iFreeThai

#21 August 30, 2016 11:06 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

http://www.isranews.org/isranews-news/i … -pupu.html + * เพิ่ม

สารพัดเรื่องไม่โปร่งใส-ส่อทุจริต! ‘สุภา’เข้าให้ถ้อยคำคดีข้าว‘ยิ่งลักษณ์’

1372768612-5560000084-o.jpg*

วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:09 น.

สารพัดเรื่องไม่โปร่งใส-ส่อทุจริต! ‘สุภา’ กก.ป.ป.ช.-อดีต ปธ.อนุฯปิดบัญชีข้าว เข้าให้ถ้อยคำในฐานะพยานคดีจำนำข้าว ‘ยิ่งลักษณ์’ ซัดเคยเตือนแล้วโครงการนี้เหมือนระเบิดเวลา แนวโน้มทุจริต-ขาดทุนมาก สงสัย ครม. ใช้อำนาจอะไรโยกเงินรายได้ระบายข้าวมาทำจำนำข้าวต่อ ศาลฎีกาฯมีคำสั่งงด ‘ฝ่ายโจทก์-จำเลย’ จ้อสื่อ เหตุเพื่อการไต่สวนราบรื่น

PIC-pupu-17-2-59_11.jpg

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดไต่สวนพยานนัดที่สอง ในคดีที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าว โดยมี น.ส.แน่งน้อย เจริญทวีทรัพย์ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ในฐานะนักวิชาชีพการตรวจสอบบัญชี และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อดีตประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าว เป็นพยานฝ่ายโจทก์เข้าไต่สวน

โดยทนายฝ่ายจำเลยถาม น.ส.สุภา ทำนองว่า ทำงานรับราชการมายาวนาน อยากทราบข้อมูลว่าโครงการรับจำนำข้าวในอดีตแตกต่างกับโครงการรับจำนำข้าวในปัจจุบันอย่างไร น.ส.สุภา กล่าวว่า ในอดีตหลายปีก่อน โครงการนี้เป็นการช่วยยกระดับเกษตรกรยากจน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี และจำกัดไม่เกินคนละ 20 ตัน และเงื่อนไขคือได้รับเงิน 60-70% ในการจำนำ และเมื่อครบ 4 เดือนจะต้องมาไถ่ ซึ่งแตกต่างกับในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างฟ้ากับดิน เพราะในรัฐบาลชุดนั้น ดำเนินโครงการรับจำนำข้าวในลักษณะที่เอื้อประโยชน์กับเกษตรกรร่ำรวย โรงสี และนายทุนค้าข้าว ทำให้ประโยชน์ถึงชาวนาบางส่วน และไม่ถึงบางส่วน

น.ส.สุภา กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้เคยให้ความเห็นแก่คณะรัฐมนตรีไปหลายครั้งแล้วว่า โครงการนี้เปรียบเสมือนระเบิดเวลา เพราะมีแนวโน้มขาดทุนค่อนข้างมากกว่าโครงการรับจำนำข้าวที่เคยมีมาในอดีต จึงทำข้อเสนอแนะให้กับคณะรัฐมนตรีเพื่อปรับปรุงแก้ไข ทั้งนี้ตนชื่นชมโครงการนี้ แต่อยากให้รับทราบว่านี่มันคือระเบิดเวลา และไม่ได้เป็นการนำเสนอความเห็นในเชิงลบเลย

ทนายฝ่ายจำเลยถามทำนองว่า ที่ระบุว่ามีถึงบางส่วน ไม่ถึงบางส่วนนั้น คือความเห็นของกระทรวงการคลังใช่หรือไม่ และมีเอกสารหลักฐานปรากฏหรือไม่ น.ส.สุภา กล่าวว่า เป็นรายงานของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวในช่วงปี 2554/2555 ข้าวนาปรัง 2555 และข้าวนาปี 2555/2556 ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า โครงการนี้คนที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่คนยากจน ขณะเดียวกันพบว่า มีการนำข้าวข้ามเขตมาจำนำได้

ทนายฝ่ายจำเลยซักอีกทำนองว่า มีหลักฐานหรือไม่ น.ส.สุภา กล่าวว่า ลงอยู่ในบันทึกของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว เป็นข้อสังเกตและข้อสงสัย รวมไปถึงกรณีนำข้าวจากกัมพูชาและพม่าเข้ามาไทยเป็นจำนวนมากอีกด้วย ซึ่งตรงนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯหารือกันแล้ว หลักฐานเอกสารสามารถไปค้นหาได้ที่กระทรวงการคลัง

“ได้คุยกับอดีต ส.ส.เพื่อไทย ในพื้นที่ ซึ่งบางคนก็ดี มาเล่าให้ฟังว่า ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ประชาชนก็ไม่เลือก เช่น กรณีบางพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิได้แค่ประมาณ 5 ไร่ ตันละ 2 หมื่นกว่าบาท แต่กลับสำแดงว่ามีข้าวหอมมะลิประมาณ 50 ไร่ เท่าที่ทราบข้อมูลตรงนี้มีการแจ้งความแล้วด้วย ลองสืบค้นดูได้” น.ส.สุภา กล่าว

ส่วนกรณีที่มีการระบุทำนองว่า วงเงิน 5.3 แสนล้านบาท ไว้ใช้ในโครงการรับจำนำข้าวนั้น คนละส่วนกับเงินทุนหมุนเวียนหรือไม่ น.ส.สุภา กล่าวว่า ใช่ เป็นกรอบวงเงินในการทำโครงการรับจำนำข้าว 5.3 แสนล้านบาท ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเงินทุนหมุนเวียน และหากใช้หมดก็คือหมด ทำเกินกรอบวงเงินไม่ได้

น.ส.สุภา กล่าวอีกว่า ในส่วนนี้เมื่อเงินในโครงการรับจำนำข้าวหมด แต่ยังมีเงินจากการระบายข้าวเหลืออยู่ประมาณแสนล้านบาท รัฐบาลต้องการจะนำเงินส่วนนี้มาให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นำไปทำโครงการรับจำนำข้าวต่อ ตรงนี้คณะอนุกรรมการฯคัดค้านมาตลอด อย่างไรก็ดีในที่สุดคณะรัฐมนตรีขณะนั้นก็มีมติให้ดำเนินการได้ ซึ่งไม่ทราบเหมือนกันว่าใช้อำนาจอะไรในส่วนนี้

ทนายฝ่ายจำเลยซักต่อทำนองว่า คณะรัฐมนตรีมีมติทำนองเรื่องป้องกันและระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการนี้ไปแล้ว ได้รับทราบหรือไม่ น.ส.สุภา กล่าวว่า รับทราบแล้ว แต่ไม่ทราบว่าผลในระดับจะเป็นอย่างไร่ และก่อนหน้านี้เสนออะไรไปก็ค้านหมด เผลอ ๆ คนที่ขัดคอก็โดนด้วย

1102e47f.jpg
* กลายเป็นตัวเองถูกตั้งกรรมการสอบ เพื่อปิดปากจาก รมต. คลัง สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ท้ายสุด น.ส.สุภา กล่าวว่า ภายหลังจากเข้ามาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ถึงรู้ว่าทำไมกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ถึงไม่ยอมให้บัญชีการซื้อขายข้าวกับกระทรวงการคลัง และดำเนินการด้วยความลับ เพราะปรากฏข้อเท็จจริงว่า ไม่ได้มีการนำข้าวไปขายต่างประเทศจริง แต่นำข้าวมาขายภายในประเทศ ในส่วนนี้คณะอนุกรรมการฯพยากรณ์แล้วว่า จะเกิดทุจริตขึ้นจริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทนายฝ่ายจำเลยมักยกคำให้การของพยานฝ่ายโจทก์ และนำมติคณะรัฐมนตรีขณะนั้น รวมถึงบางคำสั่งต่าง ๆ ที่พยานพ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลังไปแล้ว มาซักถามหลายครั้ง ทำให้องค์คณะผู้พิพากษาต้องพูดจาห้ามปราม และให้ซักถามในประเด็น ส่วนประเด็นอื่น ๆ ให้นำสืบเอง เนื่องจากสามารถค้นหาได้อยู่แล้ว พร้อมทั้งให้ฝ่ายโจทก์และจำเลยหาข้อมูลว่า คณะรัฐมนตรีมีมตินำเงินรายได้จากการระบายข้าวมาทำจำนำข้าวใช้อำนาจอะไร ทำให้ทนายฝ่ายจำเลยต้องลดจำนวนคำถามลง โดยในวันนี้มีคำถามทั้งหมดประมาณ 162 คำถาม

ขณะเดียวกันองค์คณะผู้พิพากษาในคดีนี้ยังขอให้ฝ่ายโจทก์และจำเลยหลีกเลี่ยงการให้ข่าวสารกับสื่อในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีอีกด้วย เพื่อให้เกิดความราบรื่นในการไต่สวน

ซีรี่..... ต่อไป ‘ยิ่งลักษณ์’ จะตอบอย่างไร กับหลักฐานที่จะถูกเปิด ตามมา

Offline

#22 August 30, 2016 11:37 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบจำนำข้าวที่ตั้งโดยนส.ยิ่งลักษณ์ แล้ว เขาโกหกเพื่ออะไรว่าไม่ได้พบทักษิณ ในเดือน ตุลาคม 2555  และในคลิป มีนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ ‘เสี่ยเปี๋ยง’ อดีตพ่อค้าข้าวชื่อดัง ผู้ก่อตั้งบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด และบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด อยู่ด้วย

apichat5.jpg
‘เสี่ยเปี๋ยง’
1403677327-o.jpg


http://hilight.kapook.com/view/77009

logo-kapook.png

ภาพเก่าแล้ว! เฉลิม ยันชัด ไม่ได้พบ ทักษิณ ที่ฮ่องกง

โพสต์เมื่อ 8 ตุลาคม 2555 เวลา 11:15:20

07la8p12newz.jpg

07la8p11z.jpg

07la8p13z.jpg

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก nextmedia.com

            สื่อฮ่องกงรายงานข่าว ทักษิณ จัดปาร์ตี้หรูที่ฮ่องกง พร้อมตีภาพ เฉลิม เดินเคียงข้างด้วย ด้าน เฉลิม แจง เป็นภาพเก่าสมัยปี 2550 ยัน ไม่ได้ไปพบทักษิณที่ฮ่องกง

