็กลับบ้านได้ แต่ที่หนีไปนั้นเพราะมีความผิดหรือเปล่า แล้วก็ไปให้ร้ายประเทศอยู่ข้างนอก

นายกฯกล่าวว่า อนาคตทางการเมืองหลังมีการเลือกตั้งตนก็แค่กลับบ้านนอน แล้วเลี้ยงหลาน ตนก็อยากพักนะ แม้หลายคนจะบอกให้อยู่ แล้วมันอยู่ได้ไหมเล่า ถ้าบอกว่าอยู่ได้มันก็ผิดอีก

....

ชาวเน็ตแซว...

เบื้องหลัง

1947787_1517982795176050_6238100519407877095_n.jpg
ตอแหลไปวันๆ?

Offline

#827 April 2, 2016 11:24 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

12512227_970191726410910_8513498384427340376_n.png?oh=9823d40daace150f05726bc3db95a378&oe=578CC0BFหยุดดัดจริตประเทศไทย
30 มีนาคม เวลา 17:30 น. ·

12932717_977934032303346_7989900096510440553_n.jpg?oh=92c01cc410b409384ffc163a82e3b363&oe=5794219E

ตอนแรกไทยกับจีนจะร่วมลงทุนและแบกรับความเสี่ยงด้วยกัน
จีนจึงมีอำนาจต่อรองกับไทยในการสร้างรถไฟเร็วปานกลางสายกรุงเทพ-แก่งคอย-มาตาบพุต-โคราช-นครพนม
ต่อมาคสช.ได้ล้มเลิกและคิดลงทุนเอง 100 %ในเส้นทางกรุงเทพ-โคราช และประกาศจะใช้บริการของจีน
ในเมื่อไทยลงทุนเองแล้ว 100 % ทำไมต้องจ้างจีนเท่านั้น?ทำไมไม่มีการเปิดประมูลงานแบบโปร่งใสหรือคิดใช้ตัวเลือกอื่น เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือเยอรมันเลย
ในเมื่อไทยลงทุนเอง 100 %แล้วมีเหตุผลอะไรที่ประยุทธ์จะต้องเลือกจีนในทันที?
แบบนี้เรียกส่อทุจริตหรือไม่?
หยุดดัดจริตประเทศไทย
31-3-2016


ตอนนี้นอกจากประยุทธ์ของไทยที่จะจ้างจีนสร้างรถไฟความเร็วปานกลางจากกรุงเทพ-โคราชยังเหลือประเทศไหนที่ยังดีลเรื่องรถไฟกับจีน?
ไม่ประมง ไม่ประมูล ประยุทธ์จะเอาจีนท่าเดียว

http://www.matichon.co.th/news_detail.p … 1443863855

จนท.ลาวผิดหวัง! จีนรีดดอกเบี้ยเงินกู้ "รถไฟความเร็วสูง" สูงเกินเหตุ ชี้เป็นภาระปชช.

วันที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2558

14438638551443863987l.jpg

Radio Free Asia (RFA) องค์กรสื่อไม่แสวงหากำไรรายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของลาวได้แสดงความเป็นห่วงกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.75 หมื่นล้านบาท) จากจีนเพื่อใช้ในการลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง เผยเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองต่อรองให้จีนลดอัตราดอกเบี้ยลงแล้ว

ในการประชุมเป็นเวลา3วันระหว่างคณะรัฐบาลลาวและผู้ว่ากรุงเวียงจันทน์และผู้ว่าจังหวัดอื่นๆ เมื่อวันที่ 23-25 กันยายนที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ด้านคมนาคมกล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่จีนเสนอมาถือว่าสูงเกินไปเมื่อเทียบกับเงินกู้ก้อนอื่นๆ ที่จีนเคยทำสัญญากับลาว

"ผมอยู่ในการประชุมซึ่งเจ้าหน้าที่บางคนกล่าวว่ารัฐบาลควรทบทวนความชอบด้วยกฎหมายของการกู้เงินในครั้งนี้และควรคำนึงถึงภาระดอกเบี้ยที่จะตกอยู่กับประชาชนคนลาว"เจ้าหน้าที่ระดับสูงของลาวซึ่งปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อกล่าวกับRFAเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พร้อมกล่าวว่ามีเจ้าหน้าที่อีกหลายคนที่ขอให้ผู้นำรัฐบาลทบทวนการกู้เงินจำนวนดังกล่าวอีกครั้ง ระบุอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ถือว่าสูงเกินไปและต้องการให้จีนลดอัตราดอกเบี้ยลง

รายงานอ้างว่า จีนเคยเสนอเงินกู้ให้กับประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกันที่อัตรา 2 เปอร์เซ็นต์สำหรับโครงการก่อสร้างทางรถไฟและการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ดี กรณีของประเทศไทย จีนเคยเสนอให้เงินกู้ในโครงการรถไฟความเร็วสูงด้วยอัตราที่สูงถึง 4 เปอร์เซ็นต์ ก่อนที่การเจรจาครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา จีนได้เสนอมาที่อัตรา 3.28 เปอร์เซ็นต์ แต่อัตราดังกล่าวยังสูงกว่าอัตราเงินกู้ในประเทศของไทย (พันธบัตรรัฐบาล) ซึ่งอยู่ที่ 3.15 เปอร์เซ็นต์

"มันเป็นการประชุมเปิดที่เจ้าหน้าที่หลายคนร่วมตั้งคำถามและแสดงความเห็นทั้งข้อดีข้อเสียของโครงการ...แต่รองนายกรัฐมนตรีสมสวาทเล่งสวัดคงไม่คิดจะทำอะไรเพราะเขาต้องการจะสร้างมันให้ได้"เจ้าหน้าที่ลาวกล่าว

รัฐบาลลาวได้กำหนดการเริ่มต้นก่อสร้างโครงการที่มีมูลค่ากว่า7พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ราว 2.45 แสนล้านบาท)ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งรัฐบาลลาวจะต้องร่วมสมทบทุนโครงการเป็นจำนวน 840 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.94 หมื่นล้านบาท) โดยเงินจำนวน 500 ล้านดอลลาร์จะมาจากการกู้ยืมเงินจากรัฐบาลจีนเป็นเวลา 20 ปี ซึ่งลาวต้องค้ำประกันจีนด้วยรายได้จากเหมืองแร่บ็อกไซต์และเหมืองแร่โพแทส

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเชื่อมโยงทางรถไฟกว่า3พันกิโลเมตรของหลายประเทศในภูมิภาคที่จะวิ่งจากคุนหมิงทางใต้ของจีนผ่านลาวไทย มาเลเซีย ไปถึงสิงคโปร์ ซึ่งลาวได้อนุมัติโครงการนี้ตั้งแต่ปี 2012 ด้วยหวังว่าจะช่วยลดราคาค่าขนส่งสินค้า และเสริมการลงทุนในประเทศ แต่โครงการต้องเจอปัญหาทำให้ล่าช้าหลายประการ

........


โดย MGR Online            
30 มีนาคม 2559 19:01 น.

559000003398801.JPEG


...........

รัฐบาลคนดี / วงไฟเย็น
photo.jpgYAMMY Gozzip YAM

Offline

#828 April 2, 2016 11:36 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

4-300x336.jpg

http://thaienews.blogspot.com/2016/04/blog-post_19.html

วันเสาร์, เมษายน 02, 2559

อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ แนะนำหนังสือน่าอ่าน ของ อ.เบน แอนเดอร์สัน สำหรับ 'กบในกะลา'

Cd_D47EW8AAsoNF.jpg

กบในกะลา จงรวมกัน เจ้าไม่มีอะไรจะสูญเสีย นอกจากกะลา
หนังสือเล่มใหม่ วางตลาด 6 พฤษภา ครับ
โปรด คลิก ดูปก และบทคัดย่อ

11102631_1062346403779786_1425826078860291531_n.jpg?oh=4a94b60b1467b2acaf98e32dc420c203&oe=578CCB2B
Charnvit Kasetsiri

http://www.versobooks.com/books/2135-a- … boundaries
.....

Screen%2BShot3.png

A Life Beyond Boundaries: A Memoir

by Benedict Anderson

An intellectual memoir by the author of the acclaimed Imagined Communities

Born in China, Benedict Anderson spent his childhood in California and Ireland, was educated in England and finally found a home at Cornell University, where he immersed himself in the growing field of Southeast Asian studies. He was expelled from Suharto’s Indonesia after revealing the military to be behind the attempted coup of 1965, an event which prompted reprisals that killed up to a million communists and their supporters. Banned from the country for thirty-five years, he continued his research in Thailand and the Philippines, producing a very fine study of the Filipino novelist and patriot José Rizal in The Age of Globalization.

In A Life Beyond Boundaries, Anderson recounts a life spent open to the world. Here he reveals the joys of learning languages, the importance of fieldwork, the pleasures of translation, the influence of the New Left on global thinking, the satisfactions of teaching, and a love of world literature. He discusses the ideas and inspirations behind his best-known work, Imagined Communities (1983), whose complexities changed the study of nationalism.

Benedict Anderson died in Java in December 2015, soon after he had finished correcting the proofs of this book. The tributes that poured in from Asia alone suggest that his work will continue to inspire and stimulate minds young and old.

ooo


Benedict Anderson About Nationalism (In mijn vaders huis, 1994)

The interview starts at 2.25 minutes
บทสัมภาษณ์เริ่มนาทีที่ 2.25

Anthropology Online

Published on Nov 12, 2013

Anil Ramdas interviews Benedict Anderson about his book "Imagined communities"

The introduction is in Dutch.

See the English transcript of the introduction below:

"What the eye is for the lover, is language for the patriot.
Because in the national language, according to Benedict Anderson, we imagine a community to which we belong.
The community, the nation that has always been there and gives us a sense of connection with people that we will never meet, but of whom we know that they exist.
They are our peers, we share the same language, a same history, believe the same myths, have the same habits and we read the same newspapers.
With this approach on Nationalism, Benedict Anderson entered an area which had been anxiously avoided by other scientists.
Nationalism was a scary thing, it incited murder, racism and anti-Semitism.
Benedict Anderson disagrees, Nationalism is exactly what the word says love for the fatherland.
A love for the place where you were born, where you feel at home, where you can instinctively communicate in your mother tongue. A love for the symbols that give that place a special value. The flag, the national anthem, the festive memorials.
This love can be neglected for a long period of time and even seem ridiculous at times. Till that time when the fatherland is being threatened, humiliated or oppressed. At those times our love seems to be that intense that we are prepared to die for it.

Benedict Anderson is South-East Asia specialist at the Cornell University in New York.
He is one of 4 or 5 thinkers in the world that really has a voice in such general subjects as nation forming and Nationalism.
His book "Imagined Communities" was translated into multiple languages and even made into a movie. It's a book in which it is impossible to underline the important passages, because you would otherwise have to underline the whole book.
He himself says about the book that it maybe peculiar that it was written someone who was born in China, grew up in three different countries, speaks with an antiquated English accent, has an Irish passport, lives in the United States and from there studies the cultures of Indonesia and Thailand.

This and other peculiar things about language and nationalism will be the subject of our conversation"

Offline

#829 April 5, 2016 10:43 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://thaienews.blogspot.com/2016/04/blog-post_98.html + *

วันอังคาร, เมษายน 05, 2559

"ทหารมีไว้ทำไม" ฉบับเต็ม (เม้นท์กันว่อนเน็ต...)

%25E0%25B8%25A5%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD15.jpg

"ทหารมีไว้ทำไม ฉบับเต็ม

1.)บริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) พลเอก ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เป็นประธานกรรมการ พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์ เป็นรองประธานกรรมการ

2.)บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) พลอากาศเอก สุปรีชา กมลาศน์ เป็นกรรมการอิสระ พลอากาศเอก อำนาจ จีระมณีมัย เป็นกรรมการ และ พลเอก ชาตอุดม ติตถะสิริเป็นกรรมการอิสระ พลอากาศเอก ศิวเกียรติ์ ชเยมะ เป็นกรรมการ พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 1 พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา เป็นกรรมการ

3.)บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) พลอากาศโท จอม รุ่งสว่าง เป็นกรรมการ นาวาอากาศตรี ประจักษ์ สัจจโสภณ และ พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ เป็นกรรมการอิสระ พลอากาศโท ประกิต ศกุณสิงห์ เป็นกรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ

4.)บริษัท ไปรษณีย์ไทย พลเอก สาธิต พิธรัตน์เป็นประธานกรรมการ พลตำรวจโท อติเทพ ปัญจมานนท์[17] เป็นกรรมการ

5.) การไฟฟ้านครหลวง นายกองเอก กฤษฎา บุญราช[18] เป็นปB8ะธานกรรมการ พลอากาศเอก อานนท์ จารยะพันธุ์ พลเอก ธีรชัย นาควานิช และ พลตำรวจโท ไถง ปราศจากศัตรูเป็นกรรมการ

6.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ และ พลเอก วลิต โรจนภักดี นายกองเอก ชวน ศิรินันท์พร เป็นกรรมการ

7.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พันเอก ดร.ปรัชญา เฉลิมวัฒน์ และ พลเอก ชาตอุดม ติตถะสิริเป็นกรรมการ

8.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยพลเอก ดร. ยอดยุทธ บุญญาธิการ เป็นประธานกรรมการ นาวาอากาศเอก รองศาสตราจารย์ ดร. ธนากร พีระพันธุ์ เป็นกรรมการ

9.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พลตำรวจเอก เอก อังสนานนท์ เป็นประธานกรรมการ พลโท วราห์ บุญญะสิทธิ์ เป็นกรรมการ

10.) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย พลเอก วิวรรธน์ สุชาติ ประธานกรรมการ พลตำรวจตรี ดร.สุรเชษฐ์ หักพาล พลอากาศเอก ยุทธนา สุกุมลจันทร์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

11.) บริษัท ขนส่ง จำกัด พลโท สมชาย ชัยวณิชยา และ พลตำรวจเอก อำนาจ อันอาตม์งาม เป็นกรรมการ
การท่าเรือแห่งประเทศไทย พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวัฒนะ ประธานกรรมการ พลเรือเอก จักรชัย ภู่เจริญยศ เป็นกรรมการ
บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด (มหาชน) พลเรือเอก ธนะรัตน์ อุบลและ พันเอก นิมิตต์ สุวรรณรัฐ เป็นกรรมการอิสระ

12.) การประปาส่วนภูมิภาค พลโท เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ พลเอก วิชิต ศรีประเสริฐ และ พลเอก ไตรรัตน์ รังคะรัตน เป็นกรรมการ

13.) การประปานครหลวง พลเรือโท ณเดโช เกิดชูชื่น และ พลเอก วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศลกรรมการ

14.) องค์การเภสัชกรรม พลโท ศุภกร สงวนชาติศรไกร ประธานกรรมการ

15.) โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง พลเอก วิลาศ อรุณศรี ประธานกรรมการ

16.)สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พลโท อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ประธานกรรมการ พลตำรวจตรี สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข พลตรี ฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ พันโท หนุน ศันสนาคม พันตำรวจโท อมร หงษ์ศรีทอง นายกองเอก ฉัตรชัย พรหมเลิศ เป็นกรรมการ

17.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พลโท ถเกิงกานต์ ศรีอำไพประธานคณะกรรมการ

18.) สถาบันการบินพลเรือน พลอากาศเอก สฤษดิ์พงษ์ โกมุทานนท์ ประธานคณะกรรมการ

19.) การรถไฟแห่งประเทศไทย พลโท ชาญชัย ภู่ทอง เป็นกรรมการและประธานคณะกรรมการฝ่ายทรัพย์สิน

20.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พลโท ภาณุวัชร นาควงษม์ เป็นกรรมการ

21.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พลอากาศโท บุญสืบ ประสิทธิ์ และ พลเอก ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข กรรมการอิสระ

22.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยพลเอก วรพงษ์ สง่าเนตร ประธานกรรมการ พลอากาศเอก ถาวร มณีพฤกษ์ และ พลเอก ปราการ ชลยุทธ เป็นกรรมการ

23.) ทีโอที พลเอก สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ประธานกรรมการ และ พันเอก สมเกียรติ สัมพันธ์ กรรมการ

24.) กสท โทรคมนาคม พันเอก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สรรพชัย หุวะนันทน์กรรมการบริหารและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่

25.) องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พลเอก ชวลิต ชุนประสาน และ พลตรี ไพโรจน์ ทองมาเองเป็นกรรมการ

26.) องค์การคลังสินค้า พลตำรวจตรี ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานกรรมการ พันเอก (พิเศษ) ดร. ดิเรก ดีประเสริฐ รองประธานกรรมการ

27.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พลตรี ณัฏฐิพงษ์ เผือกสกนธ์ กรรมการ

28.) รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร ประธานกรรมการ พลเอก ดรัณ ยุทธวงษ์สุข กรรมการและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่

29.) สำนักงานธนานุเคราะห์ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พลเรือโท วิพากษ์ น้อยจินดากรรมการ

30.)องค์การสุรา กรมสรรพสามิต พันเอก บุญรอด ศรีสมบัติ กรรมการ

31.) ธนาคารกรุงไทย พลโท เทียนชัย รับพรกรรมการ

32.) การเคหะแห่งชาติ พลเอก สุชาติ หนองบัว และ พลเอก พิสิทธิ์ สิทธิสาร เป็นกรรมการ

33.) บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด พลเรือเอก ณะ อารีนิจ ประธานกรรมการ พลเรือโท พิทักษ์ พิบูลทิพย์ รองประธานกรรมการ พลเรือโท พลเดช เจริญพูล พลเรือโท ฐานันดร์ เข็มเพ็ชร พลเรือโท ไพฑูรย์ ประสพสิน พลเรือตรี สิงขร ธีระสินธุ์ และ พลเรือตรี สุพจน์ สายวงศ์ปัญญา เป็นกรรมการ นาวาเอก พิชเยนทร์ ตันประเสริฐ เป็นกรรมการผู้จัดการ

34.) การกีฬาแห่งประเทศไทย พลอากาศเอก ทรงธรรม โชคคณาพิทักษ์ กรรมการ พลโท สุรไกร จัตุมาศ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

35.) องค์การสะพานปลา พลเรือเอก เริงฤทธิ์ บุญส่งประเสริฐ เป็นกรรมการ

36.)องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท เป็นกรรมการ

37.) องค์การเภสัชกรรม พลเอก ศุภกร สงวนชาติศรไกร เป็นประธานกรรมการ พลเรือตรีหญิง พิมพ์ใจ ไชยเมืองราช เป็นกรรมการ

38.) องค์การสวนสัตว์ พลเอก ภัทรินทร์ ลีลายุทธ ประธานกรรมการ พันเอก ขจรศักดิ์ ไทยประยูร และ พลตรี ศิริชัย เทศนา เป็นกรรมการ

39.) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม พันเอก ประเสริฐ ชูแสง เป็นกรรมการ

40.) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด พลอากาศเอก อิทธพร ศุภวงศ์ เป็นประธานกรรมการ พลเอก คณิต สาพิทักษ์เป็นรองประธานกรรมการ พันเอก พีรวัส พรหมกลัดพะเนาว์ เป็นกรรมการ

41.) องค์การตลาด พลตำรวจโท ชินทัต มีศุข[19]เป็นกรรมการอื่น

42.) การยางแห่งประเทศไทย พลเอก ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เป็นประธานกรรมการ

43.) องค์การจัดการน้ำเสีย พลอากาศเอก ปรีชัย หาญเจนลักษณ์ เป็นกรรมการ"

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

ที่มา FB

12507257_1656363854628727_2096699733990666610_n.jpg?oh=67fcc0707ce2e63311af88be1b14ccfe&oe=57854B99มิตรสหายท่านหนึ่ง

https://www.facebook.com/AComradeOfMine … 6601289452
...

ความเห็นส่วนหนึ่ง...

กูไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหน่วยงานรัฐวิสาหกิจไทยถึงได้ขาดทุนอยู่ตลอด ไม่มีประสิทธิภาพในการแข่งขันสู้กับชาวบ้านเค้า

น้ากูไม่ได้เป็นทหาร แต่เป็นกรรมการคนนึงในบอร์ดนึงข้างบน บอกว่าทหารแม่งเอากรรมการเก่าออกแล้วเข้ามาแทนเต็มไปหมด แล้วเหลือคนทำงานเป็นจริงๆแค่ 1-2 คน (จริงๆมันคงอยากเข้ามาหมด แต่เข้ามาแล้วทำงานกันไม่เป็น เลยเป็นไฟท์บังคับ)

ยุบโรงเรียนกับมหาลัยให้หมดสัส เหลือแค่โรงเรียนทหารก็พอ ถ้าเป็นทหารแล้วเก่งทุกด้านขนาดนี้

เห็นอย่างนี้แล้วทำไมเราไม่เป็นทหารล่ะ?

อ่ะมา เดี๋ยวเถียงให้ฟัง
1.อสมท.ทุกวันนี้รายการดีๆกระจุกอยู่กี่ช่องครับ แล้วรายการประเทืองปัญญามีถึง20รายการมั้ยครับต่อสัปดาห์ ทั้งๆที่เวลาออนแอร์มี24ชม.ใน7วัน
2.การบินไทยตอนนี้เป็นไงครับ อาหารอร่อยดีมีมาตรฐาน เครื่องบินเต็มทุกคิวลูกค้าต่อแถวยาวยันสิ้นปีใช่ไหม
4.ไปรษณีย์ไทย ส่งรวดเร็วทันใจ พนักงานยิ้มแย้มรักงานบริการ ของหายได้คืนรึเปล่า
5.การไฟฟ้า ย่านบางย่านหม้อแปลงระเบิดทุก1เดือน โปรโมชั่นระเบิดครบ10ครั้ง ดับฟรีทั้งเดือน
6.รถไฟฟ้า ทุกวันนี้ยิ่งใช้ตั๋วยิ่งขึ้นราคา
9.องค์การขนส่งมวลชนฯ มาตรฐานความปลอดภัยอยู่ที่ไหน
10.การทางพิเศษ รถติดบรรลัยหลายเส้นทาง
16.สลากกินแบ่ง บังคับได้อยู่2-3เดือน ตอนนี้ใบละ100เหมือนเดิม
19.ปตท. ถ้าเทียบเรื่องราคาถือว่าดี แต่ถ้าพูดกันเรื่องคุณภาพยังห่างจากเจ้าตลาดอย่างปั๊มหอยเหลือง
23.ทีโอที โอโหหหห เนตบ้าน smile emoticon
31.ธ.กรุงไทย ตู้ปิดบริการสัปดาห์ละ2ครั้ง
อีกมากมายที่ยังเป็นปัญหา ไม่ใช่ว่ามีหรือไม่มีทหารหรอกครับ อยู่ที่รัฐฯบริหารเรื่องการควบคุมมาตรฐานอย่างไรต่างหาก
หยุดเอาทหารมาอ้าง มีหน้าที่ใดก็ต้องรับผิดรับชอบ ถ้าทำไม่ได้ก็ยอมรับแล้วหาผู้เชี่ยวชาญเข้าไปทำ

..........
*

   มันตอแหลมาก พวกทหาร นี่ ดูพฤติกรรมที่ผ่านมา ชัดเจน  .. อำมหิต ดัดจริต ตอแหล

640_djei77feeh8afhgjb97ki.jpg

24450628811_071cedbdaa.jpg

นี่คือผลงานล่าสุดของทหารไทย..ซ้อมกระทืบทหารเกณ..สุดท้ายตายแค่ผิดระเบียบ..ต้องสนองอารณ์ถึงขนาดนี้เรย..ทหารมีไว้ทำไม.?
12936751_1067233180002353_511095248710712723_n.jpg?oh=e20d12e09f1fdf2bab1f84edc75d88a8&oe=57873EA9


12963404_1851482358412518_6130600021269765769_n.png?oh=6d9a8bbe3c34ad19f0fcf09c88021941&oe=5788DF91

20224792793_525811c8f1.jpg

* 

ยุบ รร. จปร ให้มีขนาดชั้นปี แค่ 100 คนพอและต้องให้ยึดมั่นอุดมการของประชาชนด้วย ใครไม่เชื่อฟังไล่ออก เพราะเลี้ยงด้วยภาษีประชาชน เข้าใจ ยัง ....ไอ้ เหี้ยย...

