iFreeThai

#1121 August 19, 2016 12:38 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

CqOwTAtUkAA6bxL.jpg

CqOzSmAUIAAnk8E.jpg

ประชาไท

'ไผ่ ดาวดิน' นอนคุกต่ออีกคดี ศาลทหารขอนแก่นเปิด 2 ทุ่มรับฟ้องคดี 1 ปีต้านรัฐประหาร เจ้าตัวยันไม่ประกัน
Fri, 2016-08-19 23:54

ศูนย์ทนายฯ รายงาน หลังจากไผ่ได้รับการประกันตัวจากคดีแจกเอกสารรณรงค์ประชามติ ก็ถูกอายัดตัวมายังศาลทหารขอนแก่น ซึ่งเปิดถึง 2 ทุ่มเพื่อฟ้องคดีชุมนุมครบรอบ 1 ปีรัฐประหารสั่งขังระหว่างพิจารณา นัดสอบคำให้การ 22ก.ย. ด้านไผ่ยันไม่ขอประกัน

29090287095_d1777b8fb9.jpg

ภาพแม่ของไผ่ขณะรอที่หน้าศาลทหารขอนแก่น
ที่มา: เพจศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน

19 ส.ค.59 เพจศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า เวลาประมาณ 19.30 น. ที่ศาลมณฑลทหารบกที่ 23 ค่ายศรีพัชรินทร์ จ.ขอนแก่น นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” ถูกนำตัวมาจากเรือนจำภูเขียวหลังได้รับการประกันตัวในคดีแจกเอกสารก่อนประชามติ เพื่อนำตัวมาส่งฟ้องที่ศาลในอีกคดีหนึ่ง คือ คดีฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 จากกรณีทำกิจกรรมต่อต้านการรัฐประหารที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยขอนแก่นเมื่อ วันที่ 22 พ.ค.2558 ซึ่งตำรวจขอนแก่นได้ขออนุมัติหมายจับนายจตุภัทร์ร่วมกับนักศึกษาจากกลุ่มดาวดินอีก 6 คนตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว

เมื่อทนายความเดินทางตามไปถึงหลังได้รับทราบเรื่องว่าจตุภัทร์จะถูกนำตัวไปฟ้องที่ศาลมณฑลทหารบกที่23 พบว่า ตุลาการศาลทหารยังเดินทางมาไม่ถึงศาล

จนกระทั่งเวลาประมาณ 20.30 น. อัยการศาลทหารมีความเห็นสั่งฟ้องนายจุตภัทร์ ในคดีดังกล่าวโดยสรุปคำฟ้องได้ว่า นายจตุภัทร์และพวกอีก 6 คน ร่วมกันชุมนุมทางการเมือง โดยรวมตัวกันร้องเพลงและชูป้ายต่อต้านการบริหารงานของรัฐบาลด้วยข้อความ “คัดค้านรัฐประหาร” ที่ลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นการร่วมกันชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เป็นความผิดตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 เจ้าหน้าที่จับนายจตุภัทร์และพวกได้พร้อมป้ายประท้วงดังกล่าว

ตุลาการศาลมณฑลทหารบกที่ 23 รับฟ้องของอัยการ และได้นัดสอบคำให้การนายจตุภัทร์ในวันที่ 22 ก.ย.2559 และให้คุมขังนายจตุภัทร์ระหว่างการพิจารณาคดี โดยจะถูกนำไปขังที่เรือนจำกลางขอนแก่นตั้งแต่คืนนี้(19ส.ค.59)

ในการพิจารณาคดีครั้งนี้นอกจากทนายความแล้ว นายวิบูลย์ และนางพริ้ม บุญภัทรรักษา พ่อและแม่ของนายจตุภัทร์ ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ของมณฑลทหารบกที่ 23 ซึ่งตามหลักการพิจารณาคดีจะต้องทำโดยเปิดเผย

ก่อนหน้านี้เมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. มีรายงานว่าที่หน้าเรือนจังหวัดภูเขียว หลังจากที่ศาลจังหวัดภูเขียวได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน จากคดีแจกเอกสารรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2559 โดยทนายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา ผู้เป็นพ่อ ได้ใช้ตำแหน่งทนายความค้ำประกันและวางเงินสดอีก 30,000 บาทเป็นหลักทรัพย์ แต่ในขณะที่จะทำการปล่อยตัวจตุภัทร์ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.ขอนแก่น เข้าอายัดตัวต่อ สืบเนื่องจากคดีต้านรัฐประหารโดยการชูป้ายผ้า ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2558 เจ้าหน้าที่ได้นำตัวจตุภัทร์ขึ้นรถกระบะ โดยไม่เปิดโอกาสให้ได้ออกมาพบหน้าครอบครัวและเพื่อน

ด้านแม่ของจตุภัทร์ ได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ปล่อยลูกชายมาเพื่อเซ็นชือให้เอกสารลงทะเบียนเรียน แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่อนุญาต แม่ของจตุภัทร์พร้อมด้วยลูกสาวและเพื่อนกลุ่มดาวดินจึงได้นั่งคุกเข่าเพื่อขวางทางไม่ให้รถออก เพื่อเป็นการเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ยอมปล่อยให้ จตุภัทร์ ออกมาเซ็นชื่อในเอกสาร

"ขออนุญาตดีๆ แล้วไม่ให้เข้าพบมันเกินไปหรือเปล่า ความยุติธรรมมันอยู่ตรงไหน คุณบอกให้ฉันประกันลูก พอฉันประกันลูกคุณมาอายัดลูกของฉันอีก... ไม่เป็นไรถ้าไม่ให้คำตอบก็จะนั่งอยู่แบบนี้แหละ" แม่จตุภัทร์กล่าว

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่าเจ้าหน้าที่ได้ยอมให้แม่ของจตุภัทร์เข้าไปเพื่อนำเอกสารไปให้ลูกชายเซ็นแล้ว เมื่อเวลา 18.00 น.ก่อนส่งตัวไปยังศาลทหารขอนแก่น

..............

บทเพลงของสามัญชน - ไฟเย็น [Official MV]
photo.jpgFaiyen Band

Offline

#1122 August 19, 2016 1:11 PM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 5,927

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ขอชื่นชม ทุกคนของน้องๆ วงไฟเย็น  เก่งมาก  ฉลาด  clapping.gif   clapping.gif   clapping.gif

Offline

#1123 August 24, 2016 6:56 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

usa.th wrote:

สำหรับผม ทักษินจะเป็นใครมาจากไหนก็ช่าง  แต่เขาทำเพื่อประชาชนและประเทศให้เห็นจะๆทำได้จริง  แลัวถูกทำลายโดยลิเกโจร  ผมคิดเท่านี้เองง่ายๆเลย

อันนั้น มันเป็นเรื่องของคุณ ที่จะมีสิทธิคิดอย่างนั้น แต่สำหรับผม ยังต้องเรียนรู้และค้นหาความจริงต่อไปบนโลกใบนี้ ในศตวรรษที่ 21 ผมเลือกที่จะเป็นคนที่จะศึกษาเรียนรู้ ไม่เลือกที่จะเชื่อตามที่คนบอก ....

unlearn.jpg

แต่ตรรกะ ของ  ป้าพลอย ที่ว่าคอรัปชั่นได้ แต่ทำเพื่อคนไทย มันก็ไม่ได้อยู่บนฐานของความถูกต้อง  ความเสมอภาค ความยุติธรรม ความดีงามในสังคม อะไรเลย ...

Ieqzyy.jpg

แปลกนิยาม คนดี ของพวกสลิ่ม ก็แปลก แบบ นี้ก็แปลก


หนูไม่รู้ ...เขาบอก....หนูก็เชื่อเขา ..เพราะหูเบา    dog

Last edited by linc49 (August 24, 2016 10:29 AM)

Offline

#1124 August 24, 2016 9:53 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://www.prachachat.net/news_detail.p … 1403855381

ดูทรัพย์สินรัฐมนตรี "ยิ่งลักษณ์"เป็นหนี้"ทักษิณ"28ล้าน "ประชา"กรุพระ680ล้าน

updated: 27 มิ.ย. 2557 เวลา 15:12:48 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

14038553811403856074l.jpg

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 มิ.ย. 2557) สำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีพ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 จำนวน 10 คน

ได้แก่ 1.นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  2.สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 3.พลตำรวจเอกประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี 4.นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี 5.นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการทระทรวงการคลัง 6.นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  7.นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 8.ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 9.นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 10.พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม


"ยิ่งลักษณ์" เป็นหนี้ "ทักษิณ" 28 ล้าน

นางสาวยิ่งลักษณ์ มีทรัพย์สิน 601,860,347.17 บาท คู่สมรสมีทรัพย์สิน 36,786,151.63 บาท บุตรมีทรัพย์สิน 1,333,070.97 บาท และมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินจำนวน 547,346,149.14 บาท


ในรายการแสดงทรัพย์สิน อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง มีหนี้สิน 28,847,269 บาท โดยมีนายทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ให้กู้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2557

14038553811403856474l.jpg

ทั้งนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ แสดงทรัพย์สินที่เป็นเครื่องประดับ ทั้งสร้อยมุก แหวนเพชร พลอย ทอง เข็มกลัดเพชร ต่างหู และจี้ มูลค่า 43,680,000 บาท กระเป๋าถือแอร์แมส 7 ใบ มูลค่า 2,100,000 บาท  นาฬิกา จำนวน 16 เรือน มูลค่า 3,760,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรือนทอง ทั้งยี่ห้อโรเล็กซ์ บลูการี โอเมก้า เป็นต้น

ส่วนทรัพย์สินที่เป็นยานพาหนะ มีจำนวน 9 คัน ล้วนแล้วแต่มีทะเบียนเลขตองสวยๆ ได้แก่ วฐ -111,  กพ-999, วก-555, วฉ-777, ฮน 333, ศษ-222

14038553811403856585l.jpg

Offline

#1125 August 26, 2016 10:59 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

หลักฐาน อันนี้ ชัดเจน ...ทักษิณ ได้เงินฟันกำไรขายหุ้น ส่วนสมุนที่ชุบเลี้ยง..ได้อำนาจหน้าที่และ...เล็กน้อย แต่ได้คุก ๆ ๆ เป็นของตอบแทนเพิ่ม..ทั้งที่รู้ว่าผิดกฏหมายแน่ๆ ..ทักษิณก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นว่า..รัฐมนตรีไอซีที มาขอเรื่องเข้า ครม. แล้วถูกปฎิเสธ..แต่ก็ไปแอบทำ...เป็นไปไม่ได้เลยที่ ทักษิณ จะไม่รู้ว่าบริษัทตัวเองเสนอให้แก้กฏหมายเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง

คุม"หมอเลี๊ยบ"ขังเรือนจำหลังศาลฎีกาสั่งจำคุก1ปี
photo.jpgTNN 24

เผยแพร่เมื่อ 25 ส.ค. 2016
คุม"หมอเลี๊ยบ"ขังเรือนจำหลังศาลฎีกาสั่งจำคุก1ปีคดีแก้สัญญาสัปมทานเอื้อกลุ่มชินคอร์ป

ศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุก “นพ.สุรพงษ์” 1ปี คดีแก้สัมปทานดาวเทียมไทยคมเอื้อประโยชน์กลุ่มชินคอร์ป ไม่รออาญา

วันนี้ (25ส.ค.59) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษา คดีที่นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที นายไกรสร พรสุธี อดีตปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) สมัยรัฐบาลสมัย นายทักษิณ ชินวัตร และนายไชยยันต์ พึ่งเกียรติไพโรจน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ คดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (ฉบับที่ 5) เพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ต้องถือในบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) จากไม่น้อยกว่า 51%เป็นไม่น้อยกว่า 40% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยทราบดีอยู่แล้วว่า เหตุที่บริษัทขอลดสัดส่วนการถือหุ้น เพื่อต้องการหาพันธมิตรขยายศักยภาพในการแข่งขันให้มีความเข้มแข็งและมีเงินทุนเพียงพอในการดำเนินการโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์

ล่าสุด ศาลฏีกาฯ ได้พิพากษาจำคุกนพ.สุรพงษ์ 1ปี โดยไม่รอลงอาญา ขณะที่อดีตปลัดไอซีทีและ ผอ.สำนักกิจการอวกาศฯ สั่งจำคุก1 ปี ปรับ 20,000 บาท แต่โทษให้รอลงอาญา

......................

ย้อนเหตุการณ์ที่ทำให้ "หมอเลี๊ยบ" ต้องนอนคุก | 25-08-59 | ไทยรัฐนิวส์โชว์ | ThairathTV
photo.jpgthairath

เผยแพร่เมื่อ 25 ส.ค. 2016
หลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่าก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาจะตัดสินเรื่องนี้ มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไรและเกี่ยวข้องอะไรจนทำให้นายแพทย์สุรพงศ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งถือว่าเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่นายทักษิณ ชินวัตร ไว้วางใจมากคนหนึ่งต้องถูกพิพากษาจำคุกในครั้งนี้


http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews … 0000085324 + * ภาพจาก kapook.com

ศาลสั่งจำคุก “หมอเลี้ยบ” อดีต รมว.ไอซีที 1 ปี ไม่รอลงอาญา คดีแก้ไขสัมปทานดาวเทียมเอื้อ บ.ชินคอร์ป
25 สิงหาคม 2559 18:28 น.

q1_15.jpg*

q2_12.jpg*

วันนี้ (25 ส.ค.) เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ ศาลนัดฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ ที่ อม.66/2558 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือหมอเลี้ยบ อดีต รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) สมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร, นายไกรสร พรสุธี อดีตปลัดกระทรวงไอซีที และนายไชยยันต์ พึ่งเกียรติไพโรจน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ และอดีตปลัดกระทรวงไอซีที ยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีที่มีการอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (ฉบับที่ 5) เพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ต้องถือในบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) จากไม่น้อยกว่า 51% เป็นไม่น้อยกว่า 40% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยทราบดีอยู่แล้วว่า เหตุที่บริษัทขอลดสัดส่วนการถือหุ้น เพื่อต้องการหาพันธมิตรขยายศักยภาพในการแข่งขันให้มีความเข้มแข็งและมีเงินทุนเพียงพอในการดำเนินการโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์
       
       โดยวันนี้จำเลยทั้งสามเดินทางมาศาล โดยมีครอบครัวและผู้ใกล้ชิดมาให้กำลังใจ
       
       นพ.สุรพงษ์กล่าวก่อนเข้าพิจารณาว่า ยอมรับว่าตนเองรู้สึกกังวลในส่วนของคดี ส่วนกรณีที่ที่ก่อนหน้านี้  4 ส.ค.59 ตนได้ถูกศาลพิพากษาสั่งจำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ โดยรอลงอาญา 1 ปี ในคดีที่ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องขณะดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ได้กระทำการแทรกแซงเสนอชื่อ 3 อดีตผู้บริหารธนาคารทหารไทย ธนาคารกรุงไทย เป็นกรรมการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าจะส่งผลต่อคดีนี้หรือไม่ จะต้องรอผลการตัดสินของศาลก่อน

640_af7fb7cd5beje6ab5agc8.jpg
ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 4 ส.ค.59 เวลา 14.00 น
       
       กระทั่งเวลา 14.00 น. ศาลฎีกาฯ พิเคราะห์ข้อเท็จจริงแล้วได้ความจากการไต่สวนพยานทั้งสองฝ่ายว่า ครม.มีมติอนุมัติให้บริษัทชินคอร์ปเป็นผู้รับสัมปทานดาวเทียม ต่อมาวันที่ 11 ก.ย. 2534 มีการทำสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมระหว่างกระทรวงคมนาคมกับบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด โดยนายทักษิณ ชินวัตร ขณะนั้นเป็นประธานกรรมการบริษัท ซึ่งปัจจุบันบริษัทเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทชินคอร์ป ซึ่งตามสัญญาข้อ 4 กำหนดให้บริษัทชินคอร์ปจะต้องจัดบริษัทขึ้นใหม่มาดำเนินการตามสัญญาภายใน 12 เดือน และจะต้องเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 นอกจากนี้ บริษัทชินคอร์ป และบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ดังกล่าวต้องรับผิดชอบตามสัญญาต่อกระทรวงในลักษณะร่วมกันและแทนกัน ซึ่งภายหลังมีการจัดตั้งบริษัทขึ้นใหม่คือบริษัท ชิน แซทฯ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) แล้วมีการแก้ไขสัญญาครั้งที่ 1 เพื่อให้บริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่เข้ามาร่วมรับผิดตามสัญญา โดยมีนายทักษิณ ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริษัทเป็นผู้ลงนามในสัญญา ต่อมาวันที่ 24 ธ.ค. 2546 บริษัทชิน แซทฯ มีหนังสือถึงกระทรวงไอซีทีขออนุมัติให้บริษัทชินคอร์ปฯ ลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทชิน แซทฯ ให้เหลือไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยอ้างว่าธุรกิจให้บริการช่องดาวเทียมไอพีสตาร์ต้องใช้เงินทุนสูงถึง 1.4 หมื่นล้านบาท บริษัทจึงมีความจำเป็นต้องให้พันธมิตรหรือเจ้าของแหล่งทุนเข้ามามีส่วนในการถือหุ้น โดยนายไชยยันต์ จำเลยที่ 3 ได้รับมอบหมายให้ศึกษาวิเคราห์การขอแก้ไขสัญญาสัมปทานในครั้งนี้ และนายไกรสร จำเลยที่ 2 ในฐานะปลัดกระทรวงได้เสนอความเห็นว่าการลดสัดส่วนถือหุ้นดังกล่าวบริษัทชินคอร์ปยังคงรับผิดชอบการทำตามสัญญาได้ต่อไปและไม่ขัดต่อกฎหมาย โดย นพ.สุรพงษ์ จำเลยที่ 1 ได้อนุมัติให้แก้ไขสัญญาสัมปทานนั้น โดยไม่ได้เสนอ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบ
       
       ศาลฎีกาฯ วินิจฉัยแล้วเห็นว่า ข้อกำหนดเรื่องสัดส่วนการถือหุ้น เป็นข้อเสนอเพิ่มเติมของบริษัทชินคอร์ปฯ ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเจรจาระหว่างบริษัทกับคณะกรรมการพิจารณาสัมปทาน จึงเป็ฯเรื่องของคุณสมบัติและความสามารถของผู้รับสัมปทานที่เป็นสาระสำคัญของสัญญา และเป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งที่ ครม.ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบบริษัทชินคอร์ปฯ เป็นผู้รับสัมปทาน การแก้ไขสัญญาในเรื่องนี้จึงต้องได้รับความเห็นชอบจาก ครม.
       
