iFreeThai

#1 July 26, 2016 11:00 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

จากข้อมูลเหล่านี้ที่ปรากฏและเหตุการณ์ที่สอดรับกัน จึงเป็นที่มาของคำถาม ?

   

“มีความเป็นไปได้ไหมที่ ทักษิณ ใช้ระบบอุปถัมภ์(ระบบชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมืองอย่างเป็นระบบ”

ระบบอุปถัมภ์ (The Patronage System) หรือ ที่เรียกง่ายๆว่า ระบบชุบเลี้ยง อาจเรียกในแบบอื่นๆ เช่น ระบบสกปรก (Spoils System) ระบบคนโปรด (Favoritism) หรือ ระบบเล่นพวก (Nepotism) โดยเฉพาะสังคมไทยเป็นสังคมระบบเครือญาติพึ่งพาอาศัยกันและยึดมั่นบุคคล มาแต่อดีตเป็นระบบเก่าแก่ที่มีมานาน และระบบนี้เองคือรูปแบบหนึ่งของการคอรัปชั่นที่เป็นองค์กรเครือข่ายจัดตั้งขนาดใหญ่

ลำดับเนื้อหาจะกล่าวถึง หลักฐานทางสถิติก่อน แล้วตามด้วยลำดับเหคุการณ์ตามช่วงเวลา เพื่อเป็นเหตุนำมาสู่ผลในการที่จะเพิ่มงบประมาณทหาร อันนำไปสู่การจัดตั้งระบบการชุบเลี้ยง โดยผู้นำรัฐบาลด้วยภาษีของประชาชน

1.    ย้อนไปปี 2544,2545,2546,2547 รัฐบาลพรรคไทยรักไทย กับการเปิดเกม “โจรกระจอก”
2.    ปฏิบัติการโปเชนตง  ม.ค. 2546 Political drama… เพื่อสร้างภาวะผู้นำสู่วีรบุรุษ?   
3.    การจัดซื้อ GT200 เริ่มจาก 2547 แพร่กระจายและเพิ่มจำนวนมากขึ้นใน 3 จว. แดนใต้
4.    เตรียมเลือกตั้ง เสียง ทักษิณปี 2548 จังหวัดไหนมอบความไว้วางใจให้ เราต้องดูแลเป็นพิเศษ
5.    "เหตุการณ์สงบ งบไม่มา" คลิปนี้จะทำให้เราจะเข้าใจเหตุการณ์ภาคใต้ได้ดีมากขึ้น เผยแพร่ในปี 2556 สอดคล้องกับรายงาน 89%ของเหตุการณ์ในรอบ 13 ปี
        อยู่ในช่วงรัฐบาลไทยรักไทยของทักษิณ
6.    กรณีตัวอย่าง ‘การรุมทึ้งงบประมาณแผ่นดิน’ ของข้าราชการประจำ โดยมติ ครม. 2547,2549
7.    ศาลตัดสินยึดทรัพย์ทักษิณ 4.6 หมื่นล้าน 26 ก.พ. 53 (ก่อน เม.ย.-พ.ค. เลือด) ไม่ใช่อย่างที่ นปช.บิดเบือน
8.    ปี 2559 วงจรอุบาทว์ มันหยุดไม่ได้เสียแล้ว งบกลาโหม-ทัพบก สุดอู้ฟู่ รัฐจัดงบเพิ่ม 150% ในสิบปี
   
     
ขอเชิญอ่านรายละเอียดด้วยความมีสติและใจเป็นกลาง ตามแนวลำดับหลักๆด้านบน แต่ก็มีเสริมเรื่องปลีกย่อยอีก

อ้างอิง   http://www.skyscrapercity.com/showthrea … 12&page=12

%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87-%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87.jpg

ช่วงสุดท้ายที่ นายกทักษิณอนุมัติงบทหาร คือ  ปี  2549 ต่อ 2550 รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือก่อนงบปี 2550 เริ่ม ต.ค. 2549 งบทหารเพิ่มขึ้นถึง 33.84 % ประเทศไทยจะมีสงครามหรือภัยคุกคามหรือ? ทั้งที่ ปี 2550 GDP คาดการณ์จะโต ก็ไม่เกิน 5% (ดู ข้อมูล GDP ต่อหัวประชากรที่เกิดจริง ในรูปด้านล่าง) …อัดงบให้ทหารหวังสร้างระบบชุบเลี้ยงเพื่อสร้างศรัทธาอันนำไปสู่การขยายอำนาจและอิทธิพลของตนโดยลงทุนด้วยงบประมาณของรัฐ เงินส่วนเพิ่มที่มากมายเหล่านี้เองจะนำไปสู่การคอรัปชั่นของระบบสกปรกที่จะสร้างการเล่นพวกให้อำนาจอิทธิพลของตนแผ่ขยายออกไปด้วยความละโมบของเหล่าคนชั่ว จึงมีข้อสังเกตว่าการรัฐประหารกระทำขึ้นก่อนจะมีการใช้เงินงบปี 2550 นั่นคือแม้จะตัดตอนสายป่านแห่งระบบเล่นพวกแต่ก็ยากที่จะจัดการ ดังจะเห็นได้จากงบปี  2550 ต่อ 2551 ในสมัยนายก พลเอก สุรยุทธ ก็ยังคงงบทหารในอัตราที่เพิ่มขึ้นถึง 24.77 % ในขณะที่รัฐบาลสมัย นายสมัคร งบปี 2551 ต่อ 2552 นั้นยังคงงบทหารในอัตราที่เพิ่มขึ้นถึง 18.56 % แม้ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หลังน้ำท่วมใหญ่ของประเทศไทยที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากมาย แต่งบปี 2555 ต่อ 2556   ก็ยังคงอัตรา 7.01 % ที่เพิ่มขึ้นสูงกว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของ GDP อีก กลายเป็นว่างบกลาโหมนี้เป็นเครื่องมือในการเล่นพวกและสร้างอิทธิพลโดยวิธีคิดของทักษิณในระบบธุรกิจการเมือง ที่เมื่อลงทุนในด้านการเมืองผ่านอิทธิพลของหัวคะแนนในต่างจังหวัดและสร้างการโฆษณาชวนเชื่อในนโยบายด้วยทีมนักวิชาการและผู้มีประสบการณ์ในวิชาชีพจำนวนหนึ่งเพื่อดึงมวลชน และเมื่อเลือกตั้งได้แล้วก็สามารถเข้ามาบริหารจัดการงบประมาณของรัฐได้อย่างถูกกฎหมายด้วยผ่านการเลือกตั้ง แต่แฝงไว้ด้วยวิธีการที่ไม่โปร่งใสขาดจริยธรรมและคุณธรรมในมโนสำนึกอย่างคนทั่วไปในสังคมอันเป็นที่ยอมรับ

เปรียบเทียบ อัตราการเจริญเติบโตของ GDP ต่อหัวประชากร เป็น % ที่เพิ่มขึ้นต่อปี (โดยพิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงของจำนวนประชากรมีไม่มากจึงไม่มีผลและสามารถแทนการเปลี่ยนของ GDP ได้ )
อ้างอิง    http://www.newmandala.org/how-bad-is-thaksinomics/

GDP-per-capita-growth.jpg

สังเกต   อัตราการเจริญเติบโตของ GDP ต่อหัวประชากรจริงใน ปี ค.ศ. 2001 (คือ พ.ศ. 2544) และ ปี ค.ศ. 2007 (คือ พ.ศ. 2550) มีค่าไม่เกิน 5  %  ยกเว้น ปี 2003 ที่มีค่า 6  %  แต่ รัฐบาลทักษิณกลับให้งบทหารในอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 33.84 % ในปี ค.ศ. 2007 (คือ พ.ศ. 2550) โดยพรรคไทยรักไทยจะลงเลือกตั้งต่อเพื่อสมัยหน้าของทักษิณแต่ถูกรัฐประหารตัดตอนการหว่านเงินงบประมาณให้กับเหล่าทหารเสียก่อนในวันที่ 19 ก.ย. 2549



ปริศนาที่ไม่มีคำตอบ ???!!!

ย้อนเวลากลับไปในปี 2544 รัฐบาลพรรคไทยรักไทย
ข้อมูล จาก เว็บจับเท็จ น่าสนใจ
อ้างอิง  https://www.jabted.com/statement/Thaksin-speech/

ลักษณะคำพูดของทักษิณ... เหมือนมีนัยเป็นการตีกรอบนโยบาย เพื่อให้อยู่ในความสามารถควบคุมได้ ?

thaksin_2544.jpg

“โจรกระจอก” จริงหรือไม่ เพราะมีเหตุการณ์ปล้นปืนอีก 4 ครั้ง หลังปี 2544 คือ
•    คดีปล้นปืน 33 กระบอก จากอุทยานแห่งชาติบางลาง อ.ธารโต และ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2545
•    คดีปล้นปืนจำนวน 19 กระบอก จากหน่วยทักษิณพัฒนาที่ 5 อ.ธารโต จ.ยะลา เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2546
•    คดีปล้นปืนจำนวน 13 กระบอก จากหน่วยทักษิณพัฒนาที่ 12 อ.สุคิริน จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2546
•    และคดีปล้นปืนจากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "ค่ายปิเหล็ง" ต.ปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง
        จ.นราธิวาสเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2547

ถึงแม้ว่าจะมีความเคลื่อนไหวในลักษณะต้องการแบ่งแยกดินแดนบริเวณปัตตานีมาเป็นเวลานาน แต่ความไม่สงบดังกล่าวเริ่มบานปลายขึ้นหลัง พ.ศ. 2547

………………



ปฏิบัติการโปเชนตง  Political drama

…. เพื่อสร้างภาวะผู้นำ สู่วีรบุรุษ ?   หรือสร้างเหตุเพื่อเพิ่มงบทหาร ?  หรือได้ทั้งสองอย่าง ?

X4999884-25.jpg

ManagerN03.2op.jpg

วันที่    29-30 มกราคม พ.ศ. 2546
http://www.oknation.net/blog/nn1234/2009/12/15/entry-1   ภาพ+ เนื้อหาบางส่วน

thai_embassy.jpg

* เรื่องที่นิติภูมิเขียนมีความขัดแย้งในตัวเพียงใช้แค่สามัญสำนึก
นายนิติภูมิ นวรัตน์ เขียนลงในคอลัมน์ประจำหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันว่า “ผมทราบว่า ครม.ของนายกฯทักษิณ  ชินวัตร มีมติให้เปิดด่านถาวรช่องบ้านแหลม ช่องที่มีปริมาณการค้าน้อยกว่าช่องบ้านผักกาดเยอะมาก แถมยังไกลจากจังหวัดพระตระบองอีกบานเบอะเยอะแยะ มติครม.มตินี้ทำให้ฝ่ายเขมรอึ้ง ความหวังของเขมรที่จะพัฒนากรุงไพลินให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมและลากสินค้าเข้าไทยไปส่งออกที่ท่าเรือแหลมฉบังจบหายไป

พุธที่  29 มค.วันดียวกันนั้นเอง ก็มีการเผาสถานฑูตไทย สาเหตุไม่ใช่จากนิยายน้ำเน่าที่ผมนำมาเล่ารับใช้ข้างบนหรอกครับ สาเหตุของแท้ไม่ใช่เกิดจากเรื่องนี้แน่ ถึงวันนี้ ใครๆ ก็พุ่งเป้าไปที่นายกฯ ฮุนเซน”

https://www.cambodiadaily.com/archives/ … age-21791/

HUN SEN TAKES BEATING ON INTERNATIONAL STAGE
BY KEVIN DOYLE AND LOR CHANDARA | FEBRUARY 4, 2003
Whatever the true motive behind last week’s anti-Thai riots in Phnom Penh, newspapers, magazines and media outlets from South Korea to Australia are dumping the blame on Prime Minister Hun Sen in scathing commentaries that have chopped Cambodia’s international image to its lowest point in years.


http://www.manager.co.th/mwebboard/list … &Mbrowse=6        อ้างข่าว AFP

นายกฯเขมรประกาศ "กบ สุวนันท์ ไร้ค่ายิ่งกว่าต้นหญ้าในนครวัด" …ดราม่าสุดๆ

http://www.asiantribune.com/news/2003/0 … -thai-riot

On Monday, Hun Sen said that if Suwanan indeed made the remarks attributed to her, her value among Cambodians would be "cheaper than several bushes of grass at Angkor Wat."   * วันจันทร์คือวันที่ 27 มกราคม 2003


...............................................................................................................................................................................................................................

หมายเหตุตรงนี้ * ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว? ต้องตรวจสอบต่อ *

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews … 0000137859
(บทความพิเศษ)ปราโมทย์ นาครทรรพ
ย่อเรื่องใครช่วยเขมรฮุนเซนเผาสถานทูตไทย
       
        1. ในวันที่ 28 มกราคม 2546 ความโกรธและการกระพือข่าวว่านางเอกยอดนิยมไทย (ในเขมร) บอกว่าจะไม่ไปเขมรอีกจนกว่าไทยจะได้เขาพระวิหารคืน ทำให้ชาตินิยมเขมรเลือดขึ้นหน้า นักเลงนอกเครื่องแบบและกุ๋ยเขมรเกือบพันพากันเข้าถล่มเผาสถานทูตและธุรกิจไทยอีก 5 แห่งโดยปราศจากการคุ้มครองของใดๆ ของรัฐเขมรแม้แต่น้อย
       
        กระแสข่าวอ้างว่าฮุนเซนอยู่เบื้องหลัง (Hun Sen behind the rioting? Khmer Intelligence, a shadowy anti-Hun Sen information and rumor reporting site, claims: Hun Sen was behind yesterday’s violent anti-Thai demonstrations(2) After delivering inflammatory speeches broadcast on the national radio and television to exacerbate nationalistic and anti-Thai feelings following an alleged insult to the Cambodian people by a Thai actress, Prime Minister Hun Sen decided to organize yesterday’s anti-Thai demonstrations in Phnom Penh, which turned violent.) ด้วยการกระพือข่าวและจัดม็อบเอง ตรงกับข่าวกรองสิงคโปร์ว่า รมว.กลาโหมและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ Hok Lundy นั่งดูเหตุการณ์อยู่ด้วยกัน ณ ที่ทำการพรรคฮุนเซนห่างจากสถานทูตไทยเพียง 500 เมตรและสั่งมิให้ตำรวจยิงหรือขัดขวางผู้ก่อจลาจล Hok Lundy เฮลิคอปเตอร์ตกตายในปี 2541 นสพ. Guardianของอังกฤษ ลงว่า Diplomats in Phnom Penh routinely referred to Hok Lundy as a “thug”. This reputation was further enhanced by his role in the burning of the Thai embassy in January 2003. The police chief, who was normally no fan of demonstrators, had permitted anti-Thai protestors to run riot, attacking Thai-owned properties all over Phnom Penh. In the aftermath of this violence he persuaded the prime minister to sack the capital's popular governor, his arch-rival Chea Sophara, as a scapegoat
       
        ฮุน เซน ออกอากาศประณามไทยและใส่ร้ายในวันพุธก่อนเกิดเหตุหนึ่งวัน และ Hok Lundy นำนสพ.ใส่ความดาราสาวไทยมาอัดให้มอเตอร์ไซค์นำไปแจกจ่ายทั่วเมือง รวมทั้งพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงเพื่อเอาไว้ให้จลาจลเหยียบย่ำด้วย
http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1388211
       2. ทรัพย์สินไทยที่ถูกเผาและทำลายเสียหายในวันที่ 28 มกราคม 2546คือสถานทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูต the Royal Phnom Penh Hotel บริษัทสามารถเทเลคอม MPP Corp ทีวี 5 และแคมบอเดียชินวัตร
       
       3. ผู้รับจะจ่ายชดใช้ค่าเสียหาย และผู้จ่ายค่าเสียหายตัวจริง รัฐบาลฮุนเซนแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งและสัญญาจะชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดข้อเท็จจริง รัฐบาลของทักษิณควักกระเป๋าจ่ายแทน ผมจำตัวเลขไม่ได้ แต่จำได้ว่า แคมบอเดียชินวัตร ของทักษิณได้รับ 21 ล้านดอลลาร์
       
        4. ผู้ได้รับผลพลอยได้ทางอ้อมในเขมร คือฮุนเซน ที่ชนะเลือกตั้งขาดลอย ชื่อเสียงพุ่งกระฉูดเพราะสามารถปราบทุนสามานย์และรัฐไทย แถมปลดผู้ว่าฯ พนมเปญฐานบกพร่องต่อหน้าที่ปล่อยให้เกิดจลาจล ฉวยโอกาสตั้งสมุนของตนขึ้นแทน
       
        5. ผู้ได้รับผลพลอยได้ทางอ้อมในไทยคือทักษิณที่ส่งเครื่องบินไปรับคนไทยทันท่วงที ประกาศขู่เขมรฟ่อๆ เรียกร้องค่าเสียหายและความรับผิดชอบสูงสุดจากกัมพูชา ทำให้คะแนนพุ่งกระฉูด เกิดภาพลักษณ์ว่าเป็นผู้นำที่เด็ดขาดในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน (แต่ไม่รู้อะไรทำให้ใจอ่อนปวกเปียกใช้หนี้ค่าเสียหายแทนฮุนเซนได้)
       
        6. ข่าวลือหรือข่าวกรอง จากสำนักข่าวกรองฝรั่งและชาวกัมพูชาที่รักความจริง จริงเท็จอยู่ที่ข่าว เขาว่า เหตุการณ์จลาจลแอนตี้ประเทศไทยนั้นเป็นการจัดฉาก โดยมีผู้แอบเห็นว่าลูกจ้างของบริษัทชินได้แอบขนย้ายเอกสารและหนังสือสำคัญออกไปก่อน และพากันไปอยู่ในที่ตั้งมั่นที่ปลอดภัย ใครจะแอบได้ยินหรือมีข้อตกลงกันระหว่างฮุนเซนกับทักษิณหรือเปล่าไม่ทราบ ว่าฝ่ายหนึ่งจะสอนวิธีครองอำนาจเกิน 25 ปี และอีกฝ่ายหนึ่งจะสอนวิธีหาความมั่งคั่งจากสมบัติของประเทศเอาไว้ใช้ชั่วลูกหลาน100ชาติก็ไม่หมด แต่มีเอกสารอ้างอิงว่า หากไม่มีเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้น บริษัทบางบริษัทจะต้องสูญเสียสัมปทานให้กับคู่แข่ง และไม่มีวิธีอื่นที่แนบเนียนเท่านี้ แถมมีผลพลอยได้เกินคาดอีกด้วย
       
        โปรดอ่านข่าวลือหรือข่าวกรองภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน
       
       February 4, 2003
       
        This is 'Reliable': A financial dispute might have contributed to last week’s anti-Thai riots (3) - The January 29 violent anti-Thai demonstrations in Phnom Penh might have been trigged also by a financial dispute between the two largest Thai petroleum companies vying for a multi-billion contract with the Cambodian government covering the joint exploitation of and sharing of revenues from promising oil and gas fields in the overlapping zones in the Gulf of Thailand claimed by both countries. Each one of the two companies has its supporters in high political spheres both in Thailand and Cambodia. One of them was due to sign a historic contract with the Phnom Penh government last week. In order to prevent the signing of the contract and preserve a chance to reverse the situation in its favor, the other company felt it had no alternative but to create a political and diplomatic crisis between the two countries by pushing its political supporters in Cambodia to organize last week’s riots. Mission accomplished.

................................................................................................................................................................................................................................


http://www.photoontour.com/Events_HTML/ … News01.htm
อ้างไทยรัฐ

พล.อ.ธรรมรักษ์กล่าวว่า เขาเล่นการเมืองกันแต่คุมไม่ได้ ส่วนที่มีบางกระแสวิเคราะห์ว่ามีการวางแผนจากกลุ่มภายนอกที่จ้องเล่นงานประเทศไทยนั้น แล้วแต่จะคิด แต่ไม่น่าจะใช่ ต้องดูกันไปเรื่อยๆ เพราะอาจเป็นไปได้ทุกอย่าง แต่ที่เห็นเป็นขั้นเป็นตอน เพราะพวกจัดตั้งกันมา

สมเด็จฮุน เซน
ด้านสำนักข่าว "เอเอฟพี" ที่เสนอข่าวนายกรัฐมนตรี แห่งกัมพูชา สมเด็จฮุน เซน โกรธ เกรี้ยว กบ-สุวนันท์ คงยิ่ง นางเอกสาวชื่อดังของไทยที่ถูกกกล่าวหาว่ากบพูดว่านครวัดเป็นของไทย

strongman.jpg

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวพิเศษ "ไทยรัฐ" รายงานจากกรุงพนมเปญ ว่าที่มาของข่าวที่นำไปสู่ กระแสการต่อต้าน "กบ-สุวนันท์" ดาราสาวยอดนิยมของไทย ได้แก่ หนังสือพิมพ์ "รัศมีอังกอร์" ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่สนับสนุนสมเด็จฮุน เซน ออกตีพิมพ์ไม่สม่ำเสมอ ฉบับประจำวันที่ 18 ม.ค. 2546 ได้รายงานข่าวว่า มีข่าวลือว่า กบ-สุวนันท์ได้ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ของไทยว่า หากได้รับเชิญไปประเทศกัมพูชา จะไป หรือไม่ ซึ่งกบตอบว่าถ้าจะเชิญไป กัมพูชาจะต้องคืนนครวัดให้กับไทยก่อน เมื่อนักข่าวถามต่อว่า กบเกลียดอะไรมากที่สุดในโลก กบตอบว่า เกลียดคนเขมร รายงานข่าวดังกล่าวได้ถูกขยายผลโดยนักเรียนมัธยม หลายสถาบันถ่ายสำเนาข่าวดังกล่าว พร้อมใบปลิวต่อต้านกบ-สุวนันท์ แจกจ่ายทั้งในโรงเรียน และทั่วทั้งกรุง พนมเปญรวมทั้งสถานีวิทยุบายน ของสมเด็จฮุน เซน ก็ได้นำข่าวนี้ไปขยายผลต่ออีกด้วย

ด้านนายอิน สีโสวัตทา บรรณาธิการหนังสือพิมพ์รัศมีอังกอร์กล่าวถึงที่มาของข่าวนี้ ว่าไม่ได้มีหลักฐานที่ชัดเจน เพียงแต่ได้รับการร้องเรียนจากผู้อ่านคนหนึ่ง ถึงเหตุการณ์การให้สัมภาษณ์ของกบ-สุวนันท์ หรือที่ชาวเขมรรู้จักกันดีในนามของ "เนียง ประกายปรึ๊ก" หรือ "น้องดาวพระศุกร์" ที่เกิดขึ้นเมื่อ 3-4 เดือนมาแล้ว ขณะที่นายพระ ซิม บรรณาธิการนิตยสารประเจียไพร ซึ่งเป็นนิตยสารแนวบันเทิงที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ในกัมพูชา กล่าวว่า เมื่อ 4 เดือนก่อน เคยได้รับโทรศัพท์จาก ผู้อ่านแจ้งว่าได้รับข่าวลือดังกล่าวมา แต่ได้ตอบไปว่าไม่ทราบเรื่องนี้ และเนื่องจากไม่มีหลักฐานยืนยันข่าวที่ชัดเจน จึงได้ตัดสินใจไม่เสนอข่าวดังกล่าว

