iFreeThai

#1 July 22, 2016 10:14 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

นักวิชาการต่างปท.วิเคราะห์"ประชามติ"ไม่ช่วย"ไทย"พ้นวิกฤติ.

นักวิชาการต่างปท.วิเคราะห์"ประชามติ"ไม่ช่วย"ไทย"พ้นวิกฤติ.

photo.jpgjom voice

เผยแพร่เมื่อ 20 ก.ค. 2016
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2559 ที่ภาควิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยบอนน์ ประเทศเยอรมัน มีการสัมมนาเรื่อง "ทหาร กับ การทำประชามติ ทิศทางการขับเคลื่อนประชาธิปไตยไทย โดยความร่วมมือของ มูลนิธิเอเชียเฮาส์ มหาวิทยาลัยบอนน์ และกลุ่มคนไทยผู้รักประชาธิปไตยในยุโรป โดยมีนักวิชาการต่างประเทศ นักวิชาการไทย นักเคลือ่นไหวเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย เข้าร่วมสัมมนากว่า 200 คน

ที่ประชุมมีความเห็นสอดคล้องกันว่า รัฐประหารที่เกิดขึ้นหลายครั้งในการเมืองไทย เพราะปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ของชนชั้นนำ ซึ่งนับวันจะทำให้ประเทศไทยอ่อนแอ และการทำประชามติ วันที่ 7 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ก็ไม่ได้ช่วยให้อนาคตการประชาธิปไตยของไทยจะดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย

นอกจากนั้น ในส่วนของคนไทยในอเมริกา ก็จะมีการจัดเดินรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่ วันที่ 30 กรกฎาคมนี้ บนถนนฮอลลีวุ้ด ในกลางเมืองแอลเอ.แคลิฟอร์เนีย และวันที่ 5 สิงหาคม กลุ่มเยาวชนอเมริกันผู้ที่ต้องการให้ประเทศไทยมีความเป็นประชาธิปไตย รวมทั้งกลุ่มคนไทยผู้รักประชาธิปไตยจะเดินทางไปยื่นหนังสือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ต่อ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแองเจอลิส ด้วย

Last edited by linc49 (July 22, 2016 10:17 AM)

Offline

#2 July 22, 2016 11:08 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: นักวิชาการต่างปท.วิเคราะห์"ประชามติ"ไม่ช่วย"ไทย"พ้นวิกฤติ.

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/599735  +     * added

แนะไทยพลิกวิกฤติ ดันการเมืองหลุดพ้น'วงจรอุบาทว์'

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
วันที่ 20 สิงหาคม 2557, 13:45

640x390_599735_1412402242.jpg?timestamp=1469116140600
(รายงาน) นักวิชาการ ตปท. แนะไทยพลิกวิกฤติ ดันการเมืองหลุดพ้น "วงจรอุบาทว์"

เมื่อเร็วๆ นี้มีการนำเสนอความเห็นเรื่อง "ไทยสามารถฝ่าฟันวิกฤตเปลี่ยนผ่านการเมืองตอนนี้ไปได้อย่างไร" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเสวนาหัวข้อ "วิกฤติการเมืองไทยในสายตาต่างชาติ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต" ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

นายมาร์ค แซกเซอร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิ Friedrich Ebert Stiftung ประจำประเทศไทย กล่าวกับผู้สื่อข่าวภายหลังนำเสนอความเห็นว่า ภายใต้วาทกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในไทยขณะนี้ สะท้อนได้ว่าไทยยังไม่สามารถนำพาประเทศออกจากวิกฤติที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ได้

ทั้งนี้ หากประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงภาวะแวดล้อมการเกิดวาทกรรมอันเนื่องมาจากปัญหาความขัดแย้งที่เกิดระหว่างกลุ่มคนสนับสนุนเสื้อเหลือง ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนอำนาจนิยมผู้มีบารมีทางการเมือง และกลุ่มคนเสื้อแดงที่นิยมการใช้อำนาจกระตุ้นมวลชน โดยเปลี่ยนความขัดแย้งมาเป็นการทำความเข้าใจกันในทางการเมืองได้ นั่นจึงจะช่วยทำให้คนไทยและประเทศไทยออกจากวิกฤติได้