            จากกรณีที่บรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทย รวมไปถึง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เดินทางไปฮ่องกงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งหลายคนก็ออกมายอมรับว่า เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จริง ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม ได้ปฏิเสธว่า แค่พาครอบครัวไปเที่ยวเฉย ๆ ไม่ได้ไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ตามที่มีกระแสข่าวออกมานั้น

            ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่่ผ่านมา เว็บไซต์ appledaily ของฮ่องกง ได้รายงานข่าวการเดินทางมาฮ่องกงของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยระบุว่า อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยซึ่งถูกกระทำรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2549 ได้เข้าพักที่โรงแรมเพนนินซูลา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555 และได้ไปเดินเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนมในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

            ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวฮ่องกงว่า ตนเดินทางมาที่ฮ่องกง เพราะลูกได้ซื้อบ้านไว้ที่นี่ และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีแผนจะทำธุรกิจอะไรในฮ่องกงหรือไม่ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ตอบไปว่า ตนเองไม่มีเงินแล้ว ซึ่งนักข่าวก็ได้หัวเราะแล้วตอบกลับไปว่า ไม่เชื่อ ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หัวเราะแล้วยืนยันไปอีกครั้งว่า ไม่มีเงินแล้วจริง ๆ
   
            ขณะเดียวกัน appledaily ได้รายงานอีกว่า อดีตนายกฯ ของไทย ได้ทุ่มเงินกว่า 3-4 แสนดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 1.2-1.6 ล้านบาท จัดปาร์ตี้ริมสระน้ำของโรงแรมเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งมีแขกชาวไทยมาร่วมงานประมาณ 20 คน พร้อมกับเผยภาพถ่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นที่ฮือฮามาก เมื่อพบภาพของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เดินอยู่เคียงข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ในฮ่องกงด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยืนยันเสียงแข็งว่า ไม่ได้เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ แน่นอน

            อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่ปรากฏภาพดังกล่าวในหน้าสื่อ ก็ได้ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกมาปฏิเสธว่า ภาพและคลิปที่สื่อฮ่องกงนำมาเผยแพร่นั้น เป็นภาพเก่าแล้ว โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงปลายปี พ.ศ. 2550 ที่ตนได้พบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หลังชนะการเลือกตั้ง พร้อมกับยืนยันว่า ที่เดินทางไปฮ่องกงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อขอตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอย่างที่มีข่าว แต่ตนพาครอบครัวไปเที่ยว

คลิป สื่อฮ่องกง ตีภาพ เฉลิม พบ ทักษิณ โพสต์โดย คุณ appleactionews


dog   * ที่อ้าง...โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงปลายปี พ.ศ. 2550 ที่ตนได้พบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หลังชนะการเลือกตั้ง...
โกหก จนหลงลืมเลยนะ สื่อจีน appledaily   ถ่ายคลิปและออกสื่อลงวันที่ไว้ด้วย นะครับ ..แก่จนลืม   dog

Last edited by linc49 (August 30, 2016 11:44 AM)

Offline

#23 September 4, 2016 11:33 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

ถาม..ในเมื่อทราบว่าเกิดความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น...‘ยิ่งลักษณ์’ ตอบ ...เป็นหน้าที่ของคณะอนุกรรมการนโยบายข้าวฯ ... รวมถึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้นแล้วด้วย แต่เป็นหน้าที่ของฝ่ายปฏิบัติ ถ้ามีปัญหาระดับปฏิบัติต้องแก้ในระดับปฏิบัติ     *  ท่านครับ แล้วในเมื่อท่านมีหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรื...แล้วจะโยนความผิดไปให้คนอื่นระดับล่างได้อย่างไร ในเมื่อมันก็เป็นความรับผิดชอบในหน้าที่โดยตรงตามอำนาจที่ท่านมีสูงสุดในการบริหารงานรัฐบาล จะตอบมั่วแบบนี้โดยไม่รู้จักหน้าที่และไม่มีความรับผิดชอบที่มันต้องไปด้วยกัน ดังนั้นตัวท่านจึงไม่มีคุณสมบัติตามหน้าที่ในการบริหารที่จะเหมาะกับเกียรติของนายกฯ..

http://www.isranews.org/isranews-news/i … oeeoo.html+ * added

ปัญหาเกิดจากฝ่ายปฏิบัติ! ‘ยิ่งลักษณ์’ แจงศาลคดีข้าว-ลั่นสอบทุจริตแล้วไม่เจอ

วันศุกร์ ที่ 05 สิงหาคม 2559 เวลา 19:23 น

‘ยิ่งลักษณ์’ มาศาลฎีกาฯ แถลงเปิดคดีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายโครงการจำนำข้าว-ตอบข้อซักถามจากอัยการ ลั่นตั้ง กก.สอบปมทุจริตแล้ว ไม่พบอะไร ยันยกเลิกโครงการไม่ได้ ชี้ปัญหาเกิดจากฝ่ายปฏิบัติ ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร

PIC-yingluck-5-8-59_1.jpg

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.israenws.org รายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อแถลงเปิดคดี และไต่สวนพยานจำเลยปากแรก ในคดีที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว

โดยการไต่สวนในวันนี้ (5/8/59) จะไต่สวนพยานจำเลยแค่ปากเดียว คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยฝ่ายอัยการจะเป็นผู้ซักจำนวน 100 คำถาม ซึ่งช่วงเช้าวันนี้ฝ่ายอัยการได้ถามประมาณเกือบ 20 คำถาม และจะมีการซักในช่วงบ่ายต่อ

อัยการถามตอนหนึ่งทำนองว่า ในเมื่อทราบว่าเกิดความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น มีการเข้าไปดูแลตรวจสอบอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบทำนองว่า เป็นหน้าที่ของคณะอนุกรรมการนโยบายข้าวฯ ทั้งนี้เมื่อทราบเรื่องมีการปรับรัฐมนตรีแล้ว รวมถึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้นแล้วด้วย แต่เป็นหน้าที่ของฝ่ายปฏิบัติ ถ้ามีปัญหาระดับปฏิบัติต้องแก้ในระดับปฏิบัติ

อัยการซักอีกทำนองว่า ในเมื่อทราบว่าโครงการนี้มีความเสียหาย ทำไมถึงไม่ระงับหรือยกเลิก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบทำนองว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา ตาม พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ส่วนถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของฝ่ายปฏิบัติที่จะต้องแก้ไข

ต่อมาในช่วงบ่าย อัยการซักต่อในประเด็นการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตการระบายข้าวจีทูจีทำนองว่า ภายหลังเกิดการอภิปรายในสภา มีการระบุถึงชื่อบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด และ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ (อดีตเลขานุการนายบุญทรง หนึ่งในจำเลยคดีระบายข้าวจีทูจี ปัจจุบันหลบหนีคดีไปแล้ว) ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบฯด้วยหรือไม่

PIC-mordong-28-6-58_1.jpg *
พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบทำนองว่า มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงพาณิชย์แล้ว โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ดำเนินการ ก็สอบข้อเท็จจริงทั้งหมด  รวมถึงมีการแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบอีกชุด ที่มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานด้วย  โดยมีการรายงานผลสอบทั้งหมด 2 ครั้ง  ซึ่งก็ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ดังนั้นเมื่อไม่พบความผิดปกติ ก็ไม่อาจกล่าวหาใครได้ และผลสอบดังกล่าวก็มีบรรดาข้าราชการเป็นกรรมการสอบ ซึ่งตนคิดว่าน่าเชื่อถืออยู่แล้ว  (* คราวที่แล้ว พยานโจทก์ คือรองปลัดกระทรวงให้การแย้งไว้แล้วแถมมีการอ้างพยานหลักฐานเอกสารด้วย )

ส่วนกรณีที่มีข้าวหายกว่า 2.6 ล้านตัน ได้สั่งให้ตรวจสอบด้วยหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบทำนองว่า ได้สั่งการให้ตำรวจกว่าหมื่นนายทั่วประเทศ เข้าตรวจสอบร่วมกับเซอเวย์เยอร์ และเจ้าหน้าที่รัฐ เข้าตรวจสอบโกดังเก็บข้าวทั้งหมดทั่วประเทศ ภายในวันเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการยักย้ายถ่ายเทข้าวได้อีก ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่า ไม่มีข้าวหายแต่อย่างใด

อัยการซักอีกทำนองว่า แล้วทำไมโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทแถลงต่อรัฐสภาเหมือนกันถึงยกเลิกได้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบทำนองว่า เพราะมีบุคคลไปร้องเรียนต่อศาลปกครอง และศาลปกครองมีคำพิพากษาออกมา จึงนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อยกเลิกโครงการดังกล่าว แต่กรณีโครงการรับจำนำข้าวเป็นคนละอย่างกัน แม้ว่าจะมีคณะกรรมการ ป.ป.ช. สตง. หรือหลายหน่วยงานส่งหนังสือแจ้งเตือนมาก็ตาม แต่ก็มีหลายหน่วยงานให้ข้อมูลมาว่า โครงการนี้คุ้มค่ากับทางเศรษฐกิจ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ ทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น