นายสัม รังสี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านในกัมพูชากล่าวกับ "ไทยรัฐ" ว่า ควรมีการพิสูจน์ให้ชัดเจนก่อนว่า กบ-สุวนันท์ ได้พูดอย่างที่เป็นข่าวจริงหรือไม่ หรือได้มีการบิดเบือนสิ่งที่ดาราสาวไทยพูดไปหรือไม่ ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีสมเด็จฮุน เซน ออกมาสั่งห้ามออกอากาศละครที่ กบ-สุวนันท์แสดงนั้น เห็นว่าเป็นพฤติกรรมปกติของสมเด็จฮุน เซน ที่ต้องการหาประเด็นมาเบี่ยงเบนความสนใจ ของชาวกัมพูชาไป จากปัญหาที่ตัวเอง ได้ก่อขึ้น และไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่สมเด็จฮุน เซน กำลังทำอยู่ เพราะเป็นการปลุกกระแสความคลั่งชาติมาเพื่อประโยชน์ทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขอยืนยันว่า ประชาชนไทยและกัมพูชา มีความเข้าใจและรักใคร่กันดีตลอดมา ทั้งนี้ อยากให้ปัญหานี้ยุติโดยเร็วที่สุด

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี    * ภาษากายและบทที่เล่นไม่สมกับเหตุผลตามสถานการณ์
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลด้วยเรื่องของดาราสาวคนดัง กบ-สุวนันท์ คงยิ่ง ยังได้ถูกนำเข้าไปหารือพูดจากันในการประชุม ครม. เมื่อเช้าวันอังคารที่ 28 ม.ค.2546 โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุม ครม. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้หยิบยกข่าวกรณีที่สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ไม่พอใจกบ-สุวนันท์ คงยิ่ง ที่ถูกกล่าวหาว่าให้สัมภาษณ์ในลักษณะว่า กัมพูชาแย่งชิงนครวัดไปจากไทย โดยนายกฯ กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มๆว่า "เรื่องนี้ผมถามกบแล้ว กบบอกว่าไม่ได้พูด แต่ผมไม่ได้พูดกับกบโดยตรง ถ้าพูดกับกบโดยตรงเดี๋ยวเป็นเรื่องแน่ เพียงแต่มีคนไปสอบถามแล้วรายงานกลับมาให้ทราบว่า กบยืนยันว่าไม่ได้พูดอย่างที่เป็นข่าว เท่าที่ได้เช็กไปที่กระทรวงการต่างประเทศ และตรวจสอบไปยังกัมพูชา ได้รับการตอบกลับมาว่า สมเด็จฮุน เซน ท่านพูดแต่เพียงว่า ถ้าเป็นจริงก็เป็นเพียงความเห็นของคนคนหนึ่งเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางกัมพูชายินดีให้ไทยส่งคอมมานโดเข้าไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่า ยินดีหรือไม่ยินดี ไทยก็จะเข้าไปรักษาอธิปไตย เพราะถือว่าสถานทูตเป็นอธิปไตยของไทย ส่วนความรับผิดชอบของรัฐบาลกัมพูชา ต้องดูเหตุการณ์ก่อน ความจริงความสัมพันธ์ของไทยกับกัมพูชาค่อนข้างดี แต่ความหย่อนยานมีมากเกินไป ทำให้เสียหาย

ศักดิ์ศรีของชาติต้องมาก่อน
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่ารัฐบาลกัมพูชาพยายามพูดให้ประชาชนเข้าใจ แต่กำลังมีการเลือกตั้งและนักการเมือง ที่ไร้ความรับผิดชอบนำเรื่องนี้ขึ้นมาพูด เพื่อต้องการสร้างคะแนนนิยม เลยทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศกัมพูชาเอง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องปกติตรงไปตรงมาของอารมณ์คน เพราะรู้ประวัติของกัมพูชาดี ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกระเทือนความสัมพันธ์หรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่าไม่เป็นไร ถ้าจะกระเทือน ก็ต้องกระเทือนผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังการให้สัมภาษณ์แล้ว ได้มีโทรศัพท์เข้ามาหา พ.ต.ท.ทักษิณ โดย นายกรัฐมนตรีพูดเสียงดังว่า "ความสัมพันธ์ว่ากันทีหลัง ผมถือว่าเรื่องศักดิ์ศรีและชีวิตรับไม่ได้"

พล.อ.ชวลิต
ผู้สื่อข่าวถามว่า บรรณาธิการหนังสือพิมพ์รัศมีอังกอร์ที่เป็นต้นตอลงข่าว น.ส.สุวนันท์ คงยิ่ง ได้ยอมรับผิดว่าไม่ได้ตรวจสอบข่าวก่อนลงตีพิมพ์ พล.อ.ชวลิต ตอบว่า เป็นเรื่องที่รัฐบาลกัมพูชาต้องจัดการเอง อย่างไรก็ตามไม่ว่าเรื่องใดจะไปลงโทษคนกัมพูชาโดยรัฐบาลไทยนั้นไม่ถูกต้อง ไม่มีใครปฏิบัติกัน ทำได้แค่แสดงความห่วงใยและความต้องการผ่านไปยังรัฐบาลกัมพูชาเพื่อให้ดำเนินการ ส่วนเรื่องการลงทุนกัมพูชาต่อไปนั้น ไทยยินดีจะหารือเรื่องการลงทุนต่อไป หากกัมพูชาสามารถเคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ นายกรัฐมนตรีคงไม่ใจร้ายกับกัมพูชา ส่วนการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา จะปิดต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าเรื่องจะเสร็จ ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นยังไม่ได้รับรายงาน เพราะต้องรอประเมินความเสียหายก่อน

qCFWbpU.jpg

กบ-สุวนันท์ คงยิ่ง นางเอกสาวชื่อดังของไทย
ต่อข้อถามว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นมา คิดว่าจะแก้ ปัญหา หรือหาทางออกอย่างไร เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ กบตอบว่า ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง อะไรที่กบสามารถทำให้ความสัมพันธ์ของไทย กับประเทศเพื่อนบ้านยังมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน กบยินดีทำ และจะทำให้ดีที่สุด ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าสรุปแล้วเรื่องทั้งหมดไม่เป็นความจริง กบจะฟ้องร้องกัมพูชาหรือไม่ กบตอบว่าไม่ ขอแค่ความสัมพันธ์ที่ดี อยากให้คนกัมพูชาเข้าใจก็พอแล้ว


http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/2854827.stm
Sunday, 16 March, 2003, 16:06 GMT

ไทยได้รับค่าวางมัดจำความเสียหายจากจลาจล
Thais get riot damages pledge

Workers survey damage to Thai embassy in Phnom Penh, Cambodia
The Thai embassy was looted and burned by rioters
Thailand is set to receive almost $6m in compensation from Cambodia
after the Thai embassy in Phnom Penh was destroyed by rioters, the Thai foreign minister has said…………..
Cambodia's Prime Minister Hun Sen sent a letter agreeing to pay repairs to the embassy to the Thai charge d'affaires in Phnom Penh, the agency said.
"I told my foreign and finance officials that we will fully pay their claim and we should not ask for a discount, not even a single cent," he was quoted as saying in a national radio address….
One person was killed and several injured in the riots, many Thai businesses were also destroyed, more than 50 people were arrested and 500 Thais fled the country.

Analysts say it is unclear what really prompted the rioting, though Cambodian politicians may have been hoping to stir up nationalist sentiment ahead of July elections.
Thais whose businesses were destroyed are still in the process of negotiating the cost of the damages, after Cambodia said it could not afford the Thai Government's estimate of $50 million.


Wikipedia
เหตุจลาจลในพนมเปญ พ.ศ. 2546
เหตุการณ์สืบเนื่อง
ไม่นานหลังเกิดเหตุจลาจล มีการจับกุมครั้งใหญ่มากกว่า 150 คน ซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์โดยกลุ่มสิทธิมนุษยชน โดยชี้ให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลในกระบวนการและการปฏิเสธของทางการมิให้ดูสภาพที่คุมขังนักโทษ[4] เจ้าของสถานีวิทยุบีไฮฟฟ์ มอม สุนันโธ และบรรณาธิการของรัศมี อังกอร์ ถูกจับกุมโดยไม่มีหมายศาล ถูกแจ้งข้อหายั่วยุให้ก่ออาชญากรรม ยั่วยุให้เกิดการแบ่งแยกและเผยแพร่ข้อมูลเท็จ [5] ในภายหลัง ทั้งสองได้มีการประกันตัวออกไปและไม่มีการพิจารณาคดีหลังจากนั้น[6]
อ้างอิง [6] Human right watch



untitled.JPG
เมื่อ 5 พฤศจิกายน 2552   สมเด็จฮุน เซน ตั้ง "ทักษิณ" เป็นที่ปรึกษาฯ …นี้ส่อว่า สมคบคิดกันมาก่อน ? ทั้งที่ ตัวปัญหาคือ สมเด็จฮุน เซน ในคราวเผาสถานทูตไทยเมื่อ 2546


https://www.cambodiadaily.com/news/

July 18, 2016
รัฐสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกาอัดพรรค CPP ในพฤติกรรมอันธพาล
US Congress Presses CPP On ‘Thuggish’ Behavior
Ramping up diplomatic pressure on Cambodia’s ruling CPP, the U.S. Congress has called for Prime Minister Hun Sen to end the harassment of opposition figures and drop all politically motivated charges against CNRP lawmakers.

The approval of a resolution by the U.S. House of Representatives’ Foreign Affairs Committee last week follows a similar message sent to the government in late June in a Senate spending bill that proposes making U.S. aid to Cambodia in 2017 contingent on an end to “violence and harassment” against the opposition and civil society.

M01s.jpg
%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%A5.jpg


http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/Sep48/c42.htm
ส่วนคนพาล คือคนที่ชอบคิดชั่ว ชอบพูดชั่ว ชอบทำชั่วเป็นปกติ เป็นอาจิณ ไม่ใช่นานๆ ถึงจะเผลอไปทำสักครั้งหนึ่ง
             คิดชั่ว ได้แก่ คิดโลภ คิดพยาบาท คิดเห็นผิดเป็นชอบ

             พูดชั่ว ได้แก่ พูดโกหก พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ

             ทำชั่ว ได้แก่ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม

โทษของการคบคนพาล
เมื่อเข้าใกล้คนพาล คบกับคนพาล สิ่งแรกที่จะทำให้เราเสียคือ วินิจฉัย หรือการตัดสินใจ ว่าสิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว สิ่งใดผิด สิ่งใดถูก สิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร เราจะตัดสินไม่ออก แล้วจะมีความเห็นผิด เป็นชอบตามเขาไปด้วย เพราะว่า คนพาลจะมีวิธีการ ตัดสินใจไม่เหมือนคนดี หลังจากที่เราคิดผิดๆ ก็จะพูดผิดๆ ทำผิดๆ ตามมา
             เพราะฉะนั้น สังคมใดมีคนพาลเข้าไปอยู่ จึงมักจะเกิดความวุ่นวาย และไม่ใช่เฉพาะแต่ประเทศไทยของเราเท่านั้น แม้ประเทศอื่นๆ ก็เหมือนกัน ถ้าครั้งใดได้คนพาล เข้ามาบริหารบ้านเมือง ไม่ว่าจะในระดับไหน ก็มักจะทำให้เกิด ความวุ่นวายตามมาทั้งนั้น

…………..


วันที่ 4 ม.ค.2547 เกิดเหตุคนร้ายหลายสิบคน (ข่าวบางกระแสเชื่อว่าน่าจะมีเป็นร้อยคน) บุกโจมตีกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่บ้านปิเหล็งใต้ ต.มะรือโบออก อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส สังหารทหารที่เข้าเวรไป 4 นาย และปล้นอาวุธปืนไปทั้งหมด 413 กระบอก

4 มกราคม 2547 เกิดเหตุเผาโรงเรียน 18 แห่ง ในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเชื่อว่าเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจเพื่อปล้นปืนจากค่ายปิเหล็ง ทำให้ทหารเสียชีวิต 4 นาย  และได้อาวุธปืนไปกว่า 413 กระบอก รัฐบาลเสียหน้าอย่างมาก พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ไม่พอใจเป็นอย่างมาก ตำหนิทหารที่ไม่ระมัดระวัง และถึงกับพูดว่า   "ถ้าคุณมีกองทหารทั้งกองพันอยู่ที่นั้น แต่คุณก็ยังไม่ระวังตัว ถ้าอย่างนั้นก็สมควรตาย”

ผศ. ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เขียนไว้ในงาน “ความรุนแรงเชิงโครงสร้างหรือโครงสร้างความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในรอบ 2 ปี” (พ.ศ. 2547-2548) ว่า เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่าเหตุการณ์ความรุนแรงในรอบ 13 ปีดังกล่าว ถ้านับเอาเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544-2548 อันเป็นช่วงของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย มีสถานการณ์ความรุนแรง เกิดขึ้นถึง 3,828 ครั้ง หรือร้อยละ 89 ของเหตุการณ์ในรอบ 13 ปี


อ้างอิง  isranews

10 ปีปล้นปืน 10 ปีไฟใต้...ตามไปดูชุมชนรอบค่ายปิเหล็ง


ใครเป็น ผบ.ทบ. ในช่วงเวลานั้น อ้างอิงจาก วิกิพีเดีย

75px-Surayut.JPG
พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์    1 ตุลาคม พ.ศ. 2541 –30 กันยายน พ.ศ. 2545   * ปล้นครั้งที่ 1 และ 2 ในช่วงนี้

75px-Gen_Somtat.jpg
พลเอก สมทัต อัตตะนันทน์    1 ตุลาคม พ.ศ. 2545 –30 กันยายน พ.ศ. 2546    * ปล้นครั้งที่ 3 และ 4 ในวันเดียวกัน เกิดในช่วงนี้

75px-%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3.jpg
พลเอก ชัยสิทธิ์ ชินวัตร    1 ตุลาคม พ.ศ. 2546 –30 กันยายน พ.ศ. 2547   * ปล้นครั้งใหญ่ครั้งที่ 5 ปล้นปืน 413 กระบอก พลทหารเวรเสียชีวิต 4 ศพ  และเผาโรงเรียน 18 แห่งในวันเดียวกัน  เกิดในช่วงนี้

75px-Prawit_W.jpg
พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ       1 ตุลาคม พ.ศ. 2547 –30 กันยายน พ.ศ. 2548

……………….

GT 200 กองทัพจุดประกายคอรัปชั่นแบบเครือข่ายในหลายระดับชั้น

นี่คือตัวอย่างการใช้งบรัฐโดยเฉพาะงบทหารในการคอรัปชั่น หลังจากมีสถานการณ์ความรุนแรง เรียงตามผู้จัดซื้อและตามปี

GT200.jpg

GT200.jpg

GT200.jpg

al6.jpg

al6.jpg

ราคาแท้จริงสามารถทำได้คือ 159 บาท ตามภาพด้านล่าง

gt200jan29.jpg


………………….


เสียง ทักษิณปี 2548 จังหวัดไหนมอบความไว้วางใจให้ เราต้องดูแลเป็นพิเศษ (ระบอบประชาธิปไตย ไม่มีการหาเสียงในลักษณะแบบนี้ที่คนทั้งหลายเขาจะยอมรับกัน แต่นี่เป็นระบบเล่นพวกที่แสดงออกต่อสาธารณะชนที่ผิดจริยธรรมและคุณธรรมอันเป็นที่ยอมรับในสังคมเป็นอย่างยิ่ง)


1125.jpg
Absolute power corrupts absolutely

power-corrupts-lord-acton.jpg

………………


"เหตุการณ์สงบ งบไม่มา"

คลิปนี้จะทำให้เราจะเข้าใจเหตุการณ์ภาคใต้ได้ดีมากขึ้น (ตอนที่ 1)
เผยแพร่เมื่อ 2 พ.ย. 2013
...ไม่เกี่ยวกับศาสนา ไม่เกี่ยวกับแบ่งแยกดินแดน แต่มันคือเรื่องผลประโยชน์ล้วนๆ...
...คนที่สามารถทำให้เปลี่ยนแปลงได้ - มี...
...คนที่มีอำนาจ ในการเปลี่ยนแปลงได้ - มี แต่ไม่ยอมเปลี่ยน เพราะผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย...

อยากให้คนไทยได้รู้ถึงเหตุผลว่าทำไมเหตุการณ์ใต้ถึงไม่จบสักที...

--- "ทุกวันที่ออกปฏิบัติหน้าที่คืออยู่เพื่อให้รอดวันต่อวัน" นี่คือคำพูดจากทหารที่ปฏิบัติงานภาคใต้---
จาก บทสัมภาษณ์ผู้กำกับชื่อดัง พี่ต้อม-ยุทธเลิศ...
เครดิต "เจาะข่าวตื้น" : SpokeDark.TV
______________________________________
ผมเคยได้คุยกับพี่ทหารที่ลงไปอยู่ภาคใต้ว่าเหตุการณ์ไม่สงบในภาคใต้มีแนวโน้มว่าจะจบมั๊ย พี่เขาบอกว่าถ้ายังมีพวกที่หวังผลประโยชน์­จากเหตุการณ์ตรงนี้อยู่ มันก็ไม่มีทางจบได้ สงสารชาวบ้านและผู้ที่ต้องรับผลจากพวกหวัง­ประโยชน์จริงๆ พี่เขาก็พูดว่า "เหตุการณ์สงบ งบไม่มา" เหมือนพี่ต้อม-ยุทธเลิศ ผู้กำกับชื่อดังที่พูดไว้ในคลิปเลย ฟังแล้วเศร้าใจจริงๆ T T



http://www.deepsouthwatch.org/node/39

“ผมขอกล่าวคำขอโทษด้วยใจจริง” ปากคำประวัติศาสตร์เพื่อเหยื่อตากใบของ ‘นายกรัฐมนตรี’ พล.อ.สุรยุทธ์กล่าว
Submitted by DeepSouthWatch on Thu, 2006-11-02 ( 2 พย. 2549)
286741882_5003cd76d8_m.jpg

การดำเนินการต่อกรณีตากใบนั้นได้ดำเนินการทั้งในส่วนของผู้ที่ก่อเหตุและผู้ที่ได้ดำเนินการในลักษณะที่ปราบปรามจนทำให้มีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้นโดยที่ไม่จำเป็น

f436f487177b1e077ac2895c144fcbee.jpg
"ผมขอโทษแทนเจ้าหน้าที่และรัฐบาลชุดที่แล้ว รัฐบาลชุดนี้ ขอยื่นมือออกไปแล้วบอกว่าผมเป็นคนผิด ผมขอโทษ ผมเคยเป็น ผบ.ทบ.มาก่อน และเคยพยายามคัดค้านการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่ไม่เป็นผล ถือว่าผมมีส่วนผิดด้วย ที่คัดค้านการยุบ ศอ.บต.ไม่สำเร็จ แต่วันนี้ พล.อ.สนธิ มาทำงานร่วมกัน น่าจะไม่มีปัญหาในทุกเรื่องเราจะหาทางแก้ไขจากง่ายไปหายาก จากเล็กไปหาใหญ่"
ที่มา  ประชาไทย ประจำวันที่ 3/11/2549
ประชาไท




http://prachatai.org/journal/2016/04/65500

บทวิเคราะห์ 19 ประเด็น สถานการณ์ชายแดนใต้ในวันที่สภาวะคงที่กำลังเปลี่ยนไป
Thu, 2016-04-28 20:44

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี
ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้
สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มอ.ปัตตานี

สถิติล่าสุดเกี่ยวกับความรุนแรงในชายแดนใต้ในช่วง 12 ปี ตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 ถึงเดือนมีนาคม 2559 แสดงให้เห็นว่ามีเหตุการณ์ความรุนแรง 15,530 ครั้งทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมกันประมาณ 18,654 คน ในบรรดาผู้เสียชีวิต 6,613 คน ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม 3,891 คน หรือคิดเป็น 58.81% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด โดยเป็นผู้เสียชีวิตที่เป็นชาวพุทธ 2,543 คนหรือประมาณ 38.45% ในทางตรงข้าม ในบรรดาผู้บาดเจ็บประมาณ 12,041 คน ส่วนใหญ่จะเป็นคนพุทธจำนวนประมาณ 7,154 คนหรือ 59.41% และเป็นคนมุสลิม 3,907 คน หรือ ประมาณ 32.45% สะท้อนว่าโดยภาพรวมทั้งคนพุทธและมุสลิมต่างก็เป็นเป้าหมายการใช้ความรุนแรง

* รายงานไม่ได้ระบุว่า 2.74% ที่หายไปคือทหารเสียชีวิต น่าจะมีสถิติ มีทหารเกณฑ์กี่นาย ทหารอาชีพยศอะไรบ้าง


26626873041_b7a8e21ff6.jpg
งบประมาณประจำปี 2559 จำนวน 30,000 ล้านบาท! สำหรับชายแดนใต้

ในทางยุทธวิธี ฝ่ายทหารใช้วิธีการเสริมกำลังให้มากขึ้น เพิ่มกองกำลังมากถึงประมาณ 70,000 กว่านาย มีมาตรการนโยบายและแผนในการเพิ่มเอกภาพ บูรณาการ และประสิทธิภาพในการบังคับบัญชา (Unity of Command and Control) เช่น การจัดระบบการขับเคลื่อนนโยบายโดยใช้แผนปฏิบัติการการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งดำเนินการให้เป็นไปตามประกาศ คสช. ที่ 98/2557 และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตราที่ 44 โดยออกคำสั่งที่ 14/2559 กำหนดให้ ศอ.บต. ขึ้นกับ กอ.รมน. และเข้มงวดในการติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยหลังปฏิบัติการด้วยการใช้เทคโนโลยี เช่น การจับภาพด้วยกล้องซีซีทีวี การใช้หลักฐานจากนิติวิทยาศาสตร์ และการใช้การข่าวเชิงลึกไล่ติดตามจากบัญชีผู้ต้องสงสัย เป็นต้น


………………………..


