iFreeThai

#1161 October 3, 2016 11:20 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://www.isranews.org/isranews-scoop/ … iieem.html + *เพิ่มข้อสังเกตุ

ย้อนเส้นทางหนี‘กี้ร์ อริสมันต์’ ก่อน‘วีระวุฒิ’จำเลยคดีข้าวตามรอยเผ่นกัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มกราคม 2559 เวลา 14:45 น.

“เมื่อเข้าไปในกัมพูชา ก็ได้ “นายใหญ่” คุณทักษิณ (ชินวัตร) และสมเด็จฮุน เซน ให้การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เราติดหนี้บุญคุณ ทั้งไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะสมเด็จฮุน เซน พุดง่าย ๆ ว่าเราเรียกเขาว่าพ่อโดยไม่กระดากใจ เพราะถ้าไม่มีท่านผมคงตาย ไม่มีประเทศกัมพูชาผมคงตายด้วย”

PIC-mhodonggg-14-1-59_1.jpg

หลายคนอาจจะทราบไปแล้วว่า ‘หมอโด่ง’ นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยมิชอบ ที่มีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวก เป็นจำเลยร่วมด้วย ได้หลบหนีเข้าสู่ประเทศกัมพูชา ตามคำยืนยันของฝ่ายอัยการสูงสุด (อสส.)

(อ่านประกอบ : ‘วีระวุฒิ’เผ่นกัมพูชา! อสส.ฟ้องเพิ่ม 7 เอกชนพันคดีข้าวจีทูจีชุด‘บุญทรง’)

อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้มีจำเลย-ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีความต่าง ๆ เคยใช้ ‘กัมพูชา’ เป็นแหล่งกบดาน ก่อนจะเดินทางออกไปประเทศอื่น หรือบางรายยอมกลับเข้ามามอบตัวที่ประเทศไทยมาแล้วหลายราย ?

ไม่ว่าจะเป็น ‘กีร์-อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง’ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ภายหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 หรือล่าสุดภายหลังการรัฐประหารปี 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีกระแสข่าวว่า นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ‘ตั้ง อาชีวะ’ หรือนายเอกภพ เหลือรา ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เดินทางหลบหนีเข้ากัมพูชา ก่อนบินหนีไปประเทศที่สามด้วย

เพื่อขยายความให้ชัดขึ้น สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ย้อนรอยเส้นทางหลบหนีจากปากคำของบุคคลเหล่านั้น รวมถึงข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคง มานำเสนอให้เห็นภาพกันชัด ๆ ดังนี้

ช่วงต้นปี 2557 ‘กี้ร์ อริสมันต์’ เปิดบ้านให้ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศราเข้าสัมภาษณ์ โดย ‘กีร์’ เปิดใจเล่าเรื่องการหลบหนีภายหลัง นปช. ถูกเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สลายการชุมนุมตอนหนึ่ง โดยยกเรื่องราว ‘อภินิหาร’ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่ ‘พระรูปหนึ่ง’ โทรศัพท์เข้ามาให้คาถา ‘พรางตัว’ ทำให้หลบหนีออกมาจากที่ชุมนุมได้สำเร็จ

โดยช่วงเวลาขณะนั้น ‘กี้ร์’ คิดว่าตัวเองถูกทางการสั่ง ‘จับตาย’ แล้วแน่นอน !

ภายหลังออกมาจากสถานการณ์ชุลมุนวุ่นวายในที่ชุมนุม ก็มาขึ้นรถลูกน้องที่โรงเรียนสันติราษฎร์ แถวพหลโยธิน 24 ก่อนจะเปลี่ยนไปนั่งรถตู้ส่งของเก่า ๆ ที่ตึกชินวัตร 3

“พอเคลื่อนตัวออกไปก็เลี้ยวซ้ายกำลังจะขึ้นสะพานพระราม 7 ผมฟังวิทยุ ทุกด่านกำลังตามหาตัวผมให้ควั่ก แล้วรถติดมาก ผมเลยตัดสินใจไม่ขึ้นสะพานประชานุกูล เลี้ยวขวาเข้าทางประชาชื่นแทน ไปทางปทุมธานี สุพรรณบุรี แล้วโทรเรียกรถมารับเรา เดินหน้าเต็มตัวมุ่งหน้าสุพรรณ เจอที่ไหนเปลี่ยนที่นั่น และให้แวะซื้อโทรศัพท์ใหม่ 3 เครื่องให้ด้วย”

ต่อจากนั้นทะลุผ่านไปทางชัยนาท เข้านครสวรรค์ จนถึง อ.ชัยบาดาล อ.ลำนารายณ์ อ.เทพสถิต วกเข้ามาใหม่เพื่อจะขึ้น ถ.มิตภาพ จะไปออกทางสุรินทร์ โดยมีรถสองคัน คันแรกโดยสารไป 4 คน คนขับรถ 1 คน บอดีการ์ด 1 คน นั่งหน้า ‘กีร์’ นั่งหลังคนขับ และตำรวจนั่งคู่กัน อีกคันหนึ่งเป็นรถลูกน้องขับนำ

“ตอนแรกที่คิดว่าจะลงใต้ไปทะเล แต่คิดว่าตรงนั้นไม่ปลอดภัย”

“จากนั้นพอรถเข้าเส้น ถ.มิตรภาพ ขับยังไม่ถึงกิโลเมตรเจอกองทัพภาคที่ 2 กั้นถนนไว้หมด คันหน้าพยายามจะเลี้ยวกลับ แต่ผมบอกว่าให้ขับดี ๆ ไม่ต้องมีพิรุธ”

อย่างไรก็ดีทหารเรียกให้รถทั้งสองคันจอด และทหารวิ่งมาประมาณ 10 กว่าคน ปืนจ่อ รถคันหน้าลงหมด ช่วงนั้น ‘กีร์’ คิดว่าคงจบชีวิตแน่แล้ว ทว่าเมื่อลดกระจกลงลูกน้องบอกทหารว่า จะไปงานแต่ง ที่น่าเหลือเชื่อคือทหารมองไม่เห็น ‘กีร์’ ทั้งที่นั่งอยู่หลังรถ

เมื่อผ่าน ‘ด่านแห่งชีวิต’ มาได้ ก็เปลี่ยนเส้นทางมาสายตำบล จนถึง อ.สูงเนิน พอใกล้พิมาย ก็เลี้ยวขวา ไปทาง อ.สะตึก เข้าสุรินทร์ เกาะเส้นทางสายที่มีรถไฟ แต่คิดว่าคงมีด่านเยอะ เลยเลี้ยวกลับเข้า อ.ปราสาท ทว่ากลับต้องเจอ ‘ด่านหิน’ อีกครั้ง เมื่อเจอกับด่านสกัดเพื่อจับ ‘กี้ร์’ โดยเฉพาะ และธนาคารที่หวังว่าจะไปเบิกเงินก็มีตำรวจเฝ้าดูแลอยู่ทุกจุด

ขณะที่ลูกน้องคนสนิท ระบุว่า เอาตำรวจมารอรับไว้แล้ว แต่ ‘กี้ร์’ ซึ่งขณะนั้นมีค่าหัวสิบล้านบาทเกรงว่าจะเกิดการหักหลัง อย่างไรก็ดีลูกน้องคนดังกล่าวยืนยันว่า “ไว้ใจได้ พวกเราร้อยเปอร์เซ็นต์”

หลังจากนั้นไปเจอกันที่จุดนัดหมาย พอพบกันก็ให้ลูกน้องลงไปรายงานตัวว่าเป็นผู้กอง ให้บอกเขาว่า วีไอพีข้ามไปแล้ว แต่มีสินน้ำใจที่จะให้พวกพี่ ๆ ตำรวจไปรับเอาฝั่งนู้น ระหว่างเดินทาง ลูกน้องทุกคนสไลค์ปืนหมด ถ้าตุกติกอะไรก็เล่นเลย เรียกว่าเอาให้เละให้หมด

“พอไปถึงด่านที่มีการประสานเรียบร้อย ก็เปิดไฟกระพริบหน้ารถ ด่านก็เปิด เราก็ข้ามไป พอข้ามไปเสร็จปั๊บ ผมก็เอาเงินไปให้คนละ 5,000 บาท ตำรวจสี่คน ตอนนั้นมีเงินติดตัวไม่เยอะ ผมมีเงินประมาณไม่น่าเกิน 50,000 เพราะว่าเรามีงบวันละ 50,000 บาท ก็เรียบร้อย”

“พอถึงนั่นปุ๊บ ทางฝั่งกัมพูชา เขาดูแลเราอย่างดี เราจึงเขียนว่า ทหารไทยไล่ฆ่า ทหารกัมพูชาผู้ปกป้อง เขียนแล้วก็ทิ้งไว้ตรงนั้น”

ส่วนชีวิตในกัมพูชานั้น ‘กีร์’ เล่าว่า เข้าไปพนมเปญ ช่วงนั้นเข้าพนมเปญได้พักหนึ่ง อยู่โรงแรมก่อน แล้วก็ออกจากพนมเปญ แล้วก็ย้ายสลับไปเรื่อย ๆ ไม่เป็นที่ ชายแดนลาวบ้าง ชายแดนเวียดนามบ้าง จนกระทั่งสถานการณ์ดีขึ้น เราก็กลับเข้ามาในพนมเปญอีกทีหนึ่ง

ทั้งหมดคือ ‘นาทีชีวิต’ ของ ‘กีร์ อริสมันต์’ ที่ใครหลายคนมองว่าเป็น ‘แกนนำฮาร์ดคอร์’ ต้องหลบหนีฝ่าสารพัดด่าน เกิดอภินิหารตามรายทางมากมาย ก่อนที่อีกหลายปีต่อมาจะกลับเข้าประเทศไทยเพื่อมอบตัว และต่อสู้หลายสิบคดีในชั้นศาลอยู่ในขณะนี้ !

นอกเหนือไปจาก ‘กี้ร์ อริสมันต์’ แล้ว ก่อนหน้านี้ช่วงปี 2551 นายจักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีกรายหนึ่ง ก็หลบหนีเข้าไปประเทศกัมพูชาเช่นกัน

ขณะที่ภายหลัง คสช. รัฐประหารในปี 2557 ข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคง ระบุว่า มีบุคคลที่หนีหมายเรียก คสช. หรือผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เข้าไปในประเทศกัมพูชาเท่าที่ตรวจสอบพบอย่างน้อย 4 ราย ได้แก่ นายพิษณุ พรหมศร นายจักรภพ เพ็ญแข (ปัจจุบันคาดว่ามีการติดต่อกับนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ที่อาศัยอยู่สหรัฐอเมริกา ที่เป็นแกนนำหลักกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช. ในต่างประเทศ)

นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการชื่อดัง และอดีตอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ขณะนี้ข้อมูลล่าสุดคือพักอาศัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส) และ ‘ตั้ง อาชีวะ’ ที่ว่ากันว่า หลบหนีเข้ามาที่กัมพูชา ก่อนที่จะทำเรื่องลี้ภัยไปอยู่ประเทศนิวซีแลนด์ในปัจจุบัน

(อ่านประกอบ : รายชื่อ 29 ผู้ต้องหา ‘คดี 112’ ในต่างแดน ‘แบล็คลิสต์’รัฐบาล-คสช. )

กระทั่งล่าสุด เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้องคดีโครงการระบายข้าวแบบจีทูจีโดยมิชอบ ซึ่งปรากฏชื่อของ นพ.วีระวุฒิ เป็นหนึ่งในจำเลย และถือเป็น ‘จิ๊กซอว์’ ชิ้นสำคัญในคดี ได้หลบหนีไปกัมพูชา ‘ตามรอย’ เส้นทาง ‘คนเก่า’ หลายราย

คำถามสำคัญคือทำไมจำเลย-ผู้ต้องหาคดีสำคัญ ๆ หลายรายจึงหลบหนีเข้าไปประเทศกัมพูชา ?

สำหรับเหตุผลของบุคคลอื่น ๆ คงไม่อาจทราบข้อเท็จจริงได้ เพราะไม่มีโอกาสได้สัมภาษณ์ แต่สำหรับ ‘กี้ร์’ ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ชัดเจนตอนหนึ่งว่า

“ในช่วงตอนนั้นก็ ถามว่ามันยากลำบากไหม มันก็ยากลำบากเหมือนกัน เพราะเราไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้ และตอนนั้นก็รู้สึกเหมือนกับว่ามันคิดสองอย่าง เหมือนกับตอนพฤษภาทมิฬ เราก็เคยหนีไปรอบหนึ่ง ครั้งนี้ทำไมเราต้องหนีด้วย พฤษภาทมิฬก็หนีไปยาวเหมือนกัน ครั้งนี้อาจหนียาวกว่า และคิดว่าคงไม่ได้กลับ คราวนี้เราก็ตระเวนโลก มีพาสสปอร์ตพิเศษ สำหรับนักต่อสู้ทางประชาธิปไตย มีหลายประเทศให้ ก็ให้ไปที่ไหนบ้าง รัสเซีย ดูไบ บรูไน พม่า จีน ยุโรป เฉลี่ย ๆ แบ่งไป และเราก็คิดว่า เราจะลี้ภัยทางการเมือง คิดว่าคงไม่ได้กลับเพราะว่าเราถูกกล่าวหาว่าล้มล้างสถาบันเป็นเรื่องใหญ่”   (* ประเทศเหล่านี้ไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย รวมเขมรด้วย ที่โปรจีนคอมมิวนิสต์สุดๆ ส่วนยุโรปก็ไม่ได้ระบุว่าประเทศไหน)

“เมื่อเข้าไปในกัมพูชา ก็ได้ “นายใหญ่” คุณทักษิณ (ชินวัตร) และสมเด็จฮุน เซน ให้การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เราติดหนี้บุญคุณ ทั้งไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะสมเด็จฮุน เซน พุดง่าย ๆ ว่าเราเรียกเขาว่าพ่อโดยไม่กระดากใจ เพราะถ้าไม่มีท่านผมคงตาย ไม่มีประเทศกัมพูชาผมคงตายด้วย”

(อ่านประกอบ : “กี้ร์-อริสมันต์”ยก“ฮุนเซน”เทียบพ่อบังเกิดเกล้า "หนี้ชีวิต"ช่วยหนีตายปี 53)

ทั้งหมดเป็นคำยืนยันของ ‘กี้ร์’ ถึงเหตุผลในการหลบหนีเข้ากัมพูชา สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ‘สมเด็จฮุน เซน’ นายกรัฐมนตรีของกัมพูชามี ‘อิทธิพล’ เป็นอย่างมาก

ส่วนคนอื่น ๆ ที่หลบหนีไปนั้นจะคิดเช่นนี้หรือไม่ ไม่สามารถตอบแทนพวกเขาเหล่านั้นได้ เพราะต่างคนต่างมีเหตุผลในการตัดสินใจของตัวเอง

คำถามสำคัญประการต่อไปคือ จะสามารถตามตัวกลับมาได้หรือไม่ ?

คำตอบคือในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยและกัมพูชา มีข้อยกเว้นหนึ่งคือ จะไม่ส่งผู้ต้องหาที่มีคดี ‘การเมือง’

นั่นทำให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้า-ออกประเทศกัมพูชาได้โดยสะดวก เนื่องจากกัมพูชามองว่า คดีที่ดินรัชดาภิเษกที่ศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุกนายทักษิณนั้น เป็นคดีทางการเมือง

แล้วคดีของ ‘หมอโด่ง’ ซึ่งทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อสส. รวมถึงสื่อมวลชนหลายแขนงที่เปิดโปงกระบวนการทุจริตในโครงการระบายข้าวจีทูจีนั้น ฝั่งกัมพูชาจะมองเป็นคดีทางการเมืองหรือไม่

ขณะเดียวกันหลบหนีเข้าไปกัมพูชาได้อย่างไร ใครเป็นคนช่วยเหลือ หรือจะมีพระ-คาถาดีแบบ 'กี้ร์' ?

ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด !

Offline

#1162 October 4, 2016 11:36 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://prachatai.org/journal/2016/10/68177

40 ปีผ่าน เจอข้อมูลใหม่ 6 ตุลา! คนถูกแขวนคอสนามหลวงมีมากกว่า 2 คน!

