iFreeThai

#1141 September 17, 2016 11:19 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

55555 ไทย ปฎิรูปการศึกษาเป็นครั้งที่ 100 ก็หนีวัฒนธรรม "ทาส" ไม่พ้น

GrEMgj.pngคลิปเฮียเฮีย
ถูกใจเพจนี้ · 15 กันยายน ·

v5OQNdE.jpg

กูผิดมั๊ยที่กูอยากเดินทางนี้

     dog
Cr.@fharut
#คลิปเฮียเฮีย #cliphere #clipherehere



คนกับหมา - พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ
photo.jpgrollers ?:B

Offline

#1142 September 17, 2016 11:48 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

amdang wrote:

ขอบคุณคุณLinc49 ที่กรุณานำรายละเอียดคดีจำนำข้าวสมัยพรรคเพื่อไทยโดยน.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ ออกมาตีแผ่
เห็นตัวเลขกว่า$15 billion(ประมาณเอาขั้นต่ำสุด) และกรรมวิธีเอาข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเช่นจากพม่า และเขมรด้วยแล้ว
ยอมรับว่าขนหัวลุก ทำให้หมดหวังที่จะเห็นระบอบประชาธิปไตยแบบมีพรรคของไทย ที่เจ้าของพรรคส่วนใหญ่เป็น
นักธุระกิจและผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังกันทั้งนั้น ว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆแม้ท่านภูมีัต้องจากไปแล้วคงไปไม่รอด
และคงไม่มีอนาคตแน่ เพราะคอร์รัปชั่นเป็นมะเร็งอยู่ในสายเลือดทุกอณูของเซลล์ในร่างกายเสียแล้ว คนไข้ต้องได้รับ
การทำคีโมธืราปี้(chemotherapy)ซึ่งจะตัองเสี่ยงให้ความแรงของยาทำการฆ่าเซลล์มะเร็ง และในขณะเดียวกันก็ฆ่า
เซลล์ส่วนดี(ชีวิต) ในเวลาเดียวกัน ร่างกายคนไข้ก็เหมือนถูกฆ่าไปด้วย ผมเผ้าจะหลุดหมด ร่างกายอ่อนเพลียจนใกล้
จะสิ้นลม หวังกำลังใจที่เป็นความหวังที่เหลืออย่างเดีบว  ว่าเมื่อฆ่าพวกเชื้อร้ายทั้งหลายราบคาบแล้ว และชีวิตใหม่
จะเริ่มจุติขึ้นมาได้อีก และมีชีวิตที่สมบูรณ์ปกติเช่นเคยอีกครั้ง
ส่วนพวกนักต่อสู้นอกประเทศที่พยายามดันการปฏิวัติสู่สาธารณะรัฐแบบเมกา ซึ่งพรรคการเมืองเป็นของสาธารณะ สับเปลี่ยนการบริหารในพรรค
กันทุก2-4ปี ไม่มีใครเป็นเจ้าของพรรคและทุกคนเป็นเจ้าของพรรคนั้น นักปฏิวัติที่พยายามนำประเทศสู่อุดมการณ์ยูโทเปีย(Utopia)อันเป็นความหวังอันสูงสุด
ที่ใครก็ไฝ่ฝันถึง...ก็ช่างอ่อนแอ เปรียบเป็นเด็กเตาะแตะ(toddler)เพิ่งหัดเดิน และเป็นผู้หญิงเสียด้วย ในที่สุดก็ถูกครอบงำล้อมกรอบ
เป็นเหยื่อต่อนักการเมืองรุ่นเก่าเก๋ากึ๊กเขี้ยวลากดิน และตกเป็นเครื่องมือของอดีตระบบพรรคอย่างหมดทางสู้
การต่อสู้ในศาลคดีจำนำข้าวจะออกมาอย่างไรช่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง แต่บุคคลที่เกี่ยวข้องของพรรคเพื่อไทยคงโดนกวาด
ต้อนเข้าคุกทั้งเล้า แต่ที่สลดใจอย่างมากคือผู้ที่กำลังต่อสู้เพื่อเป็นสาธารณะรัฐนอกประเทศเพียงจำนวนคนสองคนก็กำลังจะจม
น้ำตาย..แสนเสียดายและสลดใจยิ่ง คนไทยยังมองไม่เห็นแสงริบหรี่ที่จะนำไปสู่ความศิวิลัยได้เลย ในเมื่อพวกโหมโฆษณาทั้ง
ในและนอกประเทศถูกครอบงำบัญชาการต่อสู้โดยพรรคเพื่อไทย และตระกูลชินวัตรผูกขาดเหมือนเดิม  ทุกคนจำต้องสู้เพื่อทักษิณ
ชินวัตรเท่านั้น ผู้ฟังในประเทศคงออกไปลุกขึ้นสู้...ไปตายเพื่อเขาอีกเช่นเคยเหมือนเดิม
ได้แต่หวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง และมีอุบัติเหตุทางการเมือง จนพวกสู้เพื่อสาธารณะรัฐได้กล้ารวมตัวกัน สลัดทุกแอกออกไปได้ในที่สุด

"...น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยืนยันต่อทำนองว่า โครงการนี้ทำขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของชาวนา และเป็นโครงการสาธารณะ ไม่ควรมองเรื่องกำไรหรือขาดทุน แต่ให้มองความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่ประเทศจะได้รับ ชาวนาก็ได้ประโยชน์ เพราะมีการเบิกจ่ายเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นจำนวนมาก ทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้มากขึ้นด้วย..."

ขอศาลสูงมีใจเป็นธรรมในการพิจารณาคดีนี้ ประชามติควรจะมีส่วนต้ดสินด้วย


คนไทยกำลังรอ...เจ้าคะ

ฝากเพลงให้ฟังครับ  ..คือยินดี ทั้งที่ไม่รู้จัก แต่ใจตรงกัน


ยินดีที่ไม่รู้จัก (Hello Stranger) Multi-language version

กระทู้นี้ ต้องการพัฒนาคนในสังคมโลกโดยผ่านการศึกษาเรียนรู้ เพื่อ อิสระ เสรีภาพ ความเท่าเทียม ความยุติธรรม อำนาจต้องเป็นของประชาชนที่จะกำหนดอนาคต ที่ดีงาม ของตนเอง

"ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย นักการเมืองต้องอยู่ภายใต้อำนาจของประชาชน มิใช่มาเป็นนาย มากำหนดสังคมผ่านการโฆษณาชวนเชื่อทั้งที่ตนทำผิดศีลธรรมอันดีงามแล้วมาบังคับให้ประชาชนยอมรับ เหล่านี้ไม่ต่างจากคนถ่อยที่มาเป็นนักการเมืองแล้วทำตัวเป็นเผด็จการตัวใหม่ที่เหยียบย่ำคุณค่าของความเป็นมนุษย์ของประชาชน"

Offline

#1143 September 17, 2016 2:49 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 769

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ขอบคุณLinc49ต่อเพลง"ยินดีที่ไม่รู้จัก"มากคะ เพราะพริ้งและมีไอเดียดีมาก เมื่อส้ปดาห์ที่แล้วข้าเจ้าได้ลงทรานสคริ๊ป(transcript)และคลิบวีดิโอต้นฉบับ ที่ดาวน์โหลดมาจากกระทรวงกต.เมกาเมื่อปธน.บารัค โอบาม่าได้พบปะกับคนหนุ่มสาว(YSEALI-Young South East Asia Leader Initiative) เป็นเด็ก350คนกลุ่มอาเซี่ยนที่หลวงพระบาง สปป.ลาวเมื่อ6 กันยายน 2016  ซึ่งได้พบปะแบบทาวน์ฮอลมี้ตติ้ง(town hall meeting) ในกระทู้"ครั้งแรก.."ให้ไว้  ปรากฏว่ามีคนเข้าชมเกือบพันคนเพียงไม่กี่วัน แสดงให้เห็นผู้คนโดยเฉพาะคนหนุ่มสาว(ดังเช่นเด็กๆในเพลง"ยินดีไม่รู้จัก"นี้) ในประเทศอาเซี่ยนเพื่อนบ้านของเรา  ซึ่งส่วนมากเป็นประเทศที่ผู้คน ประเพณีวัฒนธรรมใกล้เคียงและต่อเนื่องกัน ล้วนมีการปกครองแบบประชาธิปไตยระดับหนี่ง เช่นมีการเลือกตั้งกันทั่วไป และไม่มีทรราชทหารปกครองประเทศพวกเขาอีกแล้ว พวกเขามีความคิดเห็นต่อโลกภายนอก และอนาคตเขาช่างสวยงามบรรเจิดจ้า...เต็มไปด้วยความสุขและความหวังเต็มเปี่ยม
พูดแล้วสุดแสนเสียใจจนน้ำตาคลอ ที่ประเทศเราบังคับให้อนาคตเด็กไทยกลับถอยหลังเข้าป่า เอานักวางแผนฆ่านักต่อสู้รากหญ้าเพื่อประชาธิปไตยอ้ายดาว์พงษ์ มาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษา และทราบว่ามีการปรับปรุงหลักสูตรและย่นชั้นเรียนต่ำลงไปอีก รวมทั้งปรับปรุงหลักสูตรให้ซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อสถาบันต่างๆของพวกมัน  และไม่ใช่เรียนฟรีได้ตลอดชั้นมัธยมอีกต่อไป  เด็กของเรายิ่งจะหมดโอกาส อนาคตช่างมืดมน....เมื่อผู้คนมีการศึกษาน้อยลงจนเหลือเพียงเพื่ออ่านออกเขียนได้ อะไรจะเกิดขึ้น?...ผู้คนไร้การศีกษาทั่วทั้งแผ่นดิน...ปกครองกดหัว-ขู่เข็ญ-หลอกจูงจมูก-เตะถีบทำร้ายเหมือนทำกับว้วควายหรือหมาแมวได้ง่าย...พวกมันวางแผนจะอยู่ในอำนาจต่ออย่างน้อย20ปี....ไม่มีประเทศไหนในโลกเขาคิดทำลายต่อประชากรของตัวเองได้ลงคอนอกจากที่ตอแหลแลนด์แห่งนี้...มาตรา-112และ-44เอาไว้ปราบใครก็ได้ที่กระด้างกระเดื่อง หรือเพียงเกิดหมั่นไส้หรือเหม็นขี้หน้าใครสักคน และหรืออาจมีใครตั้งคำถามอยากรู้อะไรที่ระคายตีนมัน.....สุดเจ็บใจที่เยาวชนและประชาชนของเรา ถูกทำร้ายด้วยวิธีการการล้างสมองเช่นนี้ซ้ำเติมหนักขึ้นไปอืก...เพื่อประโยชน์พวกมัน....
จะไม่อภัยพวกมันตลอดไป....เมื่อวันพิพากษาล้างแผ่นดินมาถึง....จะไม่มีพวกมึงให้เหลือแม้ธุลี....หนีกันให้ทันก็แล้วกัน.

Last edited by amdang (September 17, 2016 3:46 PM)

Offline

#1144 September 18, 2016 10:54 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

* ผู้เชี่ยวชาญจาก Deutsche Bank เรียก การตัดสินใจของ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ให้ราคาสูงกว่าตลาด 50% ว่า "A crazy decision"
แต่เหตุยังไม่เกิดในตอนนั้นที่เริ่มโครงการ แต่ท้ายที่สุดความจริงก็เปิดเผยคือ เพื่อโกง ในโครงการรับจำนำข้าวสมัยยิ่งลักษณ์ นั่นเองเพราะเป็นรัฐบาลกำหนดราคารับจำนำแบบคนบ้าคือให้ราคาสูงกว่ามูลค่าข้าวที่รับจำนำ

http://finance.yahoo.com/news/crazy-dec … 00132.html

A crazy decision led Thailand to stockpile tons of rice, but everything could be about to change

a-crazy-decision-led-thailand-to-stockpile-tons-of-rice-but-everything-could-be-about-to-change.jpg

Business Insider   
Jonathan Garber
May 15, 2016

Thailand rice
More
(Reuters/Nir Elias)
Workers at the Udon Permsin rice mill pile up sacks full of rice to for storage in the northeast province of Udon Thani, Thailand

In 2011, Thailand was the world's largest exporter of rice, accounting for about 30% of the global market.

But then prime minister Yingluck Shinawatra introduced a controversial rice scheme where the government would pay farmers almost 50% more than market prices.

The idea was that since almost 40% of Thailand's labor force worked in agriculture, then it would make the average Thai wealthier while also creating a rice shortage by taking supply off of the market. In theory, the government would then be able to sell the rice at an even higher price.

But prices didn't rise as much as the Thai government was anticipating, and then competitors — India and Vietnam — began to flood the market and lower their prices. That left Thailand with a ballooning inventory of rice and warehouses filled to the brim.

Fast forward to 2016, and Shinawatra has been out of office for two years after being removed by a military coup. Thailand is now the No. 2 rice exporter in the world, trailing rival India, and its rice stockpile is still enormous.

screen%20shot%202016-05-12%20at%202.25.26%20pm.png

Thailand rice
More
(Deutsche Bank)

But there might finally be some relief in sight. The El Niño of 2015-16 has caused drought conditions across much of China, India, and Southeast Asia. And while farmers in Thailand and elsewhere in the region are being devastated by the weather, the Thai government has an opportunity to unload a good portion of its stockpile.

Here's Deutsche Bank (emphasis added):

According to the US Department of Agriculture (USDA), Thailand's rice inventory is set to drop by almost 50% to 5.2mn MT in 2016 on the back of a projected decline in domestic output to a five-year low of 15.8mn MT.

And the good news doesn't stop there.

Deutsche Bank says (emphasis added):

It is highly plausible, in our view, that Thailand would take this El Niño episode as an opportunity to clear its huge stockpile and regain market share as shipments of rival exporters will likely be curbed by reduced domestic output.

Last edited by linc49 (September 21, 2016 11:17 AM)

Offline

#1145 September 19, 2016 11:07 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

เสวนา10ปีรัฐประหารล่มก่อนเวลา หลังเสื้อแดงป่วนเวที

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/718563

เสวนา10ปีรัฐประหารล่มก่อนเวลา หลังเสื้อแดงป่วนเวที
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
วันที่ 18 กันยายน 2559, 21:30

640x390_718563_1474205892.JPG?timestamp=1474215665920

เวทีถกย่ำหยุดกับที่ 10ปีสังคมไทย ล่มก่อนเวลา หลังเสื้อแดงป่วนไล่ "แทนคุณ"
ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) และกลุ่มเสียงจากคนหนุ่มสาว จัดกิจกรรมเสวนาของคนรุ่นใหม่ และรุ่นเก๋า 10ปีรัฐประหาร49ในหัวข้อ “ย่ำหยุดอยู่กับที่ 10 ปีสังคมไทย” ที่ห้องประชุม ประกอบ หุตะสิงห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายแทนคุณ จิตต์อิสระ อดีตส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) นายอธึกกิต แสวงสุข คอลัมน์นิสต์ชื่อดัง เจ้าของนามปากกาใบตองแห้ง นางวริษา สุขกำเนิด เลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท นายจตุภัทร บุญภัทรรักษา ขบวนการประชาธิปไตยใหม่และนายปกรณ์ อารีกุล อดีตนักศึกษาม.บูรพา ขบวนการประชาธิปไตยใหม่
นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวปาฐกถาว่า การรัฐประหารปี 2549เป็นจุดเริ่มต้นวิกฤติครั้งใหญ่ของสังคมถือเป็นการสร้างวิกฤติที่กำลังดำเนินอยู่ โดยไม่รู้ว่า จะจบลงเมื่อใด ทั้งนี้การเล่นงานกลุ่มทักษิณจะจบสิ้นไหม ตนขอตอบว่า ไม่แน่ใจ แล้วก็แน่ใจไม่ได้ เพราะวิกฤติที่เกิดมาตลอด10นี้ยังไม่จบ
“รัฐประหารในครั้งนั้นมีการนำระบอบราชการมาบริการการเมืองแทนนักการเมืองในปี57 เมื่อทำลายระบบรัฐสภาเอาระบบการการเข้ามาแทนทำให้เกิดความล้าหลัง นอกจากนี้ระบบทหารและศาลถือเป็นส่วนสำคัญในการเปิดช่องให้ระบบราชการเข้ามาบริหารงานบ้านเมือง จากการฉีกรัฐธรรมนูญในการทำรัฐประหาร แล้วร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ร่างกี่ครั้งก็ไม่มีความหมาย เพราะร่างที่ทำขึ้นล้วนมาจากชนชั้นนำที่ทำตามอำเภอใจทั้งสิ้น ในท้ายที่สุดการจะมี รธน. หรือไม่มี ก็ไม่มีความหมาย” นายสุธาชัย กล่าว

ต่อมาในวงเสวนานายจตุรภัทร บุญภัทรรักษาหรือไผ่ดาวดิน นิสิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นกล่าวว่า ขอยอมรับว่า ตนเคยเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ไปขับไล่รัฐบาลทักษิณเมื่อปี2549เพราะเป็นความคิดเห็นทางการเมืองที่ต้องตรวจสอบรัฐบาล ปัจจุบันยอมรับว่าการออกมาขับไล่รัฐบาลในขณะนั้นเป็นสิ่งที่ผิดพลาด เพราะหลังจากเกิดรัฐประหารมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับชาวบ้าน จึงได้เห็นว่าชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน เพราะศูนย์อำนาจหรือโครงสร้างอำนาจอยู่ที่ กทม. ชาวบ้านที่อยู่ต่างจังหวัดจึงไม่ได้รับการพัฒนาเท่ากับคนเมือง ทำให้รู้ว่าการรัฐประหารไม่ใช่เรื่องดี
ด้านนายปกรณ์ อารีกุล อดีตนิสิตมหาวิทยาลัยบูรพา และนักกิจกรรม กล่าวว่าเป็นการกระทำที่ผิดพลาด10ปี ก่อนตนเคยออกไปขับไล่ทักษิณ จึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการทำลายระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยความไม่เดียงสาทางการเมือง จึงต้องขอโทษ ในวันนี้ตนขอวอนประชาชนที่ยังมีความกลัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มองนายทักษิณ เป็นเหมือนผีว่า อย่ากลัว เพราะปัญหาบ้านเมืองยังมีมากกว่านั้นอีก มาวันนี้คนรุ่นใหม่ไม่คิดว่าปัญหาของประเทศเป็นของใครคนใดคนหนึ่ง ดังนั้นเราพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกฝ่ายแก้ปัญหา
ขณะที่นายอธึกกิต แสวงสุข คอลัมน์นิสต์ชื่อดัง เจ้าของนามปากกา “ใบตองแห้ง” กล่าวว่า การรัฐประหารเมื่อ2ปี หลายคนมองว่า เป็นการแก้ปัญหาประเทศ การโค่นอำนาจจากนายทักษิณ ในรูปแบบทางการเมืองนั้นถือว่าชนะมาแล้ว เพราะพรรคเพื่อไทย หรือขบวนการต่างๆ ของทักษิณ อาทิ กลุ่มคนเสื้อแดง นปช. ไม่มีทางเข้าสู่อำนาจอย่างน้อย5ปี
“ปัจจุบันสังคมมืดมิด มองไม่เห็นอนาคต ทำให้หยวนๆ กันไป เป็นการลากไปข้างหน้า ผมคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นคนที่มีความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองในมุมของเขาเอง การพยายามยุติความขัดแย้ง โดยพยายามที่จะชนะพรรคการเมือง โดยไม่ให้เขาสู้ทางการเมือง รวมถึงกลุ่มการเมืองตามท้องถนนที่จะถูกยุติทั้งหมด โดยอ้างการพัฒนาประเทศ อาทิ โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ไทยแลนด์4.0การกระทำนี้เป็นการทำลายระบบการเลือกตั้ง โดยอ้างความอยู่รอดของประเทศ เอาเข้าจริงจะเหมือนกับว่า รัฐบาล คสช. ได้รับความนิยม แต่ความจริงนั้นไม่ใช่การรัฐประหาร49 ส่งผลให้สังคมอ่อนล้า ทำให้ประชาชนสิ้นหวัง มองไม่เห็นอนาคต ไม่เห็นหนทาง ประเทศไทยอยู่ในความสิ้นหวัง ปัจจุบันจึงเห็นว่าคนเดียวที่พึ่งพาได้ คือ พล.อ. ประยุทธ์ เพราะเขามีอำนาจควบคุมประเทศได้ เข้าใจว่า คนไปโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาชนธรรมดา เพราะเขากลัวกับอนาคตของสังคมไทย” นายอธึกกิต กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงต่อมาเป็นการเสวนาร่วมระหว่างนายแทนคุณ จิตต์อิสระ และนายสมบัติ โดยเป็นการตกลงที่จะสลับถามตอบกันในข้อสงสัยของกันและกัน
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการเสวนา ได้เกิดความไม่พอใจกับคนที่เข้าร่วมรับฟัง โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดง โดยมีบางคนตะโกนด่าทอเป็นระยะๆ จากนั้นเหตุการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ โดยมีผู้ฟังลุกจากเก้าอี้ชี้หน้าตะโกนด่า พร้อมกับ ตะโกนว่า ไม่ฟัง และขับไล่นายแทนคุณ ต่อมาในเวลา16.13น. ผู้จัดงานได้ประกาศยุติการบรรยายและขอปิดงานก่อนเวลาที่กำหนดคือ17.30น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อยุติการบรรยายได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลกองบังคับอารักขา และควบคุมฝูงชน (บก.อคฝ.) จำนวนหนึ่ง มาคอยรักษาความปลอดภัยและเฝ้าระวังเหตุที่อาจจะก่อให้เกิดความรุนแรงด้วย