Last edited by linc49 (April 5, 2016 10:48 AM)

Offline

#830 April 5, 2016 11:27 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

12002244_1770937416467013_3133087794996467487_n.jpg?oh=38f02eecb152981033a30167f7c9d3af&oe=578D5DCFอาณาจักรไบกอน Returns
ถูกใจเพจนี้ · เมื่อวานนี้ · มีการแก้ไข ·

12439371_1851382198422534_7072143078600493994_n.jpg?oh=7fb27f8b6bb45dec51e58dd27f1fafa3&oe=578EC479

ทหารดีก็มีอีกมากทหารเลวก็มีไม่น้อยแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น!! ถ้าหัวๆเป็นอย่างไรหางก็เป็นแบบนั้น!! ไม่พอใจอะไรใครก็แสดงความป่าเถื่อน!! แต่ไอ้การที่อ้างว่าเป็นการฝึกทหาร เป็นเรื่องปกติ บอกตรงๆนะ มันทุเรศลองจับลูกเมียพวกคุณทำแบบนี้บ้างสิ !! คำตอบพวกท่านน่าจะมีอยู่ในใจอยู่แล้วรู้สึกกันอย่างไร #โจรสลัด

http://www.dailynews.co.th/crime/389774

4538213366_45c7145e2d_o.jpg

rad.jpg

article-9435--139571.jpg

1274416566.jpg

668674d79.jpg

*

ทหารมีไว้ทำไม ...มีไว้สร้างสถานะการณ์ แล้วฆ่าประชาชน กดหัวให้อยู่ใต้อุ้งตีนทหาร ทหารเกณฑ์คือแรงงานทาสของนายทหารที่ใช้ฟรี

3.jpg

12759963691275996384l.jpg

P12390621-18.jpg

333051_471393956218822_2027974671_o.jpg

12396078511239607875l.jpg

0000.jpg


http://fbox.mthai.com/th/news/359255107 … 3113307450

Ceyh-oCXEAAfH_e.jpg

เบื้องหลังคสช.เพิ่มอำนาจทหาร! เป็นประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามได้ว่า ทำไม พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ถึงต้องใช้ อำนาจ %C8.44 เพื่อเพิ่มอำนาจทหารในการปราบมาเฟีย ล้างยาเสพติด เจ้ามือพนัน รวมไปถึงการซ่องสุมอาวุธ ที่จะทำการต่าง ๆ ที่มิชอบด้วยกฎหมาย #NationTV


12715588_996275863798527_1977934012819788637_n.jpg?oh=14faca4e46bf2462e94e13c63caffb71&oe=5785B794Thailand Dictator Watch
ถูกใจเพจนี้ · 1 เมษายน ·

12932902_1032053826887397_715266948887060323_n.jpg?oh=0155627c4403001a34dae6c63cbad381&oe=578B3E2E

ชายไทยโปรดทราบ! ปลัดกลาโหมน้องชายประยุทธ์ ไม่แคร์ว่าใครจะปลดทหารไปแล้ว ยังไงก็ต้องถูกเรียกมาใช้งานได้เสมอ ใครฝ่าฝืนขังคุก อื้อหือ จะเอาคนไปรบกะใครคะท่าน สงครามโลกครั้งที่สาม หรือว่า..รบกับประชาชน http://www.prachachat.net/news_detail.p … 1459405539

* กฏหมายนี้มีไว้เพื่อกดหัวประชาชน ทหารโจรนั่นแหละปล้นเจ้าของบ้านคือประชาชน

Last edited by linc49 (April 5, 2016 12:33 PM)

Offline

#831 April 5, 2016 12:31 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

12924525_1146295862056990_4080209876636931081_n.jpg?oh=c1de31313a063ab21d5a2515374d2f34&oe=57836E18

12592255_1146295875390322_3358559442173108956_n.jpg?oh=9ef09ef857fb0a2b3feba22a0fa642f1&oe=57824A0A

Thapanee Ietsrichai ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 2 ภาพ
4 ชม. ·
ข่าว 3 มิติคืนนี้ : ครอบครัวของ พลทหาร ทรงธรรม หมุดหมัด ที่เสียชีวิตจากการถูกซ่อม เรียกร้องให้มีการนำตัวทหารยศร้อยตรี และนายสิบทั้ง 6 นายมาขอขมา คืนความเป็นธรรมให้ผู้เสียชีวิต ไม่เช่นนั้นจะไม่ทำการเผาศพ

โดยพบถูกทำร้ายอย่างรุนแรงทั้งการแตะ ต่อย จนเลือดออกในสมองและใช้เทียนลนที่อวัยวะเพศและดวงตา สร้างความเสียใจให้ครอบครัว จึงขอให้นายกรัฐมนตรีและกองทัพตรวจสอบเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าพลทหารเสพยาเสพติด เป็นห่วงว่าท้ายสุดจะพลิกคดีจากการถูกทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตายมาเป็นคดียาเสพติด

ศพของ พลทหาร ทรงธรรม หมุดหมัด ที่เสียชีวิตจากการถูกซ่อม ระหว่างประจำการที่ กรมทหารราบที่ 152 กองพันที่ 1 ค่ายพยัคฆ์ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ถูกนำกลับมาบำเพ็ญกุศล ที่วัดคงคาวดี ต.เสาเภา อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช กำนดฌาปนกิจในวันเสาร์ที่ 9 เม.ย.หากยังไม่นำทหารทั้ง 6 คนมาขอขมาจะไม่เผาศพและจะไปขอความเป=ÂB9นธรรมถึงกรุงเทพ

.......

หยุดดัดจริตประเทศไทย ได้แชร์โพสต์ของ Thapanee Ietsrichai
2 ชม. ·
ถูกทำร้ายอย่างรุนแรงทั้งการเตะ ต่อย จนเลือดออกในสมองและใช้เทียนลนที่อวัยวะเพศและดวงตา........
วินธัยและกองทัพบกป้ายขี้ให้พลทหารที่ถูกฆ่าตายอย่างเหี้ยมโหดว่าเสพยาทั้งที่ไม่มีหรือแสดงหลักฐานว่ามีสารยาเสพติดในร่างกาย
คงพูดได้ว่าทหาร 6 คนฆ่าพลทหาร ทรงธรรม ทางร่างกายและจิตใจ
กองทัพไทยและวินธัยซ้ำเติมด้วยการป้ายขี้ผู้ตายและครอบครัวซ้ำซ้อน
เป็นทหารไทยได้อะไรมากกว่าที่คิดจริงๆ สัส
#ทหารเกณฑ์มีไว้ทำไม
#มีไว้โดนเตะต่อยเอาเทียนลนไข่และลูกตา
https://www.facebook.com/thapanee.ietsr … 6015390308

* ทหารอาชีพมีไว้ทำไม มีไว้เป็นนายทาสทหารเกณฑ์กับแดกเกินเดือนจากภาษีประชาชนฟรี ทุกอย่างเพราะปล้นเขาเอาทุก 3 ปี โดยรัฐประหาร

......


12512227_970191726410910_8513498384427340376_n.png?oh=9823d40daace150f05726bc3db95a378&oe=578CC0BFหยุดดัดจริตประเทศไทย
13 ชม. ·

12932970_982122991884450_4713060822252808869_n.jpg?oh=1f65da222f4115b0c288f294291f8cb9&oe=57830B33

พลทหารที่บาดเจ็บเป็นเพื่อนพลทหารที่ตายออกมาแฉกลับว่า
ไม่ได้ถูกซ้อมเรื่องสารเสพติดแต่เพราะจับได้ว่าหัวหน้าทหารของตนเอง
แอบขโมยเงินของพลทหาร จึงโดนซ้อมข้ามคืนจนตาย
ทั้งเตะ ต่อย ใช้เทียนลน ตั้งแต่เวลา 21.00-04.00 น.วันที่ 1 -2 เมษายน
วินธัยบอกว่าตายจากการโดนซ้อมในประเด็นสารเสพติด
แต่น่าแปลกพลทหารที่ตายเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน
กลับไม่มีการพูดถึงเรื่องการตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย
ทั้งที่สารเสพติดตรวจพบได้ในเลือดยาวนาน 7-10 วัน
หรือสามารถตรวจพบยาวนานกว่านั้นถ้าตรวจจาก "เส้นผม"
ต่อให้เสพสารเสพติดจริง ก็ควรขึ้นศาลทหารแล้วส่งตัวไปบำบัด
จับมาสอบขยายผลเรื่องเอาสารเสพติดในค่ายทหารมาเสพจากที่ไหน
ไม่ใช่มารุมซ้อมจนเลือดออกในสมองจนตาย
หากเรื่องพบสารเสพติดไม่เป็นความจริงหรือพิสูจน์ไม่ได้
เท่ากับวินธัยและกองทัพบกกำลังแต่งเรื่องใส่ร้ายพลทหารที่ถูกซ้อมจนเสียชีวิต เป็นสิ่งที่น่าละอายอย่างมากหากเป็นเช่นนั้น คนตายแล้วยังต้องแบกรับการป้ายขี้ของพวกมึงในสิ่งที่ไม่ได้ทำ
เป็นทหารได้อะไรกว่าที่คุณคาดคิดจริงๆ สัส
#ทหารมีไว้ทำไม
#เป็นกระสอบทหารให้นายสิบ
#ตายปุ๊บยัดเรื่องติดยา
#คนตายพูดไม่ได้แต่เลือดและศพพูดได้
#คนบาดเจ็บยังพูดได้
อ่านจบก็ช่วยแชร์ด้วย
===================
ข่าว 3 มิติคืนนี้ เปิดใจพลทหารฉัตรภิสุทธิ์ ชุมพันธ์ สังกัดร.152 พัน 1 ค่ายพยัคฆ์ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกลงโทษ ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องยาเสพติด แต่มีเหตุทะเลาะกับนายสิบคนหนึ่งที่เชื่อว่าขโมยเงินของพลทหารทรงธรรม หมุดหมัด จากนั้น ทั้ง 2 คนจึงถูกนำตัวมาซ้อมและทำร้ายร่างกายทั้งเตะ ต่อย ใช้เทียนลน ตั้งแต่เวลา 21.00-04.00 น.วันที่ 1 -2 เมษายน จนสุด พลทหารทรงธรรม เสียชีวิต ที่ รพ.ยะลา ส่วน พลทหารฉัตรภิสุทธิ์ บาดเจ็บ รักษาตัวที่ รพ.ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี
ขณะที่พันเอก วินธัย สุวารี โฆษก ทบ.ชี้แจง กรณีการเสียชีวิตของ พลทหาร ทรงธรรม หมุดหมัด สังกัด ร.152 พัน.1 ค่ายพยัคฆ์ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ว่า โดยพบว่า มีสาเหตุมาจากถูกทำโทษปรับปรุงวินัยเนื่องจากได้กระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด
"ทบ.เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอแสดงความเสียใจต่อญาติผู้สูญเสีย"
โดย ที่ผ่านมา ทบ.ได้มีการเน้นย้ำ ไปกับหน่วยทุกระดับมาตลอด ต่อการดำเนินการใดๆ กับผู้ใต้บังคับบัญชาจะต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของทางราชการเท่านั้น ใครฝ่าฝืนจะต้องมีโทษสถานหนัก
สำหรับกรณี ของ พลทหาร ทรงธรรม หมุดหมัด ทบ.ยืนยันจะไม่ปกป้องกำลังพลที่กระทำความผิด ซึ่งทางหน่วยต้นสังกัด พล.ร.15 มีการตั้งกรรมการสอบสวนผู้เกี่ยวข้องในทันที
โดยผลสรุปพบว่ามีกำลังพลกระทำผิดจริง เป็นกำลังพลทั้งนายทหาร และนายสิบ รวม 6 นาย ด้วยการทำโทษปรับปรุงวินัยกำลังพลไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับตามแบบธรรมเนียมทหาร
ซึ่งขณะนี้หน่วยฯ ได้อยู่ในระหว่างการดำเนินการทางวินัยเพื่อลงโทษกำลังพลที่กระทำความผิดทั้ง 6 นายตามอำนาจที่มีอยู่ขั้นสูงสุด
ส่วนการดูแลเยียวยาญาติ ทางหน่วยต้นสังกัดได้มีการเตรียมการไว้อย่างเรียบร้อยอยู่ในระหว่างประสานกับทางญาติ พลทหาร ทรงธรรม
ทั้งนี้ พลทหาร ทรงธรรม ถูกหน่วยส่งตัวมายัง รพ.ยะลา เมื่อวันที่ 2 เมย.59 ที่ผ่านมา โดยพลทหารทรงธรรม ไม่รู้สึกตัว และเข้ารับการรักษา ที่ห้องไอซียู รพ.ยะลา
จนล่าสุดเช้านี้ ทางแพทย์ได้แจ้งให้กับญาติรับทราบว่า พลทหารทรงธรรม หมุดหมัด เสียชีวิตลงแล้ว
@ หยุดดัดจริตประเทศไทย
5 เมษายน 2559

Offline

#832 April 5, 2016 12:49 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://linkis.com/www.theguardian.com/l3IET

Thailand is turning into Juntaland – and we are resisting

Pravit Rojanaphruk

I have been detained and banned from travelling abroad for challenging militarisation. Those who refuse to kowtow to Thailand’s junta are paying the price

2961.jpg?w=1225&q=55&auto=format&usm=12&fit=max&s=dacf19cc0c84edf79360003f5a39ae04
Thai soldiers prevent anti-coup demonstrations in Bangkok in 2014. Since then hundreds of people have been arrested for ‘attitude adjustment’ by the military junta. Photograph: Wason Wanichakorn/AP

Deep down, Thailand’s military junta leaders are probably aware that they are illegitimate. They’ve become increasingly paranoid and repressive in their crackdown against any form of resistance – both online and offline.

On 30 March, the self-styled National Council for Peace and Order (NCPO), or the Thai junta that staged a coup on 22 May 2014 and robbed the rights of millions of voters, told me on the phone that they would not permit me to travel to Helsinki to attend the Unesco-organised World Press Freedom Day.

One of the junta spokesmen was reported explaining the reason for this ban. “He still keeps posting [online] and attacking the work of the NCPO,” Colonel Piyapong Klinpan was quoted as saying. “He keeps violating the orders of the NCPO in many ways, so his travel is not approved.”

The right to freely travel outside Thailand has been taken away from me since I was detained without charge in secret locations for a total of 10 days in May 2014 and September last year. Before being released I had to sign, under duress, a “memorandum of understanding” saying that I would seek the junta’s permission before leaving the kingdom.

Other conditions included agreeing not to participate, aid or lead an anti-junta movement. If I did not maintain these conditions, the junta reserved the right to freeze all my bank accounts and prosecute me.

Nothing in the agreement forbids me from scrutinising and criticising the military dictatorship and this is the one condition I will never sign up to. And I have been criticising them continually for nearly two years now since the coup, both through my work as a journalist and on Facebook and Twitter.

This is what happens to a Thai journalist when you refuse to pretend that the military junta is legitimate.

As I write, the junta is preparing what it calls “re-education camps” for dissidents and journalists who continue to refuse to kowtow to them. It will soon invite its critics, both political and in the media, to go through a course that could last seven days inside various military camps. The camps are about silencing. If one doesn’t want to be on the list, one simply should just lie low and stop being vocal against the regime.

Thailand’s military dictatorship is led by General Prayuth Chan-ocha, who once joked that journalists opposing him should just be executed. He is both junta leader and prime minister. Prayuth’s logic is that he doesn’t have to please anyone because, unlike elected politicians, he was never elected. His way of keeping peace and order is to impose a ban on political gatherings of five or more persons. This ban has been in effect for nearly two years.

According to iLaw, a Bangkok-based human rights documentation centre, since the coup in May 2014, 900 people have been summoned by the junta for the “attitude adjustment” programme, which in some cases include detention without charge for up to seven days. Over 150 civilians are facing military tribunal, 62 are being charged with lese-majesty offences, 38 charged with sedition and 85 prosecuted for violating the junta’s ban on political gathering of five or more persons.

I am not alone in resisting the militarisation of Thailand. Others who refused to shut up have paid their price and more will be paying the price. Some face military tribunals, others have had their bank accounts frozen. There are people whose passports have been revoked.

There are still people making their voices heard on social media despite the growing crackdown and the junta is toying with the idea of building a firewall to censor the internet – because the yearning for liberty is what makes us human as opposed to being pets of a military dictatorship.

Deep down, the junta knows that its power rests not on legitimacy but on the barrel of guns and the threat of arbitrary detention that is increasingly turning Thailand to Juntaland.

........

Prachatai

6 องค์กรสิทธิสากล ประณามคำสั่งหัวหน้า คสช.ไฟเขียวทหารปราบมาเฟีย จี้ยกเลิก
Tue, 2016-04-05 20:10

%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%8C1.jpg

6 องค์กรสิทธิมนุษยชนร่วมแถลงประณามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 13/2559 จี้ยกเลิกคำสั่งนี้โดยทันที ชี้มอบอำนาจให้เจ้าพนักงานที่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ พ้นจากการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ส่งผลให้เกิดการลอยนวลเมื่อทำผิด ขัดหลักการว่าด้วยความรับผิดตามหลักนิติธรรม

5 เม.ย. 2559 รายงานข่าวแจ้งว่า คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists - ICJ) ฮิวแมนไรท์ว็อชท์ (Human Rights Watch - HRW) แอมแนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International - AI) สภาเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Forum for Human Rights and Development - FORUM-ASIA) สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (International Federation for Human Rights - FIDH) และฟอร์ติฟายไรท์ (Fortify Rights – FR) กล่าวพร้อมกันในวันนี้ว่า ประเทศไทยต้องยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 13/2559 ซึ่งให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่เจ้าหน้าที่ของกองทัพไทยโดยทันที เนื่องจากเป็นคำสั่งที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม

จากเมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อ้างอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557เพื่อประกาศใช้คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 13/2559 ซึ่งกำหนดให้แต่งตั้ง "เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม" และผู้ช่วยจากข้าราชการทหารซึ่งมียศร้อยตรี รวมถึงทหารประจำการ ทหารกองประจำการ และอาสาสมัครทหารพราน โดยมอบอำนาจหลายประการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด 27 ประเภท รวมทั้งปราบปรามผู้กระทำการให้เกิดความไม่สงบในที่สาธารณะ ความผิดต่อเสรีภาพและชื่อเสียง การตรวจคนเข้าเมือง การค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติด และการค้าอาวุธ

วิลเดอร์ เทเลอร์ เลขาธิการคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล กล่าวว่า การปฏิบัติตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 13/2559 ย่อมส่งผลให้ประเทศไทยละเมิดพันธกรณีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและหลักนิติธรรมอย่างแน่นอน นับเป็นคำสั่งที่ต้องถูกยกเลิกโดยทันที ที่ผ่านมาทางองค์กรสังเกตว่า นับตั้งแต่การทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในไทยได้เสื่อมถอยลงมาโดยตลอด คำสั่งนี้เป็นสัญญาณที่น่าตกใจอีกครั้งหนึ่ง และสะท้อนให้เห็นแนวโน้มแบบเดียวกัน

แถลงการณ์ร่วม 6 องค์กรสิทธิมนุษยชน :
(กรุงเทพฯ, 5 เมษายน 2559) – คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists - ICJ) ฮิวแมนไรท์ว็อชท์ (Human Rights Watch - HRW) แอมแนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International - AI) สภาเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Forum for Human Rights and Development - FORUM-ASIA) สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (International Federation for Human Rights - FIDH) และฟอร์ติฟายไรท์ (Fortify Rights – FR) กล่าวพร้อมกันในวันนี้ว่า ประเทศไทยต้องยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 13/2559 ซึ่งให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่เจ้าหน้าที่ของกองทัพไทยโดยทันที เนื่องจากเป็นคำสั่งที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อ้างอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557เพื่อประกาศใช้คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 13/2559 ซึ่งกำหนดให้แต่งตั้ง "เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม" และผู้ช่วยจากข้าราชการทหารซึ่งมียศร้อยตรี รวมถึงทหารประจำการ ทหารกองประจำการ และอาสาสมัครทหารพราน โดยมอบอำนาจหลายประการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด 27 ประเภท รวมทั้งปราบปรามผู้กระทำการให้เกิดความไม่สงบในที่สาธารณะ ความผิดต่อเสรีภาพและชื่อเสียง การตรวจคนเข้าเมือง การค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติด และการค้าอาวุธ

วิลเดอร์ เทเลอร์ (Wilder Tayler) เลขาธิการคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากลกล่าวว่า “การปฏิบัติตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 13/2559 ย่อมส่งผลให้ประเทศไทยละเมิดพันธกรณีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและหลักนิติธรรมอย่างแน่นอน นับเป็นคำสั่งที่ต้องถูกยกเลิกโดยทันที” “ที่ผ่านมาทางองค์กรสังเกตว่า นับตั้งแต่การทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในไทยได้เสื่อมถอยลงมาโดยตลอด คำสั่งนี้เป็นสัญญาณที่น่าตกใจอีกครั้งหนึ่ง และสะท้อนให้เห็นแนวโน้มแบบเดียวกัน”