       การที่ นพ.สุรพงษ์ จำเลยที่ 1 อนุมัติให้แก้ไขสัญญาโดยให้บริษัทชิน แซทฯ ลดสัดส่วนผู้ถือหุ้นบุคคลสัญชาติไทยจาก 51% ให้เหลือ 40% ทำให้เกิดความเสี่ยงในการครอบงำกิจการของชาวต่างชาติที่จะมีผลต่อกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติ ขัดต่อเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายกิจการโทรคมนาคม ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ได้นำเสนอต่อ ครม.ตามขั้นตอน แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ส่งหนังสือหารือถึงสำนักงานอัยการสูงสุด โดยนายชัยเกษม นิติศิริ รองอัยการสูงสุด ปฏิบัติหน้าที่แทนอัยการสูงสุด ตอบกลับในครั้งแรกว่าโดยตั้งข้อสังเกตให้นำเรื่องการแก้ไขสัญญาเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เมื่อเลขาธิการ ครม.ปฏิเสธไม่รับเรื่อง โดยเสนอให้จำเลยที่ 1 ถอนเรื่อง แล้วจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือหารือมาทางสำนักงานการอัยการสูงสุดอีกครั้งว่าในฐานะหัวหน้าหน่วยราชการมีอำนาจอนุมัติแก้ไขสัญญาได้หรือไม่ โดยสำนักงานอัยการสูงสุดตอบกลับว่ามีอำนาจ แต่เป็นการตอบกลับโดยไม่ทราบเบื้องหลังว่าจำเลยที่ 1 ปกปิดความจริงที่เลขาธิการครม.แจ้งทางโทรศัพท์ปฏิเสธการรับเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม เนื่องจากนายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น เป็นคู่สัญญากับบริษัทเอกชน ทำให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน อีกทั้งการอนุมัติแก้ไขสัญญาไม่ได้ทำให้ราชการได้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้น แต่กลับได้รับความเสี่ยง ซึ่งการแก้ไขสัดส่วนผู้ถือหุ้นทำให้บริษัทเอกชนได้รับประโยชน์เพียงฝากเดียว เพราะกรณีดังกล่าวก็สืบเนื่องจากข้อเสนอเพิ่มเติมจากบริษัทเอกชน การกระทำนั้นยังเป็นการลดทอนความมั่นคงและความมั่นใจในการดำเนินโครงการดาวเทียมของบริษัทชินคอร์ป ในฐานะผู้รับสัมปทานโดยตรง ที่จะต้องมีอำนาจการควบคุมบริหารจัดการอย่างเด็ดขาด ซึ่งการลดสัดส่วนอาจทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยที่มีอยู่ 60% รวมตัวกันคัดค้านการดำเนินการใดๆ ของบริษัทได้ แม้จะมีโอกาศน้อยแต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนก็จะไม่เกิดเหตุดังกล่าวขึ้นเลย
       
       ส่วนนายไชยยันต์ จำเลยที่ 3 ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์แผนและนโยบาย ของสำนักอวกาศแห่งชาติ ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงไอซีทีให้ศึกษาวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียก่อน โดยการศึกษาของจำเลยที่ 3 เป็นการวิเคราะห์ข้อกฎหมาย ไม่ได้วิเคราะห์ตรวจสอบข้อพิรุธ และความจำเป็นที่บริษัทชินคอร์ปฯต้องลดสัดส่วนผู้ถือหุ้น รวมทั้งไม่ปรากฎข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกลุ่มบิษัทพันธมิตรที่บริษัทชินคอร์ปฯ เคยอ้างเรื่องการลงทุน และไม่วิเคราะห์ว่ากระทรวงไอซีดีจะได้รับผลกระทบจากการแก้ไขสัญญาอย่างไร เชื่อว่ามีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝง เพราะข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่บุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่พันธมิตรหรือผู้เชี่ยวชาญ และเมื่อมีการเสนอเรื่องไปยังนายไกรสร จำเลยที่ 2 ก็เพียงแต่ลงนามรับทราบ โดยไม่สั่งให้ทำการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลให้ครบถ้วนตามที่ปลัดกระทรวงได้มีคำสั่งไว้ ทั้งที่จำเลยทั้งสองเคยปฏิบัติหน้าที่ด้านการสื่อสาร กระทรวงคมนาคม และกรมไปรษณีย์โทรเลข ย่อมทราบข้อเท็จจริงดีอยู่แล้ว ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสามไม่มีประเด็นใดฟังขึ้น
       
       ดังนั้น จำเลยที่ 1-3 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยองค์คณะทั้ง 9 คนมีมติเอกฉันท์พิพากษาให้จำคุก นพ.สุรพงษ์ จำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี
       
       ส่วนนายไกรสร และนายไชยยันต์ จำเลยที่ 2-3  องค์คณะมีมติเสียงข้างมากให้จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 2 หมื่นบาท โดยพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จำเลยทั้งสองเป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และไม่มีอำนาจในการอนุมัติแก้ไขสัญญาดังกล่าว โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้มีกำหนดคนละ 5 ปี
       
       ต่อมาเวลา 16.00 น. เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัว นพ.สุรพงษ์ ขึ้นรถตู้เพื่อไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร รับโทษตามคำพิพากษาของศาลดังกล่าว

Offline

#1126 August 29, 2016 9:55 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

หลักฐานเขาแน่น แน่นอน คอรัปชั่นกันเป็นเครือข่าย ก็ต้องโดนแบบนี้

  ....ติดตามอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน... เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง.... http://ifreethai.com/viewtopic.php?id=3101


http://thaienews.blogspot.com/2016/08/b … t_948.html

วันอาทิตย์, สิงหาคม 28, 2559

เชือดไก่ยกเล้าให้ลิงดู! - พลิกปูมคนใกล้ชิด‘ทักษิณ’ถูกศาลสั่งคุก! ลุ้น‘ยิ่งลักษณ์-สมชาย-ก๊วนระบายข้าว’?

PIC-yingluckkdd-26-8-59_1.jpg

พลิกปูมคนใกล้ชิด‘ทักษิณ’ถูกศาลสั่งคุก! ลุ้น‘ยิ่งลักษณ์-สมชาย-ก๊วนระบายข้าว’?


ที่มา สำนักข่าวอิศรา
26 สิงหาคม 2559


พลิกปูมคนใกล้ชิด ‘ทักษิณ’ ถูกศาลฎีกาฯสั่งคุก ‘ผู้บริหารแบงก์กรุงไทย-เครือกฤษดามหานคร’ โดนไปแล้ว 18 ปี ‘โอ๊ค-เลขาฯหญิงอ้อ’ โดนคุ้ยฟอกเงิน ‘เสี่ยเปี๋ยง’ คุก 6 ปี ยักยอกข้าวรัฐ เหลือชนักในคดีระบายข้าวจีทูจี-ข้าวถุงอีก ‘หมอเลี๊ยบ’ รายล่าสุด คุก 1 ปี เอื้อชินคอร์ปฯ ลุ้น ‘ยิ่งลักษณ์-สมชาย-บุญทรง-ภูมิ’

‘หมอเลี๊ยบ’ หรือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย มันสมองของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรีผู้อื้อฉาวที่สุดคนหนึ่งในแวดวงการเมืองไทย คือหนึ่งในนักการเมืองรายล่าสุดที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้จำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา กรณีเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ยุครัฐบาลนายทักษิณ ที่ดำเนินการแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมไทยคมเอื้อบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศอย่างร้ายแรง

(อ่านประกอบ : ศาลฎีกาฯจำคุก 1 ปี'หมอเลี๊ยบ' ไม่รอลงอาญา-2 อดีตปลัดไอซีที รอ 5 ปี คดีเอื้อชินคอร์ป)

นับเป็นหนึ่งในหลายบุคคลที่ต้องถูกจำคุกภายหลัง ‘ทักษิณ’ หลบหนีคดีซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ไปเสวยสุขอยู่ต่างประเทศ ?

ที่ผ่านมามีใครกันบ้าง สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org พลิกปูมให้สาธารณชนรับทราบ ดังนี้

หนึ่ง กรณีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้สินเชื่อเครือกฤษดามหานครโดยทุจริต

กรณีนี้มีนายทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลยที่ 1 มี ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ์ อดีตประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย จำเลยที่ 2 นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย จำเลยที่ 3 พร้อมด้วยอดีตเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย และบริษัทในเครือกฤษดามหานคร (บริษัท เอคิว เอสเตท จำกัด (มหาชน)) เป็นจำเลยที่ 4-27 ถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุกคนละ 12-18 ปี และให้เครือกฤษดามหานครชดใช้กว่าหมื่นล้านบาท

กรณีนี้ข้อเท็จจริงในคำพิพากษา มีการระบุถึง ‘นายใหญ่’ ซึ่งพยานบางรายอ้างว่าคือ ‘ทักษิณ’ หรือ ‘คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร (อดีตภรรยานายทักษิณ)’ โทรศัพท์มาสั่งการให้ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้เครือกฤษดามหานครดังกล่าว แต่ท้ายสุดก็ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า ‘นายใหญ่’ คือใคร

ขณะเดียวกันคำพิพากษามีการระบุถึง นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ-คุณหญิงพจมาน นายมานพ ทิวารี บิดา น.ต.ศิธา ธิวารี อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน และนายวันชัย หงษ์เหิน สามีนางกาญจนาภา ที่ได้รับการโอนหุ้นและเงินจากนายวิชัย กฤษดาธานนท์ และเครือข่ายด้วย

ซึ่งประธานผู้รับผิดชอบสำนวนในองค์คณะผู้พิพากษาคดีนี้ เชื่อว่า พฤติการณ์ดังกล่าวกระทำไปเพื่อเป็นประโยชน์ตอบแทนจากการที่บริษัทในเครือกฤษดามหานครได้รับการปล่อยสินเชื่อเงินกู้ดังกล่าว ?

(อ่านประกอบ : เฉลยชื่อผู้รับเช็คจาก'เสี่ยวิชัย’คดีกรุงไทย-‘พานทองแท้-มานพ’อยู่ในข่าย?)

กรณีนี้ยังถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจสอบกรณีฟอกเงินของบรรดาผู้ที่ได้รับเงิน-เช็คจากนายวิชัยด้วยว่า เป็นการได้รับอย่างถูกต้องหรือไม่ หรือเป็นผลประโยชน์ตอบแทนจากการที่ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้สินเชื่อโดยทุจริต ซึ่งปรากฏชื่อของนายพานทองแท้ นายมานพ นางกาญจนาภา และนายวันชัย เป็นหนึ่งผู้ถูกกล่าวหาด้วย และทั้งหมดได้เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงแก่ดีเอสไอแล้ว

(อ่านประกอบ : ‘แม่-สามีกาญจนาภา’รับได้เงิน‘เสี่ยวิชัย’จริง! ดีเอสไอเรียก‘โอ๊ค’แจง 4 มี.ค., ‘พานทองแท้’ให้ถ้อยคำคดีฟอกเงินกรุงไทยแล้ว-‘กาญจนาภา’ขอเลื่อน)

ขณะเดียวกันกรณีนี้ยังส่งผลสะเทือนไปยัง ‘สถานะ’ ของบริษัท เอคิวฯ ที่ผู้สอบบัญชีรายงานว่า ผู้บริหารชุดปัจจุบันยังไม่ดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการชดใช้เงินกว่าหมื่นล้านบาทดังกล่าว ส่วนที่ดินซึ่งจำนองไว้และเตรียมนำออกมาขาย ประเมินราคาได้ประมาณ 8 พันล้านบาทเศษ ทำให้เกิดความเสียหายกว่า 1.6 พันล้านบาท รวมถึงสถาบันการเงินหลายแห่งต่างก็งดให้สินเชื่อกับบริษัทเอคิวฯ เป็นการชั่วคราวแล้ว

(อ่านประกอบ : ชำแหละสถานะ‘เอคิว’ ความพยายามผู้บริหารใช้หนี้คดีกรุงไทยหมื่นล.?)

สอง กรณี ‘เสี่ยเปี๋ยง’ ยักยอกข้าวรัฐสมัยรัฐบาลนายทักษิณ

กรณีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาจำคุกนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ ‘เสี่ยเปี๋ยง’ อดีตพ่อค้าข้าวชื่อดัง ผู้ก่อตั้งบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด และบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด (ปัจจุบันล้มละลายแล้ว) เป็นเวลา 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา ปรับ 12,000 บาท กรณียักยอกข้าวของรัฐที่จะส่งออกไปขายต่างประเทศมาเป็นของตัวเองและนำไปจำหน่าย

ปัจจุบัน ‘เสี่ยเปี๋ยง’ ถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำจังหวัดสมุทรปราการ จากการตรวจสอบพบว่า สุขภาพของ ‘เสี่ยเปี๋ยง’ ไม่ค่อยสู้ดีนัก เนื่องจากพบข้อเท็จจริงว่า เข้าโรงพยาบาลสมุทรปราการค่อนข้างบ่อย อีกทั้งยังเคยถูกส่งมาพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจมาแล้ว

(อ่านประกอบ : ชะตากรรม "เสี่ยเปี๋ยง" คนสนิท "แม้ว" หลังเจอโทษคุก 6 ปี คดียักยอกข้าว!)

นอกจากจะติดคุกคดีดังกล่าวแล้ว ‘เสี่ยเปี๋ยง’ ยังถือเป็นอีกหนึ่งตัวละครสำคัญในคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) และคดีระบายข้าวถุงในสต็อกของรัฐ โดยเฉพาะคดีระบายข้าวจีทูจี ที่ปรากฏชื่อเป็นจำเลยร่วมกับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กับพวกรวม 33 ราย โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาฯ รวมถึงมีการพิจารณาให้ชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งแก่รัฐด้วย

ส่วนในคดีระบายข้าวถุงในสต็อกของรัฐนั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ปรากฏชื่อของบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เป็นเอกชนหลักในการนำข้าวในสต็อกไปจำหน่ายต่อเวียนขายแก่เอกชนรายอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคดีที่ปรากฏชื่อ 'เสี่ยเปี๋ยง' เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นระบายข้าวจีทูจีล็อตใหม่ หรือการระบายมันเส้นยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นต้น

(อ่านประกอบ : 4 ข้อหาในชั้น ป.ป.ช.ชนวนศาลสั่งเพิ่มเงินประกัน‘บุญทรง-เสี่ยเปี๋ยง’หวั่นซ้ำรอย‘หมอโด่ง’?, ศาลสั่งเพิ่มเงินประกัน‘บุญทรง-เสี่ยเปี๋ยง’ อีก10ล.กันหนีคดีข้าว-4 ข้อหาใน ป.ป.ช.)

สาม กรณีแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมลดสัดส่วนการถือหุ้นคนไทยของบริษัท ชิน คอร์ปฯ ในบริษัท ชิน แซทเทิลไลท์ จำกัด (มหาชน) จาก 51% เหลือ 40%

กรณีนี้ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก ‘หมอเลี๊ยบ’ 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา เมื่อครั้งนั่งเก้าอี้ รมว.ไอซีที เนื่องจากแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมดังกล่าว เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท ชิน คอร์ปฯ และบริษัท ชิน แซทเทิลไลท์ฯ รวมถึงกรอนุมัติแก้ไขโดยมิชอบ เนื่องจากไม่นำเสนอเรื่องผ่านมติคณะรัฐมนตรี

แม้จะมีการส่งเรื่องเข้าสู่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก็ตาม แต่ ‘บวรศักดิ์ อุวรรณโณ’ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ได้แย้งว่า นายทักษิณ เป็นประธานกรรมการบริหารบริษัท ชิน คอร์ปฯ (ขณะนั้น) ซึ่งเป็นคู่สัญญาโดยตรงกับภาครัฐในสัมปทานดาวเทียม หากนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม จะเป็นการทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนได้ จึงไม่อนุมัติ และตอบกลับไปว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์

ดังนั้นข้อเท็จจริงคดีนี้คือ การที่ นพ.สุรพงษ์ อนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมเองก็ ‘ผิด’ เพราะไม่มีอำนาจ-เอื้อประโยชน์ให้เครือ ‘ชิน’ แต่ถ้าส่งเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก็ ‘ผิดอีก’ เพราจะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นได้ เรียกว่าผิด ‘ทั้งขึ้นทั้งล่อง’ เลยทีเดียว !

ขณะที่อดีตปลัดไอซีทียุค ‘ทักษิณ’ และอดีต ผอ.สำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ ต่างก็ถูกศาลพิพากษาให้จำคุก 1 ปี เช่นกัน แต่รอลงอาญา 5 ปี เนื่องจากเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ‘หมอเลี๊ยบ’ และไม่มีอำนาจในการอนุมัติแก้ไขสัญญาดังกล่าว

(อ่านประกอบ : พิรุธเพียบ-‘บวรศักดิ์’โทรเตือนแล้ว! เบื้องหลังคดี‘หมอเลี๊ยบ’แก้สัมปทานเอื้อชินคอร์ป)

นี่ยังไม่นับคดีก่อนหน้านี้ของ ‘หมอเลี๊ยบ’ ที่ศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา 1 ปี กรณีแทรกแซงการตั้งคณะกรรมการคัดเลือกคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (บอร์ด) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ครั้งนั่งเก้าอี้ รมว.คลัง ยุครัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เมื่อปี 2551 อีกด้วย

(อ่านประกอบ : ชัด ๆ พฤติการณ์‘หมอเลี๊ยบ’แทรกแซงบอร์ด ธปท.ก่อนถูกคุก 1 ปีรอลงอาญา, คุก 1 ปีรอลงอาญา! คดี‘หมอเลี๊ยบ’ แทรกแซงตั้งผู้ทรงฯในบอร์ด ธปท.)

ทั้งหมดคือคดีความภายหลังที่นายทักษิณหลบหนีออกไปต่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อ ‘ชะตาชีวิต’ ของคนใกล้ชิด ที่ปัจจุบันถูกศาลพิพากษาจำคุกทั้งสิ้น !