นี่เป็นหลักฐานอีกตัวอย่างหนึ่ง ของระบบชุบเลี้ยง
(รัฐประหาร เกิดในคืนวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549)

มติคณะรัฐมนตรี สมัยนายกทักษิณ... ด่วนที่สุด ที่ นร0504/ว 182 ลงวันที่ 10 กันยายน 2547 เรื่องการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งสำหรับข้าราชการผู้มีสิทธิได้รถยนต์ประจำตำแหน่ง และหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร0505/ว 141 ลงวันที่ 19 กันยายน 2549
อ้างอิง    http://www.matichon.co.th/news/26618

กรณีตัวอย่าง

‘การรุมทึ้งงบประมาณแผ่นดิน’ ของข้าราชการประจำ

act04050259p1.jpg
5 ก.พ. 59

เรื่องการปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี เรื่องการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งสำหรับข้าราชการผู้มีสิทธิได้รถยนต์ประจำตำแหน่ง โดยมีมติให้ผู้มีสิทธิใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งแต่ละหน่วยงาน (ระดับกรม) ไม่สามารถจัดหารถให้ได้ ให้สามารถเบิกค่าตอบแทนเป็นเงินได้
โดยตำแหน่งระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าเบิกได้เดือนละ 41,000 บาท ระดับอธิบดีหรือเทียบเท่าเบิกได้เดือนละ 31,800 บาท และระดับรองอธิบดีหรือเทียบเท่าเบิกได้เดือนละ 25,400 บาท (คล้ายการผ่อนรถให้เป็นการทดแทนรถประจำตำแหน่ง)
ดังนั้น ใครที่ได้มาดำรงตำแหน่งระดับนี้ก็สามารถเอาเงินไปดาวน์รถหรูๆ ไว้ใช้เองได้เลย เมื่ออยู่ในตำแหน่งไปแค่ 3 ปี 4 ปีก็ได้รถหรูๆ เป็นสมบัติส่วนตัวไปฟรีๆ หนึ่งคัน และถ้ามีโอกาสครองตำแหน่งนานกว่านั้นก็จะได้เพิ่มไปอีกเป็นคันที่ 2, ที่ 3 มตินี้จึงคล้ายเป็นมติรองรับการรุมทึ้งงบประมาณแผ่นดินของข้าราชการประจำนั่นเอง
เรื่องการจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ผู้มีสิทธิใช้รถประจำตำแหน่งนี้ ประโยชน์ที่เห็นๆ คือการชดเชยความสะดวกสบายให้ผู้บริหารระดับสูง ซึ่งมีมูลค่ากว่าเดือนละ 4 หมื่นบาทสำหรับปลัดกระทรวง กว่า 3 หมื่นบาทสำหรับอธิบดี และกว่า 2 หมื่นบาทสำหรับระดับรองอธิบดีหรือตำแหน่งเทียบเท่า แม้จะจำกัดการเบิกได้ไม่เกินหน่วยงาน (กรม) ละ 5 ตำแหน่ง แต่มันก็ยังเป็นเงินจำนวนมหาศาลที่รั่วไหลออกไปโดยไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ต่องานราชการและประเทศชาติ เมื่อวิเคราะห์ดูถึงความไม่เหมาะสมของเรื่องนี้แล้วจะพบว่ามีความไม่เหมาะสมที่ชัดเจน 4 ประการ ดังนี้  (ย่อเนื้อหาตามความสำคัญ)

ประการแรก เป็นการใช้จ่ายงบประมาณกับรายจ่ายที่ไม่เป็นจริง เพราะข้าราชการระดับรองอธิบดีหรือเทียบเท่าเมื่อเข้ามารับตำแหน่งแล้ว คงไม่มีท่านใดมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากการใช้รถในงานราชการมากมายถึงเดือนละ 2-3 หมื่นบาทเช่นนั้น และโอกาสที่จะใช้งานรถประจำตำแหน่งพร้อมๆ กันของคนในกรมเดียวกันก็คงมีไม่บ่อยนัก หากจำเป็นยังสามารถหาทางออกทางแก้ได้อีกหลายทาง เงินค่าตอบแทนที่ได้จึงเป็นรายจ่ายที่ไม่เป็นจริง เป็นเงินกินเปล่าโดยแท้จริง ทุกวันนี้จึงไม่ค่อยมีใครสมัครใจใช้รถประจำตำแหน่ง แต่มักจะขอรับเงินค่าตอบแทนเสียมากกว่า

ประการที่ 2 เป็นงบประมาณรายจ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิตใดๆ เนื่องจากเป็นการตั้งงบประมาณรายจ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดผลงานเพิ่มขึ้นมาแต่อย่างใด (จ่ายไม่จ่ายก็ได้ผลงานเท่าเดิม) เพราะโดยข้อเท็จจริงการทำงานของข้าราชการระดับนี้ ส่วนใหญ่จะอยู่แต่สำนักงานและห้องประชุม ท่านจึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการใช้รถมากนัก (รถส่วนตัวท่านก็มีใช้กันทุกคน) ดังนั้น การได้หรือไม่ได้เงินค่าตอบแทนรถประจำตำแหน่งก็ไม่มีผลต่อภาระงานแต่อย่างใด ค่าตอบแทนที่ได้รับไปจึงไม่ได้ทำให้เกิดผลงานเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่น้อย

ประการที่ 3 เป็นการใช้งบประมาณที่ไม่เป็นธรรม (ขาดธรรมาภิบาล) เพราะตำแหน่งรองอธิบดีเป็นตำแหน่งในระนาบเดียวกับผู้อำนวยการกอง แต่ผู้อำนวยการกองนั้นไม่มีสิทธิได้รถประจำตำแหน่งเหมือนรองอธิบดี ผู้อำนวยการกองจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนดังกล่าวด้วย ทั้งๆ ที่ผู้อำนวยการกองซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานที่มีโอกาสใช้รถเพื่องานราชการมากกว่ารองอธิบดีด้วยซ้ำ แต่ทุกวันนี้ผู้อำนวยการกองก็ยังสามารถปฏิบัติงานราชการได้เป็นปกติ แม้ไม่มีสิทธิประโยชน์ใดๆ เรื่องรถประจำตำแหน่ง และหวังว่าประเด็นนี้คงไม่มีใครนำไปใช้เรียกร้องขยายจำนวนผู้มีสิทธิได้รถประจำตำแหน่งเพิ่มขึ้นอีก เพราะทุกวันนี้ประเทศชาติก็จะล่มจมเพราะข้าราชการประเภทนี้อยู่แล้ว

ประการที่ 4 เป็นช่องทางให้เกิดการคอร์รัปชั่น เพราะปรากฏคดีตามมาเมื่อผู้รับสิทธิค่าตอบแทนนี้แล้วจะไม่มีสิทธิใช้รถราชการอีก แต่ผู้รับสิทธิก็ยังเอารถราชการไปใช้โดยอาศัยข้อยกเว้นต่างๆ อาทิ ใช้รถราชการโดยอ้างว่าเป็นงานด่วนและรถส่วนตัวเสีย หรือให้เลขาฯขอใช้รถราชการและตนขออาศัยไปกับรถนั้นๆ เป็นต้น นอกจากนี้ บางหน่วยงานยังไปออกระเบียบขยายสิทธิในการเบิกค่าตอบแทนในกรณีต่างๆ


………………………………..


จริงหรือ ตามที่พูดรึ ?!
เมื่อ 6 มีนาคม 2552  แต่พฤติกรรมและเหตุการณ์ที่ตามมามันขัดแย้งคำพูด ที่กลายเป็นว่าทักษิณทำเพื่อตัวเอง (ดูเนื้อหาที่จะตามมา)  อ้างอิงจาก Time
http://content.time.com/time/world/arti … 11,00.html

An Interview with Ex-Prime Minister Thaksin Shinawatra
By Hannah Beech     Friday, Mar. 06, 2009

But some would argue that your return to politics would make it more difficult to heal the divisions in Thai society.
I have to give moral support to my supporters. If I'm not going to fight anymore, that might hurt the feelings of my supporters. They are fighting for democracy. They are fighting for the rule of law. They are beyond just me.


ทักษิณ พูดทำไม  On Times   9 พ.ย. 2552
thaksintimeonlineuk.jpg


ตามการสื่อสารในหมู่ แดง นปช.  (โดยเฉพาะแกนนำ นักไฮาร์คเพื่อชีพ)  ว่าเป็นเรื่องแค่ทักษิณโดนคดี เซ็นยอมให้ภรรยาซื้อที่ดินรัชดาจากรัฐ และ กรณีขายหุ้นปกติจะไม่มีการเสียภาษีโดยข้อกฏหมาย ขณะเป็นนายกฯ แต่จริงๆไม่ใช่ !? 

คมชัดลึก

ศาลตัดสินยึดทรัพย์ทักษิณ4.6หมื่นล้าน  วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 53       *  โปรดดูวันที่!..คือ ก่อนเหตุการณ์ เม.ย.- พค. เลือด 2553

12671994571267230213l.jpg 
สรุปศาลตัดสินยึดทรัพย์ทักษิณ4.6หมื่นล้าน

http://www.matichon.co.th/play_clip.php … 1267199457   
เปิดคำพิพากษายึดทรัพย์ "ทักษิณ" กว่า 4.6 หมื่นล้านบาท
......หลอกใช้มวลชน เพื่อเป็นการระบายความแค้น โดยการปลุกปั่นและสร้างเงื่อนไขให้เกิดจราจลและเพิ่มอำนาจต่อรองกับทหารหรือเปล่า ?





รู้ว่าเขาหลอก - ฝน ธนสุนทร

เป็นบันได เป็นเรือจ้าง  เป็นหนทางให้เดิน
เขาพบบ่อทอง เขาพบบ่อเงิน เขาจะเมินไม่ว่า
รักเขามาก ก็ให้เขาหมด เหลือแต่หยดน้ำตา
….แล้วก็เป็นแบบนี้ ..หลอกประชาชน โดยนิรโทษกรรม คนสั่งฆ่า ผู้ลงมือ และ คดีตัวเอง กรณี  ตากใบ 2547

ประชาชนควร “ตาสว่าง” โดยมองผ่านความจริงผ่านสื่อด้วยข้อมูลที่เชื่อถือได้และพึ่งพาความคิดอันถูกต้องของตนเองที่มีต่อสังคมส่วนรวม อย่าหวังพึ่งนักการเมืองที่มุ่งหาผลประโยชน์ และด้วยวิธี กุ๊ย อันธพาล ป่าเถื่อน เลิกเลือกพรรคที่ไม่รักษาความยุติธรรมต่อเพื่อนร่วมชาติ และไม่ได้ทำเพื่อประชาชนโดยแท้จริง


ทักษิณ หลอกใช้คนเสื้อแดง  ซึ่งมีนิสัยโดยสันดานเป็น คนแบบฝักใฝ่และใช้อำนาจนิยม?



ทักษิณ หลอก 3 เรื่อง ซ้อนๆ เป็นยังกับหนังซีรี่ มีอะไรจริงซักเรื่องไหม ?
(แม้คลิปนี้อาจใช้ภาษาไม่น่าดูในตอนท้าย แต่เนื้อหามันมีความจริงอยู่ ควรต้องรับฟังเพื่อเตือนสติเราเอง)




อมพระมาพูด - เบิร์ด ธงไชย,เสกสรรค์ ศุขพิมาย【OFFICIAL MV】



%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2598%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A1.jpg
จาก  คำคมธรรมะ เตือนใจ (Dhamma Quotes.)'s posts
https://plus.google.com/115787206602350666264


มันยากที่จะหยุดความเห็นแก่ตัวของกลุ่มนายทหารที่แอบปล้นประเทศผ่านการกินส่วนต่างในหลายรูปแบบโดยเฉพาะอาวุธ ที่มีนักการเมืองใช้งบประมาณกองทัพเพื่อการสร้างอำนาจและบารมีในการวางตัวเป็นนายผ่านระบบชุบเลี้ยงแบบลับๆอย่างเปิดเผยที่ผ่านการทำงานในนามรัฐบาล



OverView กลาโหม-ทัพบก สุดอู้ฟู่ รัฐจัดงบเพิ่ม 150% ในสิบปี
เผยแพร่เมื่อ 24 มิ.ย. 2016
รัฐประหารทุกครั้งทำงบทหารสูงขึ้นทุกที และงบประมาณที่ “ประยุทธ์” เสนอให้ สนช.โหวตรับเมื่อวันที่ 23 ก็ทำให้งบทหารปี 60 สูงถึง 150% เมื่อเทียบกับปี 2549 ไปแล้ว เผย “กองทัพบก” สุดอู้ฟู่กวาดงบกลาโหมเข้ากระเป๋าเกือบครึ่งต่อเนื่อง ผงะเปิดบัญชีประเทศย้อนหลังพบงบกองทัพบกมีสัดส่วนเพิ่มมากกว่างบประเทศแทบทุกปี ย้ำรัฐบาลจัดงบกลาโหม-กองทัพ เพิ่มแบบก้าวกระโดดหลังยึดอำนาจ 2549/2557  (* รายงานตรงนี้ผิดนะครับ voice TV เป็นนักข่าวควรรู้ว่างบประมาณต้องจัดทำก่อนเริ่มใช้ทำให้มีข้อสงสัย เพราะสถานีนี้เป็นของ นายพานทองแท้ ชินวัตรและด้วยว่างบก้าวกระโดดนั้นเริ่มที่ทักษิณ ในปี 49 ซึ่งจัดทำเพื่อเป็นงบปี 50 อย่างที่กล่าวแต่แรกด้านบน ย้อนไปดูรูปประกอบแสดงรายละเอียดทั้งหมด มันไม่ใช่เฉพาะหลังยึดอำนาจแต่มันเกิดก่อนยึดอำนาจด้วยซ้ำ) ผ่านสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจนประเทศเสียโอกาสเอาเงินก้อนเดียวไปทำเพื่อประชาชน Voice TV


มีแหล่งอ้างอิงใน   http://ifreethai.com/viewtopic.php?id=3045   
เรื่องในจังหวัดยะลา   วันที่ 15 ก.ค. 2559


Gnews Gtech



MGR Online South

นี้คือผลที่ปรากฏกับชาวบ้านจริงๆ ใน 3 จังหวัดภาคใต้   


อีกตัวอย่างหนึ่ง

ทุบโต๊ะข่าว:ชาวยะลาเดือด! รวมตัวกว่า500ไล่ทหารพรานข่มขืนสาว-ผู้บังคับบัญชาย้ายด่วน 02/07/59

อีกตัวอย่างหนึ่ง

ทหารอาชีพชั้นผู้น้อยเผยความในใจที่ระบายออกมา ว่าจะมีทหารไว้ทำไม
สิ่งที่เขากล่าวมันบอกถึง มีการโกงกินคอรัปชั่น แม้กระทั่งชุดเสื้อผ้า ค่าข้าวค่าน้ำ ทุกอย่าง จากบนลงล่างมาตามลำดับ
ถ้าไม่เข้าใจในหน้าที่ กลัวตาย แล้วจะบ่นไปทำไมกับการมารับอาชีพนี้ที่ทำอยู่  ก็ข้างบนเขาคอรัปชั่นรับเงิน น้องรู้ยังคุ้มไหม เกียรติ


จากข้อมูลที่ผ่านการรวบรวมย้อนอดีตมาทั้งหมดจากสื่อ
ไม่มีข่าวเกี่ยวกับ ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ไม่มีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่อ้างความรับผิดชอบใดๆ เพราะว่ามีลักษณะที่เป็นการสร้างสถานการณ์โดยเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่เหมือนกลุ่มตาลีบัน หรือ กลุ่ม IS ที่สร้างสถานการณ์แล้วต้องการผลงาน และขยายผลทางการเมืองเพื่อปกครอง กรณีของไทยมันนานมากแล้วตั้งแต่ปี 2544 จึงสรุปได้ว่าจริงๆไม่มีกลุ่มอะไรที่ไหนจะมารับงานนี้เป็นตัวตนของกลุ่มจริงๆ ฝ่ายความมั่นคงก็เล่นละครไปเรื่อยๆกับการ “จะเจรจา”  เพราะจริงๆแล้วไม่มีกลุ่มดังกล่าว ประชาชนที่ตายก็มีทั่งสองศาสนา ส่วนทหารตายน้อยมาก(ที่ไม่แสดงข้อมูลคือ 2.74% จาก 6,613 คน ช่วงปี 2547-2558)ไม่มีการสู้รบกันจริงๆ เป็นแค่ลอบวางระเบิด ลอบยิงไปเรื่อยๆ เพราะอะไร คงสรุปได้ว่าเพราะหิวเงินงบประมาณทหารกันนี่เองการคอรัปชั่นด้วยการปล้นชาติแบบนี้จึงเกิดขึ้นโดยมีนักการเมืองเปิดทางให้ได้รับผลประโยชน์เพื่อชุบเลี้ยงให้มาอยู่ใต้อำนาจตน? เพราะถ้าไม่มีนักการเมืองที่คอรัปชั่นแบบนี้แล้วเหล่าทหารเลวเหล่านี้เขาจะได้เงินคอรัปชั่นต่อได้อย่างไร? แล้วมันจะใช่พวกทหารแตงโมไหมที่ได้รับผลประโยชน์ ตามที่มีคนที่เชื่อและพูดว่ามี ? อย่างไรก็ตามทหารที่ได้ประโยชน์จากการคอรัปชั่นตรงนี้คงอยากได้นายแบบเดิม!!!???

Last edited by linc49 (August 3, 2016 12:46 PM)

Offline

#2 July 26, 2016 9:39 PM

pornchai
Member
Registered: August 10, 2015
Posts: 539

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

ผมเชื่อว่าขบวนการใส่ร้ายทักษิณมีอยู่จริงและมีอำนาจเต็มเสียด้วย ดังนั้นการบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้ทักษิณดูเป็นผู้ร้ายด้วยบทความและวาทะกรรมมีมาอย่างต่อเนื่อง นิติภูมิ เนาวรัตน์ก็เป็นเพียงคอลัมนิสต์ไทยรัฐที่มีความรู้ภาษาและเรื่องต่างประเทศที่ดีคนหนึ่ง ในยุคนั้นก็เขียนบทความต่างๆใส่ร้ายทักษิณจนผมต้องเลิกอ่าน มาช่วงหลังเท่านั้นที่บทความกลับมายกย่องทักษิณเหมือนกิ้งก่าเปลี่ยนสีเมื่ออำนาจการเมืองเปลี่ยน ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา ผมจึงไม่เชื่อว่าท่านจงใจใช้ระบบอุปถัมภ์เพื่อธุรกิจการเมือง แต่ถ้าใช้คำพูดว่า ใช้ระบบอุปถัมภ์เพื่อ อุดมการณ์ทางการเมือง แบบนี้ผมเชื่อได้สนิทใจกว่าครับ

Offline

#3 July 27, 2016 11:30 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

pornchai wrote:

ผมเชื่อว่าขบวนการใส่ร้ายทักษิณมีอยู่จริงและมีอำนาจเต็มเสียด้วย ดังนั้นการบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้ทักษิณดูเป็นผู้ร้ายด้วยบทความและวาทะกรรมมีมาอย่างต่อเนื่อง นิติภูมิ เนาวรัตน์ก็เป็นเพียงคอลัมนิสต์ไทยรัฐที่มีความรู้ภาษาและเรื่องต่างประเทศที่ดีคนหนึ่ง ในยุคนั้นก็เขียนบทความต่างๆใส่ร้ายทักษิณจนผมต้องเลิกอ่าน มาช่วงหลังเท่านั้นที่บทความกลับมายกย่องทักษิณเหมือนกิ้งก่าเปลี่ยนสีเมื่ออำนาจการเมืองเปลี่ยน ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา ผมจึงไม่เชื่อว่าท่านจงใจใช้ระบบอุปถัมภ์เพื่อธุรกิจการเมือง แต่ถ้าใช้คำพูดว่า ใช้ระบบอุปถัมภ์เพื่อ อุดมการณ์ทางการเมือง แบบนี้ผมเชื่อได้สนิทใจกว่าครับ

ขบวนการใส่ร้ายเหล่านั้น ผมก็ทราบตั้งแต่ พธม. เสธ.อ้าย กปปส.  มันก็ดูไม่สมเหตุผล ...ส่วน นิติภูมิ ผมก็ไม่ได้เครดิต ตามที่กล่าวไว้แล้วเหตุผลเรื่องด่านมันแค่สามัญสำนึกใครๆก็คิดออก แต่ก็ยังไม่ได้หาข้อมูลว่ามันจริงอย่างที่พูด? แต่ระหว่างนั้น(ก่อนขึ้นเวที พธม)ยังไม่ทราบทิศทางการเมืองของเขา..

จากWikipedia

%E0%B8%B7nitipoom2.jpg

งานการเมือง
นิติภูมิเคยขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการกล่าวปราศัยโจมตีทักษิณ ชินวัตรอย่างรุนแรง[3][4] ทั้งในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การแทรกแซงองค์กรอิสระ และเคยมีวีซีดีสารคดีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของประเทศอาร์เจนตินาออกมาแจกจ่ายในขณะนั้น โดยมีผู้กล่าวว่าเป็นการสร้างคะแนนเสียงในการลงสมัครสมาชิกวุฒิสภา

พ.ศ. 2549 นิติภูมิลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา หมายเลขประจำตัวผู้สมัคร 164 ได้รับคะแนนเป็น อันดับ 1 ของกรุงเทพมหานคร คือ 257,420 คะแนน ชนะนายสมัคร สุนทรเวช,นายกล้านรงค์ จันทิก, นางสาวรสนา โตสิตระกูล, นายอุทัย พิมพ์ใจชน, นายพิจิตต รัตตกุล และผู้สมัครอื่นรวมทั้งหมด 260 คนของกรุงเทพมหานคร และได้ที่ 1 จากผู้สมัครทั่วประเทศ ขณะรอการรับรอง มีการปฏิวัติรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อ 19 กันยายน พ.ศ. 2549

หลังจากการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 ได้รับการแต่งตั้งจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

เดือนตุลาคม พ.ศ. 2550 ทนายความตัวแทนพรรคไทยรักไทย และทักษิณ ชินวัตร ได้ประกาศชื่อ นิติภูมิ เนาวรัตน์ ในรายชื่อพยานโจทก์ในคดีที่ พรรคไทยรักไทย และทักษิณ ฟ้อง ศ. ปราโมทย์ นาครทรรพ และพวก ต่อศาลอาญา เรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ และมีข่าวการเปิดตัว นายเนติภูมิ นวรัตน์ บุตรชายคนโตของนิติภูมิลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามพรรคพลังประชาชน แต่ถูกกระแสต่อต้านอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเดิม[5] จึงย้ายไปลงสมัครในนามพรรคเพื่อแผ่นดินแทน......

ผมมาติดอยู่ตรง คำว่า อุดมการณ์ทางการเมือง....ก็เลยหาดูว่า ความหมายมันคืออะไร กันแน่  ...เปิด Wikipedia จึงพอทราบความหมาย...

