iFreeThai

#1 June 28, 2016 7:51 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

นักสังเกตการณ์ประชามติแนะ กกต.-กสม. ปรับทัศนคติ คสช. ...5555

นักสังเกตการณ์ประชามติแนะ กกต.-กสม. ปรับทัศนคติ คสช.

 

Prachatai

นักสังเกตการณ์ประชามติแนะ กกต.-กสม. ปรับทัศนคติ คสช. ย้ำหัวใจต้องแฟร์และฟรี
Tue, 2016-06-28 18:11

ที่ปรึกษาเครือข่าย We Watch ระบุหัวใจของการเลือกตั้งและประชามติคือเสรีภาพในการแสดงความคิดและการสื่อสารต่อสาธารณะ แนะเทียบมาตรฐานอังกฤษดีกว่าเทียบกับพม่า ชี้แม้จะสายไปการสร้างความชอบธรรมกับประชามติ แต่ยังดีกว่าไม่ทำอะไร

27677626580_8413415ca4.jpg
พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ที่ปรึกษาเครือข่าย We Watch

จากเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2559 มีนักกิจกรรมจากกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ (NDM) นักกิจกรรม รามคำแหง และกลุ่มสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ รวม 13 คน ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจควบคุมตัวตั้งแต่วันนี้ที่หน้านิคมอุตสาหกรรมบางพลี จ.สมุทรปราการ เนื่องจากไปแจกแผ่นพับและเอกสารให้ความรู้เรื่องร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติ (อ่านข่าวที่นี่)  ต่อมาถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58 ข้อ 12 เรื่องชุมนุมทางการเมืองจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยในจำนวนนั้นมีผู้ขอประกันตัว 6 ราย ที่เหลืออีก 7 รายยืนยันว่าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดจึงไม่ขอประกันตัว ทั้งหมดถูกเจ้าหน้าที่นำตัวมาศาลทหารเพื่อขออนุญาตฝากขัง โดยที่ 6 ราย ขอประกันตัวและได้รับการปล่อยตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพและ ทัณฑสถานหญิงกลางเมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมา ขณะที่ 7 รายที่ไม่ยืนประกันตัวนั้นถูกฝากขังที่เรือนจำดังกล่าว (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม) รวมทั้งก่อนหน้านั้นมีการควบคุมและดำเนินคดีกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ทั้งส่วนกลางและต่างจังหวัดจากความพยายามเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ นั้น

ประชาไท ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ที่ปรึกษาเครือข่าย We Watch และผู้ประสานงานโครงการประจำประเทศไทย ของเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (ANFREL) ซึ่งมีประสบการณ์เป็นผู้สังเกตการณ์นานาชาติ (International Observer) 15 ปี ในการสังเกตการณ์เลือกตั้งและประชามติทั้งในทวีปเอเชียและต่างทวีปกว่า 20 ประเทศ ถึงกรณีดังกล่าว

เสรีภาพในการแสดงความคิดและการสื่อสารต่อสาธารณะคือหัวใจ
โดย พงษ์ศักดิ์ กล่าวถึงการปราบปรามและดำเนินคดีกับผู้จัดกิจกรรมเกี่ยวกับประชามติว่า ดูแล้วก็คือมันไม่ควรจะเป็นอย่างนี้ ถ้าพูดหลักการที่เป็นหัวใจหลักๆ เลยแล้วก็ของการลงประชามติหรือว่าการเลือกตั้งผมชอบใช้คำว่าเสรีภาพทางความคิดและจิตวิญญาณ แต่จริงๆ มันคือเสรีภาพในการแสดงความคิด และการสื่อสารต่อสาธารณะ แต่ว่าพี่ต้องบอกว่าดูอย่างอังกฤษ ใครเขา ใครจะแสดงความคิดเห็นอะไรก็เป็นสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก (freedom of expression) ที่เป็นหัวใจหลักของการเลือกตั้งและประชามติ เพราะฉะนั้นที่รัฐบาลไทยไปบอกกับต่างประเทศทั่วโลกว่าเราจะเดินไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่ว่ากระบวนการจะพาเดินไปมันผิด มันแสดงให้เห็นถึงการขัดแย้งในสิ่งที่พูด การปิดศูนย์ปราบโกงมันจะทำให้การประชามติไม่เป็นธรรม คือคนก็ตั้งคำถามอยู่แล้วใช่ไหม เพราะว่าจากเหตุการณ์ จากข่าวอะไร คิดว่ามันมีการตั้งคำถามจากสังคมมากมายเลย ก็คงจะเข้าใจประเด็นนี้ พอมันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ มันตอกย้ำถึงปัญญาแล้วก็ความไม่จริงใจหรือการไปปิดพื้นที่ให้เขาแสดงนี่มีปัญหามากยิ่งขึ้น

