iFreeThai

#1 June 4, 2016 11:34 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

555 "ถ้าไม่บ้าคงไม่มายืนตรงนี้"..จริง อะ..งั้นเชิญรับยาช่องเบอร์ 1 เลย

srithanya.jpg

ข่าวสด  + * added

วันที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 26 ฉบับที่ 9320 ข่าวสดรายวัน

ไม่สงบลงไม่ได้

ใบตองแห้ง


ใบตองแห้งจบจากไหน เที่ยววิจารณ์เขาเรื่อยไป รู้อะไรจริงหรือเปล่า ถ้ามีผู้หลักผู้ใหญ่กล่าวอย่างนี้ ผมคงดีใจอิ่มทิพย์ไปหลายวัน คิดแล้วก็อิจฉาพิชัย นริพทะพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีพลังงานไม่ค่อยมีคนรู้จัก วิจารณ์เศรษฐกิจรัฐบาลนี้กลับโด่งดัง

แต่ก็เห็นใจท่านผู้นำ ท่านคงอัดอั้น กระทั่งพูดเรื่องการเมืองไทยบนเวที G77 เดือดสื่อ "เป็นพ่อผมมั้ง" ขอโทษที่พูดแรง ฝรั่งอาจฟังไม่รู้เรื่อง เอาแค่คนไทยรู้ก็แล้วกัน

ก็ไม่รู้ล่ามแปลอย่างไร Media is my father แต่ที่ฮือฮาทั้งไทยฝรั่งคือท่านบอกว่า "ถ้าไม่บ้าคงไม่มายืนตรงนี้"

10593007_1539276556288912_8948622637424451473_n.jpg *

อ๊ะอ๊ะ ไม่ได้ฉวยโอกาสตีปี๊บ ท่านรับว่าตัวเองบ้า แต่ฟังแล้วเห็นภาพพระเอกหนัง "ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด" คนจะเป็นฮีโร่ก็อย่างนี้ ต้องมีลูกห้าวระห่ำ ถึงใจชาวบ้าน จึงได้ความนิยมล้นหลาม บ้านเมืองไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ แต่อยู่ในภาวะวิปริต ก็ต้องมีผู้นำเป็นคนพิเศษ

แต่ที่น่าเห็นใจกว่าคือท่านบอกว่า ถ้าประเทศไม่สงบเรียบร้อยก็ไม่ไปไหน ตราบใดที่ยังไม่สงบก็จะอยู่ รู้ด้วยนะนักข่าวรอฟัง ตั้งใจพูดให้พาดหัวช่วยเพิ่มยอดขายหนังสือ พิมพ์ แต่พอดีผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติเอกฉันท์ ส่ง พ.ร.บ. ประชามติไปให้ศาลรัฐธรรมนูญมีงานทำ ท่านก็เลยสำทับซ้ำ ถ้าศาลชี้ว่าขัดก็เลื่อนประชามติ

แปลกแต่จริง ไม่ยักมีใครตื่นเต้น ที่ท่านบอกว่าไม่สงบก็อยู่ต่อ อยากอยู่ก็อยู่ไป อยู่ยาวแค่ไหนไม่ว่ากัน เพราะดูเหมือนไม่ต่างเท่าไหร่ อยู่อย่างนี้ก็ไม่แน่ว่าอะไรจะดีขึ้น มีรัฐธรรมนูญใหม่ มีเลือกตั้ง ก็ไม่แน่ว่าอะไรจะดีขึ้น

จริงนะครับ ถ้าพูดสำหรับฝ่าย "ไม่รับ" เพราะประชามติผ่านท่านก็อยู่ต่ออีกปี มีเลือกตั้งแล้วก็ยังมี ส.ว.แต่งตั้ง มีกลไกต่างๆ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่รู้มีเลือกตั้งทำไม สู้ไม่รับแล้วให้ท่านตัดสินใจเองดีกว่า

หรือถ้าหันไปดูกองเชียร์ "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" ตอนนี้ก็ดูหมดหวังซังกะตาย สปช. สปท.มีแต่ข้อเสนอมากมาย ปฏิรูปตำรวจก็โวยวายว่าซื้อขายตำแหน่ง จน ผบ.ตร.ตั้งคนตาย จึงพิสูจน์ได้ว่าผีไม่ซื้อขาย

สถานการณ์วันนี้หลังครบ 2 ปี พูดให้ถูกไม่ใช่ "ไม่สงบก็ไม่ลง" แต่เป็น "ไม่สงบก็ลงไม่ได้" เสียมากกว่า อ้าว จะลงจากหลังเสือยังไงละครับ ถ้ายังมีเชื้อไม่พอใจ นักการเมืองกลับมามีอำนาจเมื่อไหร่ เดือดร้อนแน่ ไม่เห็นหรือ "อีปู" ไปอีสาน BBC รายงานว่ายังกะ Rock Star

อย่าว่าแต่นักการเมืองเลย กระทั่งหมอประเวศ วะสี ยังแว้งกลับ หาว่าทหารยึดอำนาจทำประเทศชาติยุ่งยาก เที่ยวไปเล่นงานเครือข่ายตระกูล ส. ซึ่งมีแนวร่วมมากมาย