ทั้งนี้ภายหลังอัยการซักเสร็จ ศาลได้ซักถามในประเด็นที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อ้างว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย และได้คิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องของชาวนานั้น ได้มีการศึกษาหรือไม่ว่า โครงการดังกล่าวหากเกิดปัญหาการทุจริต หรือปัญหาการขาดทุนขึ้นมาจะแก้ไขอย่างไร

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบทำนองว่า เรื่องนี้อยู่ที่มิติของคนมอง ตอนที่พรรคเพื่อไทยศึกษาเรื่องนี้ได้ลงพื้นที่ไปพูดคุยและหาข้อมูลกับชาวนาจริง ๆ ดังนั้นหากมองในภาพรวมทางเศรษฐกิจ ไม่ได้มองในเรื่องของกำไรหรือขาดทุน โครงการนี้ถือว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ และเกิดผลประโยชน์ต่อประเทศอย่างคุ้มค่า แต่ สตง. หรือสื่อมวลชนบางสำนักได้ตีข่าวในทำนองเชิงลบหรือขาดทุน แต่เมื่อเทียบกับพี่น้องชาวนาที่มีจำนวนถึง 23% ของประชากรทั้งหมด จะให้ตนยกเลิกโครงการนี้ก็คงไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากหน่วยงานอีกหลายองค์กรที่ยืนยันว่า โครงการจำนำข้าวเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

ศาลซักอีกทำนองว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ อ้างว่า โครงการดังกล่าวยกเลิกไม่ได้ เพราะขัดกับการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และ พ.ร.ฎ.บริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีฯ แต่สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการยกเลิกโครงการรถเมล์ NGV หรือโครงการระบายข้าว ทีเ่กิดปัญหาขึ้น ตรงนี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบทำนองว่า ไม่ใช่ยับยั้งโครงการได้ทุกเรื่อง แต่ตาม พ.ร.ฎ.บริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีฯ หากจะยับยั้งหรือยกเลิกโครงการใดก็ตาม ต้องเป็นโครงการที่ขัดต่อการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และมติคณะรัฐมนตรี แต่โครงการจำนำข้าวไม่ได้ขัดกับอะไรทั้งสิ้น นอกจากนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นในโครงการนี้ ล้วนแต่เป็นปัญหาที่อยู่ในระดับภาคปฏิบัติ ซึ่งฝ่ายปฏิบัติต้องดำเนินการแก้ไข หรือปรับปรุง ไม่ใช่ฝ่ายปฏิบัติทำหน้าที่ไม่ดีพอ แล้วจะให้ฝ่ายบริหารยกเลิกโครงการ

โดยก่อนการถูกซักนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้แถลงเปิดคดีต่อศาล ยืนยันการทำหน้าที่โดยสุจริต และขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาตามฟ้องโจทก์และ สำนวนของ ป.ป.ช.ใน 6 ประเด็น สรุปได้ทำนองว่า โครงการจำนำข้าวเป็นนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่มุ่งคุ้มครองรักษาประโยชน์ และแก้ปัญหาหนี้ รวมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย  และเมื่อแถลงนโยบายต่อสภาแล้ว ย่อมมีผลผูกพัน ที่คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตาม และทำแผนบริหาราชการแผ่นดินให้สอดคล้องกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ดังนั้นโครงการนี้เป็นโครงการสาธารณะให้ความคุ้มค่า คำนึงถึงผลประโยชน์สภาพเศรษฐกิจโดยรวม ไม่ได้มุ่งแสวงหาผลกำไร หากจะคิดเพียงกำไร-ขาดทุน ทุกโครงการก็มีผลขาดทุนหมดแต่ก็ต้องทำเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยโดยโครงการจำนำข้าวทำมาแล้ว 30 ปีมีปัญหาการทุจริตแต่รัฐบาลจัดสินใจทำโครงการเพื่อยกระดับข้าวไทยและส่งเสริมเศรษฐกิจไทยผ่านการบริโภคของประเทศ ส่วนที่มีการกล่าวหากำหนดราคาข้าวไม่เหมาะสม หรือราคาสูงเกินไป ก็เรียนว่ารัฐบาล จำเป็นต้องกำหนดราคารับจำนำข้าว 15,000 – 20,000 /ตัน เพื่อแก้ปัญหาหนี้เรื้อรัง และมีการคำนวณเพื่อหวังให้เกษตรกรมีรายได้เทียบเท่ารายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาท จึงไม่มากเกินและมีความเหมาะสม กรณีที่ให้รับจำนำข้าวทุกเมล็ดเพื่อให้สิทธิ์ชาวนาทุกรายโดยไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งจะมีผลทั้งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการและไม่ได้ร่วมโครงการเพราะจะขายข้าวได้ในราคาที่เท่ากัน

สำหรับบรรยากาศภายนอกศาลฎีกาฯ มีมวลชนมาให้กำลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างเนืองแน่นกว่าทุกครั้ง พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้ารักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวก่อนเข้าไต่สวนว่า มั่นใจในการแถลงเปิดคดี และการถูกซักถามอย่างเต็มที่ จะแสดงให้เห็นว่าไม่ได้ทำผิด ซึ่งโครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่มีประโยชน์ของประชาชน

สำหรับคดีนี้ศาลฎีกาฯ ได้ไต่สวนพยานฝ่ายโจทก์เสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว เหลือแค่ไต่สวนพยานฝ่ายจำเลยจำนวน 42 ปาก โดยมีพยานปากสำคัญ เช่น น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯ อดีต รมว.คลัง นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกฯ อดีต รมว.พาณิชย์ นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย และอดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายยรรยง พวงราช อดีต รมช.พาณิชย์ นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด รวมถึงนายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ นักวิชาการสายพรรคเพื่อไทย ผู้ศึกษากลไกตลาด เพื่อจะนำมาหักล้างเรื่องกลไกการตลาดข้าว เป็นต้น

Last edited by linc49 (September 5, 2016 10:50 AM)

Offline

#24 September 4, 2016 11:42 AM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 6,494

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

หมาป่ากับลูกแกะ  รอดยาก

Offline

#25 September 9, 2016 11:12 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

ตามเนื้อหาด้านบนกับส่วนนี้ สรุป...

*  สิ่งสำคัญ ตามข้อเท็จจริง ที่  ยิ่งลักษณ์ หนีไม่พ้น...*
1. ไม่มี การขายข้าวแบบ รัฐบาลต่อรัฐบาล ...จีทูจี  เกิดขึ้นจริง...ยิ่งลักษณ์ ไม่รู้ได้อย่างไร ในเมื่อเป็น หัวหน้ารัฐบาล
2. การปกปิดข้อเจรจา การค้ากระทรวงต่างประเทศ ..ทำไมไม่เปิดเผย ..แสดงความโปร่งใส ในการทำงาน..แต่ความจริงคือไม่มี .จีทูจี  เกิดขึ้นจริง
3. "เสี่ยเปี๋ยง" คนสนิท "แม้ว"  ที่ถูกฟ้องล้มละลายไปแล้ว กลับมาดำเนินการใหม่ และได้รับความร่วมมือ จากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในการนำข้าวออกขาย ในประเทศเอง
4. มีการพบกัน ระหว่างทักษิณ เสี่ยเปี๋ยง รตอ.เฉลิม ที่ฮ่องกง ในเดือน ตุลาคม 2555 จริง แล้ว รตอ.เฉลิม ยังได้เป็นประธานสอบข้อเท็จจริง ตามที่ ยิ่งลักษณ์แต่งตั้ง
5. พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการนายบุญทรง หนึ่งในจำเลยคดีระบายข้าวจีทูจี ปัจจุบันหลบหนีคดีไปแล้ว
6. น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง ให้การเป็นพยาน ระบุว่า ภายหลังจากเข้ามาเป็นกรรมการ ป.ป.ช.
ถึงรู้ว่าทำไมกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ถึงไม่ยอมให้บัญชีการซื้อขายข้าวกับกระทรวงการคลัง
และดำเนินการด้วยความลับ เพราะปรากฏข้อเท็จจริงว่า ไม่ได้มีการนำข้าวไปขายต่างประเทศจริง แต่นำข้าวมาขายภายในประเทศ
7. น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ยังระบุอีกว่ามีการโกงเนื้อที่ปลูกข้าว แจ้งความแล้ว และมีการนำข้าวจากเขมร พม่า เข้ามาขายด้วย...หลักฐานการผ่านด่านคงจะมีตามมา

http://www.isranews.org/isranews-scoop/ … diieo.html

‘อัยการ’ซัก‘ยิ่งลักษณ์’ตอบ! ท่าที‘นารีขี่ม้าขาว’แจงคดีข้าว-ไฉนสอบไม่เจอทุจริต?

วันเสาร์ ที่ 06 สิงหาคม 2559

“…ภายหลังเกิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือการตั้งกระทู้ถามในสภา ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง รวมถึงตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ (ขณะนั้น) ให้เป็นประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงอีกชุดหนึ่ง แต่จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของทั้ง 2 ชุดแล้ว ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ซึ่งคณะกรรมการสอบฯที่ตั้งขึ้น ล้วนเป็นข้าราชการ ดังนั้นจึงต้องเชื่อไว้ก่อน ในเมื่อไม่พบความผิดปกติ แล้วจะไปสอบคนที่ถูกกล่าวหาเลยก็คงไม่ได้…”

PIC-yingluck-6-8-59_1.jpg

จบฉากแรกลงไปเรียบร้อย สำหรับการไต่สวนพยานฝ่ายจำเลยปากแรกในคดีที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นบข.) เป็นจำเลย ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว

(อ่านประกอบ : ปัญหาเกิดจากฝ่ายปฏิบัติ! ‘ยิ่งลักษณ์’ แจงศาลคดีข้าว-ลั่นสอบทุจริตแล้วไม่เจอ)

ท่ามกลางการจับตาจากสื่อมวลชนหลายแขนง และนักการเมืองหลายราย เนื่องจากในการไต่สวนพยานจำเลยปากแรก คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะสามารถตอบข้อซักถามจากฝั่งอัยการได้มากน้อยแค่ไหน ?