Mon, 2016-10-03 15:01

ภัทรภร ภู่ทอง นักวิจัยและทีมค้นคว้าภาพ-หลักฐานชันสูตรผู้เสียชีวิต พบข้อมูลขาดอีกมาก พร้อมโชว์ภาพผู้ถูกแขวนคอมีอย่างน้อย 4-5 ราย ‘คนเดือนตุลา’ อึ้ง ไม่ทราบมาก่อน ธงชัย วินิจจะกูล ย้ำรายละเอียดสำคัญต้องคืนความเป็นมนุษย์ให้คนตาย เตรียมเปิดโครงการแหล่งข้อมูล 6 ตุลารับเบาะแสวัถตุดิบทุกประเภท

บันทึกการเสวนาในครั้งนี้

คำเตือน ด้านล่างมีภาพผู้เสียชีวิตที่อาจทำให้ผู้อ่านไม่สบายใจ

ในวาระ 40 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา มีการจัดงานเสวนา “ความรู้และควาความไม่รู้ว่าด้วย 6 ตุลา 2519” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยากรประกอบด้วย สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ, ภัทรภร ภู่ทอง นักวิจัยและผู้สร้างหนัง Silence-Memories และ Respectfully Yours, ธงชัย วินิจจะกูล จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดินสัน และสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ดำเนินรายการโดย พวงทอง ภวัครพันธุ์

พวงทอง กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า แม้เราจะจัดงานรำลึกกันมา 40 ปีแล้วแต่กลับมีเหตุการณ์อีกมากมายที่เราไม่รู้ โดยส่วนตัวมี 2 เหตุการณ์ที่รู้สึกตกใจ เรื่องแรกกรณีการเสียชีวิตของจารุพงษ์ ทองสินธุ์ ซึ่งครอบครัวไม่ทราบเรื่องและใช้เวลา 20 ปีในการตามหา เรื่องที่สองเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล บอกว่ามีคนถูกแขวนคอมากกว่า 1 คน อย่างน้อย 2 คนแน่ๆ หรืออาจมากกว่านั้น

“ดิฉันฟังแล้วตกใจ เพราะส่วนตัวสนใจและสอนเรื่องความรุนแรง ให้ความสนใจกับรายละเอียด แต่พอเรื่องใกล้ตัวขนาดนี้ เป็นเรื่องพื้นฐานที่เราน่าจะรู้กันมาตั้งนานแล้ว ทำไมเราไม่รู้ ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาได้คุยกับคุณภัทรภร ที่ทำหนัง Silence Memories เรื่องรายละเอียดผู้เสียชีวิตพบว่า มีข้อมูลเยอะเลยเป็นเรื่องพื้นฐานที่เราไม่รู้ จึงคิดว่าเราน่าจะคุยเรื่องนี้ให้ชัดเจน ความไม่รู้ด้านหนึ่งสะท้อนปัญหาอะไรของสังคมไทย ขณะเดียวกันในการรำลึกเหตุการณ์ความรุนแรง ถ้าเรานึกถึงเหยื่อ การให้เกียรติ ให้ความเคารพยกย่อง เราละเลยเรื่องผู้เสียชีวิตไม่ได้ว่าเขาเป็นใคร” พวงทองกล่าว

พวงทองกล่าวว่า นอกจากนี้ความรู้เกี่ยวกับผู้ใช้ความรุนแรงก็มีจำกัด เราอาจได้ยินชื่อ กระทิงแดง นวพล คนเหล่านี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร นอกจากตำรวจตระเวนชายแดนที่มาในวันนั้น ใครเป็นคนสั่งการ ดูเหมือนไม่มีใครทำวิจัยหรือคุยกันจริงจัง


คลิปเหตุการณ์ 6 ตุลา โดยนาทีที่ 25 เป็นต้นไปจะเห็นภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่บริเวณสนามหลวง

ภัทรภร ภู่ทอง: เมื่อคนอีกรุ่นพบว่า 6 ตุลายังขาดข้อมูลรายละเอียดอีกมาก

ภัทรภร ภู่ทอง นักวิจัยอิสระและผู้สร้างสารคดีเกี่ยวกับ 6 ตุลา กล่าวว่า เธอเพิ่งเริ่มศึกษาเรื่อง 6 ตุลาเมื่อ 4 ปีที่แล้วและพบเจอคำถามสำคัญเมื่อศึกษาเรื่องนี้ 4 คำถามจากคนรอบตัว 1. เพื่อนสื่อมวลชนคนหนึ่งถามว่าจะทำเรื่อง 6 ตุลาไปทำไม ในเมื่อเรารู้ทุกอย่างหมดแล้ว 2.คำถามจากครอบครัวผู้เสียชีวิตถามว่า ผ่านมา 40 ปีทำไมเพิ่งติดต่อมา 3.นักข่าวจากเอพีซึ่งช่วยงานนี้ ดูรูปด้วยกันแล้วตั้งข้อสังเกตว่า ใครคือคนที่ยกเก้าอี้ฟาดศพ ชายดังกล่าวปรากฏในหลายภาพ น่าแปลกที่ไม่มีใครสงสัยหรือตามหา 4.ผู้ร่วมงานรุ่นน้องสงสัยว่า เหตุใด 6 ตุลายังเป็นประเด็นอ่อนไหวขนาดนี้แม้ผ่านไป 40 ปี

“argument หลักในการศึกษาคือ เสียงขอพวกเหยื่อ ครอบครัวและผู้คนในภาพถ่ายมีความหมายอย่างไร เราคิดว่าเสียงของครอบครัว ของเหยื่อ ของคนตัวเล็กตัวน้อย เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่เมื่อประกอบเข้าด้วยกัน จะเห็นเหตุการณ์ก่อนหน้า วันนั้น และหลังจากนั้น ทั้งความกลัว ความรุนแรง ความ ignorance ของสังคมไทย” ภัทรภรกล่าว

ภาพรวมผู้เสียชีวิตเหตุการณ์ 6 ตุลา
ภัทรภรให้ภาพรวมการเสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวโดยข้อมูลหลักได้มากจากไฟล์ชันสูตรพลิกศพของแพทย์ พบว่า

-มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 46 คน เป็นนักศึกษา ประชาชน 41 คน เจ้าหน้าที่รัฐ 5 คน

-เป็นชายไทยทราบชื่อ 30 คน เป็นชายไทยไม่ทราบชื่อ 3 คน หญิงไทยทราบชื่อ 4 คน ศพที่ถูกเผาและไม่ทราบเพศแน่ชัดอีก 4 คน

“ไม่มีการพูดถึงชาวเวียดนามแต่อย่างใด”ภัทรภรกล่าว

-อายุต่ำสุดคือนายอภิสิทธิ ไทยนิยม อายุ  17 ปี

“เราพยายามสืบหาว่าคือใคร แต่ยังหาไม่พบ ทราบเพียงว่ามาจากจันทบุรี” ภัทรภรกล่าว

-สถาบันการศึกษาของผู้เสียชีวิต คือ รามคำแหง ธรรมศาสตร์ จุฬาฯ มหิดล ม.กรุงเทพ โรงเรียนเพาะช่าง

“นักศึกษามหิดลและราม ส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็นการ์ด ดูแลความปลอดภัยให้เพื่อน”ภัทรภรกล่าว

-ภูมิลำเนาของผู้เสียชีวิต พบว่ามาจากทุกภาคยกเว้นภาคตะวันตก และภาคใต้เยอะที่สุด

-สาเหตุ ถูกระเบิด กระสุนปืน จมน้ำ ถูกแทง ถูกรัดคอ

-สถานที่พบศพ แม่น้ำ 2 คน (พบที่ท่าสวัสดิการทหารเรือวันที่ 7 ต.ค.) ส่วนใหญ่พบที่รพ.ตำรวจ

“รู้สึกแปลกประหลาดมากที่ระบุแบบนั้น แทนที่จะบอกว่าพบที่สนามหลวงหรือตรงไหน” 

-การจัดการศพ ส่วนใหญ่มอบคืนให้ญาติ และมีการระบุด้วยว่า จัดการตามประเพณี
“การจัดการตามประเพณีหมายความว่ายังไง แปลว่ามีส่วนที่ญาติไม่ได้มารับไปใช่ไหม” 

ภัทรภรกล่าวว่า ในการทำภาพยนตร์และเก็บข้อมูลจากญาติผู้เสียชีวิตนั้นเธอสามารถติดต่อได้ทั้งหมด 10 ครอบครัว สิ่งที่พวกเขาเผชิญ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้เสียชีวิตเป็นลูกชายคนแรก หรือลูกคนเดียวของครอบครัว เป็นคนที่มีโอกาสดีที่สุดของครอบครัว ยกตัวอย่าง อับดุลรอเฮง สาตา คณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหิดล อีก 6 เดือนเขาจะเรียนจบแล้วจะกลับไปทำงานที่บ้านเกิดจังหวัดนราธิวาส เขามาจากครอบครัวยากจนมาก มีพี่น้อง 4 คน ทุกคนเรียนศาสนาหมด มีเขาเรียนสายสามัญคนเดียว และเป็นคนเดียวในตำบลที่มาเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐ เมื่อเสียชีวิตครอบครัวเดินทางมาไม่ทันการทำพิธีทางศาสนาอิสลาม หลังจากนั้นจนถึงทุกวันนี้ ครอบครัวแทบไม่พูดถึงกรณีนี้อีกเลย ทุกวันนี้เขาเองยังกังวลและหวาดกลัว ทางครอบครัวขอเวลาในการทำความคุ้นเคยและให้ข้อมูล เขากังวลว่าถ้าให้ข้อมูลจะทำให้เขาเดือดร้อนไหม อีกรายหนึ่งเราไปสัมภาษณ์ เขายินดี แต่อีกไม่กี่วันเขากลับโทรมาขอว่าเป็นไปได้ไหมที่จะไม่เผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ เพราะกลัวมากว่าจะเกิดอะไรกับครอบครัว บางครอบครัวโกรธเกรี้ยว ห่างเหินเย็นชาดูจากบทสนทนาที่มีต่อกัน อยากตีความว่า เขาไม่เห็นประโยชน์หรือความหมายของการให้ข้อมูล เขาตระหนักเหมือนที่เราส่วนใหญ่ก็ตระหนักว่าข้อมูลเหล่านี้ไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไร ไม่นำสู่ความยุติธรรม การเยียวยา

“คุณไม่รู้หรอกว่าครอบครัวเราเจออะไรมาบ้าง เราเจอมามากพอแล้ว” บางครอบครัวบอกกับภัทรภรเช่นนี้ แต่ก็มีบางครอบครัวพูดชัดเจนมากกว่า “เราต้องการความจริง เราต้องการความยุติธรรม”

เกิดอะไรขึ้นที่สนามหลวงในเช้าวันนั้น มีกี่คนถูกแขวนคอ?
ในส่วนนี้ภัทรภรนำเสนอภาพเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จำนวนหนึ่งซึ่งเป็นภาพใหม่ที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน โดยเธอระบุว่า ภาพรูปคนถูกแขวนคอและถูกฟาดด้วยเก้าอี้ซึ่งถ่ายโดย Neal Ulevich ช่างภาพสำนักข่าว AP และได้รับรางวัลพูลิตเซอร์นั้น ผู้คนคิดว่าเป็น วิชิตชัย อมรกุล แต่อันที่จริงเรายังไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไร ส่วนวิชิตชัยนั้นถูกแขวนคอและปรากฏในอีกภาพหนึ่ง เขาถูกแทง ถูกทุบตี และแขวนคอ ในส่วนนี้พวงทองเสริมว่า ดูจากภาพการเสียชีวิตที่ลิ้นจุกปากคาดว่าน่าจะเสียชีวิตจากการถูกแขวนคอ

นอกจากสองคนดังกล่าว ภัทรภรยังนำเสนอชุดภาพจากผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ปรากฏชายใส่เสื้อลายดอกที่อยู่ในรถซึ่งขับมาที่สนามหลวง จากนั้นเขาถูกฝูงชนลากออกมา ถูกจับใส่กุญแจมือ ถูกรุมทำร้าย แล้วถึงถูกนำไปแขวนคอ ดูจากภาพแล้วเขาน่าจะไม่ใช่นักศึกษาและมีอายุมากกว่า 30 ปี จากการสืบค้นในไฟล์ชันสูตรทางการแพทย์พบว่าเขาคือ นายปรีชา แซ่เฮีย สูง 170 ซม.โดยในไฟล์ชันสูตรของแพทย์นั้นระบุชัดเจนเรื่องเสื้อผ้าซึ่งตรงกับภาพที่ถูกลากจากรถมารุมทำร้ายและถูกแขวนคอในที่สุด

29789233880_cf2c07afc6_z.jpg

ภาพบนซ้ายมือ: ภาพจาก AP, ชายไม่ทราบชื่อ
ภาพบนขวามือ:  ภาพจาก AP, ชายไม่ทราบชื่อ
ภาพล่างซ้ายมือ: ภาพจากสมาคมนักข่าว?,  วิชิตชัย อมรกุล นิสิตจุฬาฯ
ภาพล่างขวามือ: ภาพจากบุคคลนิรนาม เผยแพร่ใน www.2519.net, ผู้วิจัยระบุว่าเขาคือ ปรีชา แซ่เฮีย
(ที่มา: สไลด์ของภัทรภร ภู่ทอง)

29456699933_4b2088b5ff_o.jpg

30000679231_db89a505da_b.jpg

ภาพบุคคลที่ภัทรภรระบุว่า น่าจะเป็นรายที่ 5 ที่ถูกแขวนคอ
(ที่มา: สไลด์ของภัทรภร ภู่ทอง)

ธงชัยกล่าวเสริมว่า  หลายคนเห็นภาพเหล่านี้แล้ว แต่ด้วยความสะเพร่าของพวกเราเองรวมถึงตัวเขาด้วยด้วยทำให้ไม่ทันได้สังเกตว่ามีกี่คนถูกแขวน ทั้งที่พยายามสืบค้น แต่ด้วยข้อจำกัดที่เขาเองไม่เคยดูรูปและคลิปวิดีโอใดๆ จบเลย จนเมื่อปี 2011 จึงพบว่ามีคนถูกแขวนคอ 2 รายก็เชื่อว่ามีเพียงเท่านั้น แต่เมื่อดูภาพทั้งหมดในครั้งนี้แล้วทำให้มั่นใจว่ามีคนถูกแขวนคออย่างน้อย 4 ราย และท้ายที่สุดกลายเป็นว่าคนที่ถูกเก้าอี้ฟาดที่คนเข้าใจว่าเป็นวิชิตชัย ที่จริงแล้วเราไม่รู้เลยว่าเขาคือใครและศพเขาอยู่ที่ไหน

ภัทรภรกล่าวว่า นอกจากนี้ในรูปความรุนแรงที่ทำกับผู้เสียชีวิตในหลายๆ รูปท่ามกลางมวลชนที่รายล้อม พบว่า ชายที่ใช้เก้าอี้ฟาดผู้เสียชีวิตที่ถูกแขวนที่สนามหลวงนั้นเป็นผู้ที่ปรากฏตัวในหลายภาพ แต่ยังไม่มีใครทราบว่าเขาเป็นใคร โดยส่วนตัวอยากเจอเขาคนนี้อย่างยิ่ง ไม่ได้จะตัดสิน แต่อยากถามถึงประสบการณ์ความคิดความรู้สึกของเขาในขณะนั้นและขณะนี้ ส่วนภาพผู้หญิงเปลือยกายที่ร่างวางลงพื้น ไม่ปรากฏข้อมูลในไฟล์ชันสูตร ทำให้ไม่แน่ใจว่าถูกเผาหรือไม่

ภัทรภรกล่าวว่า ข้อสังเกตต่อฟุตเทจและภาพเก่าที่ค้นคว้าพบว่า มีการนำภาพ 6 ตุลามาใช้ซ้ำมากในสื่อต่างๆ แต่มีผู้จัดทำไม่กี่รายที่ระบุแหล่งที่มาหรือเจ้าของภาพ ซึ่งมีความสำคัญมาก นอกจากเป็นการให้เกียรติเจ้าของงานแล้ว ยิ่งกว่านั้นคือสายตาของช่างภาพหลังเลนส์ วินาทีที่บันทึกเห็นอะไรบ้างที่มากกว่าภาพตรงหน้า มีเรื่องมากมายที่ไม่ได้บันทึกในความทรงจำของเขา

ธงชัย วินิจจะกูล: เมื่อเขาถูก dehumanized เราจะ re-humanized
คืนความเป็นมนุษย์ให้พวกเขา

ธงชัยกล่าวว่า นอกจากเขาที่ศึกษาเรื่องนี้ ยังมีธนาพล อิ๋วสกุล บก.ฟ้าเดียวกันที่ค้นพบเอกสารจำนวนมาก การมีคนอยู่จำนวนน้อยที่เกาะติดเรื่องนี้หรือการที่มีเขาคนเดียวศึกษาราวกับเป็นเจ้าเข้าเจ้าของมากเกินไปก็มีข้อเสีย

“ผมดื้อกับคุณอ้อ (ภัทรภร) อยู่นาน พอเขื่อนแตกปุ๊บ (มีคนถูกแขวนคอ) 4-5 คนผมรับไม่ได้ และข้อมูลหลายอย่างไม่ใช่เรื่องลึกลับ มันหาได้” ธงชัยกล่าว

เขากล่าวว่า คำถามสำคัญคือ เราสนใจรายละเอียดเหล่านี้ทำไม ตัวเขานั้นอยู่ใน 2 สถานะ คือ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ และอีกสถานะหนึ่งคือ ผู้ร่วมเหตุการณ์ ทำให้รู้สึกมีความรับผิดชอบอะไรบางอย่าง อันที่จริงข้อมูลรายละเอียดขนาดนี้ไม่มีความหมายเท่าไรสำหรับนักประวัติศาสตร์ จะแขวนคอ 2 คนหรือ 4 คนภาพใหญ่หรือบทเรียนทางประวัตติศาสตร์ก็ได้เปลี่ยนในฐานะนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ แต่ในฐานะคนผ่านเหตุการณ์มันมีความหมาย

“พวกเราทุกคนผ่านเหตุการณ์ทั้งนั้น ทำไมผมพูดแบบนี้ วันที่ 6 ตุลานี้ผมจะเฉลย (ในปาฐกถาที่หอประชุมมธ.-ประชาไท) เราไม่สามารถเป็นเราในวันนี้ได้ มีอณูบางอณูของชีวิตเราเกี่ยวข้องกับคนที่ตายไปทั้งนั้น” ธงชัยกล่าว

ธงชัยกล่าวต่อว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับข้อสรุปทางวิชาการ แต่มันเกี่ยวข้องตรงที่พวกเขาเหล่านั้นถูก dehumanized (ถูกทำให้ไม่เป็นมนุษย์) การให้ความเคารพกับคนตายเหล่านั้น เราต้อง re-humanized (คืนความเป็นมนุษย์) ให้พวกเขาเหล่านั้น ทำให้กลับคืนความมนุษย์ทีละคน ทุกคนเท่าที่เราจะทำได้

“นี่คือจุดประสงค์ของการตามหารายละเอียดเหล่านี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะโหดเหี้ยมอย่างไร เราต้องให้ข้อมูล เราต้องบันทึกไว้ ให้ครอบครัวได้รับรู้ แม้ว่าแต่ละรายจะอยากรู้หรือเปล่า ทำให้ได้มากที่สุด นี่เป็นวิธีเดียวที่เราจะสู้ ถึงที่สุดในเมื่อเขาดีฮิวแมนไนซ์ เราต้องคืนความเป็นมนุษย์ให้แก่ทุกๆ ราย แล้ววันไหนก็แล้วแต่ที่ครอบครัวยินดีจะค้นข้อมูลเขาควรมีสิทธิจะได้รับรู้ ผมมีหลักแค่นี้  เราจะคืนรายละเอียดทุกยอย่างให้กับชีวิตเขา” ธงชัยกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ

ธงชัยกล่าวต่อว่า คำถามต่อมาคือ ทำไม 40 ปีเราถึงเพิ่งมาทำ เขาคิดว่าทุกคนควรทำเท่าที่ทำได้ ควรทำตั้งนานแล้ว แต่เรื่องนี้ไม่มีวันสายเกินไป แม้จะน่าเสียดายที่เราพยายามน้อยไป ทั้งที่มีข้อมูลพอสมควร

ธงชัยยังกล่าวถึง “ฝ่ายขวา” ในเหตุการณ์ 6 ตุลาด้วยว่า เรื่องนี้พอเห็นเค้าลาง มีมูลให้สืบค้นได้ แต่เขาทำเองไม่ไหว ไม่มีความสามารถเพียงพอ และที่สำคัญคือไม่อยากทำด้วย

