iFreeThai

#1 June 22, 2016 8:57 AM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,770
Website

สหรัฐยังอยากให้ทักษิณ ชินวัตร กลับเข้ามามีอำนาจในไทย

สหรัฐยังอยากให้ทักษิณ ชินวัตร กลับเข้ามามีอำนาจในไทย เพื่อสานต่อนโยบายการกลับเข้าสู่เอเชีย (Pivot to Asia)ของสหรัฐ ให้ประสบผลสำเร็จ โดย...ประพันธ์ สานแสงทอง

หากติดตามนโยบายต่างประเทศสหรัฐนับตั้งแต่นายแอช คาร์เตอร์ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีกลาโหมจะพบว่าสหรัฐมีเข็มมุ่งหันมายังเอเชีย (Pivot to Asia) หลังจากไปถล่มตะวันออกกลางให้เห็นซากตึกในประเทศต่างๆมาแบบย่อยยับแล้ว

เป้าหมายสำคัญของสหรัฐก็คือการกำจัดไม่ให้อิทธิพลของจีนทั้งด้านการทหาร,ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ขยายมายังประเทศเพื่อนบ้านทั้งเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เราจะเห็นได้หนักในการก่อกวนจีนก็คือการพยายามขยายความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ด้วยการอ้างว่าจีนฮุบหมู่เกาะสแปรทลี การสร้างกองทัพขึ้นในปะการังเทียม ฯลฯ จนกระทั่งจีนขู่เอาจริงใครล้ำน่านน้ำเข้ามาเป็นเจอดี

จากงานเขียนชื่อ “สหรัฐเข้าแทรกแซงประเทศไทยช่วยทำให้กรุงเทพฯ-มอสโคว กระชับสัมพันธ์กันแน่นขึ้น(US Meddling in Thailand Boosts Bangkok-Moscow Ties) โดยโทนี คาร์ตาลุซซี นักวิเคราะห์ชาวอเมริกันที่ประจำอยู่กรุงเทพฯ โทนีเขียนบทความนี้ไว้ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2016 แต่ เมื่อกลับไปอ่านแล้วยังทันสมัยอยู่ เพราะมีพฤติกรรมหลายประการที่เกิดขึ้นตามมาในเดือนมิถุนายน 2016

ข้อเขียนของโทนี เขาเริ่มไว้ว่า  อิทธิพลของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียมีดังนี้

1.ผู้ปกครองที่เป็นรัฐบาลหุ่นของสหรัฐในฟิลิปปินส์และญี่ปุ่นครองอำนาจมายาวนาน ขณะที่เมียนมาร์ ก็เริ่มที่จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐและยุโรป โดยเธอผู้นั้นคือออง ซาน ซูจี  ที่มีอิทธิพลทางการเมืองเหนือเมียนมาร์ในปัจจุบัน

2.มาเลเซียและอินโดนีเซียเลือกที่จะเข้าสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนมากกว่าสหรัฐ เพื่อว่า 2 ประเทศนี้จะได้ผลประโยชน์แลกเปลี่ยนด้านการสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน,การเข้ามาค้ำยันกับเขตการค้าเสรี (หมายเหตุผู้เขียน-อาทิเช่นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคแปซิฟิก PTT  เป็นต้น) รวมทั้งข้ออ้างว่าเป็น “หุ้นส่วนทางทหาร” ทั้งๆที่เรื่องทหารเป็นไปในด้านเดียวของสหรัฐมากกว่าอื่นใด

3.ประเทศไทยพบว่าตัวเองกลายเป็นจุดศูนย์กลางของการมุ่งสู่เอเชียของสหรัฐ มองทั้งจากแง่ของภูมิศาสตร์,ประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์  นโยบายของไทยคือการหลีกเลี่ยงที่จะเป็นเมืองขึ้นของทั้งสหรัฐและยุโรป เพราะมีความพยายามที่จะสร้างความสมดุลย์ให้เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะด้านกองกำลัง   

ยิ่งไปกว่านั้นในห้วงเวลา 10 ปีที่การเมืองไทยไร้เสถียรภาพนั้น เกิดขึ้นจากทักษิณ ชินวัตร หุ่นของสหรัฐโดยตรงที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2001-2006 จากนั้นน้องเขยและน้องสาวเข้ามารับหน้าที่จนถึงปี 2014 ตัวเขาและพรรคการเมืองของเขาก็ถูกถอดออกจากอำนาจด้วยการทำรัฐประหารแบบสันติของทหาร