อุดมการณ์ทางการเมือง หมายถึง แนวความคิดทางการเมืองที่นำไปปฏิบัติจริง มีอิทธิพลต่อกระบวนการทางการเมือง ตลอดจนการใช้อำนาจรัฐ และการให้ความชอบธรรมแก่รัฐบาล นอกจากนี้ยังสะท้อนสภาพของสังคมและวัฒนธรรมทางการเมืองของแต่ละชุมชน

อุดมการณ์ทางการเมืองจะมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ 1.ลักษณะที่ชัดเจน 2.ประติดประต่อกัน 3.เป็นระบบ

ในแง่มุมนี้อุดมการณ์ก็คือความคิดชุดหนึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง หรือการปกป้องโครงสร้างของการเมืองที่อยู่ รวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้อง จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกระจายอำนาจทางการเมือง และมีลักษณะเป็นข้อถกเถียงเชิงบรรทัดฐานที่สนับสนุนโครงสร้างปฏิรูป หรือต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น อุดมการณ์จึงมิใช่เป็นเพียงปรัชญาการเมือง อุดมการณ์ทางการเมืองจะเรียกร้องให้มีการกระทำ อุดมการณ์ทางการเมืองมักจะเชื่อมโยงกับกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ

อุดมการณ์ทางการเมือง มีหลายรูปแบบ ....ผมคงต้องรอดูนะครับ ทักษิณ จะนำไปแบบไหน

here-comeback00.jpg

เน้นเรื่องสังคม กษัตริย์นิยม เสรีนิยม อนุรักษนิยม หรือ ฟาสซิสต์

เน้นเรื่องเศรษฐกิจ ทุนนิยม สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ ลัทธิเลนิน ลัทธิสตาลิน หรือ ลัทธิเหมา




Offline

#4 July 27, 2016 11:48 AM

จอนคูโบต้า ประชาไท
Member
Registered: July 30, 2015
Posts: 141

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

"เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง"

ร่ายซะยาวเลย อ่านจนปวดตา ตอบแบบขำๆนะ "ไม่จริง เพราะถ้าจริงทักษิณก็รับอีติ่งเข้าพรรคส่งลงส.ส.แล้ว"

Offline

#5 July 29, 2016 11:40 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

จอนคูโบต้า ประชาไท wrote:

"เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง"

ร่ายซะยาวเลย อ่านจนปวดตา ตอบแบบขำๆนะ "ไม่จริง เพราะถ้าจริงทักษิณก็รับอีติ่งเข้าพรรคส่งลงส.ส.แล้ว"

ทักษิณจะทุ่มขนาดไหน ยังไง อีติ่ง ก็ไม่ได้รับเลือก เมื่อเจอคลิป ...เพราะฉนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุผลเท่าติ่ง      dog

Last edited by linc49 (July 29, 2016 11:46 AM)

Offline

#6 July 29, 2016 11:45 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

* นี้เป็นบทความที่ ..ท่าน นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนก่อนผมวันเดียว แต่บุคคลนั้นน่าจะตรงกับข้อสงสัยของผมที่ตั้งคำถามไว้ ดูตรงที่มีอักษรสีแดง สองย่อหน้านั้น
..ส่วนการเตรียมเขียนที่ต้องหาข้อมมูล ทำมา 2-3 สัปดาห์แล้ว

prachatai* added

Nithi%20line_3.jpg


นิธิ เอียวศรีวงศ์: ปฏิรูปกองทัพ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

Mon, 2016-07-25 16:32

27920051593_142d7c9560_z_d.jpg

หากประเทศไทยจะสามารถก้าวต่อไปในระบอบประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ อย่างไรเสียก็หนีไม่พ้นการปฏิรูปกองทัพ มิฉะนั้นก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะบรรลุสู่ระบอบประชาธิปไตยได้

เป้าหมายของการปฏิรูปกองทัพก็คือ ทำให้กองทัพเป็นกลไกรัฐปกติที่ต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือนซึ่งมาจากการเลือกตั้ง กองทัพไม่มีสมรรถนะที่จะแทรกแซงทางการเมือง ทั้งโดยเปิดเผยด้วยการกดดัน หรือโดยวิธีลับอย่างอื่น โดยเฉพาะในการวางนโยบายสาธารณะ ในขณะเดียวกัน กองทัพต้องเป็นกลไกรัฐที่มีประสิทธิภาพด้วย เพราะภารกิจที่กองทัพต้องกระทำตามคำสั่งรัฐบาลพลเรือนในหลายกรณีด้วยกันนั้น มีความสำคัญระดับคอขาดบาดตายแก่ชาติทีเดียว เราจึงต้องมีกองทัพที่เมื่อสั่งให้ไปทำอะไรแล้ว ก็ทำสำเร็จ ในเวลาที่สมควรด้วย ที่สำคัญคือไม่ทำให้ปัญหายิ่งซับซ้อนและแก้ไขยากขึ้น อย่างที่เราต้องเผชิญในสามจังหวัดภาคใต้ทุกวันนี้

ในประเทศกำลังพัฒนาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศ กองทัพได้แทรกแซงการเมืองมาอย่างยาวนาน มีผลประโยชน์ปลูกฝังหลากหลายชนิด ที่ยากจะไถ่ถอนออกมาได้ง่ายๆ ฉะนั้นปฏิรูปกองทัพด้วยเป้าหมายดังกล่าวจึงไม่ง่าย และอาจสำเร็จได้เท่าๆ กับล้มเหลว

ถึงเวลาที่คนไทยต้องช่วยกันเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศอื่น และคิดปรับกลวิธีต่างๆ จากที่อื่นมาประยุกต์ใช้กับกรณีของไทยให้ได้ผล

หนึ่งในประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกกองทัพแทรกแซงทางการเมืองมานานคืออินโดนีเซีย จนเมื่อระเบียบใหม่ของนายพลซูฮาร์โตถูกทำลายลงใน พ.ศ.2541 กรณีอินโดนีเซียน่าสนใจแก่เราเป็นพิเศษ เพราะกองทัพไม่ได้ถูกลดอำนาจลงจากพลังภายในอื่นๆ เพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และการเมืองระหว่างประเทศ (เช่นกรณีติมอร์ตะวันออก และการเปลี่ยนนโยบายของมหาอำนาจหลังสงครามเย็น)

ผมคิดว่าวันหนึ่งที่กองทัพไทยจะต้องลดอำนาจลง ก็จะมีลักษณะคล้ายอย่างนี้ คือไม่ได้เกิดจากพลังภายในที่ต่อต้านการเมืองของกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยจากสถานการณ์ระหว่างประเทศหรือภายนอกเข้ามาผสมโรงด้วย

ดังนั้นอำนาจของฝ่ายรัฐบาลพลเรือนทั้งในกรณีอินโดนีเซียที่ผ่านมา และไทยในอนาคตจึงย่อมค่อนข้างเปราะบาง โอกาสจะปฏิรูปกองทัพได้สำเร็จก็มี หรือปฏิรูปกองทัพกลายเป็นชนวนให้ทหารกลับเข้ามาคุมการเมืองอีกครั้งหนึ่งก็มีเหมือนกัน ดังในกรณีอินโดนีเซียเองนั้น ก็มีข้อถกเถียงกันระหว่างสองฝ่ายว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง หรือล้มเหลวจนไม่ได้เปลี่ยนสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างทหาร-พลเรือนไปแต่อย่างไร นอกจากกฎเกณฑ์ระดับบนเท่านั้น

ในการประเมินของ Marcus Mietzner (ใน The Politics of Military Reform in Post-Suharto Indonesia) เขาเห็นว่า หากแบ่งการปฏิรูปกองทัพออกเป็นสองชั่วอายุคน คือเมื่อเริ่มต้น ยังมีนายทหารที่มาจากระบอบเก่าอยู่จำนวนมาก ดำเนินการปฏิรูปไประยะหนึ่ง นายทหารรุ่นนี้ปลดบำนาญออกไป จะมีนายทหารรุ่นใหม่ที่เติบโตมาท่ามกลางการปฏิรูปขึ้นมาคุมกองทัพแทน (โดยอาศัยการเปรียบเทียบกับการปฏิรูปกองทัพในยุโรปตะวันออกหลังการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์) ก็อาจกล่าวได้ว่า อินโดนีเซียประสบความสำเร็จพอสมควรในการปฏิรูปช่วงชั่วอายุคนแรก

กองทัพถูกดึงออกจากการเมืองที่เป็นทางการ อภิสิทธิ์เชิงสถาบันหลายอย่างของกองทัพถูกยกเลิกไป ระบอบปกครองใหม่ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ลิดรอนอำนาจวีโต้ของกองทัพออกไปได้ ดังกรณีที่รัฐบาลอินโดนีเซียสามารถนำเสนอแผนการสันติภาพในอาเจะห์ได้ โดยกองทัพไม่ขัดขวาง แม้มีนายทหารของกองทัพหลายคนไม่พอใจ

การดึงกองทัพออกจากการเมืองที่เป็นทางการนั้นง่าย และเราก็เคยทำได้มาแล้วหลัง 2535 สืบมาจน 2549 แต่กองทัพไทยยังเข้ามายุ่งเกี่ยวกับ “การเมือง” ระดับที่ไม่เป็นทางการอีกมาก เช่นเป็นกำลังหลักในการปราบยาเสพติด บัดนี้ดูเหมือนกำลังจะกลายเป็นกำลังหลักในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับป่าและที่ดินอีกด้วย บทบาทเหล่านี้เป็น “การเมือง” อย่างยิ่ง เพราะอาจใช้เพื่อทำลายศัตรูของกองทัพ และสร้างพันธมิตรของกองทัพขึ้นได้ นอกจากนี้ยังมีอภิสิทธิ์เชิงสถาบันอีกหลายอย่างที่กองทัพไทยครอบครองมาอย่างยาวนาน เช่น กอ.รมน. มีบทบาทอำนาจหน้าที่แค่ไหน ควรจะต้องทบทวนแก้ไขให้ต้องถูกถ่วงดุลอย่างได้ผลจากฝ่ายพลเรือน อำนาจของกองทัพในพื้นที่ซึ่งถูกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม ประกาศกฎอัยการศึกก็ตาม เป็นอำนาจอิสระที่ปล่อยให้กองทัพมีไม่ได้ จำเป็นต้องแก้กฎหมายให้กองทัพไม่มีอำนาจเช่นนั้นอีก

อันหลังนี่แหละที่ยาก แต่ด้วยเจตจำนงทางการเมืองที่แรงพอ ก็หาได้ยากเกินกว่าที่รัฐบาลพลเรือนจะไม่สามารถฟันฝ่าไปได้ (หากรู้จักหาฐานสนับสนุนในสังคมให้กว้างและแข็งแกร่งเอาไว้) ประธานาธิบดีวาฮิดได้อาศัยฐานสนับสนุนที่ได้รับอย่างกว้างขวางในระยะแรก เข้าไปแทรกแซงการจัดสรรอำนาจในกองทัพเลยทีเดียว เป็นต้นว่าตั้งพลเรือนเป็นรัฐมนตรีกลาโหม (ดูเหมือนจะเป็นรัฐมนตรีกลาโหมพลเรือนคนแรกของอินโดนีเซีย) ยิ่งกว่านี้ นายทหารที่ขัดขวางการปฏิรูปกองทัพ ก็ถูกปลดประจำการ (เพราะมีส่วนในทารุณกรรมร้ายแรงที่กองทัพกระทำต่อชาวติมอร์) แต่ชดเชยให้ด้วยการเชิญให้มาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาล นับตั้งแต่หลังประธานาธิบดีซูการ์โนเป็นต้นมา ไม่มีประธานาธิบดีพลเรือนคนใดของอินโดนีเซีย ที่มีเจตจำนงในการปฏิรูปกองทัพอย่างหนักแน่นเท่าวาฮิด แม้ว่าการกระทำของเขาเป็นผลให้การเมืองระบอบประชาธิปไตยของอินโดนีเซียเข้าสู่วิกฤตที่เกือบเปิดโอกาสให้กองทัพกลับเข้ามาใหม่ในช่วงท้ายก็ตาม

แต่อินโดนีเซียโชคดี หากไม่นับพรรคโกลคาร์ซึ่งเผด็จการทหารตั้งขึ้นมาก่อนเป็นเวลานานแล้ว พรรคการเมืองอื่นๆ ทั้งหมด ซึ่งแม้เป็นศัตรูกับวาฮิด ก็ไม่คิดจะไปร่วมมือกับทหารเพื่อนำตัวเองเข้าสู่อำนาจเลย ตรงกันข้ามกับในประเทศไทย ไม่เฉพาะแต่พรรคการเมืองใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดเท่านั้น เรายังมีนักการเมืองที่เติบโตมากับการร่วมมือกับทหารอย่างยาวนาน (ทั้งทางเศรษฐกิจส่วนตัวของแกนนำพรรค และอำนาจการเมืองในท้องถิ่น) คนเหล่านี้พร้อมจะนำพรรคการเมืองของตน หรือตั้งพรรคการเมืองใหม่เพื่อไป “หากิน” กับกองทัพได้อีกทุกเมื่อ

การมีเจตจำนงอย่างแน่วแน่ในการปฏิรูปกองทัพของนักการเมืองไทย ซึ่งแม้ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น จึงเกิดได้ยาก และมักเลือกวิถีทางที่ไม่ใช่การปฏิรูปกองทัพจริง เช่น เอาญาติของตนเองไปคุมกองทัพ เพื่อให้กองทัพเป็นเครื่องมือทางการเมืองส่วนตัวของตนเอง นั่นคือเปิดให้กองทัพแทรกแซงทางการเมืองตามเดิม เพียงแต่ขอให้แทรกแซงมาทางฝ่ายตนเท่านั้น หรือมิฉะนั้นก็ยอมจำนนศิโรราบแก่กองทัพ ด้วยความหวังว่ากองทัพจะปล่อยให้ตนได้ครองอำนาจต่อไปเท่านั้น   * 2 ย่อหน้าตรงนี้น่าจะหมายถึงคนๆเดียวที่เป็นนักการเมืองที่เลว ใครหว่า?

เราจะแก้ให้นักการเมืองมีเจตจำนงและกึ๋นพอจะปฏิรูปกองทัพได้อย่างไร ผมก็จนปัญญาครับ นอกจากทำให้ “วาระ”-ปฏิรูปกองทัพเป็น “วาระ” ของสังคมไทยอย่างจริงจัง (อย่างที่เราเคยทำได้ในการผลักดันรัฐธรรมนูญ 2540) แรงกดดันทางสังคมที่แข็งแกร่งเช่นนี้เท่านั้น ที่จะบังคับให้นักการเมืองและพรรคการเมืองจำเป็นต้องมีเจตจำนงในการปฏิรูปกองทัพอย่างหนักแน่น

เช่นเดียวกับกองทัพอินโดนีเซีย ใช่ว่านายทหารในกองทัพไทยจะไม่มี “แผล” เสียเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจีที 200, บอลลูนมหัศจรรย์, หรือเหตุการณ์ใน พ.ศ.2553 ปัญหาอยู่ที่ว่านักการเมืองไทยในอนาคตจะใช้ “แผล” เหล่านี้เพื่อปฏิรูปกองทัพหรือไม่ หรือใช้เพียงเพื่อนำกองทัพมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองส่วนตน

แม้ประสบความสำเร็จในการดึงเอากองทัพออกจากการเมืองที่เป็นทางการ แต่อินโดนีเซียล้มเหลวในการจำกัดอำนาจของกองทัพหลายเรื่อง ที่สำคัญที่สุดก็คือโครงสร้างการบังคับบัญชาทหารในภาคต่างๆ ของประเทศ ระบบ “มณฑลทหาร” หรือ “กองทัพภาค” ของอินโดนีเซีย คือฐานอำนาจของกองทัพในเขตภูมิภาคต่างๆ ฐานอำนาจนี้ทหารใช้ไปในการเข้าถึงทรัพยากรทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ตนคุมอยู่ นับตั้งแต่ขายบริการคุ้มครองกิจการทางธุรกิจ, ตั้งสหกรณ์ของตนเอง, ทำวิสาหกิจในพื้นที่ของตนเอง ฯลฯ อย่าลืมว่าการจัดการบริหารกองทัพอินโดนีเซีย เริ่มจากการจัดการบริหารกองโจรซึ่งทำสงครามกับฮอลันดาเพื่อกู้เอกราช กองโจรในพื้นที่ต่างๆ จึงมีอิสระในตนเองสูง รวมทั้งต้องสามารถเลี้ยงตนเองได้ด้วย โครงสร้างอำนาจกองทัพอินโดนีเซียจนถึงทุกวันนี้ก็ยังวางบนพื้นฐานการจัดการกองทัพในสมัยกู้เอกราช

ทำให้กองทัพอินโดนีเซียไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าไรนัก ระหว่างนโยบายคอนฟรอนตาซีของซูการ์โน ทหารอินโดนีเซียที่รุกล้ำเข้าไปในดินแดนที่เป็นมาเลเซียซึ่งประธานาธิบดีซูการ์โนต่อต้าน ถูกกองทัพอังกฤษและมาเลเซียสะกัดจนต้องถอยหรือถูกจับเป็นเชลยหมด นโยบายคอนฟรอนตาซีที่มีแต่กองทัพลิเกหนุนหลังเช่นนี้ จึงไม่เป็นภัยคุกคามแก่ใครอย่างวาทศิลป์ของซูการ์โนชวนให้เกรง

กองทัพที่เข้าไปยุ่งกับการเมือง ไม่เคยเป็นกองทัพที่มีประสิทธิภาพเลยสักกองทัพเดียว (ทำได้แต่ปราบปรามประชาชนผู้ปราศจากอาวุธ) และกองทัพประเภทนี้จำกัดอำนาจการต่อรองของชาติในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในบรรดาปัจจัยต่างๆ ที่บังคับให้อินโดนีเซียต้องวางมือจากการยึดติมอร์ ก็คือความไม่มีประสิทธิภาพของกองทัพอินโดนีเซียเอง ไม่เคยปราบเฟรติลินได้-อย่างราบคาบจริงสักครั้งเดียว ได้แต่ใช้อาวุธยุทธภัณฑ์ที่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐ, อังกฤษ และออสเตรเลียทำทารุณกรรมแก่ประชาชนติมอร์อย่างเหี้ยมโหดด้วยประการต่างๆ เท่านั้น

การปฏิรูปกองทัพของอินโดนีเซียจึงหมายถึงการจัดโครงสร้างกองทัพใหม่ให้เหมาะกับสภาวะของโลกปัจจุบัน ที่กองทัพอาจต้องเผชิญด้วย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือปฏิรูปกองทัพ ไม่ได้หมายเพียงเอากองทัพออกจากการเมืองเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงทำให้กองทัพ “รบเป็น” ด้วย

กลับมาสู่ฐานอำนาจในส่วนภูมิภาคของกองทัพอินโดนีเซีย เป็นแหล่งรายได้สำคัญของทั้งกองทัพและทหาร แต่ก็ทำความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่อย่างมาก จะมีใครอยากไปลงทุนในส่วนที่ต้องเสียค่าต๋งให้กองทัพท้องถิ่นอยู่ตลอดเวลา รัฐมนตรีกลาโหมพลเรือนของประธานาธิบดีวาฮิดประเมินว่ารายได้ที่กองทหารในต่างจังหวัดหาเองนี้เป็นค่าใช้จ่ายของกองทัพถึง 70% หมายความว่ากองทัพอินโดนีเซียพึ่งรายได้จากงบประมาณแผ่นดินเพียง 30% เท่านั้น ฉะนั้นการปฏิรูปในส่วนนี้จึงหมายถึงภาระในงบประมาณส่วนกลางเป็นจำนวนมากด้วย ซึ่งอาจทำให้ข้าราชการในกระทรวงทบวงกรมฝ่ายพลเรือนเองไม่สนับสนุนการปฏิรูปกองทัพก็ได้

โครงสร้างการบริหารของกองทัพไทยไม่ได้เป็นอย่างนี้ ส่วนใหญ่ของรายได้กองทัพมาจากงบประมาณแผ่นดิน เราไม่มีปัญหาแบบอินโดนีเซีย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทหารและกองทหารในส่วนภูมิภาค ทั้งที่ประจำการอยู่ถาวร หรือลงปฏิบัติราชการชั่วคราว ไม่มีช่องทางหารายได้เลย ทั้งที่ถูกกฎหมาย ปริ่มกฎหมาย และผิดกฎหมาย (ค่าคุ้มครอง, ค้าไม้, ค้าที่ดิน, ค้าคน, ค้าอาวุธ ฯลฯ) แต่นี่เป็นปัญหาของอำนาจรัฐไทยซึ่งกระจายออกไปอย่างไม่ทั่วถึง รัฐบาลกลางไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลพลเรือนหรือรัฐบาลทหารก็ต้องแก้เหมือนกัน แต่หากการปฏิรูปกองทัพทำอย่างได้ผล กลไกรัฐอื่นๆ เช่นตำรวจ, ป่าไม้, กรมอุทยาน, ส.ป.ก. ฯลฯ ก็อาจบังคับใช้กฎหมายกับนายทหารเหล่านั้นได้โดยไม่ถูกขัดขวางจาก”ผู้ใหญ่”

รายได้นอกงบประมาณของกองทัพอีกอย่างหนึ่งคือ รายได้จากการผูกขาดทรัพยากรสาธารณะ ที่สำคัญคือคลื่นความถี่ และที่ดินที่สงวนไว้ใช้ในการทหาร ฯลฯ การปฏิรูปกองทัพไทยต้องหมายถึงการสร้างกลไกตรวจสอบ และสร้างระเบียบการได้มาและใช้ซึ่งรายได้ส่วนนี้อย่างรัดกุมด้วย เช่นไม่ปล่อยให้เป็นรายได้ที่อยู่พ้นการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น สตง., กรมบัญชีกลาง, และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะกองทัพอาจใช้รายได้ส่วนนี้ซึ่งไม่น้อยในการเป็นฐานเพื่อแทรกแซงการเมืองได้ (เช่นซื้อสื่อ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม)

ทั้งหมดนี้คงเป็นตัวอย่างว่ามีประสบการณ์ของสังคมอื่นให้เราช่วยกันเรียนรู้ได้มาก เพื่อจะได้ช่วยกันคิดต่อไปว่าเราจะปฏิรูปกองทัพกันอย่างไร เพื่อให้ประเทศของเราเดินหน้าต่อไปได้ ท่ามกลางเงื่อนไขใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

0000

เผยแพร่ครั้งแรกใน: มติชนรายวัน 25 กรกฎาคม 2559

ที่มา: Matichon Online  Matichon Online

Offline

#7 August 2, 2016 10:17 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

ถ้า....เหตุการณ์สงบ งบไม่มา

http://www.manager.co.th/South/ViewNews … 0000135333

“ประวิตร” คุยทุ่มงบ 2 หมื่นล้าน ขยายทุ่งยางแดงโมเดลทั่ว จชต. โวปี 58 สันติสุขเกิดแน่

24 พฤศจิกายน 2557

Image.aspx?ID=3380583

นราธิวาส - รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ประกาศทุ่มเงินงบประมาณจำนวนกว่า 2 หมื่นล้านบาท สร้างทุ่งยางแดงโมเดลให้ครอบคลุมพื้นที่ 37 อำเภอ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา โวสันติสุขจะเกิดในปี 2558 นี้
       
       วันนี้ (24 พ.ย.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ. ได้เดินทางมายังศาลาอุปการประชากร เทศบาลตำบลรือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เพื่อตรวจเยี่ยม และรับฟังบรรยายสรุปการขยายผลทุ่งยางแดงโมเดล ของศูนย์ปฏิบัติการ อ.รือเสาะ

Image.aspx?ID=3380585

โดยมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดน เข้าร่วมการรับฟังความคิดเห็น เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการการตำรวจ หัวหน้าหน่วยทหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จำนวนกว่า 80 คน โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย เช่น นายวรเชษฐ์ พรหมโอภาษ นายอำเภอรือเสาะ นายกอเซ็ง แซมะซู กำนันตำบลสุวารี อ.รือเสาะ ได้รายงานความคืบหน้าโดยการตั้งทุ่งยางแดงโมเดล ในพื้นที่บ้านบือเร็งใต้ ม.4 ต.สุวารี ซึ่งต่อจาก อ.เจาะไอร้อง ซึ่งถือว่าเป็นแห่งที่ 2 ของ จ.นราธิวาส เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยกำลังภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและรักษาหมู่บ้าน รวมถึงสถานที่ราชการเป็นไปด้วยดี ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามากขึ้น

Image.aspx?ID=3380582

   
       ซึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวในที่ประชุมว่า พอใจต่อโครงการทุ่งยางแดงโมเดล เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้น ซึ่งในปี พ.ศ.2558 ตนจะทุ่มเงินจำนวนกว่า 2 หมื่นล้านบาท สร้างทุ่งยางแดงโมเดล ให้ครอบคลุมพื้นที่ 37 อำเภอ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ซึ่งเรื่องดังกล่าวทางแม่ทัพภาค 4 ต้องดูแล และประสานการปฏิบัติไปตามลำดับชั้น เช่น ต้องประสานไปยังผู้ว่าราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องประสานไปยังอำเภอ และอำเภอต้องประสานไปยังกำนันผู้ใหญ่บ้าน
       
       นอกจากนี้ ในส่วนของการก่อสร้างถนน 37 สาย ซึ่งมีระยะทาง 164 ก.ม. ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยงบประมาณ 826 ล้านบาทนั้น ก็ขอให้ทุกฝ่ายเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพราะนี่คือพื้นที่สาธารณูปโภคของประชาชน เมื่อมีความเจริญเข้าไป เชื่อว่าสิ่งเลวร้ายที่มีอยู่ในพื้นที่ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

Image.aspx?ID=3380584

ต่อมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม และคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมและชมชุด ชรบ.ทั้งชายและหญิง ใช้อาวุธปืนประจำกายในการยิงต่อสู้กับคนร้าย ท่ามกลางประชาชนจำนวนกว่า 3,000 คน ทุกคนล้วนชื่นชอบไม่น่าเชื่อว่า ชรบ.ในยุคทุ่งยางแดงโมเดล มีความสามารถเฉพาะตัวสูง และเชื่อว่าสามารถปกป้องหมู่บ้านได้
       
       และในช่วงบ่าย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และคณะ ได้เข้าประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่กองกำลัง 3 ฝ่าย ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา เพื่อมอบนโยบาย และรับทราบปัญหาข้อขัดข้องในการนำไปสู่การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้


............ เวลาต่อมาอีก 4 เดือน ในปี 2558   

ถ้า.... เหตุการณ์สงบ งบไม่มา


สารคดี : ทุ่งยาง (เลือด) แดงโมเดล - Documentary : This is Tungyangdaeng Model
photo.jpgWARTANI.COM

เผยแพร่เมื่อ 4 เม.ย. 2015
Thungyangdaeng incident, the operation against the separatist as the army mentioned which caused 4 deaths and 22 people captured . The case was unexpectedly reversed when 2 of the deaths have been killed as they wore the university uniform. The incident had raised the community concerns. The special investigation team were set up and followed by statement from many organizations, to support the investigation process and justice for the families that loose their beloved member.