“ถึงตอนนี้ผมทำใจได้แล้ว ผมคุยกับกระทิงแดงได้แต่ผมไม่ต้องการคุยกับเขาอีก ไม่ใช่โกรธแค้น แต่ไม่จำเป็นไม่อยากเจออีก คนอื่นถ้ามีแรงกรุณาช่วย มันมีมูลซึ่งทำได้ มีเหตุที่ผมแฝงไว้ในหนังสือของผม ที่ต้องเขียนแฝงๆ ไว้เพราะมันไม่ชัด มีสองประเด็น หนึ่ง นวพล คนเชื่อมาตลอดว่าเป็นองค์กรใหญ๋โตมีพลังมาก ผมไม่แน่ใจ อาจเป็นองค์กรเสือกระดาษ คล้ายๆ แนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติตอนนั้นซึ่งมีสมาชิก 1 คน แต่ผมไม่กล้าเขียน ไม่ใช่กลัว แต่เพราะข้อมูลมันลางเลือน เจอแต่การประกาศตัวแต่ตามรอยไม่เจอ ประเด็นที่สอง สำคัญกว่ามาก ด้านหนึ่งเห็นกระทิงแดง พล.อ.สุดสาย รู้ขนาดว่าได้รับเงินส่วนหนึ่งจาก กอ.รมน.และบางส่วนจาก อนุสรณ์ ทรัพย์มนู เจ้าของนมตรามะลิ เฉลียว อยู่วิทยา เจ้าของกระทิงแดง เราเชื่อกันว่า กระทิงแดงก่อการเช้าวันนั้น ผมไม่ได้จะทำให้เขาพ้นผิด เขาปาระเบิดตอนเช้า ใช่ และเขายอมรับด้วย แต่เขาให้การตรงกันหลายคนว่า เหตุการณ์เช้าวันนั้นเขาก็คาดไม่ถึง มันนอกสั่ง คำสั่งที่เขาได้รับมันไม่มี และพล.อ.สุดสายก็สั่งถอย กระทิงแดงเป็นกลุ่มฝ่ายขวาที่ใช้ความรุนแรงแต่จัดตั้งดีพอควรจึงสั่งได้ กลุ่มฝ่ายขวาจำนวนหนึ่งจัดตั้งห่วยหรือตั้งใจจัดตั้งห่วย ขอเรียกว่า ฝ่ายขวากเฬวราก พวกนี้เขาอวด เขาโม้ ว่าเขาต่างหากเป็นคนทำ พวกนี้ต่อมาในปี 2524 ตั้งชื่อกลุ่มว่า อภิรักษ์จักรี แต่ตอนนั้น (2519) ยังไม่มีชื่อกลุ่มชัดๆ ผมไม่ได้ต้องการให้ใครพ้นผิดแต่มันเป็นเบาะแสว่า มันมีช่องทาง นอกจากพวกนี้ยังมีกลุ่มที่สามพวกชุมนุมที่ลานพระบรมรูปฯ ชมรมแม่บ้าน ลูกเสือชาวบ้าน อะไรทั้งหลายที่ชุมนุมต้านพวกเรา ขบวนการพวกนี้ไม่ใช้ความรุนแรง  สามสายนี้ ข้างบนคือ กอ.รมน. ใครที่เป็นตัวการในการจัดตั้งฝ่ายขวาทำให้เกิด กอ.รมน.ในสมัยนั้น ผมไม่ได้ระบุชื่อ แต่ระบุร่องรอยที่จะรู้จักคนนั้นได้ในหนังสือผม (ชื่อหนังสือ 6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง-ประชาไท)” 

ธงชัยกล่าวด้วยว่า สำหรับความยากลำบากในการเก็บข้อมูลกับญาติผู้ตายนั้นเป็นเรื่องเข้าใจได้ ลองนึกดูว่าเคยมีคณะกรรมการญาติวีรชนหกตุลาไหม  ที่ไม่มีก็เพราะไม่มีใครเรียก 6 ตุลาว่าวีรชน และญาติทั้งหลายเขาไม่มีการรวมตัวกัน เขาไม่อยากจะเผยตัวด้วยซ้ำ

“อาชญากรรของรัฐทุกครั้งเลวระยำทั้งสิ้น แต่ด้วยหลายปัจจัย 14 ตุลาและพฤษภา 35 อยู่ในสถานะจะรับได้บ้าง มีพิธีต่างๆ เป็นรัฐพิธี แต่ 6 ตุลาไม่มี ไม่ได้แปลว่า 6 ตุลามีศักดิ์ศรีดีกว่าหรือแย่กว่า แต่จัดการกับเรื่องเหล่านี้ไม่เหมือนกัน เวลาคุยกับญาติ แต่พูดทำนองเดียวกัน คือ เรื่องหกตุลาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ละเอียดอ่อนแปลว่าอะไร ไม่ได้อยากจะทึกทักว่าทุกคนรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแต่ไม่กล้าพูด แต่มันมีอะไรบางอย่างที่เกินกว่าที่เขาจะพูด อะไรบางอย่างนั้นเขาอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืออะไร แต่มีเซนส์บางอย่าง อย่าแตะเรื่องนั้นหรือเรื่องนี้  เขาจะระวังตัวไม่อยากเดือดร้อน ตะหงิดๆ บางอย่างและไม่รู้เสียดีกว่า 6 ตุลาจึงยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ตอนรำลึก 20 ปี 6 ตุลา สิ่งที่เราทำสำเร็จคือ สามารถออกมาพูดอย่างเปิดเผย พูดว่ามีการฆ่าอย่างโหดร้าย แต่พวกเรากรุณาตระหนักว่า มันมีเพดานอยู่เยอะมาก มีการสังหารโหดอัปลักษณ์ โหดเหี้ยม ฟูลสต็อป เราพูดได้แค่นั้น สังคมไทยอยู่ในภาวะที่อนุญาตให้พูดแค่นั้น” ธงชัยกล่าว

“สุดท้าย ด้วยเหตุนี้ สี่สิบปีสายไปหรือเปล่าไม่ทราบ แต่เราทิ้งมรดกเท่าที่ทำได้ มรดกอันแรกที่อยากทำที่สุด ไม่ใช่เรื่องตามวิเคราะห์สถานการณ์ แต่อยากเก็บข้อมูลเรื่องคนตายกับญาติ เราต้องการคืนความเป็นมนุษย์ให้พวกเขา อาจสำคัญกว่าหนังสือวิเคราะห์เสียอีก เรามีโครงการจะประกาศเร็วๆ นี้ จะจัดตั้ง โครงการแหล่งข้อมูล 6 ตุลา จุดประสงค์เบื้องต้นในปีแรกๆ จะสืบค้นเก็บรวบรวมข้อมูลเรื่องคนตาย ใครมีวัตถุดิบเรื่องเล่าหรือรู้แหล่งข้อมูลติดต่อกับครอบครัวคนเหล่านี้ได้ อย่างน้อยอยากทำทะเบียนว่าข้อมูลอยู่ไหนบ้าง อนาคตถ้าคนอยากจะค้นจะได้รู้ว่าจะค้นที่ไหน ผมเชื่อว่าถ้าเรามีข้อมูลมันไปต่อได้ แม้คนในอนาคตเขาจะค้นด้วยสายตาของอนาคต หรือถามคำถามจากยุคสมัยของเขา อย่าไปผูกให้เขาคิดอย่างที่เราคิด”

“เราไม่ได้จะทำให้หกตุลา sensational ผมเกลียดที่สุด เราแค่ต้องการเอาความจริงให้มากที่สุด เพราะนั่นเป็นวิธีเดียวที่จะเคารพเขาดีที่สุด” 

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ทำไมจึงไม่มีข่าว/ข้อมูลเหตุการณ์ 6 ตุลาหลงเหลือ
สุธาชัยกล่าวว่า เขาก็เหมือนธงชัยและคนอื่นในเหตุการณ์ที่ไม่เคยดูคลิปเหล่านั้นได้ พร้อมกันนี้เขาเล่าย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าเพื่ออธิบายว่าผู้ที่ตั้งคำถามว่าทำไมไม่สลายการชุมนุมตั้งแต่คืนวันที่ 5 ต.ค.หลังจากหนังสือพิมพ์ดาวสยามลงรูปละครแขวนคอแล้วในช่วงเย็นนั้น ถามโดยไม่เข้าใจบริบทในช่วงนั้น แกนนำนักศึกษาประเมินสถานการณ์ว่าถูกป้ายสีรุนแรงและได้เตรียมกำลังนักศึกษาไปเคาะประตูบ้านทำความเข้าใจประชาชนในวันที่ 6 ต.ค. แต่ไม่มีใครประเมินว่าสถานการณ์จะรุนแรงถึงเพียงนั้น

“การตัดสินใจปราบก็เพิ่งตัดสินใจกลางดึกคืนนั้นเอง ตำรวจตระเวนชายแดนเคลื่อนตอนตีสอง ถึงธรรมศาสตร์หกโมงเช้า” สุธาชัยกล่าว 

“เช้าวันขณะเกิดเหตุ ผมไปตามนัดที่มหิดล (ทีมเคาะประตูบ้านประชาชน) แต่ไม่เจอใครเลย ไม่รู้จะทำยังไง มีคนบอกให้ไปที่สนามหลวงก็ไม่กล้าไป เลยแวะไปบ้านเพื่อน และทันได้ดูวิดีโอชุดหนึ่งที่คุณสรรพสิริ วิรยศิริ ทำแล้วออกช่องเก้า ผมตกใจมาก ทำให้ผมตัดสินใจเข้าป่าแน่นอน เหตุการณ์ในวันนั้น ผมเดาไม่ได้ว่าเพื่อนผมกี่คนที่ตาย มันเดาไม่ถูก ไม่ได้สื่อสารสะดวกเหมือนเดี๋ยวนี้ กว่าจะรู้จริงๆ ก็อาทิตย์หรือสองอาทิตย์หลังเหตุการณ์ เราร้องไห้ คิดถึงเพื่อน มันพูดไม่ถูก คลิปชุดนั้นทำให้การเข้าป่าเป็นทางออกทางเดียวที่จะสามารถแก้แค้นแทนเพื่อนได้ นั่นคือการดูครั้งแรก หลังจากนั้นก็เกิดภาวะแบบธงชัยคือดูไม่ได้จริงๆ บางรูปผมได้เห็นครั้งแรก ดังนั้น ความแชเชือนทางหนึ่งมันก็เป็นเรื่องความรู้สึกส่วนตัว มันไม่ได้จริงๆ” สุธาชัยกล่าว

สุธาชัยยังเล่าเหตุการณ์ตอนนั้นอีกว่า สภาพการณ์ขณะนั้นมีการปราบปรามช่วงเช้าตรู่ จากนั้น 19.00 น.เกิดการรัฐประหาร ดังนั้น การปราบนักศึกษาและการรัฐประหารจึงเป็นมรดกชั่ว 2 อย่างของ 6 ตุลา จากนั้นคณะรัฐประหารก็มีคำสั่งไม่ให้สื่อเผยแพร่ข่าวสารใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเวลา 2 วัน

“ไม่มีหนังสือพิมพ์ออกในวันที่ 7-8 ตุลา มีแต่สื่อของฝ่ายรัฐเท่านั้น พวกวิทยุและทีวี พอวันที่ 9 ตุลาหนังสือพิมพ์ออกครั้งแรก หนังสือพิมพ์ของฝ่ายซ้ายโดนปิด เหลือแต่พวกกลางๆ  เรียกว่าพอวันที่ 9 ก็แทบไม่เสนอเรื่องนี้แล้ว เสนอเรื่องใหม่ไปเลย เรื่องทั้งหมดมันจบ ฉะนั้นเหตุการณ์นี้จึงไม่มีใครทำข้อมูลอะไรกันเลย แกนนำนักศึกษาจำนวนมากอยู่คุก และอีกมากมายเข้าป่ากัน  พอถึงวันที่จะทำข้อมูลจึงเหลือแต่ของฝ่ายรัฐเป็นหลัก พอผมออกมาจากป่า ธงชัยออกมาจากคุก เรามีภารกิจอื่น เราต้องกลับไปเรียน บรรยากาศสมัยเกรียงศักดิ์แม้จะดีกว่าสมัยธารินท์เยอะแต่ก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ยิ่งกว่านั้นคือความพ่ายแพ้ของ พคท.ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งของชีวิตขบวนนักศึกษา ฉะนั้น ปี 2539 จึงเป็นปีสำคัญ ข้อมูลก่อนหน้านี้มีน้อยมาก ชุดแรกเป็นข้อมูล propaganda ที่จะเอาเรื่องหกตุลาไปโฆษณาปลุกเร้าการปฏิวัติของ พคท. และธงชัย (วินิจจะกูล) เป็นคนสำคัญที่ทำให้เกิดงานปี 2539 จัดกันยิ่งใหญ่ มีผลสะเทือน จากนั้นพวกเราก็ทะเลาะกันเอง แตกกันเละ ผลของการทะเลาะกันก็คือ กูไม่ทำแล้ว มันเกิดปรากฏการณ์อย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่คือเหตุผลและที่มาว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาเป็นเหตุการณ์ที่ค่อนข้างอาภัพ ไม่เหมือน 14 ตุลา มีการทำหนังสืออนุสรณ์”

“มันมีหลายเรื่องที่ผมก็เพิ่งรู้ ถูกแขวนคอเกินกว่า 2 คนผมก็เพิ่งรู้ และอีกคนคือ คุณวันชาติ ศรีจันทร์สุข ผูกคอตายในคุก ในบรรดาคนถูกจับและไม่ได้ออกมามีคนแขวนคอตายในคุกด้วย ใครคือเขา เราก็ไม่รู้ สรุปแล้วความไม่รู้เรื่อง 6 ตุลาแม้แต่ในหมู่พวกเราเองมันเยอะมาก จนไม่รู้จะว่ายังไง ภาพคนกำลังหัวเราะ ที่เขาอ้าปาก ส่วนหนึ่งเขาอ้าปากเพื่อร้องเพลงหนักแผ่นดินอยู่ อาจไม่ได้หัวเราะทั้งหมด”

“กระบวนการ dehumanization เกิดขึ้นก่อนหน้าเป็นปี จนถึงจุดสูงสุด จนฝ่ายขวาเหล่านี้ทำอะไรก็ได้ที่เหี้ยมโหด เขาคิดว่าเขาทำถูกต้องในการรักษาชาติบ้านเมือง ในการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ สังคมไทยไม่เคยสรุปบทเรียนเลย บทเรียนกว่าการฆ่าคน ความรุนแรงแก้ปัญหาไม่ได้ การปลุกระดมให้คนเกลียดชังกันด้วยข้อมูลเท็จ ก็ยังทำกันอยู่ และเรื่องใหญ่ที่สุด คือ รัฐประหาร มันก็ยังเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า” สุธาชัยกล่าว 

สุรชาติ บำรุงสุข : ประวัติศาสตร์ที่ (ผู้ร่วมเหตุการณ์) ไม่ยอมสร้าง
สุรชาติกล่าวว่า ถ้าประวัติศาสตร์คือการเมืองในอดีต การเมืองก็คือประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน เราจึงต้องทำความเข้าใจบริบทของปี 2519 ด้วย แต่จะมองมันล้วนๆ ก็ไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวพันกับ 14 ตุลาคม 2516 ด้วย แต่ก็มีนิสิตบางคนพูดว่าถ้าไม่เรียนรัฐศาสตร์จะไม่ได้รู้เรื่อง 6 ตุลาเลย เพราะไม่มีคณะไหนสอน ประวัติศาสตร์ส่วนนี้หายไปจากระบบการศึกษา

สุรชาติกล่าวต่อว่า วันนี้ทำอย่างไรที่งานรำลึก 6 ตุลาจะไม่กลายเป็นงานทำบุญรวมญาติ ความยากคือ ผ่านเหตุการณ์ไปไม่นานเขาจบปริญญาโทกลับมาสอนหนังสือที่คณะ ตอนนั้นมีการพูดถึงเหตุการณ์ “16 ตุลา” แล้ว ผ่านไปไม่กี่ปีเพียงแค่ความทรงจำจะแยกสองเหตุการณ์ก็ลำบากแล้ว ในความทรงจำที่เริ่มขาดตกบกพร่อง ปัญหาใหญ่ตามมาหลายอย่าง ถ้าความทรงจำไม่มี ความรู้จะเกิดอย่างไร

“คนรุ่นหลังไม่ผ่านสงครามเย็นในภูมิภาค ไม่ผ่านสงครามคอมมิวนิสต์ในบ้าน ไม่เคยเห็นขบวนชาวนากรรมกรขนาดใหญ่ เติบโตมากับการสิ้นสุดของสงครามเย็น” สุรชาติกล่าว

เขากล่าวว่า แม้แต่การสืบค้นใน google ก็ไม่พบภาพเหตุการณ์มากนัก เขาจึงเสนอว่าผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรงควรจะเขียนบันทึกออกมา  เรื่องนี้ควรทำตั้งนานแล้ว มหิดลทำชุดใหญ่ มธ.ทำบ้าง แต่จุฬาฯ ไม่มีใครเขียนเลย

“หลายคนอยากเห็นการชำระประวัติศาสตร์ 6 ตุลา ผมว่าอย่าว่าแต่ชำระ เขียนยังไม่มีเลย ผมจึงเรียกร้องให้คนในเหตุการณ์ทุกคน ผมเรียกร้องให้เขียน เอาความทรงจำกลับมา โพสต์เข้าไปในเว็บไซต์ ถ้าเราอยากเห็นความรู้เกิดก็ต้องสร้าง ต้องมีเวที เพื่อเปิดโอกาสให้ความรู้ หรือความทรงจำเกิดขึ้นมา เวทีนี้ไม่มีเจตนาฟื้นฝอยหาตะเข็บกับเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่อยากให้สังคมไทยรับรู้เรื่องราวในช่วงหนึ่งเท่านั้น” สุรชาติกล่าว