ไม่นับนักการเมือง ‘ซีกสีแดง’ ที่หลบหนีคำพิพากษา ‘จำคุก’ ของศาลฎีกาฯ ไปแล้ว เช่น นายประชา มาลีนนท์ อดีต รมช.มหาดไทย ในคดีทุจริตจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง และนายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย ในคดีทุจริตการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน เป็นต้น

ขณะเดียวกันก็มีนักการเมืองที่เรียกได้ว่า ‘ใกล้ชิด’ นายใหญ่อีกคนหนึ่งซึ่ง ศาลฎีกาฯ พิพากษายกฟ้อง ได้แก่ นายนพดล ปัทมะ นักกฎหมาย-ทนายความประจำตระกูลชินวัตร กรณีเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ยุครัฐบาลนายสมัคร ลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาสนับสนุนให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยไม่ผ่านการพิจารณาต่อรัฐสภา ซึ่งศาลฯมีมติเสียงข้างมากว่า เป็นการปฏิบัติที่สมเหตุสมผล

(อ่านประกอบ : "นพดล"รอด! มติศาลฎีกาฯ 6:3 ยกฟ้องคดีเขาพระวิหาร-ปฏิบัติสมเหตุผล)

นอกเหนือจากคดีดังกล่าวที่สิ้นสุดลงแล้ว ยังมีอีกหลายคดีที่ ‘คนใกล้ชิด’ ถูกศาลฎีกาฯพิจารณาไต่สวนอยู่ ได้แก่

หนึ่ง กรณีระบายข้าวจีทูจี

กรณีนี้ นอกเหนือจากนายบุญทรง นายภูมิ และ ‘เสี่ยเปี๋ยง’ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด (อสส.) ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาฯ แล้ว ยังมีชื่อของ ‘หมอโด่ง’ หรือ นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการนายบุญทรง รวมอยู่ด้วย ซึ่ง ‘หมอโด่ง’ ถูกหลายฝ่ายระบุตรงกันว่าคือ ‘คีย์แมน’ คนสำคัญในการ ‘ดีล’ เรื่องระบาย ไม่ว่าจะปรากฏเป็นคณะอนุกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ รวมถึงคณะอนุกรรมการระบายข้าวด้วย

ปัจจุบัน ‘หมอโด่ง’ ได้ถูกศาลฎีกาฯออกหมายจับ เนื่องจากหลบหนีไม่มาฟังการไต่สวนในคดีดังกล่าว โดยอัยการคาดว่าได้หลบหนีไปทางประเทศกัมพูชา

ส่วนปัจจุบันจะอยู่ที่ไหน-ตามตัวอย่างไร ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ ?

สำหรับในรายของนายบุญทรง นายภูมิ และนายมนัส ต่างถูกที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติเสียงข้างมากโหวตถอดถอนจากตำแหน่ง ทำให้ถูกตัดสิทธิ์ห้ามลงเล่นการเมืองเป็นเวลา 5 ปีด้วย

(อ่านประกอบ : “บุญทรง-ภูมิ-มนัส”ไม่รอด! มติ สนช. ท่วมท้นถอดถอน-ตัดสิทธิ์การเมือง5ปี, ศาลสั่งเพิ่มเงินประกัน‘บุญทรง-เสี่ยเปี๋ยง’ อีก10ล.กันหนีคดีข้าว-4 ข้อหาใน ป.ป.ช., ขีดเส้นสิ้น ส.ค.แจ้ง‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้คดีข้าว! สรุปเสียหายจีทูจีพุ่ง 2 หมื่นล.)

สอง กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว

‘นารีขี่ม้าขาว’ หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี น้องสาวสุดรักของนายทักษิณ กำลังถูกศาลฎีกาฯไต่สวนกรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ส่งผลให้เกิดความเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการไต่สวนพยานฝ่ายจำเลย ซึ่งคาดว่าอาจเสร็จสิ้นและมีคำพิพากษาในช่วงปลายปี 2560 หรือต้นปี 2561

โดยก่อนหน้านี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิด กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว และไม่มีการตรวจสอบการทุจริตที่เกิดขึ้นในโครงการระบายข้าวแบบจีทูจีด้วย โดยในชั้นศาลฎีกาฯ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เบิกความยืนยันว่า มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว แต่ไม่พบการทุจริต ?

(อ่านประกอบ : ปัญหาเกิดจากฝ่ายปฏิบัติ! ‘ยิ่งลักษณ์’ แจงศาลคดีข้าว-ลั่นสอบทุจริตแล้วไม่เจอ, ‘อัยการ’ซัก‘ยิ่งลักษณ์’ตอบ! ท่าที‘นารีขี่ม้าขาว’แจงคดีข้าว-ไฉนสอบไม่เจอทุจริต?)

ขณะเดียวกันยังถูกที่ประชุม สนช. โหวตถอดถอนออกจากตำแหน่ง ทำให้หมดสิทธิ์ลงเล่นการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ด้วย ส่งผลให้อาจลงเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คาดว่าจะมีในช่วงปลายปี 2560-ต้นปี 2561 ไม่ทัน

(อ่านประกอบ : อวสาน"ยิ่งลักษณ์" มติสนช. 190:18 ตัดสิทธิ์การเมือง 5 ปี "นิคม-สมศักดิ์" รอด)

สาม กรณีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯเมื่อปี 2551

กรณีนี้มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี น้องเขยนายทักษิณ เป็นจำเลยที่ 1 มี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. (น้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯในปัจจุบัน) และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. เป็นจำเลยที่ 2-4 กรณีสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ด้วยแก๊สน้ำตา ทำให้มีคนเสียชีวิต 1 ราย และได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

เรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะนับตั้งแต่เปลี่ยนขั้วรัฐบาลจาก ‘สีแดง’ มาเป็น ‘สีเขียว’ โดยการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 เนื่องจากมีความพยายามจาก ‘มือที่มองไม่เห็น’ เข้ามาดำเนินการในคดีนี้

เช่น มีหนังสือจากคณะรัฐมนตรี ลงนามโดย พล.อ.ประวิตร ให้อัยการเข้าไปแก้ต่างคดีดังกล่าว โดยเข้าไปสู้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เป็นโจทก์ โดยฝ่ายอัยการได้ทำหนังสือไปถึง 2 ครั้ง แต่ที่ประชุมศาลฎีกาไม่อนุญาต

(อ่านประกอบ : เปิดคำร้อง'อัยการ'รับลูกครม.-รมว.ยุติธรรม แก้ต่างคดี 'สมชาย-พวก' สลาย พธม., ศาลฎีกามติ 8 ต่อ 1ห้ามตั้งอัยการแก้ต่างให้"สมชาย-พวก"คดีสลาย พธม., เบื้องหลัง! ตั้งอัยการแก้ต่าง "สมชาย-พวก" คดีสลายพธม.ครม."บิ๊กตู่" จัดให้)

ต่อมา นายสมชาย พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ ได้ทำหนังสือร้องถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ขณะนั้นมีประธานคนใหม่ ได้แก่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีต ผบ.ตร. ยุค คสช. และอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (พล.อ.ประวิตร) ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีความใกล้ชิดกับ พล.ต.อ.พัชรวาท ในช่วงเป็น ผบ.ตร. โดยขอให้ ‘ถอนฟ้อง’ คดีดังกล่าว เนื่องจากมีพยานหลักฐานใหม่

ปัจจุบันคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้ว มีนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. เป็นประธาน มีที่ปรึกษากรรมการ ป.ป.ช. ตัวแทนสำนักคดี ตัวแทนสำนักกฎหมาย ร่วมเป็นกรรมการ ซึ่งตอนแรกทั้งหมดมีมติ ‘เอกฉันท์’ ไม่ถอนฟ้องคดีดังกล่าว

ทว่าต่อมามีตัวแทนกรรมการ ป.ป.ช. รายหนึ่งขอให้แก้ไขมติจาก ‘เอกฉันท์’ เป็นมติธรรมดา ซึ่งคณะกรรมการฯได้ดำเนินการไปตามนั้น และนำเสนอเรื่องต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว คาดว่า ในเร็ว ๆ นี้ จะมีการพิจารณากรณีดังกล่าว

แต่สิ่งที่น่าสนใจคดีนี้คือ ต่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติไม่ถอนฟ้องก็ตาม แต่หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยไปแล้วว่า ในการสู้คดีในชั้นศาลฎีกาฯ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะสู้อย่างเต็มที่หรือไม่ เพราะเห็นได้ว่า มีพยานฝ่ายโจทก์หลายราย เช่น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. คนปัจจุบัน ไม่ได้เดินทางมาศาลตามที่เป็นพยานฝ่ายโจทก์ และฝ่ายโจทก์ก็ไม่ติดใจจะไต่สวนอีก ?

ดังนั้นสิ่งที่ต้องลุ้นกันในช่วง 1-2 ปีนี้คือ ทั้ง 3 คดีนี้จะมีบทสรุปเช่นใด และจะมีใคร ‘หลบหนี’ ตามรอย ‘นายใหญ่’ ไปอีกหรือไม่ ?

................................


กรณีหมอเลี้ยบเป็นเครื่องแสดงว่า เขาไม่เอาพวกคุณไว้หรอก จะวิ่งเต้น "ต่อท่อ" อ้อนวอน เสนอผลปย.แลกเปลี่ยนยังไงก็ทำไป  แต่สุดท้าย ก็จะลงเอยแบบเดียวกัน!

คนเรา บางคนที่เคยแต่วิ่งเต้น "หลบประตูหน้า เข้าประตูหลัง" หา match maker ต่อท่อกับ Key Person จนสำเร็จได้ผลปย.ทางธุรกิจมาตลอด ก็จะเชื่อฝังหัวว่า ในทางการเมืองก็ทำได้แบบเดียวกัน ซึ่งคนแบบนี้ก็คงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เชิญก้มหน้าก้มตาวิ่งเต้น แล้วรับ "เซอร์ไพร์ส" ไปเรื่อย ๆ ก็แล้วกัน

1003698_526710590730097_2082129584_n.jpg?oh=732a3d583f3e6ee402f3d7d333a271e1&oe=5838296C
พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์


......................................


ส่วนฝ่ายประชาธิปไตยที่แท้จริง จงสู้ต่อไป เพราะนี่ เผด็จการทหาร กำลัง กำจัด เผด็จการทักษิณ

www_037.jpg

Last edited by linc49 (August 30, 2016 10:33 AM)

Offline

#1127 August 30, 2016 11:11 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://www.isranews.org/isranews-news/i … -pupu.html + * เพิ่ม

สารพัดเรื่องไม่โปร่งใส-ส่อทุจริต! ‘สุภา’เข้าให้ถ้อยคำคดีข้าว‘ยิ่งลักษณ์’

1372768612-5560000084-o.jpg*

วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:09 น.

สารพัดเรื่องไม่โปร่งใส-ส่อทุจริต! ‘สุภา’ กก.ป.ป.ช.-อดีต ปธ.อนุฯปิดบัญชีข้าว เข้าให้ถ้อยคำในฐานะพยานคดีจำนำข้าว ‘ยิ่งลักษณ์’ ซัดเคยเตือนแล้วโครงการนี้เหมือนระเบิดเวลา แนวโน้มทุจริต-ขาดทุนมาก สงสัย ครม. ใช้อำนาจอะไรโยกเงินรายได้ระบายข้าวมาทำจำนำข้าวต่อ ศาลฎีกาฯมีคำสั่งงด ‘ฝ่ายโจทก์-จำเลย’ จ้อสื่อ เหตุเพื่อการไต่สวนราบรื่น

PIC-pupu-17-2-59_11.jpg

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดไต่สวนพยานนัดที่สอง ในคดีที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าว โดยมี น.ส.แน่งน้อย เจริญทวีทรัพย์ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ในฐานะนักวิชาชีพการตรวจสอบบัญชี และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อดีตประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าว เป็นพยานฝ่ายโจทก์เข้าไต่สวน

โดยทนายฝ่ายจำเลยถาม น.ส.สุภา ทำนองว่า ทำงานรับราชการมายาวนาน อยากทราบข้อมูลว่าโครงการรับจำนำข้าวในอดีตแตกต่างกับโครงการรับจำนำข้าวในปัจจุบันอย่างไร น.ส.สุภา กล่าวว่า ในอดีตหลายปีก่อน โครงการนี้เป็นการช่วยยกระดับเกษตรกรยากจน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี และจำกัดไม่เกินคนละ 20 ตัน และเงื่อนไขคือได้รับเงิน 60-70% ในการจำนำ และเมื่อครบ 4 เดือนจะต้องมาไถ่ ซึ่งแตกต่างกับในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างฟ้ากับดิน เพราะในรัฐบาลชุดนั้น ดำเนินโครงการรับจำนำข้าวในลักษณะที่เอื้อประโยชน์กับเกษตรกรร่ำรวย โรงสี และนายทุนค้าข้าว ทำให้ประโยชน์ถึงชาวนาบางส่วน และไม่ถึงบางส่วน

น.ส.สุภา กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้เคยให้ความเห็นแก่คณะรัฐมนตรีไปหลายครั้งแล้วว่า โครงการนี้เปรียบเสมือนระเบิดเวลา เพราะมีแนวโน้มขาดทุนค่อนข้างมากกว่าโครงการรับจำนำข้าวที่เคยมีมาในอดีต จึงทำข้อเสนอแนะให้กับคณะรัฐมนตรีเพื่อปรับปรุงแก้ไข ทั้งนี้ตนชื่นชมโครงการนี้ แต่อยากให้รับทราบว่านี่มันคือระเบิดเวลา และไม่ได้เป็นการนำเสนอความเห็นในเชิงลบเลย

ทนายฝ่ายจำเลยถามทำนองว่า ที่ระบุว่ามีถึงบางส่วน ไม่ถึงบางส่วนนั้น คือความเห็นของกระทรวงการคลังใช่หรือไม่ และมีเอกสารหลักฐานปรากฏหรือไม่ น.ส.สุภา กล่าวว่า เป็นรายงานของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวในช่วงปี 2554/2555 ข้าวนาปรัง 2555 และข้าวนาปี 2555/2556 ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า โครงการนี้คนที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่คนยากจน ขณะเดียวกันพบว่า มีการนำข้าวข้ามเขตมาจำนำได้

ทนายฝ่ายจำเลยซักอีกทำนองว่า มีหลักฐานหรือไม่ น.ส.สุภา กล่าวว่า ลงอยู่ในบันทึกของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว เป็นข้อสังเกตและข้อสงสัย รวมไปถึงกรณีนำข้าวจากกัมพูชาและพม่าเข้ามาไทยเป็นจำนวนมากอีกด้วย ซึ่งตรงนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯหารือกันแล้ว หลักฐานเอกสารสามารถไปค้นหาได้ที่กระทรวงการคลัง

“ได้คุยกับอดีต ส.ส.เพื่อไทย ในพื้นที่ ซึ่งบางคนก็ดี มาเล่าให้ฟังว่า ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ประชาชนก็ไม่เลือก เช่น กรณีบางพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิได้แค่ประมาณ 5 ไร่ ตันละ 2 หมื่นกว่าบาท แต่กลับสำแดงว่ามีข้าวหอมมะลิประมาณ 50 ไร่ เท่าที่ทราบข้อมูลตรงนี้มีการแจ้งความแล้วด้วย ลองสืบค้นดูได้” น.ส.สุภา กล่าว

ส่วนกรณีที่มีการระบุทำนองว่า วงเงิน 5.3 แสนล้านบาท ไว้ใช้ในโครงการรับจำนำข้าวนั้น คนละส่วนกับเงินทุนหมุนเวียนหรือไม่ น.ส.สุภา กล่าวว่า ใช่ เป็นกรอบวงเงินในการทำโครงการรับจำนำข้าว 5.3 แสนล้านบาท ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเงินทุนหมุนเวียน และหากใช้หมดก็คือหมด ทำเกินกรอบวงเงินไม่ได้

น.ส.สุภา กล่าวอีกว่า ในส่วนนี้เมื่อเงินในโครงการรับจำนำข้าวหมด แต่ยังมีเงินจากการระบายข้าวเหลืออยู่ประมาณแสนล้านบาท รัฐบาลต้องการจะนำเงินส่วนนี้มาให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นำไปทำโครงการรับจำนำข้าวต่อ ตรงนี้คณะอนุกรรมการฯคัดค้านมาตลอด อย่างไรก็ดีในที่สุดคณะรัฐมนตรีขณะนั้นก็มีมติให้ดำเนินการได้ ซึ่งไม่ทราบเหมือนกันว่าใช้อำนาจอะไรในส่วนนี้

ทนายฝ่ายจำเลยซักต่อทำนองว่า คณะรัฐมนตรีมีมติทำนองเรื่องป้องกันและระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการนี้ไปแล้ว ได้รับทราบหรือไม่ น.ส.สุภา กล่าวว่า รับทราบแล้ว แต่ไม่ทราบว่าผลในระดับจะเป็นอย่างไร่ และก่อนหน้านี้เสนออะไรไปก็ค้านหมด เผลอ ๆ คนที่ขัดคอก็โดนด้วย

1102e47f.jpg
* กลายเป็นตัวเองถูกตั้งกรรมการสอบ เพื่อปิดปากจาก รมต. คลัง สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ท้ายสุด น.ส.สุภา กล่าวว่า ภายหลังจากเข้ามาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ถึงรู้ว่าทำไมกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ถึงไม่ยอมให้บัญชีการซื้อขายข้าวกับกระทรวงการคลัง และดำเนินการด้วยความลับ เพราะปรากฏข้อเท็จจริงว่า ไม่ได้มีการนำข้าวไปขายต่างประเทศจริง แต่นำข้าวมาขายภายในประเทศ ในส่วนนี้คณะอนุกรรมการฯพยากรณ์แล้วว่า จะเกิดทุจริตขึ้นจริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทนายฝ่ายจำเลยมักยกคำให้การของพยานฝ่ายโจทก์ และนำมติคณะรัฐมนตรีขณะนั้น รวมถึงบางคำสั่งต่าง ๆ ที่พยานพ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลังไปแล้ว มาซักถามหลายครั้ง ทำให้องค์คณะผู้พิพากษาต้องพูดจาห้ามปราม และให้ซักถามในประเด็น ส่วนประเด็นอื่น ๆ ให้นำสืบเอง เนื่องจากสามารถค้นหาได้อยู่แล้ว พร้อมทั้งให้ฝ่ายโจทก์และจำเลยหาข้อมูลว่า คณะรัฐมนตรีมีมตินำเงินรายได้จากการระบายข้าวมาทำจำนำข้าวใช้อำนาจอะไร ทำให้ทนายฝ่ายจำเลยต้องลดจำนวนคำถามลง โดยในวันนี้มีคำถามทั้งหมดประมาณ 162 คำถาม

ขณะเดียวกันองค์คณะผู้พิพากษาในคดีนี้ยังขอให้ฝ่ายโจทก์และจำเลยหลีกเลี่ยงการให้ข่าวสารกับสื่อในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีอีกด้วย เพื่อให้เกิดความราบรื่นในการไต่สวน

ซีรี่..... ต่อไป ‘ยิ่งลักษณ์’ จะตอบอย่างไร กับหลักฐานที่จะถูกเปิด ตามมา

Offline

#1128 September 3, 2016 6:26 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 751

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

คุณสุภา ปิยจิตติเป็น whistle blower หรือเปล่า?  อย่าเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตารุมด่าแกนะ แกคงเห็นไม่เข้าท่าแกก็ทนไม่ไหว
ต้องระเบิดออกมาขณะผู้บังคับบัญชาคือพรรคเพื่อไทย ดูเหมือนเรื่องรับจำนำข้าวจะทำลายกลุ่มทักษิณทั้งเล้ากันคราวนี้ คุณยิ่งลักษณ์หากไม่หนีคงโดนด้วย
จะให้สรุปเรื่องนี้กันอย่างไรดี....รออีกหน่อยดีกว่า..พูดได้คำเดียว...เศร้า...และ เศร้า...