4.ในระหว่างที่ทักษิณ ชินวัตร อยู่ในอำนาจนั้นเขารับใช้ผลประโยชน์ของตะวันตกอย่างดีด้วยการส่งทหารไทยไปร่วมรบในสงครามที่ผิดกฎหมายที่สหรัฐส่งกองกำลังบุกเข้ายึดครองอิรักในปี 2003 , อนุญาตให้ CIA เข้ามาทำโครงการอันเลวร้ายในแผ่นดินของไทย (ไม่ทราบว่าโครงการทรมานนักโทษเหมือนกัวเตนาโมหรือไม่) รวมทั้งความพยายามที่จะเปิดให้มีเขตการค้าเสรีระหว่างไทย-สหรัฐโดยปราศจากความเห็นชอบของรัฐสภา

สหรัฐต้องการให้ตระกูลชินวัตรกลับมามีอำนาจ

5.นับตั้งแต่ทักษิณ ชินวัตร ถูกถอดพ้นอำนาจในปี 2006 เขากลับได้รับการสนับสนุนจากบริษัทล้อบบี้ขนาดใหญ่ของวอชิงตัน รวมทั้งกลุ่มคาร์ลีล (Carlyle Group)ที่นายเจมส์ เบเกอร์อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐมีส่วนร่วม, Barbour Griffith & Rogers, Robert Amsterdam และกลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่เคนเนธ เอเดลแมน (Neo-Conservative Kenneth Adelman)

ประการนี้เป็นที่ชัดเจนว่าสหรัฐต้องการที่จะผลักดันให้ตระกูลชินวัตรกลับเข้าสู่อำนาจไทยอีกหรืออย่างน้อยก็ใช้แนวร่วมของทักษิณทำให้ประเทศไทยอ่อนแอและแบ่งแยกเท่าที่จะเป็นไปได้ สหรัฐจะได้กลับเข้ามายืนในภูมิภาคนี้ได้มากขึ้น

ประเด็นนี้ให้มองดูการเคลื่อนไหวของ แนวร่วมทักษิณที่ “กำลังแยกกันเดินรวมกันตี” ดังนี้

1.อดีตผู้บริหารพรรคเพื่อไทยกว่า 10 คนดาหน้ากันออกมาชูป้ายไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะนำออกทำประชามติ วันที่ 7 สิงหาคม 2016

2.กลุ่มนปช.หรือคนเสื้อแดงดาหน้ากันออกมาเพื่อจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ เพื่อสร้างกระแสการเมืองให้เกิดขึ้น  เมื่อจัดตั้งไม่ได้ก็เข้าร้องเรียนองค์การสหประชาชาติกล่าวหาว่าคสช.และรัฐบาลละเมิดสิทธิมนุษยชนพวกเขา

3.สหรัฐเข้าแทรกแซงประเทศไทยโดยตรงในเรื่องกฎหมายอาญามาตรา 112 (เป็นกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงของประเทศ) เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2015 ที่นายกลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้จนถูกกลุ่มคนไทยไปรวมตัวกันประท้วงถึงหน้าสถานทูต

เท่านั้นยังไม่พอเมื่อนายกลิน เดวีส์ เข้าพบนายดอน ปรมัตถ์วินัย  รัฐมนตรีต่างประเทศเมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 12 พฤษภาคม 2016 ที่กระทรวงการต่าง ประเทศ ทั้งสองมีการหารือกันนานประมาณ 1.30 ชั่วโมง  ต่อมานายดอนเปิดโอกาสให้นายเดวีส์ให้สัมภาษณ์และตอบคำถามของสื่อมวลชนก่อน

ในช่วงต้นนายเดวีส์พูดถึงประเด็นที่มีการหารือกับนายดอนคือเรื่องทะเลจีนใต้และเรื่องสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย พร้อมกับขอบคุณนายดอนที่ได้มีการพูดคุยหารือกันอย่างตรงไปตรงมา

สหรัฐเข้ามาจุ้นจ้านกิจการของไทย

ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องที่สำนักข่าวเอเอฟพีเสนอข่าวว่าสหรัฐได้ประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ นายเดวีส์ตอบว่าสหรัฐห่วงกังวลอย่างยิ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมกับย้ำจุดยืนที่ได้พูดไปโดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐแล้วว่าสหรัฐห่วงกังวลกับการจับกุมนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและเห็นว่าควรต้องมีการเปิดพื้นที่ทางการเมือง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นขัดต่อพันธกรณีของไทยตามหลักสากล