จากเหตุยิงปะทะโจรใต้ ตามที่เจ้าหน้าที่กล่าวอ้าง ณ บ้านโต๊ะชูด ตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ พร้อมจับกุมชาวบ้านที่อยู่ในที่เกิดเหตุ 22 คน แต่ข้อเท็จจริงหลังจากนั้นช่างพลิกผัน โดย 2 ในสี่ศพเป็นนักศึกษาที่เสียชีวิตคาชุด อันเป็นที่มาของการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และตามมาด้วยแถลงการณ์ของภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความจริงปรากฎและคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้ที่เสียชีวิต


.....................


http://www.nationtv.tv/main/content/crime/378451371/


""ประวิตร" น้อมรับผลสอบ 4 ศพทุ่งยางแดง "เป็นผู้บริสุทธิ์" ชี้เป็นบทเรียน

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV"

Nation TV - เว็บไซต์สถานีข่าวอันดับ 1 ของเมืองไทย
"กลาโหม - 8 เม.ย. 2558 - ประวิตรน้อมรับผลสอบ 4 ศพ ทุ่งยางแดง เป็นผู้บริสุทธิ์ ชี้เป็นบทเรียน ยันเรื่องต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม"

640_ka77i5hbjcdadc8dh6c69.jpg

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึง ผลสรุปคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้าปิดล้อมตรวจค้นและเกิดการปะทะจนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน พร้อมทั้งพบอาวุธปืนในที่เกิดเหตุ เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา บริเวณป่าสวนยางเชิงเขา บ้านโต๊ะชูด ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี ระบุผู้เสียชีวิตทั้ง4คนเป็นผู้บริสุทธิ์ ว่า ผลสอบของคณะกรรมการออกมาอย่างไร ก็ต้องว่าไปตามนั้น ยืนยันเจ้าหน้าที่ตั้งใจในการทำงาน หากมีอะไรผิดพลาดก็ต้องว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม ถือเป็นบทเรียน และคิดว่าเจ้าหน้าที่ทำดีที่สุดแล้ว แต่เนื่องจากเป็นเวลากลางคืน และน่าจะมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ แต่ทั้งหมดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า ส่วนงานการข่าวจะผิดพลาดหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบเพราะเป็นเรื่องรายละเอียดและการทำงานของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตามทุกครั้งก่อนปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องเสียก่อน ยืนยันเจ้าหน้าที่ตั้งใจทำงานเพื่อให้เกิดความสันติสุข สำหรับการเยียวยา เป็นเรื่องในอนาคตที่ต้องดำเนินการ ขณะนี้ทาง ศอ.บต.กำลังดูรายละเอียดอยู่ ในส่วนของเจ้าหน้าที่เองก็ยังคงทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนต่อไป ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการนำความสงบสุขมาสู่ประชาชน
ทุ่งยางแดง ถือเป็นโมเดลที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม แต่ในส่วนของเจ้าหน้าที่ก็ต้องแยกแยะคนดีกับคนไม่ดี เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ผมไม่ต้องกำชับหรือเน้นย้ำอะไรเพิ่มเติม เพราะทาง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ. ในฐานะ รอง ผอ.กอ.รมน. ตลอดจนถึง กอ.รมน.ภาค4 ดูแลอยู่แล้ว คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและตรวจสอบกันต่อไปเพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น พล.อ.ประวิตร กล่าว

....................

26/07/2016


“ประวิตร” ฝากวันเกิด “ทักษิณ” อยากให้อยู่เฉยๆ ปล่อยให้ คสช.อยู่ต่อ ช่วงที่2          26/07/2016

photo.jpgASTVManager VDO

Last edited by linc49 (August 2, 2016 11:00 AM)

Offline

#8 August 2, 2016 2:09 PM

pornchai
Member
Registered: August 10, 2015
Posts: 539

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

เห็นด้วยครับ ต้องปฎิรูปกองทัพอย่างที่ว่า ปัญหาคือ หนูตัวไหนจะกล้าและมีความสามารถเพียงพอที่จะเอากระดิ่งไปผูกคอแมวได้สำเร็จ เพราะปัญหาของกองทัพมันโยงใยอย่างแน่นแฟ้นกับอำนาจอันทรงพลังที่มาจากมือที่มองไม่เห็น (ที่จริง มาจากมือที่มองเห็นอย่างชัดๆแต่ก็โบ้ยไปว่าไม่เห็น นี่แหละ ตอแหลแลนด์) อย่างว่าล่ะครับ เก่งกล้ามากนักก็มักจะจบชีวิตลงด้วย ไม่ติดคุกก็หนีไปต่างประเทศ หรือสุดท้ายตายก่อนถึงวัยอันควร

Offline

#9 August 3, 2016 12:45 AM

jungle
Member
Registered: July 26, 2015
Posts: 307

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

อยากให้ทักกี้เข้ามาอ่านนะ 
สื่อบางสื่อ ก็รู้อยู่ว่าเป็นฝ่ายใด
เป็นธรรมดาของบางท่านที่แอบไม่พอใจการทำงานไวของทักกี้
เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ เริ่มมาตั้งแต่หลายสิบปี เป็นที่หากินองใครไม่ทราบ?
แต่มาสำเร็จสมัย รบ.ทักกี้ 
โครงการประชานิยม ช่วยให้คนช่วยตนเองได้หลายโครงการ เช่น กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป 
สามสิบบาทรักษาทุกโรค เป็นต้น
แต่ ทักกี้ก็ปากไว บางคำพูดสร้างความไม่พอใจให้ผู้ต้องการจับผิด
นี่เป็นความเห็นที่สัมผัสเพียงน้อยนิด เท่านั้น ขอบคุณ ทู้นี้ค่ะ

Offline

#10 August 13, 2016 11:22 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

pornchai wrote:

เห็นด้วยครับ ต้องปฎิรูปกองทัพอย่างที่ว่า ปัญหาคือ หนูตัวไหนจะกล้าและมีความสามารถเพียงพอที่จะเอากระดิ่งไปผูกคอแมวได้สำเร็จ เพราะปัญหาของกองทัพมันโยงใยอย่างแน่นแฟ้นกับอำนาจอันทรงพลังที่มาจากมือที่มองไม่เห็น (ที่จริง มาจากมือที่มองเห็นอย่างชัดๆแต่ก็โบ้ยไปว่าไม่เห็น นี่แหละ ตอแหลแลนด์) อย่างว่าล่ะครับ เก่งกล้ามากนักก็มักจะจบชีวิตลงด้วย ไม่ติดคุกก็หนีไปต่างประเทศ หรือสุดท้ายตายก่อนถึงวัยอันควร

ก็ประชาชน ยังไงละครับ ที่ต้องทำให้เกิดขึ้น

M0AxoWp.jpg

ตัวอย่าง 14 ตค. 2516 ล้มเผด็จการ จอมพล ถนอม - จอมพล ประภาส (แต่ยังกำจัดเชื้อเผด็จการไม่หมด)  คนไทยต้องสู้ต่อไปเพื่อ เสรีภาพ

13191953581319195494l.jpg

Offline

#11 August 13, 2016 11:36 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

ธุรกิจ...ค้าความตายในภาคใต้  เริ่มมีในสมัย ทักษิณ  ...และดำเนินเรื่อยมา...มันส่งผลแล้ว...เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องสู้เพื่อเสรีภาพ และอิสระภาพ โดยไม่ยอมให้กดขี่ ทำร้ายตน และครอบครัวอีกต่อไป นี่คือเหตุผลอันปกติของประชาชนคนธรรมดา ..แต่ตอนนี้พวกเขาได้รู้ว่าศัตรูของเขาคือใคร กลุ่มใด และจะสู้อย่างไร มันเกิดเป็นรูปธรรมของการต่อสู้ขึ้นแล้ว..แน่นอนว่าทหารย่อมปฏิเสธ

thaksin_2544.jpg

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชี้ เหตุระเบิด 7 จว.ใต้ เป็นกลุ่มบีอาร์เอ็น

https://www.facebook.com/BBCThai/posts/ … 59435706:0

11866439_1685507148336985_139641571609504132_n.png?oh=0dfbefeb7e51c9b77cd228dd2dbb8dc2&oe=585DC2B8&__gda__=1481231805_d582e826b7bdf37a21511bdc3d222e9c
บีบีซีไทย - BBC Thai     13 สค 2559

14022149_1807853259435706_8988340770240040549_n.jpg?oh=1fc2a56be3613cd23c630d61cd8414be&oe=5811F710&__gda__=1481887995_308b137e9b4a693d383106a17627ea3b

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชี้ ลักษณะการก่อเหตุระเบิด 7 จังหวัดใต้ เป็นฝีมือของกลุ่มบีอาร์เอ็น

แอนโทนี เดวิส นักวิเคราะห์ประจำประเทศไทยของกลุ่มไอเอชเอส - เจนส์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลข่าวความมั่นคงและการทหาร ได้ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยและให้ความเห็นถึงการก่อเหตุวางระเบิดในหลายจังหวัดในช่วงสองวันที่ผ่านมาว่า ถ้าดูจากลักษณะของการปฏิบัติการและอาวุธที่ใช้แล้วจะเห็นได้ชัดว่า กลุ่มที่มีศักยภาพในการลงมือก่อเหตุหนนี้มีอยู่กลุ่มเดียวคือกลุ่มบีอาร์เอ็น ซึ่งก่อเหตุแสดงการต่อต้านรัฐบาลตลอดเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาในสามจังหวัดภาคใต้

เดวิสชี้ว่า ปฏิบัติการในระดับนี้ที่สามารถลงมือพร้อมกันได้ใน 7 จังหวัด ต้องใช้คนจำนวนมาก และต้องวางแผนมาอย่างดี ต้องใช้เวลาในการประสานงาน ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถลงมือทำได้ภายในไม่กี่วันและต้องอาศัยเครือข่ายคนในประเทศสนับสนุน ส่วนอาวุธที่ใช้เป็นวัตถุระเบิดขนาดเล็กพกพาได้ง่าย ความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์แต่ละจุดไม่ได้มากนักแต่สร้างผลกระทบสูง นี่เป็นลักษณะการลงมือของกลุ่มบีอาร์เอ็นทั้งสิ้น

เมื่อถามถึงกรณีที่ผู้ใช้โซเซียลมีเดียจำนวนมากคาดการณ์กันว่า เรื่องนี้เป็นฝีมือของกลุ่มคนบางส่วนในกองทัพที่มีความไม่พอใจในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องที่จะมีการโยกย้ายกำลังทหารบางส่วนออกจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เดวิสชี้ว่า จริงอยู่ในทางศักยภาพ พวกเขาอาจจะสามารถลงมือได้ แต่เขาเห็นว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้และไม่สมเหตุสมผลอย่างสิ้นเชิง

“ถ้าเราดูลักษณะของการลงมือ การใช้วัตถุระเบิดขนาดเล็ก การทำให้เกิดเพลิงไหม้ การใช้ระเบิดแสวงเครื่องแบบทำให้เกิดเพลิงไหม้ รวมทั้งปฏิบัติการที่สามารถประสานงานกันได้อย่างดี แต่ละแห่งเป็นปฏิบัติการที่ไม่ใหญ่มาก แต่ว่าจะต้องใช้คนอาจจะไม่ต่ำกว่า 30 คน ขณะที่ตัวปฏิบัติการไม่ได้ต้องการจะสร้างความเสียหายแบบทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณการลงมือของกลุ่มบีอาร์เอ็นทั้งสิ้น”
“ผมว่ามันไม่ใช่กลุ่มไอเอส คนลงมือพยายามจะบอกว่า พวกเขาไม่ใช่นักฆ่าที่มุ่งหมายสังหารคนจำนวนมาก แม้ว่าจะทำได้แต่เลือกที่จะไม่ทำ”

เดวิสชี้ว่า บีอาร์เอ็นเคยพยายามก่อเหตุระเบิดรถยนต์ในภูเก็ตแต่ไม่เกิดระเบิดขึ้น ส่วนเหตุที่สมุยระเบิดทำงาน แต่สำหรับหนนี้ ทางกลุ่มเลือกใช้วัตถุระเบิดขนาดเล็กที่ทำงานง่ายกว่าระเบิดรถยนต์ และก่อเหตุในจุดที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ไม่ได้สร้างความเสียหายสูงมาก แต่ก็กระทบต่อความเชื่อมั่นและตกเป็นข่าวไปทั่วโลก “เป็นปฏิบัติการที่ลงแรงน้อย แต่ได้ผลสูง” ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้เขาเชื่อว่าเป็นฝีมือของบีอาร์เอ็นอย่างแน่นอน
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ว่า เหตุระเบิดครั้งนี้อาจจะเป็นฝีมือของคนในกลุ่มเสื้อแดงหรือไม่ เดวิสชี้ว่า เขาสงสัยในข้อสันนิษฐานนี้อย่างยิ่ง เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงที่เชื่อกันว่าน่าจะเป็นคนลงมือ เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อผลการลงประชามติและต้องการลดความน่าเชื่อถือของคสช. นั้น เมื่อคำนึงถึงเหตุผลและเวลาของการลงมือนับว่าไม่สอดคล้องกัน ตลอดจนศักยภาพก็ไม่น่าจะทำได้

“เมืองไทยลงประชามติวันที่ 7 ส.ค. เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 11-12 ส.ค. พวกเขาจะทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้ได้โดยมีเวลาเตรียมการแค่สามวัน มันจะเป็นไปได้อย่างไร การลงมือในระดับนี้ต้องการการเตรียมตัวที่ยาวนาน” นอกจากนี้ เดวิสชี้ว่า ทหารติดตามความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงมาช้านาน แกนนำเสื้อแดงทุกคนล้วนถูกจับตา เจ้าหน้าที่มีข้อมูลของพวกเขาไม่ว่าที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์ การจะทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ระแคะระคายเลยนั้น นับเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้
ยังมีผู้เสนอว่า เหตุระเบิดหนนี้อาจจะเป็นฝีมือของกลุ่มจากต่างประเทศ เช่นอุยกูร์ที่ต้องการปรามทางการไทย ไม่ให้ส่งตัวผู้หนีภัยอุยกูร์ให้จีนดังเช่นที่เคยกระทำเมื่อปีที่แล้วอีกหรือไม่ เดวิสชี้ว่า ปฏิบัติการในระดับนี้ครอบคลุมหลายพื้นที่ ต้องการคนที่มีความรู้ในพื้นที่แต่ละจุดเข้าร่วมจำนวนมาก เพื่อประสานงานเตรียมการ เขาไม่เชื่อว่าอุยกูร์มีคนอยู่ในเมืองไทยที่มีศักยภาพมากพอที่จะทำได้

เมื่อถามถึงมูลเหตุจูงใจ ว่าเหตุใดบีอาร์เอ็นจึงต้องการลงมือในขณะที่กำลังพูดคุยอยู่กับรัฐบาล แม้ว่าขณะนี้การพูดคุยจะยังไม่มีเค้าเดินหน้า แต่ก็ถือได้ว่ายังไม่ได้หยุดไปเสียทีเดียว แอนโทนี เดวิสกล่าวว่า แม้จะมีการพูดคุย แต่เป็นที่รู้กันว่าปีกการทหารของบีอาร์เอ็นไม่พอใจกับการพูดคุยนั้น เขาเชื่อว่านี่อาจจะเป็นการส่งสัญญาณให้ทางการไทยเอาจริงเอาจังเสียที โดยบอกเป็นนัยว่า ทางกลุ่มสามารถจะสร้างความเสียหายได้มากกว่านี้ถ้าต้องการ และแม้เจ้าหน้าที่อาจจะมีกำลังคนร่วม 7 หมื่นคนในสามจังหวัดภาคใต้ แต่ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ไม่มีกำลังดูแลมากขนาดนั้น

เดวิสระบุว่า เขาเชื่อว่าบีอาร์เอ็นต้องการบอกอะไรสักอย่างกับรัฐบาลทหารของไทยผ่านการลงมือหนนี้ และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงจะอ่านออก แต่สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นคือ สังคมไทยอาจจะไม่มีวันได้รู้อย่างชัดเจนเลยว่า ใช่บีอาร์เอ็นจริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรอการแถลงยืนยันความรับผิดชอบ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา กลุ่มบีอาร์เอ็นไม่เคยแสดงตัวรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ใด ๆ

บีบีซีไทยส่งคำถามไปยังอาบูฮาฟิส อัลฮากิม แห่งกลุ่มมารา ปาตานี ซึ่งเป็นกลุ่มที่บีอาร์เอ็นและขบวนการกลุ่มอื่นในภาคใต้เข้าร่วมเพื่อพูดคุยกับรัฐบาล ได้รับคำตอบว่า มารา ปาตานี เป็นกลุ่มที่ทำงานทางการเมือง ย่อมไม่ลงมือก่อเหตุ แต่ในเรื่องของสมาชิกมารา ปาตานีนั้น ต้องไปถามแต่ละกลุ่มเอาเองว่า พวกเขามีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด

ที่ผ่านมา บีอาร์เอ็นยังไม่เคยมีถ้อยแถลงแสดงความรับผิดชอบในการก่อเหตุครั้งใดทั้งสิ้น และไม่ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเช่นเดียวกัน

Offline

#12 August 13, 2016 12:33 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

jungle wrote:

อยากให้ทักกี้เข้ามาอ่านนะ 
สื่อบางสื่อ ก็รู้อยู่ว่าเป็นฝ่ายใด
เป็นธรรมดาของบางท่านที่แอบไม่พอใจการทำงานไวของทักกี้
เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ เริ่มมาตั้งแต่หลายสิบปี เป็นที่หากินองใครไม่ทราบ?
แต่มาสำเร็จสมัย รบ.ทักกี้ 
โครงการประชานิยม ช่วยให้คนช่วยตนเองได้หลายโครงการ เช่น กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป 
สามสิบบาทรักษาทุกโรค เป็นต้น
แต่ ทักกี้ก็ปากไว บางคำพูดสร้างความไม่พอใจให้ผู้ต้องการจับผิด
นี่เป็นความเห็นที่สัมผัสเพียงน้อยนิด เท่านั้น ขอบคุณ ทู้นี้ค่ะ

ครับ ยินดีที่ไม่รู้จัก ...อยากให้พิจารณาด้วยตัวเราเอง อย่าเชื่อใครง่ายๆ บางครั้ง เราไม่เปิดให้ข้อมูลนั้นมาเราก็ปิดความจริงไปเสียแล้ว แน่นอนว่าเราควรพิจารณาแหล่งข้อมูลเพื่อไม่เสียเวลาไปกับมันครับ สิ่งที่ผมจะบอกเกี่ยวกับทักษิณ ที่คุณบอกว่าปากไว ..สิ่งที่น่าจะพิจารณาคือ ลำดับชั้นของการปรากฏซึ่งความคิดของคนๆนั้นเป็นอย่างไรมาจาก ความเชื่อที่เขามี ซึ่งส่วนนี้ถ้าเราไม่ได้ใกล้ชิดกับเขาจริงๆ รับรู้การกระทำจริงๆ ผ่านการแสดงออกต่างๆ คุณย่อมไม่รู้จักเขาจริง แต่ส่วนสำคัญอยู่ที่การแสดงออกต่างหาก ที่มักเกิดจากการพูด มาก่อนการกระทำ เป็นตัวบอกนิสัยที่แท้จริงของคนๆนั้นจริงๆ

อยากให้อ่าน ตามลิงค์นี้ครับ กับเรื่องที่คุณกล่าวถึง

http://ifreethai.com/viewtopic.php?id=1448

เขียนลำดับ #1 ในพารากราฟสุดท้าย  เรื่องโครงการ  30 บาทรักษาทุกโรค... มีลิงค์ไปแหล่งข้อมูล

และ #13 ก่อนภาพคำของ Albert Einstein เรื่อง สนามบินสุวรรณภูมิ..(แน่นนอนมันคงเป็นผลประโยชน์ขัดแย้งกับ ทอ. เพราะ ดอนเมืองต้องเช่าจาก ทอ. แต่สนามบินใหม่เป็นของ หน่วยงานการท่าอากาศยาน) . มีลิงค์แหล่งข้อมูลที่มา

Last edited by linc49 (August 13, 2016 12:51 PM)

Offline

#13 August 13, 2016 1:56 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

คสช. ปิดบังข้อเท็จจริงเรื่อง ระเบิดใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่มีมาก่อนประชามติ ถึง 50 ลูกไปในช่วง วันที่ 1-10 สค 2559 แล้วและตามมาอีก 13 ลูกในภาคใต้ตอนบนที่เป็นข่าวขณะนี้ใน 11-12 สค .2559

http://thaienews.blogspot.com/2016/08/b … rn_13.html

วันเสาร์, สิงหาคม 13, 2559

Bombs, facts, and myths in southern Thailand

3006429398.jpg

By ANDERS ENGVALL
13 AUG, 2016

New Mandala


Truth shouldn’t also be a casualty after Thailand’s 10-12 August bombings.