Last edited by amdang (September 4, 2016 10:22 AM)

Offline

#1129 September 4, 2016 11:37 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบจำนำข้าวที่ตั้งโดยนส.ยิ่งลักษณ์ แล้ว เขาโกหกเพื่ออะไรว่าไม่ได้พบทักษิณ ในเดือน ตุลาคม 2555  และในคลิป มีนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ ‘เสี่ยเปี๋ยง’ อดีตพ่อค้าข้าวชื่อดัง ผู้ก่อตั้งบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด และบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด อยู่ด้วย

apichat5.jpg
‘เสี่ยเปี๋ยง’
1403677327-o.jpg


http://hilight.kapook.com/view/77009

logo-kapook.png

ภาพเก่าแล้ว! เฉลิม ยันชัด ไม่ได้พบ ทักษิณ ที่ฮ่องกง

โพสต์เมื่อ 8 ตุลาคม 2555 เวลา 11:15:20

07la8p12newz.jpg

07la8p11z.jpg

07la8p13z.jpg

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก nextmedia.com

            สื่อฮ่องกงรายงานข่าว ทักษิณ จัดปาร์ตี้หรูที่ฮ่องกง พร้อมตีภาพ เฉลิม เดินเคียงข้างด้วย ด้าน เฉลิม แจง เป็นภาพเก่าสมัยปี 2550 ยัน ไม่ได้ไปพบทักษิณที่ฮ่องกง

            จากกรณีที่บรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทย รวมไปถึง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เดินทางไปฮ่องกงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งหลายคนก็ออกมายอมรับว่า เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จริง ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม ได้ปฏิเสธว่า แค่พาครอบครัวไปเที่ยวเฉย ๆ ไม่ได้ไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ตามที่มีกระแสข่าวออกมานั้น

            ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่่ผ่านมา เว็บไซต์ appledaily ของฮ่องกง ได้รายงานข่าวการเดินทางมาฮ่องกงของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยระบุว่า อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยซึ่งถูกกระทำรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2549 ได้เข้าพักที่โรงแรมเพนนินซูลา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555 และได้ไปเดินเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนมในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

            ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวฮ่องกงว่า ตนเดินทางมาที่ฮ่องกง เพราะลูกได้ซื้อบ้านไว้ที่นี่ และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีแผนจะทำธุรกิจอะไรในฮ่องกงหรือไม่ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ตอบไปว่า ตนเองไม่มีเงินแล้ว ซึ่งนักข่าวก็ได้หัวเราะแล้วตอบกลับไปว่า ไม่เชื่อ ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หัวเราะแล้วยืนยันไปอีกครั้งว่า ไม่มีเงินแล้วจริง ๆ
   
            ขณะเดียวกัน appledaily ได้รายงานอีกว่า อดีตนายกฯ ของไทย ได้ทุ่มเงินกว่า 3-4 แสนดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 1.2-1.6 ล้านบาท จัดปาร์ตี้ริมสระน้ำของโรงแรมเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งมีแขกชาวไทยมาร่วมงานประมาณ 20 คน พร้อมกับเผยภาพถ่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นที่ฮือฮามาก เมื่อพบภาพของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เดินอยู่เคียงข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ในฮ่องกงด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยืนยันเสียงแข็งว่า ไม่ได้เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ แน่นอน

            อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่ปรากฏภาพดังกล่าวในหน้าสื่อ ก็ได้ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกมาปฏิเสธว่า ภาพและคลิปที่สื่อฮ่องกงนำมาเผยแพร่นั้น เป็นภาพเก่าแล้ว โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงปลายปี พ.ศ. 2550 ที่ตนได้พบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หลังชนะการเลือกตั้ง พร้อมกับยืนยันว่า ที่เดินทางไปฮ่องกงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อขอตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอย่างที่มีข่าว แต่ตนพาครอบครัวไปเที่ยว

คลิป สื่อฮ่องกง ตีภาพ เฉลิม พบ ทักษิณ โพสต์โดย คุณ appleactionews


dog   * ที่อ้าง...โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงปลายปี พ.ศ. 2550 ที่ตนได้พบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หลังชนะการเลือกตั้ง...
โกหก จนหลงลืมเลยนะ สื่อจีน appledaily   ถ่ายคลิปและออกสื่อลงวันที่ไว้ด้วย นะครับ ..แก่จนลืม   dog

Offline

#1130 September 5, 2016 10:53 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ถาม..ในเมื่อทราบว่าเกิดความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น...‘ยิ่งลักษณ์’ ตอบ ...เป็นหน้าที่ของคณะอนุกรรมการนโยบายข้าวฯ ... รวมถึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้นแล้วด้วย แต่เป็นหน้าที่ของฝ่ายปฏิบัติ ถ้ามีปัญหาระดับปฏิบัติต้องแก้ในระดับปฏิบัติ     *  ท่านครับ แล้วในเมื่อท่านมีหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรื...แล้วจะโยนความผิดไปให้คนอื่นระดับล่างได้อย่างไร ในเมื่อมันก็เป็นความรับผิดชอบในหน้าที่โดยตรงตามอำนาจที่ท่านมีสูงสุดในการบริหารงานรัฐบาล จะตอบมั่วแบบนี้โดยไม่รู้จักหน้าที่และไม่มีความรับผิดชอบที่มันต้องไปด้วยกัน ดังนั้นตัวท่านจึงไม่มีคุณสมบัติตามหน้าที่ในการบริหารที่จะเหมาะกับเกียรติของนายกฯ..

http://www.isranews.org/isranews-news/i … oeeoo.html+ * added

ปัญหาเกิดจากฝ่ายปฏิบัติ! ‘ยิ่งลักษณ์’ แจงศาลคดีข้าว-ลั่นสอบทุจริตแล้วไม่เจอ

วันศุกร์ ที่ 05 สิงหาคม 2559 เวลา 19:23 น

‘ยิ่งลักษณ์’ มาศาลฎีกาฯ แถลงเปิดคดีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายโครงการจำนำข้าว-ตอบข้อซักถามจากอัยการ ลั่นตั้ง กก.สอบปมทุจริตแล้ว ไม่พบอะไร ยันยกเลิกโครงการไม่ได้ ชี้ปัญหาเกิดจากฝ่ายปฏิบัติ ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร

PIC-yingluck-5-8-59_1.jpg

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.israenws.org รายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อแถลงเปิดคดี และไต่สวนพยานจำเลยปากแรก ในคดีที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว

โดยการไต่สวนในวันนี้ (5/8/59) จะไต่สวนพยานจำเลยแค่ปากเดียว คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยฝ่ายอัยการจะเป็นผู้ซักจำนวน 100 คำถาม ซึ่งช่วงเช้าวันนี้ฝ่ายอัยการได้ถามประมาณเกือบ 20 คำถาม และจะมีการซักในช่วงบ่ายต่อ

อัยการถามตอนหนึ่งทำนองว่า ในเมื่อทราบว่าเกิดความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น มีการเข้าไปดูแลตรวจสอบอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบทำนองว่า เป็นหน้าที่ของคณะอนุกรรมการนโยบายข้าวฯ ทั้งนี้เมื่อทราบเรื่องมีการปรับรัฐมนตรีแล้ว รวมถึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้นแล้วด้วย แต่เป็นหน้าที่ของฝ่ายปฏิบัติ ถ้ามีปัญหาระดับปฏิบัติต้องแก้ในระดับปฏิบัติ

อัยการซักอีกทำนองว่า ในเมื่อทราบว่าโครงการนี้มีความเสียหาย ทำไมถึงไม่ระงับหรือยกเลิก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบทำนองว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา ตาม พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ส่วนถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของฝ่ายปฏิบัติที่จะต้องแก้ไข

ต่อมาในช่วงบ่าย อัยการซักต่อในประเด็นการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตการระบายข้าวจีทูจีทำนองว่า ภายหลังเกิดการอภิปรายในสภา มีการระบุถึงชื่อบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด และ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ (อดีตเลขานุการนายบุญทรง หนึ่งในจำเลยคดีระบายข้าวจีทูจี ปัจจุบันหลบหนีคดีไปแล้ว) ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบฯด้วยหรือไม่

PIC-mordong-28-6-58_1.jpg *
พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบทำนองว่า มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงพาณิชย์แล้ว โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ดำเนินการ ก็สอบข้อเท็จจริงทั้งหมด  รวมถึงมีการแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบอีกชุด ที่มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานด้วย  โดยมีการรายงานผลสอบทั้งหมด 2 ครั้ง  ซึ่งก็ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ดังนั้นเมื่อไม่พบความผิดปกติ ก็ไม่อาจกล่าวหาใครได้ และผลสอบดังกล่าวก็มีบรรดาข้าราชการเป็นกรรมการสอบ ซึ่งตนคิดว่าน่าเชื่อถืออยู่แล้ว  (* คราวที่แล้ว พยานโจทก์ คือรองปลัดกระทรวงให้การแย้งไว้แล้วแถมมีการอ้างพยานหลักฐานเอกสารด้วย )

ส่วนกรณีที่มีข้าวหายกว่า 2.6 ล้านตัน ได้สั่งให้ตรวจสอบด้วยหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบทำนองว่า ได้สั่งการให้ตำรวจกว่าหมื่นนายทั่วประเทศ เข้าตรวจสอบร่วมกับเซอเวย์เยอร์ และเจ้าหน้าที่รัฐ เข้าตรวจสอบโกดังเก็บข้าวทั้งหมดทั่วประเทศ ภายในวันเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการยักย้ายถ่ายเทข้าวได้อีก ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่า ไม่มีข้าวหายแต่อย่างใด

อัยการซักอีกทำนองว่า แล้วทำไมโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทแถลงต่อรัฐสภาเหมือนกันถึงยกเลิกได้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบทำนองว่า เพราะมีบุคคลไปร้องเรียนต่อศาลปกครอง และศาลปกครองมีคำพิพากษาออกมา จึงนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อยกเลิกโครงการดังกล่าว แต่กรณีโครงการรับจำนำข้าวเป็นคนละอย่างกัน แม้ว่าจะมีคณะกรรมการ ป.ป.ช. สตง. หรือหลายหน่วยงานส่งหนังสือแจ้งเตือนมาก็ตาม แต่ก็มีหลายหน่วยงานให้ข้อมูลมาว่า โครงการนี้คุ้มค่ากับทางเศรษฐกิจ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ ทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น

ทั้งนี้ภายหลังอัยการซักเสร็จ ศาลได้ซักถามในประเด็นที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อ้างว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย และได้คิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องของชาวนานั้น ได้มีการศึกษาหรือไม่ว่า โครงการดังกล่าวหากเกิดปัญหาการทุจริต หรือปัญหาการขาดทุนขึ้นมาจะแก้ไขอย่างไร

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบทำนองว่า เรื่องนี้อยู่ที่มิติของคนมอง ตอนที่พรรคเพื่อไทยศึกษาเรื่องนี้ได้ลงพื้นที่ไปพูดคุยและหาข้อมูลกับชาวนาจริง ๆ ดังนั้นหากมองในภาพรวมทางเศรษฐกิจ ไม่ได้มองในเรื่องของกำไรหรือขาดทุน โครงการนี้ถือว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ และเกิดผลประโยชน์ต่อประเทศอย่างคุ้มค่า แต่ สตง. หรือสื่อมวลชนบางสำนักได้ตีข่าวในทำนองเชิงลบหรือขาดทุน แต่เมื่อเทียบกับพี่น้องชาวนาที่มีจำนวนถึง 23% ของประชากรทั้งหมด จะให้ตนยกเลิกโครงการนี้ก็คงไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากหน่วยงานอีกหลายองค์กรที่ยืนยันว่า โครงการจำนำข้าวเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

ศาลซักอีกทำนองว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ อ้างว่า โครงการดังกล่าวยกเลิกไม่ได้ เพราะขัดกับการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และ พ.ร.ฎ.บริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีฯ แต่สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการยกเลิกโครงการรถเมล์ NGV หรือโครงการระบายข้าว ทีเ่กิดปัญหาขึ้น ตรงนี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบทำนองว่า ไม่ใช่ยับยั้งโครงการได้ทุกเรื่อง แต่ตาม พ.ร.ฎ.บริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีฯ หากจะยับยั้งหรือยกเลิกโครงการใดก็ตาม ต้องเป็นโครงการที่ขัดต่อการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และมติคณะรัฐมนตรี แต่โครงการจำนำข้าวไม่ได้ขัดกับอะไรทั้งสิ้น นอกจากนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นในโครงการนี้ ล้วนแต่เป็นปัญหาที่อยู่ในระดับภาคปฏิบัติ ซึ่งฝ่ายปฏิบัติต้องดำเนินการแก้ไข หรือปรับปรุง ไม่ใช่ฝ่ายปฏิบัติทำหน้าที่ไม่ดีพอ แล้วจะให้ฝ่ายบริหารยกเลิกโครงการ

โดยก่อนการถูกซักนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้แถลงเปิดคดีต่อศาล ยืนยันการทำหน้าที่โดยสุจริต และขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาตามฟ้องโจทก์และ สำนวนของ ป.ป.ช.ใน 6 ประเด็น สรุปได้ทำนองว่า โครงการจำนำข้าวเป็นนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่มุ่งคุ้มครองรักษาประโยชน์ และแก้ปัญหาหนี้ รวมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย  และเมื่อแถลงนโยบายต่อสภาแล้ว ย่อมมีผลผูกพัน ที่คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตาม และทำแผนบริหาราชการแผ่นดินให้สอดคล้องกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ดังนั้นโครงการนี้เป็นโครงการสาธารณะให้ความคุ้มค่า คำนึงถึงผลประโยชน์สภาพเศรษฐกิจโดยรวม ไม่ได้มุ่งแสวงหาผลกำไร หากจะคิดเพียงกำไร-ขาดทุน ทุกโครงการก็มีผลขาดทุนหมดแต่ก็ต้องทำเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยโดยโครงการจำนำข้าวทำมาแล้ว 30 ปีมีปัญหาการทุจริตแต่รัฐบาลจัดสินใจทำโครงการเพื่อยกระดับข้าวไทยและส่งเสริมเศรษฐกิจไทยผ่านการบริโภคของประเทศ ส่วนที่มีการกล่าวหากำหนดราคาข้าวไม่เหมาะสม หรือราคาสูงเกินไป ก็เรียนว่ารัฐบาล จำเป็นต้องกำหนดราคารับจำนำข้าว 15,000 – 20,000 /ตัน เพื่อแก้ปัญหาหนี้เรื้อรัง และมีการคำนวณเพื่อหวังให้เกษตรกรมีรายได้เทียบเท่ารายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาท จึงไม่มากเกินและมีความเหมาะสม กรณีที่ให้รับจำนำข้าวทุกเมล็ดเพื่อให้สิทธิ์ชาวนาทุกรายโดยไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งจะมีผลทั้งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการและไม่ได้ร่วมโครงการเพราะจะขายข้าวได้ในราคาที่เท่ากัน

สำหรับบรรยากาศภายนอกศาลฎีกาฯ มีมวลชนมาให้กำลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างเนืองแน่นกว่าทุกครั้ง พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้ารักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวก่อนเข้าไต่สวนว่า มั่นใจในการแถลงเปิดคดี และการถูกซักถามอย่างเต็มที่ จะแสดงให้เห็นว่าไม่ได้ทำผิด ซึ่งโครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่มีประโยชน์ของประชาชน

สำหรับคดีนี้ศาลฎีกาฯ ได้ไต่สวนพยานฝ่ายโจทก์เสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว เหลือแค่ไต่สวนพยานฝ่ายจำเลยจำนวน 42 ปาก โดยมีพยานปากสำคัญ เช่น น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯ อดีต รมว.คลัง นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกฯ อดีต รมว.พาณิชย์ นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย และอดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายยรรยง พวงราช อดีต รมช.พาณิชย์ นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด รวมถึงนายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ นักวิชาการสายพรรคเพื่อไทย ผู้ศึกษากลไกตลาด เพื่อจะนำมาหักล้างเรื่องกลไกการตลาดข้าว เป็นต้น

Offline

#1131 September 5, 2016 12:34 PM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 5,927

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ธงมีมาแล้ว  ไม่เกินปีนี้

Offline

#1132 September 9, 2016 11:15 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ตามเนื้อหาด้านบนกับส่วนนี้ สรุป...

*  สิ่งสำคัญ ตามข้อเท็จจริง ที่  ยิ่งลักษณ์ หนีไม่พ้น...*
1. ไม่มี การขายข้าวแบบ รัฐบาลต่อรัฐบาล ...จีทูจี  เกิดขึ้นจริง...ยิ่งลักษณ์ ไม่รู้ได้อย่างไร ในเมื่อเป็น หัวหน้ารัฐบาล
2. การปกปิดข้อเจรจา การค้ากระทรวงต่างประเทศ ..ทำไมไม่เปิดเผย ..แสดงความโปร่งใส ในการทำงาน..แต่ความจริงคือไม่มี .จีทูจี  เกิดขึ้นจริง
3. "เสี่ยเปี๋ยง" คนสนิท "แม้ว"  ที่ถูกฟ้องล้มละลายไปแล้ว กลับมาดำเนินการใหม่ และได้รับความร่วมมือ จากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในการนำข้าวออกขาย ในประเทศเอง
4. มีการพบกัน ระหว่างทักษิณ เสี่ยเปี๋ยง รตอ.เฉลิม ที่ฮ่องกง ในเดือน ตุลาคม 2555 จริง แล้ว รตอ.เฉลิม ยังได้เป็นประธานสอบข้อเท็จจริง ตามที่ ยิ่งลักษณ์แต่งตั้ง
5. พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการนายบุญทรง หนึ่งในจำเลยคดีระบายข้าวจีทูจี ปัจจุบันหลบหนีคดีไปแล้ว
6. น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง ให้การเป็นพยาน ระบุว่า ภายหลังจากเข้ามาเป็นกรรมการ ป.ป.ช.
ถึงรู้ว่าทำไมกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ถึงไม่ยอมให้บัญชีการซื้อขายข้าวกับกระทรวงการคลัง
และดำเนินการด้วยความลับ เพราะปรากฏข้อเท็จจริงว่า ไม่ได้มีการนำข้าวไปขายต่างประเทศจริง แต่นำข้าวมาขายภายในประเทศ
7. น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ยังระบุอีกว่ามีการโกงเนื้อที่ปลูกข้าว แจ้งความแล้ว และมีการนำข้าวจากเขมร พม่า เข้ามาขายด้วย...หลักฐานการผ่านด่านคงจะมีตามมา

http://www.isranews.org/isranews-scoop/ … diieo.html

‘อัยการ’ซัก‘ยิ่งลักษณ์’ตอบ! ท่าที‘นารีขี่ม้าขาว’แจงคดีข้าว-ไฉนสอบไม่เจอทุจริต?