คสช.ตั้งความหวังไว้ว่าจะยึดอำนาจเพื่อปกป้องชาติและสถาบันสำคัญ เร่งใช้เวลาสั้นๆ ขจัดความแตกแยก จัดระเบียบ "คืนความสุข" เพื่อรักษาโครงสร้างอำนาจเดิม โดยหวังว่าจะทำได้แล้วกลับเข้ากรมกอง

คำถามคือถ้าทำไม่ได้แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าไม่สามารถสยบความตื่นตัวประชาธิปไตย ถ้าไม่สามารถสร้างความพึงพอใจให้คนส่วนใหญ่ เพียงแต่ใช้อำนาจกดทับไว้ให้แสดงออกไม่ได้ (รอจน "อีปู" ไปทัวร์จึงแห่มาให้กำลังใจล้นหลาม)

หรือถ้าการใช้อำนาจยิ่งทำให้คนรักประชาธิปไตยไม่พอใจ หรือแม้แต่คนที่เคยสนับสนุนก็ไม่พอใจ อย่าง NGO นกหวีดทั้งหลาย แล้วพากัน "จดบิล" ไว้

หนักไปกว่านั้น แม้แต่คนที่เชียร์ทุกวันนี้ ก็อาจเชียร์เพียงเพราะไม่มีที่พึ่ง หวังพึ่ง ม.44 ไปวันๆ สถานการณ์เปลี่ยนเมื่อไหร่ แน่ใจนะว่าพวกนี้ยังปกป้อง

ใครก็ประเมินผลงาน คสช.ได้ไม่เท่าตัวเองหรอกครับ 2 ปีผ่านไป เห็นทางออกหรือยัง จะลงจากหลังเสือได้เมื่อไหร่ อย่าคิดนะว่ารัฐธรรมนูญพึ่งได้ ต่อให้เป็นนายกฯ คนนอก ต่อให้มีส.ว.แต่งตั้ง แต่ไม่มี ม.44 เอาอยู่ไหม

ใช่เลย ตอนนี้ดูเหมือนท่านรู้ตัว เปิดรับฟังนักการเมือง อนุญาตให้เดินทางไปต่างประเทศ เลิกใช้คำว่า "ปรับทัศนคติ" เลิกใช้ค่ายทหาร แต่ถามว่าเพียงพอหรือกับความต้องการสิทธิเสรีภาพ ซึ่งที่สำคัญคือของประชาชน ไม่ใช่แค่นักการเมือง

ประชาชนไม่ได้ต้องการไปนอก ประชาชนต้องการแสดงออก ต่อประชามติ ต่อคำสั่ง ต่อการตัดสินใจต่างๆ และต้องการความยุติธรรม ไม่ใช่ล้อเลียนเป็นอาชญากรรม ยืนเฉยๆ ก็มีความผิด มอบช่อดอกไม้ก็มีความผิด

ถ้าคิดจะปลดล็อก ถ้าคิดจะผ่อนคลาย ก็ต้องหันหน้ามาหาประชาชน ลงได้ลงไม่ได้ก็อยู่ที่ประชาชน ลงไปแล้วจะอยู่สงบสุขไหม ก็อยู่ที่ประชาชนนี่แหละจะว่าอย่างไร

Image.aspx?ID=2658159 *

1396777781-5yew-o.jpg *

1393645475-329-o.jpg *


Harlem Shake โรงพยาบาลบ้า! *

...........


http://thaienews.blogspot.com/2016/06/blog-post_77.html

วันเสาร์, มิถุนายน 04, 2559

ถั่วฝักยาวในปากกูแทบพุ่ง ... เมื่อปาก (สมอง?) ของทั่นผู้นำทำงาน

13321828_1696647510598339_8759900775035627728_n.jpg

ความเห็นจากเน็ต...

เพิ่มนิด จำได้ตะกี้ตอนนั่งกินข้าว " อย่ามาตกกรุงเทพนะการจราจรติดขัดอีกเดียวเปียก" ถั่วฝักยาวในปากกูแทบพุ่ง
.....

จะพูดออกให้คนอื่นตลก แต่เป็นตลกโง่ๆที่ไม่เหมาะการเป็นผู้นำจริงๆ
.....

ชาวนาเลวตรงไหนว๊ะไอ้สาด
.....

เพลียกับความคิดท่านผู้นำ..วิสัยทัศน์เท่าหางอึ่งยังหน้าด้านคิดจะอยู่ต่ออีก..จับผ่ากระโหลกเอาขี้เลื่อยออกมั่งก้ดี


http://thaienews.blogspot.com/2016/06/blog-post_4.html

วันเสาร์, มิถุนายน 04, 2559

ผู้นำที่ขาด"วุฒิภาวะ"

13335896_1017086121674341_1782204869327745343_n.jpg

นายกรัฐมนตรีจะ “ขาดวุฒิภาวะ” มากน้อยกว่าที่ Watana Muangsook ‘จวก’ ไว้บนเฟชบุ๊คเมื่อวาน แค่ไหนเราไม่รู้

