iFreeThai

#1 July 9, 2016 12:00 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,918
Website

ประวัติศาสตร์อยุธยา ต้องทบทวนใหม่ ไม่ใช่ราชธานีแห่งที่สอง

สุจิตต์ วงษ์เทศ : ประวัติศาสตร์อยุธยา ต้องทบทวนใหม่ ไม่ใช่ราชธานีแห่งที่สอง เพราะไม่เคยมีแห่งแรกที่สุโขทัย

%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%94-768x547.jpg

ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย สร้างอยุธยาให้อยู่โดดๆ ลอยๆ ไม่มีเครือญาติชาติพันธุ์ และชาติภาษา มีแต่คนไทยแท้ๆ ที่อพยพถอนรากถอนโคนมาจากอัลไต, น่านเจ้า ซึ่งไม่มีหลักฐานสนับสนุน
ดังนั้น ต้องยกเลิกประวัติศาสตร์ไทยที่วิปลาสคลาดเคลื่อน แล้วทำความเข้าใจใหม่ตามหลักฐานแท้จริงทางประวัติศาสตร์โบราณคดี ดังนี้

1. คนไทยไม่ได้อพยพถอนรากถอนโคนมาจากเทือกเขาอัลไต
2. สุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรกของไทย เพราะประเทศไทยยังไม่มี
3. อยุธยาไม่ใช่ราชธานีที่สอง มีขึ้นหลังสุโขทัยล่มสลาย แต่อยุธยามีความเป็นมาก่อนมีสุโขทัย และมีส่วนสนับสนุนให้เกิดรัฐสุโขทัย
4. คนเชื้อชาติไทยแท้ๆ ไม่มี เพราะไทยและคนไทยเป็นชื่อทางวัฒนธรรม ไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติ
5. กลุ่มชนเรียกตัวเองว่าไทย, คนไทย เพิ่งพบหลักฐานและร่องรอยแรกๆ ราวหลัง พ.ศ. 1800 บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง มีศูนย์กลางอยู่อยุธยา

ดังนั้น ในหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย ของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม บอกว่ามีคนไทยในยูนนาน แล้วอพยพเคลื่อนย้ายลงมาทางใต้ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2558 หน้า 75)

จึงน่าสงสัยอย่างยิ่งว่ามีคนไทยอยู่ส่วนไหนของยูนนาน เพราะที่สิบสองพันนามีแต่ชาวลื้อ (ที่เป็นไต-ไท) เขาไม่เรียกตัวเงอว่า คนไทย เว้นเสียแต่ทางการไทยบังคับให้เขาเป็นคนไทย

กำเนิดอยุธยา

ต้องยกเลิกเรื่องพระเจ้าอู่ทองอพยพไพร่พลหนีโรคห่าจากเมืองอู่ทอง สุพรรณ ไปสร้างกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 1893 เพราะไม่มีหลักฐานสนับสนุน

เป็นที่รู้ในหมู่นักวิชาการนานแล้ว ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2509 หรือ 50 ปีมาแล้ว แต่ทางการไม่ป่าวประกาศให้สาธารณชนรับรู้ ครูบาอาจารย์ส่วนมากไม่รู้ การเรียนการสอนตามระบบโรงเรียนจึงยังไม่เปลี่ยน

กำเนิดอยุธยาตามหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี กับร่องรอยในตำนานพงศาวดาร ควรเป็นดังนี้

    อยุธยาเป็นป่าชายเลนยุคทวารวดี ราวหลัง พ.ศ. 1000 ฝั่งทะเลอยู่บริเวณที่ปัจจุบันเรียกเขตบางขุนเทียน-เขตคลองเตย กทม. มีแม่น้ำ (เจ้าพระยา) เป็นแกนสำคัญ มีชุมชนหมู่บ้านทำประมงกระจัดกระจายทั่วไป แต่มีชุมชนใหญ่อยู่สามแยกแม่น้ำ บริเวณที่ปัจจุบันเป็นวัดพนัญเชิง ถึงวัดพุทไธศวรรย์