"ย่ำอยู่กับที่ 10 ปี สังคมไทย" 18 ก.ย. 59 พบกันที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
New Democracy Movement


* งานเสวนา ดีๆแบบ คนมีอารยะ รับฟังกัน แต่มีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง แสดงอาการถ่อย...แบบเดียวกับการประชุมที่พัทยา ทำให้ล่มโดย อริสมันต์.. คนเสื้อแดง ที่หวังประชาธิปไตยจริงๆ ก็ งง (รวมถึงผมด้วย) ไปทำล่มทำไม การใช้ความรุนแรงเพื่อผลักมวลชนให้ลุกฮือต้านรัฐบาลตามเกมที่ กลุ่มแดงทักษิณต้องการ มันเป็นวิธีการที่โหดร้ายกับประชาชนที่ใฝ่หาประชาธิปไตยแล้วถูกหลอก โดยเฉพาะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี มันคือผลประโยชน์ล้วนๆ ที่อยู่เบื้องหลังและหลอกใช้มวลชน สร้างความปั่นป่วน


ณัฐวุฒิ สั่ง อริสมันต์ บุกล้มประชุมผู้นำอาเซียน
pumin

เผยแพร่เมื่อ 6 มี.ค. 2015
11 เม.ย.52 ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ เป็นคนสั่งให้เสื้อแดงบุกล้มผู้นำอาเซียน
...มีพี่น้องเราบางคน ซึ่งสับสนกับสถานการณ์ พยายามโทรมาถามผมว่ามีการบุกเข้าไปในโรงแรม ไม่ใช่นโยบายของทางเราใช่หรือไม่ มีการบุกเข้าไปในโรงแรม แสดงว่าคนเสื้อแดงบางส่วน กระทำการนอกเหนือจากแนวทางของเวทีใหญ่ใช่หรือไม่ ผมตอบว่าไม่ใช่เราบอกว่าต้องบุกเข้าไปในโรงแรม

หลังจากนั้น
11 เม.ย.52 อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง กลับมาเล่าให้ฟังอีกว่าภารกิจนี้ได้เตรียมการกับณัฐวุฒิ ไว้ก่อนแล้ว และนายณัฐวุฒิก็ได้ให้เงินเป็นค่าใช้จ่ายอีก 180,000 บาท

...ภารกิจนี้เป็นภารกิจที่ผมพูดคุยกับณัฐวุฒิว่า มันต้องมีหน่วย มันต้องมีคนที่ดำเนินการกับคุณอภิสิทธิ์แบบถึงลูกถึงคน…
...ณัฐวุฒิโทรไป บอกว่าพี่กี้ร์ไม่ต้องรอแล้ว ไม่ต้องรอ บุกได้ทันที
...ในขณะนั้น พี่ไวพจน์ของเรากำลังเป็นคนปลุกใจพี่น้องประชาชน ผมก็บอกว่าพี่ไวพจน์ สั่งคนเสื้อแดงเดินทางเข้าห้องประชุมทันทีเดินทางเข้าไปโรงแรมทันทีเพราะว่าณัฐวุฒิให้ตังค์มาแล้ว 180,000 ให้ตังค์มาแล้วแสนแปด โอ้โห สบาย... พี่กี้ร์พอหรือป่าวแสนแปด ผมบอกOK ไม่เป็นไรหรอก ผมจะใช้แสนแปดให้คุ้มค่าที่สุดกับการไล่ล่าอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ ให้สำเร็จ



จำคุก 4 ปี อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ไม่รอลงอาญา
youlikeme

http://www.matichon.co.th/news/289805 + * เพิ่ม

อ่านเต็มๆ สรุปเสวนา “10 ปีรัฐประหาร 49 เราก้าวไปข้างหน้า?” ก่อนยุติช่วงท้ายหลัง “แทนคุณ” ถูกโห่

14344056_1225305097519865_6749661922527072426_n.jpg

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 18 กันยายน ห้องประกอบ หุตะสิงห์ อาคารเอนกประสงค์ ชั้น 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่(NDM) กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) และ กลุ่มเสียงจากคนหนุ่มสาว ได้จัดกิจกรรม “ย่ำหยุดอยู่กับที่ 10 ปี สังคมไทย” โดยมีการจัดนิทรรศการครบรอบ 10 ปีการรัฐประหาร 2549 พร้อมเวทีเสวนา “10 ปีรัฐประหาร 49 เราก้าวไปข้างหน้า?”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากลุ่มผู้จัดได้มีการแจกสูจิบัตรนิทรรศการ ประกอบไปด้วย 5 หัวข้อ ได้แก่ 1.10 ปีรัฐประหาร 2.ศาลพระภูมิภิวัฒน์ 3.วังวนประเทศไทย 4.ขอเวลาอีกไม่นาน 5.วันวานที่สูญเปล่า ท่ามกลางประชาชนและสื่อมวลชนที่เข้าร่วมงานจนเต็มพื้นที่ห้องประชุม

ทั้งนี้ก่อนงานเสวนาได้การปาฐกนำโดย นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า วันที่จะถึงไม่ใช่วันที่ควรเฉลิมฉลอง แต่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์ ความจริงแล้ว10 ปีที่ผ่านมาไม่ได้เป็นการย้ำอยู่กับที่แต่เป็นการถอยหลังครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทย

14344367_1225266970857011_1704820478683047859_n.jpg

“ประเด็นที่หนึ่ง การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ถูกผลักดันโดยฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ไม่มีความคิดเป็นประชาธิปไตย ซึ่งในช่วงเวลานั้นฝ่ายทหารเองกลับเป็นฝ่ายที่ลังเลใจที่จะทำรัฐประหารเสีย ด้วยซ้ำ เพราะมีข้อเรียกร้องในการทำให้ทักษิณออกจากอำนาจตามระบบประชาธิปไตย แต่ไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ต้องการเปลี่ยนแปลงชนิดเบ็ดเสร็จ”

สุธาชัย กล่าวว่า ในช่วงเวลานั้นทุกคนรู้ดีว่าเป็นวิธีการที่ล้าหลัง และไม่มีประเทศไหนยอมรับ เป็นสิ่งที่ทำให้ทหารลังเลใจ แต่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมกลับผลักดันอย่างจริงจัง
ดังนั้นการรัฐประหารที่เกิดขึ้นจึงเป็นการรัฐประหารที่ฉุกละหุกเป็นรัฐประหารที่ไม่มีแผนงาน เป็นการรัฐประหารเฉยๆ และเชิญฝ่ายอนุรักษ์นิยมเข้ามาดำเนินการจัดการประเทศตามที่เขาต้องการ

“หากมองย้อนหลังเป้าหมายที่ทำในช่วงปี 49 คือ ความพยายามในการเว้นวรรคประชาธิปไตยและจัดการฝ่ายทักษิณ และจึงเปิดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าฝ่ายทักษิณจะไม่สามารถกลับมาชนะได้ ทั้งการใช้กระบวนการทางกฎหมายในการจัดการกับพรรคไทยรักไทย จัดการกับสมาชิกพรรค และเลือกตั้งตามกติกาที่พวกเขาควบคุม”

นายสุธาชัย กล่าวอีกว่า แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดมาก่อนคือเขาประเมินความนิยมของประชาชนที่มีต่อ ทักษิณ ต่ำเกินไป การลดคะแนนนิยมกลับเป็นการเพิ่มคะแนนนิยม นี่จึงเป็นความล้มเหลวของฝ่ายอนุรักษ์นิยม คือการทำลายภาพลักษณ์ของทักษิณไม่สำเร็จ

“ดังนั้นการเลือกตั้ง 2 หนในช่วงสิบปี ฝ่ายทักษิณจึงชนะทั้งสองครั้ง มันจึงนำมาสู่ความต้องการที่จะต้องใช้มาตรการเด็ดขาดมากยิ่งขึ้นในการจัดการ ฝ่ายทักษิณ จึงมาสู่การรัฐประหารครั้งที่สองที่นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ สุดท้ายผลที่เกิดขึ้นคือปัญหาตลอดทั้ง 10 ปี ก็ยังไม่จบ เป็นวิกฤตที่ความขัดแย้งที่ยาวนานที่สุดในสังคมไทย” นายสุธาชัยกล่าว

นายสุธาชัย กล่าวอีกว่า แต่ที่สุดแล้วการรัฐประหารกลับไม่ใช่เป็นการจัดการฝ่ายทักษิณ แต่เป็นการจัดการฝ่ายประชาธิปไตยไปด้วย พวกเขาได้ทำให้การโค่นทักษิณกับการโค่นประชาธิปไตยเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเพราะเขาแยกไม่ออกระหว่างประชาธิปไตยกับทักษิณ ดังนั้นมันจึงทำให้เกิดการเมืองที่ย้อนยุคล้าหลัง ถอยหลังเข้าคลองอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน


photo.jpgSHTV

*  นาที ที่ 6 ทหารไม่แน่ใจจะชนะฝ่ายทักษิณ เพราะว่าทักษิณกุมอำนาจและมีทหารบางส่วนได้ผลประโยชน์จากทักษิณ และ นาทีที่ 13-15 บ่งชี้แล้วว่า เป็นความผิดพลาดของฝ่ายอนุรักษ์ที่ ไม่แยก กรณีทักษิณออกจากฝ่ายประชาธิปไตย ทั้งที่ความจริงไม่ใช่ (นักวิชาการทราบดีอยู่แล้ว ทักษิณไม่ใช่ ฝ่ายแบบประชาธิปไตยจริงๆ)


“ความระแวงจากผีทักษิณที่สร้างขึ้นมาเอง ทำให้พวกเขาหวาดระแวงรัฐสภา การเลือกตั้ง และกลัวนักการเมือง มองว่านักการเมืองทุกคนเป็นคนชั่วไปทั้งหมด เมื่อเขามองเช่นนี้ เขาจึงมองว่าระบอบประชาธิไตยที่เปิดให้นักการเมืองขึ้นมาเป็นระบอบที่ชั่วไป ด้วย”นายสุธาชัยกล่าว

นายสุธาชัยกล่าวอีกว่า แต่นักการเมืองที่เขามองเป็นมุมมองที่แคบ มองนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว เขาจึงนำระบบข้าราชการเข้ามาบริหารประเทศ 10 ปีที่ผ่านมาจึงเป็นการเอาระบบราชการเข้ามามากยิ่งขึ้น มันจึงทำให้เกิดความล้าหลังในการบริหารจัดการ

“ท้ายที่สุดมันทำให้เกิดปัญหาใหญ่ในที่สุดความเสียหาย 10 ปี นั้นไปลงที่เศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงถดถอยที่ค่อนข้างยาว ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลและทหารไม่สามารถแก้ไขได้แต่ปากแข็งไม่ยอมับ ดังนั้นผลร้ายจะกลับมาสู่ประชาชนเนื่องจากการลงทุนของต่างชาติตกต่ำอย่าง หนัก ประเทศไทยไม่่น่าลงทุนอีกต่อไป เพราะไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง”

นายสุธาชัย กล่าวอีกว่า ประเทศไทยกำลังถอยหลังครั้งใหญ่ และถอยอย่างชนิดที่จะไม่รู้สว่าเมื่อไรเราจะก้าวหลับมา และประเทศอื่นจะคอยเราอยู่หรือไม่ หากชนชั้นนำยังไม่สำนึกและเปิดให้มีประชาธิปไตยสากล แก้ไขปัญหาอย่างมีอารยะ เราก็จะก้าวถอยหลังกันต่อไป และยังไม่มีจุดที่จะเดินหน้ากลับมาได้อีก

จากนั้นเป็นเวทีเสวนา แบ่งเป็นสามช่วงได้แก่ 1.คนรุ่นเก่า กับ คนรุ่นใหม่ โดย นางสาววริษา สุขกำเนิด เลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท และ นายอธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) 2.คนรุ่นใหม่ที่มองว่าประเทศนี้ไม่มีอนาคต โดย นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ขบวนการประชาธิปไตยใหม่(NDM) และ นายปกรณ์ อารีย์กุล ขบวนการประชาธิปไตยใหม่(NDM) 3.คนที่เคยเห็นต่างทางความคิด โดย นายสมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) และ นายแทนคุณ จิตต์อิสระ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

14292513_1225285520855156_9134974911676716838_n.jpg

ทั้งนี้ นายปกรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราเคยมีส่วนร่วมในการออกไปขับไล่ทักษิณ ด้วยเดียงสาทางการเมืองในขณะนั้นเราจึงเป็นส่วนหนึ่งในการทำลายระบบ ประชาธิปไตย และรัฐสภา ซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้อีกแล้ว จึงอยากขอโทษพี่น้องทุกคนด้วย

“ตอนนั้นผมเคยมุดรั้วโดดเรียนมาชุมนุม แต่เมื่อปี 2550 ผมเริ่มรู้สึกตัว และเห็นว่าได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการไม่เคารพกติกาจึงตัดสินใจโหวตโนตั้งแต่ตอนนั้น เพราะรู้สึกว่าเรามีปัญหากับเรื่องนโยบาย แต่ไม่ได้มีปัญหากับตัวระบบ ดังนั้นเราจึงต้องขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น และต้องเริ่มต้นใหม่” นายปกรณ์ กล่าว

ขณะที่ นายจตุภัทร์ กล่าวว่า ตอนนั้นตนเองก็ได้มีโอกาสเดินทางมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตร เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างบรรยากาศทางการเมืองให้เป็นแบบนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

“ส่วนตัวถลำลึกแบ่งทีมกัน 4 คนในครอบครัว ไปดอนเมืองทีมหนึ่ง สุวรรณภูมิทีมหนึ่งแต่พอเติบโตก็ได้เข้าใจว่า เรามีสิทธิที่จะไล่รัฐบาล ตรวจสอบรัฐบาล แต่ไม่ใช่ทำในสิ่งที่เกินเลย เกินควร และยอมรับในสิ่งที่นอกเหนือกฎหมาย” นายจตุภัทร กล่าวและว่า คนที่เคยทำผิดต้องยอมรับผิดก่อน แก้ตัวใหม่และลงมือทำ เพราะส่วนตัวเชื่อว่าทุกคนไม่อยากให้ประเทศไทยหยุดนิ่ง

ด้าน นางสาววริษา กล่าวว่า จากเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 แม้ว่าส่วนตัวจะเกิดไม่ทัน แต่ถึงอย่างไรก็ได้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากเหตุการณ์นั้น และมองว่าเหตุที่เกิดคือความไม่ใช้เหตุผลของสังคม ปลูกฝังให้มีความเกลียดชังใครคนใดคนหนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผล ไม่รับฟังความเห็นจากคนอื่นๆ ทำให้สังคมไม่มองปัญหาต่างๆ ตามข้อเท็จจริง

14344056_1225305097519865_6749661922527072426_n.jpg

นายอธึกกิต กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมสามารถเอาชนะมาได้่ตลอดทั้ง 10 ปีที่ผ่านมา คือการทำให้อนาคตนั้นมองไม่เห็น เป็นการสร้างความสำเร็จของพวกเขาบนความสิ้นหวังของสังคม

“สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะว่ามันมองไปทั้งสังคมการเมืองแล้วมันไม่มีความหวัง อะไรเลย มันมีแต่ความเหมือนเดิม นี่เป็นชัยชนะ10 ปี ของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่พยายามสร้างความดำสนิทในสังคม ทำให้ความหวังส่วนใหญ่ของคนในสังคมดับไปและจำเป็นต้องยอมอยู่แบบนี้ต่อไป” นายอธึกกิต กล่าว

นายแทนคุณ กล่าวว่า ในช่วงเวลานั้นไม่ได้สนใจทางการเมือง มีการชุมนุมแต่ก็ไม่ได้เข้าร่วมเพราะอายุ 21 ปี กำลังเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จึงไม่ได้อินกับการเมือง และมองว่าไกลจากตัวเอง

“ส่วนตัวเพิ่งมาติดตามการเมืองในช่วง 5-6 ปีหลัง แต่พอเกิดเหตุการณ์มีคนที่เข้ามาอ้างว่ามีอำนาจบทบาทในการจัดตั้งกติกาใหม่ มันจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้”

นายแทนคุณ กล่าวอีกว่า การชุมนุมของคนเสื้อเหลืองมีหลายสิ่งที่เป็นจุดประสงค์ที่ดีคือ แต่หลังจากที่เรียนรู้ก็ได้เห็นว่า การชุมนุมไม่ควรที่จะนำสถาบันมาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในการชุมนุมของปีกฝ่ายเสื้อเหลือง เพื่อเป็นแต้มต่อ นี่เป็นสิ่งที่ไม่ควร เช่นเดียวกับการบอกว่าตนเองเป็นคนดีและชี้ว่าคนอื่นเป็นคนเลว

“อย่างน้อยที่สุดความพยายามที่จะตั้งใจที่จะมาคุยด้วย ท่ามกลางสังคมที่เจอหน้ากันก็เกลียดกัน ทำร้ายกัน กลายเป็นข้ออ้างในการกลับไปสู่การรัฐประหารอย่างไม่จบสิ้น ส่วนตัวจะไม่ใช้คำว่าปรองดองเพราะคิดว่ามันไม่มีจริง ทางเดียวที่จะทำให้คือการคุยกันอย่างมีวุฒิภาวะทางประชาธิปไตย” นายแทนคุณกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการเสวนาได้มีการถกเถียงกันระหว่าง นายแทนคุณ กับ นายสมบัติ กรณี พ.ร.บ.นิรโทษกรรม การตรวจสอบการคอรรัปชั่นของทั้งสองฝ่าย จนประชาชนส่วนหนึ่งที่มาฟังไม่พอใจและลุกขึ้นโต้เถียงนายแทนคุณอย่างรุนแรง ขณะที่ผู้ร่วมเสวนาอีกส่วนหนึ่งก็โต้เถียงกันเองเพราะต้องการที่จะรับฟังงาน เสวนาต่อ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียด จนทำให้ผู้จัดงานตัดสินใจยุติงานเสวนาดังกล่าว