เพราะต้องไม่ลืมว่า ในช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบข้อซักถามจากสื่อมวลชนในปัญหาการทุจริตของโครงการรับจำนำข้าว รวมถึงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ไว้น้อยมาก แม้แต่การตอบกระทู้ถามจาก ส.ส. หรือ ส.ว. ในสภา ก็ส่งตัวแทนจากรัฐมนตรีที่ประจำกระทรวงพาณิชย์มาตอบแทบทุกครั้ง

แต่คราวนี้ต้องตอบเองทุกคำถาม !

ทว่าคำถามที่ฝ่ายอัยการวางไว้ประมาณ 165 คำถาม ได้ถูกตัดลงเนื่องจากบางคำถามเป็นคำถามทางการเมือง หรือคำถามที่ชี้นำในข้อกฏหมาย หรือความเห็น จึงเหลือคำถามที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องตอบอยู่ประมาณไม่ถึง 100 คำถาม

เพื่อให้เห็นภาพ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รวบรวมท่วงท่า-ลีลาของ ‘นารีขี่ม้าขาว’ ชี้แจงคดีจำนำข้าวสรุปได้ดังนี้

เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. เท้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ แตะศาลฎีกาฯ ท่ามกลางมวลชนที่มีจำนวนมากกว่าทุกครั้ง มอบกุหลาบและส่งเสียงเชียร์อยู่ไม่ขาดสาย ทั้งนี้ก่อนเข้าห้องพิจารณาไต่สวนในศาลฯ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อที่มารอทำข่าวทำนองว่า มั่นใจในการชี้แจงอย่างเต็มที่

หลังจากนั้นเมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. องค์คณะผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังก์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้แถลงเปิดคดี โดยเน้นย้ำถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และการช่วยเหลือชาวนา รวมถึงเป็นนโยบายที่แถลงไว้กับรัฐสภา จึงไม่สามารถยกเลิกได้ ส่งผลให้มีชาวบ้านบางรายที่เข้านั่งฟังด้วยถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความปิติ

ต่อมาเวลาประมาณ 10.30 น. ถึงเวลาฝ่ายอัยการได้ซัก โดยคราวนี้มีนายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน สำนักงาน อสส. ในฐานะหัวหน้าทีมฝ่ายอัยการฟ้องคดีนี้ เป็นผู้ซักถามด้วยตนเองประมาณ 20 คำถาม ซึ่งคำถามส่วนใหญ่ คือการจี้แสดงให้เห็นถึงตัวเลขความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว และทำไมถึงไม่ยกเลิกโครงการนี้

อย่างไรก็ดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบทำนองว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และเป็นไปตามที่ พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ดังนั้นหากจะยกเลิก ต้องเป็นโครงการที่ขัดกับนโยบายที่แถลงไว้กับรัฐสภา และมติคณะรัฐมนตรี แต่โครงการรับจำนำข้าวไม่ได้ขัดหลักเกณฑ์ดังกล่าวแต่อย่างใด

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยืนยันต่อทำนองว่า โครงการนี้ทำขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของชาวนา และเป็นโครงการสาธารณะ ไม่ควรมองเรื่องกำไรหรือขาดทุน แต่ให้มองความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่ประเทศจะได้รับ ชาวนาก็ได้ประโยชน์ เพราะมีการเบิกจ่ายเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นจำนวนมาก ทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้มากขึ้นด้วย

ส่วนประเด็นการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวสมัย น.ส.สุภา ปิยะจิตติ เป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง ที่พบตัวเลขความเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาทนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ขอยอมรับตัวเลขเหล่านั้น เพราะการตรวจสอบข้อมูลยังไม่ครบถ้วน และยังไม่มีข้อสรุป

หลังจากนั้นศาลฯได้พักการไต่สวนไว้ก่อนในช่วงเวลาประมาณ 12.00 น. ก่อนที่จะกลับมาไต่สวนอีกครั้งในช่วงเวลา 13.00 น. โดยคราวนี้ได้เปลี่ยนตัวอัยการคนซักถาม และข้อซักถามในช่วงบ่ายนี้ ต่างมุ่งเน้นไปที่ตัวเลขความเสียหายของโครงการ และหน่วยงานใดจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

โดยในช่วงนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกซักอย่างต่อเนื่อง และเริ่มอึกอัก ส่งผลให้ต้องขอความเป็นธรรมกับฝ่ายอัยการว่า เรื่องตัวเลขเหล่านี้ ขอให้ถามอย่างช้า ๆ เนื่องจากเรื่องเหล่านี้ต้องระมัดระวังในการตอบ เพราะการขึ้นศาลครั้งนี้ก็เหมือนกับการเดิมพันด้วยชีวิต

ก่อนที่จะตอบทำนองว่า หน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบคือสำนักบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลชุดก่อน หรือชุดที่ตนนายกรัฐมนตรี ก็ให้สำนักบริหารหนี้ฯ เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด

อย่างไรก็ดีในช่วงบ่าย มีบางคำถามของฝ่ายอัยการที่พยายามจะกดดันหรือจี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้ตอบในลักษณะ ‘ใช่-ไม่ใช่’ ซึ่งในส่วนนี้ศาลฯมองว่า เป็นคำถามในลักษณะชี้นำในทางข้อกฎหมาย หรือเป็นความเห็น ซึ่งคดีนี้เกิดขึ้นจากความเห็นต่าง ไม่อย่างนั้นคงไม่มีการฟ้องร้อง ดังนั้นขอให้ฝ่ายอัยการถามในเรื่องข้อเท็จจริง ส่วนเรื่องข้อกฎหมาย ศาลฯจะเป็นผู้พิจารณาเอง ขณะที่บางคำถามมีลักษณะเป็นทางการเมือง ศาลฯไม่อนุญาตให้ถามแต่อย่างใด

ทั้งนี้มีบางข้อซักถามของอัยการที่พุ่งเป้าไปถึงประเด็นปัญหาทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว โครงการระบายข้าวจีทูจี และโครงการระบายข้าวถุง เช่น ที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือการตั้งกระทู้ถามในสภา กรณีโครงการระบายข้าวจีทูจี ที่ปรากฏชื่อของ ‘เสี่ยเปี๋ยง’ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร อดีตพ่อค้าข้าวชื่อดัง และบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบหรือไม่ รวมถึงกรณี พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ (นายบุญทรง) ที่เคยเป็นกรรมการบริษัท สยามรักษ์ จำกัด ที่ถูกตั้งกระทู้ถามพัวพันกับการนำข้าวมาขายต่อให้เอกชน ในโครงการข้าวถุง ในประเด็นเหล่านี้ ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงหรือไม่

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบข้อซักถามดังกล่าวคล้าย ๆ กัน ทำนองว่า ภายหลังเกิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือการตั้งกระทู้ถามในสภา ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง รวมถึงตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ (ขณะนั้น) ให้เป็นประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงอีกชุดหนึ่ง แต่จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของทั้ง 2 ชุดแล้ว ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ซึ่งคณะกรรมการสอบฯที่ตั้งขึ้น ล้วนเป็นข้าราชการ ดังนั้นจึงต้องเชื่อไว้ก่อน ในเมื่อไม่พบความผิดปกติ แล้วจะไปสอบคนที่ถูกกล่าวหาเลยก็คงไม่ได้

“สำหรับ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ ดิฉันไม่เคยรู้จัก แต่เป็นเรื่องที่ รมว.พาณิชย์ นำเสนอมาให้แต่งตั้งเป็นเลขานุการ จึงดำเนินการไปตามที่ รมว.พาณิชย์ เสนอ”

นอกจากนี้ฝ่ายอัยการได้เปิดรูป ‘เสี่ยเปี๋ยง’ ที่ถ่ายคู่กับนายทักษิณ ชินวัตร ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ดู พร้อมถามว่า รู้จักกับ ‘เสี่ยเปี๋ยง’ มาก่อนหรือไม่ แต่ประเด็นนี้ ศาลฯได้ทักท้วง เนื่องจากในภาพไม่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่อย่างใด ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยืนยันว่า ไม่เคยรู้จักกับ ‘เสี่ยเปี๋ยง’ มาก่อน

สำหรับข้อซักถามเกี่ยวกับตั้งข้อสังเกตเรื่องความไม่โปร่งใส และการทุจริตในโครงการดังกล่าวนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ มักตอบทำนองว่า เป็นปัญหาของฝ่ายปฏิบัติ ได้สั่งการให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว เกือบทุกครั้งด้วย

ขณะเดียวกันฝ่ายอัยการได้ซักถึงกรณีการปกปิดไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลในโครงการรับจำนำข้าวต่อสาธารณชนด้วย โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบทำนองว่า เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรี มีกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร้องขอมา เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การเปิดเผยข้อมูลอาจเป็นการสร้างอำนาจการซื้อขายต่อรองราคาได้ จึงมีมติคณะรัฐมนตรีไปตามนั้น แต่ยืนยันว่าตนไม่เคยสั่งการให้ปกปิดข้อมูล

ทั้งหมดคือท่วงท่า-ลีลาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ตอบข้อซักถามอัยการในประเด็นหลักคือ รู้เรื่องการทุจริตมาก่อนหรือไม่ ทำไมถึงไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการ

ท้ายสุดจะมีน้ำหนักช่วยทำให้ตัวเองรอดพ้นคดีความได้หรือไม่ ต้องรอศาลฯพิจารณาไต่สวนกันต่อไป !