หลังนายเดวีส์ให้สัมภาษณ์เช่นนั้น นายดอนเรียกเอกสารจากเจ้าหน้าที่มาดูก่อนที่จะสอบถามนายเดวีส์อีกครั้งซึ่งนายเดวีส์ยืนยันว่า แคทรีนา อดัมส์ คือโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งขัดกับการชี้แจงของกระทรวงการต่างประเทศไทยก่อนหน้านี้

จากนั้นนายเดวีส์หยิบเอกสารขึ้นมาอ่านต่อหน้าสื่อมวลชนและให้เจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐแปลให้สื่อมวลชนฟังเป็นภาษาไทยว่า “สหรัฐรู้สึกไม่สบายใจกับเหตุการณ์จับกุมเมื่อเร็วๆ นี้ เกี่ยวข้องกับการโพสต์ข้อความออนไลน์ รวมถึงการจับกุมมารดาของนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งขัดแย้งกับพันธกิจของไทยต่อนานาชาติ ไม่เป็นการเคารพเสรีภาพในการแสดงออกและสร้างบรรยากาศของการข่มขู่ และทำให้เกิดการเซนเซอร์ตัวเอง”

นายเดวีส์กล่าวต่อว่า “การข่มขู่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและครอบครัว ทำให้เกิดความวิตกกังวลและห่วงใยอย่างยิ่งต่อพันธกรณีของไทยที่ต้องเคารพเสรีภาพในการแสดงความเห็น สหรัฐยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น การจำกัดเสรีภาพขั้นพื้นฐาน การจำกัดสิทธิในการแสดงความเห็น สิทธิในการชุมนุม รวมถึงการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร”

“สหรัฐเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยินยอมให้มีพูดคุยกันอย่างเปิดเผย และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในอนาคตทางการเมืองของประเทศ ซึ่งรวมถึงการร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติในเดือนสิงหาคม เราขอเรียกร้องและกระตุ้นให้ไทยยกเลิกข้อจำกัดต่างๆ เหล่านี้”นายเดวีส์กล่าว และว่า “นี่คือจุดยืนและท่าทีของสหรัฐในขณะนี้ พร้อมกับขอบคุณรัฐบาลไทยอีกครั้งที่มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนควาเห็นในเรื่องต่างๆ ซึ่งรวมถึงสิทธิมนุษยชนในไทย ทั้งยังขอบคุณสื่อมวลชนที่ทำงานเพื่อประชาชนและย้ำว่าสื่อมวลชนมีหน้าที่ในการสื่อความจริงให้ประชาชนได้รับทราบ สหรัฐให้ความเคารพกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน”

นายดอนบอกนายเดวีส์ไม่ได้หยิบยกตอนพูดคุยกัน

หลังนายเดวีส์อ่านเอกสารที่เตรียมมาจบ นายดอนย้ำว่า นายเดวีส์ไม่ได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาพูดคุยกับตนระหว่างการหารือกันแต่อย่างใด นายเดวีส์จึงพูดอีกครั้งว่า ยืนยันว่าตนไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นพูดกับนายดอน แต่พูดกับสื่อเพื่อแสดงจุดยืนของรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่ในการหารือกับนายดอนก็ได้พูดคุยกันในหลายเรื่องรวมถึงเรื่องสิทธิพลเมืองและรับว่าสหรัฐไม่ได้ใช้คำว่าประณามไทย

สหรัฐไม่สนใจเรื่องเสียมารยาททางการทูต

กรณีของนายกลิน ที.เดวีส์จะเห็นได้ว่าเขาไม่ได้สนใจเรื่องมารยาททางการทูต เพราะเขาต้องรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐเช่นการเข้าไปคุยกันเรื่อง 1.ทะเลจีนใต้ฃ 2.เรื่องสิทธิพลเมืองต้องการเปิดทางให้กลุ่มที่นิยมชมชอบทักษิณ ชินวัตร มีพื้นที่แสดงออก ด้วยการอ้างพันธกรณีตามหลักสากล

ทางออกของประเทศไทยจะรับมืออย่างไร

เมื่อเห็นชัดเจนแล้วว่าสหรัฐไม่ได้มีความหวังดีแท้จริงกับมิตรประเทศอย่างไทย แต่ ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง  ประเทศไทยก็สามารถใช้ศักยภาพที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียนดำเนินการตามที่ตนเห็นสมควร ดังนี้