ต่อข้อถามว่า การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองทำให้คู่ขัดแย้งได้รับผลกระทบที่ไม่ดีทั้งคู่ จะต้องใช้เวลานานเท่าไรจึงจะแก้ไขบาดแผลแห่งความขัดแย้งนี้ได้ นายแซกเซอร์ กล่าวว่า บาดแผลทางการเมืองในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาใช้เวลานานกว่าจะรักษาได้ แต่คนไทยไม่ควรมองว่าเมื่อเกิดวิกฤติแล้วต้องเป็นวิกฤติเสมอไป แต่ควรมองว่าวิกฤตินั้นเป็นโอกาสนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง นำไปสู่สิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิมได้เช่นกัน

"สำหรับผมแปลกใจที่ว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งนี้ คือเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ใช้เวลานานถึงจะเกิด ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเกิดขึ้นเร็วกว่านี้ การเปลี่ยนแปลงมีส่วนเหมือนกับช่วงที่เกิดใน ยุคสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี) แต่ที่ไม่เหมือนกันคือครั้งนั้นใช้อำนาจความรุนแรงในระดับกว้าง แต่การเข้ามาของกองทัพครั้งนี้ไม่ได้ใช้อำนาจหรือความรุนแรงมาก เพราะชนชั้นนำรู้ตัวว่าอาจเสียอำนาจ และทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้แล้ว" นายแซกเซอร์ กล่าว

ด้าน นายเอดวาร์ด คนุธ อาจารย์ในโครงการปริญญาตรี โครงการอังกฤษ-อเมริกันศึกษา (British and Ametican Studies) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเสวนา มองว่า ไทยยังอยู่ในวงจรอุบาทว์ทางการเมือง 5 ขั้นตอน ซึ่งหมายถึง

ขั้นแรก มีเผด็จการเข้ามาคุมอำนาจ

ขั้นที่สอง เกิดการสร้างประชาธิปไตยกระดาษ

ขั้นที่สาม การเกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่แล้วก็เกิด...

ขั้นที่สี่ วิกฤติการเมือง ที่จบลงในขั้นสุดท้ายเมื่อ...

ขั้นที่ห้า กองทัพเข้ามาแทรกแซง

นายคนุธ เชื่อว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและคนไทยทั้งประเทศจำเป็นต้องช่วยกันหยุดวงจรอันเลวร้ายนี้ให้ได้ ซึ่งเขาเห็นว่าตอนนี้ยังพูดไม่ได้ว่าไทยมีประชาธิปไตย ส่วนวิธีที่จะออกจากวงจรเลวร้าย ต้องทำอย่างไรบ้างนั้น ยอมรับว่ายังไม่รู้ว่ามีทางแก้ปัญหาหรือทางออกใดที่ชัดเจน

"ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมีการรัฐประหารที่ทำสำเร็จ 12 ครั้ง และอีก 7 ครั้งพยายามทำแต่ไม่สำเร็จ มีรัฐธรรมนูญถึง 19 ฉบับ ทั้งที่เป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวและถาวร ที่ผ่านมามีผู้นำรัฐบาล 28 คน มีอยู่ 9 คนมาจากการเลือกตั้งและเลือกตั้งซ่อม รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจริงๆ ที่ผ่านมาอยู่บริหารประเทศเป็นเวลารวมกัน 19 ปี"