“นอกจากนี้เราแทบไม่เคยศึกษากระแสขวาในไทย ตอนนั้นเราตื่นเต้นกับกระแสซ้าย ทั้งที่สังคมไทยมีกระแสขวาสูงมาก ประวัติศาสตร์กลายเป็นความลับโดยตัวมันเอง และท้ายที่สุดตำราเรียนของเด็กก็มีแค่ 14 ตุลาแล้ว 6 ตุลาอยู่ไหน มันถูกทำให้หายไป ประวัติศาสตร์เป็นทั้งการเมือง ความทรงจำ การประกอบสร้างและยังเป็นความลับอีก วันนี้อาจไม่สามารถคลี่ข้อมูลทั้งหมด แต่ถ้าจะเป็นไปได้ ผมคิดว่า 40 ปีน่าจะเป็นคุณูปการของการต่อสังคม บทเรียนที่ชัดเจนคือ ความรุนแรงไม่ช่วยแก้ปัญหาสังคมไทย มีแต่จะสร้างปัญหา ถ้า 6 ตุลาเดินไปมากกว่านี้มันคงเกิดสงครามการเมืองและเราจะเป็นโดมิโนตัวที่สี่ ถ้าจะไม่เดินไปสู่จุดจบแบบลาว เขมร อะไรคือคำตอบ คำตอบคือการรัฐประหารของเกรียงศักดิ์แล้วปรับทิศทางประเทศไทย นำพาคนอีกชุดคือ ทหารสายปฏิรูปเข้ามาแล้วปรับทิศทาง ผลพวงคือการนิรโทษกรรม พวกผมนี่แหละนิรโทษกรรมเหมาเข่งสุดซอยของจริง มันนิรโทษกรรมคนในเหตุการณ์ 6 ตุลาทั้งหมด เราเองส่วนหนึ่งก็รับไม่ได้ พวกเขาเองที่ขวาจัดๆ ก็รับไม่ได้ที่จะนิรโทษให้พวกเรา แต่วันนี้ย้อนกลับไป นิรโทษกรรมกลายเป็นการเปิดทางใหญ่ของการเมืองไทย ไม่ใช่เฉพาะคนถูกจองจำ แต่พานักศึกษาเข้าสู่ชีวิตปกติ พาคนที่ร่วมกับ พคท.เข้าสู่สังคมไทย นั่นคือตัวแบบที่เราเห็น" สุรชาติกล่าว

Offline

#1163 October 4, 2016 2:00 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 889

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

คงไม่ใช่เพียง"หมอโด่ง"ที่จำต้องหนีคดี"รับจำนำข้าว"ครั้งนี้ ที่อำมาตย์วางกับดักชินวัตรและพรรคพท.สำเร็จ  เข้าใจว่าเป็นหมากสุดท้ายที่จะกำจัดทักษิณให้หมดพิษ หมดเงินที่จะต่อต้านอำมาตย์ได้อีกต่อไป เมื่ออยู่ไม่ได้ก็ต้องหนี ครอบคร้วของทั้งกลุ่มรวมทั้งทรัพย์สินทั้งหมดรวมทั้งหุ้นที่มีค่าสูงเช่นที่ปตท. เหมืองแร่-ทองคำ และหุ้นต่างๆในตลาดหุ้นจำนวนมาก ฯลฯ แม้ได้เคลื่อนย้ายแปลงรูปไปแล้ว หรือตึกรามอสิงหาริมทรัพย์จำนวนมาก ก็จะถูกตามยืดทวงคืนด้วยทั้งหมดเพี่อให้ได้เงินคืน200,000ล้าน($5,714,285,714) อาจจะรวมทั้งหุ้นใหญ่ๆในประเภทเดียวกันของนักการเมืองพรรคพท.นอกประเทศ ก็อาจโดนด้วย หากอำมาตย์แปลความของผู้หลบหนีออกนอกประเทศด้วยม-112รวมด้วยคงปั่นป่วนแบบถูกยกรากเบ็ดเสร็จ จะมีผลทำความยุ่งยากอย่างล้นเหลือแก่นายกทักษิณ โดยเฉพาะพวกพ้อง ญาติๆ ลูกเล็กเด็กแดงของครอบครัวดังกล่าว ก็ต้องย้ายหนีตามด้วย  เป็นความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างแทบนึกกันไม่ถึง   
ห่วงแต่กรณีย์คุณยิ่งลักษณ์จะคิดสู้ตาย เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ ไม่ให้อำมาตย์ใช้การโฆษณาชวนเชื่อว่า"ชินวัตรมีแต่โกงกับโกง"จึงยกพวกหนีหมด......และยิ่งลักษณ์จะอยู่สู้เพียงคนเดียว ยิ่งกว่าชายอกสามศอกทั้งหลาย...ไม่นานก็จะเห็นใจกัน

Last edited by amdang (October 5, 2016 3:21 PM)

Offline

#1164 October 5, 2016 10:49 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

จากเว็บ รุ่งศิลา...... 6 ตค 2519 ..ลูกเสือชาวบ้านถูกจัดตั้งและปลุกขึ้นมาฆ่า นศ.      +  * เพิ่มภาพ

https://sites.google.com/site/different … mimichux-5

อภิสิทธิ์ ตั้ง Cyber Scout  เพื่อดูแลการใช้เน็ตในโลกออนไลน์ที่ถูกต้องอย่างไร แต่ พอถึง รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ..เบน..ความมุ่งหมาย คือ ปราบปราม...

a3dc0f0b.jpg


cyber-spy.jpg276809_238645009480523_6038734_n.jpg?w=180&h=122

โครงการ Cyber Scout หรือ "ลูกเสือไซเบอร์" เป็นโครงการของกระทรวงไอซีที ที่ริเริ่มในรัฐบาลที่แล้ว(อภิสิทธิ์ )
โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายอาสาสมัครออนไลน์เพื่อ "ส่งเสริมและปกป้องให้สังคมไทยเกิด
ความตระหนักในการรับรู้และใช้งานข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์อย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์"

2a96d90d.jpg

กระทรวงไอซีทีได้อบรมอาสาสมัครไปแล้วจำนวนหนึ่ง และตอนนี้ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ก็ประกาศเดินหน้าโครงการนี้ต่อ โดยขยายหลักสูตรให้ครอบคลุมผู้นำและ ผู้บริหารลูกเสือไซเบอร์ด้วย

นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที  และผู้บริหารกระทรวงฯ นำกองลูกเสือไซเบอร์ รวมกว่า 40คน ซึ่งเป็นเครือข่าย อาสาสมัครไซเบอร์สเกาท์ (Cyber Scout) เข้าร่วมพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามของลูกเสือ ณ สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ประจำปี 2554 ในวันที่  1 ก.ค.2554

c0ac529e.jpg

0ad42cd7.jpg

รัฐบาล'ยิ่งลักษณ์ เพื่อไทย ทุ่ม 600 ล้าน ตั้งคณะกรรมการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยผ่าน
กิจการลูกเสือชาวบ้าน
มอบ "โกวิท" คุม เน้นกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ

                  ส่วนกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการมี 3 กลุ่ม คือ
         1. ลูกเสือชาวบ้านและประชาชนทั่วไปทั่วทุกภูมิภาค
         2. ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชน 
         3. บุคลากรของภาคสื่อสารมวลชนทุกแขนงที่เกี่ยวข้อง

13330219401333022533l.jpg *

20 ก.ย.2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 166/2554
เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยผ่านกิจการลูกเสือชาวบ้าน (คปด. ลส.ชบ)
มี พล.ต.อ.โกวิท เป็นประธาน รมว.มหาดไทย รมว.ศึกษาธิการ และ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นรองฯ

อ้างอิง :
http://www.prachatai.com/english/node/2194
http://www.cyberscout.in.th/
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/222931
http://www.oknation.net/blog/konto2/2008/07/22/entry-1
http://www.physorg.com/news/2011-05-tha … l-web.html

นี้คือภาพชายเคราะห์ร้าย ที่ถูก กลุ่มชนบ้าคลั่ง รุมประชาทัณฑ์ จนหมดสติ ก่อนนำไปแขวนคอ
ที่ต้นมะขามสนามหลวง แล้วนำมาเผาทั้งเป็น .. ผลงานการปลุกปั่นของ สื่อมวลชั่ว พศ.๒๕๑๙
ตามแผนการหลอกให้ "ไพร่ฆ่าไพร่" หนึ่งในปฏิบัติการของ "ลูกเสือชาวบ้าน"

womenshot.gif
นักศึกษาหญิง ถูกยิงตาย ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

burnhuman.gif
เผาสดคนไทยเป็นๆกลางถนน ใจกลางเมืองหลวงของประเทศที่นับถือบาปบุญทางพุทธ  .........อ่านต่อตามลิงค์ด้านบน

Last edited by linc49 (October 6, 2016 7:40 AM)

Offline

#1165 October 6, 2016 10:39 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

Thammasat University Massacre, 6th October 1976. Bangkok. Thailand.
1.jpgAdaptorPlug

อัปโหลดเมื่อ 21 ก.ค. 2009
WARNING: CONTAINS GRAPHIC SCENES.

The 6 October 1976 Thammasat University Massacre เหตุการณ์ 6 ตุลา, was a crackdown on student protests against Thailand's right wing military government and the return of Field Marshall Thanom Kittikachorna, a military dictator, an anti-communist and Prime Minister from 1963 to 1973.

Previously, Thanom had left for exile in the United States following student and civil demands for a constitutional government that developed into the 14 October 1973 uprising.

Thanom returned to become a novice monk at Wat Bowonivet, a high ranking royal wat, and resultingly it all kicked off. The students were shown to have "antogonised" the ultra right wing by performing a political play that featured a mock hanging (inspired by the murder of three demonstartors in Nakhom Pathom). The pictures of the performance were doctored by the Thai press, so that it appeared as if the students were mock hanging Crown Prince Vajiralongkorn.

The military, the police and far right paramilitarists responded by storming Thammasat University's Sanam Luang (Tha Prachan) campus to break up demonstrations, killing (officially) 40 plus students. However, the real death rate is known to be far, far higher.

In a recent interview with Al Jazeera, the now deposed prime minister, Samak Sundravej suggested that only one student had been killed. He mocked the interviewer as being too young to remember the events, and as she was not there she was basing her ideas on "dirty histories".

The memorial graden and sculptures sit to the right of the entrance to the Tha Prachan campus, off Sanam Luang, were each year on the anniversary of the killings memorial services are held.

This video is quite graphic, and is edited from over two hours of other footage available on the internet. A fine documentary can be found on Gapithai's page here...
http://www.youtube.com/user/gapithai

The photographs of the monument are mine.

Offline

#1166 October 6, 2016 10:47 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

https://www.youtube.com/watch?v=SQzGJHhl4Zw

The brutal Bangkok crackdown that was hushed up for years BBC News
photo.jpgJon Ungphakorn

เผยแพร่เมื่อ 5 ต.ค. 2016

Offline

#1167 October 6, 2016 11:18 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://www.prachachat.net/news_detail.p … 1475765068

ฟังทัศนะคนรุ่นใหม่ “6 ตุลา” ประวัติศาสตร์ที่ "ไม่เคยเป็นบทเรียน"

updated: 06 ต.ค. 2559 เวลา 21:43:53 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม เวลา 15.00 น. ในงาน “40 ปี 6 ตุลาฯ ชาวจุฬาฯ มองอนาคต” ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการพูดคุยเสวนาใน "6 ตุลาในความหมายของคนรุ่นใหม่"

โดยมีนักวิชาการ นักเขียน เยาวชนร่วมเเสดงทัศนะในวันครบรอบ 40 ปี เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 500 คน พร้อมมีการถ่ายทอดสดให้ผู้ร่วมงานรับชมด้านหน้าหอประชุม

14757650681475765174l.jpg

โตมร ศุขปรีชา บรรณาธิการนิตยสาร นักเขียนเเละคอลัมนิสต์ กล่าวถึงการลำดับชนชั้นที่ส่งผลให้เกิดความเกลียดชัง เราจะมองข้ามความเข้าใจมนุษย์ ผลักคนที่อยู่ตรงข้ามออกไป เพื่อสร้างอัตลักษณ์ของตนผ่านความเกลียดชังโดยเชื่อว่าสิ่งที่ตนทำอยู่เป็นสิ่งดี ขณะที่คนอีกฝ่ายเป็นความชั่ว

เหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงวันเดียว หากย้อนกลับไปเเละสะสมมาจนกระทั่งเกิดเป็นเรื่องโหดร้ายขนาดนี้ โดยสื่อถือเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นสิ่งเหล่านี้ ความเเตกต่างคือในอดีตสื่อจะเป็นสถาบัน เเต่สมัยนี้ทุกคนเป็นสื่อได้ สื่อกลายเป็นปัจเจกบุคคลสาธารณะ มีคนรับรู้เป็นเเสนเป็นล้านคน มีโอกาสสร้างความเกลียดได้ง่ายขึ้นกว่าสมัย 6 ที่ยังคงเป็นสื่อวิทยุเเละหนังสือพิมพ์ที่ต้องใช้เวลาปลุกปั่นนานกว่าทุกวันนี้ที่เปราะบางกว่ามาก

“หากถามว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาจะเกิดขึ้นอีกไหม ผมว่าไทยมีกระบวนการถูกทำให้ลืมอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ถามว่าเราได้รับบทเรียนจากเหตุการณ์นี้ไหม ผมคิดว่าไม่...กระบวนการถูกทำให้ลืมทำให้ประชาชนไม่โงหัวขึ้นมาเป็น active citizen เพราะถ้ารู้มากก็จะปกครองไม่ได้

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล พิธีกรเเละนักเขียน กล่าวถึงมุมมองทางการเมืองของเขาว่าคือจริยธรรมของชีวิตที่ไม่ได้จำกัดเเค่การเมืองเท่านั้น หากเเต่เป็นทุกมิติของชีวิตการเมืองจึงเป็นซับเซทหนึ่งในนั้น

การเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองเข้าไปร่วมด้วยมิติของความรู้สึกว่าอะไรผิดอะไรถูก เเละส่วนที่การเมืองกระทบเขาจริงก็มี เช่น ชาวบ้านที่ออกมาประท้วงการสร้างเขื่อน แต่มองว่าโดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องความรู้สึกว่าอะไรผิดหรือถูก

เขาเล่าว่า การที่ได้อยู่ในครอบครัวที่มีพ่อแม่คือ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และ จิรนันท์ พิตรปรีชา ทำให้เรื่องการเมือง ปรัชญา ศาสนากระจายอยู่ในวงสนทนาของบ้านตลอดเวลา

“สิ่งที่ได้เห็นไม่ใช่เนื้อหาตรงนั้น แต่สิ่งที่ได้เห็นคือความเป็นคนที่อยู่ในประวัติศาสตร์อีกทีหนึ่ง เวลาเรียนหนังสือเราจะเรียนเนื้อหาของฝักฝ่ายต่างๆ แต่วิธีเรียนรู้ของเขาคือ ทุกครั้งที่มีปาร์ตี้ปีใหม่ที่บ้านจะมีสหายของพ่อมากินเหล้า ร้องเพลงและพูดคุยถึงบาดแผลในอดีต ใครเสียชีวิตไปบ้าง รู้สึกยังไงที่ทุ่มทั้งชีวิตหลายปีไม่เกิดอะไรขึ้น สิ่งเหล่านี้มีมิติของความเป็นมนุษย์เยอะมาก คนที่ทุ่มเททั้งชีวิตแล้วล้มเหลวมันคือบาดแผลใหญ่ เมื่ออยู่ตรงนั้นเยอะๆ ตอนเด็กๆ ทำให้ได้เรียนรู้ว่า ในเบื้องหลังของประวัติศาสตร์ มีความเป็นมนุษย์ซ่อนอยู่เสมอ และทุกคนมีเหตุผลธรรมดามากๆ” วรรณสิงห์กล่าว

ด้าน สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ นักเขียนเจ้าของนามปากกา “นิ้วกลม” เล่าถึงวัยเด็กว่าไม่ได้สนใจการเมือง เข้าใจเพียงว่าการเมืองคือผู้คนในสภา พอเติบโตขึ้นจึงรู้ว่าการเมืองคือตัวเรา เหมือนตอนที่เราต่อสู้กับครูฝ่ายปกครองเรื่องไว้ผมยาว ม้วนถุงเท้าก็ถือเป็นการเมือง

เขาเพิ่งได้รู้จักเหตุการณ์ 6ตุลา ครั้งเเรกสมัยเรียนอุดมศึกษาที่จุฬาฯ จากการอ่านสารคดีในห้องสมุด แต่ก็ยังไม่เข้าใจภาพรวม จนกระทั่งได้เข้าร่วมชุมนุมกับสนธิ ลิ้มทองกุล ทำให้เขาคิดว่ามีเรื่องมากมายที่ยังไม่รู้ ตอนนั้นไม่รู้ว่าอะไรจริง ไม่จริง พออยู่นานๆ คิดว่าเราก็เป็นคนดีคนหนึ่งนะ เวลามองอีกฝ่ายเป็นคนไม่ดีมากๆ จะทำให่เราดูเหมือนเป็นคนดี

“หลังจากนั้นเหตุการณ์การเมืองบ้านเราเคลื่อนไปเรื่อย มีม็อบเกิดขึ้น ด้วยความที่คบกับผู้คนในวงการเขียนหนังสือ อาจารย์ เรารู้สึกว่าเราอยากฟังข้อมูลที่หลากหลาย หลายด้าน วงจรทางการเมืองหลายคนอาจคล้ายกัน คือ ไม่สนใจ สนใจ แล้วจากนั้นจะมีแรงดึงดูดให้เราไปหาอ่าน เรียนรู้ต่อ ไม่รีบเชื่อไม่รีบตัดสินง่ายๆ

สราวุธ กล่าวอีกว่า บ้านเมืองต้องการคำถาม เพราะจะได้ช่วยคานไม่ให้อำนาจใดดังอยู่อำนาจเดียวและถ้ามันผิดมันจะพังไปทั้งหมด

“เราต้องบันทึกความทรงจำที่ถูกต้องจากหลายเเง่มุม ตั้งคำถามกับความรู้ ไม่ตกเป็นเม็ดหนึ่งในเกมการเมือง ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตาม

14757650681475765134l.jpg

เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงประสบการณ์เมื่อครั้งเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากการชุมนุมพฤษภาทมิฬ เมื่อปี2535

“โดยส่วนตัวจะชอบวิทยาศาสตร์แต่ชอบการเมืองไม่แพ้กัน เห็นหลายเหตุการณ์ปฏิวัติ ความพยายามปฏิวัติ แต่ในตำราเรียนมักจะจบที่การเปลี่ยนแปลงการปกครองแค่นั้น แม้สนใจเรื่อง 6 ตุลาแต่ก็หาข้อมูลยากมาก”

อาจารย์เจษฎา ระบุว่า จากเหตุการณ์ 6ตุลา 2519 ผ่านมา40 ปี ตนไม่คิดว่ามันเป็นมรดกใดๆ เลย เราอาจต้องรออีก 40 ปี ถึงจะได้เห็นว่ามันเป็นบทเรียนจริงๆ สำหรับทั้งสังคม เหมือนที่เหตุการณ์นานกิงเป็นบทเรียนยิ่งใหญ่สำหรับคนญี่ปุ่น