ต่อกรณีมาตรการควบคุมเมื่อเทียบกับประเทศพม่าที่มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น ที่ปรึกษาเครือข่าย We Watch กล่าวว่า เขาก็มี ตนถึงไม่อยากให้ไปมองพม่า เพราะต้องเข้าใจว่า ถ้าเราเป็นประเทศไทย คุณบอกชาวโลกว่ามีกระบวนการอย่างนี้ เราจะเป็นประเทศไทยประชาธิปไตย 99% จะเอาตัวอย่างพม่าที่แบบเป็นเผด็จการทหารที่ไม่ยอมให้ใครพูดว่าประชาธิปไตย ไม่ยอมให้ครูพูดคำว่าการเลือกตั้ง สิทธิมนุษยชน คุณจะไปคิดแบบนั้นใช่ไหม หมายถึงว่าตนถามกลับเลย ว่าคุณจะเอาแบบนั้นเลยใช่ไหม

“มันไม่มีหรอกเผด็จการอะไรที่มันสร้างกระบวนการประชาธิปไตยมันไม่มีหรอกที่จะบอกว่าโดยตัวของมันเอง อย่างเช่นบอกว่าห้ามแสดงความคิดหรือห้ามแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ประชามติมันเป็นการเมืองด้วยตัวเองมันเอง คือทุกเรื่องมันเกี่ยวข้องกับการเมืองหมด แล้วจะห้ามโน้นห้ามนี่อะไรเนี่น คุณห้ามความคิดและจิตวิญญาณคนมันไม่ได้หรอก อะไรอย่างนี้นะ ผมจึงบอกอย่าไปเทียบกับพม่า” พงษ์ศักดิ์ กล่าว

เสนอเทียบกับอังกฤษ ดีกว่าเทียบกับพม่า
พงษ์ศักดิ์ เสนอว่า เทียบกับอังกฤษ ประเทศที่พัฒนาดีกว่า คุณไม่เทียบกับใกล้ๆ เรา ฟิลิปปินส์ เขามีการเปลี่ยนแปลง คือมี freedom of expression พี่ต้องเข้าใจว่ามันโดยหลักการแล้วมันผิดนะกระทำอย่างนี้ไม่ต้องเปรียบเทียบกับพม่าแล้ว เปรียบที่เรามีประชามติกันเนี่ยมันก็แย่กว่าเดิมอีก นี่มันจะถอยหลังไปทุกที จริงอยู่ที่บอกว่าบางคนบอกว่าโอเค ก็ยอมแล้วก็เป็นไปได้ละว่าจะปิดศูนย์ประชามติเพราะเดี๋ยวมันจะวุ่นวายมันจะขัดแย้งเกิดความรุนแรง แต่ถามหน่อยว่าตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สันติ พื้นที่ขัดแย้ง พื้นที่สีแดง สีอะไรก็แล้วแต่ที่เขากังวล ที่เขามีอิทธิพลอะไรก็แล้วแต่เขาส่งทหารไปคุ้มทุกที่แล้วใช่ไหม

“ถ้าสมมุติว่าคิดว่าจะมีการปลุกระดม การอะไรที่มันเป็นปัญหา ตนว่าเชื่อว่าทหารเขาจ้องไว้แล้วว่าแก้ตัวอย่างนั้นหรือจะอ้างอย่างนั้นผมคิดว่ามันเกินไปหน่อย ถ้ามันจะเกิดผมว่ามันจะเกิดแล้วแหละ ไม่มีใครกล้าที่จะเอาตัวเองไปแลกกับกระสุนปืนของทหารหรืออะไรที่แบบว่ามันไม่คุ้ม แล้วผมคิดว่าคือเขาคุมอยู่นะ” พงษ์ศักดิ์ กล่าว