ทั้งนี้ นายสมบัติ กล่าวว่า ส่วนตัวเสียดายโอกาสที่เราจะคุยกันในเรื่องที่ยากๆ ผมได้เรียนหนังสือกับแทนคุณก็ไม่ได้เห็นด้วยกันไปทั้งหมด แต่ก็ไม่เห็นต่างกับเขาในทุกๆ เรื่องเช่นกัน แต่สิ่งที่เรียนรู้เพิ่มขึ้นว่าทำไมคนถึงคิดไม่เหมือนกันผม และเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เราได้ฟังในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ว่ามามโนเอาเองว่าทำไมเขาเป็นอย่างนั้น ทำไมเขาเห็นต่างกันเรา

“สังคมไทยขาดโอกาสแบบนี้ เราต้องพาตัวเองเข้าไปฟังความเห็นที่แตกต่าง และเราเองต้องรับฟัง ผมหวังว่าโอกาสหน้าจะมีเวทีแบบนี้อีก และผมเองยินดีที่จะไปเสวนาที่พรรคประชาธิปัตย์ และมหาวิทยาลัยรังสิตเช่นเดียวกัน” นายสมบัติ กล่าว

จากนั้น นายรังสิมันต์ โรม หนึ่งในผู้จัดงานได้ขึ้นมากล่าวว่า งานนี้เป็นงานแลกเปลี่ยนเพื่อแสดงทัศนะ เราไม่ได้บอกว่านี้คือการปรองดอง แต่เป็นการเปิดโอกาสในการรับฟังความเห็นที่แตกต่าง เป็นความมุ่งหวังที่งานนี้อยากจะทำ มันเลยน่าเสียดายที่เราไม่สามารถที่จะพูดคุยกันได้จนจบงาน

* พวกเสื้อแดงลูกน้องทักษิณป่วนงานนี้ไม่อยากให้ประชาชนได้รับรู้ความจริง จึงมุ่งล้มงานตามวิถีทางถ่อยตามแบบฉบับของตน

“หลังจากนี้เราไม่รู้ว่าคนไทยจะคุยกับคนอีกฝ่ายหนึ่งได้หรือไม่ และใครจะเป็นคนที่ได้ประโยชน์ทื่สุดจากความเป็นไปไม่ได้ตรงนี้ ผมยืนยันว่าผมจะทำ จัดงานเสวนาแบบนี้อีก และขอประกาศ ณ ที่นี้ว่าเราต้องรับฟังอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าเราไม่ฟังซึ่งกันและกัน คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดคือทหาร ถ้าเราบอกว่าทหารใจคับแคบ ประชาชนเองก็ต้องรับฟังทุกฝ่ายได้ และเมื่อไรวันนั้นมาถึงทหารจะไม่มีที่ยืนในสังคม ” นายรังสิมันต์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า หลังจากเสร็จสิ้นงานเสวนา ประชาชนส่วนหนึ่งพร้อมด้วยวิทยากรได้เข้าไปจับมือให้กำลังใจแก่ นายแทนคุณ ก่อนที่จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลความเรียบร้อยและพา นายแทนคุณ ออกจากงานเสวนา

Offline

#1146 September 19, 2016 11:51 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

เสวนา10ปีรัฐประหาร "ล่ม" เพราะ กลุ่มป่วนล้มงาน หาเหตุผลให้ตนเองไม่ได้  !!

สิ่งที่ เสื้อแดงลูกน้องทักษิณ ตอบ อี้แทนคุณ ไม่ได้ คือ นิรโทษกรรม ...ดูคลิป ความถ่อยและการตะแบง พวกเขากะมาป่วน เอาใจตนเองเป็นที่ตั้ง แต่ไม่สามารถ หาเหตุผลมาแย้งได้

..ในเมื่อ คนที่ตายคือประชาชน คนเสื้อแดง ...รัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีการ ออก พรบ. นิรโทษกรรมสุดซอย เว้นผิดคน ฆ่า ทำไม ทั้งที่ พวกคุณบอกว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ หรือ สุเทพ สั่ง ..ทำไมไม่ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

* ประมาณนี้ ไม่ได้ถอดเทปโดยตรง เอาแค่เนื้อหา

......ตอบ ไม่ได้ กลายเป็น ชี้หน้าด่า อี้แทนคุณ...โอ้พระเจ้าจอร์จ คุณยอดมาก มีเหตุผลน้อยมากกกกก ...คนถ่อยแบบนี้หรือจะมาเป็นผู้นำคน พวกคนแบบนี้เป็นตัวอย่างที่ดีต่อคนรุ่นหลังไม่ได้ มีแต่ความ กักขฬะ ถ่อย พูดแบบไม่มีเหตุผล เอาแต่ได้ เพื่อตามใจตัวเอง

อี้ แทนคุณ-บก.ลายจุด คุย 10 ปี รัฐประหาร ก่อนยุติกลางคัน
photo.jpgprachatai

เผยแพร่เมื่อ 18 ก.ย. 2016
ขอบคุณวิดีโอคลิปจากคุณ Noppakow Kongsuwan https://www.facebook.com/Noppakow.kon...

บก.ลายจุด เสียดายเวที NDM จัดไม่จบ หลังผู้เข้าร่วมงานส่วนหนึ่งไม่พอใจ อี้ แทนคุณ ขอผู้เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง

18 ก.ย. 2559 13.30 น. ที่ห้องประกอบ หุตะสิงห์ อาคารเอนก ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ได้ จัดงาน "ย่ำอยู่กับที่ 10 ปี สังคมไทย" เพื่อเป็นการรำลึกถึงการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงของการดีเบตระหว่าง สมบัติ บุญงามอนงค์ และ แทนคุณ จิตต์อิสระ ได้มีผู้เข้าร่วมบางส่วนไม่พอใจ แทนคุณ โดยได้มีการเเสดงออกโดยการโห่ร้อง และลุกขึ้นเถียงเมื่อ แทนคุณ แสดงความคิดเห็น จนที่สุดทำให้ผู้จัดงานตัดสินใจยุติการจัดเวทีเสวนา

สำหรับการโต้เถียงระหว่าง แทนคุณ กับผู้เข้าร่วมส่วนหนึ่ง นั้นเป็นการโต้เถียงในประเด็นเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยแทนคุณเห็นว่า สุเทพ เทือกสุบรรณ ทำถูกต้องแล้วที่ออกมาต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่ผู้เข้าร่วมส่วนหนึ่งเถียงว่า ในเมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยอมถอน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ทำไมจึงไม่ใช้กลไลตามระบบรัฐสภา ในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง โดยบรรยากาศขณะนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบากในการพูดคุย

"ผมกำลังบอกว่า ผมไม่ได้เห็นด้วยกับ อี้ แทนคุณ หรอก แต่ผมก็ไม่ได้เห็นต่างกับอี้ แทนคุณ ในทุกๆ เรื่อง เช่นกัน สิ่งที่ผมเรียนรู้ในการใช้ชีวิตกับคนที่แตกต่างกัน ไม่ใช่การเรียนรู้แล้วเราเปลี่ยนแปลง ผมเดินออกมาก็ยังรู้สึกว่าผมเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้เพิ่มขึ้นคือผมเข้าใจว่าทำไมคนจึงคิดไม่เหมือนกับผม ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ และผมคาดหวังว่าเวทีวันนี้ จะพาให้พวกเราได้ฟังในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย และเข้าใจในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย ไม่อย่างนั้นเราก็จะ 'มโนเอา' ว่าเขาเป็นอย่างไหน เป็นอย่างนู้นอย่างนี้ ถ้าเราฟังแล้วชัดเจนว่าอ๋อทำไมเขาเห็นต่างจากเรา ก็เพราะเขาคิดแบบนี้ แล้วต่อให้คุณไม่เห็นด้วย มันดีกว่าการที่เรามโมว่าเขาเป็นนู่นนี่นั่น สังคมไทยมันขาดโอกาสแบบนี้ เราต้องพาตัวเองไปรับฟังความเห็นที่แตกต่าง และต่อให้เป็นความเห็นที่แตกต่างแล้วเราไม่เห็นด้วย แต่เราต้องรับฟัง ผมหวังว่าโอกาสหน้าจะมีเวทีแบบนี้อีก และผมยินดีไปพรรคประชาธิปัตย์ และอยู่จนเวทีปิด" สมบัติ บุญงามอนงค์ กล่าว

Offline

#1147 September 19, 2016 12:04 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

เรืองไกร ได้สมหวัง รมว.-ปลัดพาณิชย์ เซ็นเรียกค่าเสียหายข้าว GtoG แล้ว

http://www.prachachat.net/news_detail.p … 1474275260

รมว.-ปลัดพาณิชย์ เซ็นหนังสือบังคับทางปกครองเรียกค่าเสียหายข้าว GtoG แล้ว

14742752601474275330l.jpg

19 ก.ย. 2559 เวลา 15:51:08 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

รมว.-ปลัดพาณิชย์ เซ็นหนังสือบังคับทางปกครองเรียกค่าเสียหาย GtoG ข้าวแล้ว เตรียมแจ้ง 6 คนขีดเส้น 30 วันชดใช้

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงนามในหนังสือบังคับทางปกครองเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากการขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับนักการเมืองและข้าราชการ 6 ราย มูลค่าความเสียหาย 20,000 ล้านบาท ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีในการเซ็นหนังสือบังคับทางปกครองแทนนายกรัฐมนตรีแล้ว

เช่นเดียวกับทางด้าน น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงนามในฐานะ รมว.พาณิชย์แล้ว

โดยขั้นตอนหลังมีการลงนามในหนังสือบังคับทางปกครอง ฝ่ายกฎหมายจะแจ้งเรื่องไปยังผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 ราย เพื่อให้รับทราบ โดยมีกำหนดให้ตอบรับหรือหากจะโต้แย้งก็ต้องดำเนินการภายใน 30 วัน หากเพิกเฉยจะส่งหนังสือแจ้งเตือนรอบที่ 2 และมีระยะเวลา 15 วัน หากยังเพิกเฉยอีกก็จะส่งเรื่องไปยังกรมบังคับคดี เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์ต่อไป

"รู้สึกธรรมดากับการลงนามในครั้งนี้ เพราะเป็นไปตามขั้นตอน และมีการศึกษาข้อกฎหมายไปก่อนหน้าการลงนามแล้ว" นางอภิรดีกล่าว

รายงานข่าวระบุว่า มูลค่าความเสียหายจากขายข้าวจีทูจีนักการเมือง-ข้าราชการ รวมทั้งสิ้น เท่ากับ 20,000 ล้านบาท ประกอบด้วยนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ 1,770 ล้านบาท นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ 2,300 ล้านบาท

ขณะที่ข้าราชการประกอบด้วย พล.ต.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ ต้องจ่ายคนละ 4,000 ล้านบาท

Offline

#1148 September 20, 2016 11:25 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

https://www.matichonweekly.com/scoop/article_8228

บทสัมภาษณ์ Neal Ulevich เจ้าของภาพประวัติศาสตร์ นักศึกษาถูกแขวนคอ ใต้ต้นมะขาม

yupupuyg-696x357.jpg

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ.2559

หมายเหตุ : ที่มาจากเฟซบุ๊ก 40 ปี 6 ตุลา มติชนสุดสัปดาห์ออนไลน์ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน และแฟนเพจให้เผยแพร่ได้

บทสัมภาษณ์ Neal Ulevich เจ้าของภาพถ่ายนักศึกษาถูกแขวนคอ ใต้ต้นมะขาม มีคนเอาเก้าอี้ฟาด และมีกลุ่มคนยืนมุงดู ยิ้ม หัวเราะ

13077001_652740608217877_6223139213282446934_n-1.jpg

ก่อนอื่นต้องอารัมภบทนิดหน่อยว่าอยู่ดีๆทำไมถึงเพิ่งจะไปคุยกับเขา เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า เราจะขับรถไปเยี่ยมเพื่อนที่เมือง Boulder รัฐ Colorado แล้วก็เผอิญนึกขึ้นได้ว่า Neal เขาอยู่ที่รัฐนี้แต่ไม่รู้ว่าเขาอยู่ใกล้กับเมืองที่เพื่อนเราอยู่หรือไม่ พอติดต่อไป เขาก็ติดต่อกลับมาทันทีว่า เขาอยู่ที่เมือง Thornton ซึ่งห่างจากเมืองที่เพื่อนเราอยู่แค่สามสิบนาทีขับรถ อยากพบและพูดคุยกับเราแต่เขาก็จะกำลังเดินทางไปจีนในช่วงที่เราจะเดินทางไป Colorado เพราะฉะนั้นเวลาที่จะได้เจอกันก็มีแค่อาหารค่ำก่อนเขาจะเดินทางไปจีนในวันรุ่งขึ้น

เราไปถึงบ้านเขาที่ Thornton เวลาหกโมงครึ่ง ก็พบว่าเขาออกมารอต้อนรับเราอยู่แล้ว และเชื้อเชิญให้เข้าไปในบ้าน พร้อมกับออกตัวว่าบ้านรกหน่อยนะ เพราะกำลังต้องแพ็คของเตรียมเดินทาง บ้านของเขาเต็มไปด้วยของที่สะสมมาเป็นเวลาหลายปีในช่วงที่เขาทำงานอยู่ในเอเชีย ตั้งแต่ปี 1974 เวียดนาม 1975-1978 ไทย หลังจากนั้นก็ไปๆ มาๆ ระหว่าง ญี่ปุ่น จีน จนกระทั่งกลับมาประจำที่สหรัฐอเมริกาในปี 1990 และไม่ได้กลับไปประเทศไทยอีกเลย

14359092_652740631551208_4124506277970966412_n-420x420.jpg

Neal ชายวัย 70 ปี นอกจากจะเป็นช่างภาพชั้นเยี่ยมแล้ว เขายังเป็นคุณพ่อลูกสอง และคุณตาของหลานสาว ทำสวนครัวในช่วงฤดูร้อน และมีงานอดิเรกประกอบเครื่อง electronic ที่มี kits ให้ทำในฤดูหนาวยามที่หิมะตกซึ่งไม่สามารถออกไปไหนได้

หลังจากนั้น เราก็บอกว่าวันนี้เราอยากมาพูดคุยกับเขาถึงเหตุการณ์เมื่อ 40 ปีที่แล้วที่เขาได้บันทึกภาพไว้ พร้อมกับมอบของฝากจากมหาวิทยาลัยที่เขาเป็นศิษย์เก่าพร้อมกับหมวกแก๊ป 40 ปี 6 ตุลา ซึ่งดูเหมือนเขาจะประทับใจมาก (แม้กระทั่งตอนจะลาจากกัน เขาก็พร่ำพูดว่า หมวกใบนี้เป็นสิ่งล้ำค่ามากเหลือเกิน)
เราไปทานอาหารที่ร้านเวียดนาม ระหว่างรอสั่งอาหาร ซึ่งดูเหมือนอาหารจะไม่เป็นที่สนใจของทั้งเราและเขา การพูดคุยก็เริ่มขึ้นทันที

Neal เล่าว่าเขาเป็นนักข่าว AP ที่ทำข่าวอยู่ในเวียดนาม แต่ถูกเรียกตัวให้มาประจำที่กรุงเทพฯประเทศไทย เมื่อปี 1975 บ้านพักเขาอยู่ในซอยเทียนเล็ง สีลม ใกล้สวนพลู ในเวลานั้น ใกล้บ้านพักของ มรว คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเขาบอกว่าไม่ต้องกลัวอันตราย เพราะมีตำรวจอารักขาอยู่ตลอดเวลา

เขาเล่าว่าเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 1976 (2519) เวลาประมาณหกโมงครึ่ง เขาได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนนักข่าวเอพี (คนไทย ชื่อว่าสุรินทร์ เรืองดิษฐ์) ว่า เกิดเหตุการณ์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาเองรีบนั่งแท็กซี่ออกไปทันทีพร้อมกล้องคู่ใจ ก่อนออกจากบ้านได้กำชับภรรยาว่าอย่าออกไปไหน เพราะอาจเกิดอันตรายได้ เพราะตอนนั้นเขาก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กันแน่

พอเขาไปถึงที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประมาณเจ็ดโมงครึ่ง เขาก็เห็นควันและได้ยินแต่เสียงปืนดังไปหมด เขารออยู่ข้างนอกมหาวิทยาลัยประมาณ 40 นาที จึงเดินตามพวกฝ่ายขวาที่พังประตูมหาวิทยาลัย (คาดว่าประตูหอใหญ่) เข้าไปข้างใน

เขาบอกว่าแปลกมากที่ตอนนั้นไม่มีใครสนใจเขาเลยทั้งๆ ที่เขาถือกล้อง สิ่งที่เขาสังเกตเห็นก็คือ รอบนอกของมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยกระทิงแดง ส่วนข้างในเต็มไปด้วยทหาร

อีกอย่างที่เขาสังเกตก็คือ มีแต่การยิงจากข้างนอกเข้าไปในมธ.เท่านั้น เพราะตอนเขาเข้าไปเขาก็ต้องหมอบเพราะกลัวกระสุนปืน (เขาเองก็เพิ่งมาทราบภายหลังว่าเพื่อนช่างภาพ UPI คนที่ถ่ายภาพตำรวจคาบบุหรี่ขณะเล็งปืนหน้ามหาวิทยาลัย ถูกยิงที่คอ ถูกส่งโรงพยาบาลซึ่งเขาจำไม่ได้ว่าโรงพยาบาลอะไร โชคดีที่ลูกกระสุนทะลุ ไม่ฝังใน และเช็คเอ้าท์จากโรงพยาบาลในเวลาสองสามวันต่อมา)

เขาเล่าว่า เมื่อเขาเข้าไปถึงในสนามบอล ก็เห็นนักศึกษานอนอยู่เกลื่อนกลาด พร้อมกับเจ้าหน้าที่ถือปืนควบคุมอยู่ เขาใช้ค่ำว่า at that time student already surrendered เขารีบถ่ายภาพอย่างรวดเร็วเท่าที่จะทำได้ และออกมาทันที เพราะจากประสบการณ์ที่เขาทำงานในเวียดนาม เขาคาดว่าหากเจ้าหน้าที่เห็นเขาซึ่งถือกล้องอยู่ กล้องที่เขาถ่ายภาพไว้อาจโดนยึดไป และภาพที่เขาถ่ายทั้งหมดนั้น อาจไม่มีโอกาสได้เล็ดรอดไปได้

แต่สิ่งที่เขากลับต้องตะลึงงันไปมากกว่านั้นก็คือ เมื่อเขาออกจากประตู ซึ่งคาดว่าเป็นประตูหอประชุมใหญ่ เขาเห็นคนกลุ่มใหญ่มุงดูอะไรกันอยู่ ด้วยสัญชาตญาณช่างภาพ เขาจึงสอดแทรกตัวเองเข้าไป และเห็นคน 2 คนถูกแขวนไต้ต้นไม่ในบริเวณเดียวกัน ห่างกันเดินประมาณ 10-15 วินาที เขารีบถ่ายภาพโดยรวดเร็ว และรีบออกจากที่นั่นทันทีเพราะกลัวโดนยึดกล้อง ได้แท็กซี่ฝั่งตรงข้ามเพื่อตรงไปสำนักงานเอพี ประจำประเทศไทย