ปัจจุบันมันก็ยังเป็นเกม เป็นเกมที่ซ้ำกับ 6 ตุลาด้วย และมันไม่ใช่มรดกใดๆ เลย แต่ถ้าเราเรียนรู้กันเต็มที่มันจะเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่”

วริษา สุขกำเนิด นักเรียนจากกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท กล่าวว่า การเรียนประวัติศาสตร์คือการเรียนรู้บทเรียนในอดีต เเต่ในประเทศไทยกลับเป็นการเรียนเพื่อนำไปสอบ เเทนที่จะทำให้คิดถึงความผิดพลาด เเละการทำให้การเมืองเเละประวัติศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัวเด็ก บอกให้ตั้งใจเรียนไปก่อน ซึ่งคิดว่าไม่ควรให้เป็นเช่นนั้น การศึกษาไทยควรปรับความเข้าใจจุดนี้

สำหรับเหตุการณ์ 6 ตุลาจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นอีกในสังคมไทย หากคนไทยปรับเปลี่ยนทัศนคติ รับฟังคนเห็นต่าง รับรู้ความเป็นมนุษย์ของคนอื่นมากขึ้น การศึกษาไทยเน้นการให้ข้อมูลฝ่ายเดียว ไม่ส่งเสริมการวิพากษ์โดยการใช้ใช้เหตุผลโต้เถียงกัน ต้องแก้ไขในเรื่องนี้ถ้าไม่อยากให้เหตุการณ์โหดร้ายเเบบนี้กับประเทศไทยอีก

จอห์น วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ พิธีกรเเละผู้จัดรายการชื่อดัง กล่าวว่า ทุกคนมีสิทธพูด ไม่ใช่เพียงเเต่สื่อหรือคนบันเทิงเท่านั้น หากผู้คนรู้สึกว่าตอนนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ มันมั่ว เละเทะ เเต่เข้าใจว่าสังคมเราตอนนี้อาจกลัวถึงขั้นจะต้องเข้าค่ายไหม ทุกคนกลัว ซึ่งก็ไม่แปลก แต่คำถามคือ เราอยู่ในสังคมที่เราต้องกลัวหรือ เราไม่สามารถตั้งคำถาม แชร์ความคิดเห็นได้เลยหรือ ตนอยากให้ทุกคนได้ร่วมเเสดงความคิดเห็นได้อย่าง “ปกติ”

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็เกิดเหตุการณ์ความรุนเเรงทางการเมืองจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก อาจจะไม่ใช่เหตุฆ่าแกงเเขวนคอกันเหมือน 6 ตุลา เเต่การที่เรายินดีกับความรุนเเรงเเม้เเค่คอนเมนต์ในโซเซียลก็เป็นการส่งเสริมความเกลียดชังนั้น

สิ่งที่จะทำให้ไม่กลับไปยุค 6 ตุลา คือการมี ความยุติธรรม ทุกคนต้องรู้สึกว่าความยุติธรรมเกิดขึ้นไม่ว่าจะ 14 ตุลา 6ตุลา เสื้อเเดง เสื้อเหลืองหรือ กปปส. ผมคิดว่าตอนนี้ยังไม่มีใครรับผิดชอบที่เเฟร์พอ ตราบใดที่ความยุติธรรมไม่เกิด ก็กังวลว่าเรื่องเเบบนี้จะเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า

Offline

#1168 October 7, 2016 1:27 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ตุลาฯ ทอล์ก "คนรุ่นใหม่กับ 6 ตุลาฯ" วริษา-วรรณสิงห์-โตมร-นิ้วกลม-จอห์น วิญญู-เจษฎา
photo.jpgprachatai

เผยแพร่เมื่อ 7 ต.ค. 2016
6 ตุลาฯ ชาวจุฬามองอนาคต ช่วง ตุลาฯ ทอล์ก "คนรุ่นใหม่กับ 6 ตุลาฯ"
ร่วมพูดคุยโดย
วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล
สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ (นิ้วกลม)
โตมร สุขปรีชา
วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ (จอห์น วิญญู)
วริษา สุขกำเนิด
เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์

จัดโดย กลุ่ม 6 ตุลาฯ ชาวจุฬามองอนาคต ร่วมกับ สโมสรนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Offline

#1169 October 7, 2016 1:28 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

40 ปี 6 ตุลา 19: สุรชาติ บำรุงสุข: 40 ปีเปลี่ยนผ่านประเทศไทย: 40 ปีเปลี่ยน-40 ปี ไม่ผ่าน?”
photo.jpgprachatai

เผยแพร่เมื่อ 6 ต.ค. 2016
งาน 40 ปี 6 ตุลา 19 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สุรชาติ บำรุงสุข กล่าวสุนทรกถา "40 ปีเปลี่ยนผ่านประเทศไทย: 40 ปีเปลี่ยน-40 ปี ไม่ผ่าน?”

ตอนหนึ่งกล่าวด้วยว่า กาารพัฒนาประชาธิปไตยไทย ต้องเอาทหารออกจากการเมือง หากเอาออกไม่ได้ ก็ไม่ต้องคิดเรื่องประชาธิปไตย และประชาธิปไตยก็จะเป็นรางวงกลม ดังนั้น หากจะให้ทหารกลับเข้ากรมกอง ผู้มีอำนาจนอกระบบ จะต้องพาการเมืองไทยกลับเข้าสู่ระบบของ 3 ส่วน ได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ที่จะต้องทำหน้าที่ของตัวเอง และต้องตรวจสอบถ่วงดุลได้ ไม่ใช่การตรวจจับและทำลายดุลเหมือนที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน หลังจากนี้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะถูกกดทับจากยุทธศาสตร์ชาติ ที่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ร่าง

วันนี้ประชาธิปไตยต้องมีการพูดคุย ไม่กล่าวโทษกันเอง และต้องคิดถึงอนาคตของสังคมไทยร่วมกัน

Offline

#1170 October 7, 2016 1:37 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

https://www.matichonweekly.com/in-depth/article_3607

ธงชัย วินิจจะกูล : ‘ตามหาลูก’ จดจำและหวังด้วยความเงียบ (1)

5-696x461.png

มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 19 - 25 สิงหาคม 2559
เผยแพร่    วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2559

หมายเหตุ : ในโอกาสครบรอบ 40 ปีของอาชญากรรมเมื่อ 6 ตุลา 2519 ขออุทิศข้อเขียนเช่นนี้ให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตเมื่อ 40 ปีก่อนทุกท่าน

แม้จะผ่านไป 4 ทศวรรษแล้ว 6 ตุลา ยังถือเป็นเรื่อง “ละเอียดอ่อน” ที่ผู้คนจำนวนมากยังไม่กล้าพูดถึงอย่างเต็มปากเต็มคำ ยิ่งมิต้องพูดถึงการหาความยุติธรรม คุณค่าของการเสียสละชีวิตจึงยังกำกวมไปด้วย ปกติสังคมไทยไม่ได้เคารพให้เกียรติแก่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ทางการเมืองในแง่ปัจเจกชนที่มีชื่อ มีหน้าตา มีครอบครัวสักเท่าไหร่ พวกเขามักถูกจดจำเป็นเพียงแค่ตัวเลข ผู้เสียชีวิต 6 ตุลา ยิ่งถูกละเลย ในภาวะเช่นนี้มีแต่ครอบครัวของพวกเขาแต่ละคนที่ยังจดจำเขาได้ไม่เคยลืม แต่ว่าครอบครัวของเขาส่วนมากกลับต้องเก็บงำความทุกข์จากการสูญเสียและจดจำอย่างเงียบๆ เพราะไม่แน่ใจว่าหากเปิดเผยตัวจะมีผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาอย่างไร ทั้งๆ ที่เขาควรได้รับเกียรติอย่างน่าภาคภูมิใจ

ปีนี้จึงขอรำลึกถึงความทุกข์ของพ่อแม่พี่น้องของผู้เสียชีวิตทุกๆ คน โปรดรับรู้ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังจดจำลูกหลานพี่น้องของท่านได้ดี และขอแสดงความเคารพและให้เกียรติท่านอย่างสูงที่สุด

[อ่านข้อเขียนนี้แล้วโปรดชมภาพยนตร์สั้น “Silenced Memories” (2014) ของ คุณภัทรภร ภู่ทอง ด้วย]

จินดา ทองสินธุ์ สูญเสียลูกชาย จารุพงษ์ ในเหตุการณ์ 6 ตุลา ในช่วงนั้นจินดาเป็นครูประจำโรงเรียนท้องถิ่นในอำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งในเวลานั้นหากเดินทางโดยรถยนต์จะใช้เวลาแปดชั่วโมงครึ่งหากเดินทางโดยรถไฟจะใช้เวลา 12-13 ชั่วโมงจึงจะถึงกรุงเทพฯ

ลิ้ม ทองสินธุ์ แม่ของจารุพงษ์เป็นชาวสวน ทั้งสองมีลูกด้วยกัน 5 คน จารุพงษ์เป็นคนโตและเป็นคนแรกในครอบครัวที่มีโอกาสเรียนถึงระดับมหาวิทยาลัย

ทั้งสองเริ่มตามหาลูกชายตั้งแต่ทราบข่าวเหตุการณ์ในกรุงเทพฯ แต่จินดากับลิ้มหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ แถมไม่มีใครยืนยันกับทั้งสองว่าเขาเสียชีวิตแล้วในเหตุการณ์เช้าวันนั้น ไม่นานนักหลังจากความพยายามนั้นล้มเหลว จินดาได้เขียนบันทึกการตามหาลูกชายไว้ แต่เขาเขียนไม่จบ

บทความนี้จะเริ่มด้วยการสรุปบันทึกของจินดาซึ่งมีความสำคัญหลายประการ

บันทึกชิ้นนี้บอกแก่เราหลายสิ่งหลายอย่างทั้งโดยตรงและโดยนัย บอกถึงชีวิตจิตใจความรู้สึกของคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่ตามหาลูกอย่างว้าวุ่นท่ามกลางสถานการณ์ที่แสนจะสับสนและสิ้นหวังที่สุดในช่วงขณะนั้น แถมทั้งสองอาศัยอยู่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ มาก

ทุกครั้งที่จินดาเดินทางมาค้นหาจารุพงษ์ในกรุงเทพฯ เขาต้องทิ้งลิ้มและลูกคนอื่นๆ ไว้ที่บ้าน

บันทึกนี้บอกให้เรารับรู้ถึงความสับสนอลหม่านหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนั้น ไม่มีใครรู้ว่าจะหาข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับคนที่เจ็บตายได้ที่ไหน

การค้นหาค่อนข้างสะเปะสะปะ และจินดาต้องพึ่งตนเองแทบทั้งสิ้น เจ้าหน้าที่ก็ไม่รู้เรื่องมากไปกว่าเขาสักเท่าไร มีแต่ผู้คนรอบข้างเขาเท่านั้นที่พอช่วยเหลือได้

บันทึกนี้บอกถึงความรู้สึกทั่วไปของสามัญชนคนทั่วไปในขณะนั้น ทั้งญาติมิตรของจินดาผู้มีความเมตตาห่วงใยให้เขา ไม่ว่าพวกเขาจะมีความคิดอย่างไรกับนักศึกษาฝ่ายซ้ายก็ตาม หรือเพื่อนๆ ของผู้บาดเจ็บล้มตายที่ร่วมหลั่งน้ำตากับพวกเขา รวมทั้งเจ้าหน้าที่ซึ่งมองผู้ถูกจับกุมและครอบครัวของพวกเขาราวกับเป็นศัตรูต่ำช้า และคนอื่นๆ อีกมาก

คุณค่าสำคัญที่สุดของบันทึกนี้ก็คือ แม้จะเป็นเรื่องของการค้นหาของพ่อแม่ของผู้ตายเพียงคนเดียว แต่บันทึกนี้เป็นเสมือนตัวแทนของความรู้สึกและความพยายามของพ่อแม่ทุกคนในสถานการณ์ทำนองเดียวกัน พ่อแม่ญาติพี่น้องของคนอีกมากในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และเหตุการณ์เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553

ผมเชื่อว่าบันทึกนี้เป็นตัวแทนบอกความรู้สึกของเขาเหล่านั้นที่ลูกหลานของเขาถูกอำนาจรัฐทำร้าย จับกุม อุ้มหายไปโดยไม่มีร่องรอย จู่ๆ ก็ไม่กลับมาบ้านอีกเลยอย่างฉับพลัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งบันทึกนี้เป็นตัวแทนพ่อแม่ของคนของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คนอื่นๆ ซึ่งยังไม่ต้องการเปิดเผยตัวด้วยเหตุผลที่อธิบายไว้ข้างต้น

wk04520160819-3.jpg

คุณค่าอีกอย่างของบันทึกนี้เป็นเหตุผลส่วนตัวของผม นั่นคือ จารุพงษ์เป็นเพื่อนของผมและเขาเสียสละเพื่อปกป้องคนอื่น

บันทึกการตามหาลูกชายนี้มีความหมายมากขึ้นไปอีกต่อการศึกษาเรื่องความทรงจำที่ผมสนใจมาหลายปีแล้ว

กล่าวคือ ผมมีคำถามที่ค้างคาใจต่อมาหลายปีหลังจากอ่านครั้งแรกเมื่อปี 2539 ว่าทำไมจินดาไม่เขียนให้จบ

เมื่อบวกกับปริศนาว่าการเสียชีวิตของจารุพงษ์ก็ยังคลุมเครือไม่ชัดเจนแถมไม่มีใครเคยพบศพของเขาเลย

คำถามที่ค้างคาใจดังกล่าวบวกกับการค้นหาความจริงเมื่อ 20 ปีให้หลังว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา

นับแต่เขาเสียชีวิต กลับนำไปสู่เรื่องเศร้าอีกเรื่องหนึ่งของคนเป็นพ่อเป็นแม่ภายหลังโศกนาฏกรรม 6 ตุลา จบลงไปแล้ว ผมจะเล่าเรื่องเศร้าเรื่องหลังนี้ด้วยในบทความชิ้นนี้

ในทางวิชาการ เราเข้าใจว่าความเงียบภายหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ทางการเมืองไม่ว่าที่ใดในโลก มักเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขเพื่อให้คนลืม เพื่อให้สังคมลืม และเพื่อปฏิเสธความรับผิดของผู้มีอำนาจ ความเงียบเป็นส่วนหนึ่งของการลอยนวลไม่ต้องรับผิด ความเข้าใจเช่นนี้ถูกต้องโดยทั่วไป และถูกต้องต่อเหตุการณ์ 6 ตุลา ด้วยเช่นกัน ซึ่งผมได้เคยกล่าวและเสนอไปแล้วในหลายแห่งหลายโอกาส ทั้งยังยืนยันเช่นนั้นอยู่

แต่ท่ามกลางความเข้าใจทั่วไปเช่นนั้น กลับมีภาวะซับซ้อนย้อนแย้งดำรงอยู่ด้วยเช่นกัน นั่นคือ เรื่องเศร้าเมื่อ 20 กว่าปีให้หลังกลับสอนผมว่า ในบางกรณี ความเงียบกลับเก็บความทรงจำและความหวังไว้เต็มเปี่ยม แต่ความเงียบเพื่อความทรงจำเช่นนั้นเป็นภาวะที่แสนจะเปราะบางและถูกความจริงทำลายได้ง่ายเหลือเกิน

หวังว่าเรื่องเล่าเพียงกรณีเดียวนี้จะช่วยให้เรารู้จักพ่อแม่อีกนับสิบนับร้อยที่พยายามกอดเก็บความทรงจำไว้อย่างเงียบๆ เพื่อให้ลูกหลานของเขามีชีวิตอยู่ในความทรงจำส่วนตัวของตนทำนองเดียวกับจินดา และ ลิ้ม ทองสินธุ์

บางตอนจาก “บันทึก 6 ตุลา พลิกแผ่นดินตามหาลูก” โดย จินดา ทองสินธุ์¹

บันทึกเริ่มด้วยการบอกเล่าถึงครอบครัวของจินดา เขากับลิ้มมีลูกด้วยกัน 5 คน ในปี 2519 คนหนึ่งยังอยู่ชั้นอนุบาล สามคนอยู่โรงเรียนมัธยมในโรงเรียนที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จารุพงษ์เป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ ในปีนั้นเอง “เหตุการณ์ที่ไม่น่าคาดฝันได้อุบัติขึ้น ซึ่งนำความวิปโยคมาสู่ครอบครัวของข้าพเจ้าอย่างที่จะหาเหตุการณ์ครั้งไหนมาเปรียบเทียบมิได้ มันทั้งแสนจะปวดร้าวจิตใจจนแทบจะอดกลั้นไว้ได้ หรือจะเรียกว่าบัดนี้พ่อและแม่ของลูกๆ ได้ตายแล้วทั้งเป็นและจะตายจนกว่าจะเรียกร้องความสูญเสียนั้นกลับคืนมา”

หลังจากรู้ข่าวจากวิทยุและโทรทัศน์ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคมนั้นว่าเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นที่ธรรมศาสตร์ มีนักศึกษาถูกประชาทัณฑ์ ทุบตี แขวนคอ เผาทั้งเป็น วันต่อมาจินดาจับรถไฟจากสถานีบ้านส้องตรงเข้ากรุงเทพฯ จินดาเล่าให้ฟังว่า “ขณะที่นั่งมาบนรถไฟได้พบปะเพื่อนฝูงที่มาจากทางใต้ ส่วนมากก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน คือไปเยี่ยมลูกหลานและเป็นห่วงลูกหลานกันทั้งนั้น ต่างคนต่างนั่งมองหน้ากันด้วยความเศร้าสลดใจจนพูดอะไรไม่ออก”

รถไฟถึงกรุงเทพฯ เช้ามืดวันที่ 8 ตุลาคม จินดาตรงดิ่งไปยังหอพักของจารุพงษ์แถววัดบุปผารามทันที จินดาเล่าว่า “บรรยากาศในหอพักนักศึกษาในวันนั้นผิดกับวันก่อนหรือครั้งก่อนๆ…ที่ข้าพเจ้าได้มาเยี่ยมลูก ทุกคนในหอพักในวันนี้ต่างก็มองหน้ากันและเงียบสงัด ไม่มีเสียงจอแจหรือแม้แต่เสียงวิทยุ

ข้าพเจ้าก็เกิดความวิปลาสในใจทันที ขณะนั้นมองหน้าต่างหอพักที่ลูกอยู่ปิดตาย แต่ใจหนึ่งยังคิดว่าลูกกำลังนอนจึงรีบขึ้นไป แต่ที่ไหนได้ เมื่อเห็นประแจติดประตูไว้อย่างแข็งแรง แต่ลอดมองดูจากข้างฝาเข้าไปภายในได้ตลอด ไม่เห็นลูกเลยแม้แต่เงา