คำสั่งนี้ส่งผลให้เกิดข้อกังวลด้านสิทธิมนุษยชนหลายประการ รวมทั้ง

1. การมอบอำนาจให้เจ้าพนักงานที่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ พ้นจากการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี อันส่งผลให้เกิดการลอยนวลเมื่อกระทำผิด นับว่าขัดต่อหลักการว่าด้วยความรับผิดตามหลักนิติธรรม

แบรดอดัมส์ (Brad Adams) ผู้อำนวยการแผนกเอเชียของฮิวแมนไรท์ว็อชท์กล่าวว่า “แทนที่จะสนับสนุนให้มีการฟื้นคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลทหารไทยกลับขยายอำนาจของตนเพื่อให้ทำได้ในทุกสิ่งที่ต้องการ รวมทั้งการปฏิบัติมิชอบโดยไม่ต้องรับผิดแต่อย่างใด” “การปราบปรามกลายเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรายวันในประเทศไทย มีลักษณะที่นำไปสู่ความเป็นเผด็จการทหารมากขึ้นเรื่อยๆ”

2. การปฏิบัติตามคำสั่งนี้ ไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบโดยอำนาจศาล ซึ่งขัดกับสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาอย่างเป็นผล สิทธิที่จะให้ศาลมีอำนาจตรวจสอบการละเมิดเสรีภาพ และสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ซึ่งได้รับการรับรองตามข้อ2 9 และ 14 ของ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights - ICCPR)

แชมพา พาเทล (Champa Patel) รักษาการผู้อำนวยการประจำสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวว่า “คำสั่งนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการลิดรอนอำนาจตุลาการอย่างร้ายแรงที่จะสามารถตรวจสอบการปฏิบัติของกองทัพ ส่งผลให้เกิดความเสื่อมถอยของการคุ้มครองสิทธิและหลักนิติธรรม”

3. การให้อำนาจบังคับใช้กฎหมายอย่างกว้างขวางและคลุมเครือแก่เจ้าพนักงานทหารที่ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรม ย่อมมีแนวโน้มนำไปสู่การปฏิบัติมิชอบ ซึ่งไม่สอดคล้องตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชน รวมถึงไม่สอดคล้องต่อประมวลหลักปฏิบัติแห่งสหประชาชาติของเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมาย(UN Code of Conduct for Law Enforcement Officials)และหลักการพื้นฐานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการใช้กำลังและอาวุธปืนของเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมาย (UN Basic Principles on the Use of Force and Firearms by Law Enforcement Officials)

เอเวอลีน บาลาอิส-เซอร์ราโน (Evelyn Balais-Serrano) ผู้อำนวยการบริหารสภาเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาแห่งเอเชียกล่าวว่า “คำสั่งนี้ให้อำนาจเจ้าพนักงานทหารในการบังคับใช้กฎหมาย ที่ไม่มีประสบการณ์และไม่ทราบขั้นตอนในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียกตัวบุคคล การค้น และการจับกุมบุคคล” “การขาดการกำกับดูแลจากกระบวนการยุติธรรมยิ่งทำให้เกิดความกังวลมากขึ้นเนื่องจากคำสั่งนี้อาจนำไปสู่การใช้อำนาจอย่างมิชอบ และการใช้กำลังอย่างไม่ได้สัดส่วนเหมาะสมของเจ้าพนักงานทหาร ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศ รวมทั้งประมวลหลักปฏิบัติแห่งสหประชาชาติของเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมายและหลักการพื้นฐานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการใช้กำลังและอาวุธปืนของเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมายและมีความเสี่ยงอย่างมากที่อาจมีการใช้อำนาจตามคำสั่งนี้ เพื่อจำกัดสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน รวมทั้งสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุม และการสมาคม”

4. คำสั่งนี้ให้อำนาจในการควบคุมตัวบุคคลเป็นเวลาไม่เกินเจ็ดวันในสถานที่ซึ่งไม่เปิดเผย โดยไม่มีการตรวจสอบจากศาล ย่อมเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย
คาริม ลาฮิดจี (Karim Lahidji) ประธานสหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากลกล่าวว่า “แม้จะอ้างว่าการบังคับใช้คำสั่งนี้เป็นไปเพื่อปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา แต่คำสั่งนี้มีแนวโน้มให้เกิดการกระทำผิดทางอาญาระดับร้ายแรง ซึ่งเป็นข้อห้ามตามพันธกรณีสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยได้ลงนามหรือให้สัตยาบันรับรองไว้”

5. ในทางปฏิบัติแล้ว คำสั่งนี้เปิดโอกาสให้มีการนำไปใช้อย่างมิชอบ เพื่อปราบปรามและปิดปากผู้ที่ทางการมองว่ามีความเห็นแตกต่างจากรัฐซึ่งรวมถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน คำสั่งดังกล่าวขัดแย้งกับกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

เอมี สมิท (Amy Smith) ผู้อำนวยการบริหารฟอร์ติฟายไรท์กล่าวว่า “คำสั่งนี้เปรียบเสมือนการราดน้ำมันบนกองไฟที่ทำให้เกิดการตอบโต้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในไทย” “ประเทศไทยมีพันธกรณีที่ต้องคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และคำสั่งนี้อาจถูกใช้เพื่อพุ่งเป้าโจมตีและขัดขวางการปฏิบัติงานอันชอบธรรมของพวกเขา”

Last edited by linc49 (April 5, 2016 12:53 PM)

Offline

#833 April 6, 2016 7:59 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://thaienews.blogspot.com/2016/04/u … being.html

วันพุธ, เมษายน 06, 2559

US จี้ คสช. ‘เลิกใช้ทหารทำงานตร.-ยุติใช้ศาลทหาร’ + Alarm over Thailand soldiers being given police powers

1072953.jpg

สหรัฐฯเรียกร้องคณะรัฐประหารไทย 2 ข้อ ยกเลิกคำสั่งมอบอำนาจทหารทำงานร่วมตำรวจ  หยุดใช้ศาลทหารดำเนินคดีพลเรือน

US จี้คสช. ‘เลิกใช้ทหารทำงานตร.-ยุติใช้ศาลทหาร’

ที่มา Voice TV
by Sathit M.
5 เมษายน 2559

เมื่อวันจันทร์ที่ 4 เมษายนตามเวลาท้องถิ่น กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกถ้อยแถลง เรียกร้องให้ไทยจำกัดบทบาทของทหารหลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มอบอำนาจในงานของตำรวจให้แก่ทหาร ขณะเดียวกัน ยังย้ำข้อเรียกร้องขอให้ไทยเลิกใช้ศาลทหารไต่สวนพลเรือนด้วย

เคทินา อดัมส์ โฆษกกรมเอเชียตะวันออก แถลงว่า สหรัฐฯมีความวิตกต่อกรณีคสช.ออกคำสั่งที่ 13/2559 มอบอำนาจให้ทหารทำงานร่วมกับตำรวจ โดยอ้างเพื่อปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยทหารสามารถเรียกตัว ค้นตัว ค้นรถ ค้นบ้าน ควบคุมตัว จับกุม สอบสวน จนถึงอายัดทรัพย์บุคคลได้

“เราขอให้รัฐบาลไทยจำกัดบทบาทของทหารในงานของตำรวจ และให้หน่วยงานพลเรือนปฏิบัติหน้าที่ของตน อาทิ คืนอำนาจดำเนินคดีพลเรือนให้แก่ศาลพลเรือน ไต่สวนคดีตามกระบวนการยุติธรรม และพิจารณาคดีด้วยความเป็นธรรม” ผู้แทนกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯกล่าว.

Source: AP via Yahoo! News

ooo

Alarm over Thailand soldiers being given police powers

bece9972de304254a8a5ca996389edf0_18.jpg
Soldiers can now detain suspects without warrants for up to a week [AP]


Rights groups warn new decree could lead to troops committing serious abuses with "total impunity".

Source: Al Jazeera
05 Apr 2016

Rights groups have condemned a new law issued by Thailand's military-led government that gives the country's soldiers police powers, warning it could lead to troops committing human rights abuses.

Human Rights Watch, Amnesty International, and the International Commission of Jurists were among six groups that released a joint statement on Tuesday calling for the legislation to be rescinded.

On March 29, the country's armed forces, including paramilitary units, were given wide-ranging powers to detain suspects without arrest warrants for up to a week for several crimes.

The military said a crackdown on "mafia figures" was needed because of the lack of police officers to do the job.

But the rights groups said the move was a judicial power grab that would give troops immunity from prosecution and may lead to abusive acts such as torture and enforced disappearances.

They see it as part of a government campaign to stifle dissent and activism since military leaders seized power two years ago.

"Instead of paving the way for a return to democratic rule, the Thai junta has broadened its powers to do almost anything it wants, including committing abuses with total impunity," Brad Adams, Asia Director at Human Rights Watch, said in the statement.

"Repression becomes a daily reality as Thailand descends further into military dictatorship.”

Champa Patel, Interim Director of Amnesty International's South East Asia and Pacific Regional Office, also warned of the absence of judicial oversight in the law.

"The order is yet another example of the pernicious removal of powers from the judicial system to review the military’s actions, to the detriment of rights protection and the rule of law," he said.

Wilder Tayler, Secretary General of the International Commission of Jurists, said the law would "certainly lead to violations of Thailand's international human rights obligations.

“We have observed a steady erosion of human rights protections in Thailand since the military coup of May 22, 2014 and this order signifies another jarring movement in the same direction,” he said.


ooo


Thailand: Rights Groups Condemn Junta's Sweeping Powers Order


2016_asia_thailand_prayuth_feb2016.jpg
Thailand's Prime Minister Prayuth Chan-ocha arrives at a weekly cabinet meeting at Government House in Bangkok, Thailand on February 2, 2016.


Source: Human Rights Watch
APRIL 5, 2016

Thailand: Human rights groups condemn NCPO Order 13/2016 and urge for it to be revoked immediately

(Bangkok) - Thailand must immediately revoke National Council for Peace and Order (NCPO) Order 13/2016 which confers sweeping powers on the Royal Thai Armed Forces in contravention of human rights and the rule of law, said the International Commission of Jurists (ICJ), Human Rights Watch (HRW), Amnesty International (AI), Asian Forum for Human Rights and Development (FORUM-ASIA), FIDH (International Federation for Human Rights), and Fortify Rights (FR), today.

On 29 March 2016, pursuant to Article 44 of the Interim Constitution, General Prayuth Chan-o-cha, Head of the NCPO, issued Order 13/2016 which provides appointed “Prevention and Suppression Officers” and their assistants, drawn from the commissioned ranks of the Armed Forces, including the paramilitary Ranger Volunteers, with wide-ranging powers to prevent and suppress 27 categories of crimes including against public peace, liberty and reputation, immigration, human trafficking, narcotics, and weapons.

“The implementation of Order 13/2016 will almost certainly lead to violations of Thailand’s international human rights obligations and the rule of law and must be revoked immediately,” said Wilder Tayler, Secretary General of the International Commission of Jurists. “We have observed a steady erosion of human rights protections in Thailand since the military coup of 22 May 2014 and this Order signifies another, jarring, movement in the same direction.”

The Order raises numerous human rights concerns, including:
Grants a form of immunity from prosecution to those acting under the Order, leading to impunity contrary to the principle of accountability required by the rule of law.

“Instead of paving the way for a return to democratic rule, the Thai junta has broadened its powers to do almost anything it wants, including committing abuses with total impunity,” said Brad Adams, Asia Director at Human Rights Watch. “Repression becomes a daily reality as Thailand descends further into military dictatorship.”
Actions taken under the Order are not subject to judicial review, contrary to the rights to effective remedy, to judicial control of deprivation of liberty, and to a fair trial, as for instance recognized under Articles 2, 9 and 14 of the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR).

“The Order is yet another example of the pernicious removal of powers from the judicial system to review the military’s actions, to the detriment of rights protection and the rule of law,” said Champa Patel, Interim Director, South East Asia and Pacific Regional Office, Amnesty International.
Provides untrained military officials with broadly and ambiguously worded powers of law enforcement likely to lead to abuse, inconsistent with human rights standards including the UN Code of Conduct for Law Enforcement Officials and the UN Basic Principles on the Use of Force and Firearms by Law Enforcement Officials.

“The Order provides law enforcement powers to military officials who do not have law enforcement experience or protocols to summon, search, and arrest persons, said Evelyn Balais-Serrano, the Executive Director of FORUM-ASIA. “This makes the absence of judicial oversight all the more concerning. The fact that this may lead to an abuse of power and the disproportionate use of force by military officials in violation of international laws and standards including the UN Code of Conduct for Law Enforcement Officials and the UN Basic Principles on the Use of Force and Firearms by Law Enforcement Officials is very worrying. There is a real risk the Order may be used to restrict the legitimate rights of people such as the rights to freedom of expression, assembly and association.”
Authorizes the deprivation of liberty of persons for up to seven days in unrecognized places of detention, without judicial oversight, which increases the risk of further human rights abuses, including torture and enforced disappearance.

“Despite its pretense to suppress criminal activities, this Order is likely to result in the commission of very serious crimes that are prohibited under human rights instruments that Thailand has either signed or ratified,” said FIDH President Karim Lahidji.
In practice, the Order is open to abuse to repress and silence those perceived as dissenters, including human rights defenders, in violation of international human rights law and standards.

“This Order stands to fuel the fire of retaliation against human rights defenders in Thailand,” said Amy Smith, Executive Director of Fortify Rights. “Thailand has an obligation to protect human rights defenders, but this Order could easily be used to target and obstruct their legitimate work.”

International Commission of Jurists

Wilder Tayler
Secretary General
International Commission of Jurists

Human Rights Watch
Brad Adams
Human Rights Watch
Executive Director, Asia Division

Amnesty International
Champa Patel
Amnesty International
Interim Director, South East Asia and Pacific Regional Office

The Asian Forum for Human Rights and Development
Evelyn Balais-Serrano
Executive Director
Asian Forum for Human Rights and Development

FIDH (The International Federation for Human Rights)
Arthur Manet
Press Relations Officer
FIDH (International Federation for Human Rights)

Fortify Rights
Amy Smith
Executive Director
Fortify Rights

Region / Country
Asia
Thailand

Last edited by linc49 (April 6, 2016 8:00 AM)

Offline

#834 April 6, 2016 8:15 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://www.matichon.co.th/news/95557

logo.png

‘นร.-นศ.’บุกชูป้ายโหวตโน ‘มีชัย’ สวนกลับ บ้านเมืองเดินไม่ได้เพราะเยาวชนขาดวินัย

56.jpg

กลุ่ม นร.-นศ. โชว์ป้าย “โหวตโน” ป่วนงาน “สัญญา ธรรมศักดิ์” ทำปาฐกถา กรธ.วุ่นจนเกือบล่ม ด้าน”มีชัย”ชี้ สะท้อนการศึกษาชัดต้องเร่งปฏิรูป ยัน รัฐธรรมนูญร่างให้ถูกใจคนทุกกลุ่มไม่ได้ ยกกลไกทุจริตเป็นปมทำนักการเมืองกลัวจนไม่ยอมรับร่างฯ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 เมษายน 2559 ที่สถาบันเอเชียตะวันนออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จัดงาน”วันสัญญา ธรรมศักดิ์” โดยนายธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมทำพิธีมอบรางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่น ประจำปี 2559 และมอบรางวัลเรียนดี “ธรรมศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์”

จากนั้น นายมีชัยได้กล่าวปาฐกถาเรื่อง “กรอบแนวคิดในการร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” ตอนหนึ่งว่า ส่วนตัวตื่นเต้น ยินดี เพราะการกลับมาครั้งนี้เป็นการมาบ้านเก่าเมื่อ 50 ปีที่แล้ว อาจารย์ที่เคารพรักทั้งหลาย ตนมีความผูกพันเป็นพิเศษ รวม`{n96ึงศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ช่วงที่ท่านเป็นนายกฯ ก็ได้มีการขอความช่วยเหลือกันมาตลอด ครั้งหนึ่งท่านเคยต่อสายโทรศัพท์หา บอกว่ามีเรื่องให้ช่วย ให้มาหาท่านที่ทำเนียบ ท่านก็เล่าว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนั้นในหัวของตนมีแต่ความว่างเปล่า นั่งรถออกมาผ่านวัดพระแก้ว ก็ไหว้พระขอให้เกิดปาฏิหาริย์ จากนั้นตนก็คิดออก แล้วเล่าให้ท่านฟัง ท่านก็บอกว่าตนคิดให้ได้ ตั้งแต่นั้นมาเคราะห์กรรมของตนก็ไม่หมดไปเลย คนอื่นอาจจะรู้สึกดี แต่ตนไม่รู้สึกเช่นนั้น สำหรับกรอบการร่างรัฐธรรมนูญ คือ 1. รัฐธรรมนูญชั่วคราว 57 มาตรา 35 ที่กำหนดกรอบไว้ 10 ประการอย่างชัดเจน และ 2.การรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายเกี่ยวข้อง ดังนั้น กรธ.ต้องเดินตามกรอบกำหนด เพราะฉะนั้นข้อกำหนดอะไรโหดเหี้ยมจึงไม่ได้เป็นไปตามตั้งใจของ กรธ. ซึ่งใครมาร่างก็เป็นลักษณะนี้ คือ ต้องทำตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่บังคับไว้ สำหรับกรอบรับฟังความเห็น กรธ.พบว่าประชาชนทั่วไป มีความตื่นตัวติดตามการร่างรัฐธรรมนูญเป็นอย่างมาก

นายมีชัยกล่าวว่า ในกรอบตามรัฐธรรมนูญมาตรา 35 กลไกการขจัดทุจริต เป็นเรื่องที่คิดว่ามีกลไกควบคุมการใช้อำนาจรัฐ ไม่มุ่งประสงค์อย่างที่เป็นมา ซึ่งรัฐธรรมนูญปัจจุบันเขียนไว้หลายมาตรา ทั้งหมดเป็นกลไกกำจัดทุจริตและการใช้อำนาจรัฐ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามวินัยการเงินการคลัง ไม่เหมือนที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ให้ ส.ส.แปรญัตติเอาเงินไปใช้ จึงได้มีการกำหนดแซงก์ชั่นว่า หากพบการกระทำแบบที่ผ่านมา ประชาชนสามารถร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบได้ เรื่องนี้คือเรื่องที่เขากลัวกัน ทำให้โกรธกันมาก เรื่องที่เขารณรงค์ให้คว่ำ ไม่ใช่เรื่องอื่นแต่เป็นเรื่องนี้ แต่ก็ไม่เป็นอะไร เพราะการกระทำอะไรใหม่ๆ คนอาจจะเจ็บ แต่จะเป็นประโยชน์ในระยะยาว

45-3-768x432.jpg

ประธาน กรธ. กล่าวอีกว่า กลไกป้องกันคนทุจริตไม่ให้คนทุจริตการเลือกตั้ง การซื้อสิทธิ์ ขายเสียง หรือฟอกเงิน กลับเข้ามาสู่การเมืองอีกในหลายมาตราของรัฐธรรมนูญ กำหนดลักษณะต้องห้าม ส.ส. ส.ว. และรัฐมนตรีอย่างเข้มงวด ซึ่งเอาหลักจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หากกระทำผิดแล้วศาลตัดสิน หรือรอลงอาญา ก็ไม่สามารถกลับเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองได้อีก กำหนดหน้าที่ ครม. แบบผูกพัน คือ ใช้อำนาจอย่างสุจริต เปิดเผย โปร่งใส คำนึงประชาชนเป็นส่วนรวม และคุ้มครองทุกภาคส่วนให้เกิดความสงบ ซึ่งเป็นบทเรียนจากอดีตที่เรานำมาใส่ในรัฐธรรมนูญ และมีบทบัญญัติออกกฎหมายว่าผู้ดำรงตำแหน่งระดับ รมว.ลงมา ต้องไม่ถูกใครสั่งย้ายแบบข้ามทวีปอีก รวมทั้งกำหนดจริยธรรม คุณธรรม และธรรมาภิบาล

นายมีชัยยังกล่าวด้วยว่า กลไกป้องกันโครงการประชานิยมที่อาจส่งผลเสียหายต่อประเทศ โดยให้ตรวจเงินเผ่นดิน พบเห็นอะไรบอกเหตุว่าโครงการนั้นอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในอนาคต คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน สามารถเชิญคณะกรรมการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ ป.ป.ช. มาปรึกษาหารือกัน หากพบว่ามีมูลเป็นจริงสามารถรายงานมายังครม. แต่หากรายงานแล้ว ครม.ยังดำเนินการต่อ กระทั่งโครงการนั้นเกิดความเสียหาย ต้องรับผิดชอบ จะอ้างว่า ไม่รู้ ไม่ได้ ทั้งนี้ การป้องกันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้แก้ยากกว่าปกติ โดยนำบทเรียนมาจากในอดีตที่เสียงข้างมากไม่ยอมฟังเสียงข้างน้อย อย่างไรก็ตาม ในการผลักดันให้มีการปฏิรูป เป้าหมายในรัฐธรรมนูญ คือ การศึกษา และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ระยะแรกจึงเสนอให้ ส.ว.มาจากสรรหา เพื่อผลักดันปฏิรูปเดินไปข้างหน้าสำเร็จลุล่วง ทั้งนี้ ในการการปฏิรูปการศึกษา ได้กำหนดรัฐจัดการศึกษาก่อนวัยอนุบาล จนกว่าจบตามที่ต้องการ โดยรัฐต้องตั้งกองทุนให้กับเด็กมีสติไปเรียนหยิบยืมได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างจัดสัมมนา ได้มีกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา นำโดยนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ ได้ชูป้ายข้อความที่ระบุว่า “ร่างรัฐธรรมนูญอย่าทำร้ายเยาวชน #เอาม.ปลายฟรีของเราคืนมา” และ “อนุบาลฟรีก็ดี แต่ม.ปลาย/สายอาชีพฟรี ก็ต้องมี ไม่ต้องง้อกองทุน #เอาม.ปลายฟรีของเราคืนมา” ทำให้การปาฐกถาของนายมีชัยหยุดชะงักลง จนอาจารย์และเจ้าหน้าที่ได้มาเชิญกลุ่มนักเรียนดังกล่าวออกจากห้องไป โดยผู้ร่วมสัมมนาได้ตะโกนต่อว่า พร้อมขับไล่ ว่า “เรียนเตรียมอุดมเสียเปล่า แต่ไม่มีมารยาท” ทั้งนี้ หลังจากสถานการณ์ดังกล่าวสงบลง นายมีชัยจึงได้กล่าวปาฐกถาต่อว่า เรื่องนี้สะท้อนชัดเจนว่า เราต้องได้รับการศึกษาเพื่อให้คนมีวินัยและมีความอดกลั้น เพื่อรับฟังความเห็นคนอื่น ซึ่งสำคัญมาก ที่บ้านเมืองไม่ได้เดินหน้าเพราะเยาวชนขาดวินัย การบังคับใช้กฎหมายไม่เคร่งครัด คนผิดไม่ดำเนินการตามกฎหมาย อีกทั้งต้องกำหนดให้พระพุทธศาสนาเถรวาท บังคับจิตใจให้เด็กวินัย ส่วนการปฏิรูปตำรวจในเบื้องต้นใน 1 ปี ให้เป็นไปตามหลักอาวุโส แปลว่า ไม่ต้องวิ่งเต้น ทุกคนเท่ากัน ส่วนหน่วยงานราชการหากทำการปฏิรูปไม่เสร็จ เรากำหนดให้ ย้ายหัวหน้าหน่วยงานหน่วยงานนั้นๆ

