iFreeThai

#1 July 20, 2016 11:39 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

จักรภพ เพ็ญแข คุณเรียนไม่จบคอร์ส กรณีตุรกี บทเรียนสรุปไม่ได้ดี แน่ๆ

จักรภพ เพ็ญแข คุณเรียนไม่จบคอร์ส กรณีตุรกี บทเรียนสรุปไม่ได้ดี แน่ๆ

..........มีอะไรที่หายไปนะครับ ในการศึกษา แม้จะเริ่มเรียนเกี่ยวกับการเมือง ตุรกี เหมือนๆกัน หลายท่าน

la-fg-turkey-coup-20160716-snap-1200x675.jpg


[url]

[/url]

10698406_846622918704022_7613986835222481145_n.jpg?oh=c3f929653283d406f752cda1b0cecd6a&oe=582CAF3B&__gda__=1475363037_33172003ab3fa94222245b8c95632687จักรภพ เพ็ญแข - Jakrapob Penkair
16 กรกฎาคม เวลา 1:35 น. ·

บทเรียนจากกบฏสีเขียวในตุรกี

โดย จักรภพ เพ็ญแข

ตุรกีมีอะไรคล้ายกับไทยหลายอย่างครับ แต่สิ่งที่แตกต่างมากในขณะนี้คือ ทหารในกองทัพก่อการรัฐประหารแล้วล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และกลายเป็นกบฏเสื้อเขียวถูกเอาตัวไปเข้ากรงขังแล้วหลายพันนายและนาง รวมทั้งอดีตผู้บัญชาการทหารบกที่มีข่าวลือว่าถูกยิงหัวจนด่าวดิ้นไปแล้วด้วย
หากจะถามว่า ทำไมการก่อกบฏในบางประเทศจึงสำเร็จ และทำไมในตุรกีครั้งนี้จึงล้มเหลว จนกลายเป็นนักโทษไปตามๆ กันในบัดนี้นั้น ผมขอคุยสั้นๆ เพื่อให้อ่านกันทันใจดังนี้ครับ:
1. ตุรกีมีประวัติศาสตร์ยาวนานเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างผู้นำศาสนาอิสลามกับผู้นำทหารฝ่ายฆราวาส หรือเรียกแบบไทยง่ายๆ ว่า ทะเลาะเบาะแว้งและแก่งแย่งอำนาจกันมานานระหว่างทางโลกและทางธรรม ฝ่ายโลกหรือฆราวาสนั้น ไม่ต้องการให้ตุรกีกลายเป็นรัฐศาสนาเหมือนอิหร่าน เพราะรู้ดีว่า ผู้นำแบบนี้จะอ้างพระผู้เป็นเจ้ามาข่มขู่มนุษย์เราเอาได้ง่ายๆ เพียงเพื่อให้มีอำนาจเหนือหัวมนุษย์คนอื่น ฝ่ายทหารในอดีตจึงเข้ายึดอำนาจหลายครั้งจนฝ่ายศาสนารวมสังขารไม่ติด แต่การกบฏครั้งล่าสุดที่เจ๊งไม่เป็นท่าไปแล้วนั้น เกิดขึ้นกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและได้รับความนิยมจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และใช้ความเป็นประชาธิปไตยนั่นเองลดอิทธิพลของฝ่ายศาสนจักรลงเป็นลำดับมา ถึงแม้ระบอบของประธานาธิบดีเออร์โดกันจะมีความผิดพลาดบกพร่องในหลายเรื่อง ชาวตุรกีเขาก็ยังสรุปว่า คนที่ตนเลือกตั้งมากับมือ ยังดีกว่าพวกมนุษย์ตัวเขียวที่เข้ามารวบอำนาจอย่างหน้าด้านๆ เพราะพวกนี้ไม่มีความถูกต้องชอบธรรมอะไรเลย และต้องหาเรื่องฝ่ายประชาชนเรื่อยไป เพื่อจะยืดอำนาจผิดๆ ของฝ่ายตัวเองออกไปจนสิ้นเวร
เราสรุปบทเรียนบทที่หนึ่งได้ว่า เมื่อรัฐบาลเลือกตั้งอย่างเป็นประชาธิปไตย รู้จักปรับปรุงตัวเองจนลดความบกพร่องลง จะไม่มีระบอบเผด็จการทหาร หรือเผด็จการศาสนา หรือเผด็จการไสยศาสตร์หน้าไหนจะอ้างความชอบธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าได้ทั้งนั้น เพราะมวลชนจะร่วมสู้กับพวกที่คิดทำลายลงจนสิ้นซาก อย่างที่เราเห็นในตุรกีขณะนี้
2. ฝ่ายทหารในตุรกี ไม่มีใครที่มีอำนาจสูงกว่าคอยชักใยอีกต่อหนึ่ง ทหารคือทหาร ไม่ใช่ยามเฝ้าบ้านของใครโดยเฉพาะ เมื่อทหารเกิดคิดสั้น อยากเข้าสู่อำนาจโดยไม่มีใครเขาเชิญ และก่อรัฐประหารขึ้น ทหารกลุ่มนั้นก็จะต้องกระเสือกกระสนเอาตัวรอดทางการเมืองเอาเอง ไม่มีใครมาคอยแก้ผิดให้เป็นถูก หรือไปกวาดต้อนพรรคพวกของตนมาประท้วงสร้างเงื่อนไขให้ทหารยึดอำนาจได้ง่ายขึ้น ระบอบในตุรกีจึงเป็นเรื่องของ ระบอบทหาร ชนกับ ระบอบที่ประชาชนเห็นว่าเป็นประชาธิปไตยกว่า ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่าง ระบอบทหารรับจ้างที่รับใช้แต่เจ้านายของตนเอง กับ ระบอบประชาธิปไตย แต่อย่างใด
บทเรียนข้อ 2 คือ รำคาญหมาก็ต้องเอาเรื่องกับตัวเจ้าของหมา ไม่ว่าจะเป็น เจ้าของเก่า หรือ เจ้าของใหม่ ก็ตาม
3. ประธานาธิบดีเออร์โดกันเป็นขั้วอำนาจหลักในตุรกีก็จริงอยู่ แต่เขายังมีนายกรัฐมนตรียิลดิรีมในทีมเดียวและเป็นอีกขั้วหนึ่งที่บริหารงานผ่านคณะรัฐมนตรีโดยเฉพาะ ทำให้เขาสามารถแยกบทบาทและร่วมรับมือกับกบฏเขียวพวกนี้ได้อย่างมั่นคง นี่คือสิ่งที่เราควรต้องศึกษาและพิจารณาอย่างจริงจังการสู้กับเครือข่ายเชื้อชั่วไม่มีวันตายนั้น เราจะต้องวางโครงสร้างทางอำนาจในฝ่ายประชาชนอย่างไร หัวเดียวกระเทียมลีบอย่างที่เคยนั้น เพียงพอหรือไม่ในการรับมือกับสัตว์ร้ายหลายหัวแบบในเทพนิยายกรีก
บทเรียนที่ 3 จึงสรุปได้ว่า บริษัทกับประเทศ (รัฐ) มีความแตกต่างกันมาก โครงสร้างและระบบที่วางไว้ทำงานย่อมต้องสะท้อนความแตกต่างกันนี้ด้วย
ตอนนี้เราจะหยุดไว้ตรงนี้และติดตามเหตุการณ์กันต่อไปนะครับ....

จักรภพ เพ็ญแข
16 ก.ค. 2559
[url]

[/url]