It is no surprise that Thai authorities go out of their way to rule out Malay-Muslim separatists as potential perpetrators of the string of bombs in the upper south on 10-12 August. It is after all what they always do.

It is more surprising that several experts make similar claims based on myths about the southern Thai conflict, while disregarding equally important facts about recent events in the border provinces.

Fact: southern militants launched a sustained bombing campaign timed to the referendum.

The first 10 days of August saw 50 bomb attacks in the southern border provinces. To make it clear that the violence was related to the 7 August referendum, the insurgents also sprayed anti-constitution graffiti in 18 locations.

This might have helped to sway public opinion in the south against the constitution and contributing to voters in Pattani, Yala and Narathiwat rejecting the draft referendum.

Engvall-image1-768x543.jpg

Source: Deep South Incident Database.


While southern militants were busy placing an average of five bombs a day, no other anti-government groups resorted to violence during this period. This should make the southern militants key suspects if the August 10-12 bombings in the upper south is indeed related to the passing of the junta backed constitution.

Myth: Southern militants don’t target tourists.

Contrary to common claims, the southern insurgents have a history of directly targeting tourists. High profile events include the bomb at Lee Garden hotel in Hat Yai killing several foreigners and injuring more than 400, an earlier bomb at Hat Yai airport, the bomb at the central shopping mall on Koh Samui in April last year, and numerous bombs against entertainment venues frequented by Malaysian tourists in the seedy border towns Sungai Kolok, Sadaoand Betong.

Myth: Southern militants don’t act outside the southern border provinces.

In addition to the Koh Samui blast last year, two bombs in 2013 was linked to southern separatist groups. First the bombing in front of Ramkhamhaeng University in Bangkok in May and then a foiled car bomb at a the Phuket Town police station at the end of the year.

While it is true that the vast majority of the violence has been concentrated to the southern border provinces, the separatist groups do not lack capacity to carry out bombings in tourist areas in the upper south.

Southern Thailand was rocked by a total of 63 bombs during 1-13 August. Focusing only on the 13 explosives targeting the upper south during the latter part of the period, while disregarding the 50 events in the southernmost border provinces, clearly plays into the hands of Thai authorities.

At this point there is no conclusive evidence pointing to a single group behind recent bombs in the upper south. Thai authorities have mobilised the full force of their propaganda machinery to convince their citizens and the international community that southern separatist groups had nothing to do with the bombs targeting foreign tourists.

The role of analysts and researchers should be to question the official line and not to repeat baseless claims about the character of the southern insurgency.

1818933920.jpg
Anders Engvall is a research fellow at Stockholm School of Economics and research advisor to the Deep South Incident Database at Deep South Watch in Pattani, Thailand.

..........

Some Responses:

Nick Nostitz
13 AUGUST 2016 AT 2:50 PM

This article shows a shocking amount of common sense under all that white noise we have been reading and hearing at other places since yesterday.

If i may add – attempts by some to blame Red Shirt militant groups for the recent spat of bombings make no sense at all either. Alone the target – damaging tourism – would disqualify Red Shirts as culprits. Many Red Shirts, be it common Red Shirts, and up to leadership level, and high ranked members of PT Party own or are employed in tourism related businesses.

Notions of a False Flag operation by the military itself makes no sense either – the military has nothing to gain from these bombs, and only to lose. It already has all the power it needs and does not need to do such a false flag operation as a pretense to extend its legal powers. Also internal military conflicts would not target tourism – it hurts all Thais, not just the government or the dominant military faction.

Furthermore – if an operation of this scale would have been done by either Red Shirts or the military, it could not have been kept secret even in the planning stages, as both sides have more than a few spies in each others camps. While both sides may have radicals, these are on both sides on the fringe and would have been stopped.

Foreign involvement in such a coordinated attack would need major local involvement – which would again mean that information would trickle through.

There are plenty reasons though why the government may need to downplay a Southern Insurgency involvement, not the least being lasting damage to the tourism industry through such an open admission that Southern Insurgency groups have the capability to operate outside their provinces.

...

Andrew MacGregor Marshall
13 AUGUST 2016 AT 6:45 PM

Not so fast. This is a thought provoking article but it is misleading to suggest that the latest attacks are basically nothing new or out of the ordinary. In fact, if southern insurgents were behind the attacks, this would mark a significant escalation and change of tactics and strategy.

The article also assumes that we know who was behind all past bombings and various related activity — and that it was all the southern insurgents. It assumes we know for sure that the Thai-language anti-referendum graffiti in the three southern provinces was the work of insurgents. But the question of who produced the graffiti has not been conclusively answered. I think there are interesting parallels with the banners in the same provinces denouncing Sirikit on her birthday in 2009, mentioned in leaked US cable 09BANGKOK2149. These banners were almost certainly not produced by insurgents.

Moreover, if the bombers wanted to send a message about the referendum, why did they wait until after the vote to launch their attacks? Planning for these attacks would have had to begin way before the result was known in the evening of August 7. So it is improbable that these attacks were a direct response to the result, and if they were intended as a more general gesture of rejection of the referendum, why did the bombers not strike during the run-up to the vote?

It is also rather misleading to claim it’s a myth that insurgents don’t target tourists. We all know that there are frequent incidents in the border sex and smuggling towns Sungai Kolok, Sadao and Betong, but as many analysts have pointed out, much of this violence is likely to be criminal rather than political/religious, arising from turf wars among rival mafia groups and military gangs. There is no evidence that Malaysian sex tourists have been specifically targeted, and in any case they are a very niche group among the tourists who visit Thailand.

The Samui bombing is an unsolved case and some southern insurgent involvement is likely. But as far as I am aware there is no proof that this was intended as an attack on the tourist industry. It’s widely known that some southern insurgents are available for hire to criminal and mafia groups. There have been numerous instances of business disputes in the Deep South being solved with violence aided by insurgents. There is no compelling evidence that the attacks on the Lee Garden Hotel and the Koh Samui mall are different.

Contrary to the impression created by Anders Egvall, a coordinated series of attacks on multiple targets outside the Deep South, specifically intended to cause significant damage to the national economy and tourist industry, would be an extremely significant, even game-changing, new development. That doesn’t mean this is not what has happened. But a “this is nothing new” argument is inaccurate and does not help us establish who was responsible for the attacks.

There is one clear precedent for the Mothers’ Day attacks — the 2006/7 New Year bombings in Bangkok. It was never conclusively established who was behind these bombings, and indeed it may have been a coalition of various interests.

The bombing of the Erawan Shrine on August 17 last year also has some parallels, and it would be worth re-examining whether this really was done by angry Uighurs acting alone without help from other groups inside Thailand.

Offline

#14 August 18, 2016 10:35 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

ผู้เชี่ยวชาญสถานการณ์ใต้ ให้น้ำหนัก"บีอาร์เอ็น"ก่อวินาศกรรม 7 จว.ใต้
photo.jpgjom voice

เผยแพร่เมื่อ 15 ส.ค. 2016
ดร.ศรีสมภพ จิตต์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia กรณี การก่อวินาศกรรมใน 7 จังหวัดภาคใต้ ระหว่างวันที่ 10-12 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ความเป็นไปได้ว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม บีอาร์เอ็น นั้นมีน้่ำหนักที่สุด เพราะจากหลักฐาน วัตถุพยานในทีเ่กิดเหตุ ล้วนแล้วเชื่อมโยงไปยังกลุ่มบีอาร์เอ็น ส่วนเหตุผลที่ทำในช่วงวัน เวลาดังกล่าวก็เพราะเป็นช่วงเวลาที่ต่างประเทศ และคนในประเทศ สนใจติดตามผลการทำประชามติ และเป็นวันสำคัญของคนไทย ซึ่งจะสร้างน้ำหนักให้รัฐไทยและนานาชาติเห็นถึงศักยภาพของบีอาร์เอ็นว่าทำได้ครอบคลุมหลายจังหวัดไม่เฉพาะในสามจังหวัด ส่วนกลุ่มบีอาร์เอ็นจะร่วมมือกับกลุ่มการเมือง หรือกลุ่มประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลหรือไม่นั้น ไม่มีหลักฐานยืนยันในเรื่องนี้และที่ผ่านผาบีอาร์เอ็นกับคนเสื้อแดง หรือ นปช.อุดมการณ์ต่างกัน แต่ในอนาคตหากวิเคราะห์ในทางการเมืองอาจจะเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกับเพื่อที่จะต่อต้านกับเผด็จการทหาร

Offline

#15 August 19, 2016 10:24 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

http://www.prachachat.net/news_detail.p … 1471413553

สรรพากรแจงไม่เก็บภาษี"โอ๊ค-เอม" ย้ำศาลพิพากษาเป็นเงิน"ทักษิณ"ถูกยึดทรัพย์แล้ว

+ * เนื้อหารายละเอียดอยู่ใน # 1 ด้านบน พิพากษา วันที่ 23 กพ. พศ. 2553

18 ส.ค. 2559 เวลา 08:00:33 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

14714135531471451570l.jpg

อธิบดีกรมสรรพากรแจงข้อเท็จจริงไม่เก็บภาษี "โอ๊ค-เอม" ชี้ศาลฎีกาพิพากษาชัดแล้วว่าเป็น "เงินทักษิณ" เผยกรมบัญชีกลางยึดทรัพย์เข้าแผ่นดินไว้แล้ว 4.6 หมื่นล้านบาท ระบุศาลตัดสินเป็น "ธุรกรรมอำพราง" สุดท้ายขายหุ้น "บิ๊กลอต" ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯได้ยกเว้นภาษี

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่มีการเรียกร้องให้เก็บภาษีจากการโอนหุ้นของ บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น ของนายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พิณทองทา คุณากรวงศ์ บุตรของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งล่าสุดศาลอาญาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา ให้จำคุกนางเบญจา หลุยเจริญ อดีต รมช.คลัง และเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรที่เกี่ยวข้องกับการตอบข้อหารือกรณีการโอนหุ้น ดังกล่าวนั้นว่า กรณีดังกล่าวเคยมีการตัดสินแล้วว่า เป็น "ธุรกรรมอำพราง"

โดยเงินภาษีที่เกิดขึ้น ทางศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง เคยมีคำพิพากษาว่าเป็นเงินของนายทักษิณ โดยที่ผ่านมา กรมบัญชีกลางได้มีการยึดทรัพย์นำเข้าเป็นเงินแผ่นดินไปเรียบร้อยแล้ว คิดเป็นเงินราว 46,000 ล้านบาท ซึ่งต่อมาศาลภาษี จึงมีการยกฟ้องว่าไม่สามารถประเมินเก็บภาษีจากนายพานทองแท้ กับ น.ส.พิณทองทาได้อีก เพราะถือว่าไม่ใช่เงินของบุคคล 2 คนนี้

"ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองได้ตัดสินว่า เงินดังกล่าวเป็นเงินของคุณทักษิณ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะของโอ๊ค เอม และไม่ใช่ของคุณหญิงพจมาน หรือของพี่ชายคุณหญิงพจมาน แล้วศาลก็สั่งให้ทรัพย์นั้นตกเป็นของแผ่นดิน ทีนี้พอมาถึงศาลภาษี ก็พิจารณาตามศาลฎีกาว่า เมื่อศาลฎีกาบอกว่าไม่ใช่เงินของโอ๊ค เอม 2 คนนี้ก็ไม่ใช่เจ้าของเงินได้ ศาลภาษีก็เลยมีคำสั่งว่า ประเมินโดยมิชอบ ก็เลยให้ยกฟ้องไป" นายประสงค์กล่าว

ส่วนประเด็นที่ว่าเหตุใดกรมสรรพากรไม่ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ นายประสงค์กล่าวว่าคงต้องไปถามอธิบดีกรมสรรพากรในสมัยนั้น เนื่องจากตนยังไม่ได้เข้ามารับตำแหน่ง อย่างไรก็ดี ตนก็ได้มีการศึกษาในรายละเอียดข้อเท็จจริงแล้ว ก็พบว่า การจะเข้าไปเก็บภาษีจากนายทักษิณที่มีการจำหน่ายหุ้นบิ๊กลอตในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นั้น กฎหมายมีการยกเว้นภาษีให้กับการขายหุ้นใน ตลท. ของบุคคลธรรมดาอยู่แล้ว

"มีการแทงเรื่องมาว่า ให้ไปดูว่าเก็บภาษีคุณทักษิณได้หรือเปล่า แล้วการขายบิ๊กลอตถือว่าขายในตลาดหลักทรัพย์ฯหรือไม่ ผมก็ไปดู ก็ปรากฏว่า เป็นของคุณทักษิณ และมีการขายบิ๊กลอตในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยทาง ตลท.ทำหนังสือยืนยันกลับมาว่า เป็นการขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ดังนั้นก็ได้รับการยกเว้นภาษี ก็ถือว่าจบตรงนั้น" อธิบดีกรมสรรพากรกล่าว

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

Last edited by linc49 (August 19, 2016 12:05 PM)

Offline

#16 August 24, 2016 10:26 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

http://www.prachachat.net/news_detail.p … 1403855381

ดูทรัพย์สินรัฐมนตรี "ยิ่งลักษณ์"เป็นหนี้"ทักษิณ"28ล้าน "ประชา"กรุพระ680ล้าน

updated: 27 มิ.ย. 2557 เวลา 15:12:48 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

14038553811403856074l.jpg

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 มิ.ย. 2557) สำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีพ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 จำนวน 10 คน

ได้แก่ 1.นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  2.สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 3.พลตำรวจเอกประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี 4.นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี 5.นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการทระทรวงการคลัง 6.นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  7.นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 8.ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 9.นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 10.พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม


"ยิ่งลักษณ์" เป็นหนี้ "ทักษิณ" 28 ล้าน

นางสาวยิ่งลักษณ์ มีทรัพย์สิน 601,860,347.17 บาท คู่สมรสมีทรัพย์สิน 36,786,151.63 บาท บุตรมีทรัพย์สิน 1,333,070.97 บาท และมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินจำนวน 547,346,149.14 บาท


ในรายการแสดงทรัพย์สิน อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง มีหนี้สิน 28,847,269 บาท โดยมีนายทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ให้กู้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2557

14038553811403856474l.jpg

ทั้งนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ แสดงทรัพย์สินที่เป็นเครื่องประดับ ทั้งสร้อยมุก แหวนเพชร พลอย ทอง เข็มกลัดเพชร ต่างหู และจี้ มูลค่า 43,680,000 บาท กระเป๋าถือแอร์แมส 7 ใบ มูลค่า 2,100,000 บาท  นาฬิกา จำนวน 16 เรือน มูลค่า 3,760,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรือนทอง ทั้งยี่ห้อโรเล็กซ์ บลูการี โอเมก้า เป็นต้น

ส่วนทรัพย์สินที่เป็นยานพาหนะ มีจำนวน 9 คัน ล้วนแล้วแต่มีทะเบียนเลขตองสวยๆ ได้แก่ วฐ -111,  กพ-999, วก-555, วฉ-777, ฮน 333, ศษ-222

14038553811403856585l.jpg

Offline

#17 August 24, 2016 10:58 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

usa.th wrote:

สำหรับผม ทักษินจะเป็นใครมาจากไหนก็ช่าง  แต่เขาทำเพื่อประชาชนและประเทศให้เห็นจะๆทำได้จริง  แลัวถูกทำลายโดยลิเกโจร  ผมคิดเท่านี้เองง่ายๆเลย

อันนั้น มันเป็นเรื่องของคุณ ที่จะมีสิทธิคิดอย่างนั้น แต่สำหรับผม ยังต้องเรียนรู้และค้นหาความจริงต่อไปบนโลกใบนี้ ในศตวรรษที่ 21 ผมเลือกที่จะเป็นคนที่จะศึกษาเรียนรู้ ไม่เลือกที่จะเชื่อตามที่คนบอก ....

unlearn.jpg

แต่ตรรกะ ของ  ป้าพลอย ที่ว่าคอรัปชั่นได้ แต่ทำเพื่อคนไทย มันก็ไม่ได้อยู่บนฐานของความถูกต้อง  ความเสมอภาค ความยุติธรรม ความดีงามในสังคม อะไรเลย ...

Ieqzyy.jpg

แปลกนิยาม คนดี ของพวกสลิ่ม ก็แปลก แบบ นี้ก็แปลก


หนูไม่รู้ ...เขาบอก....หนูก็เชื่อเขา ..เพราะหูเบา    dog

Offline

#18 August 26, 2016 10:57 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

หลักฐาน อันนี้ ชัดเจน ...ทักษิณ ได้เงินฟันกำไรขายหุ้น ส่วนสมุนที่ชุบเลี้ยง..ได้อำนาจหน้าที่และ...เล็กน้อย แต่ได้คุก ๆ ๆ เป็นของตอบแทนเพิ่ม..ทั้งที่รู้ว่าผิดกฏหมายแน่ๆ ..ทักษิณก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นว่า..รัฐมนตรีไอซีที มาขอเรื่องเข้า ครม. แล้วถูกปฎิเสธ..แต่ก็ไปแอบทำ...เป็นไปไม่ได้เลยที่ ทักษิณ จะไม่รู้ว่าบริษัทตัวเองเสนอให้แก้กฏหมายเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง

คุม"หมอเลี๊ยบ"ขังเรือนจำหลังศาลฎีกาสั่งจำคุก1ปี
photo.jpgTNN 24

เผยแพร่เมื่อ 25 ส.ค. 2016
คุม"หมอเลี๊ยบ"ขังเรือนจำหลังศาลฎีกาสั่งจำคุก1ปีคดีแก้สัญญาสัปมทานเอื้อกลุ่มชินคอร์ป

ศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุก “นพ.สุรพงษ์” 1ปี คดีแก้สัมปทานดาวเทียมไทยคมเอื้อประโยชน์กลุ่มชินคอร์ป ไม่รออาญา

วันนี้ (25ส.ค.59) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษา คดีที่นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที นายไกรสร พรสุธี อดีตปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) สมัยรัฐบาลสมัย นายทักษิณ ชินวัตร และนายไชยยันต์ พึ่งเกียรติไพโรจน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ คดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (ฉบับที่ 5) เพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ต้องถือในบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) จากไม่น้อยกว่า 51%เป็นไม่น้อยกว่า 40% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยทราบดีอยู่แล้วว่า เหตุที่บริษัทขอลดสัดส่วนการถือหุ้น เพื่อต้องการหาพันธมิตรขยายศักยภาพในการแข่งขันให้มีความเข้มแข็งและมีเงินทุนเพียงพอในการดำเนินการโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์

ล่าสุด ศาลฏีกาฯ ได้พิพากษาจำคุกนพ.สุรพงษ์ 1ปี โดยไม่รอลงอาญา ขณะที่อดีตปลัดไอซีทีและ ผอ.สำนักกิจการอวกาศฯ สั่งจำคุก1 ปี ปรับ 20,000 บาท แต่โทษให้รอลงอาญา

......................

ย้อนเหตุการณ์ที่ทำให้ "หมอเลี๊ยบ" ต้องนอนคุก | 25-08-59 | ไทยรัฐนิวส์โชว์ | ThairathTV
photo.jpgthairath

เผยแพร่เมื่อ 25 ส.ค. 2016
หลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่าก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาจะตัดสินเรื่องนี้ มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไรและเกี่ยวข้องอะไรจนทำให้นายแพทย์สุรพงศ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งถือว่าเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่นายทักษิณ ชินวัตร ไว้วางใจมากคนหนึ่งต้องถูกพิพากษาจำคุกในครั้งนี้


http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews … 0000085324 + * ภาพจาก kapook.com

ศาลสั่งจำคุก “หมอเลี้ยบ” อดีต รมว.ไอซีที 1 ปี ไม่รอลงอาญา คดีแก้ไขสัมปทานดาวเทียมเอื้อ บ.ชินคอร์ป
25 สิงหาคม 2559 18:28 น.

q1_15.jpg*

q2_12.jpg*

วันนี้ (25 ส.ค.) เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ ศาลนัดฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ ที่ อม.66/2558 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือหมอเลี้ยบ อดีต รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) สมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร, นายไกรสร พรสุธี อดีตปลัดกระทรวงไอซีที และนายไชยยันต์ พึ่งเกียรติไพโรจน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ และอดีตปลัดกระทรวงไอซีที ยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีที่มีการอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (ฉบับที่ 5) เพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ต้องถือในบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) จากไม่น้อยกว่า 51% เป็นไม่น้อยกว่า 40% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยทราบดีอยู่แล้วว่า เหตุที่บริษัทขอลดสัดส่วนการถือหุ้น เพื่อต้องการหาพันธมิตรขยายศักยภาพในการแข่งขันให้มีความเข้มแข็งและมีเงินทุนเพียงพอในการดำเนินการโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์
       
       โดยวันนี้จำเลยทั้งสามเดินทางมาศาล โดยมีครอบครัวและผู้ใกล้ชิดมาให้กำลังใจ
       
       นพ.สุรพงษ์กล่าวก่อนเข้าพิจารณาว่า ยอมรับว่าตนเองรู้สึกกังวลในส่วนของคดี ส่วนกรณีที่ที่ก่อนหน้านี้  4 ส.ค.59 ตนได้ถูกศาลพิพากษาสั่งจำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ โดยรอลงอาญา 1 ปี ในคดีที่ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องขณะดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ได้กระทำการแทรกแซงเสนอชื่อ 3 อดีตผู้บริหารธนาคารทหารไทย ธนาคารกรุงไทย เป็นกรรมการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าจะส่งผลต่อคดีนี้หรือไม่ จะต้องรอผลการตัดสินของศาลก่อน

640_af7fb7cd5beje6ab5agc8.jpg
ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 4 ส.ค.59 เวลา 14.00 น
       
       กระทั่งเวลา 14.00 น. ศาลฎีกาฯ พิเคราะห์ข้อเท็จจริงแล้วได้ความจากการไต่สวนพยานทั้งสองฝ่ายว่า ครม.มีมติอนุมัติให้บริษัทชินคอร์ปเป็นผู้รับสัมปทานดาวเทียม ต่อมาวันที่ 11 ก.ย. 2534 มีการทำสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมระหว่างกระทรวงคมนาคมกับบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด โดยนายทักษิณ ชินวัตร ขณะนั้นเป็นประธานกรรมการบริษัท ซึ่งปัจจุบันบริษัทเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทชินคอร์ป ซึ่งตามสัญญาข้อ 4 กำหนดให้บริษัทชินคอร์ปจะต้องจัดบริษัทขึ้นใหม่มาดำเนินการตามสัญญาภายใน 12 เดือน และจะต้องเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 นอกจากนี้ บริษัทชินคอร์ป และบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ดังกล่าวต้องรับผิดชอบตามสัญญาต่อกระทรวงในลักษณะร่วมกันและแทนกัน ซึ่งภายหลังมีการจัดตั้งบริษัทขึ้นใหม่คือบริษัท ชิน แซทฯ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) แล้วมีการแก้ไขสัญญาครั้งที่ 1 เพื่อให้บริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่เข้ามาร่วมรับผิดตามสัญญา โดยมีนายทักษิณ ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริษัทเป็นผู้ลงนามในสัญญา ต่อมาวันที่ 24 ธ.ค. 2546 บริษัทชิน แซทฯ มีหนังสือถึงกระทรวงไอซีทีขออนุมัติให้บริษัทชินคอร์ปฯ ลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทชิน แซทฯ ให้เหลือไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยอ้างว่าธุรกิจให้บริการช่องดาวเทียมไอพีสตาร์ต้องใช้เงินทุนสูงถึง 1.4 หมื่นล้านบาท บริษัทจึงมีความจำเป็นต้องให้พันธมิตรหรือเจ้าของแหล่งทุนเข้ามามีส่วนในการถือหุ้น โดยนายไชยยันต์ จำเลยที่ 3 ได้รับมอบหมายให้ศึกษาวิเคราห์การขอแก้ไขสัญญาสัมปทานในครั้งนี้ และนายไกรสร จำเลยที่ 2 ในฐานะปลัดกระทรวงได้เสนอความเห็นว่าการลดสัดส่วนถือหุ้นดังกล่าวบริษัทชินคอร์ปยังคงรับผิดชอบการทำตามสัญญาได้ต่อไปและไม่ขัดต่อกฎหมาย โดย นพ.สุรพงษ์ จำเลยที่ 1 ได้อนุมัติให้แก้ไขสัญญาสัมปทานนั้น โดยไม่ได้เสนอ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบ
       
       ศาลฎีกาฯ วินิจฉัยแล้วเห็นว่า ข้อกำหนดเรื่องสัดส่วนการถือหุ้น เป็นข้อเสนอเพิ่มเติมของบริษัทชินคอร์ปฯ ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเจรจาระหว่างบริษัทกับคณะกรรมการพิจารณาสัมปทาน จึงเป็ฯเรื่องของคุณสมบัติและความสามารถของผู้รับสัมปทานที่เป็นสาระสำคัญของสัญญา และเป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งที่ ครม.ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบบริษัทชินคอร์ปฯ เป็นผู้รับสัมปทาน การแก้ไขสัญญาในเรื่องนี้จึงต้องได้รับความเห็นชอบจาก ครม.
       