ตอนนี้จิตใจของข้าพเจ้าเหมือนจะหลุดลอยออกจากร่าง เข่าอ่อนรีบก้าวลงจากหอพัก ขณะลงบันได มีนักศึกษาที่พักอยู่ห้องใกล้ๆ กันเดินสวนทางขึ้น ข้าพเจ้าบอกว่ามาหาลูกจารุพงษ์ เพียงเท่านั้นนักศึกษาคนนั้นนํ้าตาไหลพรากบอกว่า จารุพงษ์เขาไม่กลับมาหอพักตั้งแต่วันก่อนเกิดเหตุ 1 วัน คือวันที่ 5 ตุลาคม 2519

เมื่อเสียงนี้แว่วเข้าหูข้าพเจ้า ทำให้อื้อจนไม่รู้จะว่าอะไรอีก”

Offline

#1171 October 7, 2016 1:39 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

6 ตุลาฯ ชาวจุฬาฯ มองอนาคต: โจชัว หว่อง "การเมืองของคนรุ่นใหม่"
photo.jpgprachatai

เผยแพร่เมื่อ 6 ต.ค. 2016
6 ต.ค. 2559 คลิปจากงาน "6 ตุลาฯ ชาวจุฬาฯ มองอนาคต" จัดขึ้นเพื่อรำลึก 40 ปี 6 ตุลา 19 ที่ชั้น 13 อาคารเกษม อุทยานิน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วง "ปาฐกถา: การเมืองของคนรุ่นใหม่" โดยโจชัว หว่อง เลขาธิการพรรค Demosistō จากฮ่องกง

โจชัว หว่อง ระบุด้วยว่า "คนหนุ่มสาวสามารถต่อสู้ให้เป็นตัวอย่างทั้งทางด้านประชาธิปไตย เสรีภาพและสิทธิมนุษยชนได้ และแม้จะไม่สามารถกำหนดได้แน่ชัดว่า ไทย หรือ ฮ่องกงจะกลับคืนสู่ประชาธิปไตยเต็มที่ได้เมื่อใด แต่ด้วยวัยเยาว์ของคนหนุ่มสาวทำให้เวลาเข้าข้างพวกเรา" และกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า "ทุกวันนี้พวกคุณกำลังครอบงำอนาคตของเราอยู่ แต่วันหนึ่งข้างหน้าเราจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของพวกคุณได้ในที่สุด"

ในตอนท้ายพิธีกรเวทีได้เซอร์ไพรซ์ โจชัว หว่อง ในโอกาสใกล้ครบรอบวันคล้ายวันเกิด จึงเชิญชวนผู้ร่วมฟังปาฐกถาร้องเพลง "เพลงแฮปปีเบิร์ดเดย์ทูยู" ให้โจชัว หว่อง ขณะที่เจ้าตัวยิ้มหลังจากได้รับคำอวยพร โดยเขากล่าวขอบคุณ และอวยพรชาวไทยด้วยว่า "Long Live Democracy in Thailand" เป็นการปิดท้าย

Offline

#1172 October 9, 2016 11:26 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ทักษิณ ออกสื่อผ่าน Red USA ปลุกกระแสต่อสู้ หนีคดีจำนำข้าว"ยิ่งลักษณ์"

Red USA ยังไม่สรุปบทเรียน (หรือว่ารับใช้เผด็จการทักษิณโดยเต็มใจ?!) ถูกใช้เป็นเครื่องมือ ปลุกกระแส โดยไม่ได้มีความรู้อะไรเลยจากการที่ไม่ได้ศึกษาภูมิหลังของทักษิณ และก็ไม่ได้ติดตามว่าจริงๆนั้นเหตุทุกอย่างทักษิณเป็นคนทำขึ้นไว้เอง การชุมนุมปี 2552-2553 ถูกกลุ่มเสื้อแดง นปช. ปลุกปั่นให้คนต่างจังหวัดที่ไม่รู้เรื่องคิดว่าเป็นความอยุติธรรมที่ทักษิณได้รับจึงร่วม แต่ในที่สุดก็ถูกปราบและทราบความจริงว่ามันเป็นเรื่องของความแค้นของทักษิณเองหลังจากที่ถูกปราบปราม เนื่องจากก่อนหน้านั้น มีคดีของทักษิณขึ้นสู่ศาลหลายคดี เป็นเรื่องการใช้อำนาจแบบเผด็จการเพื่อผลประโยชน์ต่อธุรกิจของตัวเอง โดย นปช. บิดเบือนความจริงว่าเป็นคดีเพียงที่ดินรัชดาที่เซ็นยอมให้ภรรยาไปประมูลที่ดิน แต่ความจริงไม่ใช่ คดีเหล่านี้ตัดสินในเดือน กพ. 2553  ก่อน เมษายน-พฤษภาคม เลือด 2553 ดูตาม ลิงค์.http://www.ifreethai.com/viewtopic.php?id=3101 # 1 หัวข้อที่ 7....

  กรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน ทักษิณพยายามใช้เครือข่ายที่ทิ้งคนของตนไว้ใน US เชื่อมต่อไปยัง Red USA เพื่อปลุกกระแสให้กลุ่มตนได้ผลประโยชน์ต่อไป หวังล้มรัฐบาลทหารเพื่อหนีคดีโกงจำนำข้าว สิ่งที่กลุ่มการเมืองนี้มักนำมาอ้างคือชาวนา เพื่อสร้างความเห็นใจจากผู้คนที่มีความสงสารต่อชาวนา แต่จริงๆมันเป็นการบิดเบือนระบบราคาในตลาดโลกที่มีอยู่เดิม นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายก็ทักท้วงการปั่นราคาที่มากเกินจริงกว่าราคาตลาดถึง 50% โดยจ่ายจากภาษีของประชาชนของประเทศ ส่งผลให้มีการโกงเกิดขึ้นตามแผนการที่วางไว้ได้จริง เพื่อเอาเงินที่ถูกยึดไปกลับคืนในรูปแบบนี้ กรรมจึงตกอยู่กับคนไทยทั้งประเทศเนื่องจากการคลังของรัฐเสียหาย  1. เพราะสูญเงินเป็นแสนล้านให้กับความเสียหายในครั้งนี้ 2. การที่ คสช. ออกมารัฐประหารเพื่อปราบโกงก็ทำให้ในสายตาของนักลงทุนไม่เชื่อมั่นรัฐบาลทหาร ยิ่งทหารกลัวและใช้อำนาจปิดกั้นเสรีภาพของประชาชนก็ยิ่งทำให้การลงทุนไม่เกิด ในที่สุดจะส่งผลทางเศรษฐกิจต่อประชาชนคนทั่วไปทั้งประเทศจะเดือดร้อน แต่นั่นคือเกมที่ทักษิณตั้งไว้แล้วเขาไม่สนใจใครจะเดือดร้อน เขาต้องสู้เพื่อชนะเท่านั้นและก็อาศัยการโกหกบิดเบือนต่อไป โดยโทษไปที่รัฐบาลทหาร (ผมก็ไม่ได้ชอบรัฐบาลที่มาจากทหาร ที่ไม่ผ่านในกระบวนการทางประชาธิปไตย แต่การกำจัดเผด็จการเนียนหาผลประโยชน์และทำลายชาติในระบอบประชาธิปไตยก็ต้องทำ) ประชาชนก็ได้เห็นแล้ว ทักษิณ เป็นเผด็จการในพรรคเพื่อไทยที่เขาเป็นเจ้าของทุกอย่างเป็นเด็ดขาด เห็นได้จากกรณี นิรโทษกรรมเหมายกเข่งสุดซอย ทั้งที่ทักษิณไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็มีสิทธิกำหนดให้เกิดขึ้นได้ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ นี่แสดงว่าพรรคไม่ได้มีความน่าเชื่อถือเป็นสถาบันอะไรที่มีค่านิยมในประชาธิปไตยจริงๆ ไม่มีส่วนร่วมของคนในพรรคที่จะคิดและพัฒนาอะไรได้เพื่อสังคม เพราะทักษิณเป็นผู้ลงทุนตั้งพรรคเพื่อทำธุรกิจการเมืองไม่ใช่เพื่ออุดมการหรือเห็นคุณค่าประชาธิปไตยอะไรอย่างที่คนทั่วไปคิดหวังจะให้เป็น

http://prachatai.org/journal/2016/10/68237

ทักษิณชี้ประเทศเผลอเอาหัวหน้ายามมาเป็น CEO ก็ลำบาก แถมมาวางยุทธศาสตร์ 20 ปีอีก

Fri, 2016-10-07 16:24

30052864052_b3dcdabb78.jpg

ที่มาภาพและดูคลิกได้ที่ยูทูบ 'jom voice'

เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา จอม เพชรประดับ ได้เผยแพร่วิดีโอคลิป ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ซึงลี้ภัยการเมืองอยู่ต่างประเทศ เดินทางพบปะคนไทยที่อาศัยอยู่ในลอสแองเจอลิส แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ผ่านทางยูทูบ 'jom voice' โดย ทักษิณ  กล่าวว่าตนเปรียบเสมือนผีที่ถูกปลุกให้เฮี้ยน เพื่อที่หมอผีที่สร้างผีขึ้นมาจะได้ประโยชน์ พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลที่ถ่ายภาพกับป้าย  Wait(รอ) หลังปฏิวัติ เนื่องจากคณะรัฐประหารใช้ช่วงแรกบอกว่าจะทำการปรองดอง ซึ่งตนก็เห็นด้วย แต่ภายหลังกับปราบแต่ฝ่ายตนข้างเดียว เลยคิดว่าผิดทางแล้ว จึงรอที่ 2 คือ ปล่อยให้เขาทำร้ายตัวเอง นอกจากนี้ทักษิณยังกล่าวถึงอนาคตเศรษฐกิจของประเทศที่หลายภาคธุรกิจมีความน่าเป็นห่วง เช่น อุตสาหกรรมที่กำลังเข้าสู่ยุคตะวันตกดิน ไม่มีการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ๆ มาเสริม หรือภาคท่องเที่ยวที่ซบเซา นักท่องเที่ยวชั้นดีหาย ขณะที่ภาพเกษตรถูกทำลาย เป็นต้น

ผีกับหมอผี
"ยิ่งคนกลัวผี หมอผีก็มีราคา แล้วคิดว่าอะไรเป็นผีก็พยายามทำให้ผีมันเฮี้ยนมาก หมอผียิ่งมีตังค์ใช้ สังคมไทยเราสร้างผี แล้วก็คนกลัวผีก็นึกว่าผีมีจริง ถามจริงๆ ใครเคยเห็นผีบ้าง ผมไม่เคยเห็นผีและผมไม่เคยกลัวผี เพราะฉะนั้นคนมีสติก็จะไม่กลัวผีเพราะรู้ว่าผีไม่มีจริง หรือถ้าผีมีจริงให้ขอหวยดีกว่า แทนที่จะไปกลัวมัน ถึงวันนี้เราสร้างจนบ้านเมืองเละ" ทักษิณ กล่าว และกล่าวว่า ที่เราทะเราะกัน ใครได้ดีบ้าง มีคนได้ดีไม่กี่คน ผลัดกันมารวยแล้วก็กลับไป แต่เป็นการแลกกับโอกาสของคนไทยทั้งประเทศ ตนนั่งอยู่ข้างนอกมองไปแล้วสงสารคนไทยและประเทศไทย ที่สงสารนั้นสงสารทั้งเหลืองและแดงที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทำให้หมอผีมีราคา พระพุทธเจ้าบอกว่าความโลภความโกรธความหลงทำให้โง่ ทำให้ไร้สติปัญญา เราจะยิ่งตัดสินใจพลาดง่ายๆ แต่ถ้าตัดสินใจบนการปล่อยวางเราก็จะไม่ผิดพลาด เพราะเราใช้ข้อมูล หลักวิชาหรือคำตอบทางวิทยาศาสตร์แท้ๆ ก็ไม่ผิดพลาด แต่วันนี้เราถูกสร้างให้โลภให้โกรธให้หลง จึงทำให้บ้านเมืองติดสภาพอยู่ทุกวันนี้

"จริงๆ ผมคือผีที่เขาสร้าง แล้วเขาพยายามสร้างให้ผมเฮี้ยนไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้รู้เรื่อง ผมก็เดินของผมได้เรื่อยๆ ผมก็ไปประเทศนั้นประเทศนี้ ไปหาเพื่อนเก่าบ้างเพื่อนใหม่บ้าง ไปดูความรู้ใหม่ๆ บ้าง แต่ขณะเดียวกันคนไทยก็บอกว่าผีมันดุมาก" ทักษิณ กล่าว

เหตุผลที่รอ
สำหรับกรณีที่เขาภายภาพบนถนนที่ลอนดอน แล้วชี้ป้ายให้ดูว่า Wait(รอ) หลังรัฐประหารนั้น ทักษิณ กล่าวว่า ตนมี 2 เหตุผล เหตุผลแรกปฏิวัติเสร็จเขาประกาศวันแรกเลยประกาศว่าจะมาปรองดอง ก็คิดว่าพวกเราอย่าไปประท้วงเขาเลยก็ลองดูสิ บ้านเมืองจะได้สงบสักที แต่มาถึงปรองดองเขาไม่รู้พจนานุกรมฉบับไหน แปลว่าปราบพวกเราข้างเดียว ไล่ล่ามันทุกอย่าง ตนก็เลยบอกว่าอย่างนี้ต้อง Wait อีกทีหนึ่ง เพราะอะไรรู้ไหม เพราะตนคิดว่าเขาเดินผิดทาง ยิ่งทำไปยิ่งผิดทาง ถ้าเรารอเราไม่ทำอะไรนะ เพราะเขาจะทำตัวเอง "ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง" แต่ที่สำคัญเสียดายเวลา

30052864182_77563e6664.jpg
ภาพ Wait(รอ) หลังรัฐประหาร ที่ทักษิณกล่าวถึง

"สำหรับผมนี่ผมเฉยๆ แล้ววันนี้ ไม่ใช่ไม่สู้ แต่ต้องสู้อย่างมีสติ การอยู่เฉยๆ คือการสู้ที่ดีในขณะที่ฝั่งตรงข้ามกำลังทำร้ายตัวเอง" ทักษิณ กล่าว พร้อมกล่าวว่า จริงๆ ตนไม่อยากให้กวน อยากให้เขาทำให้สุด ไปเต็มที่เลย จะเอาอะไรทำไปเลย แต่ปัญหาก็คือมันไม่จบสักทีบ้านเมืองก็แย่

"จริงๆ ผมคือหนูตัวเดียว เขาไล่ตี วิ่งออกจากบ้านมานึกว่ายังอยู่บ้านก็เผาอยู่นั่นล่ะ กระทั่งหนูอยู่ข้างนอกก็เผาบ้านจนบ้านจะวอดทั้งหลังเลย ทำทำไม ทำทำไม หนูตัวเดียว ผมไม่มีอะไรเลย ผมอยู่ข้างนอกก็ไม่ได้อดตาย ก็ยังพอมีปัญญาบ้าง" ทักษิณ กล่าว

ห่วงปัญหาเศรษฐกิจ
ทักษิณ กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ติดตามเทคโนโลยี่ใหม่ๆ โลกข้างหน้าเราจะเห็นอะไรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโรบอท หุ่นยนต์ เรื่องของสงครามไซเบอร์ ความปลอดภัยไซเบอร์ ไลฟ์สไตล์ เรื่องเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ฯลฯ  สิ่งเหล่านี้มันไปไกลแล้ว ขณะที่เรามีเหลืองมีแดงหลับกันอยู่แถวนี้ มีนักวิทยาศาสตร์เป็นแสนกำลังคิดว่ากำลังจะมีอะไรเกิดขึ้นในโลกข้างหน้า วันนี้ประเทศไทยน่าห่วงเพราะอุตสาหกรรมของเราส่วนใหญ่ เป็นอุตสาหกรรมตอนบ่าย กำลังจะเป็นอุตสาหกรรมตกดิน อุตสาหกรรมเช้าๆ ไม่ค่อยเห็น เรามีรายได้อยู่ 3 ภาคใหญ่ๆ ภาคแรกคือการส่งออก 10 ปีที่ผ่าามาเราไม่ได้เตรียมตัวเลย อุตสาหกรรมที่เป็นแชมป์ของเราคืออิเล็คทรอนิคกับรถยนต์ รถยนต์วันนี้เตรียมไปสู่รถไฟฟ้าแล้ว ใครไม่ปรับตัวก็พัง ส่วนอิเล็กทรอนิควันนี้ก็ย้ายฐานงาน เรามัวแต่ปฏิวัติเปลี่ยนกฏนั่นนี่ สุดท้ายเขาก็ย้ายขยับไป

ทักษิณ กล่าวต่อว่า วันนี้สหรัฐอเมริกาเป็นหุ้นส่วนกับเวียดนามทางเศรษฐกิจ ขณะที่เราที่เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกามายาวนาน แต่เรามัวแต่ทะเราะกันจนไม่รู้ว่าเขาไม่อยากจะมาทำธุรกิจกัน ในส่วนรายได้จากภาคเกษตรเราก็ทำลายระบบเกษตรทำลายชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านที่ทำเกษตร มันเป็นวิถีชีวิตและอาชีพ เชื่อว่าหลายคนที่มาอยู่ข้างนอกนั้นโชคดี แต่ที่มาบ้างคนนั้นไม่ได้เต็มใจมาแต่อยากจะมาทำมาหากินเพื่อช่วยเหลือพี่น้องทางบ้านเพราะไม่รุ้จะทำมาหากินอะไร หลายคนครอบครัวเป็นเกษตรกร แต่วันนี้ด้วยความที่เห็นเกษตรเป็นฐานเสียงของตนก็เลยเหมือนกับทำลายเกษตรก่อน เพราะฉะนั้นเกษตรโดยการส่งออกของเราก็จะลดประมาณและราคาลง ส่วนรายได้ที่ 3 คือรายได้ท่องเที่ยว สิ่งที่ประเทศไทยเรามีคือมีความเป็นประเทศไทย คนอยากมา แต่วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือนักท่องเที่ยวชั้นดีหาย นักท่องเที่ยวถูกๆ ใช้เงินน้อยและทำลายสิ่งแวดล้อมเยอะๆ มา ดูเหมือนปริมาณบริมาณนักท่องเที่ยวจะเพิ่มแต่รายได้ต่อปริมาณนักท่องเที่ยวมันลดเยอะ