มีรัฐขนาดใหญ่แล้วในภาคกลาง ได้แก่ รัฐจินหลิน (อู่ทอง สุพรรณบุรี), รัฐหลั่งยะสิว (นครปฐม), รัฐโถโลโปตี (ลพบุรี), ฯลฯ และรัฐอื่นๆ ทั่วภูมิภาคสุวรรณภูมิอุษาคเนย์

ราวหลัง พ.ศ. 1500 มีกลุ่มรัฐใหญ่อยู่สองฟากแม่น้ำเจ้าพระยา คือ รัฐละโว้ (ลพบุรี) กับรัฐสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี)

    อยุธยามีขึ้นจากการรวมตัวอย่างหลวมๆ ของรัฐลุ่มน้ำเจ้าพระยา 2 กลุ่ม ได้แก่

(1.) รัฐละโว้ (ลพบุรี) อยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา และ (2.) รัฐสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) อยู่ฟากตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา

การรวมตัวอย่างหลวมๆ น่าจะมีหลายครั้ง เท่าที่พบหลักฐานขณะนี้มีอย่างน้อย 2 ครั้ง ได้แก่

ก่อน พ.ศ. 1839 (ก่อนสร้างเมืองเชียงใหม่) พบหลักฐานอยู่ในเอกสารของโจวต้า กวาน ทูตจีนที่เข้าไปรัฐเจินละ สมัยเมืองพระนครหลวง (หรือนครธม)

หลัง พ.ศ. 1893 เป็นที่รับรู้ทั่วไปแล้ว แต่ยังไม่ถาวร เพราะหลังแผ่นดินขุนหลวงพะงั่ว รัฐสุพรรณภูมิก็แยกเป็นเอกเทศ

หลัง พ.ศ. 1950 เจ้านครอินทร์ (โดยการสนับสนุนของจีน) ยึดอยุธยา เนรเทศกษัตรย์อยุธยาวงศ์ละโว้ไปอยู่ปทาคูจาม (ปัจจุบันอยู่ด้านทิศใต้ นอกเกาะเมืองอยุธยา)

ร้อยพ่อพันแม่

อยุธยามีคนหลากหลายเผ่าพันธุ์ผสมผสานอยู่ด้วยกัน เหมือนร้อยพ่อพันแม่ ด้วยเหตุอย่างน้อย 2 ประการ คือ

1    อยุธยาเป็นส่วนหนึ่งของสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์อย่างแยกออกจากกันมิได้ ซึ่งมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์

อยุธยาจึงมีความหลากหลายด้วยอย่างปฏิเสธมิได้ เอกสารของชาวยุโรปสมัยพระนารายณ์ฯ บอกว่ายุคนั้นมีคนกลุ่มต่างๆ มากกว่า 20 ชาติภาษา

2    อุษาคเนย์มีพื้นที่กว้างขวาง แต่มีคนน้อย (ตรงข้ามกับยุโรปพื้นที่น้อยมีคนมาก) จึงให้ความสำคัญการโยกย้ายถ่ายเทกวาดต้อนคนเป็นเชลยเพื่อเพิ่มประชากรในบ้านเมืองของตน (ไม่ยึดครองดินแดนตามที่มีบอกในตำราประวัติศาสตร์ไทย)

อยุธยาก็เช่นเดียวกัน มีการกวาดต้อนโยกย้ายเชลยศึกบ่อยๆ เพื่อเพิ่มเติมประชากร เป็นเหตุให้มีการผสมผสานทางเผ่าพันธุ์ตลอดเวลา จึงไม่มีชาติพันธุ์ใดบริสุทธิ์ มีแต่ประเภทร้อยพ่อพันแม่