เมื่อไปถึงสำนักงาน เขาเล่าภาพเหตุการณ์ที่ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้หัวหน้าเขารับทราบ แต่หัวหน้าเขากลับพูดว่า “ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเป็นเรื่องจริง คนไทยไม่ทำเรื่องอย่างนี้หรอก” Neal จึงรีบจัดการจัดล้างฟิล์มและเอาภาพให้หัวหน้าดู หัวหน้าเขาจึงได้ส่งนักข่าวเอพีและช่างภาพอีกสองคน หลังจากนั้น Neal จึงจัดการส่งภาพไปยังสำนักงานใหญ่เอพีที่ญี่ปุ่น เราเองฟังแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจขั้นตอนการส่งภาพไปลงข่าวในสมัยนั้นนัก ตามที่เขาเล่ารู้สึกว่าจะยุ่งยากและมีหลายขั้นตอนทีเดียว เขาต้องส่งรูปที่ละใบที่สำนักงานไปรษณีย์ ซึ่งต้องทำเรื่องขออนุมัติทีละรูปจากหัวหน้าไปรษณีย์ก่อนจึงจะสามารถส่งได้ ซึ่งเขาห่วงว่าพนักงานไปรษณีย์จะไม่ได้รับอนุมัติจากหัวหน้าให้ส่งหรืออาจจะถูกบล็อก

ปรากฎว่าพนักงานไปรษณีย์ที่รับรูป เห็นรูปแขวนคอแล้วยังออกปากว่าถ่ายรูปได้ดี และรูปทั้งสิบเจ็ดรูปที่เขาส่งไปนั้นก็ได้รับการอนุมัติทั้งหมด แต่ละรูปต้องได้รับการคอนเฟิร์มจากโตเกียวว่าได้รับแล้ว จึงส่งรูปใบถัดไปได้

เขาจึงใช้เวลานานมากจนกระทั่งบ่ายการส่งรูปจนเสร็จสิ้น หลังจากนั้นเขาก็กลับไปสำนักงานและอยู่ที่นั่นจนถึงประมาณสี่โมงเย็น เขายังเล่าอีกว่าเพื่อนนักข่าวและช่างภาพที่ไปทำข่าวหลังจากที่เขากลับมาแล้วเล่าให้ฟังถึงการเผา ซึ่งเขาจำได้ว่าชื่อ มังกร คำเรืองวงศ์ และ Chee

เขาเล่าว่าเขาอยากหาทางออกจากเมืองไทย เพราะไม่แน่ใจในสถานภาพของเขาเมื่อภาพถูกเผยแพร่ออกไป แต่การณ์กลับตาลปัตร เพราะเมื่อรูปที่เขาถ่ายได้รับรางวัล Pulitzer นั้น หนังสือพิมพ์ไทยได้กล่าวถึงการได้รับรางวัลของเขาแต่ไม่ได้กล่าวถึงภาพที่ได้รับรางวัลแต่อย่างใด

เขายังพูดส่งท้ายด้วยว่า เวลาที่เขาทำงานในสงครามเวียดนามเขารู้ว่าจะยืนอยู่ตรงไหนจะปลอดภัย แต่เหตุการณ์หกตุลาเป็นการยิงกราดไปทั่วยิ่งกว่าสงคราม และเขาไม่รู้จะถูกยิงหรือไม่หรืออย่างไร

เขายังเล่าว่าเกือบจะครบรอบหกตุลาในทุกๆ ที เขามักจะได้รับการติดต่อจากคนที่ศึกษาเรื่องราวหกตุลา หรือว่าต้องการขอนุญาตใช้ภาพที่เขาได้รับรางวัล ซึ่งเขาได้ชี้แจงว่าต้องขออนุญาตจากสำนักงานใหญ่เอพี ประจำนิวยอร์ก เพราะคิดว่าฟิล์มทั้งหมดยังคงเก็บอยู่ที่นั่นจนบัดนี้

สุดท้ายเราได้ขออนุญาตถ่ายภาพเขาพร้อมกับหมวกที่ระลึก 40 ปี 6 ตุลา และขออนุญาตจากเขาหากเราจะนำรูปภาพของเขาและเล่าเรื่องราวที่เราคุยเขาให้เพื่อนๆ ฟังบ้าง


*

ย้อนอดีต เพื่ออนาคต ใครสั่งฆ่านักศึกษา เยี่ยงสัตว์ป่า กลางเมืองหลวงใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ในวันที่ 6 ตค. 2519
6 ตุลาฯ ชาวจุฬาฯมองอนาคต

14310547_563568683829931_8121951774357279169_o.jpg

Offline

#1149 September 20, 2016 4:29 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 769

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ตอนนี้อ้ายดาวพงษ์ รัตนสุวรรณ รมต.ศีกษาธิการปัจจุบัน กำลังเพาะเชื้อลูกเสือชาวบ้านเป็นมวลชนสังหารขึ้นมาอีก
ส่วนทางศาสนาก็ให้อัณฑะอิสระผู้ถือพัดขนนก(สำหร้บไว้พัดเตาหุงข้าว) แทนอดีตกิตติวุฒิอภิโถภิกขุ(อลัชชี)
ส่วนทางพวกช่างกล-อาชีวะดูยังปลุกไม่ขึ้น เห็นเด็กโค่งแก่ๆพุงพลุ้ยออกมาเดินแสดงกำลังครั้งเดียว
ส่วนอดีตนวพลของวัฒนา เขียววิมล กลายเป็นอ้ายเหรียญทองจอมเจ้าของกองขยะ แต่ไม่มีทุนและไม่มีเมกาเป็นที่ปรึกษาอีกต่อไป
หนาวแทนพวกมัน.... ผู้คนตาสว่างหมดแล้ว... ไม่ต้องศึกษาต่อปริญญาตาสว่างเป็นปริญญาเอกที่สุรชัยพยายามยัดเยียดให้เสียเวลาอีกต่อไป
เสื้อเหลือง-แดงกำลังเป็น"คน"ธรรมดาร่วมกัน......  แผ่นดินลุกเป็นไฟแล้ว ...ไม่มีใครฟังใครที่ไม่ได้เรื่อง...เพ้อเจ้อ...ทำให้เสียเวลาชีวิตอีกต่อไป....เชื่อตัวเองเจ้าคะ.

Last edited by amdang (September 20, 2016 5:26 PM)

Offline

#1150 September 22, 2016 12:05 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ยิ่งลักษณ์ ..ไม่ทราบว่าเอาตรรกะอะไรมาอ้างว่า ....เป็นคู่ขัดแย้ง ....ตอนที่สืบพยานโจทก์ ก็สงสัยเหมือนกันทำไมต้องสร้างกระแสไปศาล..พร้อมลูกหาบ ..อันนั้นมันจะเข้าข่ายข่มขู่พยานหรือเปล่า แม้ไม่ได้พูดก็ตาม...แต่ก็ไม่ได้คิดมากขนาดนั้น ...และตามโพสต์ในกระทู้ เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง # 21 ก็มาสังเกตุเทคติกในการสืบพยานของทนายจำเลยที่ไล่ถาม น.ส.สุภา ปิยะจิตติ แต่ พยานก็ตอบได้ตรงแถมตอกย้ำเจ็บอีกด้วย อ่านถ้อยคำแล้วเหมือนทนายโจทก์เป็นผู้ถามซะอีก ตรงนี้ทนายจำเลยพยายามซักเผื่อว่ามีขัดแย้งกับที่เคยให้การไว้กับทนายโจทก์ ...โดย...ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทนายฝ่ายจำเลยมักยกคำให้การของพยานฝ่ายโจทก์ และนำมติคณะรัฐมนตรีขณะนั้น รวมถึงบางคำสั่งต่าง ๆ ที่พยานพ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลังไปแล้ว มาซักถามหลายครั้ง ทำให้องค์คณะผู้พิพากษาต้องพูดจาห้ามปราม และให้ซักถามในประเด็น ส่วนประเด็นอื่น ๆ ให้นำสืบเอง เนื่องจากสามารถค้นหาได้อยู่แล้ว พร้อมทั้งให้ฝ่ายโจทก์และจำเลยหาข้อมูลว่า คณะรัฐมนตรีมีมตินำเงินรายได้จากการระบายข้าวมาทำจำนำข้าวใช้อำนาจอะไร ทำให้ทนายฝ่ายจำเลยต้องลดจำนวนคำถามลง โดยในวันนี้มีคำถามทั้งหมดประมาณ 162 คำถาม....ตกลง..พยานคนใดที่ให้การไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตนถือว่าเป็นคู่ขัดแย้ง!??..ภาษาหมอความ

1102e47f.jpg
* กลายเป็นตัวเองถูกตั้งกรรมการสอบ เพื่อปิดปากจาก รมต. คลัง สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 

http://www.prachachat.net/news_detail.p … 1474519470

"ยิ่งลักษณ์" ส่งทนายยื่น ป.ป.ช.ค้านตั้ง "สุภา" ประธานอนุกรรมการไต่สวน 6 คดี อ้างเป็นคู่ขัดแย้ง

updated: 22 ก.ย. 2559 เวลา 11:41:12 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

14745194701474519494l.jpg

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ก.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ายื่นหนังสือเป็นครั้งที่ 8 ถึง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. โดยมี นายพูลศักดิ์ คูณสมบัติ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักการข่าวและกิจการพิเศษ เป็นผู้รับหนังสือแทน เพื่อยืนยันการคัดค้านการแต่งตั้ง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง ในคดีที่กล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทั้งหมด 15 คดี โดยใน 6 คดี มี น.ส.สุภาเป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ เช่น กรณีถูกกล่าวหาแทรกแซงหรือเอื้อบุคคลในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กรณีกล่าวหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำ กรณีถูกกล่าวหาเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ชุมนุมทางการเมือง และมี 1 คดี ที่มีนายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว แต่กลับมาเป็นอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงด้วย

นายนรวิชญ์กล่าวว่า ในสมัยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น น.ส.สุภาเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา และเป็นประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ก็มีเหตุให้ข้อมูลการปิดบัญชี หลุดออกไปถึงมือนักการเมืองฝ่ายค้านในขณะนั้น นอกจากนี้ น.ส.สุภา และนายวิชา ยังเคยไปเป็นพยานเบิกความในฐานะพยานฝ่ายโจทก์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งถือเป็นคู่ขัดแย้งอย่างชัดเจน น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงเห็นว่าจากข้อเท็จจริงดังกล่าว หากปล่อยให้ น.ส.สุภา เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงและนายวิชาที่พ้นตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.ไปแล้ว กลับมาเป็นอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงอีก จะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการไต่ส่วนข้อเท็จจริง ทั้งๆ ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีทั้งหมดถึง 9 ท่าน แต่เหตุใดถึงให้ น.ส.สุภา เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ถึง 6 คดี

14745194701474519508l.jpg

นายนรวิชญ์กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เคยยื่นร้องคัดค้านมาแล้วถึง 7 ครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล ดังนั้น เพื่อรักษาสิทธิตามกระบวนการยุติธรรมที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งของคณะกรรมการป.ป.ช. และเพื่อให้คดีของอดีตนายกรัฐมนตรีได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้องและเป็นธรรม จึงขอคัดค้านความเห็นของคณะกรรมการป.ป.ช. ตามหนังสือสำนักงาน ป.ป.ช. ที่ปช 0012/1216 ลงวันที่ 29 ส.ค.59 และเพื่อยืนยันหลักฐานทางเอกสาร และพฤติกรรมแห่งการปฏิบัติตนของน.ส.สุภาและนายวิชา ในฐานะเป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง และอนุกรรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง ว่าไม่เหมาะสมอย่างไร โดยเฉพาะประเด็นใหม่ที่มีการยื่นเพื่อขอคัดค้านเพิ่มเติมครั้งนี้ คือรายละเอียดการให้การในชั้นศาลในคดีจำนำข้าวของน.ส.สุภา

นายนรวิชญ์ กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช.ส่งหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อแจ้งให้ทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง มีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น กรณีมีหน้าที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบในการเก็บกัก ควบคุม ระบาย หรือบริหารจัดการน้ำ เป็นเหตุให้เกิดมหาอุทกภัยในปี 2554 ซึ่งหนังสือดังกล่าวเป็นการแจ้งในน.ส.ยิ่งลักษณ์ ลงนามรับทราบในคำสั่งดังกล่าว และแจ้งกลับมายัง ป.ป.ช.ภายใน 15 วัน ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวก็มี น.ส.สุภา เป็นประธานประธานอนุกรรมการไต่สวนฯ ด้วยเช่นกัน

Last edited by linc49 (September 22, 2016 12:11 PM)

Offline

#1151 September 24, 2016 12:29 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

Prachatai

ก.คลังสรุปแล้ว 'ยิ่งลักษณ์' ต้องจ่าย 3.5 หมื่นล้านบาท ค่าเสียหายจำนำข้าว

Sat, 2016-09-24 15:54

อธิบดีกรมบัญชีกลางเผยผลพิจารณาคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งกรณีเรียกร้องค่าเสียหายจำนำข้าว ระบุ 'ยิ่งลักษณ์' ต้องชดเชย 3.5 หมื่นล้านบาท คิดจากค่าเสียหาย 2 โครงการจำนำข้าว ฤดูกาลผลิตข้าวนาปี 2555/2556 และ 2556/2557 วงเงินความเสียหายรวม 1.78 แสนล้านบาท แต่ในฐานะผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบค่าเสียหายในสัดส่วน 20% ที่เหลือ 80% ผู้ทำให้เกิดความเสียหายรองลงมาต้องรับผิดชอบตามสัดส่วน

24 ก.ย. 2559 เว็บไซต์ข่าวสด รายงานว่านายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง เปิดเผยว่า ส่งข้อสรุปเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจำนำข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไปยัง น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะกำกับดูแลกรมบัญชีกลางแล้ว กระบวนการหลังจากนี้จะส่งหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานที่เสียหายจำนำข้าว คือ สำนักนายรัฐมนตรี ในฐานะต้นสังกัดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และส่งไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อให้ลงนามคำสั่งทางปกครองให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดชอบค่าเสียหาย

นายมนัสกล่าวว่า ในส่วนค่าเสียหายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องชดเชยให้รัฐอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท เป็นการคิดจากค่าเสียหายใน 2 โครงการจำนำข้าวคือโครงการรับจำนำในฤดูกาลผลิตข้าวนาปี 2555/2556 และฤดูกาลผลิตข้าวนาปี 2556/2557 วงเงินความเสียหายรวม 1.78 แสนล้านบาท น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบค่าเสียหายในสัดส่วน 20% ที่เหลือ 80% ผู้ทำให้เกิดความเสียหายรองลงมาต้องรับผิดชอบตามสัดส่วน

นายมนัสกล่าวว่า ข้อสรุปครั้งนี้เรียกร้องค่าเสียหายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์เพียงคนเดียว เนื่องจากคณะกรรมการฯ ชุดนี้พิจารณาความผิดตามข้อสรุปของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดที่มีนายจิรชัย มูลทองโร่ย เป็นประธานส่งเรื่องมา และเป็นไปตามที่ป.ป.ช.ชี้มูล น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างไรก็ตามคณะกรรมการชุดนายจิรชัยสรุปความเสียหายจำนำข้าวรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไว้ที่ 2.8 แสนล้านบาท โดยเป็นการคิดความเสียหายใน 4 ฤดูกาลตั้งแต่ปี 2554-2557 ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งได้นำสำนวนดังกล่าวมาพิจารณา ประชุมถึงเรื่องนี้ถึง 13 ครั้ง สรุปว่าควรคิดค่าเสียหายเพียง 2 ฤดูการผลิตหลัง

แม้ว่าจะเกิดความเสียหายในฤดูกาลผลิตข้าวนาปี 2554/2555 และข้าวนาปรัง 2555 วงเงิน 1.15 แสนล้านบาท แต่พบว่าข้อมูลที่หน่วยงานตรวจสอบต่างๆส่งมาให้น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นเพียงข้อเสนอแนะที่ให้ระวังเกี่ยวกับการดำเนินโครงการรับจำนำว่ามีความเสี่ยงขาดทุน และให้มีการตรวจสอบป้องกันและแก้ไข ซึ่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้มีการส่งข้อเสนอแนะจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ ป.ป.ช. สตง. ไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับจำนำข้าวแล้ว ซึ่งเท่าที่ดูในข้อเท็จจริงพบว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอจะรับฟังได้ว่าได้ทราบอย่างแน่ชัดถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงถือว่าไม่ได้จงใจละเมิดหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการทำโครงการรับจำนำใน 2 ฤดูกาลแรกนายมนัสกล่าว

นายมนัสกล่าวต่อว่า มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายกับการดำเนินการในฐานะผู้บังคับบัญชา ถ้าพูดกันในเชิงนโยบายนั้นไม่ถือว่าเป็นการละเมิด นโยบายไม่ใช่การกระทำจึงไม่ใช่การละเมิด แต่สิ่งที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งพิจารณาคือน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของรัฐบาลในขณะนั้น จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าว หลังจากที่ทราบอย่างชัดเจนว่าเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว ก็ไม่ได้สั่งชลอหรือทบทวนโครงการ

นายมนัส กล่าวว่า ส่วนความเสียหาย 80% ที่เหลือ คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งเสนอแนะไปว่า หน่วยงานที่เกิดความเสียหายต้องมีการสืบสวนและต้องเรียกความเสียหายดังกล่าว โดยมีระยะเวลาเรียกค่าเสียหายภายใน 10 ปีนับจากเกิดความเสียหาย ส่วนกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น หากไม่เห็นด้วยกับการเรียกร้องค่าเสียหายตรงนี้ สามารถฟ้องศาลปกครอง เพื่อเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง หลังจากที่ได้รับคำสั่งทางปกครองแล้วได้ แต่ถ้าไม่คัดค้านจะเข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์เพื่อชดใช้ความเสียหาย เชื่อว่าน.ส.ยิงลักษณ์ต้องฟ้องคัดค้านแน่ ไม่ได้กังวล เพราะถือเป็นการทำตามหน้าที่ ไม่ได้ไปกลั่นแกล้งใคร และยืนยันว่าการเมืองไม่ได้แทรกแซงการพิจารณาครั้งนี้

yingluck-shinawatra-ousted.jpg

Offline

#1152 September 24, 2016 12:40 PM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 6,083

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

มันเอาแน่  โจรก็คือโจร

Offline

#1153 September 25, 2016 12:01 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

40 ปี 6 ตุลาฯ "งานทางปัญญาในสังคมอับจนปัญญา" โดย ดร.ธงชัย วินิจจะกูล

http://prachatai.org/journal/2016/09/68064

ธงชัย วินิจจะกูล เสนอข้อบ่งชี้วุฒิภาวะทางปัญญาแบบ 'พอเพียง'ของไทย-มองบวกการต่อสู้ยาวไกล

Sat, 2016-09-24 17:36

นักแสดงตลก นิยายประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ฯลฯ สะท้อนสังคมไทยติดกับดัก ‘ปัญญาแบบพอเพียง’ พร้อมให้กำลังใจผู้ต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงให้ทำใจสู้ระยะยาว ไม่มีทางลัด...“ผมเรียกว่า historical optimism โลกไม่ต้อนรับพวกหวังสั้นๆ ม้วนเดียวจบ แต่ต้อนรับพวกเข้าใจสัจจะและค่อยๆ ก้าวอย่างคงเส้นคงวาตลอดทั้งชีวิต”


คลิปปาฐกถา "งานทางปัญญาในสังคมอับจนปัญญา" โดย ธงชัย วินิจจะกูล ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์

29778518352_290c686978.jpg

24 ก.ย.2559 ในวาระ 40 ปี 6 ตุลาฯ ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ มีการแสดงปาฐกถาศิลปวัฒนธรรม หัวข้อ"งานทางปัญญาในสังคมอับจนปัญญา" โดยศาสตราจารย์ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประวัติศาสตร์ไทย มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน

ธงชัยตั้งข้อสังเกตที่ไม่เกี่ยวข้องกันนักเพื่ออธิบายลักษณะวัฒนธรรมทางปัญญา หรือพัฒนาการวุฒิภาวะทางปัญญาของสังคมไทย โดยเริ่มว่า เขาฝันอยากเป็นนักแสดงตลก ! แม้จะไม่มีทางเป็นไปได้ แล้วชี้ชวนให้พิจารณาถึงปรากฏการณ์ที่เขาหยิบยกขึ้นมา 8 ประการเพื่อเป็นตัวสะท้อนระดับวุฒิภาวะทางปัญญาด้านต่างๆ ของสังคม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ นักแสดงตลกเสียดสี

เขากล่าวว่า หากพูดในทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลาง ในทางการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชอบกล่าวว่าเราติดกับดักประชาธิปไตย แต่เขากลับคิดว่าเราติดกับดักกึ่งประชาธิปไตยต่างหาก ตลอด 40 ปีที่ผ่านมาเราพยายามไปให้พ้นภาวะประชาธิปไตยครึ่งใบในรูปแบบต่างๆ ระบอบการเมืองในอนาคตอันใกล้ก็คาดได้ไม่ยากว่าจะอยู่ในกึ่งประชาธิปไตยอย่างน้อยอีก 10-20 ปี

“ส่วนในด้านปัญญาความรู้ เราเติบโตมาระดับหนึ่ง แต่ลงท้ายเราติดกับดักทางปัญญาระดับปานกลาง เราพอใจกับการมีปัญญาแค่พอเพียง แต่ผมอยากจะเรียกว่า สังคมอับจนปัญญา” ธงชัยกล่าว

29265767603_7dfb5f2748.jpg

ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ธงชัยหยิบยกมาวิเคราะห์มีดังนี้

1.นักศึกษาไทย
จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้สอนนักศึกษาไทยระดับหลังปริญญาตรีและจากการสอบถามเพื่อนร่วมวิชาชีพหลายคน พบปรากฏการณ์คล้ายกัน ปัญหาพื้นฐานยิ่งกว่าการคิดไม่เป็นคือ นักศึกษาอ่านหนังสือไม่เป็น หมายความว่า นักศึกษาไทยอ่านหนังสือแล้วจับใจความสำคัญไม่ค่อยได้ เขามักใส่ใจกับข้อเท็จจริงรูปธรรมแต่ไม่รู้ว่ามีความหมายอย่างไรในบริบทของเรื่องที่อ่าน เมื่อไม่สามารถจับใจความสำคัญของตอนนั้นได้ ข้อเท็จจริงที่หยิบยกก็จะอยู่อย่างกระจัดกระจาย หาความหมายเพื่อโยงเชื่อมสอดคล้องกันไม่ได้ เมื่อจับใจความไม่ได้ก็วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้

“ไม่กี่ปีก่อนเรามักพูดว่าคนไทยความรู้ไม่พอ ข้อมูลไม่พอ แต่ผมคิดว่านั่นไม่ใช่ปัญหาแล้ว ข้อมูลมีเยอะมาก แต่เราไม่มีความสามารถจัดการกับข้อมูลท่วมหัวนั้น หมายถึงไม่รู้จักแยกแยะว่าอะไรสำคัญไม่สำคัญต่อโจทย์หนึ่งๆ นี่เป็นทักษะเบื้องต้นซึ่งสอนกันได้ คุณสมบัติของประชากรแบบนี้สอดคล้องกับสังคมที่เป็นอยู่ สังคมไม่ได้ต้องการคนที่อ่านหนังสือเป็น สังคมไทยต้องการทักษะแค่ระดับที่เป็นอยู่”

“ผมไม่ได้มองเป็นทฤษฎีสมคบคิดเพื่อชี้นิ้วว่าใครหรือกลุ่มใดตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น แต่ภาวะเงื่อนไขวัฒนธรรมทางปัญญาเป็นอย่างไร ทำไมมันจึงไม่เกิดแรงผลักดันหรือจูงใจให้เกิดการอ่านหนังสือเป็น การท่องอาขยานค่านิยม 12 ประการเป็นตัวสะท้อนภาวะนั้นอย่างดี”

2.สื่อมวลชน
สื่อมวลชนกับผู้บริโภคสะท้อนซึ่งกันและกัน สื่อมีโอกาสและอาจต้องการเป็นตะเกียงส่องทาง แต่ความจริงแล้วเขาต้องสะท้อนตลาด เราอาจว่าสื่อต่างๆ นานาแต่เคยคิดหรือไม่ว่า สังคมไทยไม่มีเงื่อนไขให้เขาพัฒนาคุณภาพ เพราะพัฒนาไปก็ขายไม่ได้ ทั้งการเลือกข่าว การเขียนข่าว โปรแกรมทีวี เหล่านั้นล้วนสะท้อนวุฒิภาวะทางปัญญาของสังคมด้วยกันทั้งสิ้น เขาไม่ได้ไม่ฉลาดแต่สุดท้ายตลาดช่วยเกลี่ยให้มันอยู่ในภาวะ “ปานกลาง”  ไม่ได้บอกว่าสื่อฝรั่งมีคุณภาพดีมาก โลกตะวันตกมีหนังสือพิมพ์ห่วยๆ ด้วย เพราะทุกสังคมมีตลาดหลากหลายด้วยกันทั้งสิ้น สิ่งที่ต่างกันคือ ในสังคมที่มีวัฒนธรรมทางปัญญาพัฒนาพอควร สื่อที่เน้นการซุปซิปนินทา เน้นสีสัน เรื่องมหัศจรรย์นั้นไม่มีอิทธิพลทางสังคมการเมืองนัก สื่อแบบนี้เรียกว่า สื่อ fringe หรือสื่อที่อยู่ตามตะเข็บ เช่นเดียวกับพวกสื่อฝ่ายซ้ายที่มีเฉพาะคนที่สนใจตามอ่าน สื่อที่มีขนาดใหญ่โตที่สุดได้แก่ สื่อคุณภาพไปถึงระดับกลางๆ หรือที่เรียกว่าแทบลอยด์ สำหรับหนังสือพิมพ์ไทยที่เราเรียกกันว่า ‘คุณภาพ’ นั้นโดยส่วนตัวเห็นว่ามันอยู่ระหว่างกึ่งคุณภาพและกึ่งแทบลอยด์ คอลัมนิสต์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับแสดงความเห็นอย่างผิวเผินแล้วอาศัยสำนวนภาษาทำให้หวือหวา

“นสพ.อย่างผู้จัดการ สื่อแบบนี้เป็น fringe ในสังคมตะวันตก แต่ในสังคมไทยกลับมีอิทธิพลมหาศาล”

3.มหาวิทยาลัย
เรื่องนี้มีเรื่องให้พูดเยอะมากได้ถึง 3 ชั่วโมง จึงขอยกมาพูดเพียงสั้นๆ ว่าแม้การจัดอันดับในโลกไม่ว่าโดยประเทศไหนล้วนมีปัญหาและข้อโต้แย้งได้หมด แต่ปรากฏการณ์เกิดขึ้นตรงกันว่ามหาวิทยาลัยไทยที่ดีที่สุด คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยมหิดล นั้นทุกสำนักจัดอันดับตรงกันว่า มันไม่เคยอยู่เลยระดับกลางๆ ได้เลย ขณะที่มหาวิทยาลัยไทยส่วนใหญ่ไม่อยู่ในสารบบการจัดอันดับด้วยซ้ำเพราะอยู่ในระดับต่ำเกินไป สาเหตุของเรื่องนี้ต้องอภิปรายกันอีกมาก เราอาจโทษอาจารย์ โทษอธิการบดีได้ทั้งสิ้น หรือว่าแท้จริงแล้วสังคมไทยไม่มีแรงกระตุ้น ไม่มีความต้องการมหาวิทยาลัยที่ดี เป็นไปได้ไหมที่สังคมไทยไม่มีปัจจัยกระตุ้นให้มหาวิทยาลัยไทยไปพ้นจาก 'มหาวิทยาลัยในระดับพอเพียง' การเริ่มมหาวิทยาลัยไทยผลิตบัณฑิตรับใช้รัฐกึ่งอาณานิคม รัฐราชการ และแม้แต่ในยามที่ผลิตคนมารับใช้ตลาดก็เป็นตลาดของรัฐราชการ

4.ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์
ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์นั้นได้แก่ ศาสนา วรรณคดี ปรัชญา ฯลฯ มนุษยศาสตร์มีรากร่วมกันทั่วโลกคืออยู่ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมในโลกมาหลายร้อยปี, มีลักษณะย้อนมองหาตัวเอง ไม่แปลกที่ประเทศไหนก็ต้องสนใจศึกษาเรื่องตัวเอง, มนุษยศาสตร์ของทุกสังคมในโลกเคยผ่านระยะที่ผลิตความรู้เหล่านั้นเพื่อให้เกิดความภูมิใจ ความรักชาติด้วยกันทั้งสิ้น แต่ความแตกต่างระหว่างสังคมที่มีหรือไม่มีวุฒิภาวะทางปัญญา คือ จะผลิตซ้ำความรู้เดิมหรือก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับความรู้ในสังคมตัวเอง, เป็นความรู้ที่เปิดหูเปิดตาต่อโลกกว้างหรือเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางอย่างมากจนกลายเป็นความคับแคบ, และจะก้าวข้ามมนุษยศาสตร์แบบไม่วิพากษ์วิจารณ์ได้หรือไม่   

ภารกิจของมนุษยศาสตร์ คือ ทำให้ปัจเจกชนแต่ละคนมีความสามารถในการแยกแยะ วิเคราะห์ สังเคราะห์จัดการกับข้อมูลท่วมหัว มอบเครื่องมือทางความคิดในการจัดการกับความรู้ต่างๆ ที่ประดังเข้ามาทุกวี่วัน ความสามารถและเครื่องมือเหล่านี้จึงไม่ใช่ความรู้ประยุกต์ที่ใช้ในการผลิตสินค้าหรือบริการ ฯลฯ การฝึกฝนทางมนุษยศาสตร์เป็นฐานของอุดมศึกษาทุกสาขาวิชา แต่ไม่สามารถประยุกต์สร้างผลผลิตที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ เรียกว่า อยู่บนหอคอยงาช้างนั่นเอง ซึ่งมันก็สำคัญเพราะมันทำให้คนคิดเป็น แต่ของสังคมไทยนั้นต่างไป ประวัติศาสตร์ของมนุษยศาสตร์ในตะวันตกเป็นฐานของการปะทะเพื่อการปรับตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ยุค enlightenment ของตะวันตก แต่ของไทยเป็นการปรับตัวเข้าสู่ความเป็นกึ่งอาณานิคม เราคิดว่าของฝรั่งดีกว่าของเรา แต่ขณะเดียวกันการปรับตัวของมนุษยศาสตร์ของเราก็เป็นฐานที่มั่นของความเป็นไทยเพื่อต้านทานตะวันตก ยืนยันเอกลักษณ์ของตัวเอง แสดงความเหนือกว่าของศาสนา ปรัชญา วรรณคดีของไทย ยืนยันระเบียบทางสังคมแบบสูงต่ำของไทยว่าดีอยู่แล้ว พูดง่ายๆ มนุษยศาสตร์กลายเป็นป้อมปรากการในการค้ำจุนระบบเดิม แม้ปรับตัวเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ แต่ก็ยังค้ำจุน establishment จึงติดกับดักภารกิจเน้นความภูมิใจและหลงตัวเอง นี่คือ กับดักของภูมิปัญญาระดับพอเพียง ภารกิจนี้อาจเหมาะกับปลายศตวรรษ 19 ถึงต้นศตวรรษ 20 แต่ตอนนี้มันลากยาวมาจนถึงศตวรรษที่ 21

29778507832_24479de2d5.jpg

5.นักแสดงตลกเสียดสี
ความแตกต่างระหว่างหม่ำ จ๊กม๊ก กับพวก จอห์น วิญญู, จอห์น โอลิเวอร์, จอน สจ๊วต คือ อย่างแรกเป็นนักแสดงตลก อย่างหลังคือนักแสดงตลกเสียดสี ซึ่งอย่างหลังนี้ไม่เห็นในผังรายการทีวีไทย แต่สำหรับสังคมฝรั่งพวกนี้อยู่ในรายการช่วงไพรม์ไทม์

การแสดงตลกของไทยมีแบบแผนการพัฒนาเหมือนกับทั่วโลก นั่นคือ มีตลกผู้ดีกับชาวบ้าน ลักษณะที่ต่างกันระหว่างสองอย่างนี้ คือ อะไรล้อเล่นได้และอะไรห้ามล้อเล่น ตรงนี้ไทยไม่เหมือนกันกับประเทศตะวันตก การล้อเลียนอำนาจได้แก่ เจ้า พระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องปกติในวัฒนธรรมชาวบ้านในทุกสังคม ล้อเป็นประจำพร้อมๆ กับเคารพนับถือด้วย ซึ่งจะอธิบายก็ดูจะยาวเกินไปว่าทำไมชาวบ้านสามารถจัดการความย้อนแย้งนี้ได้ ตัวอย่างที่รู้จักกันดีคือ ศรีธนญชัย

แคทธารีน โบวี่ พบว่าพระเวสสันดรชาดกเวอร์ชั่นชาวบ้าน นอกจากการให้ทานแล้วยังล้อเลียนทำให้อำนาจเป็นเรื่องตลก ดังนั้นตัวเด่นมากคือ ชูชก ในวัฒนธรรมของชนชั้นสูงโดยเฉพาะอยุธยา-กรุงเทพฯ โบวี่พบว่ามันกลยเป็นเวอร์ชั่นที่ชูชกเป็นคนน่าเกลียด อัปลักษณ์และสมควรถูกประณาม วัฒนธรรมล้อเลียนอำนาจอยู่ในวัฒนธรรมทั้งแบบของผู้ดีและแบบของชาวบ้านในช่วงก่อนยุคสมัยใหม่ แต่เมื่อเกิดการขยายตัววัฒนธรรมมาตรฐานเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมานี้ มันได้เบียดขับให้วัฒนธรรมชาวบ้านเป็นวัฒนธรรมที่ต่ำกว่าของกรุงเทพฯ ซึ่งไม่มีการล้อเลียนอำนาจ มันจึงกลายเป็นมาตรฐานปัจจุบันที่ตลกไทยไม่ใช่ตลกเสียดสีล้อเลียนอำนาจ ประเด็น เจ้า พระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นเรื่องเกินขอบเขต ตลกของสังคมไทยสมัยใหม่ถูกจำกัดกรอบ มีแดนที่ห้ามละเมิดมากมายเหลือเกิน จึงกลายเป็นแค่ตลกโปกฮา มีแพทเทิร์นหลักอยู่ 2 แบบ คือ 1. ความโง่ เซ่อเซอะ เปิ่นเชยของคนบ้านนอก คนกลุ่มน้อย คนช้ำต่ำ 2. เอาความเบี่ยงเบนผิดเพี้ยนจากภาวะที่ถือว่าปกติมาทำให้เป็นเรื่องตลก เช่น คนพิการ คนไม่สมประกอบ กระเทย คนจีนที่พูดไทยไม่ชัด เป็นต้น ทั้งนี้แดนหวงห้ามที่เป็นสากลสำหรับตลกทั่วโลก คือ เรื่องเพศ แต่แดนหวงห้ามของไทยคือ อำนาจของชนชั้นสูง ตลกไทยไม่เสียดสีขนบของสังคม มีเพียงบางคนที่ทำเป็นบางครั้ง

6. นิยายประวัติศาสตร์
สังคมไทยไม่มีหนังสือนิยายประวัติศาสตร์ดีๆ แม้เพียงสักหนึ่งเล่ม ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบก็คือ เพราะประวัติศาสตร์ไทยศักดิ์สิทธิ์เกินไป (ผู้ฟังปรบมือ)

“มันต้องล้อได้สิ ต้องหาเรื่องได้สิ ต้องเล่นพิเรนห์กับประวัติศาสตร์ได้สิ แต่คุณทำแบบนั้นไม่ได้ มันก็เป็นกรอบและเพดานจำกัดจินตนาการที่อิงกับประวัติศาสตร์ เราไม่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์ที่ถือว่าเป็นผลผลิตของคำถาม ของการตีความ ของการให้เหตุผล ของการให้จินตานาการ เราไม่เห็นว่าประวัติศาสตร์เป็นกึ่งๆ นิยายอย่าเชื่อมากนัก เพราะความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ผลิตกันมาเป็นปัจจัยสำคัญมากต่อการสร้างชาติและการคงอยู่ของชาติ สำคัญมากของการดำรงอยู่ของชนชั้นนำ จึงเป็นสิ่งห้ามหักล้าง โครงเรื่อง คอนเซ็ปท์ต่างๆ มักอยู่บนฐานอุดมการณ์ราชาชาตินิยม เหล่านี้จะยอมให้หักล้างไม่ได้”

เราจึงมีนิยายาประวัติศาสตร์ที่ใช้ประวัติศาสตร์แบบตายตัวอยู่ 2 แบบ คือ 1.ใช้เป็นแค่ฉากหลังของเรื่องรัก ริษยา โรแมนติก ทั้งที่นิยายรักโรแมนติกอยู่ในฉากแบบไหนก็ได้ ไม่ได้ช่วยให้เราสร้างสรรค์จินตนาการหรือทำให้เกิดความสงสัยในประวัติศาสตร์ใดๆ ทั้งสิ้น 2.ใช้เล่าเรื่องวีรกรรมปกป้องชาติบ้านเมืองให้รอดจากน้ำมือต่างชาติหรือคนทรยศภายในชาติ

“ความรู้ทางประวัติศาสตร์ของประเทศอื่นได้พัฒนาออกไปไกลโขจากกความรู้แบบศักดิ์สิทธิ์แบบที่กล่าวมา เป็นเรื่องการให้เหตุผล มุมมอง เป็นเรื่องการสร้าง narrative (เรื่องเล่า) ที่แตกต่างมองได้หลายมุม จึงไม่สามารถเอ่ยอ้างความศักดิ์สิทธิ์ได้ ขณะที่นักประวัติศาสตร์อาศัยอ้างอิงตามหลักฐานตามหลักวิชา นิยายได้อาศัยความรู้ทางประวัติศาสตร์เป็นฐาน แล้วจินตนาการออกไปเกินเลยกว่าที่มีหลักฐาน นักประวัติศาสตร์ต้องการนักเขียนนิยายประวัติศาสตร์ เขาต้องเจียมตัวรู้ข้อจำกัดตัวเองว่าไม่มีทางตีความเกินไปจากหลักฐาน นิยายประวัติศาสตร์จึงทำหน้าที่ที่นักประวัติศาสตร์ทำไม่ได้ ผมมองหานิยายแบบนี้แต่ยังไม่พบในโลกภาษาไทย”

7. การถกเถียงแบบพวกเคร่งศาสนาในหมู่นักต่อสู้ทางการเมือง
เราจะเห็นปรากฏการณ์นี้ได้ทางเว็บบอร์ดหรือทางเฟซบุ๊ก เรื่องนี้ก็สะท้อนระดับวุฒิภาวะทางปัญญาแบบพอเพียงเหมือนกัน เป็นการถกเถียงอย่างดุเดือดเอาเป็นเอาตาย ทุกถ้อยคำ โดยเฉพาะในหมู่พวกเดียวกัน เป็นกันทุกฝ่าย บ่อยครั้งการถกเถียงนี้มีความสำคัญสำหรับแอคติวิสต์เสียยิ่งกว่าการอ่านหนังสือหรือการหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อมาตอบคำถามต่างๆ

เรื่องนี้จะขอพูดเพียงเท่านี้เพราะหากพูดมากกว่านี้อาจถูกฉกฉวยประเด็นนี้เพียงไปเป็นประเด็นต่อเนื่องเพียงเรื่องเดียว โดยลืมเรื่องอื่นๆ ที่พูดมากมายไปหมด