       การที่ นพ.สุรพงษ์ จำเลยที่ 1 อนุมัติให้แก้ไขสัญญาโดยให้บริษัทชิน แซทฯ ลดสัดส่วนผู้ถือหุ้นบุคคลสัญชาติไทยจาก 51% ให้เหลือ 40% ทำให้เกิดความเสี่ยงในการครอบงำกิจการของชาวต่างชาติที่จะมีผลต่อกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติ ขัดต่อเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายกิจการโทรคมนาคม ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ได้นำเสนอต่อ ครม.ตามขั้นตอน แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ส่งหนังสือหารือถึงสำนักงานอัยการสูงสุด โดยนายชัยเกษม นิติศิริ รองอัยการสูงสุด ปฏิบัติหน้าที่แทนอัยการสูงสุด ตอบกลับในครั้งแรกว่าโดยตั้งข้อสังเกตให้นำเรื่องการแก้ไขสัญญาเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เมื่อเลขาธิการ ครม.ปฏิเสธไม่รับเรื่อง โดยเสนอให้จำเลยที่ 1 ถอนเรื่อง แล้วจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือหารือมาทางสำนักงานการอัยการสูงสุดอีกครั้งว่าในฐานะหัวหน้าหน่วยราชการมีอำนาจอนุมัติแก้ไขสัญญาได้หรือไม่ โดยสำนักงานอัยการสูงสุดตอบกลับว่ามีอำนาจ แต่เป็นการตอบกลับโดยไม่ทราบเบื้องหลังว่าจำเลยที่ 1 ปกปิดความจริงที่เลขาธิการครม.แจ้งทางโทรศัพท์ปฏิเสธการรับเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม เนื่องจากนายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น เป็นคู่สัญญากับบริษัทเอกชน ทำให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน อีกทั้งการอนุมัติแก้ไขสัญญาไม่ได้ทำให้ราชการได้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้น แต่กลับได้รับความเสี่ยง ซึ่งการแก้ไขสัดส่วนผู้ถือหุ้นทำให้บริษัทเอกชนได้รับประโยชน์เพียงฝากเดียว เพราะกรณีดังกล่าวก็สืบเนื่องจากข้อเสนอเพิ่มเติมจากบริษัทเอกชน การกระทำนั้นยังเป็นการลดทอนความมั่นคงและความมั่นใจในการดำเนินโครงการดาวเทียมของบริษัทชินคอร์ป ในฐานะผู้รับสัมปทานโดยตรง ที่จะต้องมีอำนาจการควบคุมบริหารจัดการอย่างเด็ดขาด ซึ่งการลดสัดส่วนอาจทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยที่มีอยู่ 60% รวมตัวกันคัดค้านการดำเนินการใดๆ ของบริษัทได้ แม้จะมีโอกาศน้อยแต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนก็จะไม่เกิดเหตุดังกล่าวขึ้นเลย
       
       ส่วนนายไชยยันต์ จำเลยที่ 3 ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์แผนและนโยบาย ของสำนักอวกาศแห่งชาติ ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงไอซีทีให้ศึกษาวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียก่อน โดยการศึกษาของจำเลยที่ 3 เป็นการวิเคราะห์ข้อกฎหมาย ไม่ได้วิเคราะห์ตรวจสอบข้อพิรุธ และความจำเป็นที่บริษัทชินคอร์ปฯต้องลดสัดส่วนผู้ถือหุ้น รวมทั้งไม่ปรากฎข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกลุ่มบิษัทพันธมิตรที่บริษัทชินคอร์ปฯ เคยอ้างเรื่องการลงทุน และไม่วิเคราะห์ว่ากระทรวงไอซีดีจะได้รับผลกระทบจากการแก้ไขสัญญาอย่างไร เชื่อว่ามีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝง เพราะข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่บุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่พันธมิตรหรือผู้เชี่ยวชาญ และเมื่อมีการเสนอเรื่องไปยังนายไกรสร จำเลยที่ 2 ก็เพียงแต่ลงนามรับทราบ โดยไม่สั่งให้ทำการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลให้ครบถ้วนตามที่ปลัดกระทรวงได้มีคำสั่งไว้ ทั้งที่จำเลยทั้งสองเคยปฏิบัติหน้าที่ด้านการสื่อสาร กระทรวงคมนาคม และกรมไปรษณีย์โทรเลข ย่อมทราบข้อเท็จจริงดีอยู่แล้ว ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสามไม่มีประเด็นใดฟังขึ้น
       
       ดังนั้น จำเลยที่ 1-3 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยองค์คณะทั้ง 9 คนมีมติเอกฉันท์พิพากษาให้จำคุก นพ.สุรพงษ์ จำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี
       
       ส่วนนายไกรสร และนายไชยยันต์ จำเลยที่ 2-3  องค์คณะมีมติเสียงข้างมากให้จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 2 หมื่นบาท โดยพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จำเลยทั้งสองเป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และไม่มีอำนาจในการอนุมัติแก้ไขสัญญาดังกล่าว โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้มีกำหนดคนละ 5 ปี
       
       ต่อมาเวลา 16.00 น. เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัว นพ.สุรพงษ์ ขึ้นรถตู้เพื่อไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร รับโทษตามคำพิพากษาของศาลดังกล่าว

Offline

#19 August 28, 2016 11:01 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

หลักฐานเขาแน่น แน่นอน คอรัปชั่นกันเป็นเครือข่าย ก็ต้องโดนแบบนี้


http://thaienews.blogspot.com/2016/08/b … t_948.html

วันอาทิตย์, สิงหาคม 28, 2559

เชือดไก่ยกเล้าให้ลิงดู! - พลิกปูมคนใกล้ชิด‘ทักษิณ’ถูกศาลสั่งคุก! ลุ้น‘ยิ่งลักษณ์-สมชาย-ก๊วนระบายข้าว’?

PIC-yingluckkdd-26-8-59_1.jpg

พลิกปูมคนใกล้ชิด‘ทักษิณ’ถูกศาลสั่งคุก! ลุ้น‘ยิ่งลักษณ์-สมชาย-ก๊วนระบายข้าว’?


ที่มา สำนักข่าวอิศรา
26 สิงหาคม 2559


พลิกปูมคนใกล้ชิด ‘ทักษิณ’ ถูกศาลฎีกาฯสั่งคุก ‘ผู้บริหารแบงก์กรุงไทย-เครือกฤษดามหานคร’ โดนไปแล้ว 18 ปี ‘โอ๊ค-เลขาฯหญิงอ้อ’ โดนคุ้ยฟอกเงิน ‘เสี่ยเปี๋ยง’ คุก 6 ปี ยักยอกข้าวรัฐ เหลือชนักในคดีระบายข้าวจีทูจี-ข้าวถุงอีก ‘หมอเลี๊ยบ’ รายล่าสุด คุก 1 ปี เอื้อชินคอร์ปฯ ลุ้น ‘ยิ่งลักษณ์-สมชาย-บุญทรง-ภูมิ’

‘หมอเลี๊ยบ’ หรือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย มันสมองของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรีผู้อื้อฉาวที่สุดคนหนึ่งในแวดวงการเมืองไทย คือหนึ่งในนักการเมืองรายล่าสุดที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้จำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา กรณีเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ยุครัฐบาลนายทักษิณ ที่ดำเนินการแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมไทยคมเอื้อบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศอย่างร้ายแรง

(อ่านประกอบ : ศาลฎีกาฯจำคุก 1 ปี'หมอเลี๊ยบ' ไม่รอลงอาญา-2 อดีตปลัดไอซีที รอ 5 ปี คดีเอื้อชินคอร์ป)

นับเป็นหนึ่งในหลายบุคคลที่ต้องถูกจำคุกภายหลัง ‘ทักษิณ’ หลบหนีคดีซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ไปเสวยสุขอยู่ต่างประเทศ ?

ที่ผ่านมามีใครกันบ้าง สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org พลิกปูมให้สาธารณชนรับทราบ ดังนี้

หนึ่ง กรณีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้สินเชื่อเครือกฤษดามหานครโดยทุจริต

กรณีนี้มีนายทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลยที่ 1 มี ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ์ อดีตประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย จำเลยที่ 2 นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย จำเลยที่ 3 พร้อมด้วยอดีตเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย และบริษัทในเครือกฤษดามหานคร (บริษัท เอคิว เอสเตท จำกัด (มหาชน)) เป็นจำเลยที่ 4-27 ถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุกคนละ 12-18 ปี และให้เครือกฤษดามหานครชดใช้กว่าหมื่นล้านบาท

กรณีนี้ข้อเท็จจริงในคำพิพากษา มีการระบุถึง ‘นายใหญ่’ ซึ่งพยานบางรายอ้างว่าคือ ‘ทักษิณ’ หรือ ‘คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร (อดีตภรรยานายทักษิณ)’ โทรศัพท์มาสั่งการให้ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้เครือกฤษดามหานครดังกล่าว แต่ท้ายสุดก็ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า ‘นายใหญ่’ คือใคร

ขณะเดียวกันคำพิพากษามีการระบุถึง นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ-คุณหญิงพจมาน นายมานพ ทิวารี บิดา น.ต.ศิธา ธิวารี อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน และนายวันชัย หงษ์เหิน สามีนางกาญจนาภา ที่ได้รับการโอนหุ้นและเงินจากนายวิชัย กฤษดาธานนท์ และเครือข่ายด้วย

ซึ่งประธานผู้รับผิดชอบสำนวนในองค์คณะผู้พิพากษาคดีนี้ เชื่อว่า พฤติการณ์ดังกล่าวกระทำไปเพื่อเป็นประโยชน์ตอบแทนจากการที่บริษัทในเครือกฤษดามหานครได้รับการปล่อยสินเชื่อเงินกู้ดังกล่าว ?

(อ่านประกอบ : เฉลยชื่อผู้รับเช็คจาก'เสี่ยวิชัย’คดีกรุงไทย-‘พานทองแท้-มานพ’อยู่ในข่าย?)

กรณีนี้ยังถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจสอบกรณีฟอกเงินของบรรดาผู้ที่ได้รับเงิน-เช็คจากนายวิชัยด้วยว่า เป็นการได้รับอย่างถูกต้องหรือไม่ หรือเป็นผลประโยชน์ตอบแทนจากการที่ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้สินเชื่อโดยทุจริต ซึ่งปรากฏชื่อของนายพานทองแท้ นายมานพ นางกาญจนาภา และนายวันชัย เป็นหนึ่งผู้ถูกกล่าวหาด้วย และทั้งหมดได้เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงแก่ดีเอสไอแล้ว

(อ่านประกอบ : ‘แม่-สามีกาญจนาภา’รับได้เงิน‘เสี่ยวิชัย’จริง! ดีเอสไอเรียก‘โอ๊ค’แจง 4 มี.ค., ‘พานทองแท้’ให้ถ้อยคำคดีฟอกเงินกรุงไทยแล้ว-‘กาญจนาภา’ขอเลื่อน)

ขณะเดียวกันกรณีนี้ยังส่งผลสะเทือนไปยัง ‘สถานะ’ ของบริษัท เอคิวฯ ที่ผู้สอบบัญชีรายงานว่า ผู้บริหารชุดปัจจุบันยังไม่ดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการชดใช้เงินกว่าหมื่นล้านบาทดังกล่าว ส่วนที่ดินซึ่งจำนองไว้และเตรียมนำออกมาขาย ประเมินราคาได้ประมาณ 8 พันล้านบาทเศษ ทำให้เกิดความเสียหายกว่า 1.6 พันล้านบาท รวมถึงสถาบันการเงินหลายแห่งต่างก็งดให้สินเชื่อกับบริษัทเอคิวฯ เป็นการชั่วคราวแล้ว

(อ่านประกอบ : ชำแหละสถานะ‘เอคิว’ ความพยายามผู้บริหารใช้หนี้คดีกรุงไทยหมื่นล.?)

สอง กรณี ‘เสี่ยเปี๋ยง’ ยักยอกข้าวรัฐสมัยรัฐบาลนายทักษิณ

กรณีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาจำคุกนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ ‘เสี่ยเปี๋ยง’ อดีตพ่อค้าข้าวชื่อดัง ผู้ก่อตั้งบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด และบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด (ปัจจุบันล้มละลายแล้ว) เป็นเวลา 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา ปรับ 12,000 บาท กรณียักยอกข้าวของรัฐที่จะส่งออกไปขายต่างประเทศมาเป็นของตัวเองและนำไปจำหน่าย

ปัจจุบัน ‘เสี่ยเปี๋ยง’ ถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำจังหวัดสมุทรปราการ จากการตรวจสอบพบว่า สุขภาพของ ‘เสี่ยเปี๋ยง’ ไม่ค่อยสู้ดีนัก เนื่องจากพบข้อเท็จจริงว่า เข้าโรงพยาบาลสมุทรปราการค่อนข้างบ่อย อีกทั้งยังเคยถูกส่งมาพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจมาแล้ว

(อ่านประกอบ : ชะตากรรม "เสี่ยเปี๋ยง" คนสนิท "แม้ว" หลังเจอโทษคุก 6 ปี คดียักยอกข้าว!)

นอกจากจะติดคุกคดีดังกล่าวแล้ว ‘เสี่ยเปี๋ยง’ ยังถือเป็นอีกหนึ่งตัวละครสำคัญในคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) และคดีระบายข้าวถุงในสต็อกของรัฐ โดยเฉพาะคดีระบายข้าวจีทูจี ที่ปรากฏชื่อเป็นจำเลยร่วมกับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กับพวกรวม 33 ราย โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาฯ รวมถึงมีการพิจารณาให้ชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งแก่รัฐด้วย

ส่วนในคดีระบายข้าวถุงในสต็อกของรัฐนั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ปรากฏชื่อของบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เป็นเอกชนหลักในการนำข้าวในสต็อกไปจำหน่ายต่อเวียนขายแก่เอกชนรายอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคดีที่ปรากฏชื่อ 'เสี่ยเปี๋ยง' เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นระบายข้าวจีทูจีล็อตใหม่ หรือการระบายมันเส้นยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นต้น

(อ่านประกอบ : 4 ข้อหาในชั้น ป.ป.ช.ชนวนศาลสั่งเพิ่มเงินประกัน‘บุญทรง-เสี่ยเปี๋ยง’หวั่นซ้ำรอย‘หมอโด่ง’?, ศาลสั่งเพิ่มเงินประกัน‘บุญทรง-เสี่ยเปี๋ยง’ อีก10ล.กันหนีคดีข้าว-4 ข้อหาใน ป.ป.ช.)

สาม กรณีแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมลดสัดส่วนการถือหุ้นคนไทยของบริษัท ชิน คอร์ปฯ ในบริษัท ชิน แซทเทิลไลท์ จำกัด (มหาชน) จาก 51% เหลือ 40%

กรณีนี้ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก ‘หมอเลี๊ยบ’ 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา เมื่อครั้งนั่งเก้าอี้ รมว.ไอซีที เนื่องจากแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมดังกล่าว เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท ชิน คอร์ปฯ และบริษัท ชิน แซทเทิลไลท์ฯ รวมถึงกรอนุมัติแก้ไขโดยมิชอบ เนื่องจากไม่นำเสนอเรื่องผ่านมติคณะรัฐมนตรี

แม้จะมีการส่งเรื่องเข้าสู่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก็ตาม แต่ ‘บวรศักดิ์ อุวรรณโณ’ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ได้แย้งว่า นายทักษิณ เป็นประธานกรรมการบริหารบริษัท ชิน คอร์ปฯ (ขณะนั้น) ซึ่งเป็นคู่สัญญาโดยตรงกับภาครัฐในสัมปทานดาวเทียม หากนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม จะเป็นการทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนได้ จึงไม่อนุมัติ และตอบกลับไปว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์

ดังนั้นข้อเท็จจริงคดีนี้คือ การที่ นพ.สุรพงษ์ อนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมเองก็ ‘ผิด’ เพราะไม่มีอำนาจ-เอื้อประโยชน์ให้เครือ ‘ชิน’ แต่ถ้าส่งเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก็ ‘ผิดอีก’ เพราจะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นได้ เรียกว่าผิด ‘ทั้งขึ้นทั้งล่อง’ เลยทีเดียว !

ขณะที่อดีตปลัดไอซีทียุค ‘ทักษิณ’ และอดีต ผอ.สำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ ต่างก็ถูกศาลพิพากษาให้จำคุก 1 ปี เช่นกัน แต่รอลงอาญา 5 ปี เนื่องจากเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ‘หมอเลี๊ยบ’ และไม่มีอำนาจในการอนุมัติแก้ไขสัญญาดังกล่าว

(อ่านประกอบ : พิรุธเพียบ-‘บวรศักดิ์’โทรเตือนแล้ว! เบื้องหลังคดี‘หมอเลี๊ยบ’แก้สัมปทานเอื้อชินคอร์ป)

นี่ยังไม่นับคดีก่อนหน้านี้ของ ‘หมอเลี๊ยบ’ ที่ศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา 1 ปี กรณีแทรกแซงการตั้งคณะกรรมการคัดเลือกคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (บอร์ด) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ครั้งนั่งเก้าอี้ รมว.คลัง ยุครัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เมื่อปี 2551 อีกด้วย

(อ่านประกอบ : ชัด ๆ พฤติการณ์‘หมอเลี๊ยบ’แทรกแซงบอร์ด ธปท.ก่อนถูกคุก 1 ปีรอลงอาญา, คุก 1 ปีรอลงอาญา! คดี‘หมอเลี๊ยบ’ แทรกแซงตั้งผู้ทรงฯในบอร์ด ธปท.)

ทั้งหมดคือคดีความภายหลังที่นายทักษิณหลบหนีออกไปต่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อ ‘ชะตาชีวิต’ ของคนใกล้ชิด ที่ปัจจุบันถูกศาลพิพากษาจำคุกทั้งสิ้น !

ไม่นับนักการเมือง ‘ซีกสีแดง’ ที่หลบหนีคำพิพากษา ‘จำคุก’ ของศาลฎีกาฯ ไปแล้ว เช่น นายประชา มาลีนนท์ อดีต รมช.มหาดไทย ในคดีทุจริตจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง และนายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย ในคดีทุจริตการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน เป็นต้น

ขณะเดียวกันก็มีนักการเมืองที่เรียกได้ว่า ‘ใกล้ชิด’ นายใหญ่อีกคนหนึ่งซึ่ง ศาลฎีกาฯ พิพากษายกฟ้อง ได้แก่ นายนพดล ปัทมะ นักกฎหมาย-ทนายความประจำตระกูลชินวัตร กรณีเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ยุครัฐบาลนายสมัคร ลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาสนับสนุนให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยไม่ผ่านการพิจารณาต่อรัฐสภา ซึ่งศาลฯมีมติเสียงข้างมากว่า เป็นการปฏิบัติที่สมเหตุสมผล

(อ่านประกอบ : "นพดล"รอด! มติศาลฎีกาฯ 6:3 ยกฟ้องคดีเขาพระวิหาร-ปฏิบัติสมเหตุผล)

นอกเหนือจากคดีดังกล่าวที่สิ้นสุดลงแล้ว ยังมีอีกหลายคดีที่ ‘คนใกล้ชิด’ ถูกศาลฎีกาฯพิจารณาไต่สวนอยู่ ได้แก่

หนึ่ง กรณีระบายข้าวจีทูจี

กรณีนี้ นอกเหนือจากนายบุญทรง นายภูมิ และ ‘เสี่ยเปี๋ยง’ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด (อสส.) ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาฯ แล้ว ยังมีชื่อของ ‘หมอโด่ง’ หรือ นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการนายบุญทรง รวมอยู่ด้วย ซึ่ง ‘หมอโด่ง’ ถูกหลายฝ่ายระบุตรงกันว่าคือ ‘คีย์แมน’ คนสำคัญในการ ‘ดีล’ เรื่องระบาย ไม่ว่าจะปรากฏเป็นคณะอนุกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ รวมถึงคณะอนุกรรมการระบายข้าวด้วย

ปัจจุบัน ‘หมอโด่ง’ ได้ถูกศาลฎีกาฯออกหมายจับ เนื่องจากหลบหนีไม่มาฟังการไต่สวนในคดีดังกล่าว โดยอัยการคาดว่าได้หลบหนีไปทางประเทศกัมพูชา

ส่วนปัจจุบันจะอยู่ที่ไหน-ตามตัวอย่างไร ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ ?