Offline

#26 September 9, 2016 11:24 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

http://news.voicetv.co.th/thailand/409824.html

มติ ปปง. สั่งยึดทรัพย์คดีขายข้าวจีทูจี 7พันล้านบาท

by นิติธร สุรบัณฑิต
9 กันยายน 2559

552737.jpg

ที่ประชุมคณะคณะกรรมการธุรกรรม ของปปง. มีมติให้ยึดทรัพย์และอายัดทรัพย์สินของกลุ่มบริษัทและบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีขายข้าวแบบจีทูจีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 7,000 ล้านบาท

9 ก.ย.59 พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (เลขาธิการ ปปง.) แถลงว่า ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวกรวม 21 คน กระทำความผิดด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำงานโดยช่วยเหลือมุ่งหมาย และเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท ไม่ต้องแข่งขันราคากับผู้เสนอรายอื่น แล้วนำข้าวที่ซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาขายในประเทศ หรือต่ำกว่าราคาที่รับจำนำ นำไปขายต่อให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศ หรือนำไปให้บริษัท สยามอินดิก้า นำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมการค้าต่างประเทศและประเทศชาติ คิดเป็นมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท อันเป็นความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

จากการรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบธุรกรรมการทางการเงินดังกล่าว พบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์ทุจริตโดยการปลอมสัญญาให้ดูเสมือนมีการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐจริง รวมถึงการตรวจพบการได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดกับการทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทั้งกลุ่มบริษัทสยามอินดิก้า , บริษัท สิราลัย ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทกีธา และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง

สำนักงาน ปปง. ตรวจสอบทรัพย์สินของกลุ่มผู้กระทำความผิดดังกล่าว พบว่า ทรัพย์สินดังกล่าวมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าได้มาจากการกระทำความผิดและเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

พล.ต.อ.ชัยยะ กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ได้มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของกลุ่มบริษัทสยามอินดิก้า , บริษัท สิราลัย และบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ นายอภิชาต เป็นเงินฝากในบัญชีธนาคารจำนวน 51 บัญชี มูลค่าประมาณ 921 ล้านบาท และที่ดินในกรุงเทพมหานคร ลำพูน ภูเก็ต พังงา พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง จำนวน 611 รายการ มูลค่าประมาณ 5,970 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 662 รายการ มูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนักการเมืองและข้าราชการ 6 คนที่จะถูกบังคับทางปกครองชดใช้ค่าเสียหายจากการขายข้าวจีทูจี มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ได้แก่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ

ส่วนนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ “เสี่ยเปี๋ยง” อดีตพ่อค้าข้าวชื่อดังของประเทศไทย ผู้ก่อตั้งบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด หนึ่งในจำเลยคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่ เรือนจำกลางสมุทรปราการ

Offline

#27 September 15, 2016 11:47 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

*"หลักฐาน"เชิงประจักษ์ " !!??  ....ค้นพบมาตั้งแต่ ....28 ธันวาคม 2556 ตามรายงานข่าว

http://www.isranews.org/component/conte … 26171.html

รวมมิตร "หลักฐาน"เชิงประจักษ์ "มัด ระบายข้าวรับจำนำรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์"

วันเสาร์ ที่ 28 ธันวาคม 2556 เวลา 20:00 น.

รวมมิตร "หลักฐาน"เชิงประจักษ์ "มัด"ระบายข้าวรับจำนำรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์"  ทั้งในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) -ในประเทศ-ข้าวถุงราคาถูก" ก่อน ป.ป.ช. เตรียมสรุปผลสอบช่วงต้นปี 57

yutrrrr29-12-13.jpg

คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าในรอบหนึ่งปี ที่ผ่านมา "โครงการรับจำนำข้าว" หนึ่งในโครงการประชานิยมของ รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นโครงการที่ถูกกล่าวถึงอย่างมาก

โดยเฉพาะเรื่องปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ในขั้นตอนการระบายข้าว ในสต๊อกรัฐบาล ที่ได้รับมาจากโครงการรับจำนำ?

ทั้งนี้ หากจะจำแนกข้อมูลและหลักฐาน "เชิงประจักษ์" ที่แสดงความไม่ชอบมาพากล ที่เกิดขึ้นในการระบายข้าว ในช่วงที่ผ่านมา พบว่า มีอยู่ 3 ส่วนหลัก คือ 1.การระบายข้าวแบบรัฐต่อ รัฐ (จีทูจี) 2. การระบายข้าวในประเทศ และ3. การระบายข้าวถุงราคาถูก ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ได้นำข้อมูลและหลักฐานต่างๆ มาจัดเป็นระบบเพื่อนำำเสนอให้สาธารณชน ได้พิจารณากันอีกครั้ง ดังนี้

@ การระบายข้าวแบบรัฐต่อ รัฐ (จีทูจี)

ข้อมูลและหลักฐานความไม่ชอบมาพากลเรื่องนี้ ถูกเปิดประเด็นขึ้นมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ของนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงปลายปี 2555

โดยมีไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การตรวจสอบพบพิรุธในการขายข้าวจำนวน 7.32 ล้านตัน ให้กับบริษัทต่างประเทศในรูปแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี  โดยบริษัทจากจีนชื่อ “GSSG IMP AND EXPORT CORP” อยู่ที่เมืองกวางเจา เข้ามาทำสัญญาค้าข้าวกับกรมการค้าต่างประเทศ 5 ล้านตัน

แต่ปรากฎว่าผู้ที่มีอำนาจของบริษัท คือ "นายรัฐนิธ โสติกุล" และมอบอำนาจให้นายนิมล รักดี ชาว อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร เป็นผู้ดำเนินการแทน

จากการตรวจสอบพบว่านายรัฐนิธ มีชื่อเล่นว่า “ปาล์ม” อายุ 32 ปี เพิ่งผ่านการเรียนหลักสูตรวุฒิบัตรผู้ช่วยและผู้ปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภารุ่นที่ 6 รวมทั้งเป็นนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า และเป็นผู้ช่วยส.ส.ในลำดับที่ 3 ของนางรพิพรรณ พงษ์เรืองรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (ภรรยานายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง)

เมื่อตรวจสอบบัญชีธนาคารของนายรัฐนิธ พบว่า มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงแค่ 64.63 บาท  ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับผู้มีอำนาจติดต่อซื้อขายข้าวกับรัฐบาลไทย

saim-indika-21.jpg

ส่วนนายนิมล รักดี ปรากฏข้อมูลว่า มีชื่อในวงการว่า "เสี่ยโจว" เป็นมือขวา“เสี่ยเปี๋ยง” หรือนายอภิชาติ จันทร์สกุลพรเจ้าของบริษัทเพรสซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งผูกขาดการซื้อข้าวจากโครงการรับจำนำข้าว ในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ นายนิมล เคยถูกป.ป.ช.ชี้มูลการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ในนามบริษัทเพรสซิเด้นท์ อะกริเทรดดิ้ง สมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งการอ้างว่า ขายข้าวแบบจีทูจี ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการประมูลให้ได้ราคาพิเศษ ไม่มีการระบายข้าวจริง เป็นการตั้งบริษัทผีมารับข้าว เพื่อนำข้าวไปเร่ขายให้กับโรงสี อาจจะได้ส่วนต่างสูง ตันละ 3,000 บาท บางล๊อตสูงถึง 5,000 บาท

นายแพทย์วรงค์ ระบุว่า "ในการตรวจสอบข้อมูลเรื่องนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ มีคนส่งข้อมูลเป็นบัญชีข้าวของรัฐบาลมาให้ดู เป็นบัญชีออมทรัพย์ของกรมการค้าต่างประเทศ เลข 385009504-5 ซึ่งข้อมูลช่วงวันที่ 28 กันยายน- 15 ตุลาคม ที่รัฐบาลคุยโวว่า จะมีการขายข้าวแต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ พบว่ามีการถอนเงินจากธนาคารใหญ่ในหลายลักษณะ ทั้ง แคชเชียร์เช็ค การถอนเงิน หรือการโอนเงินจากธนาคารใหญ่"

“หากเป็นการค้าแบบจีทูจี จะต้องมีการเปิดแอล/ซี แต่ครั้งนี้กลับไม่พบว่ามีการเปิดแอล/ซี แสดงว่าไม่มีการค้าข้าวให้ต่างประเทศจริง แต่กลับมีเงินหมุนเวียนจากธนาคารใหญ่ เช่น มีการโอนเงิน รวม 72 รายการ จากธนาคารใหญ่ 4 แห่งในประเทศไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกร และธนาคารไทยพาณิชย์ รวมเป็นมูลค่า 4,960 ล้านบาท และมีการถอนเงินออกจากบัญชีกรมการค้าต่างประเทศ 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 4,200 ล้านบาท”

เมื่อไม่มีการค้าข้าวแบบจีทูจีจริง แต่รัฐบาลกลับเปิดโอกาสให้บริษัทสยามอินดิก้า เอาข้าวของรัฐบาลไปเร่ขายให้กับโรงสี ในลักษณะของไปเงินมา มีการพบแคชเชียร์เชค ออกในนามของ นายสมคิด เรือนสุภา ที่ซื้อแคชเชียร์เชค จำนวนกว่า 500 ล้านบาท

และเมื่อตรวจสอบที่อยู่ของนายสมคิด ตามที่แจ้งที่อยู่เลขที่ 191 ซอยดำเนินกลาง เขตพระนคร พบว่า ไม่มีสภาพเป็นบ้านของพ่อค้าข้าวรายใหญ่ และจากการสอบถามประชาชนบ้านใกล้เคียงทราบว่า นายสมคิด ได้ย้ายไปอยู่บ้านของภรรยา ที่เขตบางแค