แต่ทักษะทางวิทยาศาสตร์ชีวะละก็ น่าจะสู้ ‘น้องเพ็นกวิน’ ไม่ได้นะ

ขานั้นเดี๋ยวนี้เก่งด้านการทูตด้วยอีกแน่ะ เขียนถึงการไปสนทนากับเอกอัคราชทูตสหรัฐไว้ให้น้ำลายสอ #ชีสเค้กอร่อยมาก...เดี๋ยวค่อยเล่า

เอาเรื่องสภาพแวดล้อมชีวะวิทยาซะก่อน เห็นที่เพจ @ดัดจริตประเทศไทย อ้างไว้เมื่อ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๙

“ประยุทธ์บอกว่า ‘คนปลูกต้นไม้บนเขาเยอะๆ หายใจก็เอาอากาศเสียออกมา ป่าก็ไม่เกิด’ ที่หนึ่งของรุ่นนี่ได้มาเพราะจับฉลากหรือจับครูไปปรับทัศนคติหรือเปล่า

เวลาเขาไปปลูกต้นไม้กัน เขาคงไม่ไปตอนกลางคืนหรอก ดังนั้นเขาไปปลูกป่ากันตอนกลางวัน

ตอนกลางวันต้นไม้ต้องมีการ ‘สังเคราะห์ด้วยแสง’ (Photosynthesis)” และกระบวนการสังเคราะห์แสงต้องใช้ก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ที่มนุษย์หายใจออกมาสำหรับเป็นวัตถุดิบองค์ประกอบ

“แปลว่า ต้นไม้ชอบลมหายใจที่เป็นก๊าซเสียของมนุษย์” @ดัดจริต สรุปว่า “การที่คนหายใจมากๆ ไม่ได้ทำให้ป่าเสื่อมโทรม หรือต้นไม้ไม่โตนะ

13310566_1017084778341142_567105181324348296_n.png

รบกวนท่านกลับไปเรียนกับเด็ก ป.๖ ใหม่ หรือเชิญ อ.เจษฎาเข้าไป lecture ให้ฟัง จะได้รู้ว่าต้นไม้ใช้ก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ในการสังเคราะห์แสง แล้วคายก๊าซอ็อกซิเจนกลับออกมาให้เรา”

อย่างนี้พี่ป้อมยังจะดันให้อยู่นานๆ อีกหรือ ขายหน้าเด็กน่ะ

เด็กที่ชื่อ พริษฐ์ ชิวารักษ์ เพิ่งรับเชิญเป็นหนึ่งในแปดเยาวชนเข้าพบสนทนากับนายกลิน เดวี่ส์ ทูตอเมริกันประจำประเทศไทย ซึ่งหนุ่มน้อยเพ็นกวินเขียนเล่าว่า

13315809_1017085188341101_6224356561054539188_n.jpg

“ท่านทูตและคุณแจ็คเกอลีน ภริยาของท่านก็เชื้อเชิญพวกเราให้ไปนั่งบนโซฟารอบโต๊ะไม้ใหญ่ที่มีชุดของว่างวางเรียงราย เมื่อพวกเรานั่งลง เจ้าหน้าที่อีกกลุ่มหนึ่งก็รินน้ำชาให้พวกเรา และการสนทนาก็เริ่มต้นขึ้น”

นั่นละเป็นที่มา “ปล.2 ชีสเค้กอร่อยจริง ๆ นะ”...

อะ ช้าก่อน ยังมีมากกว่านี้อีกแยะ

“เราหารือถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในการพัฒนาการศึกษาไทย อ้างอิงจากคำพูดของท่านทูต สหรัฐอเมริกาพยายามจะวางตัวในฐานะผู้สนับสนุนการพัฒนาของประเทศไทย ในฐานะที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เราพยายามเสนอแนวทางที่เป็นไปได้ ที่อเมริกาจะช่วยพัฒนาโอกาสในการเรียนภาษาอังกฤษของเด็กไทย...

เราพูดคุยกันอีกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศ เรื่องโซเชียลมีเดีย เสรีภาพทางความคิดในสถานศึกษา การเรียนภาษาอังกฤษ การเตรียมตัวต้อนรับอาเซียน และเรื่อง STEM (Science Technology Engineering Mathematics) แน่นอนว่าผมไม่พลาดที่จะเติมประเด็นเรื่องการโยงวิชาทางสายวิทย์ให้บูรณาการกับ Civic Education”

มาถึงตอนสำคัญ “ผมได้รู้จักความเป็นมนุษย์ของท่านทูตเดวีส์มากขึ้น เขาเป็นคนพูดจาเสียงทุ้มต่ำ และตอบทุกบทสนทนาที่เราพูดด้วย เมื่อเขาพูดกับวงเขาจะแบ่งสายตามองทุกคนอย่างทั่วถึง และเมื่อเขาพูดกับคนใดคนหนึ่งรวมถึงผม สายตาของเขาก็จะจับจ้องอยู่ที่ผม

ในแววตาคู่นั้นของท่านเดวีส์ ผมเห็นเหยี่ยวที่กำลังกระพือปีก”

ไหมล่ะ diplomatic observation “จากการมองตา ผมคิดว่าเขาเป็นคน 'นักเลง' พอตัว สุขุมลุ่มลึก สุภาพแต่ทรงอำนาจ น่ายำเกรง มีพลังบางอย่างอยู่ในตัว ผมคิดว่าพลังนี้กระมังที่ทำให้ท่านทูตเดวีส์อ่านแถลงการณ์หักหน้าท่านรัฐมนตรีดอน ปรมัตถ์วินัยกลางกระทรวงการต่างประเทศได้

แต่ความน่ากลัวของเขาก็คือ เขาน่ายำเกรงเกินไป น่ายำเกรงจนผมไม่อาจล่วงรู็ได้ว่าแท้จริงแล้วเขากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ แต่อย่างไรก็ตามที เราต่างก็รู้กันดีว่าไม่มีความจริงใจในวงการทูตอยู่แล้ว...