บทเรียนจากกบฏสีเขียวในตุรกี ตอนที่ 2 (17 ก.ค. 2559)
โดย จักรภพ เพ็ญแข

ความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปของ "กบฏเสื้อเขียว" ซึ่งผมแปลความหมายออกมาได้ว่า ทหารผู้ทรยศต่อประชาชน ในตุรกี หลังจากที่พยายามก่อรัฐประหารได้เพียง 24 ชั่วโมงนั้น เป็นกำลังใจอย่างยิ่งของมวลชนที่ถูกทหารของเราเอง เอาอาวุธจากเงินภาษีของเราเอง มาข่มขู่บังคับเราทั้งหลายให้อยู่แทบเท้าของเขา ด้วยท่าทีของกุ๊ยอันธพาล แต่สาระที่สำคัญพอๆ กับกำลังใจ คือบทเรียนและความรู้ที่เราสามารถนำเรื่องนี้มาใช้ได้ในอนาคตอันใกล้
ผมจึงขอเล่าในตอนที่ 2 นี้เพื่อต่อเติมว่า เราจะเรียนรู้และใช้ประโยชน์อย่างไรจากสถานการณ์ตุรกีรอบนี้:
1. ในห้วงเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงของการก่อกบฏ มีคนตุรกีตายถึง 181 คน ในจำนวนนี้เป็นทหารที่ก่อกบฏเองถึง 104 นาย แปลว่าประชาชนจริงๆ ต้องสูญเสียชีวิตไปถึง 77 คน
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในจำนวนทหารที่ตาย 104 คนนี้ ตายจากน้ำมือของกองกำลังฝ่ายรัฐบาลเพียง 48 นาย แล้วอีก 56 คนถูกใครฆ่าเล่า? ผมคุยกับเพื่อนข้าราชการ นักการเมือง และสื่อมวลชนตุรกีแล้วจึงประมวลได้ว่า ทหาร 56 คนตายจากน้ำมือของฝูงชนที่โกรธแค้นอย่างหนักที่ทหารหยิบมือเดียวมาทำการก้าวร้าวต่อระบอบประชาธิปไตยของตุรกี ประชาชนเหล่านี้จึงแย่งเอาอาวุธของทหารเองมาต่อสู้กับทหารด้วยจำนวนคนที่มากกว่า มีข่าวด้วยว่าประชาชนบางส่วนเอาอาวุธปืนสั้นส่วนตัวออกมาเผชิญหน้ากับทหารที่พวกเขาถือว่าทรยศต่อมวลชนด้วย ท้ายที่สุดทหารที่หมดใจก็วิ่งหนีเอาชีวิตรอด คนที่รอดก็ถูกจับทั้งหมด ขณะนี้ยอดผู้ต้องขังสูงที่เป็นทหารกบฏล้วนๆ มากกว่า 2,800 คนแล้ว และยังไม่รู้ว่าชะตากรรมต่อไปจะเป็นอย่างไร
มวลชนตุรกีคิดว่า ทหารที่เข้าร่วมก่อรัฐประหาร ไม่ว่ายศเล็กหรือยศใหญ่ ล้วนมีความผิดทั้งนั้น เขาไม่ยอมรับคำกล่าวอ้างว่า "นายสั่งมา" หรือ "ทหารมีวินัยและไม่สามารถเลี่ยงคำสั่งผู้บังคับบัญชาได้" เพราะเขาถือว่า ทหารแต่ละคนย่อมมีสมอง มีหัวใจ และมีพ่อแม่พี่น้องเหมือนคนอื่นๆ ย่อมคิดว่าได้เองว่า คำสั่งให้ฆ่าประชาชนด้วยกันนั้น เป็นคำสั่งที่ผิดและสั่งโดยคนเลว หากยอมทำตาม ก็ถือว่าเชื่อฟังโจรและมีความผิดฐานเป็นลูกน้องโจร หากตัวเองเลี่ยงคำสั่งโจรไม่ได้ก็ต้องหนีทหาร เหมือนทหารในตุรกีเมื่อคืนนี้ เพื่อไม่ต้องทำผิด แต่ถ้าไม่หนี ทนยืนอย่างสัตว์ให้เขาลงปฏักและยอมทำงานรับใช้โจรอยู่อย่างนั้น ก็สมควรจะถูกลงโทษทั้งทางกฎหมายและจากมวลชน เหมือนทหารกบฏที่ถูกสังหารและถูกกระทำการเหยียดหยามหลายอย่าง เช่น ถูกเอาอุจจาระมาป้ายหัวที่สถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ตุรกีกันทั้งกองร้อย บังคับให้ทหารถอดหมวกเหล็กเพื่อให้เข้าใจความรู้สึกมวลชนที่กลัวถูกยิงหัว ช่วยกันยึดอาวุธของทหารเอาไว้เลย เป็นต้น เราคนไทยต่างไม่ชอบเรื่องความรุนแรง แต่เหตุการณ์ในตุรกีควรทำให้เราคิดว่า เมื่อถึงเวลาแล้ว เราจะรับมืออย่างไรกับผู้ที่เข้ามารุกรานและละเมิดสิทธิของเราอย่างรุนแรงก่อน เราไม่มีสิทธิที่จะป้องกันชีวิตของเราและคนที่เรารักหรอกหรือ?
2. ได้เล่าในตอนที่ 1 ไปบ้างแล้วว่า คณะผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งของตุรกี เขาแบ่งบทบาทรับมือกับคณะกบฏเมื่อคืนนี้ได้ดีเหลือเกิน
ประธานาธิบดีเออร์โดกันทำหน้าที่ซ่อนตัวในที่ลับและออกมาประกาศมาตรการต่อต้านต่างๆ อยู่เป็นครั้งคราว จนควบคุมสถานการณ์ได้เกิน 80% จึงออกมาปรากฎตัว ในขณะที่นายกรัฐมนตรียิลดิรีมวางงานข้ามช็อตไปสู่อนาคต ด้วยการประกาศว่า ผู้ร่วมก่อการในครั้งนี้ต้อง "ได้รับผลอย่างหนัก" (".... to pay heavy price ...") และเอาจำนวนผู้เสียชีวิตที่ประกาศอยู่ตลอดมาเป็นมาเป็นฐานความผิดของผู้ก่อการ ซึ่งทำให้กระบวนการยุติธรรมเพื่อเอาผิดกับกบฏเหล่านี้เริ่มต้นทำงานแล้วในทันที
การต่อสู้ทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพทุกแห่ง เขาต้องตีเหล็กเมื่อร้อนทั้งนั้น การปล่อยให้เวลาผ่านไปเป็นแรมเดือนแรมปีจึงมาเอาผิดกัน โดยอาจหวังให้ผู้คนลืมอะไรๆ ไปเสียบ้างนั้น ย่อมทำให้ข้อเท็จจริงต่างๆ รวมทั้งความรู้สึกนึกคิด กระแสสังคม และพยานหลักฐานแทบทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด ท้ายที่สุดก็ใช้วิธีลืมกันไปแบบมักง่าย ทำให้ไม่มีอะไรเหลือไว้ต่อสู้ในทางประวัติศาสตร์และสานต่อไว้ในกระบวนการยุติธรรม เรื่องนี้ขอให้ดูตัวอย่างตุรกีเอาไว้ให้มากนะครับ
3. ไม่ทหารเท่านั้นที่โดน ผู้พิพากษาอีก 2,745 คนก็ถูกปลดกลางอากาศในคราวเดียวกัน ทำให้เราควรมองอย่างเอาใจใส่ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นที่ตุรกี
ความจริงทั้ง 2,745 คนก็มิใช่ผู้พิพากษาทั้งหมด มีผู้พิพากษาศาลฎีกา 188 คนและผู้พิพากษาศาลรองลงมาอีกในราว 800 คน ที่เหลือเป็นอัยการ ผมรีบถามพรรคพวกในตุรกีว่าเกิดอะไรขึ้น เขากลับย้อนกลับอย่างขำๆ เพราะเป็นเพื่อนกันว่า อยู่เมืองไทยยังต้องมาถามเขาในเรื่องนี้อีกหรือ ก็โจรในชุดครุยเหล่านึ้นี่เอง ที่คอยรับใช้เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายให้กับเผด็จการ ในแบบเนติบริกร หาช่องกฎหมายให้เขาเหาะขึ้นไปอยู่เหนือหัวของประชาชนได้อย่างถูกกฎหมาย เมื่อจะกวาดล้างทั้งที ทำไมไม่เอาหมดทั้งรังปลวกเลยเล่า? ตุรกีเที่ยวนี่จึงน่าดูชม นอกจากทหารแล้วยังมีผู้พิพากษา องค์กรอิสระ นักวิชาการ ดารานักแสดงที่รับเงินขึ้นไปช่วยโฆษณาชวนเชื่อหลอกประชาชนให้กับทหารอยู่บนเวที และยังมีคนต่างๆ อีกมากมายหลายวงการ เพราะเขาถือกันว่าคนเหล่านี้รวมตัวกันเป็นซ่องโจร ต่อให้คนกวาดพื้นในซ่องโจรนั้นก็ต้องถือว่ามีความผิดด้วย
มันส์ไหมล่ะครับพระเดชพระคุณ?

จักรภพ เพ็ญแข
17 ก.ค. 2559

[url]

[/url]

บทเรียนจากกบฏสีเขียวในตุรกี ตอนที่ 3-จบ (18 ก.ค. 2559)
โดย จักรภพ เพ็ญแข
"เราจะกวาดล้างเชื้อไวรัสให้สิ้นซาก" นี่คือคำประกาศกร้าวครั้งแล้วครั้งเล่าจากปากของ ไทยิป เออร์โดกัน ประธานาธิบดีตุรกี ผู้นำแนวร่วมมวลชนจนเอาชนะทหารกบฏที่ก่อการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลเลือกตั้งได้สำเร็จ "ไวรัส" ที่เขาเอ่ยถึง ในขณะนี้ถูกจับกุมคุมขังเป็นจำนวนถึงกว่าหกพันแล้ว ในจำนวนนึ้เป็นทหารอย่างเดียวถึงราวสามพันคนและเป็นนายทหารชั้นนายพลถึงประมาณ 100 คน ตำแหน่งอย่างที่ในเมืองไทยเราเรียกว่า ห้าเสือกองทัพบ้างอะไรบ้าง รวมทั้งแม่ทัพภาคและผู้บัญชาการกองพลระดับเมืองหรือจังหวัดล้วนตกอยู่ในสภาพผู้ต้องขังไปหมดแล้วทั้งสิ้น
ผมติดตามเหตุการณ์ในตุรกีไปพร้อมกับเหตุการณ์ก่อการร้ายอันทารุณยิ่งที่เมืองนีซของฝรั่งเศส เหตุฆ่าตำรวจในสหรัฐฯ ทั้งที่ดัลลัสและล่าสุดที่บาตองรูชในหลุยส์เซียน่า ตลอดจนการประชุมใหญ่พรรครีพับลิกันที่คลีฟแลนด์เพื่อเลือก โดนัลด์ ทรัมพ์ เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคนั้นในตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ แต่เรื่องของกบฏตุรกีขณะนี้มีประโยชน์ต่ออนาคตของเรามากที่สุด และผมก็ได้เขียนเรื่องนี้มาแล้ว 2 ครั้งใน 2 วันที่ผ่านมา วันนี้ขอเขียนเป็นตอนจบ เพื่อสรุปบทเรียนเอาไว้ใช้ ซึ่งผมเชื่อว่าคงจะได้ใช้ไม่นานนักนี้
ขอว่าไปเป็นข้อๆ เหมือนเดิมนะครับ จะได้โปร่งตาอ่านง่ายหน่อย
1. ท่านจะได้ยินผู้มีอำนาจในไทยทยอยกันออกมาพูดว่า อย่าเอาไทยไปเปรียบกับตุรกี เพราะไทยไม่เหมือนใคร คำพูดนี้ออกจากจากหัวใจท่ีกำลังกลัวอย่างหนักของคนที่รู้ว่าแพกำลังจะแตก เป็นการพูดปลอบใจตัวเองและพรรคพวกเท่านั้นเอง เหตุการณ์ในตุรกีครั้งนี้นำมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ไทยได้โดยตรง และเปรียบเทียบได้ในหลายมิติ มวลชนฝ่ายประชาธิปไตยสามารถนำบทเรียนตุรกีมาใช้ได้อย่างค่อนข้างตรง โดยผมจะยกตัวอย่างสั้นๆ ดังนี้:
- เมื่อทหารหรือฝ่ายความมั่นคงก่อกบฏ ประชาชนมีสิทธิที่จะจ้องเอาอำนาจนั้นคืนเมื่อได้จังหวะดี และกระทำการ "มวลชนจับกุม" หรือ citizen's arrests ได้ในทันทีที่มีโอกาส
- ทหารไม่มีสิทธิก่อรัฐประหาร สิ่งเดียวที่ทำให้เกิดขึ้นได้คือ 1) อาวุธยุทโธปกรณ์และวิธีทหาร 2) การตอกย้ำเรื่องวินัยทหารจนผู้ใต้บังคับบัญชาไม่กล้าแม้แต่จะคิดต่าง หลักการนี้นำไปสู่ข้อแรก เมื่อผู้คนเหล่านี้ไม่มีสิทธิเหนือเรา เราก็มีสิทธิดำเนินการกับคนเหล่านี้ได้ แต่ต้องกระทำการอย่างไม่บ้าบิ่น
- เครือข่ายรัฐประหารในตุรกีไม่ใช่มีเฉพาะทหาร ทหารเป็นเพียง กำลังหลัก และ ใบหน้า (public face) ที่ปรากฎขึ้นเท่านั้น ผู้คนเหล่านึ้ยังประกอบด้วยนักกฎหมายในตำแหน่งต่างๆ เช่น ผู้พิพากษา อัยการ กฤษฎีกา องค์กรอิสระ เป็นต้น เราจึงเห็นการจับกุมที่กว้างขวางไปในวงการต่างๆ ทั่วสังคมตุรกี แม้แต่ดารานักแสดงบางคนก็ถูกจับกุมแล้วในขณะนี้
- ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มวลชนตุรกีกลับมาชนะทหารคือ เขาไม่กลัวคำประกาศห้ามออกนอกเคหสถานหรือ curfew และออกมาส่งเสียงโห่ร้องเกลื่อนถนนทั้งในนครหลวงแองการ่า เมืองใหญ่อย่างอิสตันบุล และเมืองอื่นๆ ทั่วประเทศตุรกี ความไม่กลัวนี้เองที่ทำให้ทหารในท้องถนนเกิดความรวนเร บางคนถึงกับทิ้งอาวุธวิ่งหนีเอาดื้อๆ
- ผู้นำและแกนนำตุรกีไม่มีความลังเลใจใดๆ เลยในการรวมพลขึ้นสู้ เขาชัดเจนเด็ดขาดตั้งแต่นาทีแรกว่าจะไม่ยอมรับการก่อรัฐประหารและเรียกร้องให้ประชาชนลุกขึ้นสู้ ความสำเร็จจึงเป็นของเขาในที่สุด ความชัดเจนอย่างนี้เป็นเงื่อนไขที่สำคัญ
2. ในประเด็นว่าการรัฐประหารมีผู้อยู่เบื้องหลังนั้น ตุรกีใช้วิธีการ "จับก่อน-ผ่อนทีหลัง" และปิดน่านฟ้าของประเทศอย่างไม่มีกำหนด นี่คือที่มาของการยิงเฮลิคอปเตอร์ของฝ่ายกบฏร่วงลำหนึ่งเมื่อวานนี้ (ข่าวว่าในซากเครื่อง มีซากศพของแม่ทัพภาคที่ 1 ผู้บังคับการกองพลที่ 3 และทีมงานอีก 3 คน) วิธีกวาดจับหรือแบบปูพรม (carpet or sweeping arrests) ส่งผลให้องค์กรนำของฝ่ายกบฏสลายลงอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถปรับยุทธวิธีเพื่อการต่อสู้ในยกต่อไปได้
เราควรสังเกตการแบ่งงานของฝ่ายประชาธิปไตยในการรับมือกับกบฏกองทัพ เขารู้ดีว่ากองทัพคือองค์กรจัดตั้งที่สมบูรณ์แบบและมีประสิทธิภาพที่สุดองค์กรหนึ่งของประเทศ การรับมือกับกบฏลักษณะนึ้จึงต้องใช้การโต้กลับที่หลากหลายมิติ จะทำแบบมวยวัดไม่ได้เป็นอันขาด ความจริงยังมีข้อมูลที่ลึกกว่านี้อีกมาก แต่ผมขออนุญาตเล่าตรงนี้เพียงเท่านี้ และนำข้อมูลที่เหนือกว่านี้ไปมอบให้กับผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงจะเหมาะสมกว่า
การจับก่อน-ผ่อนทีหลัง จะทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยสามารถกุมสภาพได้ ยิ่งในเมืองไทยที่มีทั้ง เจ้าของหมา เนติโสเภณี ข้าราชการทาส ดาราโง่เง่า ฯลฯ ก็ยิ่งต้องขยายขอบเขตเรดาร์ให้กว้างขวางขึ้นกว่าเดิม เรื่องนี้ตุรกีให้บทเรียนที่ชัดเจนมากครับ