“ขอเน้นแค่ว่า การถกเถียงประเภทนี้เป็นการถกเถียงทางศาสนา เถียงกันเอาเป็นเอาตาย พลาดกันนิดหนึ่งไม่ได้ ใช้วิธีดูถูกเหยียดหยามคนอื่น พวกเคร่งศาสนาเขาเถียงกันแบบนี้มาก่อนพวกนักปฏิวัติเสียอีก เพราะพวกเคร่างศาสนายอมไม่ได้ให้มีการประนีประนอม มีแต่ถูกกับผิดเท่านั้น” 

สรุป
โดยสรุป ถ้าเราคิดว่าในทางเศรษฐกิจเราติดกับดักรายได้ปานกลาง ในทางการเมืองติดกับดักกึ่งประชาธิปไตยในหลายรูปแบบ ในด้านวัฒนธรรมสังคมไทยติดกับดักการมีปัญญาแค่พอเพียง ในทางเศรษฐศาสตร์และการเมืองนั้นมีตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมมากมายอยู่แล้ว จึงอยากเสนอว่า เราน่าจะหาตัวชี้วัดวุฒิภาวะหรือระดับวัฒนธรรมทางปัญญาด้วยเช่นกัน ตัวอย่างที่ยกมาเป็นการเชิญชวนให้เอาสถานะของนักแสดงตลกเสียดสี, นิยายประวัติศาสตร์ ,ความนิยมในสื่อประเภทต่างๆ มาลองเป็นตัวชี้วัดว่าเราพ้นภาวะอับจนปัญญาหรือยัง ผมก็ไม่มีคำตอบ 100% แต่คิดว่าน่าจะได้

29857297006_3e37b9131f.jpg

สาเหตุของการอับจนปัญญาหรือมีปัญญาอย่างพอเพียง
ถามว่าสาเหตุของปรากฏการณ์นี้เกิดจากอะไร เราอย่าเอาแต่โทษครู นายพล นายกฯ แต่น่าจะถามว่าอะไรคือ เงื่อนไขทางสังคมที่ไม่เอื้ออำนวยเลยให้เราพ้นจากกับดักทางปัญญา ปัจจัยดังกล่าวมี 3 อย่าง คือ

1.ความสัมพันธ์ทางสังคมสูงต่ำเป็นช่วงชั้นที่สถาปนาตัวเองเป็นระบบอุปถัมภ์ขององค์การทุกชนิด มันทำให้สถาบันยึดตัวบุคคลที่เป็น “ผู้ใหญ่” แทนที่จะยึดกับกฎเกณฑ์ กฎหมาย หลักการ จรรยาบรรณวิชาชีพ ทุกสังคมทุกองค์กรในโลกนี้มีทั้งสองด้าน แต่ประเด็นคืออะไรเป็นหลัก อะไรเป็นรอง

ระบบอุปถัมภ์มีผลถึงทุกอย่างแม้แต่นิติรัฐ ในความเป็นจริงนิติรัฐของไทยตั้งแต่เข้ายุคสมัยใหม่ ไม่เคยมีนิติรัฐที่ประชาชนเสมอภาคกันทุกคน แต่เป็นหลักนิติรัฐแบบอุปถัมภ์ อาจารย์เสน่ห์ จามริก เรียกสังคมแบบนี้ว่า สังคมราชูปถัมภ์

2. การเมือง การเมืองที่ค้ำจุนทางอำนาจแบบเดิมหรือแบบช่วงชั้นนี้ ไม่ว่าระบอบเผด็จการทหารหรือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในช่วง 40 ปีหลังนี้ มีความเหมือนในแง่ที่ว่า ไม่มีระบอบไหนที่กัดเซาะระบบความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ รวมทั้งระบอบหลังการปฏิวัติ 2475 ด้วย แม้มีความพยายามแต่ก็ล้มเหลว โปรดสังเกตว่า ยามใดก็ตามที่ทหารครองอำนาจ โดยเฉพาะช่วง 2 ปีมานี้ยิ่งเห็นชัด วัฒนธรรมทางปัญญาจะย้อนกลับไปสู่อนุรักษ์นิยมอย่างรวดเร็วและรุนแรงมาก การเมืองที่ดีไม่ใช่เพียงมุ่งเน้นแค่เรื่องการคอร์รัปชัน ทั้งโลกล้วนเห็นว่าการเมืองเป็นเรื่องความสัมพันธ์ทางอำนาจ ถ้าประชาชนเป็นใหญ่ มีโอกาสตรวจสอบผู้มีอำนาจ เปลี่ยนผู้มีอำนาจได้ตามเจตจำนง อย่างน้อย 4 วินาทีในคู่หาเลือกตั้งในทุกๆ 4 ปีก็ยังดี เพราะมันคือการเปิดประตูไปสู่การจัดสรรความสัมพันธ์ของอำนาจในสังคมว่าจะอยู่ในลักษณะไหน ถ้าเป็บแบบบ่าวไพร่ไม่มีโอกาสแม้แต่ 4 วินาทีก็ทำให้อำนาจยิ่งตรวจสอบไม่ได้ เสรีภาพเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยไม่จำเป็นเพราะมีระบบอุปถัมภ์อยู่แล้ว

3.ลัทธิราชาชาตินิยม หัวข้อนี้ขอไม่กล่าวมากกว่านี้

“โดยสรุป การต่อสู้ทางวัฒนธรรมทางปัญญาไม่มีทางลัด ต้องสู้ทีละก้าว แต่ขอได้โปรดตระหนักว่า ไม่ใช่ฟังแล้วจะต้องหมดแรง มันมีก้าวกระโดดเป็นระยะ ที่ว่าไม่มีทางลัด คือ อย่าหวังการปฏิวัติพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ม้วนเดียวเกิดการเปลี่ยนแปลง มันต้องก้าวไปเรื่อยๆ ทีละกาวๆ แล้วผลักดันให้เกิดการกระโดดบ้าง เพราะการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินพิสูจน์มาแล้วว่าล้มเหลวแม้กระทั่ง 2475 แม้เปลี่ยนการเมืองแต่ก็เปลี่ยนระบบอุปถัมภ์ยังไม่ได้”

“ถ้าต้องการการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ถ้าชีวิตนี้คิดว่าไม่มีสิ่งนั้นแล้วจะเก็บของกลับบ้านก็เชิญ แต่ถ้าเราตระหนักในความเป็นจริงของมนุษย์ว่ามันหลากหลาย เราไปบังคับเขาไม่ได้ ... ถ้าเคารพในปัจเจกมันต้องให้เวลา เราควรทำตัวเราทำใจเราให้พร้อมกับภาวะที่ต้องสู้กันยาวๆ เราอาจไม่ทันได้พบนักแสดงตลกดีๆ หรือหนังสือประวัติศาสตร์ดีๆ ก็ได้ เพราะเราอาจตายก่อน ถ้าคุณคิดว่าทำใจได้ เข้าใจภาวะปกติของมนุษย์ เราก็ผลักดันต่อทีละด้าน ทีละกรณี ไปเรื่อยๆ อยู่กันยาวๆ”

“เรามีความทุกข์ขมขื่นผิดหวังกับประชามติ แต่ถ้าเรามีวุฒิภาวะทางปัญญาจริงเราควรเข้าใจสิ่งนี้ และมีความสุขกับการสู้ไปยาวๆ ได้ โปรดตระหนักอยู่ในใจตลอดเวลา โลกเปลี่ยนแปลงได้ และโลกเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ความเป็นจริงสังคมไทยเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐานเชิงโครงสร้างมาเท่าไรแล้ว ไม่ได้อยู่นิ่ง และความปรารถนาในชีวิตที่ดีของปุถุชนธรรมดานั่นเองจะทำให้คนสร้างสรรค์ ธรรมชาตินี้ไม่เคยตายจากมนุษย์ ทำอย่างไรให้ศักยภาพเหล่านั้นเสนอตัว แสดงตัวออกมา สู้ไปทีละนิดๆ เพราะเราเชื่อมั่นว่ามนุษย์อยากมีชีวิตที่ดี so basic ไม่ต้องการอุดมการณ์ใดๆ มาค้ำยันด้วยซ้ำ”

“ผมเรียกมันว่า historical optimism โลกไม่ต้อนรับพวกหวังสั้นๆ ม้วนเดียวจบ แต่ต้อนรับพวกเข้าใจสัจจะและค่อยๆ ก้าว”

เป็นการค่อยๆ ก้าวอย่างคงเส้นคงวาตลอดชีวิตโดยมีการมองโลกในแง่ดีเช่นนั้นเป็นพื้นฐาน ในระยะใกล้สถานการณ์อาจแย่ลงมาก แต่เชื่อมั่นเถิดว่าในระยะยาวประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยแน่ๆ เพราะคนเปลี่ยน ความหลากหลายของคนมีมากขึ้น สังคมซับซ้อนขึ้นจนไม่สามารถตกลงกับแบบอื่นได้นอกจากต้องเจรจาต่อรองอย่างสันติ ประชาธิปไตยเป็นเรื่องหนีไม่พ้นสำหรับสังคมที่ขยายตัวและซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

20160924_cover_thongchai_thumb.jpg

Offline

#1154 September 25, 2016 12:04 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

Thaienews + *added

วันเสาร์, กันยายน 24, 2559

ท่าทีสหรัฐต่อรัฐบาลคสช. เปลี่ยนไป?

3 โพสต์ต่อคำถามนี้...

1. โพสต์จาก Somsak Jeamteerasakul ตั้งประเด็น

2. ข่าวจาก มติชนออนไลน์ -
‘ทูตมะกัน’ พบ ‘ประวิตร’ ชมกระบวนการจัดประชามติของไทย มีเสรีภาพ-ยุติธรรม(คลิป)

3. โพสต์จาก U.S. Embassy Bangkok - เอกอัครราชทูตกลิน เดวีส์ เข้าเยี่ยมคารวะพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านความมั่นคง


ooo

S1.png

ท่าทีสหรัฐเปลี่ยนไป?

http://www.matichon.co.th/news/295496

เรื่องนี้ เดิมผมนึกจะไม่เขียนแล้ว เพราะมีความไม่แน่ใจนิดหน่อยและคิดว่าไว้รอดูต่อไป แต่เห็นมีมิตรสหายบางท่านโพสต์ขึ้นมา ก็เลยขอเขียนสักหน่อย เผื่อคนอื่นอาจจะตกข่าว

คือเมื่อวานผมดูคลิปการให้สัมภาษณ์ของท่านทูตเดวีส์ แล้วรู้สึกสะดุดใจ (ใครฟังภาษาอังกฤษได้ ขอให้ฟังภาษาอังกฤษของท่านทูต เพราะล่ามแปลไม่ถึงกับตรงแบบคำต่อคำนัก) มีความรู้สึกเหมือนกับว่า ท่าทีทูตสหรัฐเปลี่ยนไป แม้จะไม่ถึงกับชัดแจ้ง คือเป็นแบบที่ฝรั่งเรียกกันว่า subtle (ไม่รู้จะแปลไทยยังไง ประมาณว่า "แบบบางๆ" คือเปลี่ยนแบบไม่โจ่งแจ้ง) นอกจากพูดว่า "ประชามติ" free and fair on the day (เสรีและเป็นธรรมสำหรับวันนั้น) ยังพูดถึง "โร้ดแม็พ" ในลักษณะที่เหมือน positive กว่าเดิม ไม่มีการเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการปิดกั้นเสรีภาพที่มีอยู่ในขณะนี้ (ดูเปรียบเทียบกับคำของท่านทูต วันหลังประชามติ ซึ่งไม่มีคำว่า free and fair เลย และมีการเรียกร้องว่า we strongly urge the government to lift restrictions on civil liberties, including restrictions on freedom of expression and peaceful assembly - เราขอเรียกร้องอย่างยิ่งให้รัฐบาลยกเลิกการจำกัดเสรีภาพของพลเมือง ซึ่งรวมถึงการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบ http://bit.ly/2auzDR7)

โดยส่วนตัว ผมคิดว่าเป็นไปได้ที่ สหรัฐเปลี่ยนท่าทีจริง (อย่าง subtle ที่ว่า) ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ผมก็ไม่ถึงกับแปลกใจนัก อันที่จริง แต่ไหนแต่ไร ผมประเมินความสำคัญของท่าทีต่างประเทศต่อการเมืองไทยในระดับต่ำกว่าที่มิตรสหายหลายคนประเมิน (พวกเสื้อแดงในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐเอง ประเมินเรื่องท่าทีสหรัฐ หรืออียู สูงเกินจริง ในประเทศเองก็เช่นกัน เช่นคราวเรื่อง "ตัวแทนอียู" เชิญยิ่งลักษณ์หรือมาพบยิ่งลักษณ์อะไรแบบนั้น - อย่างที่ผมยืนยันตั้งแต่ตอนนั้นว่า กรณีนั้นไม่ใช่ "รัฐสภาอียู" อย่างที่พูดๆกัน)

ประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะบอกคือ #ท่าทีต่างประเทศต่อเรื่องแบบนี้มันขึ้นอยู่ท่าทีคนไทยเองในประเทศไทยด้วย  คือ ถ้ามีเสียงเรียกร้องต่อต้านมาก ท่าทีของต่างประเทศก็จะมากตามไปด้วย และเรื่องนี้ มันนำไปสู่ปัญหาหนึ่ง ซึ่งผมพูดนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คนรณรงค์โหวตโน "เสียน้ำใจ" แต่มันเป็นความจริง ในทัศนะของผมที่ว่า #การที่กลุ่มรณรงค์เองไม่ชัดเจนเกี่ยวกับปัญหาว่าประชามติครั้งนี้มันไม่ใช่ประชามติจริงๆ มันเป็นของเก๊ #ที่ยอมรับไม่ได้และควรเป็นโมฆะ (คือไม่ใช่เพียงแค่มีการจำกัดต่างๆที่รู้กันดี แต่ว่า จริงๆแล้วสมควรถือว่ามันโมฆะ) #เป็นอะไรที่มีผลต่อต่างประเทศด้วย เช่นกรณีแถลงการณ์ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ New Democracy Movement - NDM และแอ๊คติวิสต์อีกบางส่วน ที่ออกมา "ยอมรับการตัดสินใจของประชาชน" ซึ่งผมยืนยันตั้งแต่ตอนนั้นว่า #เป็นความผิดพลาดมากอย่างสำคัญด้วย (แต่ก็ยังมีแอ๊คติวิสต์ที่เกี่ยวข้องยืนกรานว่า "ไม่เห็นผิดตรงไหน ผิดตรงที่ไม่ถูกใจ สศจ เท่านั้น" อะไรแบบนั้น) คือ ถ้าคนในประเทศเอง ยังไปมีท่าทีแบบนี้ ต่างประเทศเขาก็ "ขยับ" เปลี่ยนตามได้ (ขอให้สังเกตว่า ตอนผลประชามติออกมาใหม่ๆ แถลงการณ์ต่างประเทศ ไม่ว่าสหรัฐ (ที่ยกมาข้างบน) หรืออียู ออกมาแบบแข็งกว่าแถลงการณ์ของคนรณรงค์เอง อย่าง NDM ด้วยซ้ำ ไม่มีการออกมาพูดเรื่อง "...เรายอมรับ.." อะไร แต่แน่นอน พอเวลาผ่านไป ก็เป็นไปได้ - เช่นอาจจะกรณีทูตเดวีส์นี้ - ที่เขาก็ตามกระแสของคนในประเทศเองไป แล้วหันไปดีลในลักษณะ positive กับ คสช มากขึ้น

12063386_889937894392824_5154552084527806469_n.jpg?oh=addcb70b704352b118048f70237ea371&oe=58773469
Somsak Jeamteerasakul

ooo


‘ทูตมะกัน’ พบ ‘ประวิตร’ ชมกระบวนการจัดประชามติของไทย มีเสรีภาพ-ยุติธรรม(คลิป)

201606151142097-20061002145956-e1474606968468.jpg

ที่มา มติชนออนไลน์
23 ก.ย. 59


ดูคลิปข้างบนประกอบ


“ทูตมะกัน” พบ “ประวิตร” ถกก่อนประชุม ADMM Plus ชมไทยแก้ไขค้ามนุษย์ เชื่อ คสช. เดินตามกรอบโรดแมป

เมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับนายเกล็น ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถึงการเตรียมการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนและคู่เจรจา (เอดีเอ็มเอ็ม พลัส) ที่รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา

โดยนายเกล็น ที. เดวีส์ กล่าวภายหลังการพูดคุยว่า เป็นการแลกเปลี่ยนก่อนจะมีการเดินทางไปประชุมที่ฮาวายว่าการพูดคุยวาระการประชุมมีอะไรบ้าง อีกทั้งหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับความมั่นคง ซึ่งตนคิดว่ามีพัฒนาการที่ดีและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ทางสหรัฐมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปร่วมประชุมเกี่ยวกับสุดยอดผู้ลี้ภัยที่นครนิวยอร์ก โดยพล.อ.ประยุทธ์ได้พูดทุกเรื่องในทางบวก ซึ่งเรามีความยินดีที่ไทยได้ร่วมลงนามสัญญาปารีส รวมทั้งสหรัฐมีความรู้สึกดีกับสุนทรพจน์ของ พล.อ.ประยุทธ์ที่กล่าวในที่ประชุมสมัชชาใหญ่ อย่างไรก็ตาม การเข้าพบ พล.อ.ประวิตรครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีเกี่ยวกับพัฒนาการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ของกองทัพไทยและกองทัพสหรัฐ หน่วยงานความมั่นคงของทั้ง 2 ประเทศ รวมทั้งความร่วมมือแพทย์ทหาร และการซ้อมรบร่วมกันที่จะเกิดขึ้น

นายเกล็น ที. เดวีส์ กล่าวต่อว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ของไทยนั้น ทางสหรัฐมองว่าที่ผ่านมารายงานการค้ามนุษย์ของไทยได้พัฒนาจากเทียร์ 3 เป็นเทียร์ 2 ระดับเฝ้าระวัง ซึ่งเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ไทยทำทุกอย่างดีขึ้น พร้อมทั้งสหรัฐจะทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อแก้ปัญหานี้ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพยายามทำงานอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะการคุ้มครองเหยื่อ การค้ามนุษย์ และคดีอาญา อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมปัญหาการค้ามนุษย์ของไทย สหรัฐมองว่าการแก้ไขปัญหาดีขึ้นและเป็นทางบวกมากขึ้น ทั้งนี้ อยากเน้นย้ำว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาระดับโลก ไม่ใช่ปัญหาประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งสหรัฐก็ประสบปัญหานี้ด้วย เพราะฉะนั้น ทุกประเทศและทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหานี้

นายเกล็น ที. เดวีส์ กล่าวถึงผลประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญว่า จุดยืนของสหรัฐไม่เคยเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราได้สังเกตการลงประชามติว่ามีเสรีภาพและความยุติธรรมพอสมควร อีกทั้งคิดว่าประชามติครั้งนี้จะขับเคลื่อนประเทศไทยตามโรดแมป พร้อมทั้งนำไปสู่ความประนีประนอมด้วยกันได้ ซึ่งทางเราต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่แข็งแกร่ง มีเสรีภาพ และเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย

“เห็นได้ชัดเจนว่าประเทศไทยจะเดินไปตามโรดแมปที่ คสช.กำหนดไว้ โดยเรามีจุดยืนชัดเจนไม่เคยเปลี่ยน ซึ่งผมได้พูดคุยกับ พล.อ.ประวิตรในเรื่องความพยายามของรัฐบาลและ คสช.ว่าจะเดินตามโรดแมป” นายเกล็น ที. เดวีส์ กล่าว

เมื่อถามว่าการประชุมเอดีเอ็มเอ็ม พลัส จะมีวาระเกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้ายในภูมิภาคอาเซียนหรือไม่ เอกอัครราชทูตสหรัฐกล่าวว่า มี เพราะอยู่ในวาระการประชุมอยู่แล้ว ส่วนที่ท่านรองนายกฯประวิตรจะพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐหรือไม่ ตนคิดว่าอาจมีโอกาสที่จะได้พบ

ooo

14368787_1218253324862474_5645919155707027327_n.jpg

14390988_1218253134862493_3103438367470847574_n.jpg

เอกอัครราชทูตกลิน เดวีส์ เข้าเยี่ยมคารวะพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ดำเนินมาอย่างเข้มแข็งยาวนานระหว่างสหรัฐอเมริกากับไทย ซึ่งนับเป็นหนึ่งในเสาหลักที่สำคัญของสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ในโอกาสนี้ เอกอัครราชทูตเดวีส์ได้กล่าวขอบคุณพลเอกประวิตรที่จะเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนและประเทศคู่เจรจาที่รัฐฮาวาย รวมถึงชื่นชมการดำเนินงานของไทยในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งแสดงความยินดีต่อความคืบหน้าของไทยในหลายประเด็น เช่น ผู้ลี้ภัย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตเดวีส์และพลเอกประวิตรยังได้หารือแนวทางพัฒนาการดำเนินงานต่อต้านการก่อการร้ายร่วมกัน

Ambassador Glyn Davies called on Deputy Prime Minister General Prawit Wongsuwan to discuss the strong, ongoing security cooperation between the United States and Thailand, which is a cornerstone of regional peace and security. He thanked the Deputy Prime Minister for attending the upcoming meeting of ASEAN and U.S. defense ministers in Hawaii, as well as for Thailand’s work advancing the ASEAN-U.S. relationship. The Ambassador welcomed Thailand’s progress on issues like refugees, climate change, and trafficking in persons, and discussed ways to enhance our efforts against terrorism.