เตือนระวังถูกโจมตีค่าเงิน
ทักษิณ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ดีวันนี้คือดุลการค้าที่เป็นบวก เนื่องจากแม้ส่งออกจะตก แต่นำเข้าเราก็ตกลงด้วยเนื่องจากราคาน้ำมันลง จึงทำให้บาทแข็ง ที่เป็นทั้งดีและไม่ดี แต่ที่ไม่ดีเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจเรามันอ่อนแอกว่าความแข็งค่าของเงินเพราะฉะนั้นอย่าเผลอ อาจจะถูกโจมตีได้ เนื่องจากวันนี้กองทุนต่าประเทศเงินเยอะ แม้เงินทุนสำรองเราจะเยอะขึ้น แต่กองทุนต่างประเทศใหญ่ ต้องระวังและเป็นห่วง

4 ทางเลือกในมหาสมุทรทุนนิยม
ทักษิณ กล่าวด้วยว่า คนทุกคนบริษัททุกบริษัท ประเทศทุกประเทศเปรียบเสมือว่ากำลังว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทร ที่เรียกว่ามหาสมุทรทุนนิยม เพราะเราชอบหรือไม่ชอบเรา แต่ว่าเราอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่มีความเป็นเศรษฐกิจทุนนิยมนั่นเอง เมื่อเราถูกโยนลงไปในมหาสมุทรทุนนิยมนี้ เรามีทางเลือกให้เลือกอยู่ 4 ทางเลือก ทางเลือกที่ 1 ขี้เกียจวายโดดเกาะเรือชาวบ้าน ในที่นี้ก็คือไปทำงานหรือไปอะไรก็แล้วแต่ เราไม่รู้ว่าเราขึ้นไปในเรือนั้นนำมันจะไปถึงฝังหรือเปล่า สอง กัปตันจะดีไหม สาม สภาพเรือจะเป็นอย่างไร เราโดดเกาะแล้ว รอดตายชั่วคราวแน่นอน แต่ไม่รู้จะนานแค่ไหน แล้วแต่ว่าเรือลำนั้นจะเป็นอย่างไร  ทางเลือกที่ 2 เก่งมาก แข็งแรง วิสัยทัศน์ดี วายน้ำอยู่ข้างหน้าคลื่น เพราะฉะนั้นสบายมากพวกนี้ อีกพวกหนึ่งก็คือ เก่งเหมือนกัน ไปตามคลื่น ไม่จม คลื่นก็ไปเราก็ไปด้วย พวกนี้ก็รวยได้ แต่พวกที่จมอยู่ใต้คลื่นนี้น่ากลัว จะมีกำลังซื้อในโลกต่ำลงทุกวัน ประชาชนก็ทำงานในระดับที่แย่ลงทุกวัน

เอาหัวหน้ายามมาเป็น CEO ก็ลำบาก
"บริษัทก็ต้องมีซีอีโอเก่งๆ เพื่อจะได้มีวิสัยทัศน์ แล้วคิดแล้วบริหารจัดการนำองค์กร แต่ถ้าบริษัทไหนเผลอไปกับหัวหน้ายามเป็น CEO ก็ลำบาก วันนี้ประเทศไทยน่าห่วงตรงกำลังจะมียุทธศาสตร์ 20 ปี ผมไม่รู้ว่าถ้าเรามองไม่พ้นหัวแม่ตีนตัวเองก็ลำบาก การจะทำยุทธศาสตร์มันจะต้องเข้าใจโลก และเข้าใจเรา" ทักษิณ กล่าว

พร้อมคุยกับเหลือง
"เจาะดีเอ็นเอผมมาคือคนไทย หัวใจไทย ผูกพันประเทศไทย และรักคนไทยเหมือนกับพวกท่านทั้งหลาย ถึงแม้จะอยู่ที่นี่มานาน แต่ใจมันยังเป็นไทย เพราะเราไม่ลืมกำพืด ไม่ลืมที่กำเนิด ไม่ลืมแผ่นดินของเรา ไม่ต้องมาผลักว่าคนนั้นเป็นอย่างนี้ คนนี้เป็นอย่างนี้ คนผลักทั้งหลายคือคนเห็นแก่ตัวทั้งนั้น เพื่อตัวเอง จริงๆ วันนี้ผมไม่มายด์เลยนะ ผมจะเจอใครเหลืองไม่เหลือง พูดกันมาคุยกันเลย คุยกันได้หมด ถ้าคุยภาษาคนโดยเฉพาะภาษาไทยคุยกันง่ายมากเลย ก็ห่วงครับ ห่วงลูกหลาน" ทักษิณกล่าว

มั่นใจเลือกตั้งครั้งหน้าแลนด์สไลด์อีกตามเคย
ทักษิณ กล่าวด้วยว่า เลือกตั้งคราวหน้าเดียวแลนด์สไลด์อีกตามเคย แต่เขาบอกว่าต้องยกมือให้นายกคนนอก ตนไม่ใช่นายกคนนอก ตนเป็นนายกเมืองนอก

"เพราะฉะนั้นบรรดาคนเสื้อแดงทั้งหลายสงข่าวได้เลยว่าผมเหมือนเดิม ไม่เคยเปลี่ยนแปลง รักคนไทยและบ้านเหมือนเหมือนเดิมทุกอย่าง ถามว่าสู้ไม่สู้ ก็ผมไม่รู้ว่าสู้กับใคร และก็ไม่อยากสู้กับใคร แต่อยากให้ประเทศไทยกลับไปสู่ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอีกที อยากเจอคนไทยแล้วอยากยิ้มสยาม อันนี้มันยิ้มแสยะ เพราะต้องยิ้มแสยะไว้ก่อนไม่รู้มันเหลือหรือแดง อย่างนี้มันไม่ไหว อยากยิ้มสยาม" ทักษิณ กล่าว พร้อมกล่าวด้วยว่า แล้วเรารวมพลังกันช่วยกันคิดให้บ้านเมืองดีกว่า อย่าให้หมอผีได้ดิบได้ดี จะชูไม้กางแขนลากแด๊คคูล่าไป ไม่เห็นมีจริงสักตัว นางนาคพระโขนงก็มีในหนังเท่านั้นไม่มีจริง จะเอาผีเอาวิญญาณที่ไหนลงหม้อ ไม่มีจริงหรอก และตนก็ยังไม่ได้เป็นผี เป็นคนแน่นอน คุยกันรู้เรื่อง

Offline

#1173 October 9, 2016 11:29 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

'ยิ่งลักษณ์-พิชัย' ห่วงปัญหาเศรษฐกิจ หวั่นทำประเทศเดินหน้าไม่ได้
photo.jpgSHTV

เผยแพร่เมื่อ 7 ต.ค. 2016
VoiceNews - VoiceTV21 @Voice_TV

...........

http://www.thairath.co.th/content/747551

ชาญชัย ยัน ไม่มีใครห้ามทักษิณ กลับไทย ชี้ 4 เหตุวิบัติทำตัวเอง

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ต.ค. 2559

EyWwB5WU57MYnKOuq7YRiWLWGfpN1jCJNUQv2h0BDCS46R7sX7KBXq.jpg

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ลั่น ไม่มีใครห้าม "ทักษิณ" กลับไทย อัด ยิ่งลักษณ์ มือใหม่หัดขับ ชี้ 4 เหตุวิบัติ แฉ ส่งซิกปลุกสาวก สั่งสู้ตาย ระบุ มีเม็ดเงินไหลเข้ามาเป็นพันล้าน

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 8 ต.ค. ที่โรงแรมสุดา พาเลซ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนาย

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/747551


..........

http://www.thairath.co.th/content/747446#cxrecs_s

เด็กปชป. สวน แม้ว รอมารับโทษ โต้แสบ ปมหัวหน้ายามซีอีโอไทย

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ต.ค. 2559

EyWwB5WU57MYnKOuq7YRRBaqv1pl6uFYvytFoEb7VtQqHBHDXkwqtJ.jpg

เด็กปชป. สวน "ทักษิณ" ยัน กระบวนการยุติธรรมไทยไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ยันรอ แม้ว มารับโทษ พร้อมชูรูปเรือนจำตอบโต้แสบ! ปมหัวหน้ายามเป็นซีอีโอประเทศไทย ดีกว่าได้หัวหน้าโจรมาเป็น

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/747446#cxrecs_s

Offline

#1174 October 10, 2016 10:46 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

https://plus.google.com/+Kanj2010Blogsp … 5Mnioi56pf

บทสัมภาษณ์ หัวข้อ คนจริง ความจริง 6 ตุลา19 รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

photo.jpgKP Page

2016%2B-%2B1

บทสัมภาษณ์ หัวข้อ คนจริง ความจริง 6 ตุลา 19
ผู้ให้สัมภาษณ์ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สัมภาษณ์โดย C.S. Patrick และ Wairemu
วันที่ 30 กันยายน 2559

**ปล. บทสัมภาษณ์นี้ได้รับการแก้ไขคำ และ เปลี่ยนช่วงบทความเพื่อความเหมาะสมและความต่อเนื่องของบทความ แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดหรือใจความสำคัญของเนื้อหา

ผมเรียนอยู่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ปี2 โดยเป็นนักกิจกรรมตั้งแต่ชั้น ปี 1 ซึ่งตอนปีแรกที่ผมเข้าไป ก็ไปอยู่ที่พรรคจุฬาประชาชน บริเวณศาลาพระเกี๊ยวไปช่วยงานต่างๆของพรรค พอปี 2 ผมก็กลับเข้ามาในคณะ ซึ่งมีกลุ่มปรึกษาปัญหาการเมือง และผมก็เป็นกรรมการกลุ่ม แต่พอมีการเคลื่อนไหวใหญ่ เดินขบวนประท้วง ทุกสถาบันก็จะมารวมกัน ไม่ใช่เฉพาะที่ธรรมศาสตร์ ตอนที่ชุมนุมขับไล่จอมพลถนอม ตั้งแต่ที่สนามหลวง นักศึกษาทั่วประเทศก็มาร่วมอยู่แล้ว จนกระทั่งมาวันที่ 2-3 ที่ได้ย้ายเข้ามาภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เหตุการณ์การเคลื่อนไหวใน 6ตุลา ไม่ได้มีเฉพาะนักศึกษาธรรมศาสตร์ แต่มีนักศึกษาจากทั่วทั้งประเทศ ซึ่งเป็นกระแสในการเคลื่อนไหวมา 2-3 ปีแล้ว ตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ซึ่งแน่นอนว่า นักศึกษาของ มธ. เป็นกลุ่มนักศึกษาที่มีการเคลื่อนไหวมากที่สุด แต่ก็มียังมีการที่อื่นทั่วๆไป แม้แต่ที่จุฬาฯ ก็ยังมีกลุ่มเคลื่อนไหวอยู่ทุกคณะ ถ้าให้มองย้อนกลับไปในสมัยนี้อาจจะยากที่จะมองออก แต่ในสมัยก่อนกลุ่มนักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว มีทุกที่ทุกคณะ มีทั้งตั้งแต่ระดับคณะ ระดับส่วนกลาง ในระดับส่วนกลางก็มีพรรคการเมืองของนักศึกษา “พรรคจุฬาประชาชน” ซึ่งอยู่ที่ศาลาพระเกี้ยว แต่ตามคณะก็มีกลุ่มต่างๆเคลื่อนไหว ตลอด 2 ปี ก็เคลื่อนไหว เรื่องชาวนา เรื่องกรรมกร สลัม ฯลฯ เพื่อความเป็นธรรม เรื่องค่าเช่า พืชผล ถ้าเป็นประเด็นชาวนาก็เรื่อง กรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นหลัก หลายอย่างที่เรามีในวันนี้ก็เกิดจากช่วงนั้น เช่น กฎหมายแรงงานก็มีจะมามีในช่วง 2517-2518 กฎหมายควบคุมค่าเช่าก็เหมือนกันก็พึ่งมามีในช่วงนั้น 

นักศึกษาที่เคลื่อนไหวก็มีหลายระดับ แต่เป็นกิจกรรมการเคลื่อนไหวปกติ กอรปกับช่วงนั้นมีการเมืองเยอะ ก็เลยทำการเมืองเยอะไปตามกระแส แต่พวกที่มีความคิดจิตสำนึก ละเอียดอ่อนขึ้นก็มีมากขึ้น ไปจนกระทั้งมีความคิดเป็นสังคมนิยมที่ชัดเจน เชื่อในลัทธิอย่างชัดเช่นก็มี มันมีหลายด้าน แต่ผู้ที่เคลื่อนไหวระดับแกนนำ แน่นอนว่ามีแนวโน้มไปทางฝ่ายซ้าย ลัทธิสังคมนิยม ผมก็เป็นคนลัทธิสังคมนิยมมาตั้งแต่มัธยมปลาย

ยุคสฤทธิ์-ถนอม-ประภาส เป็นยุคที่เปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สำคัญ เป็นการพัฒนาอุสาหกรรมเป็นครั้งแรก เป็นการที่คนไทยเปลี่ยนแปลงจากเกษตรกรรม ในเมืองก็เกิดโรงงาน เกิดกรรมกร มีคนยุคใหม่ ก่อนหน้านั้น ถอยหลังไป ในเมืองก็มีแต่ ข้าราชการ แล้วก็ลูกจ้างเอกชนจำนวนน้อยมาก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นห้องแถว ร้านค้า พ่อค้า กลุ่มคนชาวจีนอยู่กัน แต่ในยุคสฤทธิ์-ถนอม-ประภาส ก็เข้ามาเปลี่ยนแปลง เกิดสังคมสมัยใหม่ มีบริษัทข้ามชาติเข้ามา มีกลุ่มทุนเข้ามา มีการศึกษาสมัยใหม่ ธรรมศาสตร์ที่เป็นระบบเปิดที่ภายหลังก็เป็นระบบปิด

รุ่นผมเป็นรุ่นที่โตมากับสังคมที่เป็นสังคมสมัยใหม่ ไม่ได้เป็นสังคมเกษตรในยุคก่อนๆ แต่ในเวลาเดียวกันก็โตมากับเผด็จการทหาร จำความได้เปิดโทรทัศน์ดูก็เจอ ถนอม-ประภาส ใส่สูท สวมชุดทหาร เดินไปเดินมาแล้ว เหมือนในยุคนี้ที่คุณเกิดมาโตขึ้นมาก็เจอคุณประยุทธ์แล้ว จำความได้ โตขึ้นมาก็เจอคุณประยุทธ์สวมชุดทหารแล้ว

กระแสต่อต้านถนอม-ประพาส มีมาตลอดเวลา เป็นประแสอยู่ตลอดเวลา แล้วหนังสือพิมพ์ในสมัยนั้นก็ไม่เหมือนในสมัยนี้ หนังสือพิมพ์ในสมัยนั้นยังมีความกล้าที่จะวิพากษ์ วิจารณ์ ซึ่งก็จะมีกระแสความไม่พอใจ ถนอม-ประภาส ในสื่อมวลชน อาจารย์มหาวิทยาลัย นักศึกษาอยู่ ซึ่งเกิดจากการที่สังคมถูกกดอยู่ภายใต้เผด็จการทหาร

ในยุคนั้นเปิดทีวีมา ก็เจอแต่ข่าวสงครามเวียดนาม ถ้าเป็นข่าวในประเทศ ก็มีแต่ข่าวภารกิจต่างๆของ ถนอม-ประภาส ซึ่งในหมู่ประชาชนก็มีการเล่าลือเกี่ยวกับการคดโกง การคอรัปชั่นในหมู่ตระกูลทหารใหญ่

ในสมัยแต่ก่อน ชุดความคิดที่ นักการเมืองโกงมากกว่าทหารมันยังไม่มี ตอนนั้นสิ่งที่เห็นก็คือทหาร ทหารที่เป็นตัวปัญหา ซึ่งปัญหามันไม่ได้ซับซ้อนเหมือนทุกวันนี้ แต่ทุกวันนี้บอกว่าไม่ชอบทหาร แต่ก็ไม่ชอบนักการเมือง ระหว่างทหารกับนักการเมือง นักการเมืองมันเลวกว่า ยังไงทหารไม่เลวเท่านักการเมือง มันเกิดสภาพแบบนี้ขึ้นมา มันซับซ้อนขึ้น มันยากขึ้น โจทย์มันยากขึ้น สมัยนั้นยังไม่มีแบบนี้ ยังไม่มีผีนักการเมือง

ผมร่วมอยู่ในเหตุการณ์ชุมนุม 6ตุลา ตั้งแต่เริ่มในสนามหลวง จนย้ายเข้ามาภายในมาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งการชุมชุมนี้เกิดขึ้นจากการที่จอมพลถนอม กลับมาเข้ามาในประเทศไทย ได้นานพอสมควรแล้ว มีการประท้วงด้วยการออกแถลงการณ์ แจงแถลงการณ์ ขึ้นป้ายประกาศทั่วเมือง แต่ไม่ได้ชุมนุม จนกระทั่งมีการชุมนุมเมืองมีการแขวนคอลูกจ้างการไฟฟ้า 2 คน ที่นครปฐม ที่ออกไปปิดโปสเตอร์ต่อต้าน แต่ภายหลังก็คือตำรวจนครปฐมที่เป็นคนนำไปแขวนคอ พอมีการแขวนคอ นักศึกษาก็ดลยมีการชุมนุมกัน พอชุมนุมที่สนามหลวงในช่วงแรกก็มีปัญหาด้านความปลอดภัย เนื่องจากในตอนนั้น ก็มีกลุ่มกระทิงแดงแล้ว และกลุ่มนวพลที่มีการจัดตั้งโดยกลุ่มทหาร มาก่อกวน เช่น คนที่เดินทางกลับ ก็ถูกทำร้ายด้วยการทุบศรีษะ ปาระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุม

ท้ายที่สุดด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยจึงย้ายเข้ามาจัดการชุมนุมในธรรมศาสตร์ พอย้าย้เข้ามาข้างใน ก็กระจายชุมนุมภายในพื้นที่ที่มี ก็มีกิจกรรม มีการปราศรัยตลอดทั้งวัน ที่ลานโพธิ์ก็มีการแสดงละคร แขวนคอ เพื่อล้อไปกับการแขวนคอของคนงาน 2 คน ที่นครปฐม แต่การล้อที่ลานโพธิ์ ถูกนำไปแต่งภาพ และใส่ร้ายว่านักศึกษาเป็นคนทำ อันเป็นที่มาของ 6ตุลา19 