จักรภพ เพ็ญแข
18 ก.ค. 2559

......................................


.....นศ. ป โท ความเข้าใจ ลึกกว่า เพราะเรียนจบคอร์ส

http://prachatai.org/journal/2016/07/66921

ทำไมรัฐประหารในตุรกีถึงล้มเหลว?: บทเรียนและคำถามสำคัญ

Sun, 2016-07-17 02:57

รักษ์ชาติ วงศ์อธิชาติ
นักศึกษาปริญญาโทสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

28338217535_54ee1924be_z.jpg
รถถังจอดทิ้งไว้หลังทำรัฐประหารล้มเหลวที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อ 16 ก.ค. 2559 (ที่มา: PROEser Karadağ/Flickr/CC BY-ND 2.0)

เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา พื้นที่สำคัญหลายจุดในเมืองอังการาและอิสตันบูลของประเทศตุรกีตกอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารกลุ่มหนึ่งที่พยายามทำรัฐประหารเพื่อโค่นอำนาจประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน แต่ประชาชนฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลจำนวนหลายหมื่นคนได้ออกมาต่อต้านการรัฐประหารในครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 200 คน ทหารกว่า 2,800 นายที่พยายามทำรัฐประหารถูกจับกุมโดยตำรวจและประชาชน ผู้พิพากษา 2,745 คน ถูกไล่ออกหลังจากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่พยายามทำรัฐประหารในครั้งนี้ และสมาชิกของศาลฎีกาอีก 140 คนถูกออกหมายจับ

รัฐประหารครั้งนี้กลายเป็นรัฐประหารที่ล้มเหลวในที่สุด สำนักข่าวบีบีซีของประเทศอังกฤษรายงานว่าเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า

1. คณะรัฐประหารไม่สามารถควบคุมสื่อได้ทั้งหมดถึงแม้ว่าคณะรัฐประหารจะเข้าควบคุม TRT หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศตุรกี และเผยแพร่ประกาศของคณะรัฐประหารว่า “คณะรักษาความสงบ” ได้ทำการเข้าควบคุมประเทศและประกาศเคอร์ฟิวแล้ว CNN ของตุรกีระงับการออกอากาศในขณะที่ทหารเข้ามาในห้องควบคุม และสื่อสั่งคมออนไลน์ต่างๆอย่างเฟสบุ๊ก, ทวิตเตอร์ ก็ใช้การไม่ได้ ทว่า คณะรัฐประหารก็เข้าควบคุมสื่อได้ไม่นาน ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีแอร์โดอันลงจากเครื่องบิน ก็ได้ทำการติดต่อ CNN ตุรกี ผ่านวิดิโอคอล์ เพื่อเรียกร้องให้ชาวตุรกีออกมาต่อสู้กับทหารบนท้องถนน และในที่สุดประชาชนฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลพร้อมกำลังตำรวจก็เข้ามาจับกุมทหารที่อยู่ในสถานีได้หมด

2. ทหารและประชาชนหลายฝ่ายไม่ได้สนับสนุนการรัฐประหารครั้งนี้

รัฐประหารจะสำเร็จ ต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนของกองทัพ ถึงแม้ว่าการรัฐประหารในครั้งนี้ ทหารหลายคนจะร่วมด้วย แต่เสนาธิการทหาร และผู้บัญชาการทหารในอิสตันบูลนั้นไม่เอาด้วย

เสนาธิการกองทัพเรือและผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษก็ออกมากล่าวโจมตีการรัฐประหาร และเครื่องบิน F-16ยังถูกส่งไปโจมตีรถถังของฝ่ายรัฐประหารอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นการรัฐประหารครั้งนี้ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนทางการเมืองหรือทางสาธารณะ พรรคฝ่ายค้านของตุรกีกล่าวว่า ตุรกีเผชิญหน้ากับรัฐประหารมามากพอแล้วและไม่อยากเห็นเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำอีก

อย่างไรก็ดีผู้เชี่ยวชาญด้านตุรกีหลายคนก็ไม่ปฎิเสธว่า รัฐบาลของแอร์โดอันนั้นมีลักษณะอำนาจนิยม และทำให้กระบวนการยุติธรรมเป็นอัมพาต ตามที่คณะรัฐประหารกล่าวอ้างจริง 5 ปีภายใต้รัฐบาลแอร์โดอัน ได้ทำลายความเป็นอิสระของสถาบันสำคัญต่างๆในประเทศเช่น สถาบันสื่อ, สถาบันการศึกษา, ภาคประชาสังคม, และล่าสุดคือศาลสูงสุดที่เป็นเสาหลักของประเทศถึงสองศาล หรือพูดอีกอย่างก็คือว่ารัฐบาล AKP ของแอร์โดอันนี้กำลังทำลายประชาธิปไตยในตุรกีลงเรื่อยๆ

การรัฐประหารในครั้งนี้จึงทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าอาจจะยิ่งเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลในการเสริมสร้างอำนาจให้กับตัวเองมากขึ้นไปอีก บทเรียนที่สำคัญจากตุรกีคือ แม้ว่าพรรคฝ่ายค้านของตุรกีจะไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลของนายแอร์โดอันเพียงใด แต่พวกเขาก็เห็นว่าการใช้กองทัพมายึดอำนาจนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม คำถามสำคัญต่อไปก็คือในระบอบประชาธิปไตย เราจะต่อสู้กับรัฐบาลอำนาจนิยมได้อย่างไรโดยไม่ใช้กำลังทหาร?


..................................


........อ. ปวิน ลึกกว่า เหมือนกัน เพราะเรียนจบคอร์ส

http://prachatai.org/journal/2016/07/66924

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์: ทำความเข้าใจกับรัฐประหารตุรกี

Sun, 2016-07-17 13:17

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
มหาวิทยาลัยเกียวโต

27722396303_5131974bbb_z_d.jpg

ในที่สุด รัฐบาลตุรกีก็สามารถควบคุมสถานการณ์วิกฤตการเมือง และดำเนินการจับกุมกลุ่มที่พยายามทำรัฐประหารเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้เป็นผลสำเร็จ ผลจากการรัฐประหารครั้งนี้ได้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 250 คน โดยที่ 104 คน ในนั้นเป็นทหารในฝ่ายที่ทำรัฐประหาร ส่วนที่เหลือเป็นจำนวนผู้เสียชีวิตของพลเรือนและข้าราชการตำรวจ นายกรัฐมนตรี Binali Yildirim แถลงว่าขณะนี้ ได้มีการจับกุมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหารเกือบ 3,000 คน ขณะที่ประธานาธิบดีเรเซผ เทย์ยิบ เออร์โดกัน ได้ระบุว่าการทำรัฐประหารว่ามีนายเฟตหุลาห์ กุเลน เป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง นายกุเลนเป็นนักบวชชาวตุรกีที่อยู่ในระหว่างการลี้ภัยในสหรัฐอเมริกา เออร์โดกันยังได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ ส่งตัวนายกุเลนมายังตุรกี แต่นายกุเลนปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการทำรัฐประหารทั้งสิ้น