เสนอ กกต.-กสม. ปรับทัศนคติ คสช.
“เสนอว่า กกต. กับ กสม. ไปปรับทัศนคติ คสช. เพื่อขอให้เปิดพื้นที่เพราะเชื่อว่า 2 องค์กรนี้มีมุมมองเรื่องสิทธิ หากปล่อยไว้มันจะขัดแย้งและจะทำให้การลงประชามติครั้งนี้ไม่ชอบธรรม มันจะเป็นที่ครหากับชาวโลก ...อย่างน้อยที่สุดเขาต้องไปคุย เพื่อให้ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ไม่ได้กลายเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนน่วม” พงษ์ศักดิ์ กล่าว พร้อมตั้งคำถามด้วยว่า ถ้าไม่แคร์จะไปพูดกับยูเอ็นทำไม เพราะจริงๆ เราไปลงนามอะไรกับเขาไว้เยอะ โลกมันอยู่ด้วยกัน เราอยู่ในสังคมโลกและเป็นส่วนหนึ่ง

กรณีผลกระทบต่อการยอมรับและความชอบธรรมจากสังคมและสากล พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า คนที่ทำงานเรื่องการเลือกตั้ง ประชาธิปไตย เคยเห็นการเลือกตั้งมาหลายที่ เห็นว่าสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกมันเป็นหัวใจ วันก่อนชัดเจนตนไปร่วมกับ กกต. ที่เขาไปแถลงข่าวและให้ข้อมูลกับต่างประเทศที่ในไทยไม่ว่าจะสถานทูตหรือองค์กรระหว่างประเทศ ที่จัดที่ศูนย์ราชการตนเข้าร่วมฟัง ซึ่ง กกต. ชัดเจนว่าผู้ใส่เสื้อไม่ผิด โพสต์ในเฟซบุ๊กไม่ผิด รณรงค์แบบของตนเองไม่ผิดก็คือทำได้ แต่ว่าถ้า คสช. บอกว่าผิดเขาก็ทำอะไรไม่ได้ เขาก็ไม่มีอำนาจไปแย้ง คสช. เพราะ คสช. ก็อยู่เหนืออีกทีหนึ่ง

พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ใน กกต. มีศักดิ์ศรี ไม่อยากที่จะเป็นเครื่องมือใคร อยู่ข้างสิ่งที่เสรีและเป็นธรรม อยากจะเป็นกลางในความคิดจิตสำนึกของเขา แต่ว่าเอาง่ายๆ คือภาพที่มันออกมาหรือสิ่งที่มันออกมามันเกิดคำถามจากสังคมหลายเรื่องใช่ไหม ตนคิดว่าในฐานะที่ กกต. เป็นคนจัด เขาบอกว่า พ.ร.บ.ประชามติ เขาเป็นคนจัดการเป็นคนทำและเขาก็คิดว่าทำอย่างนี้มันไม่ผิดแต่ว่าถ้าคนเห็นว่าผิดเนี่ยไม่ใช่เขา ตนเชื่อว่าอย่างน้อยที่สุดกกต. ก็มีจิตสำนึกเรื่องนี้ อยากเสนอที่จะให้ กกต. ที่เป็นคนจัดการมีความสำคัญมาก หรือคนที่ทำเรื่องสิทธิมนุษยชน ตอนนี้อย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ลองทำงานร่วมกัน ตนเสนอว่า กกต. กับ กสม. ไปคุยกับ คสช. ได้ไหม หรือไปให้เข้าใจถ้าคุณไม่มีตรงนี้ซึ่งเป็นหัวใจหลักมันไม่ชอบธรรม มันจะเป็นปัญหา มันจะเป็นการตอกย้ำว่ามันไม่เป็นจริง อันนี้คนทำงานหรือองค์สิทธิกลายเป็นตัวตลก กลายเป็นเหยื่อ อันนี้มองเชิงบวก แล้วตนเชื่อว่าเขาก็อยากจะเป็นอย่างนั้น ทำไมไม่ 2 องค์กรนี้เป็นหลักเพราะมันเกี่ยวกับกับสิทธิเสรีภาพโดยตรง กกต. เขาเป็นคนจัดแล้วก็เห็นด้วยเรื่องสิทธิเสรีภาพ