วันเสาร์ ที่ 06 สิงหาคม 2559

“…ภายหลังเกิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือการตั้งกระทู้ถามในสภา ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง รวมถึงตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ (ขณะนั้น) ให้เป็นประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงอีกชุดหนึ่ง แต่จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของทั้ง 2 ชุดแล้ว ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ซึ่งคณะกรรมการสอบฯที่ตั้งขึ้น ล้วนเป็นข้าราชการ ดังนั้นจึงต้องเชื่อไว้ก่อน ในเมื่อไม่พบความผิดปกติ แล้วจะไปสอบคนที่ถูกกล่าวหาเลยก็คงไม่ได้…”

PIC-yingluck-6-8-59_1.jpg

จบฉากแรกลงไปเรียบร้อย สำหรับการไต่สวนพยานฝ่ายจำเลยปากแรกในคดีที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นบข.) เป็นจำเลย ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว

(อ่านประกอบ : ปัญหาเกิดจากฝ่ายปฏิบัติ! ‘ยิ่งลักษณ์’ แจงศาลคดีข้าว-ลั่นสอบทุจริตแล้วไม่เจอ)

ท่ามกลางการจับตาจากสื่อมวลชนหลายแขนง และนักการเมืองหลายราย เนื่องจากในการไต่สวนพยานจำเลยปากแรก คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะสามารถตอบข้อซักถามจากฝั่งอัยการได้มากน้อยแค่ไหน ?

เพราะต้องไม่ลืมว่า ในช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบข้อซักถามจากสื่อมวลชนในปัญหาการทุจริตของโครงการรับจำนำข้าว รวมถึงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ไว้น้อยมาก แม้แต่การตอบกระทู้ถามจาก ส.ส. หรือ ส.ว. ในสภา ก็ส่งตัวแทนจากรัฐมนตรีที่ประจำกระทรวงพาณิชย์มาตอบแทบทุกครั้ง

แต่คราวนี้ต้องตอบเองทุกคำถาม !

ทว่าคำถามที่ฝ่ายอัยการวางไว้ประมาณ 165 คำถาม ได้ถูกตัดลงเนื่องจากบางคำถามเป็นคำถามทางการเมือง หรือคำถามที่ชี้นำในข้อกฏหมาย หรือความเห็น จึงเหลือคำถามที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องตอบอยู่ประมาณไม่ถึง 100 คำถาม

เพื่อให้เห็นภาพ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รวบรวมท่วงท่า-ลีลาของ ‘นารีขี่ม้าขาว’ ชี้แจงคดีจำนำข้าวสรุปได้ดังนี้

เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. เท้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ แตะศาลฎีกาฯ ท่ามกลางมวลชนที่มีจำนวนมากกว่าทุกครั้ง มอบกุหลาบและส่งเสียงเชียร์อยู่ไม่ขาดสาย ทั้งนี้ก่อนเข้าห้องพิจารณาไต่สวนในศาลฯ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อที่มารอทำข่าวทำนองว่า มั่นใจในการชี้แจงอย่างเต็มที่

หลังจากนั้นเมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. องค์คณะผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังก์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้แถลงเปิดคดี โดยเน้นย้ำถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และการช่วยเหลือชาวนา รวมถึงเป็นนโยบายที่แถลงไว้กับรัฐสภา จึงไม่สามารถยกเลิกได้ ส่งผลให้มีชาวบ้านบางรายที่เข้านั่งฟังด้วยถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความปิติ

ต่อมาเวลาประมาณ 10.30 น. ถึงเวลาฝ่ายอัยการได้ซัก โดยคราวนี้มีนายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน สำนักงาน อสส. ในฐานะหัวหน้าทีมฝ่ายอัยการฟ้องคดีนี้ เป็นผู้ซักถามด้วยตนเองประมาณ 20 คำถาม ซึ่งคำถามส่วนใหญ่ คือการจี้แสดงให้เห็นถึงตัวเลขความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว และทำไมถึงไม่ยกเลิกโครงการนี้

อย่างไรก็ดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบทำนองว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และเป็นไปตามที่ พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ดังนั้นหากจะยกเลิก ต้องเป็นโครงการที่ขัดกับนโยบายที่แถลงไว้กับรัฐสภา และมติคณะรัฐมนตรี แต่โครงการรับจำนำข้าวไม่ได้ขัดหลักเกณฑ์ดังกล่าวแต่อย่างใด

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยืนยันต่อทำนองว่า โครงการนี้ทำขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของชาวนา และเป็นโครงการสาธารณะ ไม่ควรมองเรื่องกำไรหรือขาดทุน แต่ให้มองความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่ประเทศจะได้รับ ชาวนาก็ได้ประโยชน์ เพราะมีการเบิกจ่ายเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นจำนวนมาก ทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้มากขึ้นด้วย

ส่วนประเด็นการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวสมัย น.ส.สุภา ปิยะจิตติ เป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง ที่พบตัวเลขความเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาทนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ขอยอมรับตัวเลขเหล่านั้น เพราะการตรวจสอบข้อมูลยังไม่ครบถ้วน และยังไม่มีข้อสรุป

หลังจากนั้นศาลฯได้พักการไต่สวนไว้ก่อนในช่วงเวลาประมาณ 12.00 น. ก่อนที่จะกลับมาไต่สวนอีกครั้งในช่วงเวลา 13.00 น. โดยคราวนี้ได้เปลี่ยนตัวอัยการคนซักถาม และข้อซักถามในช่วงบ่ายนี้ ต่างมุ่งเน้นไปที่ตัวเลขความเสียหายของโครงการ และหน่วยงานใดจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

โดยในช่วงนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกซักอย่างต่อเนื่อง และเริ่มอึกอัก ส่งผลให้ต้องขอความเป็นธรรมกับฝ่ายอัยการว่า เรื่องตัวเลขเหล่านี้ ขอให้ถามอย่างช้า ๆ เนื่องจากเรื่องเหล่านี้ต้องระมัดระวังในการตอบ เพราะการขึ้นศาลครั้งนี้ก็เหมือนกับการเดิมพันด้วยชีวิต

ก่อนที่จะตอบทำนองว่า หน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบคือสำนักบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลชุดก่อน หรือชุดที่ตนนายกรัฐมนตรี ก็ให้สำนักบริหารหนี้ฯ เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด

อย่างไรก็ดีในช่วงบ่าย มีบางคำถามของฝ่ายอัยการที่พยายามจะกดดันหรือจี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้ตอบในลักษณะ ‘ใช่-ไม่ใช่’ ซึ่งในส่วนนี้ศาลฯมองว่า เป็นคำถามในลักษณะชี้นำในทางข้อกฎหมาย หรือเป็นความเห็น ซึ่งคดีนี้เกิดขึ้นจากความเห็นต่าง ไม่อย่างนั้นคงไม่มีการฟ้องร้อง ดังนั้นขอให้ฝ่ายอัยการถามในเรื่องข้อเท็จจริง ส่วนเรื่องข้อกฎหมาย ศาลฯจะเป็นผู้พิจารณาเอง ขณะที่บางคำถามมีลักษณะเป็นทางการเมือง ศาลฯไม่อนุญาตให้ถามแต่อย่างใด

ทั้งนี้มีบางข้อซักถามของอัยการที่พุ่งเป้าไปถึงประเด็นปัญหาทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว โครงการระบายข้าวจีทูจี และโครงการระบายข้าวถุง เช่น ที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือการตั้งกระทู้ถามในสภา กรณีโครงการระบายข้าวจีทูจี ที่ปรากฏชื่อของ ‘เสี่ยเปี๋ยง’ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร อดีตพ่อค้าข้าวชื่อดัง และบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบหรือไม่ รวมถึงกรณี พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ (นายบุญทรง) ที่เคยเป็นกรรมการบริษัท สยามรักษ์ จำกัด ที่ถูกตั้งกระทู้ถามพัวพันกับการนำข้าวมาขายต่อให้เอกชน ในโครงการข้าวถุง ในประเด็นเหล่านี้ ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงหรือไม่

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบข้อซักถามดังกล่าวคล้าย ๆ กัน ทำนองว่า ภายหลังเกิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือการตั้งกระทู้ถามในสภา ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง รวมถึงตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ (ขณะนั้น) ให้เป็นประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงอีกชุดหนึ่ง แต่จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของทั้ง 2 ชุดแล้ว ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ซึ่งคณะกรรมการสอบฯที่ตั้งขึ้น ล้วนเป็นข้าราชการ ดังนั้นจึงต้องเชื่อไว้ก่อน ในเมื่อไม่พบความผิดปกติ แล้วจะไปสอบคนที่ถูกกล่าวหาเลยก็คงไม่ได้

“สำหรับ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ ดิฉันไม่เคยรู้จัก แต่เป็นเรื่องที่ รมว.พาณิชย์ นำเสนอมาให้แต่งตั้งเป็นเลขานุการ จึงดำเนินการไปตามที่ รมว.พาณิชย์ เสนอ”

นอกจากนี้ฝ่ายอัยการได้เปิดรูป ‘เสี่ยเปี๋ยง’ ที่ถ่ายคู่กับนายทักษิณ ชินวัตร ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ดู พร้อมถามว่า รู้จักกับ ‘เสี่ยเปี๋ยง’ มาก่อนหรือไม่ แต่ประเด็นนี้ ศาลฯได้ทักท้วง เนื่องจากในภาพไม่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่อย่างใด ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยืนยันว่า ไม่เคยรู้จักกับ ‘เสี่ยเปี๋ยง’ มาก่อน

สำหรับข้อซักถามเกี่ยวกับตั้งข้อสังเกตเรื่องความไม่โปร่งใส และการทุจริตในโครงการดังกล่าวนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ มักตอบทำนองว่า เป็นปัญหาของฝ่ายปฏิบัติ ได้สั่งการให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว เกือบทุกครั้งด้วย

ขณะเดียวกันฝ่ายอัยการได้ซักถึงกรณีการปกปิดไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลในโครงการรับจำนำข้าวต่อสาธารณชนด้วย โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบทำนองว่า เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรี มีกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร้องขอมา เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การเปิดเผยข้อมูลอาจเป็นการสร้างอำนาจการซื้อขายต่อรองราคาได้ จึงมีมติคณะรัฐมนตรีไปตามนั้น แต่ยืนยันว่าตนไม่เคยสั่งการให้ปกปิดข้อมูล

ทั้งหมดคือท่วงท่า-ลีลาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ตอบข้อซักถามอัยการในประเด็นหลักคือ รู้เรื่องการทุจริตมาก่อนหรือไม่ ทำไมถึงไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการ

ท้ายสุดจะมีน้ำหนักช่วยทำให้ตัวเองรอดพ้นคดีความได้หรือไม่ ต้องรอศาลฯพิจารณาไต่สวนกันต่อไป !

Offline

#1133 September 9, 2016 11:25 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://news.voicetv.co.th/thailand/409824.html

มติ ปปง. สั่งยึดทรัพย์คดีขายข้าวจีทูจี 7พันล้านบาท

by นิติธร สุรบัณฑิต
9 กันยายน 2559

552737.jpg

ที่ประชุมคณะคณะกรรมการธุรกรรม ของปปง. มีมติให้ยึดทรัพย์และอายัดทรัพย์สินของกลุ่มบริษัทและบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีขายข้าวแบบจีทูจีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 7,000 ล้านบาท

9 ก.ย.59 พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (เลขาธิการ ปปง.) แถลงว่า ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวกรวม 21 คน กระทำความผิดด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำงานโดยช่วยเหลือมุ่งหมาย และเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท ไม่ต้องแข่งขันราคากับผู้เสนอรายอื่น แล้วนำข้าวที่ซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาขายในประเทศ หรือต่ำกว่าราคาที่รับจำนำ นำไปขายต่อให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศ หรือนำไปให้บริษัท สยามอินดิก้า นำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมการค้าต่างประเทศและประเทศชาติ คิดเป็นมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท อันเป็นความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

จากการรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบธุรกรรมการทางการเงินดังกล่าว พบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์ทุจริตโดยการปลอมสัญญาให้ดูเสมือนมีการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐจริง รวมถึงการตรวจพบการได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดกับการทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทั้งกลุ่มบริษัทสยามอินดิก้า , บริษัท สิราลัย ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทกีธา และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง

สำนักงาน ปปง. ตรวจสอบทรัพย์สินของกลุ่มผู้กระทำความผิดดังกล่าว พบว่า ทรัพย์สินดังกล่าวมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าได้มาจากการกระทำความผิดและเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

พล.ต.อ.ชัยยะ กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ได้มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของกลุ่มบริษัทสยามอินดิก้า , บริษัท สิราลัย และบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ นายอภิชาต เป็นเงินฝากในบัญชีธนาคารจำนวน 51 บัญชี มูลค่าประมาณ 921 ล้านบาท และที่ดินในกรุงเทพมหานคร ลำพูน ภูเก็ต พังงา พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง จำนวน 611 รายการ มูลค่าประมาณ 5,970 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 662 รายการ มูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนักการเมืองและข้าราชการ 6 คนที่จะถูกบังคับทางปกครองชดใช้ค่าเสียหายจากการขายข้าวจีทูจี มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ได้แก่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ

ส่วนนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ “เสี่ยเปี๋ยง” อดีตพ่อค้าข้าวชื่อดังของประเทศไทย ผู้ก่อตั้งบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด หนึ่งในจำเลยคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่ เรือนจำกลางสมุทรปราการ

Offline

#1134 September 9, 2016 12:53 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 751

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ขอบคุณคุณLinc49 ที่กรุณานำรายละเอียดคดีจำนำข้าวสมัยพรรคเพื่อไทยโดยน.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ ออกมาตีแผ่
เห็นตัวเลขกว่า$15 billion(ประมาณเอาขั้นต่ำสุด) และกรรมวิธีเอาข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเช่นจากพม่า และเขมรด้วยแล้ว
ยอมรับว่าขนหัวลุก ทำให้หมดหวังที่จะเห็นระบอบประชาธิปไตยแบบมีพรรคของไทย ที่เจ้าของพรรคส่วนใหญ่เป็น
นักธุระกิจและผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังกันทั้งนั้น ว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆแม้ท่านภูมีัต้องจากไปแล้วคงไปไม่รอด
และคงไม่มีอนาคตแน่ เพราะคอร์รัปชั่นเป็นมะเร็งอยู่ในสายเลือดทุกอณูของเซลล์ในร่างกายเสียแล้ว คนไข้ต้องได้รับ
การทำคีโมธืราปี้(chemotherapy)ซึ่งจะตัองเสี่ยงให้ความแรงของยาทำการฆ่าเซลล์มะเร็ง และในขณะเดียวกันก็ฆ่า
เซลล์ส่วนดี(ชีวิต) ในเวลาเดียวกัน ร่างกายคนไข้ก็เหมือนถูกฆ่าไปด้วย ผมเผ้าจะหลุดหมด ร่างกายอ่อนเพลียจนใกล้
จะสิ้นลม หวังกำลังใจที่เป็นความหวังที่เหลืออย่างเดีบว  ว่าเมื่อฆ่าพวกเชื้อร้ายทั้งหลายราบคาบแล้ว และชีวิตใหม่
จะเริ่มจุติขึ้นมาได้อีก และมีชีวิตที่สมบูรณ์ปกติเช่นเคยอีกครั้ง
ส่วนพวกนักต่อสู้นอกประเทศที่พยายามดันการปฏิวัติสู่สาธารณะรัฐแบบเมกา ซึ่งพรรคการเมืองเป็นของสาธารณะ สับเปลี่ยนการบริหารในพรรค
กันทุก2-4ปี ไม่มีใครเป็นเจ้าของพรรคและทุกคนเป็นเจ้าของพรรคนั้น นักปฏิวัติที่พยายามนำประเทศสู่อุดมการณ์ยูโทเปีย(Utopia)อันเป็นความหวังอันสูงสุด
ที่ใครก็ไฝ่ฝันถึง...ก็ช่างอ่อนแอ เปรียบเป็นเด็กเตาะแตะ(toddler)เพิ่งหัดเดิน และเป็นผู้หญิงเสียด้วย ในที่สุดก็ถูกครอบงำล้อมกรอบ
เป็นเหยื่อต่อนักการเมืองรุ่นเก่าเก๋ากึ๊กเขี้ยวลากดิน และตกเป็นเครื่องมือของอดีตระบบพรรคอย่างหมดทางสู้
การต่อสู้ในศาลคดีจำนำข้าวจะออกมาอย่างไรช่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง แต่บุคคลที่เกี่ยวข้องของพรรคเพื่อไทยคงโดนกวาด
ต้อนเข้าคุกทั้งเล้า แต่ที่สลดใจอย่างมากคือผู้ที่กำลังต่อสู้เพื่อเป็นสาธารณะรัฐนอกประเทศเพียงจำนวนคนสองคนก็กำลังจะจม
น้ำตาย..แสนเสียดายและสลดใจยิ่ง คนไทยยังมองไม่เห็นแสงริบหรี่ที่จะนำไปสู่ความศิวิลัยได้เลย ในเมื่อพวกโหมโฆษณาทั้ง
ในและนอกประเทศถูกครอบงำบัญชาการต่อสู้โดยพรรคเพื่อไทย และตระกูลชินวัตรผูกขาดเหมือนเดิม  ทุกคนจำต้องสู้เพื่อทักษิณ
ชินวัตรเท่านั้น ผู้ฟังในประเทศคงออกไปลุกขึ้นสู้...ไปตายเพื่อเขาอีกเช่นเคยเหมือนเดิม
ได้แต่หวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง และมีอุบัติเหตุทางการเมือง จนพวกสู้เพื่อสาธารณะรัฐได้กล้ารวมตัวกัน สลัดทุกแอกออกไปได้ในที่สุด

"...น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยืนยันต่อทำนองว่า โครงการนี้ทำขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของชาวนา และเป็นโครงการสาธารณะ ไม่ควรมองเรื่องกำไรหรือขาดทุน แต่ให้มองความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่ประเทศจะได้รับ ชาวนาก็ได้ประโยชน์ เพราะมีการเบิกจ่ายเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นจำนวนมาก ทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้มากขึ้นด้วย..."

ขอศาลสูงมีใจเป็นธรรมในการพิจารณาคดีนี้ ประชามติควรจะมีส่วนต้ดสินด้วย


คนไทยกำลังรอ...เจ้าคะ

Last edited by amdang (September 9, 2016 8:04 PM)

Offline

#1135 September 15, 2016 10:39 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ยิ่งลักษณ์ ไม่น่าจะรอด เพราะใช้ corruption agent "เสี่ยเปี๋ยง" คนสนิท "แม้ว" ในการค้าข้าวแบบ G to G (ไม่ใช่ government to
government แต่แหกตา กลายเป็น โกง กับ โกง..ถ้าขายได้ 5 ล้านตัน กำไรจากส่วนต่าง ตันละ 4,000 บาทโดยเฉลี่ย จะอยู่ที่กำไรรวม  20,000 ล้านบาท เป็นเงินที่ได้ในการคอรัปชั่นครั้งนี้เฉพาะ G to G) ที่ติดคดีมาก่อนหน้าแล้ว

http://www.isranews.org/isranews-scoop/ … man01.html

ชะตากรรม "เสี่ยเปี๋ยง" คนสนิท "แม้ว" หลังเจอโทษคุก 6 ปี คดียักยอกข้าว!

วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน 2557

"..นี่ คือ ข้อมูลเกี่ยวกับคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับ นายอภิชาติ และบริษัทเพรสซิเด้นท์ รวมถึงบริษัทสยามอินดิก้า และลูกน้องคนใกล้ชิดโดยตรง ที่รออยู่ หลังศาลแขวงสมุทรปราการ มีคำพิพากษา ลงโทษจำคุกสำนวนละ 3 ปี ปรับบริษัทสำนวนละ 6 พันบาท รวมจำคุก 6 ปี ปรับรวม 12,000 บาท ไปแล้ว.."

srewwwpang.jpg

ชื่อของ "นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร" หรือ "เสี่ยเปี๋ยง" กลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง!

หลังจากเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา ศาลแขวงสมุทรปราการ มีคำพิพากษาในคดีที่สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้อง บริษัทเพรสซิเด้นท์อะกริ จำกัด กับ นายอภิชาติ เป็นจำเลยฐานยักยอกข้าวกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องส่งไปขายอิหร่าน 2 หมื่นตัน มูลค่า 200 ล้านบาท

โดยมีข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยทั้งสอง รับข้าวจากกระทรวงพาณิชย์ไว้ในครอบครองเพื่อเอาไปปรับปรุงข้าว แล้วมีเจตนาทุจริตเบียดบังทรัพย์เป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต เพราะช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยได้ขายข้าวจำนวน 2 หมื่นตัน ไปให้ประเทศอื่นในนามของบริษัท จึงเป็นการผิดสัญญากับรัฐ จึงเป็นความผิดยักยอกทรัพย์ รวม 2 สำนวน ลงโทษจำคุกสำนวนละ 3 ปี ปรับบริษัทสำนวนละ 6 พันบาท รวมจำคุก 6 ปี ปรับรวม 12,000 บาท

เบื้องต้น หลังคำพิพากษา นายอภิชาติ ได้ขอยื่นประกันตัวต่อศาลออกไปพร้อมยื่นอุทธรณ์ต่อไปทันที

คำถามที่น่าสนใจ หลังจากคำพิพากษาคดีข้าวที่ออกมาครั้งนี้ คือ นายอภิชาติ หรือ "เสี่ยเปี๋ยง" ยังมีคดีความอะไรสำคัญรออยู่อีกหรือไม่ 
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูล และนำมาไล่เลี่ยงให้เห็นภาพชัดเจนดังนี้

เริ่มจากในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นอกเหนือจากปัญหาคดีความที่เกี่ยวข้องเรื่องข้าว (ศาลแขวงสมุทรปราการเพิ่งมีคำพิพากษาออกมาเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.) หลังบริษัทเพรสซิเดนท์ฯ ถูกระบุว่าเป็นเอกชนที่ผูกขาดการรับซื้อข้าวจากรัฐบาลเพียงรายเดียวในยุคนี้แล้ว

@ คดีความที่เหลืออยู่

1. นายอภิชาติ หรือ เสี่ยเปี๋ยง และบริษัทเพรสซิเดนท์ฯ ปรากฎรายชื่ออยู่ในสำนวนการสอบสวนคดีบ้านเอื้ออาทร ของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ช่วงหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. ที่ คสต.ส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบสวนต่อ ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีเรียกรับเงินผู้ประกอบการเอกชนในโครงการบ้านเอื้ออาทร

โดยรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ 7 รายประกอบไปด้วย 1. นายวัฒนา เมืองสุข 2.นายพรพรหม วงศ์วิทัศน์ 3.นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ส.ส.กทม. 4.นายอภิชาติ จันสกุลพร กรรมการผู้จัดการบริษัทเพรสซิเดนท์ ฯ 5.น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง 6.น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว และ 7.บริษัท เพรซิเดนท์ฯ

2. นอกจากนี้ คตส. ยังได้แยกสำนวนการสวนสอบคดีนี้ในกรณีการฟอกเงิน ส่งเรื่องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปตรวจสอบ ความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หลังตรวจพบหลักฐานการกระทำผิดฐานฟอกเงิน ปกปิดอำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มา แหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน ตามมาตรา 3 และ 5 (2)

โดยปรากฏรายชื่อบริษัท เพรซิเด้นท์ ฯ นายอภิชาต พร้อมด้วยพนักงานบริษัทเพรซิเด้นท์ฯ อาทิ นายสุจิต สวนโสกเชือก น.ส.รุ่งเรือง ขุนปัญญา น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว ร่วมอยู่ด้วย

3. ขณะที่ บริษัทเพรซิเดนท์ฯ ตกเป็นหนี้ธนาคาร 8 แห่งเป็นเงินกว่า 12,000 ล้านบาท และมีการแจ้งความดำเนินคดีต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ฐานฉ้อโกงทรัพย์

ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 พ.ค.54 ที่ผ่านมา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จากลงประกาศเรื่อง คำพิพากษาให้ล้มละลาย และกำหนดนัดไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผย ตามคดีหมายเลขแดงที่ ล. 18747/2552 ระบุว่า ศาลล้มละลายกลาง ได้พิพากษาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2553 ให้บริษัท เพรซิเดนท์ฯ และ นายอภิชาติ ลูกหนี้ ล้มละลาย
จากการที่ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้ลูกหนี้ล้มละลายและศาลมีคำสั่งลงวันที่ 8 ตุลาคม 2552 ให้พิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร ลูกหนี้ไว้เด็ดขาด ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พุทธศักราช 2483

หลังสิ้นสุดยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ความเคลื่อนไหวของ นายอภิชาติ หรือ เสี่ยเปี๋ยง ก็เงียบหายไป

จนกระทั่งก้าวเข้าสู่ยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชื่อของนายอภิชาติ หรือ เสี่ยเปี๋ยง กลับมาผงาดและอยู่ในความสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะคนในวงการค้าข้าว

apichat3.jpg

เมื่อบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ปรากฎรายชื่อเป็นผู้ชนะการประมูลรับปรุงคุณภาพข้าวสารส่งมอบองค์การสำรองอาหารแห่งประเทศอินโดนีเซีย (บูล็อก) จำนวน 300,000 ตัน ของ องค์การคลังสินค้า (อคส.) รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงพาณิชย์

พร้อมเสียงครหาว่า ได้รับการเอื้อประโยชน์ เนื่องจากการประมูลงานนี้ คนวงการค้าข้าวส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้อย่างกว้างขวาง จึงทำให้มีบริษัทยื่นซองประมูลเพียง 2 บริษัทเท่านั้นคือ บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด กับบริษัท นครสวรรค์ค้าข้าว จำกัด และเมื่อนับจากวันประกาศประมูลรวมระยะเวลาไม่ถึง 10 วัน อคส.ก็ประกาศบริษัทชนะประมูลคือบริษัท สยามอินดิก้า

 

ขณะที่บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ถูกตรวจสอบพบว่า มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัดเนื่องจากกรรมการและผู้ถือหุ้นหลายคน ในบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เคยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง มาก่อน

อาทิ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร อดีตกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำนวน 43,739,000 หุ้น เป็นอดีตผู้ก่อตั้ง กรรมการ และผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด จำนวน 232,560 หุ้น

นายอนุ จารุศิลาวงศ์ และนางสาวเรืองวัน เลิศศลารักษ์ เคยถือหุ้นในบริษัท บริษัท เพรซิเดนท์ เกรนไซโล จำกัด ในเครือ บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง ก่อนจะเข้ามาถือหุ้นในบริษัท สยามอินดิก้า

หลังจากนั้น ไม่นานความไม่ชอบมาพากล ในการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ  ถูกเปิดประเด็นขึ้นมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ของนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงปลายปี 2555

มีการตรวจสอบพบพิรุธในการขายข้าวจำนวน 7.32 ล้านตัน ให้กับบริษัทต่างประเทศในรูปแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี โดยบริษัทจากจีนชื่อ “GSSG IMP AND EXPORT CORP” อยู่ที่เมืองกวางเจา เข้ามาทำสัญญาค้าข้าวกับกรมการค้าต่างประเทศ 5 ล้านตัน

แต่ปรากฎว่าผู้ที่มีอำนาจของบริษัท คือ "นายรัฐนิธ โสติกุล" และมอบอำนาจให้นายนิมล รักดี ชาว อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร เป็นผู้ดำเนินการแทน
จากการตรวจสอบพบว่านายรัฐนิธ มีชื่อเล่นว่า “ปาล์ม” อายุ 32 ปี เพิ่งผ่านการเรียนหลักสูตรวุฒิบัตรผู้ช่วยและผู้ปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภารุ่นที่ 6 รวมทั้งเป็นนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า และเป็นผู้ช่วยส.ส.ในลำดับที่ 3 ของนางรพิพรรณ พงษ์เรืองรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (ภรรยานายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง)

เมื่อตรวจสอบบัญชีธนาคารของนายรัฐนิธ พบว่า มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงแค่ 64.63 บาท ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับผู้มีอำนาจติดต่อซื้อขายข้าวกับรัฐบาลไทย

ส่วนนายนิมล รักดี ปรากฏข้อมูลว่า มีชื่อในวงการว่า "เสี่ยโจว" เป็นมือขวา“เสี่ยเปี๋ยง” หรือนายอภิชาติ

นอกจากนี้ นายนิมล เคยถูกป.ป.ช.ชี้มูลการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ในนามบริษัทเพรสซิเด้นท์ อะกริเทรดดิ้ง สมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งการอ้างว่า ขายข้าวแบบจีทูจี ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการประมูลให้ได้ราคาพิเศษ ไม่มีการระบายข้าวจริง เป็นการตั้งบริษัทผีมารับข้าว เพื่อนำข้าวไปเร่ขายให้กับโรงสี อาจจะได้ส่วนต่างสูง ตันละ 3,000 บาท บางล๊อตสูงถึง 5,000 บาท

ปัจจุบัน ป.ป.ช. ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุไต่สวนคดีข้าวในโครงการรับจำนำของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์  จำนวน 4 คดี หลัก คือ 1. คดีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี 2. คดีการปรับปรุงคุณภาพข้าวสารส่งมอบองค์การสำรองอาหารแห่งประเทศอินโดนีเซีย (บูล็อก) จำนวน 300,000 ตัน ของ องค์การคลังสินค้า (อคส.)  3. คดีปล่อยปละละเลยการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์  และ 4. คดีตรวจสอบทรัพย์สิน 5 รัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว

ในจำนวนนี้ มี 1 คดี ที่ปรากฎชื่อ นายอภิชาติ เข้าไปมีส่วนกี่ยวข้องอย่างชัดเจน คือ คดีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี รวมถึงกรรมการบริษัทสยามอินดิก้า

ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด!

(อ่านประกอบ : เช็คชื่อเอกชน 91 ราย ในบัญชีแจ้งข้อกล่าวหา ป.ป.ช. คดีระบายข้าวจีทูจี!)

เนื่องจากคณะอนุไต่สวนฯ คดีนี้ได้รับหลักฐานสำคัญเป็นแคชเชียร์เช็คจำนวนหลายพันใบ ที่สั่งจ่ายให้กับกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อชำระเป็นค่าข้าวในสต๊อกรัฐบาล ซึ่งอ้างว่าเป็นการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)

โดยจากการประสานงานขอข้อมูลไปยังธนาคารที่ออกแคชเชียร์เช็คเหล่านี้ทุกแห่ง คณะอนุไต่สวนฯ ได้รับการยืนยันว่าเป็นการสั่งจ่ายโดยบริษัทค้าข้าวในประเทศไทย

ไม่ได้สั่งจ่ายจากบริษัทเอกชนสองรายจากจีน ที่ระบุว่าเข้ามาทำสัญญาซื้อขายข้าวกับไทยในรูปแบบจีทูจี ตามที่มีการ กล่าวอ้างแต่อย่างใด

ขณะที่จากการเชิญตัวแทนบริษัทค้าข้าว ที่ปรากฎว่ามาเป็นผู้จ่ายเช็ค มาให้ปากคำ คณะอนุไต่สวนฯ ได้รับการยืนยันข้อมูลตรงกันว่า ได้ซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาลจริง
โดยกระบวนการที่เกิดขึ้น บริษัทเหล่านี้อ้างว่า จะต้องติดต่อซื้อข้าวผ่าน "บริษัทสยามอินดิก้า" ก่อน แต่ถ้าจะขนข้าวได้จะต้องสั่งจ่ายแคชเชียร์เช็คให้กรมการค้าต่างประเทศ
ส่วนคดีการปรับปรุงคุณภาพข้าวสารส่งมอบองค์การสำรองอาหารแห่งประเทศอินโดนีเซีย (บูล็อก) จำนวน 300,000 ตัน ของ อคส. บริษัทสยามอินดิก้า ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ นายอภิชาติ ยังปรากฎรายชื่อเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรียกเข้าไปรายงานตัวหลังการรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ อีกด้วย   

ทั้งหมดนี่ คือ ข้อมูลเกี่ยวกับคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับ นายอภิชาติ และบริษัทเพรสซิเด้นท์ รวมถึงบริษัทสยามอินดิก้า และลูกน้องคนใกล้ชิดโดยตรง ที่รออยู่

หลังศาลแขวงสมุทรปราการ มีคำพิพากษา ลงโทษจำคุกสำนวนละ 3 ปี ปรับบริษัทสำนวนละ 6 พันบาท รวมจำคุก 6 ปี ปรับรวม 12,000 บาท ไปแล้ว จากคดียักยอกข้าวกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องส่งไปขายอิหร่าน 2 หมื่นตัน มูลค่า 200 ล้านบาท ตามที่ปรากฎเป็นข่าวดังไปแล้ว

ส่วน นายอภิชาติ จะหาทางรอดพ้นจาก "วิบากกรรม" ที่เผชิญอยู่ และกลับมายิ่งใหญ่ในวงการค้าข้าวเมืองไทยได้อีกหรือไม่

คนในวงการข้าวหลายคนฟันธงตรงกันว่า "No way" "ไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้ว"

เพราะชะตากรรม "เสี่ยเปี๋ยง หรือ นายอภิชาติ" คนสนิท "พ.ต.ท.ทักษิณ" ณ วันนี้ บอกได้คำเดียวว่า "น่ากลัว" เป็นอย่างยิ่ง! 

Offline

#1136 September 15, 2016 11:53 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

* "หลักฐาน"เชิงประจักษ์ " !!??  ....ค้นพบมาตั้งแต่ ....28 ธันวาคม 2556 ตามรายงานข่าว

http://www.isranews.org/component/conte … 26171.html

รวมมิตร "หลักฐาน"เชิงประจักษ์ "มัด ระบายข้าวรับจำนำรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์"

วันเสาร์ ที่ 28 ธันวาคม 2556 เวลา 20:00 น.

รวมมิตร "หลักฐาน"เชิงประจักษ์ "มัด"ระบายข้าวรับจำนำรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์"  ทั้งในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) -ในประเทศ-ข้าวถุงราคาถูก" ก่อน ป.ป.ช. เตรียมสรุปผลสอบช่วงต้นปี 57

yutrrrr29-12-13.jpg

คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าในรอบหนึ่งปี ที่ผ่านมา "โครงการรับจำนำข้าว" หนึ่งในโครงการประชานิยมของ รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นโครงการที่ถูกกล่าวถึงอย่างมาก

โดยเฉพาะเรื่องปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ในขั้นตอนการระบายข้าว ในสต๊อกรัฐบาล ที่ได้รับมาจากโครงการรับจำนำ?

ทั้งนี้ หากจะจำแนกข้อมูลและหลักฐาน "เชิงประจักษ์" ที่แสดงความไม่ชอบมาพากล ที่เกิดขึ้นในการระบายข้าว ในช่วงที่ผ่านมา พบว่า มีอยู่ 3 ส่วนหลัก คือ 1.การระบายข้าวแบบรัฐต่อ รัฐ (จีทูจี) 2. การระบายข้าวในประเทศ และ3. การระบายข้าวถุงราคาถูก ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ได้นำข้อมูลและหลักฐานต่างๆ มาจัดเป็นระบบเพื่อนำำเสนอให้สาธารณชน ได้พิจารณากันอีกครั้ง ดังนี้

@ การระบายข้าวแบบรัฐต่อ รัฐ (จีทูจี)

ข้อมูลและหลักฐานความไม่ชอบมาพากลเรื่องนี้ ถูกเปิดประเด็นขึ้นมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ของนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงปลายปี 2555

โดยมีไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การตรวจสอบพบพิรุธในการขายข้าวจำนวน 7.32 ล้านตัน ให้กับบริษัทต่างประเทศในรูปแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี  โดยบริษัทจากจีนชื่อ “GSSG IMP AND EXPORT CORP” อยู่ที่เมืองกวางเจา เข้ามาทำสัญญาค้าข้าวกับกรมการค้าต่างประเทศ 5 ล้านตัน

แต่ปรากฎว่าผู้ที่มีอำนาจของบริษัท คือ "นายรัฐนิธ โสติกุล" และมอบอำนาจให้นายนิมล รักดี ชาว อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร เป็นผู้ดำเนินการแทน

จากการตรวจสอบพบว่านายรัฐนิธ มีชื่อเล่นว่า “ปาล์ม” อายุ 32 ปี เพิ่งผ่านการเรียนหลักสูตรวุฒิบัตรผู้ช่วยและผู้ปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภารุ่นที่ 6 รวมทั้งเป็นนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า และเป็นผู้ช่วยส.ส.ในลำดับที่ 3 ของนางรพิพรรณ พงษ์เรืองรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (ภรรยานายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง)

เมื่อตรวจสอบบัญชีธนาคารของนายรัฐนิธ พบว่า มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงแค่ 64.63 บาท  ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับผู้มีอำนาจติดต่อซื้อขายข้าวกับรัฐบาลไทย

saim-indika-21.jpg

ส่วนนายนิมล รักดี ปรากฏข้อมูลว่า มีชื่อในวงการว่า "เสี่ยโจว" เป็นมือขวา“เสี่ยเปี๋ยง” หรือนายอภิชาติ จันทร์สกุลพรเจ้าของบริษัทเพรสซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งผูกขาดการซื้อข้าวจากโครงการรับจำนำข้าว ในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ นายนิมล เคยถูกป.ป.ช.ชี้มูลการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ในนามบริษัทเพรสซิเด้นท์ อะกริเทรดดิ้ง สมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งการอ้างว่า ขายข้าวแบบจีทูจี ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการประมูลให้ได้ราคาพิเศษ ไม่มีการระบายข้าวจริง เป็นการตั้งบริษัทผีมารับข้าว เพื่อนำข้าวไปเร่ขายให้กับโรงสี อาจจะได้ส่วนต่างสูง ตันละ 3,000 บาท บางล๊อตสูงถึง 5,000 บาท