ไม่ว่าสหรัฐอเมริกามีความจริงใจที่จะช่วยพัฒนาการศึกษาเรามากน้อยขนาดไหน อย่างน้อย ๆ มีมิตรก็ยังดีกว่ามีศัตรู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มิตรที่อย่างน้อยลมปากก็ยังแคร์สิทธิมนุษยชน”

บอกแล้วไง สำนวนและสำเนียง (มนุษยชน) ดีกว่าบักดอน

ย้อนไปที่เรื่อง ‘ขาดวุฒิภาวะ’ ตามโพสต์วัฒนา บ่งว่านายกฯ “ชอบกล่าวในโอกาสต่างๆ ว่าตัวเองไม่ใช่นักการเมือง” แต่ “นายกรัฐมนตรีคือตำแหน่งทางการเมืองที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร หากจะพูดให้ถูกต้องคือตนเป็นนักการเมืองที่ไม่เหมือนคนอื่น เพราะได้ตำแหน่งมาจากการยึดอำนาจ”

อดีตรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยยังเอ่ยถึงคดีรับจำนำข้าว ที่นายกฯ พูดพาดพิง “ว่า หากไม่ต้องฟ้องศาลจะใช้มาตรา ๔๔ สั่งจำคุกให้หมด อันเป็นการชี้นำว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด จึงเป็นการพูดที่มีอคติและขาดความรับผิดชอบ”

ทั้งที่ นายกฯ “เป็นคู่กรณีที่มีส่วนได้เสียโดยตรงทำให้นายกยิ่งลักษณ์ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการต่อสู้คดี...

ประกอบกับคดีนี้ศาลมีคำสั่งห้ามการนำเสนอข่าวที่มีลักษณะเป็นการชี้นำ นายกรัฐมนตรีจึงควรเรียนรู้และรักษามารยาทเรื่องนี้โดยเคร่งครัด”

นายวัฒนาลงท้ายว่า “ไม่ได้แสดงให้เห็นเพียงการขาดองค์ความรู้ในด้านการบริหารเท่านั้น ยังประกอบด้วยอคติและขาดวุฒิภาวะอย่างรุนแรง”

(https://www.facebook.com/WatanaMuangsoo … 5964075935)

อย่างนี้ (อีกที) มวลชนพลเมืองยังจะทนให้บิ๊กตู่ บิ๊กตือ บิ๊กตอแหลทั้งหลาย อยู่ยืดเยื้อต่อไปอีกหรือ อย่านึกว่าประชาชนไม่มีทางโต้กลับในระเบียน (โร้ดแม็พ) เผด็จการแบบ คสช. นะ

13346923_1017085058341114_1000194383603811566_n.jpg
* จะให้ถีบลงใช่ไหม เดี๋ยวช่วยกันจัดให้

ก็ประชามติรับร่าง รธน. ฉบับมีชัยนี่ละ สู้กันในเกมนิ่มๆ ก่อน เมื่อ คสช. แพ้แล้วยังด้านดันทุรังอยู่อีก ค่อยกร้าวรุกกันต่อไป ไม่ว่าลิ่วล้อ คสช. จะช่วยกันดัน ม.๖๑ พรบ.ประชามติออกมาใช้กันฝ่ายตรงข้ามหาเสียงอย่างไร

การคว่ำประชามติด้วยคะแนน ‘ไม่รับ’ ก็ยังเป็นไปได้

ดูจากข้อมูลฝ่ายรณรงค์ให้ไปออกเสียง ‘โหวตโน’ รศ.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ แจงถึงจำนวนผู้จะไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ว่ามีเท่าไร

“ถ้ายึดตัวเลขประชามติปี ๒๕๕๐ เพราะอยู่ในบรรยากาศรัฐประหารเหมือนกัน ก็น่าจะมีผู้มาใช้สิทธิ์ ๕๐-๖๐% บางคนเชื่อว่าน่าจะน้อยกว่านี้ด้วยซ้ำ เพราะปชช.เบื่อหน่ายและหวาดกลัว

(ในกรณีผู้ไปใช้สิทธิน้อย เหมาะที่จะรณรงค์ให้ไปโหวตโนมากๆ)

แต่บรรยากาศประชามติครั้งนี้ต่างจากปี ๕๐ อย่างมากคือ ปชช.ว่างเว้นการใช้สิทธิ์เลือกตั้งมานานกว่าสองปีแล้วถูกระงับการใช้สิทธิ์เลือกตั้งทุกชนิด ตั้งแต่ระดับชาติลงไปถึงเลือกตั้งอบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กรรมการหมู่บ้าน ฯลฯ บรรยากาศ รปห.ครั้งนี้กดขี่หนักกว่ารปห. ๔๙ อย่างมากมาย เศรษฐกิจย่ำแย่ถึงที่สุด