549929_551075188246961_179686325_n.jpg?oh=d0899086436b27ac5ad94a4e9d1862ca&oe=5861A3D7
U.S. Embassy Bangkok

......

* ย้อน เวลา ...ดูเหมือนทุกอย่าง...มองกันไกลมากกก จนบางคนมองไม่เห็น..!??  มีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องพิจารณา มิใช่คนไทยจะมองแต่เรื่องภายในของไทยเพียงอย่างเดียวนั้นไม่พอ และความซับซ้อนของเรื่องในเมืองไทยมีหลายอย่างที่เรายังไม่เข้าใจ คงต้องคอยดูต่อไป....

chaoprayanews
header_01.jpg

“ว่าที่ทูตมะกันคนใหม่ ”พูดถึงประเทศไทย ครั้งแรก! เชื่อกำลังได้คืนปชต. หากมีเลือกตั้ง-หนุนโรดแมป

25 มิถุนายน 2015

%E0%B8%97%E0%B8%B9%E0%B8%95.jpg

ก่อนบินมาไทย “กลิน ทาวเซนด์ เดวีส์” ว่าที่ทูตมะกันคนใหม่ ประกาศกลางสภาฯ Senate ก่อนรับตำแหน่ง ฑูตไทยคนใหม่ เชื่อประเทศไทย กำลังจะได้คืนประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ หากไทยมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง มุ่งเจาะจงสนับสนุนพิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญ ย้ำสหรัฐฯเป็นเป็นประเทศคู่ค้าที่ใหญ่เป็นอันดับสามของไทย เป็นพันธมิตรคู่สนธิสัญญาที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย

วันนี้ (24 มิ.ย.) มีรายงานว่า เวปไซต์สถานฑูตสหรัฐอเมริกาปรระจำประเทศไทย ได้เผยแพร่ คำแถลงของนาย Glyn Davies ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย ต่อคณะกรรมาธิการฝ่ายกิจการต่างประเทศของวุฒิสภา วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ......อ่านต่อตามลิงค์ด้านบน

kapook_world-665518.jpg
ในช่วงที่ประยุทธ์ เดินทางไปสหรัฐ...มีภาษากายบางอย่างบ่งบอก ในทางที่ดีสำหรับฝ่ายประชาธิปไตย(ไม่ใช่ฝ่ายเผด็จการทักษิณที่แอบเนียนประชาธิปไตย)..ภาพนั้นผ่านตา และหลายอย่างทำให้สะดุดคิดทบทวนว่า ...ลมมันเปลี่ยนทิศ แล้ว    dog

Last edited by linc49 (September 25, 2016 12:07 PM)

Offline

#1155 September 29, 2016 10:08 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

https://www.youtube.com/watch?v=bVe3obwHZvI

หนังสั้น "ผ้าปิดตา" 6 ตุลา ลบ เลือน ลืม
photo.jpgหมา หนี

เผยแพร่เมื่อ 26 ก.ย. 2016
พบกับงานนิทรรศการ สี่สิบปี 6 ตุลา ในวันที่ 3-7 ตุลาคม 2559
โดย นักศึกษาเอกสังคมศาสตร์การพัฒนา คณะอักษรศาสตร์
มหาวิทยาลัยศิลปากร

Offline

#1156 September 29, 2016 10:51 AM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 769

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

จากภาพข้างบน เหมือนปธน.โอบาม่าถูกเด็กขายล๊อตเตอร์รี่เปิดแผงเก็บตั๋วโชว์เพื่อพยายามจะขายให้ได้สักใบ
แต่หารู้ไม่ว่าโอบาม่าหมดเงินในกระเป๋าแล้ว เพราะเขาเหลือเวลาอยู่ในตำแหน่งอีกเพียง5ส้ปดาห์ (อัก2เดือนที่
เหลือเป็นแค่การส่งถ่ายงานต่อรบ.ใหม่)
เด็กขายล้อตโต้คนนี้คงไม่รู้  น่าจะรอดักขายให้ฮิลลาร์รี่หรือนายทรั้มฟ์
หรือนายจอห์นสันที่กำลังมาเพราะคนใหม่มีเงินมาเต็มกระเป๋า

Last edited by amdang (September 29, 2016 5:37 PM)

Offline

#1157 September 30, 2016 12:42 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://www.matichon.co.th/news/300584

‘บิ๊กตู่’มอบ รมว.คลัง ลงนามเรียกค่าเสียหายจำนำข้าวยิ่งลักษณ์แทน มั่นใจเช็กบิลทันเวลา

32-12-e1474972391448.jpg
วันที่: 27 ก.ย. 59

“บิ๊กตู่” มอบ “รมว.คลัง” ลงนามเรียกค่าเสียหายจำนำข้าว “ยิ่งลักษณ์” แทน ย้ำมาตรา 44 ไม่ได้ชี้ถูกผิด หวังคุ้มครอง จนท.ให้กล้าทำงาน มั่นใจเช็กบินทันเวลา

เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 27 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีการดำเนินคดีต่อโครงการรับจำนำข้าวกับนักการเมืองและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปตลอดเวลา ซึ่งตนยืนยันว่า ทุกคดีไม่เคยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแต่รออยู่แล้วทั้งหมด ตนมีหน้าที่ในการอำนวยความเป็นธรรมให้ฝ่ายกฎหมาย ศาล กระบวนการยุติธรรมทำงาน ไม่ได้ไปใช้อำนาจในการชี้ผิดชี้ถูก เพียงแต่ป้องกันเจ้าหน้าที่เขาไว้หน่อย เช่นนั้นเขาไม่กล้า อย่างเช่นกรณีที่ผ่านมามีการขู่เจ้าหน้าที่กันเยอะไปหมด ดังนั้น ตนก็ต้องมีมาตรา 44 เพื่อปกป้องข้าราชการ แต่ไม่ใช่เพื่อปกป้องให้เขารังแกคน แต่เพื่อให้เขากล้าทำงาน ไม่เช่นนั้นก็จะมีปัญหาในการทำงานวันข้างหน้า

มาตรา 44 ผมไม่ได้ไปชี้ผิดถูก ไม่ได้เอามาตัดสินกรณีโครงการรับจำนำข้าว แต่เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะผิดจะถูกไปสู้กันตรงนั้น ตามหลักฐานที่มีอยู่และไม่ต้องห่วงในเรื่องระยะเวลา ดำเนินการทันอยู่แล้ว เวลานี้อยู่ในขั้นตอนของกระทรวงการคลังที่ดำเนินการให้ทันเวลาแน่นอน ลักษณะเดียวกับของกระทรวงพาณิชย์ นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า ในส่วนที่มีการเรียกค่าเสียหาย 80-20 นั้นคือ ใน 80 เป็นเรื่องหลายส่วนที่ต้องมารับผิดชอบ ไม่ใช่ข้าราชการทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดมี 850 คดี ที่ต้องหาผู้มารับผิดชอบ ส่วน 20 นั้นรับผิดชอบทางนโยบาย ฉะนั้นจะมีทั้งระดับสูงระดับกลางที่เกี่ยวข้อง โดยยืนยันว่าไม่ได้รังแกข้าราชการ แต่อยากให้เป็นบทเรียนให้รู้ว่าอะไรผิดถูก จะได้ไม่คล้อยตามไปหมด ยืนยันว่าพยายามเต็มที่ ในการแก้ไขปัญหาประเทศชาติให้ได้โดยเร็ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าในกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะลงนามเรียกค่าเสียหาทางแพ่งเองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า กำลังดูอยู่ ถ้ามันคล้ายคลึงกันกับกรณีของจีทูจี ก็มอบหมายให้รัฐมนตรีลงนาม ซึ่งรัฐมนตรีก็สามารถมอบต่อได้ เหมือนกับคดีของกระทรวงพาณิชย์

เมื่อถามว่าเหตุผลที่ไม่ลงนามเองคืออะไร นายกฯกล่าวว่า เขาบังคับให้ตนลงนามเองหรือเปล่า และจริงๆ ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวง ข้าราชการเป็นคนรับผิดชอบเพราะเป็นกรรมการในการตรวจสอบ ฉะนั้น รัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีก็เซ็นในนามผู้บริหารราชการสามารถมอบหมายกันได้ โดยมีสองขั้นตอน

เมื่อถามย้ำว่าจะมอบหมายให้ รมว.คลัง เป็นผู้ลงนามใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เขาเป็นหัวหน้าตั้งคณะทำงานนี้ขึ้นมา ซึ่งมีสองคณะ โดยคณะแรกเป็นกระทรวงพาณิชย์ เป็นการคิดทั้งสี่ฤดูกาล แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบสองฤดูกาล ส่วนเรื่องระยะเวลาต้องดำเนินการให้ทันเดือนก.พ.ปี 2560 เพราะคดีจะหมดอายุความตอนนั้นยังไงก็ต้องทำ

ขอให้เข้าใจว่าการทำงานไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องตรวจสอบทุกคลัง ตรวจสอบบัญชี ไล่หาทุกที่ ทุกคลังไม่ตรงกัน ทั้งข้าวหอมข้าวขาว กลายเป็นข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิกลายเป็นปลายข้าวนายกฯกล่าว

เมื่อถามว่าจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูในเรื่องการเรียกค่าเสียหายร่วม 80 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมมีอยู่แล้ว ซึ่งส่วนนี้มีทั้งข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และฝ่ายการเมืองส่วนต่างๆ เรื่องนี้มีหลายคดี และรัฐมนตรีก็ทำในสิ่งที่ ป.ป.ช.และ ศอ.ตช.เตือน แต่ไม่ระงับยับยั้ง และในส่วนการทุจริตข้างล่างก็ต้องมีผู้รับผิดชอบเพิ่ม รวม 850 คดี เวลานี้มอบหมายให้ ศอ.ตช. ไปดูเรื่องการบริหารข้างบนว่าใครจะต้องได้รับการตรวจสอบบ้างเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และจะเป็นการทำงานร่วมกับฝ่ายกฎหมายด้วย

Offline

#1158 September 30, 2016 1:02 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://correctrecord.org/secretary-clin … t-to-asia/

Correct-The-Record-Logo-White-e1432054009979.png

Hillary-Pantsuit-e1471467446453.jpg

Secretary Clinton was critical in America’s “pivot to Asia” strategy.

As Martin Indyk of the Brookings Institution wrote in Foreign Policy, “The ‘pivot’ to East Asia will probably be Obama’s most lasting strategic achievement… [but] it is Clinton’s too. She laid the groundwork, built the relationships, and developed the complex architecture of the new strategy — and she turned up at that pivotal moment in Vietnam in July 2010 to declare the U.S. commitment to the region.” Secretary Clinton also earned significant praise for her work in opening up Burma, a place that had not been visited by a Secretary of State in 50 years.

Helped Lead The Pivot To Asia

Sec. Clinton conducted “a political and diplomatic offensive to prove American staying power in Asia.”

As Michael O’Hanlon of Brookings wrote, “Hillary’s chief great-power legacy was indeed the rebalancing of U.S. interests toward Asia, and it has been vastly underappreciated by the chattering class… The reason the rebalance worked is that, led by Clinton but surely with very important input from leadership at the Pentagon and the president himself, the military measures were interwoven into a broader set of policies that was well articulated and clearly conveyed.” And as Walter Lohman of the conservative Heritage Foundation wrote, “The President and his administration—particularly the Secretary of State—conducted a political and diplomatic offensive to prove American staying power in Asia. It marked a 180-degree turn from where the White House had begun three years earlier.”.....................


http://www.matichon.co.th/news_detail.p … 1447911704

"ประยุทธ์" ระบุ "โอบามา" เข้าใจการเมืองไทยว่ามีความสลับซับซ้อน

วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

14479117041447911737l.jpg

(19 พ.ย.58) พล.ต. วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวกับสื่อมวลชนว่า นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้สนทนากับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระหว่างการประชุมเอเปคฯ ว่า มิตรภาพระหว่างไทยและสหรัฐฯ มีความสำคัญอย่างยิ่งและไทยยังเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านการทหารระหว่างสองประเทศยังคงแน่นแฟ้น ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองไทยว่ามีความซับซ้อน (complicated) และพร้อมที่จะร่วมมือเพื่อให้ไทยกลับสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืนต่อไป

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการสนทนากับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในโอกาสการเข้าประชุมเอเปค 2015 ร่วมกันโดยได้กล่าวขอบคุณ สหรัฐฯ ที่รัฐสภาสหรัฐฯ ได้เห็นชอบส่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ มาประจำประเทศไทย ทั้งนี้รัฐบาลไทยมีความยินดีที่จะร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับเอกอัครราชทูตสหรัฐฯอย่างสร้างสรรค์เพื่อรักษาความสัมพันธ์และร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวขอบคุณและย้ำถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างทั้งสองประเทศ พร้อมกับยืนยันการดำรงความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง และยินดีที่จะสนับสนุนไทยเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างยั่งยืนตามเจตนารมณ์ของไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวยืนยันว่า จะดำเนินการให้ดีที่สุดเพื่อให้ไทยกลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์และยั่งยืน

นอกจากนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวถึงการเมืองไทยว่ามีความซับซ้อน และขอให้รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับความละเอียดอ่อนของประเด็นสิทธิมนุษยชน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวให้ความมั่นใจต่อสหรัฐฯว่าจะดูแลให้ความสำคัญเรื่องนี้ให้ดีที่สุด

Offline

#1159 October 1, 2016 11:49 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

https://www.youtube.com/watch?v=mDmMWR2eS5o


http://thaienews.blogspot.com/2016/09/b … t_840.html

14519829_1096803210369298_1049336766187999962_n.jpg

ปะไว้ล่วงหน้า อย่าลืม อย่าลืม อีก ๖ วัน ๖ ตุลา ครั้งนี้ครบรอบ ๔๐ ปี

ใครรู้จัก 'ตุลา' ในความหมายที่ลืมไม่ลง ก็ต้องไม่พลาด ใครเพิ่งสัมผัสในความรู้สึกที่อยากรู้ ย่อมต้องไปแสวงหาความหมาย

ที่เกษตรฯ มีวิทยากรและนักกิจกรรมที่ขอเอ่ยถึงเพื่อเรียกน้ำย่อยสองท่านคือ อ.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ พ่อพิมพ์ของจอห์น วิญญู และพริษฐ์ ชีวารักษ์ ผลพิมพ์ของประชาธิปไตยใฝ่รู้

ที่ท่าพระจันทร์รายการแน่นเหยียด ทั้งสุนทรกถา ปาฐกถา เสวนา และสัมมนาวิชาการ เรียงลำดับวิทยากรตั้งแต่สุรชาติ บำรุงสุข ธงชัย วินิจจะกุล เกษียร เตชะพีระ ประจักษ์ ก้องกีรติ ไทเรล ฮาร์เบอร์คอร์น รุ่งระวี เฉลิมศรีภิญโญรัตน์ และพวงทอง ภวัครพันธุ์

หัวข้อ อาทิ “๔๐ ปีเปลี่ยนผ่านประเทศไทย : ๔๐ ปีเปลี่ยน-๔๐ ปี ไม่ผ่าน?” “เสียงจากความเงียบ” “คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย” “ความฝันเดือนตุลาสู่กาลเวลาที่เปลี่ยนแปลง” “อะไรหนอคือสังคมในอุดมคติของคนรุ่นใหม่?” และ “ความขัดแย้งและวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดในสังคมไทย”

ด้านบันเทิงก็เพียบ ฉายหนังใหม่เพิ่งเปิดตัวครั้งแรกสองเรื่อง “ด้วยความนับถือ” (Respectfully yours) กับ “Democracy After Death :

A Tragedy of Uncle Nuamthong Praiwan”

14469465_1096803413702611_6248932420390615213_n.jpg

ดนตรีมีเสียงสดๆ ให้ฟังไม่ขาด จากวงภราดร กำปั้น เอ้ นิติกุล กรรมาชน คีตาญชลี โฮ้ป และคาราวาน

โดยเฉพาะรายหลัง น้าหงามาเอง ขึ้นเวทีเดียวกับวงผ้าขาวม้า

รายละเอียดทั้งหมดดังนี้

เริ่มแต่วันที่ ๕ เวลาบ่ายสองถึงห้าโมงเย็น ที่ห้อง ๕๐๑ ชั้น ๕ ตึก ๓ คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน

เสวนา "๖ ตุลา เธอเขียน เขาลบ แต่เราจดจำ: บอกเล่า ๖ ตุลา ผ่านความทรงจำของชาวเกษตรศาสตร์"

หัวข้อย่อย:

- "สังคมวิทยา/มานุษยวิทยาความทรงจำกับเหตุการณ์ ๖ ตุลา"
- "ความทรงจำและประสบการณ์ตรงของคนเกษตรศาสตร์ในเหตุการณ์ ๖ ตุลา
- "องค์กรนิสิตและการจำกัดเสรีภาพนิสิต ม.เกษตร ในช่วง ๖ ตุลา
- "๖ ตุลา กับผลต่อขบวนการนักศึกษาในปัจจุบัน
- "บทเรียนทางประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์ ๖ ตุลา
- "การปราบปรามผู้ชุมนุมกรณี ๖ ตุลา เปรียบเทียบกับการปราบปรามกรณี ๘๘๘๘ ของพม่า"
- "เหตุการณ์ ๖ ตุลาในหนังสือแบบเรียน"
- "๖ ตุลากับวาทกรรมและการสร้างความเกลียดชังโดยสื่อ"
- "มอง ๖ ตุลา จากงานศึกษาเรื่อง 'ก่อนระบบกษัตริย์:ลัทธิผู้ก่อตั้ง เบลาะโข่กะเหรี่ยง' "

วิทยากรโดย คณาจารย์คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์
รศ. ดร.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
อ. ดร.ปุรินทร์ นาคสิงห์
อ.อังกูร หงษ์คณานุเคราะห์
อ.ศรัญญู เทพสงเคราะห์
อ. ดร.ลลิตา หาญวงษ์

ร่วมด้วย
ผศ. ดร.ศรันย์ สมันตรัฐ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์
ตัวแทนกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์
ตัวแทนกลุ่มเสรีนนทรี SeriNonsi
ตัวแทนกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท
ตัวแทนนิสิตภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
ตัวแทนนิสิตหลักสูตรวนศาสตร์ชุมชนคู่ขนานสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

ดำเนินรายการโดย อ. ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์ คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์

จากนั้นตั้งแต่วันที่ ๖ ถึง ๘ ตุลา ๕๙ เชิญร่วมรายการ 'เราไม่ลืม' ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

กำหนดการเริ่มแต่ตีห้า เช้าตรู่วันที่ ๖ ตุลาคม นั่นเลย

5:00 - นาฏกรรม ลีลาศิลป์ 40 ปี 6 ตุลาคม 2519 จารึกไว้ในใจชน - เริ่มแสดงที่ลานโพธิ์และไปสิ้นสุดที่ลานประติมากรรม

----------- ลานประติมากรรม -----------

6:30 - พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์
8:00 - กล่าวเปิดงานโดย ศ.ดร. สมคิด เลิศไพฑูรย์
8:30 - สุนทรกถา หัวข้อ “๔๐ ปีเปลี่ยนผ่านประเทศไทย : ๔๐ ปีเปลี่ยน-๔๐ ปี ไม่ผ่าน?”