ที่ปรึกษาเครือข่าย We Watch กล่าวต่อว่า การจะจัดการเลือกตั้งหรืออะไรก็ตาม กกต. ที่เป็นคนจัดต้องสร้างบรรยากาศใช่มะ ต้อง free and fair (เสรีและเป็นธรรม), participatory (การมีส่วนร่วม) , freedom of expression (สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก) ที่เป็นหัวใจหลักอันนี้สำคัญที่สุดเลย จากที่ไปมาเกือบ 20 ประเทศ ตนรู้สึกว่าแม้การเมืองไทยมันซับซ้อน แต่ก็เข้าใจว่าอย่างน้อยที่สุด ที่คุณจริงใจที่จะทำให้มันถูกต้อง มันต้องเป็นไปกระบวนการแล้วมันจะเป็นประชาธิปไตยจริง ถ้าคุณจำกัดอย่างโน้น อย่างนี้แล้วมันไม่เป็นธรรม มันไม่เป็นจริง มันขัดแย้งกับที่คูนออกมาพูดว่า ตอนแรกที่คุณบอกว่าอนุญาตให้ตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติได้ พอทีนี้คุณบอกว่าไม่ได้ ปิดเลย มันขัดแย้งกับสิ่งที่คุณออกมาพูดคนมันตอกย้ำ ไม่จริงใจอะไรอย่างนี้แล้วเราก็ไปบอกกับชาวโลกเขาใช่ไหมว่าประชาธิปไตย 99 % มันไม่ใช่ มันไม่ใช่เรื่องโจ๊ก และจะไปเห็นว่าเป็นเรื่องโจ๊กได้ยังไงมันต้องแสดงความจริงใจมันต้องมีศักดิ์ศรี ตนพูดถึงเรื่องศักดิ์ศรีด้วยคุณจะเล่นตลกอะไรกับชาวโลกด้วยมันไม่ได้

ยกอังกฤษจัดการเป็นรายกรณี ไม่ใช่กวาดทั้งหมด
ต่อกรณีที่ คสช. อาจจะกังวลเรื่องความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้น พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า ดูที่อังกฤษเป็นตัวอย่าง เขาก็มีเหตุการณ์ พอเขาเปิดให้ฟรีใช่ไหม แล้วมีการทำร้ายร่างกาย มีการฆ่ากันเกิดขึ้น แต่เข้าดูเป็นกรณีๆ ไง และเข้าไปจัดการ โดยไม่ได้ไปกวาดทั้งหมดหรือไปเหมารวมทั้งหมด มันไม่ใช่ ในกรณีของเราก็เหมือนกัน การที่คุณจะไปจำกัดอะไรที่จะทำให้สถานการณ์มันแย่ไปกว่าเดิมไม่มีใครเขาทำกัน ยกเว้นแต่ไม่คิดจะเป็นประชาธิปไตยอย่างที่พูด

ที่ปรึกษาเครือข่าย We Watch กล่าวว่า ในประเทศที่มีสงครามมีอะไรเขายังจัดการเลือกตั้งได้ อย่างอัฟกานิสถานที่ไปสังเกตุการณ์มา 10 ครั้งแล้ว วิธีจัดการมันมีเขาจัดการกันได้ แล้วทางรัฐบาลได้จับตาและวางกระวนการเพื่อที่จะเฝ้าระวังการปลุกปั่นปลุกระดมที่จะออกมาก่อความไม่สงบ เชื่อว่าเขาพร้อมหมดแล้ว ไม่เช่นนั้นเขาคุมไม่ได้หรอกสถานการณ์ถึงขนาดนี้ จึงเรียกร้องว่าควรที่จะเปิดเถอะเพื่อที่จะให้การลงประชามติครั้งนี้มันชอบธรรมกับตัวเอง ผู้คนของเราเอง กับการพัฒนาประชาธิปไตยที่บอกว่าเป็น 99.99% เพื่อศักดิ์ศรีของเราเอง ศักดิ์ศรีของความเป็นคน ความเป็นคนไทยทุกคน