1.การหันไปคบค้ากับประเทศจีนและรัสเซีย เป็นการเปิดกว้างหามิตรเพิ่มเติม ทั้ง 2 ประเทศก็เป็นชาติมหาอำนาจไม่น้อยกว่าสหรัฐ  ตัวอย่างเช่นกรณีประเทศซีเรีย เมื่อรัสเซียได้รับเชิญเข้าไปจัดการกับกลุ่มไอซิส  ประเทศสหรัฐก็ได้แต่ยืนมองตาปริบๆ

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2016 พลเอกมาร์ค มิลลีย์ เสนาธิการทหารบกสหรัฐยอมรับว่ามี 4 ประเทศที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงสหรัฐประกอบด้วยรัสเซีย,จีน,อิหร่านและเกาหลีเหนือ  แม้ว่าจะไม่ได้มีการจัดอันดับ แต่เสนาธิการทหารบกสหรัฐยอมรับว่ารัสเซียหมายเลข 1 ในบรรดา 4 ประเทศ

mark_miley_army_chief_of_st.jpg

พล.อ. Mark A. Milley เสนาธิการทหารบกสหรัฐ  (US Army/Monica King)

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

2.ในกรณีจีนนั้นประเทศไทยลงนามในสัญญาการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง  ส่วนรัสเซียที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาและคณะ เดินทางไปตอนต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีการติดต่อเรื่องสินค้าเกษตรและอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่รัสเซียต้องการ หลังจากรัสเซียถูกสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาประกาศแซงชั่นรัสเซียหลังจากรัสเซียบุกเข้าไปประเทศยูเครน

3.ประเทศไทยมีระบบกฎหมาย เมื่อใครทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดีอาทิเช่นทำผิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 หากเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินคดีก็จะผิดมาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่  ดังนั้นหากไม่ต้องหากไม่ต้องการถูกดำเนินคดีก็อย่าทำผิดกฎหมาย

จะต้องตั้งคำถามไปยังสหรัฐด้วยว่า ประเทศสหรัฐมีการใช้ปืนสังหารกันมากมายที่สุดในโลก  ล่าสุดก็คือที่เกิดที่เมืองออร์แลนโด้ รัฐฟลอริด้า ถามกลับไปว่าสหรัฐสามารถที่จะแก้ไข The Second Amendment ในรัฐธรรมนูญของตัวเองได้หรือไม่เพื่อที่จะไม่ให้คนอเมริกันครอบครองอาวุธปืน,พกพาอาวุธปืน และให้ทูตกลิน เดวีส์ ตอบคำถามนี้ เพราะอยากมาวิจารณ์มาตรา 112 ดีนัก

3.คสช.และรัฐบาลจะต้องจัดหน่วยชี้แจง-ตอบโต้เหมือนหน่วยประชาสัมพันธ์ ด้วยการรวมเอา“มือฉมัง”ในกระทรวงการต่างประเทศมาร่วมกับ“มือฉมัง”ของคสช.ด้วย “มือฉมัง”ในที่นี้หมายถึงข้าราชการที่รักชาติพร้อมที่จะทำงานให้ประเทศชาติจริงๆ ไม่ใช่ทำงานแบบราชการให้พ้นไปวันๆ

ไม่ใช่เมื่อกลุ่มนปช. เดินทางไปร้องเรียนสหประชาชาติในประเทศไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องยกหูโทรศัพท์ไปหานายบัน คิ มูน เลขาธิการสหประชาชาติ  วิธีการนี้นายกรัฐมนตรีต้องรับงานไปหมด ในห้วงเวลานี้และปัญหานี้ก็ถูกต้อง แต่ปัญหาอื่นๆนายกรัฐมนตรีต้องจัดเจ้าหน้าที่เข้ารับมือ การบริหารประเทศจึงจะถูกต้อง

4.ประชาชนคนไทยจะต้องใช้โซเชียล มีเดียให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อรายงานข่าวที่ไม่ชอบมาพากลรวมทั้งแนะนำทางออกให้ด้วย เพื่อประเทศชาติจะได้เดินไปถูกต้อง ไม่ให้ใครเข้ามา“วอแว”แบบไร้เหตุผลกับรัฐบาลหรือประเภท ชักใบให้เรือเสีย

http://www.thaitribune.org/contents/det … 1466520227

Offline

#2 June 22, 2016 12:17 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: สหรัฐยังอยากให้ทักษิณ ชินวัตร กลับเข้ามามีอำนาจในไทย