http://www.matichon.co.th/news/204587

Offline

#2 July 10, 2016 2:27 AM

sky
Member
Registered: September 22, 2015
Posts: 61

Re: ประวัติศาสตร์อยุธยา ต้องทบทวนใหม่ ไม่ใช่ราชธานีแห่งที่สอง

ร้อยพ่อพันแม่ อยุธยามีคนหลากหลายเผ่าพันธุ์ผสมผสานอยู่ด้วยกัน เหมือนร้อยพ่อพันแม่

คนอื่นผมคงไม่สนใจ ว่าใครจะเป็นพ่อหรือเป็นแม่ แต่ที่ผมสนใจ ก็มี ไอ้ตูบ ไอ้เอ่อ ไอ้หมีน่าฮัก ไอ้หลานจิ้งเหลน พวกนี้แหละ ว่ามันเป็นเผ่าพันธุ์อะไร ที่มันผสมผสานอยู่ด้วยกัน หรือว่ามันเป็นลูกผสม ระหว่างเหี้ยซึ่งมีอยู่มากมายตามแม่น้ำ ผสมกับเผ่าพันธุ์บางเผ่าพันธุ์ ที่อยู่ริมแม่น้ำ อยากให้ สุจิตต์ วงศ์เทศ ช่วยอธิบายด้วย

อนึ่งเมื่อมันหลายเผ่าพันธุ์ ประมาณ 20 ชาติภาษา ไม่ทราบว่า เขาจะพูดกันอย่างไรครับ หรือว่าใช้ภาษาอังกฤษ เป็นภาษากลาง หรือว่าคำเมืองทางภาคเหนือก็กำเนิดที่นี่อีก

แต่อย่างน้อยผมก็ดีใจ ว่าเป็นคนละพวกกับผม เพราะชาติพันธุ์ผมมาจาก ยูนาน สิบสองปันนา

Offline

#3 July 10, 2016 2:38 AM

WKMD
Member
Registered: July 24, 2015
Posts: 22

Re: ประวัติศาสตร์อยุธยา ต้องทบทวนใหม่ ไม่ใช่ราชธานีแห่งที่สอง

เป็นความเห็นและข้อสงสัยของคนๆ หนึ่ง

แต่ที่สรุปในข้อ 4 ว่า
4. คนเชื้อชาติไทยแท้ๆ ไม่มี เพราะไทยและคนไทยเป็นชื่อทางวัฒนธรรม ไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติ

ถ้าเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้งแล้ว ผมก็ยังสรุปว่า วัฒนธรรมไทยมาจากทางเหนือ (เหนือไกลขนาดไหนผมไม่รู้ แต่ไม่ใช่ภาคกลางประเะทศไทยปัจจุบันที่ติดทะเลอ่าวไทย)
หลักฐานด้านวัฒนธรรมของผมคือ ศัพท์เกี่ยวกับทะเลในภาษาไทยครับ
ตัวอย่างสำคัญคือ คำว่า"ทะเล" ซึ่งก็คือพื้นน้ำกว้างใหญ่ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด (ที่อาจเป็นรองแค่ ฟ้าและแผ่นดิน เท่านั้น) และคำว่า "ฉลาม" ซึ่งเป็นสัตว์ร้ายที่น่าสพรึงกลัวที่สุดในทะเล เป็นคำที่ยืมมาจากภาษาขอมหรือเขมรโบราณ ไม่ใช่ภาษาไทย (เช่นคำว่า ฟ้า ดิน เสือ)
ยังมีตัวอย่างคำเกี่ยวกับทะเลอีกหลายคำที่ชัดเจนว่าไม่ใช่ภาษาไทยแต่ดั้งเดิม

จึงต้องอนุมานว่า กลุ่มคนที่พูดภาษาไทยไม่ใช่กลุ่มคนที่อยู่ติดทะเลแต่ดั้งเดิม เมื่ออพยพมาจากทางเหนือแล้วพบทะเลจึงเรียกชื่อต่างๆ ตามอย่างกลุ่มคนท้องถิ่นเดิมที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชัดเจนว่าเป็นคนเขมรโบราณ คนมอญ และคนเชื้อสายมาลายู