ส่วนฝ่ายที่ต่อต้านรัฐประหารนั้น นอกไปจากรัฐบาลแล้ว ก็ยังมีผู้นำทางทหารบางคนและนักการเมือง รัฐสภาจัดการประชุมสมัยพิเศษ เพื่อประท้วงการทำรัฐประหาร และได้ข้อสรุปว่า ผู้กระทำความผิดในกรณีนี้จะต้องได้รับโทษอย่างรุนแรง ฝ่ายประธานาธิบดีเออร์โดกันได้เรียกร้องให้ประชาชนออกมาสนับสนุนรัฐบาลและขับไล่ผู้ก่อรัฐประหาร ฝูงชนได้นัดพบและเริ่มการประท้วงที่จตุรัสทักสิม กลุ่มผู้ประท้วงแสดงความโกรธแค้นต่อการเข้าแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพ หลายคนอาจไม่พอใจต่อความเป็นธรรมาภิบาลภายใต้รัฐบาลเออร์โดกัน แต่พวกเขาก็ไม่เห็นด้วยที่จะมีการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยวิธีการที่ผิดกฏหมายและไม่ขอบธรรมเช่นนี้

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ เราจะมีวิธีวิเคราะห์การทำรัฐประหารในตุรกีอย่างไร หากมองจากทางฝ่านเออร์โดกัน จะเห็นว่าขณะนี้รัฐบาลได้พุ่งเป้าไปที่นายกุเลน แม้ว่าโดยก่อนหน้านี้ นายกุเลนได้เคยเป็นพันธมิตรทางการเมืองที่สำคัญของเออร์โดกันมาก่อน แต่ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นศัตรูทางการเมือง จึงเป็นเรื่องไม่ยากที่รัฐบาลจะสรุปถึงความเกี่ยวโยงของการทำรัฐประหารไปสู่นายกุเลน

นอกเหนือไปจากความขัดแย้งระหว่างเออร์โดกันกับกุเลนแล้ว การรัฐประหารที่ล้มเหลวครั้งนี้ยังชี้ถึงความแตกแยกหรือการขาดเอกภาพในกองทัพตุรกีด้วย เราต้องทราบด้วยว่า กองทัพตุรกีถือเป็นกองทัพที่ใหญ่เป็นอันดับสองในองค์การนาโต้ (North Atlantic Treaty Organisation) กลุ่มทหารที่ทำรัฐประหารสามารถใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ระดับสูงในการปฏิบัติการ แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของข้าราชการทหารระดับสูงในการล้มล้างรัฐบาลเออร์โดกัน ดังนั้น จึงคาดการณ์ได้ว่า หลังจากการทำรัฐประหารครั้งนี้ จะมีความพยายามในการ “ล้างบาง” กลุ่มที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อรัฐบาลนายเออร์โดกันอย่างแน่นอน

แม้ว่าการรัฐประหารจะไม่ใช่เรื่องใหม่ในตุรกี แต่ในรอบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ได้เกิดรัฐประหาร 4 ครั้ง ครั้งสุดท้ายได้เกิดขึ้นในทศวรรษที่ 1990 ในส่วนของรัฐบาลเออร์โดกันนั้น แม้จะมีความเป็นเผด็จการมากขึ้น แต่นโยบายของการสร้างตุรกีตามแนวทางอิสลามและการที่รัฐบาลต้องการมีอำนาจเหนือกองทัพ ดูจะเป็นไปด้วยดี จึงไม่มีใครคาดว่าจะเกิดรัฐประหารขึ้น นี่ไม่นับรวมการที่เออร์โดกันยังได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งทุกครั้งตั้งแต่ปี 2002 (เช่นเดียวกับฝ่ายทักษิณที่ชนะการเลือกตั้งทุกครั้งตั้งแต่ปี 2001) จึงยังคงได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนพอควร บวกกับการที่เศรษฐกิจภายใต้ระบอบเออร์โดกันเป็นไปด้วยดี จนทำให้นักวิจารณ์รัฐบาลหลายคนสรุปว่า เออร์โดกันอาจจะเป็นปีศาจที่เลวร้ายน้อยกว่ารัฐบาลทหารในอดีต

หลังจากรัฐประหารครั้งนี้ จะยิ่งทำให้เออร์โดกันมีอำนาจทางการเมืองมากขึ้น และอาจมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อมอบอำนาจพิเศษแก่ประธานาธิบดีในการบริหารวิกฤตการณ์อย่างเช่นครั้งที่ผ่านมา มองย้อนหลังหลับไป ต้องนับว่าเออร์โดกันเป็นผู้นำที่เล่นการเมืองได้อย่างมีไหวพริบ สร้างทั้งมิตรและกำหนดโฉมหน้าศัตรู เล่นทั้งบทผู้ชนะและเหยื่อทางการเมือง สร้างพื้นที่ให้กลุ่มจารีตนิยมแต่ก็เอากลุ่มคนพวกนี้มาอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลได้

และในขณะที่แสดงบทบาท "เหยื่อทางการเมือง" ที่ต้องต่อสู้กับศัตรูรายรอบทั้งจากพรรคฝ่ายค้าน ประเทศตะวันตกบางประเทศ และจากฝ่ายกุเลน ดังนั้น แต่ในสายตาผู้สนับสนุนเออร์โดกัน  ชัยชนะเหนือรัฐประหารครั้งนี้ยืนยันว่า รัฐบาลได้รับอาณัติจากประชาชนอย่างแท้จริง จึงยิ่งมีความชอบธรรมในการกำจัดศัตรูทางการเมืองต่อไป

เป้าหมายต่อไปของการกำจัดศัตรูทางการเมืองของนายเออร์โดกันจึงอยู่ที่กองทัพและฝ่ายของนายกุเลน ดังที่กล่าวมาข้างต้น นอกจากการจับกุมนายทหารระดับสูง การเรียกร้องให้สหรัฐฯ ส่งตัวนายกุเลนมารับโทษด้วยแล้ว ตอนนี้ รัฐบาลอาจกำลังจ้องกำจัดฝ่ายค้านด้วย โดยเฉพาะอดีตพรรคแรงงานเคริ์ด (ที่ถูกสั่งให้ยุบไปแล้ว) ด้วยข้อหาของการสนับสนุนการก่อการร้ายและมีการกระทำกระด้างกระเดี่องต่อรัฐตุรกี (ที่มีส่วนเกี่ยวโยงกับซีเรียด้วย)

คาดว่าการปราบปรามพรรคฝ่ายค้านนี้ จะส่งผลต่อการที่รัฐบาลเข้าควบคุมสื่อที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเออร์โดกันด้วย เราจึงอาจคาดการณ์ได้ว่า เสรีภาพของสื่อตุรกีคงจะย่ำแย่ลงกว่าในช่วงก่อนเหตุการณ์รัฐประหาร นอกจากนี้ เออร์โดกันจะยังเดินหน้ากำจัดศัตรูในฝ่ายตุลาการด้วย ผู้พิพากษากว่า 2,700 คนถูกปลดออกจากหน้าที่ ตุรกีหลังจากทำรัฐประหารจึงเต็มไปด้วยเรื่องของการล้างแค้นทางการเมือง แม้จะเป็นเรื่องดีที่ประชาชนออกมาต่อต้านรัฐบาล

แนวโน้มการเมืองตุรกีหลังจากนี้จึงอาจไม่สวยหรู แต่หากว่าผู้นำตุรกียุติการล้างแค้นทางการเมือง โดยใช้โอกาสนี้ลบความแตกแยกของสังคม ก็อาจจะเป็นโอกาสที่ดีให้ระบอบประชาธิปไตยในตุรกีได้เติบโต และถึงแม้ว่าสังคมไทยจะไม่มีสภาพเงื่อนไขเหมือนตุรกี แต่ก็อาจเรียนรู้จากบทเรียนทางการเมืองครั้งสำคัญนี้ได้เช่นเดียวกัน

.................
 
ย่อเนื้อหาสำคัญจากลิงค์

https://gma.yahoo.com/imam-pennsylvania … ories.html

Gulen และ Erdogan เคยเป็นพันธมิตรทางการเมืองครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะแยกออกจากกันไปด้วยข้อกล่าวหาการทุจริตในระดับประธานาธิบดีตุรกี
ตั้งแต่นั้นมา  Erdogan มักมีการกล่าวหาบ่อยๆว่า ผู้นำศาสนามุสลิมพยายามที่จะโค่นล้มรัฐบาล

เขากล่าวว่าวันนี้เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพล็อตที่ทำรัฐประหาร
"คุณสามารถคิดเกี่ยวกับหลายแรงจูงใจของคนที่ทำรัฐประหารนี้ พวกเขาอาจจะมีความเห็นอกเห็นใจพรรคฝ่ายค้าน
พวกเขาอาจจะมีความเห็นอกเห็นใจพรรคชาตินิยม มันอาจจะเป็นอะไรก็ได้" Gulen กล่าวโดยผ่านล่าม ทั้งที่เขาออกมาจากตุรกีตั้งแต่ในปี 1999

ในการให้สัมภาษณ์ออกอากาศที่หาได้ยากกับบีบีซีในปี 2014 Gulen ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าเขาได้ใช้อิทธิพลของเขาที่จะเริ่มต้นการสืบสวน
ข้อกล่าวหาการทุจริตในหมู่สมาชิกอาวุโสของพรรคการเมือง Erdogan การสอบสวนได้จนำไปสู่ผลที่คณะกรรมาธิการตำรวจจำนวนหนึ่ง
ถูกออกจากหน้าที่การงานของพวกเขาและพันธมิตรบางส่วนของ  Erdogan ถูกจับกุม



https://www.youtube.com/watch?v=669vI1INJ2w

Turkey coup attempt: Erdogan calls on Obama to deport Gulen or give him to Turkey


http://www.telegraph.co.uk/news/2016/07 … of-soldie/

Turkey coup attempt: World leaders warn President Erdogan not to use uprising as excuse for crackdown as more than 6,000 arrested

1:06am
John Kerry says claims US backed coup 'utterly false'   'เท็จอย่างเต็มที่'
The US Secretary of State, John Kerry, called his Turkish opposite number Saturday to offer US support
in the wake of a failed coup but also to protest claims Washington had backed it.

The United States was quick to denounce the military revolt in its NATO ally Turkey and to express
support for President Recep Tayyip Erdogan's elected government.

But some Turkish officials have reportedly suggested the United States was covertly sympathetic to
the rogue military officers, a claim Kerry angrily denied.
   

https://www.theguardian.com/world/2016/ … up-erdogan

"We fully anticipate that there will be questions raised about Mr. Gulen," Kerry told reporters.
"And obviously we would invite the government of Turkey, as we always do, to present us with any
legitimate evidence that withstands scrutiny. And the United States will accept that and look
at it and make judgments about it appropriately."

Alp Aslandogan, media adviser to Gülen and executive director of Alliance for Shared Values,
the US arm of the Hizmet movement, said security was on “high alert” following threats of violence
on social media.
Regarding Erdoğan’s calls for extradition, Aslandogan said: “The US government position has always
been that if there is any evidence of Mr Gülen breaking the laws, they will look into it.
So far, the Turkish government hasn’t produced anything. Thank God, this is a country of laws,
and we depend on that.”


............................