ความตกต่ำอย่างมากของคสช.ในสายตาปชช. (ยกเว้นชนชั้นกลางสลิ่มในกทม.) ทำให้การไปออกเสียงประชามติครั้งนี้ จะเป็น ‘รูระบายอารมณ์’ ให้ชาวบ้านได้แสดงออกทางการเมืองเพียงช่องทางเดียวเท่านั้น และก็จะไม่มีโอกาสเช่นนี้ไปอีกนาน (เพราะเลือกตั้งปี ๖๐ ก็ยังเลือนลางมาก)”

ก็พอดีคล้องจองกับ ‘แม่ลูกจันทร์’ ไทยรัฐ ที่ประเมินว่า “จะมีพี่น้องประชาชนตื่นตัวไปใช้สิทธิ ๗๐ เปอร์เซ็นต์” หรือจำนวนคน ๓๕ ล้าน

(http://www.thairath.co.th/content/630351)

“ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะ ‘ต้อง’ ได้คะแนนเสียงเห็นชอบ ๑๗.๕ ล้านเสียงขึ้นไป” ซึ่ง “๑๗.๕ ล้านเสียง ไม่ใช่เรื่องหมูๆ นะคุณโยม”

แม่ลูกจันทร์ตั้งกังขา แล้วยังจาระไนต่อไปถึง electoral geography จำนวนผู้ออกเสียงตามภูมิภาคต่างๆ ว่าในจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง ๕๐.๕ ล้านคน อยู่ในกรุงเทพฯ ๔.๔ ล้าน โคราช ๒ ล้าน ขอนแก่น ๑.๔ ล้าน กับอีก ๙ จังหวัดที่ผู้มีสิทธิเกิน ๑ ล้าน ได้แก่ ชลบุรี เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช อุบลราชธานี อุดรธานี บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ และสุรินทร์

รวมผู้มีสิทธิใน ๑๒ จังหวัดที่เอ่ยมาได้ ๑๗.๓ ล้านคน เกือบครึ่งของผู้มีสิทธิทั้งหมดแล้ว

ครั้นแยกจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงเป็นรายภาค ออกมาได้ว่า ภาคอีสานมากที่สุด ๒๐ จังหวัด จำนวนคน ๑๗ ล้าน ภาคกลาง ๒๕ จังหวัด จำนวนคน ๑๒.๙ ล้าน ภาคเหนือ ๑๗ จังหวัดจำนวนคน ๙.๒ ล้าน และภาคใต้ ๑๔ จังหวัด ผู้มีสิทธิเพียง ๖.๘ ล้าน

แม่ลูกจันทร์เขาจึงสรุป “ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน ต้องวัดใจพี่น้อง ๒๐ จังหวัดภาคอีสาน ๑๗ ล้านคน”

คงหมายความลึกๆ ว่าภาคเหนือ ๙ ล้านหายห่วงไปแล้ว ภาคอีสานแบ่งไป ‘โนโหวต’ เสียหน่อย และกรุงเทพฯ แบ่งมาโหวตโนเสียอีกนิด (แย่งมาจากโหวตเยส)

การคว่ำร่างรัฐธรรมนูญโดยประชามติ ไม่ใช่เรื่องยากอะไรนัก

Last edited by linc49 (June 8, 2016 10:52 AM)

Offline

#2 June 4, 2016 12:39 PM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 5,640

Re: 555 "ถ้าไม่บ้าคงไม่มายืนตรงนี้"..จริง อะ..งั้นเชิญรับยาช่องเบอร์ 1 เลย

หน้าด้านไร้ที่ติ  พ่องมันรับรอง

Online

#3 June 8, 2016 11:00 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: 555 "ถ้าไม่บ้าคงไม่มายืนตรงนี้"..จริง อะ..งั้นเชิญรับยาช่องเบอร์ 1 เลย

“ประยุทธ์” เปรียบรัฐบาล-คสช.เหมือน “พระมหาชนก” ว่ายน้ำพาคนในชาติขึ้นฝั่ง

13332954_1061589163930169_6137848987094525245_n.jpg

โถพูดออกมาได้อย่างหน้าด้านๆเลย  แต่ความจริงที่เป็น.......

ออมสินเผยหนี้เสียเพิ่มแตะ 4 หมื่นล้าน
ออมสินผวาหนี้เสียไตรมาสแรกเพิ่มแตะ 4 หมื่นล้าน เงินฝากหด 4 หมื่นล้าน สินเชื่อลดหมื่นล้าน สะท้อนเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น

S2.png

Credit ที่มา
FB  Arunwatee Kong Li Chattay

..........