นายแพทย์วรงค์ ระบุว่า "ในการตรวจสอบข้อมูลเรื่องนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ มีคนส่งข้อมูลเป็นบัญชีข้าวของรัฐบาลมาให้ดู เป็นบัญชีออมทรัพย์ของกรมการค้าต่างประเทศ เลข 385009504-5 ซึ่งข้อมูลช่วงวันที่ 28 กันยายน- 15 ตุลาคม ที่รัฐบาลคุยโวว่า จะมีการขายข้าวแต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ พบว่ามีการถอนเงินจากธนาคารใหญ่ในหลายลักษณะ ทั้ง แคชเชียร์เช็ค การถอนเงิน หรือการโอนเงินจากธนาคารใหญ่"

“หากเป็นการค้าแบบจีทูจี จะต้องมีการเปิดแอล/ซี แต่ครั้งนี้กลับไม่พบว่ามีการเปิดแอล/ซี แสดงว่าไม่มีการค้าข้าวให้ต่างประเทศจริง แต่กลับมีเงินหมุนเวียนจากธนาคารใหญ่ เช่น มีการโอนเงิน รวม 72 รายการ จากธนาคารใหญ่ 4 แห่งในประเทศไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกร และธนาคารไทยพาณิชย์ รวมเป็นมูลค่า 4,960 ล้านบาท และมีการถอนเงินออกจากบัญชีกรมการค้าต่างประเทศ 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 4,200 ล้านบาท”

เมื่อไม่มีการค้าข้าวแบบจีทูจีจริง แต่รัฐบาลกลับเปิดโอกาสให้บริษัทสยามอินดิก้า เอาข้าวของรัฐบาลไปเร่ขายให้กับโรงสี ในลักษณะของไปเงินมา มีการพบแคชเชียร์เชค ออกในนามของ นายสมคิด เรือนสุภา ที่ซื้อแคชเชียร์เชค จำนวนกว่า 500 ล้านบาท

และเมื่อตรวจสอบที่อยู่ของนายสมคิด ตามที่แจ้งที่อยู่เลขที่ 191 ซอยดำเนินกลาง เขตพระนคร พบว่า ไม่มีสภาพเป็นบ้านของพ่อค้าข้าวรายใหญ่ และจากการสอบถามประชาชนบ้านใกล้เคียงทราบว่า นายสมคิด ได้ย้ายไปอยู่บ้านของภรรยา ที่เขตบางแค

ตรวจสอบพบว่าเป็นเพียงบ้านไม้ 2 ชั้น ตั้งอยู่ริมคลอง เมื่อตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่า สมคิด เป็นคนของบริษัทสยามอินดิก้า

เพราะนายสมคิด ได้รับมอบอำนาจจากเสี่ยเปี่ยง ไปจดทะเบียนตั้งบริษัทสยามอินดิก้า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547

เมื่อตามไปตรวจสอบข้อมูลต่อ พบข้อมูลบัญชีธนาคารกสิกรไทย เลขที่ 001-0-03796-9 โดยบัญชีดังกล่าวมีผู้มีอำนาจลงนาม จำนวน 5 คน อาทิ นิมล เรืองวัน กฤษณา

นอกจากนั้นยังมีชื่อของนางเรืองวัน เปิดบัญชีไว้กว่า 100 บัญชีและมีการตั้งกองทุนชื่อว่า KTAM เพื่อไว้ซุกเงิน ลักษณะที่ตรวจพบว่า เมื่อมีการโอนเงินมาช่วงเช้า แล้วช่วงบ่ายก็มีการถอนเงินออกจากบัญชีทั้งหมดในรูปแบบของเงินสด ตามที่ผมได้ข้อมูล คือ บัญชีนิมล พบว่ามีการโอนจากธนาคารกสิกร ไป ธนาคารกรุงไทย หลายรายการ ได้แก่ เมื่อวันที่ 27 กันยายน จำนวน 260 ล้านบาท วันที่ 28 กันยายน จำนวน 99 ล้านบาท วันที่ 3 ตุลาคม จำนวน 485 ล้านบาท วันที่ 5 ตุลาคม โอน 306 ล้านบาท และวันที่ 9 ตุลาคม โอน 405 ล้านบาท โดยการโอนเงินลักษณะนี้ อาจเข้าข่ายการฟอกเงินและมีความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน

(ดูหลักฐานประกอบ ในเรื่อง: ดูกันจะๆ หลักฐาน “มัด” ระบายข้าว "จีทูจี" (จีเจี๊ยะ - จีโจ๊ก- จีGHOST) รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ? , ปชป. โชว์คลิปแอนิเมชั่น ขยายผลระบาย จีทูจี -อ้าง"เสี่ยเปี๋ยง"ตัวการเวียนเทียนจำนำข้าว)

@ การระบายข้าวในประเทศ

ข้อมูลส่วนนี้ถูกฝ่ายค้าน โดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ นำมาเปิดเผยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 วงเงิน 2.525 ล้านบาท ช่วงหัวค่ำวันที่ 29 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา เช่นกัน

โดยมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ การตรวจสอบพบข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554 องค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้ขายข้าวขาว 8 แสนกิโลกรัม ราคาตันละ 5,700 บาท ให้แก่โรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งขึ้น วันที่ 22 ธันวาคม 2554 โรงสีโชควรลักษณ์นำขายข้าวไปขายต่อแก่โรงสีแห่งหนึ่งที่ จ.กำแพงเพชร ในราคาตันละ 12,000 บาท โดยใช้แฟกซ์โอนใบมอบอำนาจแค่ใบเดียวราคา 5 บาท แต่ฟันกำไรถึง 6,300 บาทต่อตัน และเป็นการขายก่อนที่จะได้ข้าวมาจากรัฐบาล

“ตอนแรกผมคิดว่าเรื่องนี้ เกิดขึ้นในยุคนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่การขายข้าวดังกล่าว เกิดขึ้นในยุคที่นายนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และโดยส่วนตัวก็ไม่เชื่อว่า คนอย่างนายกิตติรัตน์ ที่ผ่านตำแหน่งสำคัญมามากมาย จะไม่ฉลาดพอที่จะไม่รู้เรื่องพวกนี้”

พร้อมระบุว่า เท่าที่ทราบมีการขายแบบนี้หลายครั้ง เม็ดเงินที่สะพัดในจังหวัดกำแพงเพชร มีไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท

เหตุผลที่มีการขายข้าวให้โรงสีโชควรลักษณ์ ในราคาต่ำเช่นนี้ได้ นพ.วรงค์ ระบุว่า เป็นเพราะเจ้าของโรงสีแห่งนี้ชื่อ “เสี่ยเปี๊ยก” มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด “เสี่ยเปี๋ยง” ที่เป็นนายทุนผูกขาดการค้าขายรายใหญ่และมีความใกล้ชิดนายใหญ่ที่อยู่ต่างประเทศ

ก่อนจะโชว์เอกสารสำคัญ คือ หนังสือสัญญา นาปรัง ไซโล อคส. 1/2555 ซึ่งเป็นสัญญาเช่าไซโลระบบควบคุมบรรยากาศเพื่อจัดเก็บรักษาข้าวสาร (โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555)

ทั้งนี้ ในสัญญาดังกล่าว เป็นการลงนามร่วมกันระหว่าง พันตำรวจตรี ศราวุฒิ สกุลมีฤทธิ์ ผอ.อคส. "ผู้เช่า" กับนายเอนก ฉัตรไชยศิริ หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วน โรงสี โชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ “ผู้ให้เช่า”

ในหนังสือสัญญาดังกล่าว ระบุว่า ผู้เช่าตกลงเช่าและผู้ให้เช่าไซโล ระบบรวบคุมบรรยากาศของผู้ให้เช่นจำนวน 24 ถัง ปริมาณความจุรวมทั้งสิ้น 288,000 ตัน เพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาข้าวสารที่สีแปรสภาพจากข้าวเปลือกตามโครงการรับจำนำ ข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 ที่ผู้เช่าสั่งให้โรงสีส่งมอบ

โดยปรากฏชื่อ เคทีบี ไซโล ตั้งอยู่เลขที่ 25/3 หมู่ที่ 3 ถนน บางมูลนาก-ตะพานหิน ตำบลหอไกร อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ในสัญญาดังกล่าวด้วย

นายแพทย์วรงค์ กล่าวอ้างด้วยว่า เป็นที่รู้กันในวงการว่า เคทีบี ไซโล เป็นไซโลของ เสี่ยเปี๋ยง ในอดีตใช้ชื่ออื่น ก่อนจะมาเปลี่ยนเป็นชื่อนี้

“ตอนแรกผมก็ไม่รู้ข้อมูลนี้ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่อคส.รายหนึ่ง เอาเอกสารฉบับนี้ มาให้ พอเห็นแล้วก็ถึงได้เข้าใจว่า ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมด เสี่ยเปี๊ยก กับ เสี่ยเปี๋ยง สองเสี่ย ป. นี่ แท้จริงแล้วมีความใกล้ชิดกัน และอาจเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นได้ว่า ทำไม เสี่ยเปี๊ยกถึงสามารถซื้อข้าวจากรัฐบาลได้ต่ำและนำไปขายต่อทำกำไรได้จำนวนมาก

001var04.jpg

เบื้องต้นสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org  ตรวจสอบข้อมูลที่อยู่ 25/3 หมู่ที่ 3 ถนน บางมูลนาก-ตะพานหิน ตำบลหอไกร อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร จากบริการสอบถามข้อมูล 1133 ได้รับแจ้งว่า เป็นสถานที่ตั้ง บริษัท เคทีบีไซโล จำกัด

ข้อมูลจากการกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า บริษัท เคทีบี ไซโล จำกัด แจ้งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2547 ทุน 750,000,000 บาท ประกอบธุรกิจ ไซโลเก็บพืชผลทางการเกษตร ตั้งอยู่ที่เดียวกับบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เลขที่ 48/7-8 ซอยรัชดาภิเษก 20 ถนนรัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

ปรากฏชื่อ นางสาว เรืองวัน เลิศศลารักษ์ และนางรัตนา แซ่เฮ้ง เป็นกรรมการ

นางสุดา คุณจักร ผู้ถือใหญ่ บริษัท สยามอินดิก้า ถือหุ้นใหญ่อยู่

จากการตรวจสอบพบว่า เดิมที่บริษัทแห่งนี้ มีชื่อว่า บริษัท สยามธัญรักษ์ ไซโล ปรากฏชื่อ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง เป็นผู้ก่อตั้งมีทุน 100 ล้าน ตั้งอยู่ที่ 557/1 ซอยสุทธิพร ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร เป็นกรรมการ ผู้มีอำนาจ มีผู้ถือหุ้น 7 คน นายอภิชาติ ถือหุ้นใหญ่สุด

ก่อนที่จะมีการแจ้งเปลี่ยนชื่อ ที่อยู่ และกรรมการหลายหน รวมถึงการเพิ่มทุนเป็น 750 ล้านบาท

ขณะที่ นายอภิชาติ ลาออกจากตำแหน่งกรรมการ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 และโอนหุ้นไปให้คนใกล้ชิดถือครองแทน

จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2549 บริษัทฯ ได้แจ้งเพิ่มที่ตั้งสำนักงานอีกแห่งหนึ่ง คือ 23/3หมู่ที่3 ถนนบางมูลนาก -ตะพานหิน ตำบลหอไกร อ.บางมูลนาก พิจิตร อีกแห่งหนึ่ง

โดยที่ตั้งดังกล่าว อยู่ใกล้เคียงกับ เลขที่ 25/3 หมู่ที่ 3 ถนน บางมูลนาก-ตะพานหิน ตำบลหอไกร อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ที่ปรากฏอยู่ในสัญญาเช่าไซโล ระหว่าง อคส. กับ นายอเนก ฉัตรไชยศิริ หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วน โรงสี โชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ ตามเอกสารที่นายแพทย์วรงค์นำมาเปิดเผย

สำหรับ หจก.โรงสีโชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2545 มีหุ้นส่วน3 คน นายเอนก ฉัตรไชยศิริ นางสุมาลี. ฉัตรไชยศิริ และนางสาววราภรณ์ ฉัตรไชยศิริ สำนักงานตั้งอยู่ที่ 145 หมู่ที่ 9 ตำบลโพตลาดแก้ว. อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี แจ้งประกอบกิจการโรงสีข้าว และค้าข้าว

เดิมที่มีทุน 5 ล้านบาท ก่อนจะปรับเพิ่มเป็น 100 ล้าน เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2548 โดย นายอเนก ลงหุ้นด้วยเงิน 60 ล้าน ส่วนนางสุมาลี และนางสาววราภรณ์ลงหุ้นด้วยเงิน คนละ 20 ล้าน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2556 หจก.ฯ แจ้งทำเรื่องขอแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ ขอประกอบกิจการให้บริการในการบริหารจัดเก็บสินค้าในคลังสินค้า ปรับปรุงข้าว และบรรจุ

จากการตรวจสอบพบว่า นาย เอนก ฉัตรไชยศิริ มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องอีกจำนวน 3 แห่ง คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โชควรลักษณ์ ค้าข้าว บริษัท กนก เมทัลแลนด์ จำกัด บริษัท กู๊ด ไรซ์ อินเตอร์เทรดดิ้ง จำกัด

แต่เลิกกิจการไปหมดแล้ว

ไม่ปรากฏข้อมูลความเขื่อมโยงกับ คนบริษัทในเครือข่าย สยามอินดิก้าแต่อย่างใด

จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า นายเอนก ฉัตรไชยศิริ นำสิทธิ์อะไรมาลงนาม ให้ อคส. เช่าไซโล ของบริษัท เคทีบี ไซโล จำกัด ในเครือข่ายเสี่ยเปี๋ยง เก็บข้าวจำนวน 2.8 แสนตัน หลายแสนตัน และเรียกเก็บค่าเช่าได้จำนวนหลายล้านบาทต่อเดือนแบบนี้

(ดูหลักฐานประกอบใน: ฟังชัดๆ “หมอวรงค์” ปะทะ “เสี่ยเปี๊ยก” ทุจริตระบายข้าว ในปท. ใครจริง-เท็จ?)

@ การระบายข้าวถุงราคาถูกราคาถูก

กรณีนี้ มีจุดเริ่มต้นจากคณะอนุกรรมาธิการติดตามตรวจสอบเรื่องการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล จากโครงการรับจำนำข้าว ปี 2554/55 ในคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ที่มี พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี ส.ว.สรรหา เป็นประธาน ตรวจสอบพบว่า พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เคยดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ บริษัท สยามรักษ์ จำกัด 1 ในเอกชน 3 ราย ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้จำหน่ายข้าวถุง ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการระบายข้าวจากสต็อกรัฐบาลที่ได้รับมาจากโครงการรับจำนำข้าว

ก่อนที่บริษัทจะขายสิทธิจัดจำหน่ายข้าวคืนให้ 3 บริษัท (หจก.โรงสีโชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ บริษัทสิงห์โตทองไรซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัดและบริษัทเจียเม้ง จำกัด) เนื่องจากไม่มีเครือข่ายในตลาดข้าวถุงและได้ให้เอกสารสัญญาขายข้าวคืนให้กับโรงสีดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน

โดยปรากฏข้อเท็จจริงดังนี้

จากการตรวจสอบบริษัท สยามรักษ์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัทดังกล่าวดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการทำดอกไม้ประดิษฐ์เพื่อการส่งออกและมีชื่อกรรมการบริษัท โดยมีนายทวีศักดิ์ หิรัญรักษ์ เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท มีพ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ และมีนายเกรียงศักดิ์ ประสงค์สุกาญจน์ เป็นกรรมการตั้งแต่ปี 2554 และพ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ ได้ลาออกจากกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2554 ส่วนนายเกรียงศักดิ์ ลาออกจากกรรมการ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2555

จากการตรวจสอบยังพบว่า ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2554 พ.ต.นพ.วีระวุฒิ ซึ่งลาออกจากบริษัทสยามรักษ์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (เคยเป็นผู้ช่วยเลขาุนุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูมิ สาระผล) และต่อมาได้เป็นคณะกรรมการในคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาิติ

ขณะเดียวกันก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการ โดยคณะอนุกรรมการด้านการตลาด, คณะอนุกรรมการกำกับดูแลการรับจำนำข้าว, คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว คณะอนุกรรมการตลาดซื้อ-ขายสินค้าเกษตรแห่งประเทศไทย และคณะอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามการรับจำนำข้าว

อีกทั้งคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า รศ.พ.อ.(พิเศษ)นพ. เกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นรองประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า เป็นพี่ชายของ นายเกรียงศักดิ์ ประสงค์สุกาญจน์ อดีตกรรมการบริษัท สยามรักษ์

รวมทั้งผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า ประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า และกรรมการได้ถูกเสนอแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ผ่านมติคณะรัฐมนตรี

ขณะที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ได้มีการระบายข้าวสารถุงในราคาถูกโดยคิดราคาเพียงครึ่งหนึ่งของราคาตลาด และเป็นที่มาของการเปิดช่องโหว่ของสัญญาต่างๆ ที่ทางอคส. ได้ทำกับโรงสีผู้ปรับปรุงก็ดี และทำกับบริษัทผู้จำหน่ายก็ดี เป็นเหตุให้ข้าวสารถุงที่อ้างว่าจะไปลดค่าครองชีพของประชาชน เพื่อช่วยเหลือประชาชน ใน3 จังหวัดชายแดนใต้ อาจไม่ได้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการฯ ไม่มีการติดตามตรวจสอบกำกับดูแล จากคณะกรรมการต่างๆ ที่มีหน้าที่ตรวจสอบ

phpThumb_generated_thumbnailjpg.jpg

เพราะมีการตรวจสอบพบข้อมูลว่า มีการปล่อยให้มีการนำข้าวสารราคาถูกไปจำหน่ายให้กับกลุ่มพ่อค้า โดยมีส่วนต่างของราคาที่ทำให้รัฐเสียหายอย่างมาก จะเห็นได้ว่าข้าวราคาตลาดในขณะนั้น ราคาประมาณ 15,250 บาืทต่อหนึ่งตัน แต่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ เห็นว่า เพื่อช่วยเหลือประชาชนและลดราคาครั้งหนึ่ง เหลือเพียง 7,625 บาท ต่อหนึ่งตัน ถ้ามีการดำเนินการครบตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จำนวน 2,500,000 ตัน ก็จะเสียหายส่วนต่างนี้ ประมาณ 17,000 ล้านบาท และยังต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงอีกตันละประมาณ 5,000 บาท ก็ยิ่งจะทำให้รัฐเสียหายรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท ถ้าคิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ซึ่งตันหนึ่งประมาณ 13,000 บาท เมื่อเป็นข้าวสาร 1 ตัน จากราคาประมาณ 23,000 บาท