......ลึกกว่า แถม ตั้งคำถามสำหรับทายๆ

http://thaienews.blogspot.com/2016/07/blog-post_33.html


วันอังคาร, กรกฎาคม 19, 2559

'สมศักดิ์ เจียม' เรสประเด็นตุรกี ทำอย่างไร ถ้าผู้นำ "ที่มาจากการเลือกตั้ง" เป็นอำนาจนิยม?

13731723_1044258565627422_338822549154863135_n.jpg

อีตา Erdoğan ("แอร์ดอน")* ประธานาธิบดีตุรกีนี่ ออกไปทาง "ท่านผู้นำ" ของเรา (ประยุทธ์) เลยนะครับ .... แม้เขาจะ "มาจากการเลือกตั้ง" ก็ตาม

ผมพอเข้าใจอยู่ที่มิตรสหายหลายคนเปรียบเทียบเหตุการณ์ในตุรกีกับไทย (รวมทั้งล่าสุดที่มีการ "กวาดล้าง" ผู้พิพาษา ทหาร ฯลฯ ที่มีการเอามาเปรียบเทียบกันว่า ไทยเราต้องทำการกวาดล้างพวกสนับสนุนรัฐประหารแบบนี้)

ในบางระดับที่มีการเปรียบเทียบกันก็โอเคนะ เราหลีกเลี่ยงเรื่องการเปรียบเทียบสิ่งต่างๆไม่ได้

แต่ประเด็นตุรกี ที่จริงมันเรสปัญหาใหญ่อันหนึ่งที่สำคัญมากๆ คือ

ทำอย่างไร ถ้าผู้นำ "ที่มาจากการเลือกตั้ง" เป็นอำนาจนิยม?

ผมจะไม่ขออธิบายละเอียดในที่นี้ว่า นายแอร์ดอนเป็นอำนาจนิยมอย่างไรบ้าง เพราะจะยาว.. มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่อยากเอ่ยถึงเท่านั้น คือเรื่องทิศทางทำให้รัฐมีลักษณะเป็นรัฐศาสนามากขึ้น .. #นายแอร์ดอนนี่มีทิศทางทำให้ตุรกีมีลักษณะเป็นรัฐอิสลามมากขึ้นจริง และ "มวลชน" ที่ออกมาต้านการรัฐประหารครั้งนี้ ก็มีองค์ประกอบนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญด้วย #คือทำในนามอิสลาม ... อืม ไม่ได้คิดจะเปรียบเทียบซีเรียสมาก แต่เรื่องนี้ก็น่าคิดเช่นกัน กรณีที่ฝ่ายนำและมวลชนเสื้อแดงจำนวนมาก พยายาม "เล่นไพ่ธรรมกาย" หรือ "ศาสนาประจำชาติ" น่ะ

ปัญหาที่ว่านี้ "จะทำอย่างไร ถ้าผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง มีลักษณะอำนาจนิยม?" เป็นปัญหาใหญ่มาก เพราะ #ประเทศที่ไม่ใช่ตะวันตกที่ใช้ระบอบเลือกตั้ง #มีแนวโน้มจริงๆที่จะลงเอยแบบนี้ เราไม่ต้องดูอื่นไกล รัฐบาลเกือบทุกประเทศในอาเซียนนี่แหละ ที่ "มาจากการเลือกตั้ง" ล้วนมีลักษณะอำนาจนิยมทั้งนั้น (เขมร, มาเลย์, สิงคโปร์, อินโด, ฟิลิปินส์)

หรือถ้าจะขยายประเด็นออกไป

"จะต่อสู้กับรัฐบาลอำนาจนิยมที่มาจากการเลือกตั้งอย่างไร โดยไม่ใช้การรัฐประหารของทหาร?"

(อันที่จริง ปัญหา "การรัฐประหารของทหาร" ในสภาพที่รัฐบาลเป็นอำนาจนิยม ก็เป็นอะไรที่มีปัญหาเหมือนกัน ตอนที่มีข่าวรัฐประหารตุรกีชั่วโมงแรกๆ "มิตรสหายบางท่าน" ถึงกับตั้งข้อสงสัยว่า หรือรัฐประหารครั้งนี้ จะเป็น "รัฐประหารประชาธิปไตย" .. ทำนองโปรตุเกสปี 1974 อะไรแบบนั้นหรือเปล่า)

"ปัญหาทักษิณ" ก่อนรัฐประหาร 2549 ส่วนหนึ่งก็เป็นปัญหาลักษณะนี้ โดยส่วนตัวผมไม่คิดว่า ถ้าเปรียบเทียบแล้ว สิ่งที่เรียกว่า "ระบอบทักษิณ" เป็นอะไรที่ถึงระดับหลายประเทศที่ยกตัวอย่างมา ไม่ว่าตุรกี หรือเขมร หรืออินโด .. แต่ว่า ทิศทางที่ว่า รัฐบาล "ที่มาจากการเลือกตั้ง" รวมถึงรัฐบาลทักษิณเอง มีแนวโน้มอำนาจนิยม เป็นเทรนด์ที่เป็นจริงแน่

แน่นอน กรณีไทย มันมี "อีกปัญหาหนึ่ง" ซ้อนขึ้นมา คือ มันมี #อำนาจนิยมที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งดำรงอยู่พร้อมๆกันไปด้วย ....

.........

ผมจะโพสต์ประเด็นนี้ในกรณีไทยอีกในกระทู้อื่นๆ เฉพาะกระทู้นี้ ต้องการแค่ "ติง" ประเด็นตุรกี ให้หลายคนที่อาจจะไม่ตระหนักให้คิด

(แม้แต่เรื่องการปลดผู้พิพากษา ฯลฯ อันที่จริง ก็มีความเป็นไปได้ที่ ไม่เกี่ยวกับเรื่องรัฐประหาร มากเท่ากับการที่นายแอร์ดอน อาศัยข้ออ้างเรื่องรัฐประหารครั้งนี้ ดำเนินการรวบอำนาจมากขึ้นไปอีก กวาดล้างคนที่จะคัดค้านเขา)

..........

*หมายเหตุ: การอ่านชื่อ Erdoğan

ที่ผ่านมา ผม"อ่าน"ว่า "แอร์โดกาน" ไม่ใช่ผมไม่รู้ว่า สื่อตะวันตกอย่าง "บีบีซี" และอื่นๆ อ่านไปทาง "แอร์ดูวาน" หรือ "แอร์ดวน" แต่บังเอิญ วันแรกที่มีข่าวรัฐประหาร ผมฟังโปรเฟสเซอร์คนนึ่งที่เป็นตุรกี (แต่สอนในสหรัฐ) อ่าน "แอร์โดกาน" ผมเลยคิดว่า เขาเป็นคนตุรกี น่าจะรู้วิธีอ่าน แต่ผมเพิ่งเช็ค ตามภาษาตุรกี ต้องอ่านไปทาง "แอร์ดอน" (ตัว ğ ไม่ออกเสียง)

ดู-ฟัง การออกเสียง ที่นี่ https://goo.gl/4m48Sp

12063386_889937894392824_5154552084527806469_n.jpg?oh=374253b4189e9a7330cd5d5b11318410&oe=58281A69
Somsak Jeamteerasakul



................


http://www.chaoprayanews.com/wp-content/uploads/2009/04/e0b888e0b8b1e0b881e0b8a3e0b8a0e0b89e-e0b980e0b89ee0b987e0b88de0b981e0b882.jpg


ตาสว่าง  เพลงนี้เปิดเชียร์คุณจักรภพ ตั้งแต่สนามหลวง


ผมสรุปว่า คุณจักรภพ ขาดเรื่อง ลักษณะนิสัยของ Erdogan เป็นเผด็จการที่ผ่านการเลือกตั้ง อย่างที่ สศจ ยกประเด็นมาถาม และเขาใช้อำนาจในการกำจัดกลุ่มที่ไม่ใช่พวก และสิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตุ คุณมีอารมณ์ผ่านตัวหนังสือ ยอมรับว่ามันคงปลุกเร้า แต่มันได้ให้พื้นฐานของความเสมอภาคในสิทธิหรือเปล่า ครับ ตอนที่ 3 ในเรื่องที่คุณเขียนว่าด้วย การจับกุมด้วยความแค้น และ เมื่อกล่าวเปรียบกับดาราไทย(ส่วนคนที่ทำงานให้ในฐานะการจ้างมันก็สมควรแล้ว) ผมว่าเขามีสิทธิที่จะแสดงออกซึ่งความเห็นได้ในการต่อต้าน ทักษิณ และ นปช. ก็เป็นคนไทยเหมือนกันมิใช่หรือ และเขาก็ไม่ได้ใช้ความรุนแรงอะไร ยกเว้น กปปส. ที่เป็นกลุ่มจัดตั้งแบบเดียวกับ นปช. และ พธม.

มีอะไรจะถาม ว่า คุณจักรภพ 
1. ไม่ทราบเรื่อง ดีลถั่งเฉ่า ที่ทักษิณมีกับทหาร เลยหรือ ?
2. ไม่ทราบเลยหรือ กรณี ฟ้องศาล ICC ทักษิณเป็นคนอ้างมั่วนิ่มถึงสถาบันฯ เพื่อหยุดภาระกิจนี้ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทั้งที่มันไม่เกี่ยวเลย
3.ไม่ทราบ นิรโทษกรรมยกเข่ง โดยพรรคเพื่อไทย ที่ย้อนไปถึงปี 2547 เพื่อทักษิณ เลยหรือ ..คนกรุง รับไม่ได้(ลำพัง กปปส นะไม่เท่าไร จัดตั้ง)
และไม่ทราบเลยหรือ Its consequence คือ เศรษฐกิจประเทศไทยพังยับ

ถ้า จะดูข้อมูลที่ ย้อนอดีต เพื่อ ตาสว่าง ก็ตามกระทู้นี้เลย ครับ (บางคนอาจไม่ถูกใจ เลยหยุดอ่าน แต่ความสำคัญมันอยู่ที่ว่า ถูกต้องหรือเปล่า ต่างหาก มีเท็จตรงไหนช่วยหาด้วย จะชี้แจงยอมรับถ้าเท็จ และก็ไม่มีความจริงเพียงครึ่งเดียว(เจตนาเท็จ) แต่ถ้าจริงก็ขึ้นกับใจของคนๆนั้น นั่นแหละ ว่า จะชอบความถูกใจ หรือความถูกต้อง หรือเป็นทั้งสองอย่าง...... OK let see)


..............บทเรียน
http://ifreethai.com/viewtopic.php?id=1448


ดูแล้วช่วยสรุปบทเรียนด้วย นะครับ    waving

Last edited by linc49 (July 22, 2016 9:52 AM)

Offline

#2 July 20, 2016 1:41 PM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 5,892