โดย ศ.ดร. สุรชาติ บํารุงสุข

----------- หอประชุมศรีบูรพา -----------

16:00 - ฉาย “ด้วยความนับถือ” (Respectfully yours)
ภาพยนตร์สารคดีที่จัดทำขึ้นในวาระ 40 ปี 6 ตุลา เปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานนี้โดยเฉพาะ
16:40 - เสวนา “เสียงจากความเงียบ”
18:15 - ปาฐกถาหัวข้อ “คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย”
โดย ศ. ดร. ธงชัย วินิจจะกูล
19:00 - การแสดงโดย หงา คาราวาน
และ วงผ้าขาวม้า

--------------------------------------

7 ตุลาคม 2559

--------------------------------------

----------- หอประชุมศรีบูรพา -----------

14:00 - เสวนา “สื่อมวลชนกับความรุนแรงทางการเมือง”
16:00 - ฉาย “Democracy After Death :
A Tragedy of Uncle Nuamthong Praiwan”
เปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานนี้โดยเฉพาะ
17:30 - สรุปบทเรียนอุดมการณ์ “อะไรหนอคือ
สังคมในอุดมคติของคนรุ่นใหม่?”
19:00 - การแสดงจากสหายเขตงาน

--------------------------------------

8 ตุลาคม 2559

--------------------------------------

----------- หอประชุมศรีบูรพา -----------

16:00 - ฉาย “ด้วยความนับถือ”
(Respectfully yours) *ฉายซ้ำ
12:00 - ดนตรีโดย เอ้ นิติกุล, วงกำปั้น
13:00 - เสวนา “ความฝันเดือนตุลาสู่กาลเวลาที่เปลี่ยนแปลง”
14:00 - ดนตรีโดย วงภราดร
14:30 - วงเสวนา “บทเรียนประชาชน 3 ประสาน
จากยุคเดือนตุลากับอนาคต”
16:00 - ดนตรีโดย Bird Eat A Dog ,วงสามัญชน และศิลปินคนรุ่นใหม่
18:00 - ศิลปะการดนตรีเพื่อชีวิต โดย
หว่อง คาราวาน, Hope, คีตาญชลี, นิด กรรมาชน

------ ห้องประชุมริมน้ำ คณะศิลปศาสตร์ ------

สัมมนาวิชาการ “ความขัดแย้งและวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดในสังคมไทย” จัดโดย คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

9:30 - ภาคเช้า | โดย ศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ, ผศ.ดร. ประจักษ์ ก้องกีรติ และ ดร. ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น
13:30 - ภาคบ่าย | โดย รุ่งระวี เฉลิมศรีภิญโญรัช, รศ.ดร. พวงทอง ภวัครพันธุ์ และ ศ.ดร. ธงชัย วินิจจะกูล

--------------------------------------

มหกรรมหนังสือการเมือง

--------------------------------------

6-8 ตุลาคม 2559 เวลา 9:00-20:00 น.

ร่วมด้วย

โกมลคีมทอง | เคล็ดไทย | โครงการตำราสังคม | โค-โลคัล (สนพ.ฟ้าเดียวกัน) | ฅอหนังสือ | โฆษิต | ชนนิยม | นกฮูก พับลิชชิ่ง | นานมีบุ๊คส์ | บุ๊ค ไทม์ | ปัญญาชน ดิสทริบิวเตอร์ | คบไฟ | มติชน | ยิปซี กรุ๊ป | สมมติ | สันสกฤต | แสงดาว | อัลเทอร์เนทีฟไรเตอร์ | แฮพเพนนิ่ง | ศูนย์ส่งเสริมรักการอ่าน | สถาพรบุ๊ค

รายการภาพยนตร์ในเทศกาลหนังการเมือง | http://bit.ly/2d9brDD

Download กำหนดการเต็ม | http://bit.ly/2do9pNJ

กดติดตามกิจกรรม | http://bit.ly/2cSPY3O

Offline

#1160 October 2, 2016 12:20 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://www.isranews.org/isranews-scoop/ … awutt.html

ย้อนข้อมูล‘วีระวุฒิ’จิ๊กซอว์สำคัญ! คดีข้าวจีทูจี ก่อนเผ่นหนีกัมพูชา-ใครช่วย?

วันพุธ ที่ 13 มกราคม 2559 เวลา 13:44 น.

“… ‘หมอโด่ง’ เป็นหนึ่งใน “จิ๊กซอว์” ชิ้นสำคัญ ในการระบายข้าวจีทูจีครั้งนี้ จึงไม่น่าจะแปลกใจเท่าใดนักที่จะหลบหนีไปต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ อสส. ตรวจสอบพบว่า อาจจะกบดานอยู่ที่กัมพูชา เพราะหากไม่หลบหนี คงยากที่จะต่อสู้คดีได้ แต่คำถามสำคัญที่น่าสนใจคือ ‘หมอโด่ง’ หลบหนีไปกับใคร หลบหนีไปได้อย่างไร มีใครคอย ‘เอื้อเฟื้อ’ ช่วยเหลือหรือไม่ ?...”

PIC-mordong-13-1-59_1.jpg

“เท่าที่ทราบจากการข่าวคือภายหลังที่ศาลฎีกาฯประทับรับฟ้องคดีระบายข้าวจีทูจี นพ.วีระวุฒิ ก็หลบหนีไปทันที ซึ่งขณะนี้คาดว่าอยู่ที่ประเทศกัมพูชา และอยู่ระหว่างประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามตัวกลับมา แต่ข้อมูลส่วนนี้ยังไม่ชัดเจน ต้องรอความชัดเจนมากกว่านี้ก่อน”

เป็นคำยืนยันของนายกิตตินันท์ ธัชประมุข รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานรับผิดชอบคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ระบุถึงพฤติการณ์หลบหนีของ ‘หมอโด่ง’ หรือ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ (นายบุญทรง เตริยาภิรมย์) หนึ่งในจำเลยคดีระบายข้าวจีทูจี ที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกหมายจับไปก่อนหน้านี้

(อ่านประกอบ : ‘วีระวุฒิ’เผ่นกัมพูชา! อสส.ฟ้องเพิ่ม 7 เอกชนพันคดีข้าวจีทูจีชุด‘บุญทรง’)

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไม ‘หมอโด่ง’ ต้องหลบหนี ทั้งที่บรรดาอดีตรัฐมนตรีทั้งนายบุญทรง และนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ รวมถึงข้าราชการระดับสูงในกระทรวงพาณิชย์ และเอกชนอีกหลายรายยังอยู่สู้คดี ?

หรือเป็นไปได้ว่า ‘หมอโด่ง’ คือตัวละครสำคัญในคดีนี้ !

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ย้อนข้อมูลพฤติการณ์ของ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ ในกรณีระบายข้าวจีทูจี มานำเสนอให้สาธารณชนรับทราบอีกครั้ง ดังนี้

หนึ่ง ตามสำนวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการตั้งประเด็นไต่สวนว่า มีการแบ่งหน้าที่ให้ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ และนายนิมล รักดี (โจ – หนึ่งในผู้ถูกชี้มูลความผิดกรณีดังกล่าว) นำข้าวไปขายผู้ประกอบการค้าข้าวหรือไม่

ซึ่งพบว่า ในสัญญาการซื้อขายข้าว 4 ฉบับ จำนวนรวมกว่า 6.3 ล้านตัน รวมมูลค่ากว่า 6.6 หมื่นล้านบาท กับบริษัท จีเอสเอสจี นั้น สัญญาทั้ง 3 ฉบับแรก มีปัญหาแค่ว่า การซื้อขายข้าวแบบจีทูจีนั้นดำเนินการจริงหรือไม่เท่านั้น

แต่ในสัญญาที่ 4 ข้าวนาปี 2554/2555 ข้าวนาปรัง 2555 กับบริษัท ไห่หนาน ปริมาณ 6.5 พันตัน จำนวนเงิน 847 ล้านบาทเศษ ที่มี นายลิตร พอใจ เป็นผู้รับมอบอำนาจ พบว่า มีนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายฑิฆัมพร นาทวรทัต อดีต ผอ.สำนักการค้าต่างประเทศ และนายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือทีปวัชระ อดีตเลขานุการกรมฯ เป็นผู้เจรจาฝ่ายไทย

ซึ่งปรากฏชื่อของ นายบุญทรง และ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ เป็นผู้ให้ความเห็นชอบ

หลังจากทำการซื้อขายข้าวในสัญญาที่ 4 มีผู้ประกอบการค้าข้าว 3 กลุ่มเข้ามาร่วมรับซื้อข้าว โดยใช้แคชเชียร์เช็คจ่ายให้แก่กรมการค้าต่างประเทศ โดยมี พ.ต.นพ.วีระวุฒิ และนายโจ ซึ่งเป็นคนของบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เข้าไปเกี่ยวข้องในการซื้อขายครั้งนี้

เท่ากับว่า ในการซื้อข้าวครั้งที่ 4 เป็นการรับซื้อต่อภายในประเทศ มิได้มีการส่งออกนอกประเทศแต่อย่างใด เป็นการบริหารจัดการโดยบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ซึ่งมีนายอภิชาต จันทร์สกุลพร หรือ “เสี่ยเปี๋ยง” เป็นเจ้าของ รวมถึงบรรดาบริษัทในเครือข่าย

จนนำไปสู่การชี้มูลความผิดนักการเมือง-ข้าราชการระดับสูง-เอกชน รวม 21 รายในกรณีดังกล่าว เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2558 ที่ผ่านมา

สอง ก่อนหน้าที่ ป.ป.ช. จะชี้มูลความผิด “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ (ขณะนั้น) ได้เปิดประเด็น เกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลในการระบายข้าวในสต็อกรัฐบาล จากโครงการรับจำนำข้าว ในส่วนของการระบายข้าวในประเทศ ซึ่งเป็นข้อมูลต่อเนื่องจากปัญหาการระบายข้าวแบบจีทูจี ในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2557 ที่รัฐสภา ด้วย

“หมอวรงค์” โชว์หลักฐานกลางรัฐสภา กรณีองค์การคลังสินค้า (อคส.) ขายข้าวขาว 8 แสนกิโลกรัม ราคาตันละ 5,700 บาท ให้แก่โรงสีโชควรลักษณ์ โดยโรงสีโชควรลักษณ์นำไปขายต่อแก่โรงสีแห่งหนึ่งที่ จ.กำแพงเพชร ในราคาตันละ 12,000 บาท โดยใช้แฟกซ์โอนใบมอบอำนาจแค่ใบเดียวราคา 5 บาท แต่ฟันกำไรถึง 6,300 บาท/ตัน และเป็นการขายก่อนที่จะได้ข้าวมาจากรัฐบาล โดยระบุสาเหตุที่ขายในราคาต่ำเช่นนี้ได้ เนื่องจากเจ้าของโรงสี จ.กำแพงเพชร ชื่อ “เสี่ยเปี๊ยก” ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “เสี่ยเปี๋ยง” ทีเป็นายทุนผูกขาดการค้าขายข้าวรายใหญ่ และมีความใกล้ชิด “นายใหญ่” ที่อยู่ต่างประเทศ

ก่อนจะโชว์เอกสารสำคัญชิ้นที่สอง คือ หนังสือสัญญานาปรัง ไซโล อคส. 1/2555 ซึ่งเป็นสัญญาเช่าไซโลระบบควบคุมบรรยากาศเพื่อจัดเก็บรักษาข้าวสาร (โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555) โดยเป็นการลงนามร่วมกันระหว่าง พ.ต.ต.ศราวุฒิ สกุลมีฤทธิ์ ผอ.อคส. "ผู้เช่า" กับนายเอนก ฉัตรไชยศิริ หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วน โรงสี โชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ “ผู้ให้เช่า”

ซึ่งการเช่าไซโลข้าวดังกล่าว ปรากฏชื่อของ เคทีบี ไซโล ตั้งอยู่เลขที่ 25/3 หมู่ที่ 3 ถนน บางมูลนาก-ตะพานหิน ตำบลหอไกร อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ในสัญญาดังกล่าวด้วย ซึ่งเป็นที่รู้กันในวงการข้าวว่า เคทีบี ไซโล เป็นไซโลของ “เสี่ยเปี๋ยง” ที่ในอดีตใช้ชื่ออื่น ก่อนจะมาเปลี่ยนเป็นชื่อนี้

“หมอวรงค์” สรุปว่า บุคคลที่เป็นจอมบงการผู้อยู่เบื้องหลังในเรื่องนี้ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสำคัญในกระทรวงพาณิชย์ มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมช.พาณิชย์ (นายภูมิ สาระผล ตำแหน่งขณะนั้น) และมีตำแหน่งเป็นคณะกรรมการในโครงการจำนำข้าวทุกชุด และเมื่อมีการปรับคณะรัฐมนตรี ให้นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เป็น รมว.พาณิชย์ บุคคลคนนี้ก็ยังมาเป็นเลขานุการ รมว.พาณิชย์ และยังได้เป็นคณะกรรมการในนโยบายจำนำข้าวทุกชุดเหมือนเดิม

“แม้แต่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่มีสถานะเป็น รมช.พาณิชย์ ยังไม่ได้เป็นกรรมการเรื่องการจำนำข้าวเลย แสดงว่า คน ๆ นี้มีความสำคัญมาก มีอำนาจเหนือรัฐมนตรี คน ๆ นี้ คือ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ ซึ่งเป็นตัวจริงเสียงจริงในกระทรวงพาณิชย์ มีความใกล้ชิดกับกลุ่มทุนด้านข้าว ซึ่งข้าราชการจะเสนออะไร ท่านรัฐมนตรีจะถามว่า คุณหมอทราบหรือยังทุกครั้ง” นพ.วรงค์ ระบุ

“หมอวรงค์” กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากนี้ยังมีตัวแทนอีกคน ใช้รถโฟลก์สวาเก้น ทะเบียน ฮธ 20 เข้าออกกระทรวงพาณิชย์ทุกวัน ซึ่งคนในกระทรวงกระซิบตนว่าเขามาทำงานตามปกติ เมื่อสืบค้นดูพบว่า เจ้าของรถคือ น.ส.ชุติมา วัชระพุกกะ ตอนแรกก็ไม่แปลกใจแต่ก็กังขาว่า เป็นคนเดียวกับนางชุฎิมา วัจนะพุกกะ ที่เป็นภรรยาของ นพ.วีระวุฒิหรือไม่

ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนรถ พบว่า เจ้าของกรรมสิทธิ์ รถคันนี้ เป็นของ บริษัท สยามอินดิก้า ก่อนจะโอนต่อมาให้บุคคลชื่อ “ชุฏิมา วัชรพุกกะ” เมื่อตรวจสอบประวัติภรรยาของ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ ก็พบว่ามีการหย่าร้าง และภรรยาเปลี่ยนนามสกุลจาก “นางชุฏิมา วัจนะพุกกะ” เป็น “น.ส.ชุฏิมา วัชระพุกกะ” แสดงให้เห็นถึงการอำพรางว่าเป็นคนละคน

สาม เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2556 ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา เดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่บ้านเลขที่ 23 ซ.เฉลิมพระเกียรติ ร.๙ 551/ เขตประเวศ กรุงเทพ ซึ่งระบุว่าเป็นที่อยู่ของ “น.ส.ชุฏิมา วัชระพุกกะ” ในเอกสารทะเบียนการถือครองรถ VOLKSWAGEN สีดำหมายเลขทะเบียน ฮธ 20 ตามหลักฐานที่ นพ.วรงค์ นำมาเปิดเผย

พบว่า เป็นบ้านเดี่ยวหรูขนาดใหญ่ 2 ชั้น ในหมู่บ้าน กรองทอง พาวิลเลี่ยน ย่านเขตประเวศ หน้าหมู่บ้านมีเจ้าหน้าที่รปภ.ตรวจสอบอย่างละเอียด

ด้านหน้าบ้าน มีป้ายแขวนระบุ “บ้านวัจนะพุกกะ” นามสกุลเดียวกันกับ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ

เมื่อผู้สื่อข่าวกดกริ่งเรียกคนในบ้านอยู่พักหนึ่งมีเด็กผู้หญิงวัยรุ่นเปิดประตูบ้านออกมาพบ ผู้สื่อข่าวถามว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นของ น.ส.ชุฏิมา วัจนะพุกกะ ใช่หรือไม่ วัยรุ่นคนดังกล่าวระบุว่า “ใช่ แต่ตอนนี้แม่ไม่อยู่ มีธุระอะไร”

ผู้สื่อข่าวได้แจ้งว่า ต้องการจะมาขอสัมภาษณ์ข้อมูลเกี่ยวกับ การรับโอนรถจากบริษัท สยามอินดิก้า ก่อนจะถามต่อว่า พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนพุกกะ อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ด้วยหรือไม่ หญิงวัยรุ่นระบุว่า “ไม่สามารถให้สัมภาษณ์ใด ๆ ได้” ก่อนจะขอตัวกลับเข้าบ้านไป

จากการสอบถามข้อมูลชาวบ้านในบริเวณบ้านหลังดังกล่าว ได้รับแจ้งว่า บ้านหลังดังกล่าว เป็นบ้านของ น.ส.ชุฏิมา วัจนะพุกกะ มีสามี เป็นนายตำรวจใหญ่ และปัจจุบันก็พักอาศัยอยู่ด้วยกัน

ดังนั้นตามข้อมูลทั้งหมดที่ไล่เรียงมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นสำนวนของ ป.ป.ช. หรือของ นพ.วรงค์ ที่เปิดประเด็นในรัฐสภา รวมถึงการรลงพื้นที่ของสำนักข่าวอิศราเอง

บ่งชี้ให้เห็นได้ว่า ‘หมอโด่ง’ เป็นหนึ่งใน “จิ๊กซอว์” ชิ้นสำคัญ ในการระบายข้าวจีทูจีครั้งนี้ !

จึงไม่น่าจะแปลกใจเท่าใดนักที่จะหลบหนีไปต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ อสส. ตรวจสอบพบว่า อาจจะกบดานอยู่ที่กัมพูชา เพราะหากไม่หลบหนี คงยากที่จะต่อสู้คดีได้

แต่คำถามสำคัญที่น่าสนใจคือ ‘หมอโด่ง’ หลบหนีไปกับใคร หลบหนีไปได้อย่างไร มีใครคอย ‘เอื้อเฟื้อ’ ช่วยเหลือหรือไม่ ?

ต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด !

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.