สิ้นปี 59 เตือนแรงงานอาจถูกลอยแพอื้อ"แกนนำแรงงาน"อัด คสช.หยุดหลอกตัวเอง
photo.jpgjom voice

เผยแพร่เมื่อ 5 มิ.ย. 2016
นายบุญยืน สุขใหม่ ผู้ประสานงานกลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ภาคต­ะวันออก และประธานสหภาพแรงงานพนักงานไอทีเอฟ ให้สัมภาษณ์ Thaivoiecmedia กรณีการทยอยปิดกิจการ และการเลิกจ้างคนงานของหลายธุรกิจ หลายโรงงานในขณะนี้ว่า ปัญหาการเลิกจ้าง การปลดคนงานมีมาตลอดตั้งแต่ต้นปี59 และเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากนักลงทุนย้ายฐานการผลิตไปประเทศอ­ื่น ประเทศไทยไม่เป็นที่ดึงนักลงทุนอีกต่อไปโด­ยเฉพาะการเป็นรัฐบาลทหาร นักลงทุนไม่สามารถกำหนดแผนธุrԭB8กิจได้ ทุกวันนี้ คสช.สร้างภาพ หลอกตัวเองว่าเศรษฐกิจดี เศรษฐกิจขยายตัว แล้วทำไมโรงงานจำนวนมากเริ่มทยอยปิดตัว คนงานถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เรียกได้ว่าผู้ใช้แรงงานในทุกสาขาอาชีพมีโ­อกาสที่จะตกงาน และถูกเลิกจ้างได้พอ ๆ กันภายในสิ้นปีนี้

Offline

#4 June 8, 2016 11:15 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: 555 "ถ้าไม่บ้าคงไม่มายืนตรงนี้"..จริง อะ..งั้นเชิญรับยาช่องเบอร์ 1 เลย

http://thaienews.blogspot.com/2016/06/blog-post_44.html

วันพุธ, มิถุนายน 08, 2559

คำถามถึงธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าวันนี้ทำอะไรอยู่?

13315733_10207940624127130_329442777518105604_n.jpg

ที่มา FB
1426267_10206785072879071_20135630130357919_n.jpg?oh=934c656efd904defba4e521e2fe7949e&oe=5807860F
Sataporn Pansak

ผมอยากตั้งคำถามถึงธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าวันนี้ทำอะไรอยู่?

คำถามที่ 1
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วธนาคารทหารไทยออกมาประกาศอัตราดอกเบี้ย 0% (กลับมาแก้ไขใหม่ในอัตรา 0.125%) ทำเอาคนฝากเงินตื่นตระหนกกันไปทั่ว แต่ในความเป็นจริงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินมานานแล้ว ทำให้คนที่พึ่งพิงรายได้จากการออมเงินกับธนาคารนั้นไม่สามารถทำได้ ต้องไปมองหาการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงมากเช่นการลงทุนในตลาดทุน ที่มีการเก็งกำไร มีเจ้ามือมากมาย หุ้นปั่นหุ้นเก็งกำไร ลงทุนในสหกรณ์ก็โดนโกง แชร์ลูกโซ่ ทั้งในรูปแบบ Forex, Trust, Money Game สารพัด ธปท.รวมถึง ก.ล.ต. ไม่ได้ดำเนินการการป้องกันความเสี่ยงใดๆให้กับประชาชน อย่างเพียงพอ ถ้าประชาชนทั่วไปถูกหลอกถูกโกงเอาเงินเก็บที่จะเอาไว้ใช้ยามเกษียนไปหมด เค้าจะอยู่กันอย่างไร..

คำถามที่ 2
Spread ระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และดอกเบี้ยเงินกู้ของไทยนั้นสูงไปไหม? 7.12%

ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ของประเทศอื่น(เอามาเปรียบเทียบให้ดู)

ญี่ปุ่น 1.1 %
อาร์เจนติน่า 1.4 %
เกาหลีใต้ 1.7 %
แคนาดา 2.6 %
สวิตเซอร์แลนด์ 2.7 %
อิสราเอล 2.9 %
ออสเตรเลีย 3.1 %

ต้นทุนเงินของธนาคารต่ำมากแทบจะเรียกว่าได้มาฟรีๆ แต่เอามาปล่อยกู้ ในอัตราที่สูงมาก (ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี MLR= 6.25%) ถือว่าความเสี่ยงต่ำมากๆ ยังเจอเรทที่สูงขนาดนี้ ถ้าเป็นลูกค้าบุคคล (Personal Loan) เจออัตราดอกเบี้ย 18% แทบจะทุกๆการทำกิจกรรมกับธนาคาร เราต้องเสียค่าธรรมเนียมยุบยิบ ขนาดทำออนไลน์ ซึ่งลดค่าใช้จ่ายของธนาคารลงเรายังเสียค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม

ผมรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมในการที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากมี Spread ที่ห่างเกินไป กำไรสุทธิของธนาคารปีนึงๆหลายแสนล้านบาท (ทุกธนาคารรวมกัน) มันเยอะไปหรือไม่ สิบปีผ่านไปมันคือกี่ล้านล้านที่ธนาคารได้กำไรจากประชาชนคนไทยไป และผู้ที่ถือหุ้นใหญ่ๆในธนาคารพานิชย์ทุกวันนี้มันไม่ใช่คนไทย มันคือทุนต่างชาติทั้งนั้น (หาข้อมูลได้จากตลาดหลักทรัพย์) ทุกวันนี้คนไทยทำงานหาเงิน ตั้งใจกับชีวิต เพื่อส่งดอกเบี้ยให้นายทุนต่างชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย คิดจะทำอะไรเพื่อคนไทยบ้างหรือไม่

ผมอยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สังคมควรช่วยกันเรียกร้อง ถ้าคุณยังผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิต

อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงธนาคารกสิกรไทย
วันที่ 6 มิ.ย. 2559
http://www.kasikornbank.com/TH/RatesAnd … nding.aspx

ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในแต่ละประเทศ อ้างอิง
http://whereisthailand.info/2012/04/int … te-spread/

*  สงสัย อยากถามว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย มีหน้าที่อะไร และรับใช้คนทั้งประเทศอย่างไร ในหน้าที่นั้น ...ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยทำเพื่อใคร และ อยากถามว่า สมาคมธนาคาร มีเงินอุดหนุน ตำแหน่งผู้ว่าหรือไม่ ....จึงทำเยี่ยงนี้ ..5555...สำนวนโขน..โบราณ

.........

http://thaienews.blogspot.com/2016/06/0-0.html

วันพุธ, มิถุนายน 08, 2559

ดอกเบี้ยเงินฝาก 0% โอวว...ต้องไปดูว่า ประเทศที่ดอกเบี้ยเงินฝาก 0% แบบญี่ปุ่นเขามีชีวิตกันอย่างไร...

photo.php.jpeg

ดอกเบี้ยเงินฝาก 0%

ข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- จันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2559 00:00:26 น.

นายสบาย

ในระหว่างที่ม็อบ กปปส.กำลังชัตดาวน์กรุงเทพฯ เพื่อทำให้รัฐบาลของ "ปูยิ่งลักษณ์-เดี้ยง ไปไม่เป็น บริหารประเทศไม่ได้ โดยมีนักการเมืองหลายคนร่วมแอ็กชั่นด้วยนั้น นักการเมืองอีกคนหนึ่ง"พิชัย นริพทะพันธ์" ได้พูดผ่านสื่อเตือนว่า มันจะเกิดรัฐประหารนะ ซึ่งหากเกิดแล้วชาติบ้านเมืองจะเสียหายมาก โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ ชาติบ้านเมืองอื่นที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยจะไม่มาค้าขายด้วย เพราะเป็นกฎหมายของแต่ละประเทศ

แล้วมันก็จริง วันนี้ประเทศไทยเดินถึงจุด "ฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์ท่านให้ดอกเบี้ย 0 เปอร์เซ็นต์" แม้จะแค่ 3 วัน 1 มิ.ย.2559 แล้ว 3 มิ.ย.แบงก์ทหารไทยก็ประกาศกลับลำมาให้ดอกเบี้ยเท่าเดิม 0.125% แต่มันก็ได้เป็นเหตุการณ์ที่คนไทยทุกชั้นวรรณะนำไปพูดถกกันมากที่สุดว่า คนไทยกำลังเจอกับอะไร

ข้อเขียนของ"ภาววิทย์ กลิ่นประทุม" ที่เขียนลงในโซเชียล เมื่อ 4 มิ.ย.2559 เป็นข้อเขียนที่ผู้คนมีการแชร์ส่งต่อกันอย่างลึ่มที่สุด และเพราะหน้านี้เป็นหน้าทันสมัยที่สุด ก็ไวสิ ลอกมาลงเพื่อให้คนไทยได้อ่านด้วยกัน
Pawawit Stock Comment "จะใช้ชีวิตอย่างไร ในยุคดอกเบี้ยเงินฝากสูงสะใจ 0%"

13344565_10153540541296316_5377642108160172978_n.jpg

โอวว...ต้องไปดูว่า ประเทศที่ดอกเบี้ยเงินฝาก 0% แบบญี่ปุ่นเขามีชีวิตกันอย่างไร...ประเทศไทยซึ่งโดยรวมเรารวยน้อยกว่าเขา ก็อาจจะลำบากกว่าญี่ปุ่นอีกสักหน่อย ดังนี้

1."คนสูงอายุอาจต้องกลับมาทำงาน" ในญี่ปุ่นเราจะเห็นคนสูงอายุที่เดิมทีมีเงินเก็บ แต่พอเงินฝากไม่มีดอกเบี้ยก็เลยใช้จ่ายกินเงินก้อนหมดไปเรื่อยๆ...คิดในแง่ ดีก็คือได้ออกกำลังกายร่างกายแข็งแรง

2."เงินเฟ้อแฝง จะสูงขึ้นอีก" หลายคนไม่ทราบว่าเงินเฟ้อแฝงก็คือ "ค่าครองชีพ" การที่ดอกเบี้ยเงินฝากไม่มี ไม่ได้แปลว่า ค่าครองชีพจะไม่เพิ่ม...มันแปลว่า ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นเสมอ เงินที่เรามีจะซื้อของได้น้อยลงเรื่อยๆ เสมอ และไม่สามารถฝากเงินกินดอกแบบคนในยุคก่อน

3."อิสรภาพทางการเงินจะเริ่มไกลเกินเอื้อมสำหรับคนทั่วไป" เราคุยเรื่องอิสรภาพทางการเงินคือมี Passive Income มากกว่าค่าใช้จ่าย โดยที่เราไม่ต้องทำงาน...ซึ่งเดิมทีการฝากเงินธนาคารก็ยังพอมีดอกเบี้ยบ้าง แต่ยุคต่อไปถ้าเราลงทุนไม่เป็น หรือออมในหุ้นปันผลไม่เป็น เราอาจต้องทำงานจนตาย ไม่มีคำว่าอิสรภาพทางการเงิน