ตรวจสอบพบว่าเป็นเพียงบ้านไม้ 2 ชั้น ตั้งอยู่ริมคลอง เมื่อตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่า สมคิด เป็นคนของบริษัทสยามอินดิก้า

เพราะนายสมคิด ได้รับมอบอำนาจจากเสี่ยเปี่ยง ไปจดทะเบียนตั้งบริษัทสยามอินดิก้า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547

เมื่อตามไปตรวจสอบข้อมูลต่อ พบข้อมูลบัญชีธนาคารกสิกรไทย เลขที่ 001-0-03796-9 โดยบัญชีดังกล่าวมีผู้มีอำนาจลงนาม จำนวน 5 คน อาทิ นิมล เรืองวัน กฤษณา

นอกจากนั้นยังมีชื่อของนางเรืองวัน เปิดบัญชีไว้กว่า 100 บัญชีและมีการตั้งกองทุนชื่อว่า KTAM เพื่อไว้ซุกเงิน ลักษณะที่ตรวจพบว่า เมื่อมีการโอนเงินมาช่วงเช้า แล้วช่วงบ่ายก็มีการถอนเงินออกจากบัญชีทั้งหมดในรูปแบบของเงินสด ตามที่ผมได้ข้อมูล คือ บัญชีนิมล พบว่ามีการโอนจากธนาคารกสิกร ไป ธนาคารกรุงไทย หลายรายการ ได้แก่ เมื่อวันที่ 27 กันยายน จำนวน 260 ล้านบาท วันที่ 28 กันยายน จำนวน 99 ล้านบาท วันที่ 3 ตุลาคม จำนวน 485 ล้านบาท วันที่ 5 ตุลาคม โอน 306 ล้านบาท และวันที่ 9 ตุลาคม โอน 405 ล้านบาท โดยการโอนเงินลักษณะนี้ อาจเข้าข่ายการฟอกเงินและมีความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน

(ดูหลักฐานประกอบ ในเรื่อง: ดูกันจะๆ หลักฐาน “มัด” ระบายข้าว "จีทูจี" (จีเจี๊ยะ - จีโจ๊ก- จีGHOST) รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ? , ปชป. โชว์คลิปแอนิเมชั่น ขยายผลระบาย จีทูจี -อ้าง"เสี่ยเปี๋ยง"ตัวการเวียนเทียนจำนำข้าว)

@ การระบายข้าวในประเทศ

ข้อมูลส่วนนี้ถูกฝ่ายค้าน โดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ นำมาเปิดเผยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 วงเงิน 2.525 ล้านบาท ช่วงหัวค่ำวันที่ 29 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา เช่นกัน

โดยมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ การตรวจสอบพบข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554 องค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้ขายข้าวขาว 8 แสนกิโลกรัม ราคาตันละ 5,700 บาท ให้แก่โรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งขึ้น วันที่ 22 ธันวาคม 2554 โรงสีโชควรลักษณ์นำขายข้าวไปขายต่อแก่โรงสีแห่งหนึ่งที่ จ.กำแพงเพชร ในราคาตันละ 12,000 บาท โดยใช้แฟกซ์โอนใบมอบอำนาจแค่ใบเดียวราคา 5 บาท แต่ฟันกำไรถึง 6,300 บาทต่อตัน และเป็นการขายก่อนที่จะได้ข้าวมาจากรัฐบาล

“ตอนแรกผมคิดว่าเรื่องนี้ เกิดขึ้นในยุคนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่การขายข้าวดังกล่าว เกิดขึ้นในยุคที่นายนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และโดยส่วนตัวก็ไม่เชื่อว่า คนอย่างนายกิตติรัตน์ ที่ผ่านตำแหน่งสำคัญมามากมาย จะไม่ฉลาดพอที่จะไม่รู้เรื่องพวกนี้”

พร้อมระบุว่า เท่าที่ทราบมีการขายแบบนี้หลายครั้ง เม็ดเงินที่สะพัดในจังหวัดกำแพงเพชร มีไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท

เหตุผลที่มีการขายข้าวให้โรงสีโชควรลักษณ์ ในราคาต่ำเช่นนี้ได้ นพ.วรงค์ ระบุว่า เป็นเพราะเจ้าของโรงสีแห่งนี้ชื่อ “เสี่ยเปี๊ยก” มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด “เสี่ยเปี๋ยง” ที่เป็นนายทุนผูกขาดการค้าขายรายใหญ่และมีความใกล้ชิดนายใหญ่ที่อยู่ต่างประเทศ

ก่อนจะโชว์เอกสารสำคัญ คือ หนังสือสัญญา นาปรัง ไซโล อคส. 1/2555 ซึ่งเป็นสัญญาเช่าไซโลระบบควบคุมบรรยากาศเพื่อจัดเก็บรักษาข้าวสาร (โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555)

ทั้งนี้ ในสัญญาดังกล่าว เป็นการลงนามร่วมกันระหว่าง พันตำรวจตรี ศราวุฒิ สกุลมีฤทธิ์ ผอ.อคส. "ผู้เช่า" กับนายเอนก ฉัตรไชยศิริ หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วน โรงสี โชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ “ผู้ให้เช่า”

ในหนังสือสัญญาดังกล่าว ระบุว่า ผู้เช่าตกลงเช่าและผู้ให้เช่าไซโล ระบบรวบคุมบรรยากาศของผู้ให้เช่นจำนวน 24 ถัง ปริมาณความจุรวมทั้งสิ้น 288,000 ตัน เพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาข้าวสารที่สีแปรสภาพจากข้าวเปลือกตามโครงการรับจำนำ ข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 ที่ผู้เช่าสั่งให้โรงสีส่งมอบ

โดยปรากฏชื่อ เคทีบี ไซโล ตั้งอยู่เลขที่ 25/3 หมู่ที่ 3 ถนน บางมูลนาก-ตะพานหิน ตำบลหอไกร อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ในสัญญาดังกล่าวด้วย

นายแพทย์วรงค์ กล่าวอ้างด้วยว่า เป็นที่รู้กันในวงการว่า เคทีบี ไซโล เป็นไซโลของ เสี่ยเปี๋ยง ในอดีตใช้ชื่ออื่น ก่อนจะมาเปลี่ยนเป็นชื่อนี้

“ตอนแรกผมก็ไม่รู้ข้อมูลนี้ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่อคส.รายหนึ่ง เอาเอกสารฉบับนี้ มาให้ พอเห็นแล้วก็ถึงได้เข้าใจว่า ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมด เสี่ยเปี๊ยก กับ เสี่ยเปี๋ยง สองเสี่ย ป. นี่ แท้จริงแล้วมีความใกล้ชิดกัน และอาจเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นได้ว่า ทำไม เสี่ยเปี๊ยกถึงสามารถซื้อข้าวจากรัฐบาลได้ต่ำและนำไปขายต่อทำกำไรได้จำนวนมาก

001var04.jpg

เบื้องต้นสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org  ตรวจสอบข้อมูลที่อยู่ 25/3 หมู่ที่ 3 ถนน บางมูลนาก-ตะพานหิน ตำบลหอไกร อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร จากบริการสอบถามข้อมูล 1133 ได้รับแจ้งว่า เป็นสถานที่ตั้ง บริษัท เคทีบีไซโล จำกัด

ข้อมูลจากการกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า บริษัท เคทีบี ไซโล จำกัด แจ้งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2547 ทุน 750,000,000 บาท ประกอบธุรกิจ ไซโลเก็บพืชผลทางการเกษตร ตั้งอยู่ที่เดียวกับบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เลขที่ 48/7-8 ซอยรัชดาภิเษก 20 ถนนรัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

ปรากฏชื่อ นางสาว เรืองวัน เลิศศลารักษ์ และนางรัตนา แซ่เฮ้ง เป็นกรรมการ

นางสุดา คุณจักร ผู้ถือใหญ่ บริษัท สยามอินดิก้า ถือหุ้นใหญ่อยู่

จากการตรวจสอบพบว่า เดิมที่บริษัทแห่งนี้ มีชื่อว่า บริษัท สยามธัญรักษ์ ไซโล ปรากฏชื่อ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง เป็นผู้ก่อตั้งมีทุน 100 ล้าน ตั้งอยู่ที่ 557/1 ซอยสุทธิพร ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร เป็นกรรมการ ผู้มีอำนาจ มีผู้ถือหุ้น 7 คน นายอภิชาติ ถือหุ้นใหญ่สุด

ก่อนที่จะมีการแจ้งเปลี่ยนชื่อ ที่อยู่ และกรรมการหลายหน รวมถึงการเพิ่มทุนเป็น 750 ล้านบาท

ขณะที่ นายอภิชาติ ลาออกจากตำแหน่งกรรมการ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 และโอนหุ้นไปให้คนใกล้ชิดถือครองแทน

จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2549 บริษัทฯ ได้แจ้งเพิ่มที่ตั้งสำนักงานอีกแห่งหนึ่ง คือ 23/3หมู่ที่3 ถนนบางมูลนาก -ตะพานหิน ตำบลหอไกร อ.บางมูลนาก พิจิตร อีกแห่งหนึ่ง

โดยที่ตั้งดังกล่าว อยู่ใกล้เคียงกับ เลขที่ 25/3 หมู่ที่ 3 ถนน บางมูลนาก-ตะพานหิน ตำบลหอไกร อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ที่ปรากฏอยู่ในสัญญาเช่าไซโล ระหว่าง อคส. กับ นายอเนก ฉัตรไชยศิริ หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วน โรงสี โชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ ตามเอกสารที่นายแพทย์วรงค์นำมาเปิดเผย