สำหรับในรายของนายบุญทรง นายภูมิ และนายมนัส ต่างถูกที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติเสียงข้างมากโหวตถอดถอนจากตำแหน่ง ทำให้ถูกตัดสิทธิ์ห้ามลงเล่นการเมืองเป็นเวลา 5 ปีด้วย

(อ่านประกอบ : “บุญทรง-ภูมิ-มนัส”ไม่รอด! มติ สนช. ท่วมท้นถอดถอน-ตัดสิทธิ์การเมือง5ปี, ศาลสั่งเพิ่มเงินประกัน‘บุญทรง-เสี่ยเปี๋ยง’ อีก10ล.กันหนีคดีข้าว-4 ข้อหาใน ป.ป.ช., ขีดเส้นสิ้น ส.ค.แจ้ง‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้คดีข้าว! สรุปเสียหายจีทูจีพุ่ง 2 หมื่นล.)

สอง กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว

‘นารีขี่ม้าขาว’ หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี น้องสาวสุดรักของนายทักษิณ กำลังถูกศาลฎีกาฯไต่สวนกรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ส่งผลให้เกิดความเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการไต่สวนพยานฝ่ายจำเลย ซึ่งคาดว่าอาจเสร็จสิ้นและมีคำพิพากษาในช่วงปลายปี 2560 หรือต้นปี 2561

โดยก่อนหน้านี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิด กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว และไม่มีการตรวจสอบการทุจริตที่เกิดขึ้นในโครงการระบายข้าวแบบจีทูจีด้วย โดยในชั้นศาลฎีกาฯ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เบิกความยืนยันว่า มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว แต่ไม่พบการทุจริต ?

(อ่านประกอบ : ปัญหาเกิดจากฝ่ายปฏิบัติ! ‘ยิ่งลักษณ์’ แจงศาลคดีข้าว-ลั่นสอบทุจริตแล้วไม่เจอ, ‘อัยการ’ซัก‘ยิ่งลักษณ์’ตอบ! ท่าที‘นารีขี่ม้าขาว’แจงคดีข้าว-ไฉนสอบไม่เจอทุจริต?)

ขณะเดียวกันยังถูกที่ประชุม สนช. โหวตถอดถอนออกจากตำแหน่ง ทำให้หมดสิทธิ์ลงเล่นการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ด้วย ส่งผลให้อาจลงเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คาดว่าจะมีในช่วงปลายปี 2560-ต้นปี 2561 ไม่ทัน

(อ่านประกอบ : อวสาน"ยิ่งลักษณ์" มติสนช. 190:18 ตัดสิทธิ์การเมือง 5 ปี "นิคม-สมศักดิ์" รอด)

สาม กรณีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯเมื่อปี 2551

กรณีนี้มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี น้องเขยนายทักษิณ เป็นจำเลยที่ 1 มี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. (น้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯในปัจจุบัน) และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. เป็นจำเลยที่ 2-4 กรณีสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ด้วยแก๊สน้ำตา ทำให้มีคนเสียชีวิต 1 ราย และได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

เรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะนับตั้งแต่เปลี่ยนขั้วรัฐบาลจาก ‘สีแดง’ มาเป็น ‘สีเขียว’ โดยการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 เนื่องจากมีความพยายามจาก ‘มือที่มองไม่เห็น’ เข้ามาดำเนินการในคดีนี้

เช่น มีหนังสือจากคณะรัฐมนตรี ลงนามโดย พล.อ.ประวิตร ให้อัยการเข้าไปแก้ต่างคดีดังกล่าว โดยเข้าไปสู้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เป็นโจทก์ โดยฝ่ายอัยการได้ทำหนังสือไปถึง 2 ครั้ง แต่ที่ประชุมศาลฎีกาไม่อนุญาต

(อ่านประกอบ : เปิดคำร้อง'อัยการ'รับลูกครม.-รมว.ยุติธรรม แก้ต่างคดี 'สมชาย-พวก' สลาย พธม., ศาลฎีกามติ 8 ต่อ 1ห้ามตั้งอัยการแก้ต่างให้"สมชาย-พวก"คดีสลาย พธม., เบื้องหลัง! ตั้งอัยการแก้ต่าง "สมชาย-พวก" คดีสลายพธม.ครม."บิ๊กตู่" จัดให้)

ต่อมา นายสมชาย พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ ได้ทำหนังสือร้องถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ขณะนั้นมีประธานคนใหม่ ได้แก่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีต ผบ.ตร. ยุค คสช. และอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (พล.อ.ประวิตร) ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีความใกล้ชิดกับ พล.ต.อ.พัชรวาท ในช่วงเป็น ผบ.ตร. โดยขอให้ ‘ถอนฟ้อง’ คดีดังกล่าว เนื่องจากมีพยานหลักฐานใหม่

ปัจจุบันคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้ว มีนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. เป็นประธาน มีที่ปรึกษากรรมการ ป.ป.ช. ตัวแทนสำนักคดี ตัวแทนสำนักกฎหมาย ร่วมเป็นกรรมการ ซึ่งตอนแรกทั้งหมดมีมติ ‘เอกฉันท์’ ไม่ถอนฟ้องคดีดังกล่าว

ทว่าต่อมามีตัวแทนกรรมการ ป.ป.ช. รายหนึ่งขอให้แก้ไขมติจาก ‘เอกฉันท์’ เป็นมติธรรมดา ซึ่งคณะกรรมการฯได้ดำเนินการไปตามนั้น และนำเสนอเรื่องต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว คาดว่า ในเร็ว ๆ นี้ จะมีการพิจารณากรณีดังกล่าว

แต่สิ่งที่น่าสนใจคดีนี้คือ ต่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติไม่ถอนฟ้องก็ตาม แต่หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยไปแล้วว่า ในการสู้คดีในชั้นศาลฎีกาฯ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะสู้อย่างเต็มที่หรือไม่ เพราะเห็นได้ว่า มีพยานฝ่ายโจทก์หลายราย เช่น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. คนปัจจุบัน ไม่ได้เดินทางมาศาลตามที่เป็นพยานฝ่ายโจทก์ และฝ่ายโจทก์ก็ไม่ติดใจจะไต่สวนอีก ?

ดังนั้นสิ่งที่ต้องลุ้นกันในช่วง 1-2 ปีนี้คือ ทั้ง 3 คดีนี้จะมีบทสรุปเช่นใด และจะมีใคร ‘หลบหนี’ ตามรอย ‘นายใหญ่’ ไปอีกหรือไม่ ?

........................


กรณีหมอเลี้ยบเป็นเครื่องแสดงว่า เขาไม่เอาพวกคุณไว้หรอก จะวิ่งเต้น "ต่อท่อ" อ้อนวอน เสนอผลปย.แลกเปลี่ยนยังไงก็ทำไป  แต่สุดท้าย ก็จะลงเอยแบบเดียวกัน!

คนเรา บางคนที่เคยแต่วิ่งเต้น "หลบประตูหน้า เข้าประตูหลัง" หา match maker ต่อท่อกับ Key Person จนสำเร็จได้ผลปย.ทางธุรกิจมาตลอด ก็จะเชื่อฝังหัวว่า ในทางการเมืองก็ทำได้แบบเดียวกัน ซึ่งคนแบบนี้ก็คงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เชิญก้มหน้าก้มตาวิ่งเต้น แล้วรับ "เซอร์ไพร์ส" ไปเรื่อย ๆ ก็แล้วกัน

1003698_526710590730097_2082129584_n.jpg?oh=732a3d583f3e6ee402f3d7d333a271e1&oe=5838296C
พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์


.................................................


ส่วนฝ่ายประชาธิปไตยที่แท้จริง จงสู้ต่อไป เพราะนี่ เผด็จการทหาร กำลัง กำจัด เผด็จการทักษิณ

www_037.jpg

Last edited by linc49 (August 30, 2016 10:28 AM)

Offline

#20 August 29, 2016 10:38 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

ยิ่งลักษณ์ ไม่น่าจะรอด เพราะใช้ corruption agent "เสี่ยเปี๋ยง" คนสนิท "แม้ว" ในการค้าข้าวแบบ G to G (ไม่ใช่ government to
government แต่แหกตา กลายเป็น โกง กับ โกง..ถ้าขายได้ 5 ล้านตัน กำไรจากส่วนต่าง ตันละ 4,000 บาทโดยเฉลี่ย จะอยู่ที่กำไรรวม  20,000 ล้านบาท เป็นเงินที่ได้ในการคอรัปชั่นครั้งนี้เฉพาะ G to G) ที่ติดคดีมาก่อนหน้าแล้ว

http://www.isranews.org/isranews-scoop/ … man01.html

ชะตากรรม "เสี่ยเปี๋ยง" คนสนิท "แม้ว" หลังเจอโทษคุก 6 ปี คดียักยอกข้าว!

วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน 2557

"..นี่ คือ ข้อมูลเกี่ยวกับคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับ นายอภิชาติ และบริษัทเพรสซิเด้นท์ รวมถึงบริษัทสยามอินดิก้า และลูกน้องคนใกล้ชิดโดยตรง ที่รออยู่ หลังศาลแขวงสมุทรปราการ มีคำพิพากษา ลงโทษจำคุกสำนวนละ 3 ปี ปรับบริษัทสำนวนละ 6 พันบาท รวมจำคุก 6 ปี ปรับรวม 12,000 บาท ไปแล้ว.."

srewwwpang.jpg

ชื่อของ "นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร" หรือ "เสี่ยเปี๋ยง" กลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง!

หลังจากเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา ศาลแขวงสมุทรปราการ มีคำพิพากษาในคดีที่สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้อง บริษัทเพรสซิเด้นท์อะกริ จำกัด กับ นายอภิชาติ เป็นจำเลยฐานยักยอกข้าวกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องส่งไปขายอิหร่าน 2 หมื่นตัน มูลค่า 200 ล้านบาท

โดยมีข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยทั้งสอง รับข้าวจากกระทรวงพาณิชย์ไว้ในครอบครองเพื่อเอาไปปรับปรุงข้าว แล้วมีเจตนาทุจริตเบียดบังทรัพย์เป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต เพราะช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยได้ขายข้าวจำนวน 2 หมื่นตัน ไปให้ประเทศอื่นในนามของบริษัท จึงเป็นการผิดสัญญากับรัฐ จึงเป็นความผิดยักยอกทรัพย์ รวม 2 สำนวน ลงโทษจำคุกสำนวนละ 3 ปี ปรับบริษัทสำนวนละ 6 พันบาท รวมจำคุก 6 ปี ปรับรวม 12,000 บาท

เบื้องต้น หลังคำพิพากษา นายอภิชาติ ได้ขอยื่นประกันตัวต่อศาลออกไปพร้อมยื่นอุทธรณ์ต่อไปทันที

คำถามที่น่าสนใจ หลังจากคำพิพากษาคดีข้าวที่ออกมาครั้งนี้ คือ นายอภิชาติ หรือ "เสี่ยเปี๋ยง" ยังมีคดีความอะไรสำคัญรออยู่อีกหรือไม่ 
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูล และนำมาไล่เลี่ยงให้เห็นภาพชัดเจนดังนี้

เริ่มจากในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นอกเหนือจากปัญหาคดีความที่เกี่ยวข้องเรื่องข้าว (ศาลแขวงสมุทรปราการเพิ่งมีคำพิพากษาออกมาเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.) หลังบริษัทเพรสซิเดนท์ฯ ถูกระบุว่าเป็นเอกชนที่ผูกขาดการรับซื้อข้าวจากรัฐบาลเพียงรายเดียวในยุคนี้แล้ว

@ คดีความที่เหลืออยู่

1. นายอภิชาติ หรือ เสี่ยเปี๋ยง และบริษัทเพรสซิเดนท์ฯ ปรากฎรายชื่ออยู่ในสำนวนการสอบสวนคดีบ้านเอื้ออาทร ของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ช่วงหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. ที่ คสต.ส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบสวนต่อ ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีเรียกรับเงินผู้ประกอบการเอกชนในโครงการบ้านเอื้ออาทร

โดยรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ 7 รายประกอบไปด้วย 1. นายวัฒนา เมืองสุข 2.นายพรพรหม วงศ์วิทัศน์ 3.นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ส.ส.กทม. 4.นายอภิชาติ จันสกุลพร กรรมการผู้จัดการบริษัทเพรสซิเดนท์ ฯ 5.น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง 6.น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว และ 7.บริษัท เพรซิเดนท์ฯ

2. นอกจากนี้ คตส. ยังได้แยกสำนวนการสวนสอบคดีนี้ในกรณีการฟอกเงิน ส่งเรื่องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปตรวจสอบ ความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หลังตรวจพบหลักฐานการกระทำผิดฐานฟอกเงิน ปกปิดอำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มา แหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน ตามมาตรา 3 และ 5 (2)

โดยปรากฏรายชื่อบริษัท เพรซิเด้นท์ ฯ นายอภิชาต พร้อมด้วยพนักงานบริษัทเพรซิเด้นท์ฯ อาทิ นายสุจิต สวนโสกเชือก น.ส.รุ่งเรือง ขุนปัญญา น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว ร่วมอยู่ด้วย

3. ขณะที่ บริษัทเพรซิเดนท์ฯ ตกเป็นหนี้ธนาคาร 8 แห่งเป็นเงินกว่า 12,000 ล้านบาท และมีการแจ้งความดำเนินคดีต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ฐานฉ้อโกงทรัพย์

ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 พ.ค.54 ที่ผ่านมา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จากลงประกาศเรื่อง คำพิพากษาให้ล้มละลาย และกำหนดนัดไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผย ตามคดีหมายเลขแดงที่ ล. 18747/2552 ระบุว่า ศาลล้มละลายกลาง ได้พิพากษาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2553 ให้บริษัท เพรซิเดนท์ฯ และ นายอภิชาติ ลูกหนี้ ล้มละลาย
จากการที่ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้ลูกหนี้ล้มละลายและศาลมีคำสั่งลงวันที่ 8 ตุลาคม 2552 ให้พิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร ลูกหนี้ไว้เด็ดขาด ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พุทธศักราช 2483

หลังสิ้นสุดยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ความเคลื่อนไหวของ นายอภิชาติ หรือ เสี่ยเปี๋ยง ก็เงียบหายไป

จนกระทั่งก้าวเข้าสู่ยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชื่อของนายอภิชาติ หรือ เสี่ยเปี๋ยง กลับมาผงาดและอยู่ในความสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะคนในวงการค้าข้าว

apichat3.jpg

เมื่อบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ปรากฎรายชื่อเป็นผู้ชนะการประมูลรับปรุงคุณภาพข้าวสารส่งมอบองค์การสำรองอาหารแห่งประเทศอินโดนีเซีย (บูล็อก) จำนวน 300,000 ตัน ของ องค์การคลังสินค้า (อคส.) รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงพาณิชย์

พร้อมเสียงครหาว่า ได้รับการเอื้อประโยชน์ เนื่องจากการประมูลงานนี้ คนวงการค้าข้าวส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้อย่างกว้างขวาง จึงทำให้มีบริษัทยื่นซองประมูลเพียง 2 บริษัทเท่านั้นคือ บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด กับบริษัท นครสวรรค์ค้าข้าว จำกัด และเมื่อนับจากวันประกาศประมูลรวมระยะเวลาไม่ถึง 10 วัน อคส.ก็ประกาศบริษัทชนะประมูลคือบริษัท สยามอินดิก้า

 

ขณะที่บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ถูกตรวจสอบพบว่า มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัดเนื่องจากกรรมการและผู้ถือหุ้นหลายคน ในบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เคยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง มาก่อน

อาทิ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร อดีตกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำนวน 43,739,000 หุ้น เป็นอดีตผู้ก่อตั้ง กรรมการ และผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด จำนวน 232,560 หุ้น

นายอนุ จารุศิลาวงศ์ และนางสาวเรืองวัน เลิศศลารักษ์ เคยถือหุ้นในบริษัท บริษัท เพรซิเดนท์ เกรนไซโล จำกัด ในเครือ บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง ก่อนจะเข้ามาถือหุ้นในบริษัท สยามอินดิก้า

หลังจากนั้น ไม่นานความไม่ชอบมาพากล ในการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ  ถูกเปิดประเด็นขึ้นมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ของนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงปลายปี 2555

มีการตรวจสอบพบพิรุธในการขายข้าวจำนวน 7.32 ล้านตัน ให้กับบริษัทต่างประเทศในรูปแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี โดยบริษัทจากจีนชื่อ “GSSG IMP AND EXPORT CORP” อยู่ที่เมืองกวางเจา เข้ามาทำสัญญาค้าข้าวกับกรมการค้าต่างประเทศ 5 ล้านตัน

แต่ปรากฎว่าผู้ที่มีอำนาจของบริษัท คือ "นายรัฐนิธ โสติกุล" และมอบอำนาจให้นายนิมล รักดี ชาว อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร เป็นผู้ดำเนินการแทน
จากการตรวจสอบพบว่านายรัฐนิธ มีชื่อเล่นว่า “ปาล์ม” อายุ 32 ปี เพิ่งผ่านการเรียนหลักสูตรวุฒิบัตรผู้ช่วยและผู้ปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภารุ่นที่ 6 รวมทั้งเป็นนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า และเป็นผู้ช่วยส.ส.ในลำดับที่ 3 ของนางรพิพรรณ พงษ์เรืองรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (ภรรยานายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง)

เมื่อตรวจสอบบัญชีธนาคารของนายรัฐนิธ พบว่า มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงแค่ 64.63 บาท ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับผู้มีอำนาจติดต่อซื้อขายข้าวกับรัฐบาลไทย

ส่วนนายนิมล รักดี ปรากฏข้อมูลว่า มีชื่อในวงการว่า "เสี่ยโจว" เป็นมือขวา“เสี่ยเปี๋ยง” หรือนายอภิชาติ

นอกจากนี้ นายนิมล เคยถูกป.ป.ช.ชี้มูลการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ในนามบริษัทเพรสซิเด้นท์ อะกริเทรดดิ้ง สมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งการอ้างว่า ขายข้าวแบบจีทูจี ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการประมูลให้ได้ราคาพิเศษ ไม่มีการระบายข้าวจริง เป็นการตั้งบริษัทผีมารับข้าว เพื่อนำข้าวไปเร่ขายให้กับโรงสี อาจจะได้ส่วนต่างสูง ตันละ 3,000 บาท บางล๊อตสูงถึง 5,000 บาท

ปัจจุบัน ป.ป.ช. ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุไต่สวนคดีข้าวในโครงการรับจำนำของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์  จำนวน 4 คดี หลัก คือ 1. คดีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี 2. คดีการปรับปรุงคุณภาพข้าวสารส่งมอบองค์การสำรองอาหารแห่งประเทศอินโดนีเซีย (บูล็อก) จำนวน 300,000 ตัน ของ องค์การคลังสินค้า (อคส.)  3. คดีปล่อยปละละเลยการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์  และ 4. คดีตรวจสอบทรัพย์สิน 5 รัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว

ในจำนวนนี้ มี 1 คดี ที่ปรากฎชื่อ นายอภิชาติ เข้าไปมีส่วนกี่ยวข้องอย่างชัดเจน คือ คดีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี รวมถึงกรรมการบริษัทสยามอินดิก้า

ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด!

(อ่านประกอบ : เช็คชื่อเอกชน 91 ราย ในบัญชีแจ้งข้อกล่าวหา ป.ป.ช. คดีระบายข้าวจีทูจี!)

เนื่องจากคณะอนุไต่สวนฯ คดีนี้ได้รับหลักฐานสำคัญเป็นแคชเชียร์เช็คจำนวนหลายพันใบ ที่สั่งจ่ายให้กับกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อชำระเป็นค่าข้าวในสต๊อกรัฐบาล ซึ่งอ้างว่าเป็นการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)

โดยจากการประสานงานขอข้อมูลไปยังธนาคารที่ออกแคชเชียร์เช็คเหล่านี้ทุกแห่ง คณะอนุไต่สวนฯ ได้รับการยืนยันว่าเป็นการสั่งจ่ายโดยบริษัทค้าข้าวในประเทศไทย

ไม่ได้สั่งจ่ายจากบริษัทเอกชนสองรายจากจีน ที่ระบุว่าเข้ามาทำสัญญาซื้อขายข้าวกับไทยในรูปแบบจีทูจี ตามที่มีการ กล่าวอ้างแต่อย่างใด

ขณะที่จากการเชิญตัวแทนบริษัทค้าข้าว ที่ปรากฎว่ามาเป็นผู้จ่ายเช็ค มาให้ปากคำ คณะอนุไต่สวนฯ ได้รับการยืนยันข้อมูลตรงกันว่า ได้ซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาลจริง
โดยกระบวนการที่เกิดขึ้น บริษัทเหล่านี้อ้างว่า จะต้องติดต่อซื้อข้าวผ่าน "บริษัทสยามอินดิก้า" ก่อน แต่ถ้าจะขนข้าวได้จะต้องสั่งจ่ายแคชเชียร์เช็คให้กรมการค้าต่างประเทศ
ส่วนคดีการปรับปรุงคุณภาพข้าวสารส่งมอบองค์การสำรองอาหารแห่งประเทศอินโดนีเซีย (บูล็อก) จำนวน 300,000 ตัน ของ อคส. บริษัทสยามอินดิก้า ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ นายอภิชาติ ยังปรากฎรายชื่อเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรียกเข้าไปรายงานตัวหลังการรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ อีกด้วย   

ทั้งหมดนี่ คือ ข้อมูลเกี่ยวกับคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับ นายอภิชาติ และบริษัทเพรสซิเด้นท์ รวมถึงบริษัทสยามอินดิก้า และลูกน้องคนใกล้ชิดโดยตรง ที่รออยู่

หลังศาลแขวงสมุทรปราการ มีคำพิพากษา ลงโทษจำคุกสำนวนละ 3 ปี ปรับบริษัทสำนวนละ 6 พันบาท รวมจำคุก 6 ปี ปรับรวม 12,000 บาท ไปแล้ว จากคดียักยอกข้าวกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องส่งไปขายอิหร่าน 2 หมื่นตัน มูลค่า 200 ล้านบาท ตามที่ปรากฎเป็นข่าวดังไปแล้ว

ส่วน นายอภิชาติ จะหาทางรอดพ้นจาก "วิบากกรรม" ที่เผชิญอยู่ และกลับมายิ่งใหญ่ในวงการค้าข้าวเมืองไทยได้อีกหรือไม่

คนในวงการข้าวหลายคนฟันธงตรงกันว่า "No way" "ไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้ว"

เพราะชะตากรรม "เสี่ยเปี๋ยง หรือ นายอภิชาติ" คนสนิท "พ.ต.ท.ทักษิณ" ณ วันนี้ บอกได้คำเดียวว่า "น่ากลัว" เป็นอย่างยิ่ง! 

Last edited by linc49 (August 29, 2016 10:57 AM)

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.