“ร่างเบื้องต้น กับร่างปัจจุบันต่างกันมาก มีการแก้ไข เพิ่มเติมเป็น 279 มาตรา เพื่อป้องกันไม่ให้การมีออกกำหนดให้การออกกฎหมายไม่ลิดรอนสิทธิประชาชนเกินความจำเป็น และประชาชนมีสิทธิติดตามทวงถามหากรัฐไม่กระทำตาม และมีสิทธิฟ้องร้องได้ ซึ่งการที่รับฟังความเห็นจากคนทั่วไป นำมาบัญญัติในรัฐธรรมนูญได้ประโยชน์มาก จึงขอเรียนว่า รัฐธรรมนูญเป็นบทบัญญัติใช้กับคนทุกคนทั้งประเทศ เขียนเฉลี่ยเผื่อคนทุกคน และเพื่อความต้องการที่ต่างกัน จึงไม่สามารถทำให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือคนใดคนหนึ่งถูกใจได้ ไม่สามารถทำเพื่อคนทุกคนอย่างสมบูรณ์ได้ หรือ ทำเพื่อความสุขคนกลุ่มเดียว ไม่สามารถทำให้ชอบได้ทุกคน” นายมีชัยกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายมีชัยกำลังกล่าวปาฐกถาอยู่นั้นได้มี “กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย” สวมใส่หน้ากากรูป พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. และ “กลุ่มประชาธิปไตยใหม่” `นำโดย นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว มาประท้วงนายมีชัยอีกครั้ง พร้อมชูป้ายข้อความ “อย่าสร้างภาระให้คนรุ่นหลังเถอะลุง” , “สมคบคิดคสช.กดหัวประชาชน” , “หยุดสืบทอดอำนาจ” ,“โหวตโน” และตะโกนว่า “ไม่รับ” ทำให้สถานการณ์เกิดความวุ่นวายหนัก เจ้าหน้าที่รีบออกมาเชิญตัวออกมานอกห้อง กระทั่งนายมีชัยต้องรีบยุติการปาฐกถาโดยกล่าวจบเพียงสั้นๆ ว่า “ความเห็นต่างจะเกิดประโยชน์เสมอก็ต้องรับฟัง วันหนึ่งข้างหน้าเมื่อพวกเธอโตขึ้นกว่านี้ เธอคงเรียนรู้จากประสบการณ์แล้วจะเข้าใจมากยิ่งขึ้น”

41-1-768x576.jpg

.......
http://thaienews.blogspot.com/2016/04/blog-post_18.html


https://www.facebook.com/tubtohkao34/vi … 909688991/


ooo

493111.jpg

493113.jpg

S__23986183.jpg

S__23986184.jpg


12936686_10153367271745583_1495035298101745466_n.jpg

ประเทศในกลุ่มอาเซียนกับการจัดการศึกษาแบบให้เปล่า หรือ Free Education

เมียนม่าร์ และเวียดนาม .. ให้การศึกษาฟรีแค่ระดับชั้นประถมศึกษา
อินโดนีเซีย และกัมพูชา .. ให้การศึกษาฟรีแค่ระดับชั้นมัธยศึกษาตอนต้น
สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และลาว .. ให้การศึกษาฟรีถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย
บรูไน .. ให้การศึกษาฟรีจนถึงจบปริญญาเอก

ประเทศไทย .. ให้การศึกษาฟรีจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย และกำลังจะถดถอยลงไปเหลือแค่มัธยมศึกษาตอนต้น เช่นเดียวกับ กัมพูชา และอินโดนีเซีย

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ จาก The Nation ครับ

#สิทธิเรียนฟรีที่หายไป

#เห็นด้วยช่วยแชร์ครับ


11813397_10152918331655583_995482074934521647_n.jpg?oh=7ab719f86c80828590b2dc87b42de8b4&oe=577E9367 Ethanol Anunthavorasakul

Offline

#835 April 6, 2016 8:27 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://thaienews.blogspot.com/2016/04/eu.html

วันพุธ, เมษายน 06, 2559

อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ขอให้ EU และฝรั่งเศสทบทวนมาตรการคว่ำบาตรไทย โดยพุ่งเป้าไปที่การลงโทษ คสช ให้หนัก

12321337_773728996062199_4155603061126360359_n.jpg

12592518_773729006062198_8525925876198842661_n.jpg

12805848_773729176062181_6070492536673802189_n.jpg

12919841_773729186062180_3198634313231615305_n.jpg


จาก FB
12813988_767513003350465_5407784110276617939_n.jpg?oh=1a02efa671a830c5d1e3d20eeb9460b0&oe=578E8B65 Pavin Chachavalpongpun

ผมได้รับเกียรติอย่างยิ่งจากวุฒิสภาของสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ได้เป็นคนไทยคนเดียวที่ได้รับเชิญให้มาเล่าถึงปัญหาประชาธิปไตยของไทยในยุคเปลี่ยนผ่านรัชสมัย ผมขอให้ EU และฝรั่งเศสทบทวนมาตรการคว่ำบาตรไทย โดยพุ่งเป้าไปที่การลงโทษ คสช ขอให้เอาให้หนักครับ

I am honoured to be invited by the French Senate to give an account on the delay of Thai democracy. I propose that the EU/France must review its sanction policy to target at the junta ensuring that the punishment will bear fruit.

...

ผมไม่นึกไม่ฝันว่าเสด็จพ่อจะเจียดเวลามาฟังผมบรรยายที่วุฒิสภา.... แต่แหม ใส่เหลืองเต็มยศครับ 55555 — with Somsak Jeamteerasakul at Sénat.

12924390_773734376061661_1085325329328896089_n.jpg

Bonjour Ajahn

Offline

#836 April 6, 2016 12:09 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ประชาไท + *

นิธิ เอียวศรีวงศ์: รัฐพันลึกกับร่างรัฐธรรมนูญ

Wed, 2016-04-06 19:09

225693_967772629986153_1414682774855465134_n.png?oh=1bc3f2abf222ba437c18435a87e6b168&oe=5784C81C
*

*  รัฐพันลึก Deep State

ภูเขาน้ำแข็งของการ "คอร์รัปชันในประเทศไทย"
เรามักจะเห็นแค่ยอด คือนักการเมือง
แต่ส่วนที่อยู่ใต้น้ำ....ไม่มีใครมองเห็น   ..............  *  ยกเว้นในช่วงหลังๆ ตั้งแต่ 2547-จนปัจจุบัน และนี่คือ ผลประโยชน์ร่วมกันของ รัฐพันลึก Deep State

*

นิธิ เอียวศรีวงศ์

ผมคิดว่าการประเมินร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ไม่มีประโยชน์ เพราะทุกอย่างมันชัดเสียจนไม่รู้จะประเมินอะไรไปทำไม นี่เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ต้องปิดบังซ่อนรูปหรือใช้เล่ห์เพทุบายอันใด ในการที่จะรวบอำนาจไว้กับคนกลุ่มใด ในขณะที่จำกัดควบคุมคนกลุ่มใดไม่ให้เข้าถึงอำนาจ ชัดเจนยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เคยมีมา

สิ่งที่น่าสนใจกว่าจึงไม่ใช่เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ เท่ากับเจตนาหรือจุดมุ่งหมายทางการเมืองของร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อพวกเขามองการเมืองในมุมกว้าง พวกเขาตo89องการสร้างเงื่อนไขทางการเมืองอะไร เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดในสังคมไทย

ผมขอตอบปัญหานี้จากงานโด่งดังของคุณเออเชนี เมริโอ (Eugenie Merieau) เกี่ยวกับ Deep State ของไทย คำนี้ขอแปลตามคุณใบตองแห้งว่า"รัฐพันลึก" เพราะผมชอบและไม่รู้ว่าคุณใบตองแห้งคิดออกมาได้อย่างไร

รัฐพันลึกคือรัฐที่ซ่อนอยู่ก้นบึ้งรัฐปรกติ มีกลไกการบริหารและดำเนินงานของตนเอง แต่อาศัยราชการของรัฐปรกตินั่นแหละดำเนินงาน เช่นรัฐพันลึกไม่มีกองกำลังติดอาวุธของตนเอง แต่ก็ใช้กองกำลังติดอาวุธของรัฐปรกตินั่นแหละเพื่อดำเนินงานตามความต้องการของรัฐพันลึก แม้ไม่ได้เก็บภาษีเองโดยตรง แต่รัฐพันลึกกำหนดนโยบายภาษีและใช้ภาษีที่เก็บมาได้ตามสบาย โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อใครเลย รัฐพันลึกไม่มีกระทรวงศึกษาของตนเอง แต่สามารถบังคับควบคุมให้กระทรวงศึกษาของรัฐปรกติสอนอะไรและสอนอย่างไรได้ในทุกระดับ

อำนาจที่บริหารจัดการรัฐพันลึกจึงไม่ใช่อำนาจเปิดเผย หากเป็นอำนาจเปิดเผย ก็ต้องรับผิดชอบต่อสังคม และต้องแสวงหาความชอบธรรม ซึ่งผู้บริหารจัดการรัฐพันลึกทำไม่ได้ รัฐพันลึกจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ที่มีอำนาจในรัฐปรกติระดับใดระดับหนึ่งอยู่แล้ว ร่วมมือกันภายใต้การนำของคนบางกลุ่ม บังคับควบคุมให้รัฐปรกติที่ลอยอยู่ข้างบน เอื้อต่อผลประโยชน์, ชื่อเสียงเกียรติยศ, และอำนาจทางวัฒนธรรมของตน

มองจากแง่นี้ชวนให้คิดว่า รัฐปรกติที่ไหนๆ ก็ล้วนมีรัฐพันลึกแฝงอยู่ข้างล่างทั้งนั้น เช่นปฏิเสธได้อย่างไรว่า บรรษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐล้วนมีอิทธิพลบังคับควบคุมนโยบายและการดำเนินงานของรัฐที่มีชื่อว่าสหรัฐอเมริกา ในระดับใดระดับหนึ่งอย่างแน่นอน

ข้อนี้ก็จริง แต่ความสัมพันธ์ของคนในอำนาจแฝงอเมริกันขาดการทำให้เป็นสถาบัน หรือขาดการจัดองค์กรที่รัดกุม จึงเป็นความสัมพันธ์หลวมๆ ที่อาจเรียกได้ว่า"เครือข่าย" ทำให้คนกลุ่มนี้ปฏิบัติการตามลำพังไม่ได้ ต้องอาศัยกลไกของรัฐปรกติกระทำการปรกติในรัฐที่ชื่อสหรัฐอเมริกา มีคนต้องรับผิดชอบและต้องแสวงหาความชอบธรรมจากสังคม เช่นการขัดขวางนโยบายสุขภาพถ้วนหน้าของประธานาธิบดี (ทั้งคลินตันและโอบามา) ต้องกระทำด้วยเสียงโหวตในสภา สมาชิกสภาที่ลงคะแนนเสียงคัดค้าน ต้องรับผิดชอบต่อผู้เลือกตั้ง และต้องแสวงหาความชอบธรรมจากสังคมอเมริกัน

อิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังการเมืองอเมริกันจึงไม่ถึงขั้นที่จะเรียกได้ว่า"รัฐ"พันลึก พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือสถาบันทางการเมือง, เศรษฐกิจ, วัฒนธรรมและสังคมของรัฐสหรัฐ มีความเป็นสถาบันที่แข็งแกร่งเสียจนอำนาจที่อยู่ข้างล่างไม่อาจสถาปนารัฐของตนเองขึ้นมาแข่งได้

รัฐพันลึกจึงมีในหลายประเทศ แต่ไม่ใช่ทุกประเทศ รัฐพันลึกเกิดขึ้นได้เฉพาะในรัฐที่สถาบันทางสังคมต่างๆ โดยเฉพาะสถาบันทางการเมือง ไม่แข็งแกร่งเพียงพอเท่านั้น (ในที่นี้ขอออกนอกเรื่องนิดหนึ่งว่า การที่สังคมหนึ่งๆ จะเป็นประชาธิปไตยได้นั้น ระยะเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดคือระยะที่สอง ซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่าระยะผนึกความแข็งแกร่งของสถาบันประชาธิปไตย หรือ consolidation of democratic institutions นับตั้งแต่ 2490 เป็นต้นมา เครือข่ายของชนชั้นนำซึ่งพัฒนาเป็นรัฐพันลึกในเวลาต่อมา คอยขัดขวางมิให้กระบวนการประชาธิปไตยของไทย ได้มีโอกาสพัฒนาขึ้นมาเป็นสถาบันที่แข็งแกร่งได้เลย) ประเทศไทยเป็นหนึ่งในรัฐประเภทนั้น รัฐพันลึกจึงเกิดมีในประเทศไทย

คุณเมรีโอเสนอว่า กรอบการวิเคราะห์การเมืองไทยแบบ"เครือข่ายฯ"ของอาจารย์ดันแคน แมคคาร์โก ไม่อาจใช้ในการวิเคราะห์การเมืองไทย อย่างน้อยก็นับตั้งแต่ 2549 มาได้ดีเท่ากับกรอบการวิเคราะห์แบบ"รัฐพันลึก" ความต่างระหว่าง"เครือข่ายฯ"และรัฐพันลึกก็คือ รัฐพันลึกพยายามทำให้ความสัมพันธ์ในเชิง"เครือข่ายฯ"มีลักษณะเป็นสถาบันมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องอาศัยบารมีของบุคคลในการบริหารจัดการเพียงอย่างเดียว เพราะพระมหากษัตริย์ไทยไม่จำเป็นจะต้องมีบารมีสูงส่งเท่ารัชกาลปัจจุบันเสมอไปอย่างหนึ่ง และการเมืองไทยกำลังแปรเปลี่ยนไปสู่การปกครองของเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนอีกอย่างหนึ่ง

ดังนั้น อุดมคติที่รัฐพันลึกมุ่งหวังก็คือ รัฐไทยที่อยู่ข้างบนและมองเห็นได้โดยคนทั่วไป มีลักษณะประชาธิปไตย เช่นมีการเลือกตั้ง, มีพรรคการเมือง, มีรัฐสภา, มีเสรีภาพของสื่อ, ฯลฯ แต่การชี้นำและกำกับควบคุมจะอยู่กับรัฐพันลึกซึ่งไม่ต้องปรากฏโฉมให้เห็น หากมีการกำกับควบคุมจากสถาบันที่รัฐธรรมนูญรองรับ ซึ่งที่จริงเป็นสถาบันหรือองค์กรในกำกับของรัฐพันลึกอีกทีหนึ่ง จนดูเหมือนเป็นการทำงานตามกลไกประชาธิปไตยโดยปรกติ การปกครองด้วยเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งจึงไม่ได้อยู่ในกำกับควบคุมของเสียงข้างมาก แต่อยู่ในกำกับควบคุมของรัฐพันลึก โดยเสียงส่วนใหญ่ไม่ทันรู้ตัว หรือพอใจให้เป็นอย่างนั้น

คุณเมรีโอเห็นว่า ความพยายามของรัฐพันลึกที่จะทำเช่นนี้เริ่มมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 โดยการสร้างศาลรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นตัวแทนของรัฐพันลึก ในการกำกับควบคุมรัฐไทยที่โฉมหน้าเป็นการปกครองของเสียงส่วนใหญ่ ที่น่าสังเกตก็คือรัฐธรรมนูญกำหนดให้ตุลาการเกือบครึ่งหนึ่งของศาลรัฐธรรมนูญ (7 ใน 15) ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมของตุลาการเอง ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 8 คนที่เหลือมาจากการเสนอชื่อของคณะกรรมการซึ่งมีคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งร่วมอยู่ด้วยเช่นคณบดี และตุลาการ วุฒิสภาจะเป็นผู้ลงมติเลือกตุลาการ 8 คนจากรายชื่อ 16 คนที่คณะกรรมการเสนอ โดยวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดไม่มีอำนาจในการกรั่นกรองตุลาการ 7 คน ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากที่ประชุมตุลาการ

รัฐธรรมนูญ 2550 ก็ยังใช้องค์กรนี้ (ทั้งตุลาการรัฐธรรมนูญระหว่างใช้ธรรมนูญชั่วคราว และศาลรัฐธรรมนูญหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว) เป็นตัวแทนของรัฐพันลึกในการกำกับควบคุมการเมือง นับตั้งแต่ประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ, ตัดสิทธิทางการเมืองบุคคลด้วยการใช้กฎหมายย้อนหลัง, ไล่นายกฯ ออก, ยุบพรรครัฐบาล เพื่อสร้างเงื่อนไขทางการเมืองที่ทำให้เสียงข้างมากของประชาชนไม่อาจดำเนินงานได้, ขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ, บังคับให้นายกฯ พ้นตำแหน่ง, ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ, ช่วยกระพือให้เกิดวิกฤตทางการเมืองที่ทำให้กองทัพพร้อมเข้ายึดอำนาจใน 2557

ที่น่าสนใจก็คือ คุณเมรีโอชี้ว่า ในที่สุดก็ต้องลงเอยที่การรัฐประหารทั้งสองครั้ง (2549 และ 2557) ย่อมแสดงว่า แผนการที่จะอาศัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นตัวแทนรัฐพันลึก ประสบความล้มเหลว เพราะการรัฐประหารย่อมบังคับให้รัฐพันลึกต้องลอยขึ้นใกล้ผิวน้ำ ทำให้ใครๆ มองเห็นได้หมด (แม้แต่วีรบุรุษประชาธิปไตยหลายคนของรัฐพันลึก ยังต้องเผยโฉมปีศาจของตนออกมา)

ความล้มเหลวที่จะบรรลุอำนาจแฝงที่แนบเนียนและ"พันลึก"คือไม่มีใครมองเห็นได้นั้น เกิดจากเหตุหลายประการ ซึ่งผมขอยกให้ดูบางเรื่องดังนี้

รัฐพันลึกพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งอย่างหมดรูป ต้องเข้าใจความพ่ายแพ้ตรงนี้ให้ดี รัฐพันลึกไม่ใช่พรรคการเมือง เป้าประสงค์จึงไม่ใช่ชนะในการเลือกตั้ง แต่รัฐพันลึกต้องการให้การเลือกตั้งไม่มีพรรคการเมืองใดชนะขาด รัฐบาลผสมที่อ่อนแอต่างหากคือเป้าประสงค์ที่แท้จริงของรัฐพันลึก เพราะในรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ (เพราะฟอร์มพันธมิตรทางการเมืองกันได้ใหม่เสมอ) เท่านั้น ที่รัฐพันลึกสามารถแทรกเข้ามากำกับควบคุมการเมืองได้ จะผ่านนายกรัฐมนตรีคนนอก หรือนายกรัฐมนตรีคนในแต่แหยก็ได้ทั้งสิ้น นับตั้งแต่ปลายสมัยทักษิณ แม้มีการประท้วงใหญ่ต่อเนื่องกันหลายเดือน ทักษิณก็ชนะเลือกตั้งขาด และถึงศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2549 ทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าทักษิณจะกวาดที่นั่งในสภาได้ท่วมท้นอีกเช่นเคย

แม้ว่าการยึดอำนาจและการกล่าวหานานัปการต่อทักษิณและพรรคทรท.ของเขา ก็ไม่ทำให้รัฐพันลึกบรรลุเป้าประสงค์ในการเลือกตั้งอยู่นั่นเอง แม้แต่รัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งตั้งใจออกแบบให้ไม่มีพรรคใดชนะเลือกตั้งขาด แต่พรรคที่สัมพันธ์กับทักษิณก็ชนะขาดในการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาทุกครั้งจนได้ การเลือกตั้งเป็นเหตุแห่งความล้มเหลวประการแรกของรัฐพันลึก
รัฐพันลึกต้องการให้ประเทศไทยมีการเลือกตั้ง เพราะเป็นกระบวนการที่ขาดไม่ได้ของโฉมหน้าประชาธิปไตย แต่จะทำให้การเลือกตั้งไม่มีผลทางการเมืองได้อย่างไร ผมคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย พยายามตอบปัญหานี้ แม้อย่างไม่ได้ฉลาดลึกซึ้งไปกว่ารัฐธรรมนูญของเผด็จการทหารที่มีมาก่อน แต่ก็เป็นการตอบปัญหาอย่างที่ยอมรับแล้วว่า อย่างไรเสียก็จะมีพรรคการเมืองหนึ่งที่ชนะขาดในการเลือกตั้งจนได้

เหตุแห่งความล้มเหลวของรัฐพันลึกอีกอย่างหนึ่งอยู่ที่กลไกการบริหารจัดการของรัฐพันลึกเอง ยังพัฒนาขึ้นเป็นสถาบันได้ไม่เต็มที่ ถึงจะควบคุมหน่วยราชการของรัฐไทยที่ลอยอยู่เหนือน้ำได้ แต่กลไกราชการของไทยไม่มีประสิทธิภาพ กลไกบริหารจัดการของรัฐพันลึกจึงจะมีประสิทธิภาพกว่าได้ยาก

ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ สถาบันหน่วยราชการของรัฐไทยยังมีการเมืองภายในของสถาบัน ในหลายครั้งจึงอาจตอบสนองต่อความต้องการของรัฐพันลึก (ซึ่งก็มีการเมืองภายในอีกรูปหนึ่ง) ได้ไม่ดีนัก ผมขอยกตัวอย่างจากเพียงสองสถาบัน