สำหรับ หจก.โรงสีโชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2545 มีหุ้นส่วน3 คน นายเอนก ฉัตรไชยศิริ นางสุมาลี. ฉัตรไชยศิริ และนางสาววราภรณ์ ฉัตรไชยศิริ สำนักงานตั้งอยู่ที่ 145 หมู่ที่ 9 ตำบลโพตลาดแก้ว. อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี แจ้งประกอบกิจการโรงสีข้าว และค้าข้าว

เดิมที่มีทุน 5 ล้านบาท ก่อนจะปรับเพิ่มเป็น 100 ล้าน เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2548 โดย นายอเนก ลงหุ้นด้วยเงิน 60 ล้าน ส่วนนางสุมาลี และนางสาววราภรณ์ลงหุ้นด้วยเงิน คนละ 20 ล้าน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2556 หจก.ฯ แจ้งทำเรื่องขอแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ ขอประกอบกิจการให้บริการในการบริหารจัดเก็บสินค้าในคลังสินค้า ปรับปรุงข้าว และบรรจุ

จากการตรวจสอบพบว่า นาย เอนก ฉัตรไชยศิริ มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องอีกจำนวน 3 แห่ง คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โชควรลักษณ์ ค้าข้าว บริษัท กนก เมทัลแลนด์ จำกัด บริษัท กู๊ด ไรซ์ อินเตอร์เทรดดิ้ง จำกัด

แต่เลิกกิจการไปหมดแล้ว

ไม่ปรากฏข้อมูลความเขื่อมโยงกับ คนบริษัทในเครือข่าย สยามอินดิก้าแต่อย่างใด

จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า นายเอนก ฉัตรไชยศิริ นำสิทธิ์อะไรมาลงนาม ให้ อคส. เช่าไซโล ของบริษัท เคทีบี ไซโล จำกัด ในเครือข่ายเสี่ยเปี๋ยง เก็บข้าวจำนวน 2.8 แสนตัน หลายแสนตัน และเรียกเก็บค่าเช่าได้จำนวนหลายล้านบาทต่อเดือนแบบนี้

(ดูหลักฐานประกอบใน: ฟังชัดๆ “หมอวรงค์” ปะทะ “เสี่ยเปี๊ยก” ทุจริตระบายข้าว ในปท. ใครจริง-เท็จ?)

@ การระบายข้าวถุงราคาถูกราคาถูก

กรณีนี้ มีจุดเริ่มต้นจากคณะอนุกรรมาธิการติดตามตรวจสอบเรื่องการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล จากโครงการรับจำนำข้าว ปี 2554/55 ในคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ที่มี พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี ส.ว.สรรหา เป็นประธาน ตรวจสอบพบว่า พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เคยดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ บริษัท สยามรักษ์ จำกัด 1 ในเอกชน 3 ราย ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้จำหน่ายข้าวถุง ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการระบายข้าวจากสต็อกรัฐบาลที่ได้รับมาจากโครงการรับจำนำข้าว

ก่อนที่บริษัทจะขายสิทธิจัดจำหน่ายข้าวคืนให้ 3 บริษัท (หจก.โรงสีโชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ บริษัทสิงห์โตทองไรซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัดและบริษัทเจียเม้ง จำกัด) เนื่องจากไม่มีเครือข่ายในตลาดข้าวถุงและได้ให้เอกสารสัญญาขายข้าวคืนให้กับโรงสีดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน

โดยปรากฏข้อเท็จจริงดังนี้

จากการตรวจสอบบริษัท สยามรักษ์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัทดังกล่าวดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการทำดอกไม้ประดิษฐ์เพื่อการส่งออกและมีชื่อกรรมการบริษัท โดยมีนายทวีศักดิ์ หิรัญรักษ์ เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท มีพ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ และมีนายเกรียงศักดิ์ ประสงค์สุกาญจน์ เป็นกรรมการตั้งแต่ปี 2554 และพ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ ได้ลาออกจากกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2554 ส่วนนายเกรียงศักดิ์ ลาออกจากกรรมการ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2555

จากการตรวจสอบยังพบว่า ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2554 พ.ต.นพ.วีระวุฒิ ซึ่งลาออกจากบริษัทสยามรักษ์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (เคยเป็นผู้ช่วยเลขาุนุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูมิ สาระผล) และต่อมาได้เป็นคณะกรรมการในคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาิติ

ขณะเดียวกันก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการ โดยคณะอนุกรรมการด้านการตลาด, คณะอนุกรรมการกำกับดูแลการรับจำนำข้าว, คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว คณะอนุกรรมการตลาดซื้อ-ขายสินค้าเกษตรแห่งประเทศไทย และคณะอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามการรับจำนำข้าว

อีกทั้งคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า รศ.พ.อ.(พิเศษ)นพ. เกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นรองประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า เป็นพี่ชายของ นายเกรียงศักดิ์ ประสงค์สุกาญจน์ อดีตกรรมการบริษัท สยามรักษ์

รวมทั้งผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า ประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า และกรรมการได้ถูกเสนอแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ผ่านมติคณะรัฐมนตรี

ขณะที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ได้มีการระบายข้าวสารถุงในราคาถูกโดยคิดราคาเพียงครึ่งหนึ่งของราคาตลาด และเป็นที่มาของการเปิดช่องโหว่ของสัญญาต่างๆ ที่ทางอคส. ได้ทำกับโรงสีผู้ปรับปรุงก็ดี และทำกับบริษัทผู้จำหน่ายก็ดี เป็นเหตุให้ข้าวสารถุงที่อ้างว่าจะไปลดค่าครองชีพของประชาชน เพื่อช่วยเหลือประชาชน ใน3 จังหวัดชายแดนใต้ อาจไม่ได้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการฯ ไม่มีการติดตามตรวจสอบกำกับดูแล จากคณะกรรมการต่างๆ ที่มีหน้าที่ตรวจสอบ

phpThumb_generated_thumbnailjpg.jpg

เพราะมีการตรวจสอบพบข้อมูลว่า มีการปล่อยให้มีการนำข้าวสารราคาถูกไปจำหน่ายให้กับกลุ่มพ่อค้า โดยมีส่วนต่างของราคาที่ทำให้รัฐเสียหายอย่างมาก จะเห็นได้ว่าข้าวราคาตลาดในขณะนั้น ราคาประมาณ 15,250 บาืทต่อหนึ่งตัน แต่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ เห็นว่า เพื่อช่วยเหลือประชาชนและลดราคาครั้งหนึ่ง เหลือเพียง 7,625 บาท ต่อหนึ่งตัน ถ้ามีการดำเนินการครบตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จำนวน 2,500,000 ตัน ก็จะเสียหายส่วนต่างนี้ ประมาณ 17,000 ล้านบาท และยังต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงอีกตันละประมาณ 5,000 บาท ก็ยิ่งจะทำให้รัฐเสียหายรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท ถ้าคิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ซึ่งตันหนึ่งประมาณ 13,000 บาท เมื่อเป็นข้าวสาร 1 ตัน จากราคาประมาณ 23,000 บาท

แต่มติดังกล่าวรัฐมีรายได้จากการระบายข้าวสารถุงครั้งนี้ เพียงตันละ 2,645 บาท จะเห็นได้ว่า การดำเนินการดังกล่าวสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างมาก

- การเชื่อมโยงข้อมูล

1.การเชื่อมโยงของบุคคลในหน่วยงานภาครัฐ

1.1 พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ เป็นและเคยเป็น

1.1.1 เคยเป็นกรรมการบริหารของบริษัท สยามรักษ์

1.1.2 เคยเป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายภูมิ สาระผล)

1.1.3 เคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายบุญทรง เตริยาภิรมย์)

1.1.4 เป็นกรรมการคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ

1.1.5. เป็นอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการ ดังนี้

- คณะอนุกรรมการกำกับดูแลการรับจำนำข้าว

-คณะอนุกรรมการพิจารณาการระบายข้าว

-คณะอนุกรรมการตรวจสอบ และติดตาม

-คณะอนุกรรมการตลาดซื้อขายล่วงหน้า

2. รศ.พ.อ.(พิเศษ)นพ. เกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ มีตำแหน่งเป็นรองประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า มีน้องชายชื่อ นายเกรียงศักดิ์ ประสงค์สุกาญจน์ เคยเป็นกรรมการบริษัท สยามรักษ์

การเชื่อมโยงของบริษัทเอกชนกับองค์การคลังสินค้า

1.องค์การคลังสินค้า ได้ประกาศสรรหาบริษัทที่มีคุณสมบัติพร้อมเพื่อทำการปรับปรุงคุณภาพข้าวและบรรจุขนาด 5 กิโลกรัม และ 1 กิโลกรัม กับข้าวขาว 5 % และข้าวเหนียว 10% เมล็ดยาว และผลการสรรหาได้

- บริษัท เจียเม้ง

-บริษัท สิงโตทอง

-หจก.โรงสีโชควรลักษณ์

และได้บริษัทอีก 4 บริษัท แต่ 3 บริษัทที่กล่าวถึงมีพฤติกรรมเชื่อมโยงกับบริษัทผู้แทนจำหน่าย

2.องค์การคลังสินค้า ได้ประกาศสรรหาบริษัทผู้แทนจำหน่ายข้าวสารเพื่อจำหน่ายให้กับร้านค้าทั่วไปการสรรหาได้

-บริษัท สยามรักษ์

-บริษัท คอนไซน์เทรดดิ้ง

-บริษัทร่มทอง

การดำเนินการจัดทำข้าวถุงจำหน่ายเพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ได้มี นโยบายให้จัดทำข้าวถุงโดย อคส. กำหนดราคาไว้ครั้งแรก 13,750 บาทต่อตัน หลังจากดำเนินการไปแล้วราคาข้าวถุงที่จำหน่ายราคาใกล้เคียงกับราคาที่จำหน่ายร้านค้าทั่วไปทำให้ขายไม่ได้