ทั้งนี้ เขาได้เสนอแนะ 3 แนวทางซึ่งเป็นทางออกที่พอจะทำได้ คือ 1.ให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายยอมรับในผลการเลือกตั้ง หากมีการเลือกตั้งตามแนวทางประชาธิปไตย 2.ให้ทุกฝ่ายยอมรับกฎที่เกิดขึ้นตามกฎหมายหรือนิติรัฐ ให้ทุกฝ่ายถือเรื่องนี้เป็นคำตอบของทุกความขัดแย้ง และ 3.กลุ่มคนเสื้อแดงที่มีข้อขัดแย้ง ต้องยอมรับคำตัดสินของศาลทุกอย่าง ไม่ว่ากรณีใดๆ

นายคนุธ มองว่า กองทัพมีทางเลือกที่จะช่วยหยุดการเมืองที่เป็นอัมพาต หรือภาวะที่ประเทศเกิดการชัตดาวน์ได้ ซึ่งภาวะที่เกิดขึ้นดังกล่าวไม่ได้เกิดเอง แต่เกิดจากการล้มการเลือกตั้งและกองทัพเข้ามาแทรกแซงอย่างเปิดเผย

"เหตุผลที่ไทยต้องรับฟังผู้เชี่ยวชาญต่างชาติอย่างผมและผู้ที่ร่วมเสวนาครั้งนี้ เป็นเพราะในประวัติศาสตร์ตามทฤษฎีมานุษยวิทยา พบว่าประเทศที่เปิดกว้างรับมุมมองของชาวต่างชาติอยู่เสมอ ประเทศนั้นๆ มักบริหารประเทศให้อยู่รอดได้ในระยะยาว ตรงข้ามกับประเทศที่ไม่เปิดรับมุมมองต่างชาติ มักล่มสลาย อยู่ได้ไม่นานในระยะยาว"

ขณะที่ นายคลอดิโอ โซปรานเซตติ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดซึ่ง มีงานวิจัยเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเมืองไทย เห็นว่า วิกฤติการเมืองไทยครั้งนี้และในอดีตเกิดจากการต่อสู้ 2 กลุ่มที่มาจาก 2 รูปแบบ คือ

แบบแรก กลุ่มสนับสนุนอำนาจมาจากบารมี

แบบที่สอง กลุ่มสนับสนุนอำนาจที่ได้มาจากกระตุ้นขับเคลื่อนด้วยมวลชน        * ทักษิณ นำกลุ่มนี้และพยายามสถาปนาบารมีใหม่

"ทั้งสองแนวคิดล้วนขัดกับหลักประชาธิปไตยในระดับสากล ดังนั้นปัญหาจึงอยู่ที่กลุ่มผู้สนับสนุนอำนาจทั้ง 2 รูปแบบเกิดความขัดแย้ง และในที่สุดนำมาซึ่งวิกฤติการเมือง การทำให้การเมืองเกิดเสถียรภาพได้ต้องทำให้เกิดความสมดุลและประนีประนอมระหว่างกลุ่มคนทั้งสองกลุ่มนี้ให้ได้ ให้การเมืองไทยอยู่ในภาวะเกิดสมดุล"

ในช่วงท้าย นายแซกเซอร์ได้ตอบคำถามถึงข้อสงสัยที่ว่า เพราะเหตุใดประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย อย่างสิงคโปร์และจีน จึงมีเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองได้ ซึ่งเขามองว่าประเทศเผด็จการอย่างสิงคโปร์และจีนมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในบางส่วนที่เกิดจากการกดขี่แรงงาน ขณะที่ความสัมพันธ์ของคนในสังคมเป็นไปอย่างไม่ยุติธรรม

เขาเชื่อว่าในประเทศเหล่านี้ การกดขี่ยังมีอยู่ มีความขัดแย้งเกิดขึ้นภายในซึ่งมองไม่เห็น และสร้างมายาคติทางการเมืองให้มองจากภายนอกว่าการเมืองมีเสถียรภาพ สำหรับเขาจึงไม่คิดว่าประเทศเหล่านี้จะสามารถรักษาระดับการพัฒนาเศรษฐกิจได้เรื่อยๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือสร้างนวัตกรรมใหม่ทางการเมืองได้

Last edited by linc49 (July 23, 2016 11:19 AM)

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.