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (ไม่ว่าจะมีที่มาตามรัฐธรรมนูญ 2540, 50, หรือคำสั่งคณะรัฐประหาร) ซึ่งเคยถูกมุ่งหวังให้ใช้อำนาจแทนรัฐพันลึก ไม่ใช่คนที่ได้รับความนับถืออย่างกว้างขวางจากวงการของตนเอง ว่ากันว่า บางหน่วยงานใช้เป็นที่ขจัด"ผู้ใหญ่"ออกไปเสียจากเวทีการแข่งขันของหน่วยงานตนเอง ดังนั้น"คุณภาพ"ของคำอธิบายชี้แจงคำตัดสินจึงไม่อยู่ในระดับที่นักกฎหมายอื่นยอมรับ น่าสงสัยอย่างยิ่งว่าคำอธิบายคำตัดสินของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะถูกนำไปศึกษาเป็นแบบอย่างแก่นักเรียนกฎหมายในอนาคตสักชิ้นหนึ่งหรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินอย่างไรย่อมมีความสำคัญแก่รัฐพันลึกแน่ แต่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือเหตุผลว่าทำไมจึงตัดสินเช่นนั้น ต้องมีลักษณะต้องด้วยหลักการอย่างรอบด้าน (authoritative) พอที่สังคมยอมรับ การมีตัวแทนอำนาจที่สังคมไม่ยอมรับย่อมกระทบกระเทือนต่อรัฐพันลึกอย่างร้ายแรงแน่

กองทัพเป็นหน่วยงานที่ขาดไม่ได้ของรัฐพันลึก ทำอะไรไม่สำเร็จตามเป้าหมายก็ต้องใช้อำนาจดิบของกองทัพทำเสียให้สำเร็จ และจนถึงที่สุด กองทัพก็มีกำลังจะปกป้องรัฐพันลึกให้ปลอดภัยได้ด้วย แต่ก็เช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ รัฐพันลึกไม่ได้เลือกนายทัพนายกองจากนายทหารที่เก่งที่สุด แต่เลือกจากคนที่ตนไว้วางใจที่สุด ฉะนั้นอย่างเยี่ยมที่สุดที่กองทัพจะทำได้ ก็อย่างที่เห็นๆ อยู่นี้ ซึ่งผมอยากประเมินว่าเป็นผลร้ายแก่รัฐพันลึกเหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับมหาชนที่ต้องการกลับไปสู่การปกครองของเสียงข้างมาก

แต่ในทางตรงกันข้ามนะครับ หากนายทัพนายกองมาจากการแข่งขันที่เปิดกว้างหน่อย ดังเช่นที่เคยเป็นมาระหว่าง 2475-2506 ก็เป็นไปได้ที่กองทัพภายใต้ผู้นำที่เก่งกล้าและฉลาดอาจสร้างรัฐพันลึกของตนเองขึ้นมา ถึงชนชั้นนำกลุ่มอื่นๆ จะเข้ามาอยู่ในรัฐพันลึกด้วย ก็อยู่ในฐานะเป็นรอง

มีความขัดแย้งภายใน (contradiction) อีกหลายเรื่องของรัฐพันลึกไทย ซึ่งจะทำให้รัฐพันลึกจำเป็นต้องโผล่ขึ้นมาให้คนอื่นเห็น ซึ่งเท่ากับว่าต้องรับผิดชอบและต้องแสวงหาความชอบธรรม หรือหากอยากจะจมอยู่ลึกไม่ให้ใครเห็นต่อไป จะประคองให้รัฐไทยเป็นไปตามความต้องการของตน ก็เป็นไปได้ยากเสียแล้ว

ผมคิดว่า จะเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยได้ดีขึ้น ก็โดยการมองให้เห็นปัญหาที่รัฐพันลึกต้องเผชิญอยู่เวลานี้ และความพยายามจะปรับตัวของรัฐพันลึก ให้หลุดจากความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายสมัยทักษิณ โดยผ่านรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นในครั้งนี้

Nithi_2.jpg

Offline

#837 April 7, 2016 9:03 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://www.prachachat.net/news_detail.p … 1460017824

"คณะนิติราษฎร์" แถลงการณ์ไม่รับ "ร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติ"

updated: 07 เม.ย 2559 เวลา 15:40:00 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

14600178241460018499l.jpg

วันนี้ (7 เม.ย. 2559) คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ได้ออกแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์เรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติ ผ่านทาง www.enlightened-jurists.org มีรายละเอียดดังนี้

เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช …. เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาก่อนออกเสียงประชามติว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวทั้งฉบับหรือไม่

คณะนิติราษฎร์: นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ได้ศึกษาร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติโดยละเอียดแล้ว มีความเห็นในเบื้องต้นเกี่ยวกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ข้อวิจารณ์เกี่ยวกับข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญตามการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของฝ่ายต่าง ๆ หลักเกณฑ์การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญโดยความมุ่งหวังที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งและการปก%B?รองโดยรัฐบาลพลเรือนโดยเร็วดังนี้


ส่วนที่ ๑
เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ

คณะนิติราษฎร์ได้ศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญแล้วมีความเห็นในประเด็นสำคัญ เกี่ยวกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาล และเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญในหมวดอื่น ๆ ดังนี้

๑.๑ เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาล

๑.๑.๑ อำนาจเบ็ดเสร็จของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวสิ้นสุดลงและมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรเพื่อก่อตั้งระบบกฎหมายขึ้นใหม่โดยหลักการแล้ว อำนาจของคณะรัฐประหารต้องสิ้นสุดลง กรณีนี้เป็นหลักทั่วไปในการจัดทำรัฐธรรมนูญที่ปรากฏมาโดยตลอดในประวัติศาสตร์การจัดทำรัฐธรรมนูญในประเทศไทยแต่ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ กลับบัญญัติรับรองให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงมีอำนาจตามมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ ต่อเนื่องไปอีกจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่เข้าดำรงตำแหน่งเป็นครั้งแรกตามร่างรัฐธรรมนูญจะเข้ารับหน้าที่ จึงเท่ากับว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงมีอำนาจสูงสุดเด็ดขาดต่อไป การบัญญัติรัฐธรรมนูญในลักษณะเช่นนี้ทำให้กฎเกณฑ์สำคัญในร่างรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลหมดความหมายลงอย่างสิ้นเชิงเพราะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังสามารถใช้อำนาจดังกล่าวละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนโดยผู้ถูกล่วงละเมิดไม่อาจฟ้องร้องโต้แย้งในทางใดได้ดังนั้นการออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเท่ากับบุคคลผู้ทรงสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญยินยอมให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติสามารถใช้อำนาจตามมาตรา๔๔ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของตนโดยผู้ที่ใช้อำนาจดังกล่าวไม่ต้องมีความรับผิดใด ๆ ทั้งสิ้น

๑.๑.๒ ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาในวาระห้าปีแรกหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๖๙ กำหนดให้มีสมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่งจากผู้บัญชาการเหล่าทัพและตำรวจ ประกอบกับสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีที่มาจากการคัดเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในขณะที่วุฒิสภาตามร่างรัฐธรรมนูญนี้มีบทบาทและอำนาจหน้าที่สำคัญทั้งในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การออกกฎหมาย การให้ความเห็นชอบบุคคลไปดำรงตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระต่าง ๆ และการกำกับการปฏิรูปประเทศ ฯลฯ เมื่อโครงสร้าง ที่มา และอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาเป็นเช่นนี้ จึงกล่าวได้ว่า ในวาระห้าปีแรกของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ การปฏิบัติหน้าที่ในด้านต่าง ๆ ของสมาชิกวุฒิสภา ย่อมเป็นไปได้ยากที่จะปลอดพ้นจากการครอบงำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติซึ่งเป็นผู้คัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาได้

๑.๑.๓คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและการยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ

ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ กำหนดให้ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ๑๐ ฉบับรวมถึงร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน ๒๔๐ วัน

ระยะเวลาในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นระยะเวลายาวนานเกินไป ทั้ง ๆ ที่สมควรเร่งรัดให้จัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่จำเป็นต่อการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จก่อนเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งโดยเร็วอีกทั้งร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้กำหนดสภาพบังคับเอาไว้ว่าหากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายใน๒๔๐ วันจะมีผลอย่างไร จึงอาจทำให้การเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปได้อย่างไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน

นอกจากนั้น เนื้อหาสำคัญที่ควรปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญหลายเรื่อง ถูกบัญญัติให้ไปกำหนดรายละเอียดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ อย่างเช่น วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงแต่มาจากการสรรหาคัดเลือก ทำให้ในชั้นของการออกเสียงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ประชาชนไม่อาจทราบเนื้อหาสำคัญในเรื่องดังกล่าวเพื่อประกอบการตัดสินใจ ผลจากการนี้ ประชาชนจึงอาจออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญเพราะ “สำคัญผิด” ในสาระสำคัญได้ ซึ่งหากเนื้อหาของเรื่องนั้นปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ แทนที่จะปรากฏในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ประชาชนก็อาจตัดสินใจไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

๑.๑.๔ การรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้แก่ประกาศ คำสั่ง และการกระทำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๙ ได้บัญญัติรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้แก่ประกาศ คำสั่ง และการกระทำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตลอดจนการกระทำอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะได้กระทำก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ กรณีเช่นนี้ ทำให้บรรดาการกระทำทั้งหลายเหล่านั้น แม้โดยเหตุผลของเรื่องจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ก็ถูกทำให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและชอบด้วยกฎหมายโดยที่บุคคลใดก็ไม่อาจโต้แย้งได้ การบัญญัติรัฐธรรมนูญไว้ในลักษณะเช่นนี้ย่อมมีผลเป็นการทำลายหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญโดยมาตรา๒๗๙ ของรัฐธรรมนูญเอง ยิ่งไปกว่านั้น นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การร่างรัฐธรรมนูญไทยที่มีการบัญญัติให้การใช้อำนาจพิเศษของคณะรัฐประหารได้รับการรับรองให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้แม้การใช้อำนาจพิเศษดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้นภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่มุ่งหมายให้ใช้บังคับเป็นถาวรแล้วก็ตามกรณีจึงเท่ากับว่าแม้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่มุ่งหมายให้ใช้บังคับเป็นการถาวร โดยรับรองหลักการแบ่งแยกอำนาจและได้กระจายอำนาจรัฐให้แก่องค์กรของรัฐต่าง ๆ ตามสถานการณ์ปกติแล้ว แต่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ยังคงมีและสามารถใช้ “อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด” ต่อไปได้อีก จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่เข้าดำรงตำแหน่งเป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติจะเข้ารับหน้าที่ ซึ่งไม่ถูกต้องและหาเหตุผลใด ๆ มารองรับไม่ได้


๑.๒ เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญในหมวดอื่น ๆ

๑.๒.๑ วิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติ มาตรา ๘๓ กำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน ๕๐๐ คน แบ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ๓๕๐ คน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองอีก ๑๕๐ คน โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้คนละหนึ่งคะแนนและกำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียวโดยให้มีผลเป็นการเลือกทั้งตัวผู้สมัครซึ่งมาจากเขตเลือกตั้งและจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองไปพร้อมกัน

การกำหนดระบบการเลือกตั้งดังกล่าวไม่เปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถออกเสียงเลือกบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองได้โดยตรง แต่จะนำคะแนนที่ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งได้รับไปคำนวณจำนวนที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคการเมืองการคำนวณเช่นนี้อาจส่งผลให้เจตจำนงที่แท้จริงของผู้ออกเสียงลงคะแนนถูกบิดผันไป เนื่องจากในกรณีที่ผู้ออกเสียงลงคะแนนประสงค์จะเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งคนหนึ่ง แต่ไม่ประสงค์จะเลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งคนนั้นสังกัดการออกเสียงลงคะแนนแบบแบ่งเขตเลือกตั้งดังกล่าวจะมีผล “บังคับ” ให้เป็นการเลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนนั้นสังกัดทันที ในทางกลับกัน ในกรณีที่ผู้ออกเสียงลงคะแนนประสงค์จะเลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองหนึ่ง แต่เนื่องจากไม่มีบัตรให้ออกเสียงลงคะแนนแบบบัญชีรายชื่อ ผู้ออกเสียงลงคะแนนจึงจำเป็นต้องเลือกผู้สมัครในเขตเลือกตั้งที่สังกัดพรรคนั้นทั้งที่ไม่ประสงค์จะเลือก เพื่อจะได้นำคะแนนนั้นไปคำนวณให้แก่บัญชีรายชื่อพรรคการเมืองตามที่ตนต้องการ

ภายใต้ระบบการเลือกตั้งในลักษณะเช่นนี้หากเกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อผลการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งภายในหนึ่งปี เช่น ผู้ชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ขาดคุณสมบัติหรือถึงแก่ความตาย กรณีจะกระทบต่อสัดส่วนคะแนนที่พรรคการเมืองได้รับเพื่อไปคำนวณหาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นและอาจส่งผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นต้องพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงแน่นอนของตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ

คณะนิติราษฎร์เห็นว่าหากต้องการให้ระบบการเลือกตั้งสะท้อน“เจตจำนงอันแท้จริง” ของประชาชนและต้องการให้มีผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งในระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและระบบบัญชีรายชื่อ จะต้องกำหนดให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนสองคะแนน โดยให้ลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งหนึ่งคะแนนและแบบบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองอีกหนึ่งคะแนนไม่ใช่ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งจากผู้สมัครรับเลือกตั้งในระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและระบบบัญชีรายชื่อโดยใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียวและนับเพียงคะแนนเดียว

๑.๒.๒วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๗ กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการคัดเลือกกันเองระหว่างผู้สมัครเข้ารับเลือก วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าวนี้ ไม่สอดคล้องกับหลักการเลือกตั้งตามมาตรฐานในรัฐเสรีประชาธิปไตยและไม่เชื่อมโยงกับประชาชนผู้ทรงอำนาจอธิปไตยเนื่องจากประชาชนไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม กรณีไม่มีสิทธิเลือกตั้งทางตรง หมายความว่า ประชาชนไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยไม่มีบุคคลหรือคณะบุคคลใดคั่นกลางระหว่างผู้เลือกกับผู้ได้รับเลือกส่วนกรณีไม่มีสิทธิเลือกตั้งทางอ้อม หมายความว่า ประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกคณะผู้เลือกสมาชิกวุฒิสภาได้

เมื่อพิจารณาอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วจะเห็นว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้วุฒิสภามีอำนาจหน้าที่สำคัญหลายประการ ทั้งการให้ความเห็นชอบบุคคลไปดำรงตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระต่าง ๆ การถ่วงดุลอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรในกระบวนการตราพระราชบัญญัติ การเป็นองค์กรร่วมใช้อำนาจกับสภาผู้แทนราษฎรในการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญการทำหน้าที่เป็นรัฐสภาในกิจการสำคัญในกรณีสภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ หรือถูกยุบ หรือไม่มีสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวุฒิสภามีอำนาจหน้าที่สำคัญเช่นนี้ การกำหนดวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยขาดความเชื่อมโยงกับประชาชน จึงทำให้วุฒิสภาขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตยในการทำหน้าที่ต่าง ๆ เหล่านั้น

๑.๒.๓ การบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี

ร่างรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๖ กำหนดให้มีการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ กรณีนี้ แม้นายกรัฐมนตรีจะมาจากการคัดเลือกของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย และคณะรัฐมนตรีจะต้องบริหารราชการแผ่นดินตามความประสงค์ของประชาชนก็ตาม แต่ตามร่างรัฐธรรมนูญหมวดนี้ คณะรัฐมนตรีจะไม่มีอำนาจและไม่มีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายอย่างแท้จริง เพราะนโยบายในการบริหารประเทศด้านต่าง ๆ ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้วในหมวดนี้ และบังคับให้คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการตามหมวดหน้าที่ของรัฐ ดังนั้น ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามตินี้คณะรัฐมนตรีจึงไม่ได้เป็น “องค์กรผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายสาธารณะ” อย่างแท้จริง ตามความต้องการของประชาชน หากเป็นแต่เพียง “องค์กรผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานประจำ” ตามแผนการปฏิรูปประเทศที่คณะรัฐประหารและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้

๑.๒.๔ อำนาจขององค์กรตุลาการและองค์กรอิสระ

ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดอำนาจหน้าที่ให้องค์กรตุลาการและองค์กรอิสระมีอำนาจตรวจสอบฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอย่างกว้างขวางในหลายมิติในลักษณะที่ไม่ได้ดุลยภาพ ดังตัวอย่างที่จะได้แสดงให้เห็นดังต่อไปนี้ คือ

กรณีตามมาตรา ๒๑๙ ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระมีอำนาจร่วมกันในการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมซึ่งมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวนี้ไม่ได้ใช้บังคับเฉพาะแก่สมาชิกในองค์กรของตนเท่านั้นแต่ยังนำไปใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีด้วย หากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเห็นว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามที่ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระกำหนดก็อาจไต่สวนและเสนอเรื่องไปยังศาลฎีกาให้วินิจฉัยได้ ทั้งนี้ตามมาตรา ๒๓๕ (๑) และศาลฎีกาก็อาจวินิจฉัยให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนนั้นพ้นจากตำแหน่งและถูกเพิกถอน “สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง” ตลอดชีวิต และศาลฎีกายังอาจเพิกถอน “สิทธิเลือกตั้ง” ของบุคคลดังกล่าวเป็นเวลาไม่เกินสิบปีได้อีกด้วย

กรณีตามมาตรา ๑๗๐ มาตรา ๑๖๐ ประกอบมาตรา ๘๒ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภาสามารถเข้าชื่อร้องต่อประธานสภาที่ตนสังกัดเพื่อส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งก็สามารถส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้เช่นกัน เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งเพราะไม่มี “ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ถ้อยคำดังกล่าวนี้ ไม่มีบทนิยามอย่างชัดแจ้งว่ามีความหมายอย่างไร การตีความถ้อยคำเช่นว่านี้จึงขึ้นอยู่กับ “อัตวิสัย” ของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีสามารถพ้นจากตำแหน่งได้อย่างง่ายดาย เพียงเพราะศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่านายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้นั้นไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรืออาจซื่อสัตย์สุจริต แต่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าความซื่อสัตย์สุจริตนั้นยังไม่เป็นที่ประจักษ์ ถึงแม้ว่าวิญญูชนทั่วไปจะเห็นว่าบุคคลดังกล่าวมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์เพียงพอแล้วก็ตาม

กรณีตามมาตรา๑๔๔ เรื่องการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทสำคัญในการวินิจฉัยให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อีกต่อไปแม้จะยังไม่มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทำการ หรืออนุมัติให้กระทำการ หรือรู้ว่ามีการกระทำแต่ไม่สั่งยับยั้ง จนมีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย เรื่องนี้เป็นการกำหนดบทบัญญัติที่มีลักษณะไม่ชัดเจนเพียงพอว่าจะมุ่งหมายให้ใช้บังคับกับกรณีใดในลักษณะใดทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตีความได้อย่างกว้างขวางจนอาจทำให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งได้โดยง่าย อีกทั้งบทลงโทษต่อคณะรัฐมนตรีก็รุนแรงเกินสมควร ไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่สอดคล้องกับหลักความพอสมควรแก่เหตุ เพราะคณะรัฐมนตรีจะถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต หรือจะต้องรับผิดชดใช้เงินนั้นคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ย

คณะนิติราษฎร์เห็นว่าแม้มีความจำเป็นที่องค์กรตุลาการและองค์กรอิสระต้องมีอำนาจตรวจสอบฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติแต่การกำหนดให้องค์กรตุลาการและองค์กรอิสระมีอำนาจดังกล่าวต้องไม่ถึงขนาดที่ทำให้องค์กรเหล่านั้นมีอำนาจวินิจฉัยให้ฝ่ายบริหารหรือสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติพ้นจากตำแหน่งโดยง่ายผ่านการใช้ดุลพินิจในการตีความถ้อยคำที่ไม่มีความชัดเจนแน่นอนเสมือนหนึ่งองค์กรตรวจสอบดังกล่าวแสดงเจตจำนงทางการเมืองมากกว่าที่จะวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นปัญหาทางกฎหมายอนึ่ง เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้องค์กรตุลาการและองค์กรอิสระมีอำนาจตรวจสอบองค์กรบริหารและองค์กรนิติบัญญัติซึ่งมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยองค์กรตุลาการและองค์กรอิสระก็สมควรที่จะต้องมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยเช่นกัน ซึ่งตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หาได้เป็นเช่นนั้นไม่

๑.๒.๕ ประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ กำหนดว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญจัดให้มีการประชุมร่วมระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานองค์กรอิสระ เพื่อวินิจฉัยชี้ขาด

บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้มีการกำหนดไว้ให้มีองค์กรหรือบุคคลใดเป็นผู้ร้องเพื่อขอให้ที่ประชุมร่วมวินิจฉัยแต่จากถ้อยคำของบทบัญญัติอาจตีความได้ว่าประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้มีอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดว่าเป็นกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญใช้บังคับแก่กรณีเพื่อให้ที่ประชุมร่วมฯ มีอำนาจวินิจฉัย ทั้ง ๆ ที่กรณีดังกล่าวอาจเป็นเรื่องที่อยู่ภายในแดนอำนาจขององค์กรทางรัฐธรรมนูญอื่นซึ่งได้ตีความโต้แย้งตามอำนาจของตนว่าเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญใช้บังคับแก่กรณีนั้นอยู่แล้วกรณีเช่นนี้จะทำให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ผูกขาดการตัดสินใจว่ากรณีใดไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญใช้บังคับแก่กรณีและการตัดสินใจนั้นอาจมีผลเป็นการก้าวล่วงอำนาจองค์กรอื่นด้วย

สำหรับการวินิจฉัยความหมายของ “ประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ กำหนดให้เป็นอำนาจตีความของ “ที่ประชุมร่วม” โดยกำหนดต่อไปด้วยว่าให้ “คำวินิจฉัยของที่ประชุมร่วม” มีผลเป็นที่สุด และผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ โดยบทบัญญัติเช่นนี้ จึงเปิดโอกาสให้ “ที่ประชุมร่วม” เป็นผู้ผูกขาดในการกำหนดเนื้อหาว่า “ประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ที่จะใช้บังคับแก่กรณีนั้นได้แก่เรื่องอะไร เช่นกัน