แต่มติดังกล่าวรัฐมีรายได้จากการระบายข้าวสารถุงครั้งนี้ เพียงตันละ 2,645 บาท จะเห็นได้ว่า การดำเนินการดังกล่าวสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างมาก

- การเชื่อมโยงข้อมูล

1.การเชื่อมโยงของบุคคลในหน่วยงานภาครัฐ

1.1 พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ เป็นและเคยเป็น

1.1.1 เคยเป็นกรรมการบริหารของบริษัท สยามรักษ์

1.1.2 เคยเป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายภูมิ สาระผล)

1.1.3 เคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายบุญทรง เตริยาภิรมย์)

1.1.4 เป็นกรรมการคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ

1.1.5. เป็นอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการ ดังนี้

- คณะอนุกรรมการกำกับดูแลการรับจำนำข้าว

-คณะอนุกรรมการพิจารณาการระบายข้าว

-คณะอนุกรรมการตรวจสอบ และติดตาม

-คณะอนุกรรมการตลาดซื้อขายล่วงหน้า

2. รศ.พ.อ.(พิเศษ)นพ. เกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ มีตำแหน่งเป็นรองประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า มีน้องชายชื่อ นายเกรียงศักดิ์ ประสงค์สุกาญจน์ เคยเป็นกรรมการบริษัท สยามรักษ์

การเชื่อมโยงของบริษัทเอกชนกับองค์การคลังสินค้า

1.องค์การคลังสินค้า ได้ประกาศสรรหาบริษัทที่มีคุณสมบัติพร้อมเพื่อทำการปรับปรุงคุณภาพข้าวและบรรจุขนาด 5 กิโลกรัม และ 1 กิโลกรัม กับข้าวขาว 5 % และข้าวเหนียว 10% เมล็ดยาว และผลการสรรหาได้

- บริษัท เจียเม้ง

-บริษัท สิงโตทอง

-หจก.โรงสีโชควรลักษณ์

และได้บริษัทอีก 4 บริษัท แต่ 3 บริษัทที่กล่าวถึงมีพฤติกรรมเชื่อมโยงกับบริษัทผู้แทนจำหน่าย

2.องค์การคลังสินค้า ได้ประกาศสรรหาบริษัทผู้แทนจำหน่ายข้าวสารเพื่อจำหน่ายให้กับร้านค้าทั่วไปการสรรหาได้

-บริษัท สยามรักษ์

-บริษัท คอนไซน์เทรดดิ้ง

-บริษัทร่มทอง

การดำเนินการจัดทำข้าวถุงจำหน่ายเพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ได้มี นโยบายให้จัดทำข้าวถุงโดย อคส. กำหนดราคาไว้ครั้งแรก 13,750 บาทต่อตัน หลังจากดำเนินการไปแล้วราคาข้าวถุงที่จำหน่ายราคาใกล้เคียงกับราคาที่จำหน่ายร้านค้าทั่วไปทำให้ขายไม่ได้

จึงได้พิจารณาหาแนวทางเพื่อลดแนวทางต่อถุง โดยหาเหตุผลว่า เพื่อช่วยเหลือมุสลิมภายใต้ที่ประสบภัยน้ำท่วม โดยกำหนดราคาลดลงเหลือ 7,625 บาทต่อตัน

หลังจากอคส. ได้รับนโยบายให้ลดราคาข้าวลงเหลือ 7,650 บาทต่อตันได้แจ้งให้บริษัท 3 ราย คือ บริษัท สยามรักษ์ ,บริษัท คอนไซน์เทรดดิ้ง และ บริษัทร่มทอง ให้จัดกระจายส่งข้าวถุงให้กับร้านค้าทั่วไป

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของคณะอนุฯ ในจังหวัดหลายจังหวัด ไม่พบว่ามีข้าวถุงจำหน่ายเลยแม้แต่จังหวัดเดียวและได้ทราบต่อมาว่า บริษัทผู้แทนจำหน่ายทั้ง 3 บริษัท ที่มีหน้าที่กระจายข้าวถุงไปร้านค้าทั่วไป ได้ขายคืนให้กับบริษัทปรับปรุงคุณภาพข้าวและบรรจุถุง ได้แก่ บริษัท เจียเม้ง บริษัท สิงโตทอง และหจก.โรงสีโชควรลักษณ์

จากข้อมูลการเชื่อมโยงในส่วนบุคคล หน่วยงานรัฐ และเอกชน ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการดำเนินงานโครงการระบายข้าวถุง ทั้งหมด จึงมีลักษณะส่อว่าจะเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกัน?

(ดูหลักฐานประกอบใน เรื่อง เอ็กซ์คลูซีฟ: เปิดผลสอบฉบับเต็มโครงการระบายข้าวถุง “ยิ่งลักษณ์")

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2556 นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ออกมาระบุว่า คาดว่าจะสามารถสรุปผลการไต่สวนได้อย่างเป็นทางการในช่วงประมาณกลางเดืิอนมกราึคม 2557 นี้ 

นอกจากนี้ ป.ป.ช.ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาไต่สวนอีก 1 ชุด ในประเด็นที่นายศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ส่งข้อมูลมาให้ป.ป.ช. กรณีที่พบความผิดปกติในการระบายข้าวให้กับรัฐบาลอินโดนีเซีย ผ่านองค์กรสำรองข้าวอินโดนีเซีย (บูล็อก) โดยมีบริษัท สยามอินดิก้า จำกัดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ดังนั้น ในปี 2557 ที่จะถึงนี้ คงเป็นปีที่ประชาชน จะได้รับคำตอบที่ชัดเจนจาก ป.ป.ช. ว่า แท้จริงแ้ล้ว โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีปัญหาการทุจริตเกิดขึ้นจริง ตามหลักฐานจำนวนมากที่ปรากฎอยู่ในขณะนี้หรือไม่

และใครจะปรากฎรายชื่อเป็นผู้ต้องรับผิดชอบบ้าง?

Offline

#1137 September 16, 2016 10:43 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

* เพื่อไทย จริงๆ แล้ว เพื่อใคร ...ทักษิณ เจ้าของพรรค พท. นักธุรกิจการเมือง ...ที่อ้างประชาธิปไตยก็แค่ได้มีเลือกตั้งแล้วเข้ามาทำธุรกิจกับภาษีประชาชน..การทำการค้าข้าวแบบ จีทูจี...โกงกับโกง ...ถ้า Government to Government จริงตัวแทนรัฐบาลไทย-จีน ต้องลงนาม โดยเฉพาะ ยิ่งลักษณ์ นั่นแหละ.ต้องลงนาม..แต่ไม่เคยปรากฏ.. .

เจาะข่าวตื้น 66 : เจาะจำนำข้าว (ต๊อบผุ)
photo.jpgSpokeDark TV

เผยแพร่เมื่อ 27 ก.ค. 2012
Shallow News in Depth 66

ติดต่อโฆษณาได้ที่ 087-683-5151
ช่องทางการติดต่อเพิ่มเติม http://www.spokedark.tv/contact-us/
ติดตามรายการตอนใหม่ได้ที่ http://www.facebook.com/spokedarktv

ขอต้อนรับเข้าสู่เจาะข่าวตื้นประจำวันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม 2555 และต่อไปนี้ขอเชิญพบกับพิธีกรสุดฮอต ติดดิน กินข้าวกล่อง รักชีวิตกลางแจ้ง สายลม แสงแดดและกลิ่นโคลนสาบควาย นายจอห์น วิญญู อยากเป็นชาวนา อุครุอะคริ ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เราจะยอมให้แพ้ชาติใดไม่ได้ แต่ทำไมตอนนี้เราโดนชาติอื่นแซงไม่ทิ้งฝุ่นเยี่ยงนี้ วันนี้เจาะข่าวตื้นขอนำเสนอมหากาพย์ของข้าวไทยที่เป็นพืชเศรษฐกิจของใครกัน ? ติดตามได้ในเจาะข่าวตื้นเทปนี้เลย ... นะฮ้าว์ฟฟ

ติดตามรายการของสโป๊กดาร์กทีวีได้ทาง : http://www.spokedark.tv
ติดตามรายการ เจาะข่าวตื้นฯ ได้ทาง : http://jorkawteun.spokedark.tv/
ช่องทางการรับชมใน youtube :
ติดตามข่าวสารและเข้าไปกด like ได้ที่ : http://www.facebook.com/spokedarktv

Last edited by linc49 (September 16, 2016 10:47 AM)

Offline

#1138 September 16, 2016 11:27 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

การจัดงาน “6 ตุลาฯ ชาวจุฬาฯมองอนาคต” แขกรับเชิญพิเศษ คือ โจชัว หว่อง

* ย้อนอดีต เพื่ออนาคต ใครสั่งฆ่านักศึกษา เยี่ยงสัตว์ป่า กลางเมืองหลวงใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ในวันที่ 6 ตค. 2519

6 ตุลาฯ ชาวจุฬาฯมองอนาคต

14310547_563568683829931_8121951774357279169_o.jpg

4 ทศวรรษผ่านไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นยังคาอยู่ในใจของคนจำนวนมาก

6 ตุลาคม 2519

ความเปลี่ยนแปลงมากมายได้เกิดขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายๆสิ่งไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมเลย การเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมกันในสังคมยังคงเป็นสิ่งที่ถูกละเลย และที่น่าเศร้าไปกว่านั้น ปัญหาที่เคยมีอยู่ในอดีต ก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข อารมณ์กับความรุนแรง เป็นสิ่งที่คนไม่น้อยมองว่าเป็นทางออกของปัญหา

แม้ว่าภาพในอดีตจะยังคงติดตาคนจำนวนมาก แต่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย ภาพเหล่านั้นก็ได้เลือนหายไปแล้ว

น่าหนักใจยิ่งนัก

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว อาจจะเกิดขึ้นอีก

หากเราไม่ป้องกันและแก้ไข หากเราไม่นำอดีตมาเป็นบทเรียนสู่อนาคต

แน่นอนว่างาน “ 6 ตุลาฯ ชาวจุฬาฯ มองอนาคต” ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่มนิสิตผู้มีความสนใจในเรื่องดังกล่าว มีจุดประสงค์เพื่อระลึกถึงความสำคัญและความสูญเสียของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเศร้าโศกสะเทือนใจ และผลกระทบจากความรุนแรงของเหตุการณ์ในวันนั้นก็ยังส่งผลร้ายให้กับสังคมไทยมาตลอด เปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่หว่านเชื้อแห่งความกลัวและความเกลียดชังจนทำให้สังคมไทยเกิดปัญหาความขัดแย้งทางความคิด ดังนั้น งาน “ 6 ตุลาฯ ชาวจุฬาฯ มองอนาคต” จึงไม่ใช่แค่งานรำลึกอดีตเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อ “มองอนาคต” โดยใช้บทเรียนจากเหตุการณ์ความรุนแรงในวันนั้น เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา ปรับความเข้าใจ ร่วมกันพัฒนา และหาทางก้าวพ้นกำแพงความหวาดกลัวที่พวกเราเยาวชนถูกปลูกฝังมาตลอด

แล้วมาร่วมหาคำตอบเพื่ออนาคตไปด้วยกันกับพวกเรา

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม 2559 ณ บริเวณชั้น 13 ตึก 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป

#6ตุลาจุฬาไม่ลืม

.......


http://www.prachachat.net/news_detail.p … 1474033469

โจชัว หว่อง-แกนนำปชต.ฮ่องกง มาไทยปาฐกถาการเมืองคนรุ่นใหม่

updated: 16 ก.ย. 2559 เวลา 20:42:49 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

14740334691474033531l.jpg

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการจัดงาน “6 ตุลาฯ ชาวจุฬาฯมองอนาคต” ได้มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอ นาย โจชัว หว่อง แกนนำนักศึกษาเข้าร่วมกับการชุมนุมชาวฮ่องกงประท้วงต่อต้านรัฐบาลจีน จะเดินทางมาที่ประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมเป็นแขกรับเชิญพิเศษของงานปาฐกถา 6 ตุลาฯ ประจำปีนี้ ในหัวข้อ “การเมืองของคนรุ่นใหม่” ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันพฤหัสบดี ที่ 6 ตุลาคม นี้

ทั้งนี้ หนึ่งในผู้จัดงานเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า โจชัว หว่อง แกนนำนักศึกษาชาวฮ่องกงคนดังที่นำประท้วงต่อต้านรัฐบาลจีน ตกลงจะเดินทางมาประเทศไทยแน่นอนแล้วในวันที่ 5 ตุลาคม ซึ่งโจชัว หว่องเอง ได้ติดตามสถานการรืการเมืองไทยอยู่บ้าง แต่การจัดงานในครั้งนี้ โจชัวหว่อง จะพูดเรื่อง การเมืองของคนรุ่นใหม่ ซึ่งให้ภาพรวมตัวขบวนการและการเปลี่ยนแปลงระดับโลกเป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากแกนนำนักศึกษาคนดังดังกล่าว ในงานยังมีวิทยากรอีกหลายท่านที่เป็นคนรุ่นใหม่ สนใจปัญหาสังคม อาทิ นิ้วกลม โตมร สุขปรีชา วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล จอห์น วิญญู เป็นต้น

ทั้งนี้ โจชัว เกิดเมื่อปี 1996 (พ.ศ. 2539) มีบทบาทสำคัญในสังคมฮ่องกงตั้งแต่อายุยังน้อย รวมถึงการประท้วงต่อต้าน High Speed Rail เมื่อปี 2010 ที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนั้นเป็นการประท้วงครั้งแรกที่เขาเข้าร่วม พฤษภาคม ปี 2011 หว่องและเพื่อนร่วมโรงเรียน Ivan Lam (อีวาน ลัม) ได้จัดตั้งกลุ่มกิจกรรมนักศึกษา Scholarism ขึ้น หว่องได้รับความสนใจ และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในปี 2012 เมื่อตอนที่เขาเป็นผู้นำองค์กรประท้วงต่อต้านเกี่ยวกับเรื่องศิลธรรมกับการ ศึกษาระดับชาติ

“โจชัว หว่อง”นักศึกษาธรรมดา ๆ ผู้ผันตัวเองเป็นผู้จัดตั้งกลุ่มชุมนุมที่เรียกตัวเองว่า”กลุ่มนักวิชาการ”แกนนำการประท้วงของกลุ่มพลังนักศึกษาฮ่องกงเป็นผู้นำการ ประท้วง”หน้าละอ่อน”ซึ่งได้จัดการชุมนุมเรียกร้องปชต.และการปฎิรูปการเมือง เกาะเล็กภายใต้อาณัติการควบคุมของจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ผ่านมา โจชัว ได้กลายเป็นบุคคลสำคัญของการเรียกร้องประชาธิปไตยของเกาะฮ่องกง จากการดำเนินบทบาทเป็นนักศึกษาตัวเล็ก ๆ ผู้เป็นปากเสียง เรียกร้อง”สิทธิทางการเมืองของชาวฮ่องกง” หรือมีสิทธิด้านประชาธิปไตยทีเพิ่มขึ้น รวมทั้งสิทธิในการได้ร่วมการเลือกตั้งผู้ว่าเกาะแห่งนี้ รวมทั้งกระบวนการเสนอชื่อพลเรือนโดยตรงจากชาวฮ่องกงด้วย

Offline

#1139 September 16, 2016 1:09 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

"จำนำข้าว" โกงไม่โกง มาดูกัน!
photo.jpgSpokeDark TV

เผยแพร่เมื่อ 26 ก.พ. 2014
A part from Shallow News in Depth 125

คลิปนี้เป็นส่วนหนึ่งของเจาะข่าวตื้น 125 : จำนำข้าว ไม่โกง? ไม่มี ไม่หนี ไม่ไถ่? ไม่จ่าย!!! (full version)

Offline

#1140 September 17, 2016 9:05 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://www.matichon.co.th/news/286684

ยิ่งลักษณ์ ระทึก! จ่อปิดสำนวนผิดจำนำข้าว 1-2 วันนี้ ‘วิษณุ’ชี้ ถ้าไม่อุทธรณ์ ยึดทรัพย์ทันที

39-4.jpg
วันที่: 15 ก.ย. 59

“วิษณุ” เผยเตรียมปิดสำนวนยิ่งลักษณ์ ผิดจำนำข้าว 1-2 วันนี้ จีทูจี “บุญทรง” รมว.พาณิชย์จ่อลงนามคำสั่งปกครองแล้ว

เมื่อเวลา 14.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง เข้าใจว่าจะปิดสำนวนภายใน 1-2 วันนี้ จากนั้นคณะกรรมการฯจะส่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อส่งเรื่องต่อมายังนายกฯ ขออนุมัติให้มีการลงนามในคำสั่งปกครองเพื่อให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์รับผิด เมื่อนายกฯให้ดำเนินการต่อ จะส่งไปที่ผู้มีอำนาจลงนามคำสั่ง โดยกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์มี 2 คนคือ นายกฯ กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งในส่วนของนายกฯนั้นสามารถมอบอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลงนามแทนได้ เหมือนกับกรณีการเรียกค่าเสียหายการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่มอบอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงนามแทน ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลงนามแทนนายกฯแล้ว จะลงนามในส่วนของตนเองอีกได้ หรือมอบหมายให้คนอื่นลงนามแทนตนเองก็ได้ แล้วส่งไปให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ทราบ หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ดำเนินการอุทธรณ์ภายในเวลาที่กำหนด จะดำเนินการยึดทรัพย์ได้เลย แต่หากมีการร้องศาลปกครองจะต้องมาดูว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ขอให้คุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ ถ้าศาลปกครองมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราว การยึดทรัพย์จะยังไม่เกิดขึ้น โดยขั้นตอนการยึดทรัพย์จะเป็นของกรมบังคับคดี โดยอาจจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะคณะกรรมการฯยังไม่ได้ชี้ขาด

เมื่อถามถึงกรณีการแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 ที่เพิ่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เกี่ยวข้องกับการเรียกค่าเสียหาย น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า มีการเตรียมการมา 3-4 ปีแล้ว เพื่อให้เรื่องนี้ไปถึงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้วย เพราะ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ครอบคลุมไปถึงแล้ว แต่ตัวระเบียบยังไม่ถึง ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งตนไม่ยอมให้แก้อะไรแล้วมากระทบคดีความเป็นอันขาด เพราะหากทำให้หนักขึ้นจะกลายเป็นแกล้งเขา ถ้าเบาลงจะกลายเป็นช่วยเขา จึงไม่ควรทำอะไรทั้งนั้น เรายึดตามระเบียบเดิมที่มีมาตั้งแต่ พ.ศ.2539

เมื่อถามถึงสาเหตุที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังไม่ได้ลงนามคำสั่งปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับพวก เป็นเพราะอะไร รองนายกฯกล่าวว่า “อย่าไปถามถึงสาเหตุเลย ผมว่าภายใน 1-2 วันนี้ กว่าผู้สื่อข่าวจะพาดหัวมันอาจจะเสร็จไปแล้วก็ได้”

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.