และมันเป็นขั้นตอนการว่างแผนอย่างดีมาก อันที่จริงก่อนที่จะมีความพยายามในการนำถนอมกลับเข้ามาภายในประเทศ มีความพยามทำแล้ว แต่ไม่สำเร็จ คือการนำประภาสเข้ามาก่อน คือประภาสพักอยู่ที่ไต้หวัน ส่วนถนอมอยู่ที่สิงคโปร์ รอบแรก เป็นเดือนสิงหาคม 2519 นำจอมพลประภาสเข้ามาก่อนโดยอ้างปัญหาด้านสุขภาพ ก็กลับมา นักศึกษาชุมนุมไล่ประท้วง จอมพลประภาสก็กลับออกไป แต่ด้วยการวางแผนที่ไม่ดี การสนธิกำลังที่ไม่ดี จึงไม่สามารถนำจอมพลประภาสเข้ามาได้ จึงทำให้ดูเหมือนนักศึกษาชนะในรอบนั้น และหลังจากนั้นจึงมีความพยายามอีกครั้งโดยการนำจอมพลถนอมเข้ามา ซึ่งอ้างว่าเข้ามาดูใจพ่อที่กำลังจะเสียชีวิต ซึ่งก็จุดติด โดยในการประชุมแกนนำนักศึกษาก็มีการเตือนว่า จะมีการปราบนักศึกษาอย่างหนัก ดังนั้นการชุมนุมครั้งนี้จึงไม่ปลอดภัย แต่ด้วยสถานการณ์ที่มันยื้อออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีการแขวนคอ 2 คนนั้น หลังจากเกิดการแขวนคอนักศึกษาก็ทนไม่ไหว  พอมีการแสดงละครที่ลานโพธิ์ ก็เข้าเกมที่เค้าวางแผน พอย้อนกลับไป อันที่จริงแล้วมันคือการวางแผนมาแล้วอย่างดีมาก ซึ่งนักศึกษาก็รู้ความเสี่ยงพอสมควร แต่ก็คาดไม่ถึงความโหดเหี้ยม คาดเพียงแต่ว่า จะมีเพียงรัฐประหาร ยึดอำนาจแล้วมีการล้อมจับ

แม้กระทั้งคนที่มาแขวนคอก็เตรียมเชือกมาอย่างดี มันไม่ใช่การบังเอิญโกรธขึ้นมา ณ ตอนนั้นเลยไปหาเชือกอะไรก็ไม่รู้แถวนั้นมาผูก มันมาพร้อมกับเครื่องมือ เป็นชุดมาเรียบร้อยแล้ว เพื่อแขวนคอโดยเฉพาะ และก็มีแนวโน้ม ในเช้าวันนั้นที่ประชาชน มวลชนมาประชุมแล้วโกรธแค้น เรื่องหมิ่นเจ้า แล้วไปทำจนเลยเถิด ในที่สุดก็อาจเป็นแผนการที่วางไว้แล้ว จงใจที่จะให้เกิดเหตุการณ์ แบบนี้ขึ้น

ในวันนั้นกองกำลังอาวุธที่สำคัญคือ ตชด. ไม่ใช่ทหาร เป็นชุด ตชด.ที่มาจากหัวหิน เอากำลังมา แล้วข้างหลัง ตชด. คือลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง พวกนวพล กลุ่มมวลชนติดอาวุธ หลังจากที่ ตชด.บุกผ่านรั้วเข้ามา กลุ่มที่ติดตามเข้ามา ก็ตามเข้ามาด้วย ขณะที่ ตชด.ก็ใช้ปืนในการคุมตัวนักศึกษา ให้นอนลง ถอดเสื้อ หรืออะไรก็แล้วแต่ กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง นวพล ที่ตามมาข้างหลัง ก็ได้โอกาสไล่กระทืบ ไล่ตี ไล่แทงต่างๆ ตชด.ก็ได้แต่เพียงยืนเฉย ที่เราเห็นจากในรูปที่สนามหญ้าในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สนามหลวง มีคนถูกลากไป มีคนไล่ตี เหล่านั้นคือกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน มวลชนจัดตั้งที่ตามเข้ามา เพื่อทำเรื่องเหล่านี้โดยเฉพาะ การแขวนคอที่สนามหลวงก็ดี การเผาที่สนามหลวงก็ดี แล้วก็มาไล่กระทืบ ไล่ทรมานคนในธรรมศาสตร์ มันคือคนกลุ่มเดียวกัน ที่ถูกจัดตั้งกันมาแล้ว

วันที่เกิดเหตุการณ์ คืนวันที่ 5 ผมมาประชุมที่คอมมอนรูม ตึกเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผมก็มาประชุมข้างล่างเป็นกลุ่มตัวแทนจากจุฬาฯ ประชุมกันหลายสิบคน คุยเรื่องการทำโปสเตอร์ คำขวัญ ฯลฯ เลิกประชุมประมาณ 4 ทุ่ม ผมก็เดินกลับออกไป กลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ออกจากนี่ก็ประมาณ 5 ทุ่ม พออกไปแล้วผมก็เห็นพวกกระทิงแดง ต่างๆ ยืนกันเป็นแถว แต่ก็ไม่ทำอะไรผม ได้แต่เพียงแค่มองหน้า พอประมาณเที่ยงคืน ตี1 ธรรมศาสตร์ถูกปิดไม่ให้มีการเข้าออก โดยถูกปิดจากข้างนอก ตั้งแต่ตี 1 คืนวันที่ 5 ต่อเช้าวันที่ 6พอตื่นมาเปิดโทรทัศน์ ก็เป็นข่าวว่ามีการเกิดเหตุจราจรขึ้นภายในธรรมศาสตร์ ก็ได้โทรคุยกับเพื่อน เพื่อนก็ได้แต่บอกว่าเข้าไปไม่ได้ ข้างในถูกปิดไว้หมดแล้ว ก็เลยไปที่จุฬาฯ กลุ่มที่จุฬาฯ ก็ไปชุมนุมกันที่จุฬาฯ ตรงหน้าน้ำพุ ตรงน้ำพุเสาธง ก็มีการชุมนุมกันอยู่หลายสิบคน มีรถดับเพลิงมาจอดบริเวณนั้น ผู้มาปราศรัย คือ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นายกองค์กรสโมสรนิสิตจุฬาฯ หลังจากทราบว่าที่ธรรมศาสตร์ได้ถูกจับไปหมดแล้ว ก็เลิกการชุมนุม หลังจากวันนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย
หลังจากเหตุการณ์นั้นประมาณ 6 โมงเย็นก็เกิดการรัฐประหาร

40ปี จากวันนั้นจนถึงทุกวันนี้สังคมไทยก็แทบไม่เปลี่ยนไปเลย ถึงแม้จะ 40 ปี แล้ว แต่เหตุการณ์ในวันนั้นก็ยังพูดไม่ได้ เพราะคนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ยังอยู่ทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายที่ถูกกระทำก็พูดไม่ได้ มีกฎหมายอะไรเยอะแยะไปหมด ส่วนฝ่ายที่กระทำก็พยายามที่จะไม่พูดถึง พยายามที่จะปกปิด เพราะรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นมันเลวร้ายขนาดไหน แม้แต่คนที่เกี่ยวข้องในเวลานั้น ในตอนนี้ก็ไม่มีใครยอมพูด ไม่มีใครยอมรับ

จบ

"ในปัจจุบัน แม้ข้อมูลที่เปิดเผยในภายหลังก็ไม่มีใครกล้าพูดถึง ถึงวันนี้จะ 40 ปีแล้ว แต่ยิ่งเวลาผ่านไปข้อมูลยิ่งน้อยลง ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย"

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วันที่ 30 กันยายน 2559

#6ตุลาที่เราไม่เคยลืม #40ปี6ตุลา

Offline

#1175 October 10, 2016 11:21 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://www.europe-solidaire.org/spip.php?article39176 + * all pictures added

siteon0-38e4a.jpg Europe Solidaire Sans Frontières

Thammasat University, Bangkok, Oct. 6, 2016: Thailand Is Marking the Darkest Day in Its Living Memory

Thursday 6 October 2016, by SOLOMON Feliz

07.jpg  * from Nation

002.jpg * from Nation

Image.aspx?ID=2166286 * from Manager

Protesting students labeled as communists were shot, beaten, raped and killed, in a brutal campus massacre 40 years ago.

Oct. 6, 1976, is a date that still haunts the government and people of Thailand. On it, state forces massacred scores of student activists on the lawn of Bangkok’s Thammasat University.

The campus had been occupied by leftist student demonstrators who opposed the return to Thailand of a former dictator. The military and arch royalists accused them of being antimonarchical communists, and the military, police and right-wing paramilitary forces had Thammasat surrounded.

With thousands of students under siege, authorities opened fire onto the campus with M-16s, recoilless rifles and grenades [1]. For several hours, these forces — later joined by vigilantes — shot, beat, raped and murdered unarmed students, some as they tried to either flee or surrender. The chaos was used to justify a military coup later that same day.

08.jpg * from Nation

010.jpg * from Nation

Official figures put the death toll at 46, with 167 wounded and more than 3,000 students arrested. The death toll is disputed to this day, with survivors putting it at more like 100.

Decades later, no one has been held accountable for the atrocity, and the country’s current junta — which assumed power in a coup in 2014 [2] — has shown that it is still highly sensitive to discussion of it.

Joshua Wong, a slight and bespectacled 19-year-old from Hong Kong, may not appear to pose much of a threat to Thailand’s military regime, but the young activist is known internationally for helping to lead 79 days of well-organized and politically disruptive pro-democracy protests in Hong Kong. Wong was detained and deported shortly after he landed in Thailand on Wednesday [3], a day before he was due to address Thai students and activists at an event commemorating the massacre at Chulalongkorn University in Bangkok.

He came on the invitation of Netiwit Chotiphatphaisal, a 20-year-old student of political science who earned notoriety earlier this year for refusing to prostrate himself in front of a statue of Thailand’s former Kings.

While the news of Wong’s expulsion prompted speculation that the Chinese government had asked Thai authorities to deny him entry, Paul Quaglia, a security expert for PQA Associates in Bangkok, says Thailand may have had its own reasons to prevent him from coming in to “stir up talk about democracy” among Thai youth.

“This is clearly a confluence of interests at the least,” Quaglia tells TIME. “The Thai government has no interest in a foreign student democracy leader coming here to speak to Thai students on the anniversary of the 1976 student ‘massacre.’”

“I think it’s a combination,” Netiwit, the Thai activist, tells TIME. “The Chinese intervene in Thailand, and also, Thailand doesn’t want Joshua Wong to come.” He says Wong plans to address the conference via Skype, and on Thursday morning he was confident that authorities wouldn’t intervene.

As of Thursday morning local time, all was peaceful in Bangkok as monks, students and bystanders held vigils in several parts of the city. The event at Chulalongkorn University, which was partly organized by Netiwit, is set to feature a series of talks by student activists and survivors to commemorate the massacre.

In the weeks leading up to that October morning, thousands of students had gathered to protest the return to Thailand of former dictator Thanom Kittikachorn, who had re-emerged from exile amid a tense political situation fueled by fears that communism would soon spread to the Southeast Asian nation from its neighbors, Laos and Vietnam. Several people had already been killed during the series of demonstrations in the capital, but the crowds continued to swell.

The brutality that ensued is well documented. In fact, if you’ve ever handled a record from punk rock band the Dead Kennedys, you have probably seen the horror of the Bangkok massacre. Despite its name, the cover art for the album Holiday in Cambodia is actually from Thammasat, and consists of a Pulitzer-winning photograph of a hanged corpse, in the split-second before a man brings a folding chair down on a lifeless head while a crowd watches.

1378143955-PulitzerPr-o.jpg

The image [4], captured by Associated Press photographer Neal Ulevich, has become iconic of the brutality unleashed by a paranoid military that fostered distrust and encouraged mob violence. But while the picture is recognizable around the globe, many in Thailand don’t know much about the events leading up to that horrific moment.

“In general, you can commemorate, but in textbooks, in schools, they don’t want you to know,” Netiwit claims. “They don’t want you to know about the sixth of October.”

This year’s anniversary is significant. Not only does it mark four decades since the incident, which is referred to in Thailand as the Oct. 6 Event, but it also serves as a grim reminder of Thailand’s record of impunity.

“As no state official has even been held accountable for the massacre at Thammasat University,” Kingsley Abbott, a legal adviser with the International Commission of Jurists, tells TIME, “the incident has become emblematic of the culture of impunity that continues to plague Thailand to the detriment of real reconciliation within society.”

Feliz Solomon @felizysolo

— With reporting by Charlie Campbell / Beijing

P.S.

* The Time. Oct. 6, 2016:
http://time.com/4519367/thailand-bangko … d=tcoshare

Footnotes

[1] http://www.therepublic.com/2016/10/05/a … -massacre/

[2] ESSF (article 39175), 2014: 12th time since 1932 – Thai Army Declares Military Coup.

[3] http://time.com/4518898/joshua-wong-ban … demosisto/

[4] http://www.bangkokpost.com/lifestyle/ar … -the-storm

* pictures from Nation https://www.dek-d.com/board/view/1591049/

Last edited by linc49 (October 10, 2016 11:28 AM)

Offline

#1176 October 11, 2016 11:18 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: ประชาชนร่วมกันต่อสู้ เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/717891 + * 

'วิษณุ'ชี้'ม.44' ให้อำนาจ 'กรมบังคับคดี' ยึดทรัพย์จำนำข้าว

  + * ไม่ได้ใช้ตัดสินแต่ทนายจำเลยตีรวนเพื่อปลุกกระแส
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
วันที่ 14 กันยายน 2559

S__35627049.jpg *

"วิษณุ" แจง งัด "ม.44" ให้อำนาจกรมบังคับคดี ยึดทรัพย์จำนำข้าว ยกเหตุลำพังให้กระทรวงทำไม่ไหว ระบุ

ตัวเลขมูลค่าสูง

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 56/2559 เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐ และการดำเนินการต่อผู้ต้องรับผิด ว่า ก่อนหน้านี้ได้คุ้มครองแล้ว แต่คำสั่งดังกล่าวเป็นการเพิ่มพืชอีก 2 ชนิด คือ มันสำปะหลัง และข้าวโพด ส่วนการให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีนั้น เป็นไปตามที่ได้บอกไว้ว่าจะไม่มีการใช้มาตรา 44 ตัดสินความผิดแล้วยึดทรัพย์เป็นอันขาด ทุกอย่างจะเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมปกติอย่างที่เคยมีมา แต่ติดตรงที่การจะออกคำสั่งทางปกครองในเรื่องข้าวนั้น ในกรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ กับพวก ซึ่งหลักการปกติเป็นหน้าที่ของกระทรวงต้นสังกัดที่รับผิดชอบที่ต้องยึดทรัพย์กันเอง แต่ครั้งนี้เป็นการยึดทรัพย์จำนวนมาก ทางกระทรวงจึงออกปากบ่นว่าไม่มีคน และหากยึดมาได้ไม่มีที่จะเก็บ จึงต้องให้กรมบังคับคดีเข้าไปจัดการ ดังนั้น จึงต้องใช้มาตรา 44 กำหนด แต่ไม่ใช่ว่าใช้มาตรา 44 ไปยึดทรัพย์ แต่ยึดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ.2539 ที่เปลี่ยนจากกระทรวงมาเป็นกรมบังคับคดี ส่วนจะยึดได้มากหรือน้อยเพียงใดเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การยึดทรัพย์นายบุญทรง กับพวก งวดเข้ามาแล้วใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ถึงขนาดนั้น เพราะยังไม่ถึงขั้นออกคำสั่งในเวลานี้ และเมื่อออกคำสั่งแล้วจะต้องดูว่าจะมีการอุทธรณ์หรือไม่ หากเป็นคำสั่งของรัฐมนตรีจะไม่สามารถอุทธรณ์ได้ เรื่องจึงจะไปที่ศาลปกครองเลย และหากศาลปกครองสั่งคุ้มครองชั่วคราวการยึดจะไม่เกิดขึ้น แต่จำเป็นต้องตั้งเจ้าหน้าที่เอาไว้ เพราะเมื่อรู้ผลของคดีแล้วจะมีการยึดทรัพย์จริง กรมบังคับคดีจะเป็นผู้ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม การออกคำสั่งหัวหน้าคสช. ไม่มีผลต่อการพิจารณาของศาลปกครอง เพราะศาลปกครองจะดูในส่วนเหตุของการรับผิด และการรับผิดนั้นเป็นมูลค่าความเสียหายตามเวลาขณะนั้นหรือไม่ รวมทั้งดูวิธีพิจารณาอื่นๆ เช่น การตรวจสอบ ไต่สวน เป็นธรรมหรือไม่

“นี่เป็นบทเรียน ถามว่าทำไมพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดฯ ถึงไม่ได้กำหนดหน่วยงานที่จะยึดทรัพย์ไว้ นั่นเพราะคิดว่าหน่วยงานใครหน่วยงานมันให้ยึดทรัพย์กันเอาเอง ไม่คิดว่าชาตินี้จะมีการยึดอะไรใหญ่โตมโหฬาร เพราะลำพังแค่ 10 – 20 ล้าน เขายึดได้ แต่เรื่องข้าวนั้นเป็นการยึดค่าเสียหาย ซึ่งต้องดูละเอียดมาก มืออาชีพมีอยู่แค่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กับกรมบังคับคดี แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการฟอกเงิน จึงไม่ใช่หน้าที่ของปปง. เพราะชื่อกรมบังคับคดีก็บอกแล้วว่ามีหน้าที่ไปยึดทรัพย์ แม้จะมีคนบอกว่ามีอำนาจยึดทรัพย์เฉพาะที่ศาลสั่ง ถ้าหัวหน้าคสช.สั่งจะตกไป เราจึงออกมาตรา 44” นายวิษณุ กล่าว

นายวิษณุ กล่าวว่า เรื่องนี้ที่เอาผิดผู้คุมนโยบายก่อน เพราะผู้คุมนโยบายถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลก่อน ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องรัฐบาลได้ดำเนินการอยู่ ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ และเอกชน ส่วนการเรียกค่าเสียหายกับผู้ควบคุมนโยบายแทรกแซงมันสำปะหลัง และนโยบายแทรกแซงข้าวโพด ไม่ทราบว่าเรื่องไปถึงไหน เพราะไม่เหมือนกับโครงการรับจำนำข้าว แต่จะหนักไปตรงที่นำผลิตภัณฑ์การเกษตรเข้ามาและเกิดความเสียหาย เนื่องจากระบายไม่ทัน อย่างค่าเสียหายในนโยบายแทรกแซงมันสำปะหลังจะอยู่ที่ 300 – 400 ล้านบาทเท่านั้น

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.