ความจริงแล้วในระบบกฎหมายรัฐธรรมนูญ องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เป็นผู้ใช้รัฐธรรมนูญย่อมมีอำนาจในการตีความรัฐธรรมนูญในแดนอำนาจหน้าที่ของตน และการตีความรัฐธรรมนูญขององค์กรต่าง ๆ เหล่านั้นจะส่งผลทำให้การแบ่งแยกอำนาจหน้าที่เป็นไปอย่างได้ดุลยภาพ แต่เมื่อบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ ให้อำนาจแก่ “ประธานศาลรัฐธรรมนูญ” และ “ที่ประชุมร่วม” มีอำนาจตีความตามกรณีที่กล่าวมาแล้ว ก็ย่อมส่งผลให้ “ประธานศาลรัฐธรรมนูญ” และ “ที่ประชุมร่วม” เป็น “องค์กรเหนือองค์กรอื่น” ยิ่งเมื่อพิจารณาองค์ประกอบของ “ที่ประชุมร่วม” ด้วยแล้ว เห็นได้ชัดว่าสัดส่วนขององค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีมากกว่าสัดส่วนขององค์กรที่มาจากการเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญกรณีจึงหมายความว่าร่างรัฐธรรมนูญมาตรานี้ กำหนดให้ “องค์กรที่ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย” มีความสำคัญยิ่งกว่า “องค์กรที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย” ต่อการ “ชี้เป็นชี้ตาย” ในปัญหาเกี่ยวกับการใช้รัฐธรรมนูญ

อนึ่ง ตามบริบทของประวัติศาสตร์การเมืองไทยในอดีต พบว่าเคยมีความพยายามตีความถ้อยคำ “ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เพื่อใช้เป็นช่องทางในการนำไปสู่ “การงดบังคับใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา” หรือ “การเรียกร้องให้มีนายกรัฐมนตรีพระราชทาน” ดังนั้น หากเกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นอีกในอนาคต ย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะกล่าวอ้างว่าได้เกิด “กรณีที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ไปบังคับใช้” เพื่อเปิดช่องให้ “ประธานศาลรัฐธรรมนูญ” และ “ที่ประชุมร่วม” พิจารณาวินิจฉัยให้เกิดผลในลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดที่ขัดต่อเจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่ และมีผลผูกพันองค์กรของรัฐทุกองค์กร อันจะทำให้บรรดาผู้ที่ต้องการได้อำนาจทางการเมือง ไม่แสวงหาการสนับสนุนจากประชาชน แต่จะใช้ช่องทางลัดดังกล่าวเข้าสู่อำนาจทางการเมืองแทน

๑.๒.๖ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น ปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๕ ซึ่งเมื่อพิเคราะห์แล้วจะเห็นได้ว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญเอาไว้ในลักษณะที่ยากแก่การแก้ไขอย่างยิ่งกล่าวคือ ในวาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการ จะต้องมีคะแนนเสียงเสียงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภารวมกันและจะต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ซึ่งหมายความว่าแม้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่หรือทั้งหมดเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่หากสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยน้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมก็ไม่อาจผ่านวาระที่หนึ่งไปได้ และหากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมผ่านวาระที่หนึ่งและวาระที่สองไปได้แล้ว ในวาระที่สามนั้นนอกจากจะต้องได้คะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภารวมกันแล้วผู้ร่างรัฐธรรมนูญยังกำหนดเอาไว้ด้วยว่าในจำนวนผู้เห็นชอบนั้นจะต้องจะต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองที่สมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของทุกพรรคการเมืองดังกล่าวรวมกัน และต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นผู้ร่างรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้าควบคุมตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอีกด้วยในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาตามจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนดเข้าชื่อกันยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญขัดหรือแย้งต่อข้อจำกัดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือไม่ส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นองค์กรซึ่งทรงอำนาจผูกขาดการให้ความหมายของข้อจำกัดในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าเรื่องใดไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้และแม้จะมีการกำหนดให้ต้องทำประชามติในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญบางกรณี แต่ประชามติดังกล่าวก็ไม่ได้สะท้อนถึงความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของปวงชน เนื่องจากยังถูกจำกัดโดยข้อจำกัดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ให้ความหมายอยู่นั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้นโดยเหตุที่ในวาระห้าปีแรก สมาชิกวุฒิสภาจะมาจากการคัดเลือกตามวิธีการที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะมีบทบาทสำคัญในการคัดเลือกกรณีจึงย่อมประจักษ์ชัดอยู่ในตัวเองว่าในวาระห้าปีแรกของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะกระทำได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการคัดเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม ซึ่งหากสมาชิกวุฒิสภาไม่เห็นชอบด้วยแล้ว แม้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนจะเห็นพ้องด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็มีโอกาสตกไปตั้งแต่ในชั้นการพิจารณาของรัฐสภาในวาระที่หนึ่ง เพราะเหตุที่ไม่มีสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามเห็นพ้องด้วย

การกำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นไปได้ยากมากเช่นนี้ย่อมขัดต่อสภาพของรัฐธรรมนูญที่ต้องมีความสมดุลกันระหว่างการแก้ไขยากเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐธรรมนูญกับการแก้ไขง่ายเพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองและความเป็นพลวัตรของการเมืองคณะนิติราษฎร์เห็นว่าการกำหนดกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเอาไว้ในลักษณะเช่นนี้จะส่งผลให้โอกาสในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐธรรมนูญมีความเป็นประชาธิปไตยที่ได้รับการยอมนับจากนานาอารยประเทศเหลือน้อยลงมากและอาจเกิดความพยายามเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญด้วยวิถีทางที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นต่อไป โดยที่จะไม่มีผู้ใดสามารถรับผิดชอบต่อความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นได้


ส่วนที่ ๒
ข้อวิจารณ์เกี่ยวกับ “ข้อดี” ของร่างรัฐธรรมนูญ
ตามการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของฝ่ายต่าง ๆ

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้หยิบยก “ข้อดี” ของร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อใช้เป็น “จุดขาย” ในการรณรงค์ให้ประชาชนให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ คณะนิติราษฎร์ได้พิจารณาถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ดังกล่าวแล้ว มีความเห็น ดังนี้


๒.๑ ข้อวิจารณ์เรื่องร่างรัฐธรรมนูญเพื่อ “ปราบโกง”

ผู้ร่างรัฐธรรมนูญกล่าวอ้างว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เข้มงวดและเด็ดขาด กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็น “ร่างรัฐธรรมนูญปราบโกง”

คณะนิติราษฎร์ไม่มีข้อขัดข้องใด ๆ ต่อนโยบายของรัฐที่มุ่งประสงค์ป้องกัน ตรวจสอบ และปราบปรามการทุจริต หากการป้องกัน ตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตนั้นมีลักษณะที่ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล กระทำไปพอสมควรแก่เหตุ และสอดคล้องกับกระบวนการยุติธรรมภายใต้หลักนิติรัฐ อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญนั้น โดยเนื้อหาแล้ว คือกฎหมายพื้นฐานที่ก่อตั้งสถาบันทางการเมือง กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเมือง และประกันสิทธิและเสรีภาพของบุคคล และที่สำคัญที่สุดรัฐธรรมนูญจะต้องบรรจุไว้ซึ่งคุณค่าพื้นฐานร่วมกันของผู้คนในสังคม ทั้งนี้เพื่อให้ผู้คนได้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นปกติสุข หากพิจารณาจากธรรมชาติในทางกฎหมายของรัฐธรรมนูญให้ละเอียดแล้ว ย่อมจะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต และแม้จะเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต การเขียนรัฐธรรมนูญเช่นนั้นก็ไม่สามารถจัดการปัญหาดังกล่าวได้ เพราะหากการป้องกันและปราบปรามการทุจริตสามารถกระทำได้แต่เพียงการเขียนรัฐธรรมนูญ นานาอารยประเทศก็คงจะเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต

Offline

#838 April 7, 2016 9:17 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

385693_357496357638785_1132551034_n.jpg?oh=4882e0256b688d514946735d524587ca&oe=57770F63European Union in Thailand
ถูกใจเพจนี้ · 3 ชม. · มีการแก้ไข ·

12670815_982314895156925_8758122741735447817_n.jpg?oh=0db5dc2ecd5764814e7e952d60e45976&oe=57842859

[English below] คณะเอกอัครราชทูตจากสหภาพยุโรปได้พบกับนายปัญญรักษ์ พูลทรัพย์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ

กรุงเทพ 7 เมษายน 2559 – เนื่องจากท่านรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทยไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ คณะเอกอัครราชทูตจากสหภาพยุโรปจึงได้พบกับนายปัญญรักษ์ พูลทรัพย์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศในวันนี้

การประชุมนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นในบรรยากาศที่เป็นมิตรเอื้อต่อการสนทนาที่ตรงไปตรงมาและเปิดเผย

ประเทศไทยและสหภาพยุโรปได้ร่วมยืนหยัดต่อความสัมพันธ์ที่มั่นคงและยาวนาน โดยนายปัญญรักษ์ พูลทรัพย์ได้แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในประเทศไทยและความคืบหน้าในการดำเนินการไปสู่ประชาธิปไตยในประเทศ

คณะเอกอัครราชทูตจากสหภาพยุโรปได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยึดมั่นในหลักการของเสรีภาพในการแสดงออกและความคิดเห็นและยอมรับฟังเสียงต่างๆทุกเสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับการลงIs9Bระชามติ เพื่อที่จะทำให้ผลของการลงประชามติเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรมตามความประสงค์ของประชาชนไทยทุกคนและเพื่อให้ประชาชนทุกคนยอมรับในผลนั้นๆ การเรียกปรับทัศนคตินั้นเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักการนี้ และการประกาศเมื่อไม่นานมานี้ว่าจะยังคงดำเนินการใช้การเรียกปรับทัศนคติต่อไปซึ่งอาจจะมีระยะเวลาที่นานขึ้นไปอีกกับผู้ที่มีมุมมองที่ต่างออกไปเป็นการพัฒนาที่น่ากังวล

คณะเอกอัครราชทูตจากสหภาพยุโรปได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับคำสั่งที่ 13/2559 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติซึ่งให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่เจ้าหน้าที่ทหารที่มียศร้อยตรีขึ้นไปในการสืบสวนและการดำเนินการเกี่ยวกับการจับกุมและกักขังโดยไม่ต้องมีหมายศาล โดยคำสั่งนั้นสามารถตีความได้กว้างและไม่มีการให้คำจำกัดความที่ชัดเจน การมอบอำนาจของตำรวจและตุลาการให้บุคลากรทางทหารนั้นเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการกักขังโดยพลการซึ่งละเมิดหลักนิติธรรมและลิดรอนสิทธิในการได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและหลักกระบวนการอันควรแห่งกฎหมายซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดไปจากพลเมือง

คณะเอกอัครราชทูตยังได้พูดคุยและยกประเด็นเกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพในการเคลื่อนไหวซึ่งพลเมืองได้ถูกห้ามจากการเดินทางออกนอกประเทศ

คณะเอกอัครราชทูตจากสหภาพยุโรประลึกถึงบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศ ในการสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทย ในฐานะที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติและหุ้นส่วนระหว่างประเทศที่สำคัญ จะปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศของตน

สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิก ในฐานะมิตรและหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดขอเรียกร้องให้ประเทศไทยให้ความเคารพต่อหลักการและค่านิยมทางประชาธิปไตยในระหว่างช่วงของการเปลี่ยนแปลงนี้
-----------

EU Ambassadors met today Deputy Permanent Secretary for Foreign Affairs, Mr. Panyarak Poolthup

Bangkok, 07 April 2016 – in the absence of the Minister of Foreign Affairs, European Union Ambassadors met today Deputy Permanent Secretary for Foreign Affairs, Mr. Panyarak Poolthup.

The meeting was conducted in a cordial atmosphere conducive to frank and open discussions.

Both sides recalled the solid and long-lasting relationship between the European Union and Thailand. Mr. Panyarak Poolthup described the domestic situation and progress achieved so far with the transition towards democracy in the country.

EU Ambassadors called upon the Thai Government to uphold principles of freedom of expression and opinion and allow all voices to be heard. This is of utmost importance for the referendum in order to be considered the result of a free and fair expression of the will of all people of Thailand and to be accepted by them as such. The use of attitude adjustment goes against this and the recent announcement that this tool will continue to be used, and even for longer periods, against those expressing a dissenting view is an alarming development.

EU Ambassadors expressed concern about the recent NCPO Order 13/2559, which grants military from the rank of sub-lieutenant broad powers to conduct inquiries, and proceed with arrests and detentions without a court warrant for offences which are broad and ill-defined. Granting powers of the police and the judiciary to military personnel increases the risk of arbitrary detentions, breaches the rule of law and deprives citizens of essential legal protection and due judicial process.

Ambassadors also raised the restrictions on the freedom of movement, with citizens banned from leaving the country.

EU Ambassadors recalled the role of the Ministry of Foreign Affairs in ensuring that Thailand, as UN Member and key international partner, abides by its international obligations.

The European Union and its member states, as friends and close partners, encourage Thailand to respect core democratic principles and values during this process of transition.

.........


12002244_1770937416467013_3133087794996467487_n.jpg?oh=38f02eecb152981033a30167f7c9d3af&oe=578D5DCFอาณาจักรไบกอน Returns
5 เมษายน เวลา 17:00 น.

12494709_1852006938360060_4802021867763089040_n.jpg?oh=81297151960fe1b325e268135a26ce92&oe=5778A646

สื่อต่างชาติเขาชม ท่านผู้นำของเรานะ!
#จอมบิดเบือนและเป็นภัยต่อประชาธิปไตยที่แท้จริง!
#โจรสลัด
http://news.voicetv.co.th/world/348117.html

.......

*

ติ๊ดตู่ นี่จอมโกหก ตอแหล ใช้ตรรกะควาย บิดเบือน หลักการ ประชาธิปไตย

http://www.matichon.co.th/news/95385

บิ๊กตู่ บ่น คนไทยเล่นสงกรานต์เพี้ยน ทั้งโป๊-อนาจาร แต่ห้ามไม่ได้ เพราะคำว่า ‘ปชต.’

23-1.jpg

เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยก่อนการประชุม โดยนายกฯ ยังระบุว่า ปีนี้น้ำขาดแคลนจึงต้องพิจารณาว่าควรเล่นน้ำอย่างไร เพื่อไม่ให้น้ำขาดแคลนเมื่อผ่านเทศกาลไปแล้ว โดยทุกคนต้องช่วยกันไม่ใช่อะไรก็รัฐบาล และเมื่อถึงเวลาที่ตนต้องไป ก็ขอให้ทำให้ดีก็แล้วกัน ซึ่งการเล่นน้ำขอให้เล่นด้วยความเป็นไทย ไม่ใช่แต่งตัวโป๊ อนาจาร วันนี้ทุกอย่างเพี้ยนไปหมดแต่ก็ห้ามไม่ได้ เพราะคำว่าประชาธิปไตย เพราะตนมีหน้าที่รักษากฎหมาย แต่จะไปละเมิดใครไม่ได้ ทั้งนี้ในเรื่องความปลอดภัยต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก โดยต้องมีทั้งด่านตำรวจและด่านของฝ่ายปกครองทุกภาคส่วนร่วมกัน และขอให้ระมัดระวังอย่าพกอาวุธ หรือทำอนาจารผู้หญิง เพราะต้องติดคุกอย่างเดียว

ทั้งนี้นายกฯ ได้เขียนไปรษณียบัตรอวยพรแด่ประชาชนชาวไทย เนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ ปี 2559 โดยระบุว่า “นายกฯและคณะรัฐมนตรี(ครม.) และข้าราชการ ขออำนาจคุณพระรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนเคารพนับถือ ตลอดจนเดชะพระบารมีอันแผ่ไพศาลของล้นเกล้าฯทั้งสองพระองค์ได้โปรดดลบันดาลให้ประชาชนคนไทยทุกสาขาอาชีพ และครอบคลุมบุคคลอันเป็นที่รัก จงมีความสุขร่มเย็นมีชีวิตที่ดีขึ้น เข้มแข็ง ยั่งยืน เพื่อประเทศไทยที่รักของพวกเราทุกคน”

........

12512227_970191726410910_8513498384427340376_n.png?oh=9823d40daace150f05726bc3db95a378&oe=578CC0BFหยุดดัดจริตประเทศไทย
4 เมษายน เวลา 23:24 น.
"ประยุทธ์โวยคนไทยเล่นสงกรานต์โป๊อนาจาร เพราะประชาธิปไตย"
นี่คือตัวอย่างของความโง่และไม่เข้าใจคำว่าประชาธิปไตย เหมือนบรรดากองเชียร์ที่สร้างตรรกะควายๆขึ้นมาว่า "ประชาธิปไตยแล้วโกง เผด็จการดีกว่า"

คำว่า "ประชาธิปไตย" แปลความหมายง่ายๆคือ การปกครองที่ให้สิทธิและเสรีภาพกับประชาชน หรือนิยามตามคำพูดของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่า "การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน"
หลักประชาธิปไตยง่ายๆคือ ประชาชนมีเสรีภาพจะทำอะไรก็ได้ภายใต้สิ่งที่เรียกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยการกระทำนั้นต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย และ "ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น"
Keyword มันอยู่ตรงสองคำหลัง ไม่สร้างความเดือดร้อน และ ไม่ขัดต่อกฎหมาย

ถามว่าการ "อนาจาร" บ้านเมืองเรามีกฎหมายจัดการหรือไม่? มีก็ไปสามารถจัดการได้ ถ้าใครมาแต่งตัวโป๊เปลือยในที่โล่งแจ้ง ต้องโดนปรับ โดนจับอยู่แล้ว เหมือนกรณีของดาราคนหนึ่งในงานมอเตอร์โชว์ 2016
หยุดโง่! เอาคำว่าประชาธิปไตยมาดิสเครดิตแบบไม่ใช้สมอง ที่หนึ่งของรุ่น จปร. คิดได้แค่นี้ ควรพิจารณาตัวเองนะ
@ หยุดดัดจริตประเทศไทย
5 เมษายน 2559

* โป้ "อนาจาร"  บิดเบือนเพราะ ประชาธิปไตย นี่มัน ที่หนึ่งของรุ่น จปร. คิดได้แค่นี้ ควรพิจารณาตัวเองนะ สมแล้วที่ว่า โง่อย่างควาย

Last edited by linc49 (April 7, 2016 9:46 AM)

Offline

#839 April 8, 2016 8:56 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

* ยิ่งลักษณ์  ทักษิณ ออกมาเพรียกหาประชาชนอีกแล้ว เมื่อถึงคราว ต้องการ...เหยื่อ
...ลักษณะเนื้อหาสื่อ เป็นแนวท่องเที่ยวเพื่อลดแรงกดดัน แต่นี่คือการทำโพลหยั่งเสียง นั่นเอง

http://thaienews.blogspot.com/2016/04/5-5.html

วันพุธ, เมษายน 06, 2559
ยิ่งลักษณ์ชวนฉลอง "5 ล้านไลค์ กับ 5 เหตุผลที่ยิ่งลักษณ์ต้องมาจังหวัดฉัน"

11246177_1203969386314181_6754762159400459249_n.jpg

ร่วมฉลองกิจกรรมพิเศษต่อเนื่อง "5 ล้านไลค์ กับ 5 เหตุผลที่ยิ่งลักษณ์ต้องมาจังหวัดฉัน" ด้วยการเขียน comment มาใต้ภาพนี้อธิบายเหตุผลที่อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ควรมาเยี่ยมจังหวัดบ้านเกิดของตัวท่าน โดยมีกติกาง่ายๆดังนี้

1. เขียนอธิบาย “5 เหตุผล ที่นายกฯยิ่งลักษณ์ต้องมาจังหวัดฉัน" นำเสนอเหตุผลที่อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ควรมาบ้านตัวเอง ลงในคอมเม้นท์ใต้ภาพนี้ หรือส่งไปรษณีย์มาที่ตู้ ปณ. 28 ปณศ. จรเข้บัว กรุงเทพฯ 10230 ประเทศไทย ก่อนวันที่ 25 เม.ย. 59 เวลา 12.00 น.

2. ตัวอย่างเหตุผลที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ควรมาบ้านตัวเอง เช่น สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ Unseen ในจังหวัดหรืออำเภอ, ผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจในท้องถิ่น, ความสามารถพิเศษส่วนบ%B.츄คล การทำอาหาร การแสดง การละเล่น เรื่องราวความเป็นมาของชุมชนที่ควรค่าแก่การจดจำ ที่อยากนำเสนอต่ออดีตนายกฯ, ประเด็นน่าสนใจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ชุมชนรอบตัว)

3. ศ. 29 เม.ย. 59 เวลา 12.00 น. คัดเลือกพร้อมประกาศรายชื่อจังหวัด 10 ราย พร้อมเหตุผลรายละ 5 ข้อ โดยผู้ที่ได้รับคัดเลือก 10 จังหวัดจะได้รับรางวัลเป็นเสื้อเชิ๊ตรายละ 1 รางวัล

4. ส. 30 เม.ย. – อา 8 พ.ค. 59 แฟนเพจร่วมโหวตด้วยการกดไลค์ใต้ภาพจังหวัดและเหตุผลที่ชอบที่สุด

5. จ. 9 พ.ค. 59 เวลา 12.00 น. ประกาศรายชื่อจังหวัดที่รับการกดไลค์สูงสุด 3 จังหวัดแรก หมายเหตุ – ขอสงวนสิทธ์ในการแจ้งรายละเอียดรางวัลและช่วงเวลาเดินทางไปยังจังหวัดของท่านผู้โชคดีจาก 3 จังหวัดในภายหลังนะคะ #YLFB5MillionLikes

ที่มา เฟซบุ๊ค Yingluck Shinawatra

..........