4."คนจะใช้จ่ายน้อยลง เงินจะหายากขึ้น" ถ้าดอกเบี้ย 0% ก็เท่ากับว่า คนที่มีเงินฝากทั้งหมดไม่ได้ดอกเบี้ย ซึ่งปกติเงินตรงนี้เป็นแสนๆ ล้านบาทต่อปี...ลองคิดดูว่า เงินที่หายไป จะทำให้กำลังซื้อและใช้จ่ายของคนจะลดลงไปด้วย ก็ไม่ต่างจากญี่ปุ่นที่ติดกับดักตรงนี้มา 20 ปีแล้ว

5."สินทรัพย์ต่างๆ จะราคาไม่ลง เพราะคนมีเงินก็ไม่มีเหตุผลที่จะถือเงินสด" พูดง่ายๆ คือ เงินจะไหลออกจากธนาคารที่ดอกเบี้ยไม่มี ไปอยู่ในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น ลงทุนออมหุ้นปันผลแล้วได้ปันผลแทนดอกเบี้ย, ลงทุนในกองทุน, ลงทุนในอสังหาฯ ให้ได้ค่าเช่า...ทำให้ราคาสินทรัพย์เกินเอื้อมมากขึ้นเรื่อยๆ...ก็ดูง่ายๆ สมัยก่อนทำงานไม่กี่ปีก็ซื้อบ้านได้แล้ว เดี๋ยวนี้ผ่อน 30 ปี ได้คอนโดฯ ห้องเดียว ที่ดินก็ไม่มี

6."สังคมจะแตกต่างมากขึ้น" ยุคนี้คนลงทุนเป็นจะรวยขึ้น ในขณะที่คนที่ลงทุนไม่เป็นจะจนลงโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลย...ความแตกต่างสังคม จะมากขึ้นไปอีก

7."เงินจะเหนือเรามากขึ้น" ยุคที่เงินหายาก คนส่วนใหญ่จะทำทุกอย่างเพื่อเงิน ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินโดยไม่สนวิธีการ และไม่แคร์ผลที่ตามมา ขอเพียงแค่ได้เงิน...เงินซื้อใครก็ได้ ซื้ออะไรก็ได้!!

8."ครอบครัวจะแตกแยกมากขึ้น" ยุคที่แล้วทั้งพ่อและแม่ทำงาน Dual Income ไม่มีเวลาดูแลลูก ปัญหาสังคมยังสูงขนาดนี้ ทั้งปัญหาเด็ก และปัญหาการหย่าล้าง...ถ้าทั้งพ่อและแม่ทำงานยังหาเงินไม่พอปัญหานี้จะเลว ร้ายขึ้นอีก

9."คอรัปชั่นและการโกงจะมากขึ้น" จากข้อ 7 ที่คนจะยอมทำทุกอย่างเพื่อเงิน จะเกิดปัญหาตรงนี้ตามมา

10."หลังจากยุคดอกเบี้ย 0% ทุกอย่างจะแย่ลงไปอีก"

หลายคนอาจจะคิดว่า พอดอกเบี้ย 0% แล้วเดี๋ยวชีวิตอาจจะดีขึ้น...ใช่!! แต่ก่อนที่มันจะดี มันจะแย่ลงกว่านี้ก่อน

...ที่ดอกเบี้ยลง 0% ก็เพราะสภาพคล่องมันล้นระบบ แต่เงินที่ล้นระบบมันอยู่ในมือคนรวยซึ่งเป็นคนจำนวนน้อยที่ไม่ค่อยใช้จ่าย พอการใช้จ่ายน้อย ของก็ขายไม่ได้ เศรษฐกิจก็แย่ คนก็ตกงาน...พอเศรษฐกิจแย่ คนที่กู้เงินมาก็จ่ายหนี้ไม่ไหว บริษัทต่างๆ ก็เป็นหนี้รุงรัง...ทางแก้ก็คือ คนที่เป็นหนี้และบริษัทที่เป็นหนี้ต้องเจ๊งก่อน ระบบถึงจะกลับมาเริ่มใหม่ (ถ้าดูญี่ปุ่น ก็แย่แบบนี้มาตั้งแต่ปี 1980 วันนี้ก็ยังคงดอกเบี้ย 0% แย่แบบเดิม)

ลองคิดซิครับว่า "แล้วเราจะปรับตัวยังไงในยุคแบบนี้" ทางแก้ที่ผมพอจะคิดได้ คือ เราศึกษาเรื่องการลงทุน แม้ดอกเบี้ยเงินฝากจะไม่มี แต่เราสามารถลงทุนได้เงินปันผล ได้ Passive Income แทนดอกเบี้ย เช่น ออมหุ้นปันผล ...ก็ลองศึกษากันดูครับ เอาใจช่วย!!

ภาววิทย์จ๊ะ ขอถามแทรกนิดนึงนะ ตอนนี้จะเอาเงินที่ไหนซื้อกิน

Last edited by linc49 (June 8, 2016 11:17 AM)

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.