Re: จักรภพ เพ็ญแข คุณเรียนไม่จบคอร์ส กรณีตุรกี บทเรียนสรุปไม่ได้ดี แน่ๆ

คุณจักรภพ   อย่าอ้อมแอ้มเลยครับ มันทำคุณขนาดนี้แล้ว มวลชนจะระแวง

Offline

#3 July 20, 2016 1:42 PM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 5,892

Re: จักรภพ เพ็ญแข คุณเรียนไม่จบคอร์ส กรณีตุรกี บทเรียนสรุปไม่ได้ดี แน่ๆ

ยกเว้นคุณเงียบไปซะ

Offline

#4 July 21, 2016 10:17 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: จักรภพ เพ็ญแข คุณเรียนไม่จบคอร์ส กรณีตุรกี บทเรียนสรุปไม่ได้ดี แน่ๆ

Its consequence คือ เศรษฐกิจประเทศไทยพังยับ

ความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ 2 ปี มาแล้ว ทักษิณ รับผิดชอบต่อชีวิตผู้คนหรือเปล่า เพียงแค่เอาตัวรอดคนเดียว แต่พังทั้งประเทศ มีหนทางที่ดีกว่าแต่ก็ไม่เลือก โดยเฉพาะการฟ้อง ICC วงจรอุบาทว์ มันจะหมดไป แต่เขานั่นแหละต้องการสร้างระบอบอำมาตย์เผด็จการใหม่เสียเอง มิเช่นนั้นคงไม่พูดว่า ตำแหน่งที่เขาเหมาะสมคือดูแลสำนักงานทรัพย์สิน และได้ทิ้งให้ประชาชน ตาย ฟรี

http://thaienews.blogspot.com/2016/07/b … t_611.html

วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 21, 2559

นายกฯ" รับไม่ถนัดเศรษฐกิจอย่าไล่ล่ารัฐบาล (เก็บไว้ทำเกลือเหรอคับ...!!)

S1.png

http://www.now26.tv/view/50337


เก็บความเห็นจาก เพจ
13435535_1033686530059919_5411310885255594727_n.jpg?oh=fa6d0fe6ae0a92b0499446c3fff29615&oe=581E0B21
ฅ.

วันแรกที่เข้ามา
บริหารประเทศง่ายๆ หนีงสือเด็ก ป.5ยังยากกว่า
วันนี้
ถรุยยยส์

.

กว่าท่านจะถนัดพวกกระผม มิต้องอดตายก่อนรึท่าน...ทุกวันนี้ท่านเล่นจัดระเบียบซะ พวกกระผมไม่ต้องทำมาหารับทานล่ะ...ตอนนี้พวกผมอยู่ยาก ต่อไปท่านจะอยุ่ยากกว่าพวกผม หิหิ....
.

ไม่เก่งแล้วมาทำไม ใครเขาจะเอากัน นี่ประเทศชาตินะ ไม่ใช่ร้านขายของเล่นเด็ก ถ้าทำได้ไม่ดี ก็ปล่อยให้คนที่เขาทำได้ดีมาทำแทนเถอะ ยิ่งอยู่ยิ่งทำร้ายตัวเอง!
.

ร้องไห้เลยครับ แล้วท่านช่วยไปบอกไอ้ไก่อูหน่อยว่าท่านไม่ถนัดเรื่องเศษฐกิจครับอย่าให้ต่อแหลเยาะลูกพี่ยอมรับแล้วเรื่องเศษฐกิจบริหารไม่เป็นเลยครับแย่ลงทุกๆวันเลย
.

ไม่ได้ไล่นะคับ รักลุงตู่ อยากให้ลุงตู่ได้ไปพักผ่อน อยู่กะลูกกะหลาน ลุงตู่เหนื่อยมามากแล้ว หลับให้สบายเถอะคับ
รักลุงตู่

...................

http://www.prachachat.net/news_detail.p … 1468399742

เหล็กกำลังซื้อวูบผลิตเหลือ 30% ลุ้นงานรัฐเดินหน้าเต็มสูบปี′60

updated: 14 ก.ค. 2559 เวลา 19:00:16 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

14683997421468500841l.jpg

วิกฤตเหล็กชะลอกำลังผลิตเหลือ 30% ลดค่าใช้จ่ายลุ้นงานรัฐ-ชี้ 10 อุตฯเป้าหมายยังไม่เอื้อกลุ่มเหล็ก

รศ.เอนก ศิริพานิชกร ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) และประธานกรรมการวิชาการ คณะที่ 9 (กว.9) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ดึงให้เศรษฐกิจไทยเติบโตลดลง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไทย (GDP) เติบโตเฉลี่ยประมาณ 3% ช่วงหลายปีที่ผ่านมา บวกกับไทยเกิดภัยพิบัตินับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 และการทุ่มตลาดจากเหล็กนำเข้าของจีน ทำให้ราคาเหล็กตกไปอยู่ที่ 14-15 บาท/ตัน และโครงการก่อสร้างใหญ่ของภาครัฐยังไม่เดินหน้าเต็มที่ ส่งผลให้ปัจจุบันผู้ประกอบการเหล็กในประเทศไทย โดยเฉพาะเหล็กเส้นข้ออ้อยที่ใช้ในงานก่อสร้างเริ่มลดกำลังการผลิตลง เหลือกำลังการผลิตเพียง 30% สำหรับงานก่อสร้างทั่วไป ส่วนที่หายไป 70% เป็นกำลังการผลิตสำหรับโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐทั้งสิ้น

ขณะนี้มีบริษัทผู้ผลิตเหล็กข้ออ้อยประมาณ100 ราย แต่มีที่ดำเนินการจริงประมาณ 50-60% เมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องส่งสัญญาณให้ทราบว่า หากยังรอแต่โครงการรัฐจะไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ จำเป็นต้องปรับตัวเพราะรัฐประกาศทิศทางของประเทศที่จะก้าวไปสู่ยุคของการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตต้องสูงตามไปด้วย ภายใต้ Thailand 4.0 ซึ่งจะเชื่อมต่อไปยัง Industry 4.0 และ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนด

แน่นอนว่าผู้ประกอบการจะต้องเร่งปรับตัว แม้มีรายใหญ่เพียงไม่กี่แห่งในประเทศที่ทำได้ อย่างน้อยมี 2 รายใหญ่ที่ผลิตเหล็กได้ทั้งเหล็กเส้นกลม เหล็กเส้นข้ออ้อย เหล็กตัวซีป้อนให้อุตสาหกรรมก่อสร้าง และยังสามารถผลิตเหล็กเกรดพิเศษป้อนให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ รถไฟฟ้า หรือแม้แต่ชิ้นส่วนอากาศยาน จึงตอบโจทย์กับนโยบายรัฐและไม่จำเป็นต้องรองานเมกะโปรเจ็กต์ได้ ขณะที่รายเล็กส่วนใหญ่มักมีไลน์การผลิตเดียว เช่น ผลิตเหล็กเส้นข้ออ้อย ไม่สามารถผลิตเหล็กเกรดพิเศษได้ ไม่สามารถลงทุนหรือแตกไลน์การผลิตไปให้สอดรับกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายได้ ดังนั้น จึงมีแนวโน้มจะปิดกิจการลงหากภายใน 1-2 ปีนี้โครงการรัฐไม่เกิด ดังนั้น หากรายใดที่ยังต้องการรอโครงการรัฐระหว่างนี้จะต้องปรับตัวโดยการลดต้นทุนด้านพลังงานลง

นายอดิศร สุขพันธุ์ถาวร ตัวแทนจากสมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์กไฟฟ้า คาดการณ์ว่าปริมาณการใช้เหล็กข้ออ้อยในปีนี้หากโครงการเมกะโปรเจ็กต์สามารถเกิดขึ้นได้จริงจะส่งผลให้เหล็กข้ออ้อยเติบโต5% ซึ่งเฉลี่ยเท่ากันทุก ๆ ปี ยกตัวอย่าง โครงการบ้านเอื้ออาทรที่ผู้ประกอบการเหล็กข้ออ้อยส่วนใหญ่เป็นรายเล็กและกลางสามารถเข้าถึงโครงการได้ ขณะที่โครงการใหญ่ปัจจุบันที่กำลังก่อสร้างรายเล็ก ๆ ไม่สามารถเข้าถึง ดังนั้นหากรัฐไม่เร่งเมกะโปรเจ็กต์อุตสาหกรรมเหล็กก็คงเติบโตไม่ดีเท่าที่คาดการณ์

นายรุ่งโรจน์ เลิศอารมณ์ ผู้จัดการ บริษัท เหล็กสยาม จำกัด จ.สระบุรีกล่าวว่า เพื่อลดต้นทุนในกระบวนการรีดเหล็กที่ประหยัดที่สุด การใช้เตาอิเล็กทริกอาร์กไฟฟ้าจะดีกว่ากรรมวิธีอื่น การลดพลังงานถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ช่วยลดต้นทุนได้อย่างน้อย 5-10% แต่ด้วยสถานการณ์เหล็กทั่วโลกน่ากังวล

สำหรับความคืบหน้าของการแก้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบังคับหมายเลข มอก.24-2536 เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต : เหล็กข้ออ้อย และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบังคับหมายเลข มอก.20-2543 เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต : เหล็กเส้นกลม สมอ. คาดว่าจะประกาศใช้ได้ภายในเดือน ก.ย.นี้รวมกับอีก 9 มอก. ซึ่งมีเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนด้วยนั้น จะมีผู้ประกอบการเหล็กต้องยื่นขอใบอนุญาตจากทาง สมอ.ประมาณกว่า 100 ราย โดยเฉพาะเหล็กรูปพรรณ คาดว่าจะประกาศออกมาใช้ก่อน ซึ่งมีผู้ผลิตเพียงประมาณ 10 ราย ดังนั้น สมอ.จะต้องบริหารจัดการระบบการออกใบอนุญาตให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบหรือความล่าช้ากับผู้ประกอบการ

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

...........

http://thaienews.blogspot.com/2016/07/b … t_937.html

วันอังคาร, กรกฎาคม 19, 2559

เศรษฐกิจถดถอย ค้าขายหงอยไปทั่ว ไทยรัฐเสนอข่าวความเห็นของผู้ประกอบการ

EyWwB5WU57MYnKOuXuXQHEBxxeY0xrx3wLomGohLkLZIEjrcpGFm4O.jpg

17 ก.ค. 2558
ไทยรัฐออนไลน์

สถานการณ์ส่งออกหดตัวและติดลบ ต่อเนื่อง กำลังซื้อในประเทศตก เอกชนชะลอการลงทุน ทำให้นาทีนี้เศรษฐกิจไทย ตกอยู่ในภาวะอันตราย และซึมยาวอย่างต่อเนื่อง

นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณของทีดีอาร์ไอ หรือสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ตั้งข้อสังเกต หากสถานการณ์ภัยแล้งยังซ้ำเติมประเทศไทย ลากยาวไปจนถึงปลายปี มีโอกาสสูงที่ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด

ถ้าคำว่า “เงินเฟ้อ” (Inflation) หมายถึง ภาวะทางเศรษฐกิจที่ปริมาณเงินหมุนเวียนในประเทศมีมากเกิน จนทำให้เงินเสื่อมค่า หรือหมายถึง การที่ภาวะสินค้าราคาแพงขึ้น จนใช้เงินจำนวนเท่าเก่าซื้อไม่ได้

คำว่า “เงินฝืด” (Deflation) จะตรงกันข้ามกับเงินเฟ้อ กล่าวคือ หมายถึง ภาวะเศรษฐกิจที่ปริมาณเงินหมุนเวียนในประเทศมีน้อยเกินไป การใช้จ่ายลดลง เกิดภาวะฝืดเคือง หรือเงินตึงตัว ส่งผลให้เกิดปัญหาเรื่องสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ

อาจารย์นิพนธ์บอกว่า ปัญหาภัยแล้งขณะนี้มีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ในแง่ทำให้จีดีพีของประเทศหดตัวลงในด้านมูลค่า

เมื่อใดที่จีดีพีหดตัว สิ่งที่ตามมา มักจะเกิดภาวะเงินฝืดในระดับครัวเรือนรากหญ้า ซึ่งคนกลุ่มรากหญ้าของประเทศ นอกจากจะเป็นกลุ่มที่มีมากที่สุด ยังเป็นผู้บริโภครายใหญ่สุดของประเทศอีกด้วย

เมื่อคนกลุ่มนี้มีรายได้ลด ทำให้พลอยมีเงินในกระเป๋าลดลง และลดการบริโภคลงเป็นเงาตามไปด้วย ผลที่ตามมา ก็คือ พลอยฉุดให้ภาคการค้าและการผลิตของประเทศตกต่ำลงตาม

อย่างไรก็ตาม อ.นิพนธ์ ยังให้ความหวังไว้ว่า ภาวะเงินฝืดจะทำให้ เศรษฐกิจถดถอย เท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นเศรษฐกิจชะงักงัน ซึ่งเป็นระดับที่หนักหนาสาหัสกว่า

กิตติชัย มิตรเจริญ หรือ “ซัน” พนักงานขายตู้เซฟสำหรับเก็บทรัพย์สิน และเซฟเก็บปืน ของบริษัท โปรดักซ์ เวิลด์ เซฟตี้ จำกัด ภายในห้างคริสตัล พลัส พีทีที ถ.ชัยพฤกษ์ บอกว่า ไม่ต้องใช้ความรู้ระดับปรมาจารย์ทางเศรษฐศาสตร์มาอธิบาย แค่สังเกตบรรยากาศโดยรอบห้างที่เขาขายตู้เซฟ ก็ประจักษ์แจ้งแล้ว

“ลองดูสิครับ พนักงานขายของแต่ละร้านค้า มีเวลาหยอกล้อกันเล่น บางคนก็ออกมาเดินคุยโทรศัพท์นอกร้านกันแบบชิลๆ ถ้ามีลูกค้าในร้าน ใครเขาจะกล้าทำแบบนี้ มีหวังโดนผู้จัดการไล่ออก”

ซันบอกว่า ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตู้เซฟในร้านของเขายังพอขายได้บ้าง กล่าวคือ มียอดขายเฉลี่ยเดือนละประมาณ 20 กว่าตู้ขนาดของตู้ที่ขายได้ โดยมากเป็นเซฟขนาดเล็ก ซึ่งมีราคาใบละ 7,000-15,000 บาท แต่ระยะ 1-2 เดือนที่ผ่านมานี้ ยอดขายเปลี่ยนไปอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

“บางวันตั้งแต่เปิดร้านมาตอนเช้า จนถึงปิดร้าน ทั้งวันไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลยสักคนเดียว ถ้าเป็นช่วงเสาร์-อาทิตย์ อาจจะมีลูกค้าเดินเข้ามาในร้านสัก 4-5 ราย แต่ไม่มีสักรายเดียวที่ตัดสินใจซื้อ ส่วนมากแค่เข้ามาถามสเปก ถามราคา แล้วขอแค็ตตาล็อกไปดู”

ซันบอกว่า เต็มที่เลยทุกวันนี้ เขาขายตู้เซฟทุกยี่ห้อรวมกันได้เฉลี่ยเดือนละไม่เกิน 10 ใบ เซฟที่ยังพอขายได้ คือ เซฟ ยี่ห้อ Godrej จากอินเดีย เพราะมีราคาถูกสุด ส่วนเซฟยี่ห้อดัง อย่าง Chubb ของอังกฤษ ซึ่งมีราคาสูงกว่าเซฟหลายยี่ห้อ นานหลายเดือนจึงจะขายได้สักใบ เช่นเดียวกับตู้เซฟเก็บปืนยาว ยี่ห้อ World Safes ซึ่งมีราคาใบละ 30,000-50,000 บาท เฉลี่ยนาน 2 เดือน จึงจะขายได้สักใบ

สุดใจ แก้วประเสริฐ แม่ค้าขายมะกอกน้ำ มะม่วงดิบ และผลไม้เปรี้ยวตามฤดูกาล คู่กับน้ำปลาหวาน ภายในห้างเดียวกันกับ “ซัน” ชี้มือไปที่ร้านรวงหลายแห่งที่ปิดตัวลง พร้อมกับขึ้นป้าย “ปิดปรับปรุง” อย่างไม่มีกำหนด

เธอว่า ร้านใหญ่ๆหลายแห่งต้องมีภาระค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมแล้วเดือนละ แสนกว่าบาท ยังไม่รวมค่าจ้างพนักงาน และรายจ่ายอื่น ถ้ามีลูกค้าเข้ามาใช้บริการตามสมควรเหมือนเมื่อตอนเพิ่งเปิดห้าง ก็พออยู่ได้ แต่ทุกวันนี้พอเห็นลูกค้าเดินผ่าน ทุกร้านแทบจะวิ่งเข้าไปแย่งกันอุ้มเข้ามาในร้านตัวเอง

“ที่ร้านขายผลไม้ คู่กับพริกกะเกลือ น้ำปลาหวาน หรือกะปิหวาน ชุดละ 50 บาท เมื่อตอนช่วงต้นปีนี้ วันธรรมดามียอดขายประมาณวันละ 7,000-8,000 บาท ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เคยขายได้ถึงวันละ 15,000 บาท ก็มี”

เธอว่า ผิดกับปัจจุบัน วันธรรมดาเหลือยอดขายเฉลี่ยแค่วันละ 3,000-4,000 บาท วันเสาร์-อาทิตย์ จากเคยขายได้วันละเป็นหมื่น ทุกวันนี้เหลือแค่ 8,000-9,000 บาทเท่านั้น

“ขนาดห้างนี้มีแต่ลูกค้ารวยๆ ขี่รถเก๋งเข้ามาจับจ่ายกันนะ ยอดขายยังฝืดขนาดนี้ ลูกค้าขาประจำหลายคน เมื่อก่อนเคยมาซื้อไปทีคนละ 3-4 ชุด เดี๋ยวนี้ซื้อกันอย่างมากแค่คนละ 2 ชุด ไม่รู้เป็นไง ขนาดคนมีสตางค์ ก็ยังไม่กล้าใช้เงิน”

สุดใจบอกว่า จากสภาพดังกล่าวทำให้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ทางห้างรู้สึกเห็นใจผู้ค้าหลายรายที่ประสบปัญหายอดขายหดหาย จึงแบ่งเบาภาระให้ผู้ค้าภายในห้างด้วยการลดค่าเช่าลง

“ที่ร้านเมื่อก่อน ค่าเช่าวันละ 1,200 บาท เดี๋ยวนี้เหลือเพียงวันละ 500 บาท เรียกว่าต่างฝ่ายต่างเห็นอกเห็นใจ และร่วมกัดฟันสู้ฝ่าฟัน หวังว่าสักวันนึงอะไรๆอาจกลับมาดีเหมือนก่อน”

ภัสสร ประสารภักดิ์ หรือ “จิ๋ม” เจ้าของ ภัสสรฟาร์ม เพาะแมวพันธุ์อเมริกันชอร์ตแฮร์ขาย อยู่ที่ ต.หนองโรง อ.หนองแค จ.สระบุรี เล่าว่า

เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ลูกแมวพันธุ์ดังกล่าวอายุเดือนครึ่ง-สองเดือน มีราคาถึงตัวละ 8,000-12,000 บาท ตามระดับความสวยของแมว เธอมีลูกค้าสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ต และไอดีไลน์ 08-6304-8467 ทั้งจากภาคเหนือ อีสาน และภาคใต้ สั่งออเดอร์กันมาไม่ขาดสาย

แต่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในวันนี้ ทำให้ชะตากรรมของ ภัสสรฟาร์ม และของ จิ๋ม เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

“เมื่อก่อนถ้าลูกแมวออกมา 10 ตัว เฉลี่ยขายได้ขั้นต่ำตัวละ 4,000-5,000 บาท เราก็เห็นเงินแสนบาทอยู่รำไรแล้ว ไม่เหมือนทุกวันนี้ กว่าจะได้เงินสักแสนบาท รอกันเป็นปียังไม่ได้เลย เพราะคนเริ่มระวังเรื่องค่าใช้จ่ายกับสิ่งฟุ่มเฟือย ทุกวันนี้หลังจากหักรายจ่ายค่าอาหาร ค่าวัคซีน วิตามิน และยำบำรุงให้แมวที่เลี้ยงไว้ 20 ตัว เดือนไหนเหลือกำไรสัก 20,000-30,000 บาท ถือว่าเก่งแล้ว”

“เราถนัดแต่เพาะพันธุ์แมว ไม่เคยทำอาชีพอื่น เลยไม่รู้จะเปลี่ยนไปทำอะไร ได้แต่ก้มหน้าประคองกิจการไป ยอมรับตอนนี้มือแปดด้าน” นักเพาะพันธุ์แมว ทิ้งท้าย

...................

http://www.prachachat.net/news_detail.p … 1469001652

"ธุรกิจพลังงาน"ระส่ำ ไทยออยล์-เอสโซ่ลดโอที/IRPCเปิดเออร์ลี่

14690016521469018855l.jpg

updated: 20 ก.ค. 2559 เวลา 20:30:22 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

โรงกลั่นน้ำมันระส่ำ หลังราคาน้ำมันผันผวน เดินหน้ารัดเข็มขัด ลดต้นทุน "เอสโซ่-ไทยออยล์" ประเดิมลดเวลาการทำงานของพนักงานลง ตั้งเป้าลดโอทีให้ได้ 100% ด้านโรงกลั่นไออาร์พีซีลดคนก่อนใคร เปิดโครงการสมัครใจลาออกลอตแรก 100 คน ขณะที่บริษัทในเครือ ปตท.ใช้วิธีเลิกจ้างพนักงานประจำ หันใช้ Outsource แทน ด้านธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่าง "เชฟรอน" ที่นำร่องปลดคนงานไปกว่า 800 คน หันมาตั้งบริษัทลูกรับพนักงานเดิมกลับเข้าทำงานในอัตรา Outsource เหมือน ปตท.