* ทักษิณ สงสัยความจำสั้นมากๆ...  @นายศรัณย์ ฉุยฉาย  (อั้ม เนโกะ)  กล่าวไว้ ก็ พรรค พท. ด่าฝ่ายตรงข้ามมือเปื้อนเลือด แต่ตนเองก็ทำมาหาแดก...บนกองเลือดของประชาชนอย่างด้านชา เลิกหน้าด้านที่จะบอกว่าพรรคตน สู้เพื่อประชาชน ประชาธิปไตยเถอะค่ะ ตอแหล


http://prachatai.org/journal/2016/04/65 … um=twitter

ทักษิณสไกป์เข้า พท. บอกประชาธิปไตยคือการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
Thu, 2016-04-07 22:12

7 เม.ย.2559 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยจัดกิจกรรมรดน้ำสงกรานต์ สืบสานประเพณีไทย  โดยมี ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้สไกป์ ร่วมอวยพรด้วย โดยระบุว่า ขอขมาลาโทษกับทุกคนที่ตนเคยล่วงละเมิด และขอให้เริ่มวันใหม่ด้วยความสามัคคี

ทักษิณ ยังยกงานวิจัยฉบับหนึ่งของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ใช้เวลา 75 ปี โดยระบุว่า วิจัยเกี่ยวกับความฝันของคนส่วนใหญ่ที่อยากรวย และอยากมีชื่อเสียง ซึ่งผ่านมา 75 ปี บางคนก็ยังจนอยู่ หรือธรรมดา มีอยู่คนหนึ่งเป็นประธานาธิบดี อีกหลายคนก็เป็นเศรษฐี แล้วตามถามไปให้รู้ว่าตกลงความสุขมันอยู่ตรงไหนอย่างไร ปรากฏว่าผลวิจับ 75 ปีนี้ สรุปได้ว่าความสุขนั้นคือความสัมพันธ์ที่ดีงามระหว่างคนที่อยู่รอบตัวเรา เริ่มต้นตั้งแต่ครอบครัว เพื่อนพ้อง สมาคมเดียวกัน องค์กรเดียวกัน บวกกับชีวิตมันไม่ยาวนาน เพราะฉะนั้นเขาก็เลยสรุปว่าลำพังอยู่ด้วยกันด้วยความรักความเข้าใจ ชีวิตยังไม่ยาวพอ แต่ถ้าอยู่กันด้วยความอิจฉาริษยา อยู่กันด้วยความโกรธแค้นต่อกัน ชีวิตมันยิ่งสั้นไปใหญ่

"เพราะฉะนั้นเขาก็เลยบอกว่าวิธีที่จะมีความสุขดีที่สุดก็คือสร้างความสัมพันธ์อันดีในหมู่สังคมของเรา ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ไม่ว่าจะเป็นองค์กรเดียวกัน พรรคเดียวกัน หรือแม้แต่คนในประเทศเดียวกัน ที่ผมพูดอย่างนี้ก็คืออยากเห็นคนไทยเรา เห็นพวกเราทุกคนมีความสุข อย่าไปคิดว่าอายุมันจะอยู่ได้หลายร้อยปี มันเป็นไปไม่ได้ เพราะสังขารมันใช้ไปก็เสื่อมไป ไม่ตายด้วยอุบัติเหตุก็ตายด้วยธรรมชาติ ต้องตายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสร้างความสัมพันธ์ที่ดีถึงจะมีความสุข ไม่ใช่ไปอิจฉากันทะเราะกัน ไม่มีความสุข" ทักษิณ กล่าว

"แน่นอนครับประชาธิปไตยคือการต่อสู้เพื่อให้สิทธิเสรีภาพของประชาชน การต่อสู้เพื่อให้เกิดมีความคิดที่สร้างสรรค์ ความคิดที่หลากหลายนำมาซึ่งความคิดที่สร้างสรรค์ เพราะโลกยุคใหม่เป็นโลกที่ไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความคิดที่แตกต่าง " ทักษิณ กล่าว

"ถ้านักการเมืองที่ไม่รักประชาชน ประชาธิปไตยจะกลายเป็นประชาธิปตาย เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะเข้ามาสู่การเมือง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งเลือกตั้งอะไรก็แล้วแต่ขอให้เป็นนักที่รักประชาชนเถอะ การเมืองจะจีรังได้เมื่อนักการเมืองนั้นเข้ามาทำเพื่อประชาชนรักประชาชนจริง วันนี้ประชาชนเราอยู่ในความทุกข์ยาก เพราะเศรษฐกิจบ้านเราแย่มาก เศรษฐกิจโลกก็ยังไม่ดีเลย มีอเมริกาที่เดียวที่เริ่มฟื้นตัว" ทักษิณ กล่าว

ทักษิณ ยังกล่าวด้วยว่า ตนเพิ่งกลับจากอเมริกาก็ยังหงอยเหงา การค้าก็ยังเงียบเหงา ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก อินเดียทำท่าโตทางเศรษฐกิจดี แต่ก็ยังรวยกระจุกจนกระจาย จีนก็มีปัญหา



.......

* ย้อนความทรงจำและเรียนรู้บทเรียน กันหน่อยสำหรับคนที่ศรัทธาในประชาธิปไตย ว่าสิ่งที่ ทั้งสองพูดนั้น มันตอแหล หรือไม่ จากพฤติกรรมที่ผ่านมา


432206_2905687314316_1024504690_32877234_336585176_n.jpg


.........

* วาทะกรรมที่ไม่มีความจริงใจต่อประชาชน แต่พยายามกลบเกลื่อนเป้าประสงค์ เพื่อให้ทักษิณกลับมาได้...เท่านั้น

http://thaipublica.org/2015/01/yingluck-3/

“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” บนทางของเสือ รอยของทักษิณ เว้นวรรค 5 ปี ปิดตำนานวรรคทอง “แก้ไข ไม่แก้แค้น”
23 มกราคม 2015

%E0%B8%99.%E0%B8%AA.%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C-%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7-620x411.jpg

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องหล่นลงจากหลังเสือ เมื่อสุเทพ เทือกสุบรรณ ทอดตัวอยู่ในดงนายพลบูรพาพยัคฆ์ และพรรคพวกชนชั้นนำตั้งแต่ 9 ธันวาคม 2556

เขี้ยวจากศัตรูการเมืองขั้วตรงข้าม ขย้ำ “นางสาวยิ่งลักษณ์” จนต้องยุบสภา หาที่ยืนไม่ได้แม้กระทั่งการเป็น “รัฐบาลรักษาการ” ถูกเรียกไปยึดอำนาจ รัฐประหารซ้ำ ในค่ายทหารใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557

ข้อหาใหญ่ สะเทือนใจคนการเมือง มีทั้งใช้อำนาจตามอำเภอใจ ผ่านกฎหมาย “นิรโทษกรรม” หวังช่วยเครือข่ายอำนาจเก่าของพี่ชาย “พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร” พี่สาว “นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์” และพรรคพวก แนบท้ายด้วยทำนโยบายประชานิยม จนประเทศชาติเสียหาย โดยเฉพาะนโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ด ด้วยตัวเลขขาดทุนมหาศาล สะเทือนตลาดข้าวทั้งระดับตลาดในประเทศและตลาดโลก

เมื่อ “สุเทพ” ขึ้นควบขบวนมวลมหาประชาชน รุกรบด้วยแนวร่วมชนชั้นนำ (elite) หัวขบวนฝ่ายอนุรักษ์นิยม เครือข่ายอำมาตย์ ทหารเก่า-ข้าราชเกษียณ และข้าราชการระดับสูง สลับกันขึ้นเวทีต่อเนื่อง 7 เดือน 21 วัน กร่อนจนอำนาจฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้

“นางสาวยิ่งลักษณ์” ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว เปราะอ่อนราวกับปราสาททราย ในฐานะประมุขตึกไทยคู่ฟ้า หัวหน้าฝ่ายบริหาร เพียง 2 ปี 9 เดือน 2 วัน ก็ล้มครืนไม่เหลือร่องเหลือรอย

“นางสาวยิ่งลักษณ์” นับเป็นนักการเมืองในตระกูล “ชินวัตร” คนที่ 5 ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี หลังจากที่พี่ชาย-พี่สาว-พี่เขยและหลานสาว ทั้ง 4 คน ถูกพายุอำนาจ กวาดตระกูล “ชินวัตร” พ้นจากกระดานการเมืองมาแล้ว ในช่วง 2 ทศวรรษ ทั้ง “พ.ต.ท. ทักษิณ-นายสมชาย-นางเยาวภา-น.ส.ชินณิชา” ก็เคยถูกตัดสิทธิมาแล้ว เพราะเหตุแห่งการถูกยุบพรรคและ “คดีซุกหุ้น”

นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ถูกประกาศตามพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 28 หลังจากพี่ชาย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เคยได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พี่เขย ที่เคยได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 26

ธิดาคนเล็กของตระกูล “ชินวัตร” ใช้เวลาเพียง 45 วัน บวกกับต้นทุนธุรกิจ-การเมือง ของวงศ์ตระกูล ลงสู่สนามการเมือง ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ด้วยการเดินสายดูงานการเมือง ร่วมกับพี่สาว-พี่เขย “เยาวภา-สมชาย”

เธอเข้าสู่สนามเลือกตั้ง เป็นผู้สมัครตัวจริง หมายเลข 1 ของพรรคเพื่อไทย พร้อมกับน้ำตา และวาทกรรม “แก้ไข ไม่แก้แค้น”

ในฤดูกาลหาเสียงเลือกตั้ง กรกฎาคม 2554 ทันทีที่แคมเปญเลือกตั้งถูกระเบิดออก ชื่อของ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี คือชื่อสำคัญที่ 2 ที่พี่น้องอดีตนายกรัฐมนตรีปรารถนาจะเข้าถึง

“พ.ต.ท. ทักษิณ” ส่งสัญญาณข้ามโลกมาในห้วงเวลานั้นว่า “ใครที่โกรธเกลียดผม หากได้กลับเมืองไทย ผมจะแวะไปหาทุกคน เพื่อถามว่าโกรธเกลียดอะไรผม รวมถึงท่านประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ถ้าท่านให้ผมไปคุย ผมคุย วันนี้ถ้าท่านให้ผมโทรศัพท์คุย ก็คุย ผมไม่มีอะไร ผมคนไทย เราเคารพผู้ใหญ่ด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิ เพราะฉะนั้น ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิของท่าน ผมเคารพได้ ไม่มีปัญหา”

ขณะที่ “นางสาวยิ่งลักษณ์” ส่งสัญญาณข้ามรั้วบ้านสี่เสาเทเวศร์ไปว่า “อยากเห็นประเทศก้าวสู่ความสามัคคีปรองดอง ทำให้บ้านเมืองกลับไปสู่หลักนิติธรรม…การปรองดองเป็นโจทย์ที่ประเทศชาติต้องการ”

เธอบอกกับนักข่าวว่า “หากมีโอกาสได้พบกับท่าน (พล.อ. เปรม) ก็จะขอคำแนะนำ คงไม่กล้าที่จะบอกว่าคุย” แต่หลังจากเธอชนะเลือกตั้ง เธอก็มีโอกาสได้มากกว่า “คุย” กับบุคคลที่เธอและพี่ชายปรารถนาจะเข้าถึงและเข้าใจ

เมื่อเธอถูกชูขึ้นมาเป็นคู่ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางข้อครหาว่าเธอเป็นเพียง “หุ่นเชิด” ของพี่ชาย เธอบอกว่า “ดิฉันตัดสินใจเอง ชีวิตเราต้องตัดสินใจเอง”

นโยบายแรกที่ออกจากปากเธอ หลังใส่เสื้อคลุมพรรคเพื่อไทย คือ “ยุคอภิสิทธิ์ มี 3 จี แต่ยุคยิ่งลักษณ์ต้องมี 4 จี”

อดีตนักธุรกิจสาวใหญ่วัย 44 ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ด้วยเวลาเพียง 45 วัน ด้วยทีมกุนซือฝ่ายซ้ายและฝ่ายการตลาด ทั้งองคาพยพของ “ชินวัตร” รุมเป็นตัวช่วยให้บริการเสริมทุกจังหวะก้าว

ภารกิจส่ง “นางสาวยิ่งลักษณ์” ขึ้นทำเนียบ จึงเป็นหน้าที่ของทีมงานยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี ทั้งสุรนันทน์ เวชชาชีวะ, ภูมิธรรม เวชยชัย, จาตุรนต์ ฉายแสง, พงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล, วัฒนา เมืองสุข ฯลฯ ส่วนทีมงานหน้าม่านการเมือง ก็มีณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, พิชัย นริพทะพันธ์ุ, โอฬาร ไชยประวัติ, สุชาติ ธาดาธำรงเวช และสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล

ในพื้นที่ข่าวการเมือง เริ่มมีคีย์เวิร์ดการเมืองจากปากของเธอ ในนาม ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ หมายเลข 1 เช่น “เลือกประชาธิปัตย์ ข้าวยากหมากแพง เลือกเพื่อไทย อยู่ดีกินดี” ส่วนนโยบายนิรโทษกรรมในเวลานั้น เธอถูกให้สื่อสารทำนองว่า “ต้องนิรโทษด้วยรัฐธรรมนูญ”

เป้าหมายทางการเมือง บันได 3 ขั้น ที่ “นางสาวยิ่งลักษณ์” จะต้องทำให้สำเร็จหลังชนะเลือกตั้ง คือ บันไดขั้นแรก จัดตั้งรัฐบาล-วางเค้าโครงกฎหมายนิรโทษกรรม ทำให้คนการเมืองบ้านเลขที่ 111 กลับเข้าสู่วงจรอำนาจ และ พ.ต.ท. ทักษิณได้กลับบ้าน

ในช่วงโค้งสุดท้าย 15 วันก่อนการหย่อนบัตรเลือกตั้งนั้น ทีมงานยุทธศาสตร์พรรคปั่นกระแสด้วยการประกาศแผนปรองดองกับทุกขั้วการเมือง ทุกชนชั้น ข่าวลับ-วงในของพรรคระบุว่า “ต้องให้กองทัพ-ข้างบน-ชนชั้นสูง วางใจในฝ่ายทักษิณ” แคมเปญหาเสียงจึงต้องการมัดใจโน้มน้าวชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง และกองทัพ ด้วยการประกาศขอเข้าพบ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในเวลานั้น แต่ถูกปฏิเสธ

ด้วยยุทธการการเมืองทั้งปวงของพรรคเพื่อไทย และสรรพกำลังของธุรกิจ “ชินวัตร” ส่ง “นางสาวยิ่งลักษณ์” ถึงทำเนียบรัฐบาลหลังชนะการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554

เมื่อปิดหีบลงคะแนน 24 ชั่วโมง รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ 1” ก็ถูกจัดตั้งขึ้นทันที เป็นการชนะการเลือกตั้งของฝ่าย “พ.ต.ท. ทักษิณและพวก” ครั้งที่ 4 ในรอบ 10 ปี ผลักพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นฝ่ายแพ้เลือกตั้งเป็นครั้งที่ 6 ด้วยจำนวน 159 ต่อ 265 ที่นั่ง

ไม่ควรลืมว่า ในคราการจัดโผคณะรัฐมนตรี เมื่อ พ.ศ. 2554 มีทั้งเครือข่ายอำมาตย์อำนาจเก่า เข้าสู่ “โผ” แต่ไม่ผ่านการคัดกรองเป็นรัฐมนตรี “ตัวจริง” มีชื่อที่ปรากฏในโผรัฐมนตรีเศรษฐกิจอย่างครึกโครม ทั้งชื่อนายวิชิต สุรพงษ์ชัย จากธนาคารไทยพาณิชย์ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ซีอีโอบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และชื่อ พิชัย ชุณหวชิร ประธานกรรมการ บมจ.ไทยออยล์ รวมทั้ง อิสระ ว่องกุศลกิจ ก็ติดอยู่ในโผแรก

บุคคลสำคัญทางการเมืองในพรรคเพื่อไทยในเวลานั้น อธิบายหลังเครือข่ายอำมาตย์ไม่ติดทำเนียบชื่อรัฐมนตรีตัวจริง ว่าเพราะมีการถูกระตุกขาจากบรรดาชนชั้นสูง ส่งสัญญาณไม่ให้บุคคลระดับวีไอพีเข้าร่วมวงอำนาจกับฝ่าย “ชินวัตร”

กว่า 2 ปี 9 เดือน ที่ “นางสาวยิ่งลักษณ์” อยู่บนหลังเสือ และเผชิญหน้ากับฝ่ายค้านตัวจริงในสภาผู้แทนราษฎร และฝ่ายค้านบริการเสริมจากนอกสภา ทั้งองคาพยพของชนชั้นนำ-กองทัพ-ฝ่ายอนุรักษนิยม ที่ร่วมรบเป็นแนวต้าน

สุดท้ายความพลั้งพลาด-ปล่อยปละละเลย ไม่ระงับยับยั้งการดำเนินนโยบาย “จำนำข้าว” ทำให้ชื่อ “นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ถูกลบออกจากกระดานอำนาจ 5 ปี ด้วยมติแห่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 190 เสียง ตามสำนวนของ วิชา มหาคุณ มือปราบคอร์รัปชัน 4 รัฐบาล

23 มกราคม 2558 ปิดตำนาน “เทพธิดาดาวแดง แห่งตึกไทยคู่ฟ้า” ที่เวลานี้มิอาจเป็น “ไพ่ตาย” ให้ฝ่าย “ชินวัตร” ใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง อย่างน้อยก็อีกครึ่งทศวรรษ อย่างมากก็ตลอดชีวิต

............

http://www.matichon.co.th/news_detail.p … 1383279256

นานาทัศนะ"สมศักดิ์-บก.ลายจุด-คำผกา" พร้อมใจจวก"เพื่อไทย" ผ่านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม

* เลวอันหาที่สุดมิได้
วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

13832792561383279533l.jpg

ภายหลังจากที่ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... วาระ 3  ด้วยมติ 310 ต่อ 0 งดออกเสียง 4 เสียง รวมเวลาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ในวาระ 2 และวาระ 3 ทั้งสิ้น 19 ชั่วโมง  ก่อนจะส่งเรื่องให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป เมื่อเวลาประมาณ 04.25 น. วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานั้น ซึ่งเสียงที่รับหลักการร่างดังกล่าว นั้นล้วนมาจากจำนวน ส.ส.พรรคเพื่อไทย แทบทั้งสิ้น ที่เป็นมติของพรรคในการรับร่างในทิศทางเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ว่า ภายหลัง  ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ผ่าน วาระ 3 ซึ่งนั้นหมายว่า  มาตรา 3 ที่ระบุในกฏหมายดังกล่าว  ที่มีข้อความว่า ให้บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง ความขัดแย้งทางการเมือง หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมาที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ.2547 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2556 ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง นั้น

ปรากฎกว่า ได้มีการแสดงความเห็นต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์  จากบรรดานักวิชาการ นักเคลื่อนไหว คอลัมนิสต์ รวมถึงบุคคลที่เคยมีบทบาทในการสนับสนุนฝ่ายเสื้อแดง ที่อยากจะให้นำตัวคนกระทำความผิดในการเข่นฆ่าประชาชนมาลงโทษให้ได้ อย่างมาก ซึ่ง มติชนออนไลน์ได้รวบรวมความเห็นตัวอย่าง จากบุคคลที่มีท่าทีต่อเรื่องดังกล่าว  ผ่านทางเฟซบุ๊ก มานำเสนอดังนี้


@นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

- พรรคเพื่อไทย ร่วมมือฆ่าประชาชน ร่วมมือกดขี่เสรีภาพ

- ประชาชนที่พรรคเพื่อไทยร่วมมือฆ่า เสรีภาพที่พรรคเพื่อไทยร่วมมือกดขี่
คือ ประชาชนและเสรีภาพทีสนับสนุนพรรคด้วย (นึกถึงเสื่้อแดง 100 ศพ และคนอย่าง สมยศ พฤกษาเกษมสุข ดา ตอร์ปิโด ฯลฯ)

- พรรคเพื่อไทย ใช้เสียงข้างมาก ละเมิดรัฐธรรมนูญ - แก้กฎหมายเกินหลักการทีสภารับรองในวาระแรก, แล้วรวบรัด ตอนตี 3 ตี 4 ผ่านวาระ 3 กฎหมายทีไม่เคยผ่านการรับรองวาระแรกน้้น ไม่ให้มีการอภิปรายแปรญัตติในสภา

- "พรรคเพื่อไทยหลอกไพร่ไปตายแทน" - อันนี้ ผมไม่ได้เขียนเอง แต่เห็นด้วย โดยเอามาจากคอมเม้นท์ของเพื่อนท่านหนึ่งในกระทู้หนึงข้างล่าง (ผมไม่ได้ให้เครดิตระบุชื่อเธอ เพราะคิดว่าเธอคงไม่อยากกลายเป็นเป้าให้คนด่า)

- พรรคเพื่อไทย โกหก ว่า ต้องเหมาเข่ง จึงจะนิรโทษปล่อยคนคุกได้ ซึงไม่เป็นความจริง สามารถนิรโทษกรรมคนคุกโดยไม่เหมาเข่งแน่นอน (ลองนึกดูว่า ถ้าใช้ร่างวรชัย ทำไมจะลงมติแบบเดียวกับทีทำกับร่างเหมาเข่ง ตอนตี 3 เมื่อคืนไม่ได้? ได้แน่นอน แต่ไม่ทำเอง)

การเหมาเข่งที่พรรคเพื่อไทยทำ ไมใช่เพื่อปล่อยคนคุก แต่เพื่อร่วมมือฆ่าประชาชน กดขี่เสรีภาพ โดยเอาคนคุกเป็นตัวประกันให้มวลชนของตัวเองสนับสนุน และใช้ 100 ศพของคนตัวเอง เพียงเพื่อให้นายใหญ่ของตัวเองกลับ (ทั้งๆทีมีวิธีการอืนให้กลับทีถูกต้องชอบธรรมกว่า)


- "...มือของท่านได้เปื้อนเลือดไปแล้ว..."
ขัดติยา สวัสดิผล กล่าวถึงการที่พรรคเพื่อไทยร่วมมือแปรญัตตินิรโทษให้ฆาตรกรฆ่าพ่อของเธอและฆ่าประชาชน

- เหตุผลทีพรรคเพื่อไทย ต้องย้อนหลังนิรโทษกรรมกลับไปถึงปี 2547 (อย่างละเมิดรัฐธรรมนูญเรื่องการแปรญัตติ) ก็เพื่อปกปิดอาชญากรรมที่ตัวเอง(* ทักษิณ)มีส่วนรับผิดชอบ (ตากใบ ฯลฯ) ซึงไม่เกียวอะไรเลยกับการที่คนออกมาตายเพื่อเรียกร้องยุบสภาปี 53 ...... พรรคเพื่อไทย ใช้ 100 ศพของคนเหล่านั้น มาปกปิดอาชญกรรมทีตัวเองมีส่วนในการก่อขึ้น (และขณะเดียวกัน ก็ช่วยนิรโทษให้กับคนฆ่า 100 ศพนั้น)

-----

@นายสมบัติ บุญงามอนงค์  (บก.ลายจุด)
แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง

- มุ่งมั่นขนาดนั้น ผ่านวาระ 2/3 ตอนตีสี่เนี่ยนะ   พท ทำให้ผมอึ้งมาก

- มีเรื่องที่จะต้อง "ไม่ลืม" เพิ่มอีกเรื่องแล้ว #จำไว้

- พรรคชูวิทย์ก็มีแล้ว อาจมีพรรคชูนิ้วก็เป็นได้ อย่าประมาท

- ปรับ ครม ครั้งหน้า ผมเสนอชื่อ ประยุทธ ศิริพานิช เป็น รมว ยุติธรรม ครับ ขอเสียงรับรองด้วย

- เมื่อสลายเสื้อแดงได้แล้ว ต่อไปคือสลายช่องแดง

- สส 4 คนที่ไม่ยอมโหวดรับร่างสุดซอย ไล่ออกเลยครับ เอาขวัญชัย ชัชToT และพวกเชลียร์สุดลิ่มเข้าไปนั่งแทน คนพวกนี้ซื่อสัตย์