ประพันธ์ สานแสงทอง  เขียนความเห็นที่ไม่ได้วิเคราะห์อะไรเลย แต่เป็นแนวความคิดต้านสหรัฐมากกว่า ข้อเขียนยัดใส้ความเกลียดชังสหรัฐในหลายเรื่อง ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นอุยกูร์ ก็บอก คสช ทำถูก..แต่ โดยเฉพาะเรื่องทักษิณ ความคิดเขาไม่ใช่เลยสหรัฐเองก็รู้ เพราะหลายสิ่งที่ทักษิณยึดติดคือกำเนิดและที่มาของ ตระกูลชินวัตร ...ง่ายๆที่เขาคิด UN ไม่ใช่พ่อ มันคือคำตอบทั้งหมดว่าตรรกะของผู้เขียนผิดแล้ว ทักษิณมิได้อิงตะวันตกแต่เขาเข้าหาจีนมากกว่า ดูแค่เรื่องหนุนสกุลเงินจีน รถไฟความเร็วสูงจีนที่ไปกับยิ่งลักษณ์ หลังรัฐประหาร (ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้ก็คงไม่ไป รวมถึง ญี่ปุ่นด้วยคือ รถไฟ) มันมีผลจนขณะนี้ คสช คุยรอบที่ 10 สร้าง 3.5 กม.  55555555555 ลงประเดิม 500 ล้าน จาก แสนแปดหมื่นกว่าล้าน

Offline

#3 June 23, 2016 1:03 PM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 5,640

Re: สหรัฐยังอยากให้ทักษิณ ชินวัตร กลับเข้ามามีอำนาจในไทย

เอางี้จีนไม่กล้าลงทุนขนาดใหญ่ในกะลาแลนด์  เพราะรู้ว่า  หากเกมพลิก  ยกเลิกหมด เลยถอย

Online

#4 June 24, 2016 6:13 AM

pornchai
Member
Registered: August 10, 2015
Posts: 536

Re: สหรัฐยังอยากให้ทักษิณ ชินวัตร กลับเข้ามามีอำนาจในไทย

conspiracy theory ล้วนๆ ทั้งสหรัฐ จีน รัสเซีย อียู และไทย คอยดูตอนจบ

Offline

#5 June 24, 2016 9:20 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: สหรัฐยังอยากให้ทักษิณ ชินวัตร กลับเข้ามามีอำนาจในไทย

สำนักข่าวนี้ thaitribune เมื่อ เจาะลงไปถึงข้อมูล ฐานมูลนิธิ ... อะ  นี่มันหน่วยปั้นข่าวพวกเดืยวกับ กปปส... นี่หว่า ตามที่เขียนสงสัย ทำไมมัน  ตรงแปะ  ...
   
http://thaitribune.org/about


ประธานมูลนิธิ

Pol พล Vasit Dejkunjorn


คณะกรรมการมูลนิธิ

นาย Kaewsan Atipho

นายนิพนธ์ Intaraaksorn

นายกล้าณรงค์ Juntueg

นาย Samlerng Khampaoo

นายสมพล Kiatpaibool

นายศักดิ์ Kohsaengreung

นายเอนก Nakabut (ปริญญาเอก)

ศ. ปราโมทย์นาครทรรรพ (ปริญญาเอก)

พล Sripho Pawarath

นาย Paradetch Payakvichien

นายชยันต์ Polpok

นาย Navarath Pongpaibool

นายไพศาล Promnoi

พ.ต.อ. Chaitat Rathanapan

นายสมชาย Sawaengkarn

นายสมชาย Sianglai

Pol พล Kraisuk Sinsuk (ปริญญาเอก)

นายสีมา Simanant

นายสงครามสมบูรณ์

ศ. Sitthichok Srichareon

นาย Manij Suksomchit

นายสุเทพ Suppatharanon

นาย Udorn Tantisuntorn

นางบัญญัติ Thasaneeyavetch

ผ ศ. Tortrakul Yomnak (ปริญญาเอก)

ดร. Trirath Sithitool

นางสาว. Yenjit Satiramongkolsuk

นายสุเทพ Puthivorakit


เลขานุการมูลนิธิ

พงษ์ศักดิ์ Payakvichien

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.