ชี้แม้จะสายไปการสร้างความชอบธรรม แต่ยังดีกว่าไม่ทำอะไร
ต่อคำถามว่าเหลือเวลาอีกเดือนกว่าก่อนถึง 7 ส.ค.59 ขณะที่ยังมีปรากฏการณ์จับกุมละเมิดสิทธิฯ และยังมี ม.61 วรรค 2 ของ พ.ร.บ.ประชามติฯ อยู่นั้น ยังถือว่ามีโอกาสหรือเวลาเพียงพอที่จะทำให้ประชามติครั้งนี้มันมีความชอบธรรมหรือไม่ พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับตนว่ามันช้าไปไหม ตนมองว่า จริง เรื่องช้าไป แต่มันก็ยังดีกว่าที่จะไม่ทำอะไร เมื่อเราเห็นว่ามันเป็นปัญหาแล้ว เราก็ต้องปรับต้องทำในสิ่งที่มันถูกต้อง คือมันต้องทำต่อไป ทุกอย่างเป็นการเรียนรู้เป็นการต่อสู้ที่ต้องทำต่อไป แม้ว่าจะผ่านไม่ผ่านอย่างไร เชื่อว่ามีกระบวนการต่อไป ภาคประชาชนก็มีกระบวนการตรวจสอบต้องมีการรณรงค์ สมมุติรัฐธรรมนูญไม่ผ่านผมก็เรียกร้องให้เอารัฐธรรมนูญปี 40 กลับมา เพราะมันไม่ได้เป็นปัญหา ปัญหามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญ ปัญหาอยู่ที่คนใช้และกลไก สมมุติคุณบอกว่ากลไกมีปัญหาคุณก็แก้ที่กลไก ปรับปรุง ปรับอะไรอย่างไร

พงษ์ศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ข้ออ้างที่จะปิดประเทศหรือจะปฏิรูปอะไรก็แล้วแต่หรือจะปฏิวัติรัฐประหารอะไรก็แล้วแต่ ด้วยเหตุผล 3 อย่าง 1. คอร์รัปชั่น 2. ซื้อสิทธิขายเสียง 3. เรื่องประชานิยม ข้ออ้างเหล่านี้ก็ยังมีการทำอยู่ มีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบายหลายอย่างก็เป็นประชานิยม จึงมองได้ว่าข้ออ้างเหล่านั้นไม่ได้ถูกแก้ไขหรือว่าทำอะไร แต่ยอมใหมันมีขึ้นอีก เพราะฉะนั้นมันไม่ได้มีปัญหาที่ตัวมันเองแล้ว

แนะนำเครือข่าย We Watch
สำหรับกิจกรรมของ เครือข่าย We Watch นั้น พงษ์ศักดิ์ แนะนำว่า เป็นเครือข่ายเยาวชน นักศึกษา คนรุ่นใหม่ ที่สนใจเรื่องประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง ก่อตั้งเมื่อปี 2556 โดยมีกิจกรรมสังเกตการณ์เลือกตั้งเมื่อ 2 ก.พ.  2557  โดยครั้งนี้ตั้งใจจะสังเกตการณ์ลงประชามติ โดยพยายามติดต่อ กกต. เพื่อของบัตรผู้สังเกตการณ์ ซึ่งไปพบมาแล้ว 3 ครั้ง โดยเขายังไม่ให้คำตอบว่าจะได้หรือไม่ได้

ส่วนมากสมาชิกในเครือข่าย We Watch จะเป็นนักศึกษา นักกิจกรรม จากทั้งมหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยราชภัฏ กลุ่มเยาวชนตามจังหวัดและชุมชน ซึ่งครั้งนี้ เครือข่าย We Watch ไม่มีงบประมาณ เพราะไม่ได้รับการสนับสนุน แต่จะทำด้วยใจ เพราะถือเป็นการเรียนรู้ฝึกฝน โดยจากนี้จะมีการทำอบรมออนไลน์ แต่ทุกคนที่ร่วมอบรมต้องเซ็นใน code of conduct เพื่อหวังสร้างกระบวนการเรียนรู้ประชาธิปไตยผ่านการมีส่วนร่วม

“การมีส่วนร่วมเป็นสิ่งสำคัญในการปลูกจิตสำนึกเรื่องประชาธิปไตย มีงานวิจัยที่ทำวิจัยกับครูทั่วประเทศที่บอกว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง ซึ่งผิด ประชาธิปไตยไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่เป็นการมีส่วนร่วม ตรวจสอบ เพราะว่าประชาธิปไตยโดยตัวมันเอง มันไม่เชื่อว่าใครดีใครเลวไง ใครดีใครชั่วไม่สนใจ แต่ถ้าคุณมาอยู่ในระบบ ต้องมีการตรวจสอบ และตรวจสอบทุกคนโดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน นี่คือหัวใจ ซึ่ง เครือข่าย We Watch ถือตรงนี้ มาเป็นหลักการ” พงษ์ศักดิ์ กล่าว

Offline

#2 June 28, 2016 12:54 PM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 7,103

Re: นักสังเกตการณ์ประชามติแนะ กกต.-กสม. ปรับทัศนคติ คสช. ...5555

ว่าไปเรื่อย แม่งพวกกัน  klum.gif

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.