----

@ ลักขณา ปันวิชัย  (คำ ผกา)
นักเขียน-คอลัมนิสต์

- ไว้อาลัยให้การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในวันนี้ อีกหน้าหนึ่งของ ปวศ. การเมืองไทย พรรคเพื่อไทยทุบความชอบธรรมทางการเมืองของตนแตกละเอียด : ขอให้โชคดี

- คิดว่ามีคนเข้าใจผิดกันมากเรื่องการเลือกข้างโดยบอกว่า ที่ไม่เลือกข้างเพราะบางอย่างก็เห็นด้วยบางอย่างก็ไม่เห็นด้วย เอาอย่างนี้นะคะ แขกจะยกตัวอย่าง แขกเลือกข้างเสื้อแดง เพราะชัดเจนว่าไม่เอาระบอบประชาธิปไตยจอมปลอม ลับ ลวง พราง ที่กระทำกดขี่ประชาชน หลอกล่อเราด้วยกปฏิบัติการทางอุดมการณ์ทุกรูปบบจนระเบิดมาเป็นการรัฐประหารครั้วแล้วครั้งเล่าพร้อมๆกับการรับรองความชอบธรรมของการรัฐประหารอีกทั้งการฆ่าประชาชนอย่างต่อเนื่องแทบจะทศวรรษละหนึ่งครั้ง ไม่นับกระบวนการทำลายความชอบธรรมของประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งผ่านเครื่องมือทางอุดมการณ์ที่รายล้อมชีวิตของเรา

แต่การเลือกข้างเสื้อแดง ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับคนเสื้อแดงทุกเรื่อง เช่น แขกไม่เห็นด้วยกับคนเสื้อแดงบางกลุมเรื่องศาสนา, แขกไม่เห็นด้วยกับคนเสื้อแดงบางกลุ่มที่เหยียดเพศ, แขกไม่เห็นด้วยกับแกนนำที่ทรยศคำพูดตัวเอง, แขกไม่เห็นด้วยกับ พรบ. นิรโทษกรรมเหมาเข่ง, ไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อน ฯลฯ - ทั้งหมดนี้ แขกต้องเลิกเลือกข้างเสื้อแดงไหมคะ? หรือ มันทำให้แขกต้องไม่เลือกข้างไหม? ไม่ค่ะ เพราะการเลือกข้าง ไม่ได้แปลว่า ข้างเราทำถูกทุกเรื่อง - แต่การเลือกข้างคือการบอกว่าหลักการใหญ่ในการดำรงชีวิตทางสังคมการเมืองของคุณคืออะไร และภูมิใจในสิ่งคุณเลือก

ถ้าคุณ "เลือก" ที่จะไม่เลือกข้าง จงภูมิใจในสิ่งที่คุณเลือก อย่าหวั่นไหวต่อการถูกวิจารณ์ เพราะ การอยู่คนละข้าง เราต้อง วิจารณ์ "ข้างอื่น" จาก reference และ preference ของเราอยู่แล้ว อย่าตระหนกต่อการถูกหยามเหยียด อย่ากลัวที่จะถูกดูถูก จงภูมิใจในสิ่งที่ตนเองเลือก ยืนยันสิ่งที่คุณเลือก

คนเสื้อแดงถูกเหยียดว่าเป็นควาย เป็นทาสทักษิณ เป็นพวกไร้การศึกษา เป็นคนจนคนเสร่อ เป็นพวกบ้าวัตถุ เป็นเศรษฐีใหม่ไร้รสนิยม- แต่เราก็ไม่เคยอายในสิ่งที่เราเลือก

สู้ๆค่ะ คุณเลือกแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีความเห็นจาก ....

@นายศรัณย์ ฉุยฉาย  (อั้ม เนโกะ)
นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


- ด่าฝ่ายตรงข้ามมือเปื้อนเลือด แต่ตนเองก็ทำมาหา...บนกองเลือดของประชาชนอย่างด้านชา เลิกหน้าด้านที่จะบอกว่าพรรคตนสู้เพื่อประชาชน ประชาธิปไตยเถอะค่ะ ตอแหล

-----


ขณะที่ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง หรือ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)  อย่าง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ดพสตืข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กก่อนมีการผ่านร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ซึ่ง นายรัฐวุฒิเป็น 1 ใน 4 ที่งดออกเสียง ระบุว่า 

"เพื่อนมิตรบอกว่าให้กลืนเลือด  ผมทำไม่ได้... นั่นมันเลือดประชาชน"

................

* ส่วนที่ไม่ได้ใช้วาทะกรรม  "แก้ไข ไม่แก้แค้น"  ในตอนนี้ที่พม่า เขาต่อสู้อย่างไร ดูนี่

Prachatai

อองซานซูจีออกประกาศให้ปล่อยนักโทษการเมือง-ยุติดำเนินคดีเป็นวาระเร่งด่วน

Thu, 2016-04-07 19:33

ประกาศฉบับแรกของ 'มนตรีแห่งรัฐ' ให้การปล่อยตัวนักโทษการเมือง-นักกิจกรรม-นักศึกษา เป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล เล็งถอนฟ้องคดีระหว่างรัฐกับประชาชน - นับเป็นประกาศแรกหลังอองซานซูจีดำรงตำแหน่งมนตรีแห่งรัฐ ตามกฎหมายฉบับใหม่ที่เพิ่งผ่านสภา ขณะที่ ส.ส.จากกองทัพวิจารณ์ว่าเป็นการผ่านกฎหมายแบบใช้ประชาธิปไตยรังแก
26288975715_e4e5109183_c.jpg

ประกาศของสำนักงานมนตรีแห่งรัฐ ลงนามโดย อองซานซูจี เรื่องการปล่อยตัวนักโทษการเมือง นักกิจกรรม และนักศึกษาเป็นวาระเร่งด่วน (ที่มา: president-office.gov.mm)

26263022356_95c328de75_z.jpg
อองซานซูจี และถิ่นจ่อ ประธานาธิบดีพม่า พบกับเปาโล เจนติโลนี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิตาลี ที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงเนปิดอว์ เมื่อ 6 เม.ย. 2559 (ที่มา: president-office.gov.mm)

7 เม.ย. 2559 - ภายหลังจากที่มีการแต่งตั้งอองซานซูจี เป็นมนตรีแห่งรัฐ ในวันนี้ (7 เม.ย.) อองซานซูจี ออกคำประกาศว่าจะมีแผนปล่อยตัวนักโทษการเมืองและนักกิจกรรมที่ถูกจองจำ "เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้"

โดยช่วงเย็นวันนี้ สำนักข่าวอิระวดี รายงานว่า เว็บไซต์สำนักงานประธานาธิบดีพม่าได้เผยแพร่ประกาศฉบับแรกของสำนักงานมนตรีแห่งรัฐ ลงนามโดย ออง ซาน ซูจี กำหนดให้ การปล่อยตัวนักโทษการเมือง นักกิจกรรม และนักศึกษา เป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาลประชาชน

ทั้งนี้ในประกาศระบุว่ามียุทธศาสตร์ 3 ด้านที่รัฐบาลสามารถนำไปปฏิบัติได้ประกอบด้วย กลไกแรก ภายใต้มาตรา 204(a) รัฐธรรมนูญ 2008 และ ภายใต้มาตรา 401(a) ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญาซึ่งประธานาธิบดีมีอำนาจ "อภัยโทษ" แก่ผู้ถูกจองจำ

กลไกที่สอง ในมาตรา 204(b) ของรัฐธรรมนูญพม่า กำหนดให้ประธานาธิบดีออกคำสั่งนิรโทษกรรมตามที่สภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติ (NDSC) ให้คำเสนอแนะ ทั้งนี้สภากลาโหมและความมั่นคงเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุด และอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ

กลไกที่สาม ที่ระบุคือ มาตรา 494 ตามประมวลกฎหมายอาญา ที่ระบุว่า ด้วยความเห็นชอบของศาล รัฐบาลสามารถถอนข้อกล่าวหาในคดีที่อยู่ในกระบวนการฟ้องร้อง โดยการถอนข้อกล่าวหาทำโดยผ่านเจ้าหน้านิติกรในระดับอำเภอ

"ในวาระปีใหม่ของชาวพม่า พวกเราจะปล่อยตัวนักโทษการเมือง นักกิจกรรม และนักศึกษา ที่เผชิญกับการดำเนินคดีให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ โดยใช้กลไกแรกและกลไกที่สาม" แถลงการณ์ระบุ

ทั้งนี้จากข้อมูลของสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองพม่า (AAPP) ระบุว่าขณะนี้มีนักโทษการเมืองเหลืออยู่ 100 คน และมีอีกกว่า 400 คนที่ถูกดำเนินคดี รวมทั้งนักศึกษาพม่ากลุ่มใหญ่ที่ถูกดำเนินคดีเมื่อปีที่แล้ว หลังเคลื่อนไหวเรียกร้องการปฏิรูปการศึกษา

ประกาศแรกของอองซานซูจีหลังรับตำแหน่งมนตรีแห่งรัฐ
ส.ส.กองทัพมองว่าเป็นการผ่านกฎหมายแบบใช้ประชาธิปไตยรังแก

ทั้งนี้นับเป็นประกาศฉบับแรก ภายหลังจากที่อองซานซูจีได้รับตำแหน่งมนตรีแห่งรัฐ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านชั้นสภาชนชาติเมื่อ 1 เม.ย. และผ่านสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 5 เม.ย. ก่อนที่รัฐสภาแห่งสหภาพจะส่งกลับมาให้ประธานาธิบดีถิ่นจ่อลงนามเมื่อ 6 เม.ย. และมีผลบังคับใช้

อย่างไรก็ตามในช่วงที่มีการอภิปรายทั้งในชั้นสภาชนชาติ และสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาโควตาแต่งตั้งจากกองทัพได้อภิปรายคัดค้านโดยให้เหตุผลว่ากฎหมายตั้งมนตรีแห่งรัฐจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะตำแหน่งมนตรีแห่งรัฐ เข้าไปมีส่วนทั้งนิติบัญญัติและบริหาร ซึ่งขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ

โดยในหนังสือพิมพ์โกลบอลนิวไลท์ออฟเมียนมาร์ ของรัฐบาลพม่า เมื่อ 7 เม.ย. ได้ลงคำสัมภาษณ์ของ พลจัตวา หม่องหม่อง ส.ส. โควตากองทัพพม่า ที่ให้สัมภาษณ์หลังร่างกฎหมายมนตรีแห่งรัฐผ่านสภาว่าเป็นการ "รังแกด้วยประชาธิปไตย" ของเสียงข้างมาก

ขณะที่ ทุนทุนเฮง ประธานคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์แย้งว่า ร่างกฎหมายมนตรีแห่งรัฐนั้นเพื่อเป็นหลักประกันให้กับระบอบประชาธิปไตยแบบพหุพรรคการเมือง สหภาพที่เป็นสหพันธรัฐ และเพื่อสันติภาพและการพัฒนาของสหภาพพม่า

*

คำพูดของ อาจารย์สมศักดิ์ เจียม สะท้อนความอำมหิตของ ทักษิณและยิ่งลักษณ์ ได้ดี

Last edited by linc49 (April 8, 2016 10:38 AM)

Offline

#840 April 8, 2016 9:17 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

4-300x336.jpg


http://thaienews.blogspot.com/2016/04/ndm-7-2559.html

วันศุกร์, เมษายน 08, 2559

คลิปงานเสวนา ‘ประชามติในระยะเปลี่ยนถ่าน’ จัดโดยขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) 7 เม.ย. 2559

เสวนาเริ่มนาทีที่ 10.20

Streamed live 12 hours ago

เมื่อถ่านใกล้มอด ก็ต้องเปลี่ยนถ่านใหม่เพื่อคงความร้อน
รัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็ชัดเจนว่ามีเป้าหมายเ­พื่อต่ออำนาจที่กำลังใกล้หมดลงของ คสช. แล้ว
การลงคะแนนเสียงประชามติจะได้เกิดขึ้นไหม แล้วจะเกิดขึ้นอย่างไร ภายใต้บรรยากาศแบบนี้
ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ขอเชิญชวนทุกท่านเข­้าร่วมงานเสวนา
"ประชามติในระยะเปลี่ยนถ่าน"
ในวันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน ที่ห้องประกอบ หุตะสิงห์
ตึกเอนกประสงค์ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เวลา 13.30-16.00

วิทยากรโดย
สดศรี สัตยธรรม อดีตกรรมการการเลือกตั้ง
อาจารย์ ปูนเทพ ศิรินุพงษ์ นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ เว็ปไซต์ประชามติ

*

deal31.jpg*



Cd_D47EW8AAsoNF.jpg

*ประชาชนที่มีชีวิตเหมือนกบในกะลา จงร่วมกันต่อสู้ เจ้าไม่มีอะไรจะสูญเสีย นอกจากกะลา      dog


ooo

‘ปูนเทพ’ กลุ่มนิติราษฎร์ฉะประชามติฉบับ มัดมือ-ปิดปาก-ปิดตา-เป่าหู

25684734204_0ceb0fcbc4.jpg

26289591515_bf80e2a897.jpg

ที่มา ประชาไท
Thu, 2016-04-07

7 เม.ย. 2559 ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) จัดงานเสวนา ‘ประชามติในระยะเปลี่ยนถ่าน’ ที่ตึกอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยในงานมีวิทยากร ได้แก่ ปูนเทพ ศิรินุพงษ์ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จากกลุ่มประชามติ และรังสิมันต์ โรม จาก NDM

ปูนเทพ อธิบายถึงหลักเกณฑ์ในการทำประชามติในทางสากลของคณะกรรมการยุโรปเพื่อประชาธิปไตยผ่านกฎหมาย หรือคณะกรรมการเวนิส ซึ่งเป็นองค์กรที่ปรึกษาทางวิชาการให้แก่ยุโรปว่า ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 4 ประการ

หนึ่ง-ต้องเป็นหลักการออกเสียงโดยทั่วไป หมายถึง ทุกคนต้องมีสิทธิในการลงประชามติหากจะจำกัดสิทธิก็ต้องมีเหตุผลที่เพียงพอ ขณะที่การเพิกถอนสิทธิจะทำได้ก็ต้องจำกัดอย่างยิ่งและต้องมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลและต้องมีคำสั่งศาลในการจำกัดสิทธิเป็นรายกรณี

สอง-การลงประชามติต้องเป็นไปอย่างเสมอภาค หมายถึง หนึ่งคน หนึ่งคะแนนเท่ากัน และยังหมายถึงความเสมอภาคในโอกาส แปลว่า ผู้ที่เห็นด้วยและคัดค้านจะต้องมีสิทธิเสมอภาคกันในการแสดงความคิดเห็นและรณรงค์ พื้นที่ของรัฐต้องถูกจัดแบ่งแก่คนทั้งสองฝ่ายเท่ากัน เจ้าหน้าที่รัฐต้องวางตัวเป็นกลาง งบประมาณและพื้นที่ข่าวของรัฐต้องแบ่งให้ทั้งสองฝ่ายเท่ากัน

สาม-การออกเสียงต้องเป็นไปโดยเสรี ต้องรับรองเสรีภาพของประชาชนที่จะก่อรูปความคิดเห็นของตนเองขึ้นมาว่าเขาอยากลงคะแนนอย่างไร เจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่เข้าไปจำกัดหรือกดดันประชาชน ขณะที่ตัวคำถามต้องชัดเจนไม่ทำให้เข้าใจผิดและไม่ชี้นำคำตอบ

สี่-หลักการออกเสียงโดยลับเพื่อรับรองการออกเสียงโดยเสรี ต้องไม่มีใครรู้ว่าประชาชนเลือกลงคะแนนอย่างไร

ปูนเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการเวนิสยังได้เสนอด้วยว่าเพื่อให้เป็นตามหลักเกณฑ์การทำประชามติที่ดีทั้งสี่ข้อข้างต้น จำเป็นต้องวางกลไกเสริมอะไรบ้าง

หนึ่ง-ต้องมีการรับรองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน

“ประชามติที่เป็นประชาธิปไตยเกิดไม่ได้ถ้าขาดสิทธิขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ชุมนุม การเดินทางในประเทศ เป็นต้น เหล่านี้ต้องมีขณะทำประชามติ ไม่ใช่แค่วันไปกาเท่านั้นเสรีภาพเหล่านี้จึงต้องมีและรับรอง”

สอง-กฎหมายประชามติต้องออกล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้เป็นกติกากลางที่ทุกคนยอมรับและไม่ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ต่อประชามติครั้งใดครั้งหนึ่งโดยเฉพาะและไม่ควรมีการแก้ไขกฎหมายประชามติระหว่างหนึ่งปีก่อนการลงประชามติ

สาม-การประกันเชิงกระบวนการ หมายถึง ต้องมีองค์กรจัดการการทำประชามติที่เป็นกลาง

สี่-ต้องให้มีการสังเกตการณ์ประชามติ ทั้งจากองค์กรในประเทศและต่างประเทศร่วมสังเกตการณ์ ตั้งแต่ระหว่างกระบวนการจนถึงวันลงประชามติว่าเป็นการทำประชามติที่มีเสรีภาพเสมอภาคจริงหรือไม่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นกลางหรือไม่ มีการนับคะแนนโปร่งใสหรือเปล่ าและต้องมีระบบการโต้แย้งคัดค้านที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น

ห้า-งบประมาณที่ใช้ในการทำประชามติต้องมีความชัดเจนโปร่งใสและต้องกระจายให้ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน

เมื่อนำหลักเกณฑ์สากลนี้มาเทียบกับประเทศไทยเวลานี้ ปูนเทพเรียกการทำประชามติที่กำลังจะเกิดนี้ว่า เป็นการทำประชามติแบบมัดมือ-ปิดปาก,ปิดตาและเป่าหู หรือตะคอกประชาชน

“มัดมือ-ปิดปากคืออะไร ใน พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 62 เป็นตัวอย่างของความไม่แน่นอนของผู้ที่ต้องการรณรงค์คัดค้าน เพราะคำว่า ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงคืออะไร วิจารณ์รัฐธรรมนูญได้ไหม ถ้าประธานร่างบอกว่าเพิ่มพูนสิทธิ ผมบอกไม่จริง อย่างนี้ผิดจากข้อเท็จจริงหรือเปล่า หรือ ส.ว.ที่มาจากสรรหาเขาบอกเป็นเรื่องจำเป็น ผมบอกว่าไม่จำเป็น ผิดข้อเท็จจริงไหม เราจะเห็นฝ่ายที่ไม่เห็นชอบอยู่บนความไม่แน่นอนตลอดเวลาเพราะเสี่ยงถูกฟ้อง ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนมีพื้นที่อิสรเสรีในการเผยแพร่ข้อมูล”

“กกต. ก็พยายามตีกรอบให้จำกัดไปอีก ใครจะรณรงค์ต้องมาลงทะเบียนและใช้พื้นที่ของ กกต. เท่านั้น ถ้าไปใช้พื้นที่อื่นเขาไม่ได้บอกว่าผิด แต่ไม่รับรองความปลอดภัยว่าจะผิดหรือไม่ผิด ทั้งที่ควรยอมรับพื้นที่เสรีอื่นๆ กกต.เป็นพื้นที่เสริมที่ทำให้ทุกฝ่ายเข้ามาคุยกันแต่ กกต. กลับจำกัดกรอบในการวิพากษ์วิจารณ์”

นอกจากนั้นปูนเทพตั้งข้อสังเกตว่า ระหว่างการทำประชามติจะต้องรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนแต่ตอนนี้กลับมีปัญหามากมาย พร้อมกับยกตัวอย่างมาตรา 7 ใน พ.ร.บ.ประชามติ ที่ว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและรณรงค์เกี่ยวกับการออกเสียงโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย คำถามคือใครเป็นผู้ตีความคำว่า โดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย กกต.หรือศาล แล้วคำว่าไม่ขัดกฎหมายคือกฎหมายอะไร หมายถึงกฎหมายประชามติ คำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ออกมาก่อนหน้านี้ และรัฐธรรมนูญชั่วคราวขณะที่ยังมีคำสั่งห้ามการชุมนุมอยู่ มาตรา 7 จึงเป็นเพียงการแปลงสภาพให้เหมือนมีเสรีภาพแต่กลับมีกฎหมายที่จำกัดเสรีภาพเต็มไปหมด ไม่ได้รับรองเสรีภาพจริงๆ เป็นการมัดมือและปิดปากผู้ที่ต้องการรณรงค์ไม่เห็นชอบ

“ปิดตาคืออะไร การจะยอมรับประชามติโดยเสรีต้องให้ประชาชนรู้ว่ารับหรือไม่รับจะเกิดอะไรต่อไป แต่ปัจจุบันฝ่าย ‘รับ’ รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฝ่าย ‘ไม่รับ’ ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

อีกทั้งเนื้อหารัฐธรรมนูญก็มีหลายประเด็นที่ให้อำนาจคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเขียนกฎหมายลูกต่อในระดับพระราชบัญญัติภายหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้วซึ่งเท่ากับว่าผู้ที่รับร่างก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อรับไปแล้วจะเป็นอย่างไรต่อเหมือนรับโดยเซ็นเช็คเปล่าให้ กรธ.ทั้งที่บางประเด็นถ้าอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ ประชาชนอาจจะไม่รับร่างก็ได้ นี่คือ การปิดตา

“การเป่าหูหรือตะคอกนั้น ขณะรณรงค์ประชามติในทางหนึ่งก็พูดว่า ‘รับสิจะได้เลือกตั้ง เปลี่ยนผ่านสู่ระบอบปกติ ถ้าไม่รับ บ้านเมืองก็ไม่สงบ’ คำถามคือ จะเป็นอย่างนั้นจริงไหม รับแล้วจะเลือกตั้งเร็วหรือเปล่า ยังมีกำหนดเวลาอีกมากกว่าจะเลือกตั้งและเข้าสู่ระบอบปกติจริงหรือเปล่า ก็ยังมีอำนาจ คสช.ในช่วงเปลี่ยนผ่านอีกเหมือนกัน แม้รัฐธรรมนูญจะผ่านก็ไม่ได้เข้าสู่ระบอบปกติเพราะยังมีการแปลงสภาพที่อยู่ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้”

“ประชามติครั้งนี้จึงไม่ฟรี ไม่แฟร์ อ้างความชอบธรรมไม่ได้ ถ้าคุณไม่ยอมเปิดพื้นที่สาธารณะ ก็เป็นประชามติที่มัดมือปิดตาปิดปากคนให้ไปลงคะแนนเท่านั้น”

ปูนเทพสรุป

Last edited by linc49 (April 8, 2016 9:19 AM)

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.