ผมขอตั้งข้อสังเกตุว่า ประวัติศาสตร์ชาติไทยในถิ่นแหลมทองเกิดขึ้นค่อนข้างฉับพลันราว พ.ศ. 1800 เศษ มันตรงกับช่วงการระบาดของกาฬโรคที่คร่าชีวิตคนยุโรปไปกว่าครึ่ง
กาฬโรคมีที่มาจากจีน ระบาดกระจายผ่านการค้าทางเรือไปจนถึงยุโรป ผมจึงสงสัยว่าเมืองและชุมชนใหญ่ๆ ที่อยู่ติดทะเลและค้าขายกับต่างประเทศจะรอดพ้นการระบาดไปได้อย่างไร
คนเขมรโบราณและคนมอญ (ทวารวดี) คงตายแบบเกือบไม่เหลือ อารยธรรมเขมรโบราณก็จบลงในเวลานั้น จึงเป็นช่องว่าให้คนไทยอพยพมาอยู่และเติบโตอย่างรวดเร็ว (เพราะพื้นที่อุดมสมบูรณ์) โดยไม่มีใครขัดขวาง

Last edited by WKMD (July 10, 2016 2:40 AM)

Offline

#4 July 10, 2016 7:55 AM

sky
Member
Registered: September 22, 2015
Posts: 61

Re: ประวัติศาสตร์อยุธยา ต้องทบทวนใหม่ ไม่ใช่ราชธานีแห่งที่สอง

ผมค่อนข้างเห็นด้วย กับความเห็นของคุณ WKMD บางส่วน ให้ลองสังเกตุตัวหนังสือในหลักศิลาจารึกพ่อขุนราม ( ผมไม่สนใจว่าใครจะจารึก จะเป็นพ่อขุนราม หรือ ร.4 ก็ตาม ) แต่ให้ดูตัวหนังสือ มันเป็นตัวหนังสือและสำนวนของ ภาษาพื้นเมืองของทางเหนือที่เรียกว่า "ตั๋วเมือง" เกือบจะทั้งหมด ( ฟร้อนมังราย )

ทางภาคกลางยุคก่อนๆต้องใช้ตัวหนังสือและภาษาขอมเป็นหลัก คาถาของคนภาคกลางส่วนมากเป็นตัวขอม ตัวหนังสือโบราณของไทย(ทางภาคนี้)ไม่มี ต่อมาเอาตัวหนังสือ+ภาษาทางภาคเหนือและตัวหนังสือทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ( ลาว )มาผสม จึงเป็นแบบนี้ แล้วก็ ทรยศในที่สุด

ผมสงสัยอยู่ว่าในสมัยพระนารายณ์ หรือ พระอะไรก็ตามแต่ เขาใช้ตัวหนังสือแบบไหน เพราะไม่เคยเห็น

ตัวหนังสือ ( ตัวเขียน ) เป็นหลักฐานแสดงถึงวัฒนธรรม ความเจริญรุ่งเรือง ความเป็นเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ ถ้าไม่มีตัวหนังสือเขียนก็แค่เป็น คนแอบอ้างชาติพันธุ์เท่านั้น
ที่กระเหรี่ยงในพม่าเขาเรียกร้องสิทธิทุกวันนี้ก็เพราะเขามีชาติพันธุ์ เขามีตัวอักษรของเขาเอง ไม่ใช่ตัวอักษรของพม่า

ถ้าจะดูความเจริญงอกงามของมนุษย์ ก็ให้ดูที่ ตัวอักษรเขียนของเขา ว่ามันเป็นของเขาหรือเปล่า ไม่ใช่ภาษา ต้องดูที่ตัวอักษร ชนชาติโบราณในโลกล้วนมีตัวเขียนของตัวเองทั้งนั้น

Offline

#5 July 10, 2016 11:46 AM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 7,096

Re: ประวัติศาสตร์อยุธยา ต้องทบทวนใหม่ ไม่ใช่ราชธานีแห่งที่สอง

คนไทยมาจากไหนไม่ใช่เรื่องสำคัญ เรื่องสำคัญทุกคนเขาเรียกว่าคนไทยไปแล้ว (สัญชาติไทย)  แต่มีลิเกโจรมาปล้นแล้วปกครอง  อันนี้สำคัญมาก จะยอมกันต่อไปหรือ

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.