14686601771468660356l.jpg


ติดตามอ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ นสพ.ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 21-24 กรกฎาคม 2559

Last edited by linc49 (July 21, 2016 10:47 AM)

Offline

#5 July 21, 2016 10:37 AM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 5,892

Re: จักรภพ เพ็ญแข คุณเรียนไม่จบคอร์ส กรณีตุรกี บทเรียนสรุปไม่ได้ดี แน่ๆ

Published on Jul 21, 2016
คลิป นี้ ถูกบล๊อกทั้งในและต่างประเทศ ทั่วโลก หลายครั้ง

แต่ผมก็อยากจะนำเสนอ ก็เพราะว่า

เนื้อหา จะเป็นประโยนช์ต่อ ประชาชน ชาวไทย
Category
News & Politics
Licensehttps:/
Standard YouTube License   

Offline

#6 July 22, 2016 11:11 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: จักรภพ เพ็ญแข คุณเรียนไม่จบคอร์ส กรณีตุรกี บทเรียนสรุปไม่ได้ดี แน่ๆ

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/599735  +     * added

แนะไทยพลิกวิกฤติ ดันการเมืองหลุดพ้น'วงจรอุบาทว์'

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
วันที่ 20 สิงหาคม 2557, 13:45

640x390_599735_1412402242.jpg?timestamp=1469116140600
(รายงาน) นักวิชาการ ตปท. แนะไทยพลิกวิกฤติ ดันการเมืองหลุดพ้น "วงจรอุบาทว์"

เมื่อเร็วๆ นี้มีการนำเสนอความเห็นเรื่อง "ไทยสามารถฝ่าฟันวิกฤตเปลี่ยนผ่านการเมืองตอนนี้ไปได้อย่างไร" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเสวนาหัวข้อ "วิกฤติการเมืองไทยในสายตาต่างชาติ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต" ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

นายมาร์ค แซกเซอร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิ Friedrich Ebert Stiftung ประจำประเทศไทย กล่าวกับผู้สื่อข่าวภายหลังนำเสนอความเห็นว่า ภายใต้วาทกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในไทยขณะนี้ สะท้อนได้ว่าไทยยังไม่สามารถนำพาประเทศออกจากวิกฤติที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ได้

ทั้งนี้ หากประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงภาวะแวดล้อมการเกิดวาทกรรมอันเนื่องมาจากปัญหาความขัดแย้งที่เกิดระหว่างกลุ่มคนสนับสนุนเสื้อเหลือง ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนอำนาจนิยมผู้มีบารมีทางการเมือง และกลุ่มคนเสื้อแดงที่นิยมการใช้อำนาจกระตุ้นมวลชน โดยเปลี่ยนความขัดแย้งมาเป็นการทำความเข้าใจกันในทางการเมืองได้ นั่นจึงจะช่วยทำให้คนไทยและประเทศไทยออกจากวิกฤติได้

ต่อข้อถามว่า การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองทำให้คู่ขัดแย้งได้รับผลกระทบที่ไม่ดีทั้งคู่ จะต้องใช้เวลานานเท่าไรจึงจะแก้ไขบาดแผลแห่งความขัดแย้งนี้ได้ นายแซกเซอร์ กล่าวว่า บาดแผลทางการเมืองในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาใช้เวลานานกว่าจะรักษาได้ แต่คนไทยไม่ควรมองว่าเมื่อเกิดวิกฤติแล้วต้องเป็นวิกฤติเสมอไป แต่ควรมองว่าวิกฤตินั้นเป็นโอกาสนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง นำไปสู่สิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิมได้เช่นกัน

"สำหรับผมแปลกใจที่ว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งนี้ คือเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ใช้เวลานานถึงจะเกิด ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเกิดขึ้นเร็วกว่านี้ การเปลี่ยนแปลงมีส่วนเหมือนกับช่วงที่เกิดใน ยุคสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี) แต่ที่ไม่เหมือนกันคือครั้งนั้นใช้อำนาจความรุนแรงในระดับกว้าง แต่การเข้ามาของกองทัพครั้งนี้ไม่ได้ใช้อำนาจหรือความรุนแรงมาก เพราะชนชั้นนำรู้ตัวว่าอาจเสียอำนาจ และทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้แล้ว" นายแซกเซอร์ กล่าว

ด้าน นายเอดวาร์ด คนุธ อาจารย์ในโครงการปริญญาตรี โครงการอังกฤษ-อเมริกันศึกษา (British and Ametican Studies) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเสวนา มองว่า ไทยยังอยู่ในวงจรอุบาทว์ทางการเมือง 5 ขั้นตอน ซึ่งหมายถึง

ขั้นแรก มีเผด็จการเข้ามาคุมอำนาจ

ขั้นที่สอง เกิดการสร้างประชาธิปไตยกระดาษ

ขั้นที่สาม การเกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่แล้วก็เกิด...

ขั้นที่สี่ วิกฤติการเมือง ที่จบลงในขั้นสุดท้ายเมื่อ...

ขั้นที่ห้า กองทัพเข้ามาแทรกแซง

นายคนุธ เชื่อว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและคนไทยทั้งประเทศจำเป็นต้องช่วยกันหยุดวงจรอันเลวร้ายนี้ให้ได้ ซึ่งเขาเห็นว่าตอนนี้ยังพูดไม่ได้ว่าไทยมีประชาธิปไตย ส่วนวิธีที่จะออกจากวงจรเลวร้าย ต้องทำอย่างไรบ้างนั้น ยอมรับว่ายังไม่รู้ว่ามีทางแก้ปัญหาหรือทางออกใดที่ชัดเจน

"ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมีการรัฐประหารที่ทำสำเร็จ 12 ครั้ง และอีก 7 ครั้งพยายามทำแต่ไม่สำเร็จ มีรัฐธรรมนูญถึง 19 ฉบับ ทั้งที่เป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวและถาวร ที่ผ่านมามีผู้นำรัฐบาล 28 คน มีอยู่ 9 คนมาจากการเลือกตั้งและเลือกตั้งซ่อม รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจริงๆ ที่ผ่านมาอยู่บริหารประเทศเป็นเวลารวมกัน 19 ปี"

ทั้งนี้ เขาได้เสนอแนะ 3 แนวทางซึ่งเป็นทางออกที่พอจะทำได้ คือ 1.ให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายยอมรับในผลการเลือกตั้ง หากมีการเลือกตั้งตามแนวทางประชาธิปไตย 2.ให้ทุกฝ่ายยอมรับกฎที่เกิดขึ้นตามกฎหมายหรือนิติรัฐ ให้ทุกฝ่ายถือเรื่องนี้เป็นคำตอบของทุกความขัดแย้ง และ 3.กลุ่มคนเสื้อแดงที่มีข้อขัดแย้ง ต้องยอมรับคำตัดสินของศาลทุกอย่าง ไม่ว่ากรณีใดๆ

นายคนุธ มองว่า กองทัพมีทางเลือกที่จะช่วยหยุดการเมืองที่เป็นอัมพาต หรือภาวะที่ประเทศเกิดการชัตดาวน์ได้ ซึ่งภาวะที่เกิดขึ้นดังกล่าวไม่ได้เกิดเอง แต่เกิดจากการล้มการเลือกตั้งและกองทัพเข้ามาแทรกแซงอย่างเปิดเผย

"เหตุผลที่ไทยต้องรับฟังผู้เชี่ยวชาญต่างชาติอย่างผมและผู้ที่ร่วมเสวนาครั้งนี้ เป็นเพราะในประวัติศาสตร์ตามทฤษฎีมานุษยวิทยา พบว่าประเทศที่เปิดกว้างรับมุมมองของชาวต่างชาติอยู่เสมอ ประเทศนั้นๆ มักบริหารประเทศให้อยู่รอดได้ในระยะยาว ตรงข้ามกับประเทศที่ไม่เปิดรับมุมมองต่างชาติ มักล่มสลาย อยู่ได้ไม่นานในระยะยาว"

ขณะที่ นายคลอดิโอ โซปรานเซตติ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดซึ่ง มีงานวิจัยเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเมืองไทย เห็นว่า วิกฤติการเมืองไทยครั้งนี้และในอดีตเกิดจากการต่อสู้ 2 กลุ่มที่มาจาก 2 รูปแบบ คือ

แบบแรก กลุ่มสนับสนุนอำนาจมาจากบารมี

แบบที่สอง กลุ่มสนับสนุนอำนาจที่ได้มาจากกระตุ้นขับเคลื่อนด้วยมวลชน        * ทักษิณ นำกลุ่มนี้และพยายามสถาปนาบารมีใหม่

"ทั้งสองแนวคิดล้วนขัดกับหลักประชาธิปไตยในระดับสากล ดังนั้นปัญหาจึงอยู่ที่กลุ่มผู้สนับสนุนอำนาจทั้ง 2 รูปแบบเกิดความขัดแย้ง และในที่สุดนำมาซึ่งวิกฤติการเมือง การทำให้การเมืองเกิดเสถียรภาพได้ต้องทำให้เกิดความสมดุลและประนีประนอมระหว่างกลุ่มคนทั้งสองกลุ่มนี้ให้ได้ ให้การเมืองไทยอยู่ในภาวะเกิดสมดุล"

ในช่วงท้าย นายแซกเซอร์ได้ตอบคำถามถึงข้อสงสัยที่ว่า เพราะเหตุใดประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย อย่างสิงคโปร์และจีน จึงมีเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองได้ ซึ่งเขามองว่าประเทศเผด็จการอย่างสิงคโปร์และจีนมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในบางส่วนที่เกิดจากการกดขี่แรงงาน ขณะที่ความสัมพันธ์ของคนในสังคมเป็นไปอย่างไม่ยุติธรรม

เขาเชื่อว่าในประเทศเหล่านี้ การกดขี่ยังมีอยู่ มีความขัดแย้งเกิดขึ้นภายในซึ่งมองไม่เห็น และสร้างมายาคติทางการเมืองให้มองจากภายนอกว่าการเมืองมีเสถียรภาพ สำหรับเขาจึงไม่คิดว่าประเทศเหล่านี้จะสามารถรักษาระดับการพัฒนาเศรษฐกิจได้เรื่อยๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือสร้างนวัตกรรมใหม่ทางการเมืองได้

Last edited by linc49 (July 22, 2016 2:03 PM)

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.