จึงได้พิจารณาหาแนวทางเพื่อลดแนวทางต่อถุง โดยหาเหตุผลว่า เพื่อช่วยเหลือมุสลิมภายใต้ที่ประสบภัยน้ำท่วม โดยกำหนดราคาลดลงเหลือ 7,625 บาทต่อตัน

หลังจากอคส. ได้รับนโยบายให้ลดราคาข้าวลงเหลือ 7,650 บาทต่อตันได้แจ้งให้บริษัท 3 ราย คือ บริษัท สยามรักษ์ ,บริษัท คอนไซน์เทรดดิ้ง และ บริษัทร่มทอง ให้จัดกระจายส่งข้าวถุงให้กับร้านค้าทั่วไป

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของคณะอนุฯ ในจังหวัดหลายจังหวัด ไม่พบว่ามีข้าวถุงจำหน่ายเลยแม้แต่จังหวัดเดียวและได้ทราบต่อมาว่า บริษัทผู้แทนจำหน่ายทั้ง 3 บริษัท ที่มีหน้าที่กระจายข้าวถุงไปร้านค้าทั่วไป ได้ขายคืนให้กับบริษัทปรับปรุงคุณภาพข้าวและบรรจุถุง ได้แก่ บริษัท เจียเม้ง บริษัท สิงโตทอง และหจก.โรงสีโชควรลักษณ์

จากข้อมูลการเชื่อมโยงในส่วนบุคคล หน่วยงานรัฐ และเอกชน ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการดำเนินงานโครงการระบายข้าวถุง ทั้งหมด จึงมีลักษณะส่อว่าจะเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกัน?

(ดูหลักฐานประกอบใน เรื่อง เอ็กซ์คลูซีฟ: เปิดผลสอบฉบับเต็มโครงการระบายข้าวถุง “ยิ่งลักษณ์")

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2556 นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ออกมาระบุว่า คาดว่าจะสามารถสรุปผลการไต่สวนได้อย่างเป็นทางการในช่วงประมาณกลางเดืิอนมกราึคม 2557 นี้ 

นอกจากนี้ ป.ป.ช.ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาไต่สวนอีก 1 ชุด ในประเด็นที่นายศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ส่งข้อมูลมาให้ป.ป.ช. กรณีที่พบความผิดปกติในการระบายข้าวให้กับรัฐบาลอินโดนีเซีย ผ่านองค์กรสำรองข้าวอินโดนีเซีย (บูล็อก) โดยมีบริษัท สยามอินดิก้า จำกัดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ดังนั้น ในปี 2557 ที่จะถึงนี้ คงเป็นปีที่ประชาชน จะได้รับคำตอบที่ชัดเจนจาก ป.ป.ช. ว่า แท้จริงแ้ล้ว โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีปัญหาการทุจริตเกิดขึ้นจริง ตามหลักฐานจำนวนมากที่ปรากฎอยู่ในขณะนี้หรือไม่

และใครจะปรากฎรายชื่อเป็นผู้ต้องรับผิดชอบบ้าง?

Last edited by linc49 (September 15, 2016 11:51 AM)

Offline

#28 September 15, 2016 12:46 PM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 6,494

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

ข่าวก็คือข่าว  รอพิสูจน์ตามมาตรฐานสากล  คงยาก  ไม่ใช่แค่คดีนี้   กะลาแลนด์  แดนลิเกโจร  ปรส.ปรับ สองหมื่นหน้าตาเฉย  ก็ทำสบายๆ

Offline

#29 September 16, 2016 10:24 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

* เพื่อไทย จริงๆ แล้ว เพื่อใคร ...ทักษิณ เจ้าของพรรค พท. นักธุรกิจการเมือง ...ที่อ้างประชาธิปไตยก็แค่ได้มีเลือกตั้งแล้วเข้ามาทำธุรกิจกับภาษีประชาชน..การทำการค้าข้าวแบบ จีทูจี...โกงกับโกง ...ถ้า Government to Government จริงตัวแทนรัฐบาลไทย-จีน ต้องลงนาม โดยเฉพาะ ยิ่งลักษณ์ นั่นแหละ.ต้องลงนาม..แต่ไม่เคยปรากฏ.. .

เจาะข่าวตื้น 66 : เจาะจำนำข้าว (ต๊อบผุ)
photo.jpgSpokeDark TV

เผยแพร่เมื่อ 27 ก.ค. 2012
Shallow News in Depth 66

ติดต่อโฆษณาได้ที่ 087-683-5151
ช่องทางการติดต่อเพิ่มเติม http://www.spokedark.tv/contact-us/
ติดตามรายการตอนใหม่ได้ที่ http://www.facebook.com/spokedarktv

ขอต้อนรับเข้าสู่เจาะข่าวตื้นประจำวันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม 2555 และต่อไปนี้ขอเชิญพบกับพิธีกรสุดฮอต ติดดิน กินข้าวกล่อง รักชีวิตกลางแจ้ง สายลม แสงแดดและกลิ่นโคลนสาบควาย นายจอห์น วิญญู อยากเป็นชาวนา อุครุอะคริ ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เราจะยอมให้แพ้ชาติใดไม่ได้ แต่ทำไมตอนนี้เราโดนชาติอื่นแซงไม่ทิ้งฝุ่นเยี่ยงนี้ วันนี้เจาะข่าวตื้นขอนำเสนอมหากาพย์ของข้าวไทยที่เป็นพืชเศรษฐกิจของใครกัน ? ติดตามได้ในเจาะข่าวตื้นเทปนี้เลย ... นะฮ้าว์ฟฟ

ติดตามรายการของสโป๊กดาร์กทีวีได้ทาง : http://www.spokedark.tv
ติดตามรายการ เจาะข่าวตื้นฯ ได้ทาง : http://jorkawteun.spokedark.tv/
ช่องทางการรับชมใน youtube :
ติดตามข่าวสารและเข้าไปกด like ได้ที่ : http://www.facebook.com/spokedarktv

Last edited by linc49 (September 16, 2016 10:48 AM)

Offline

#30 September 16, 2016 1:07 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

"จำนำข้าว" โกงไม่โกง มาดูกัน!
photo.jpgSpokeDark TV

เผยแพร่เมื่อ 26 ก.พ. 2014
A part from Shallow News in Depth 125

คลิปนี้เป็นส่วนหนึ่งของเจาะข่าวตื้น 125 : จำนำข้าว ไม่โกง? ไม่มี ไม่หนี ไม่ไถ่? ไม่จ่าย!!! (full version)

Offline

#31 September 17, 2016 9:03 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

http://www.matichon.co.th/news/286684

ยิ่งลักษณ์ ระทึก! จ่อปิดสำนวนผิดจำนำข้าว 1-2 วันนี้ ‘วิษณุ’ชี้ ถ้าไม่อุทธรณ์ ยึดทรัพย์ทันที

39-4.jpg
วันที่: 15 ก.ย. 59

“วิษณุ” เผยเตรียมปิดสำนวนยิ่งลักษณ์ ผิดจำนำข้าว 1-2 วันนี้ จีทูจี “บุญทรง” รมว.พาณิชย์จ่อลงนามคำสั่งปกครองแล้ว

เมื่อเวลา 14.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง เข้าใจว่าจะปิดสำนวนภายใน 1-2 วันนี้ จากนั้นคณะกรรมการฯจะส่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อส่งเรื่องต่อมายังนายกฯ ขออนุมัติให้มีการลงนามในคำสั่งปกครองเพื่อให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์รับผิด เมื่อนายกฯให้ดำเนินการต่อ จะส่งไปที่ผู้มีอำนาจลงนามคำสั่ง โดยกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์มี 2 คนคือ นายกฯ กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งในส่วนของนายกฯนั้นสามารถมอบอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลงนามแทนได้ เหมือนกับกรณีการเรียกค่าเสียหายการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่มอบอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงนามแทน ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลงนามแทนนายกฯแล้ว จะลงนามในส่วนของตนเองอีกได้ หรือมอบหมายให้คนอื่นลงนามแทนตนเองก็ได้ แล้วส่งไปให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ทราบ หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ดำเนินการอุทธรณ์ภายในเวลาที่กำหนด จะดำเนินการยึดทรัพย์ได้เลย แต่หากมีการร้องศาลปกครองจะต้องมาดูว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ขอให้คุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ ถ้าศาลปกครองมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราว การยึดทรัพย์จะยังไม่เกิดขึ้น โดยขั้นตอนการยึดทรัพย์จะเป็นของกรมบังคับคดี โดยอาจจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะคณะกรรมการฯยังไม่ได้ชี้ขาด

เมื่อถามถึงกรณีการแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 ที่เพิ่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เกี่ยวข้องกับการเรียกค่าเสียหาย น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า มีการเตรียมการมา 3-4 ปีแล้ว เพื่อให้เรื่องนี้ไปถึงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้วย เพราะ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ครอบคลุมไปถึงแล้ว แต่ตัวระเบียบยังไม่ถึง ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งตนไม่ยอมให้แก้อะไรแล้วมากระทบคดีความเป็นอันขาด เพราะหากทำให้หนักขึ้นจะกลายเป็นแกล้งเขา ถ้าเบาลงจะกลายเป็นช่วยเขา จึงไม่ควรทำอะไรทั้งนั้น เรายึดตามระเบียบเดิมที่มีมาตั้งแต่ พ.ศ.2539

เมื่อถามถึงสาเหตุที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังไม่ได้ลงนามคำสั่งปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับพวก เป็นเพราะอะไร รองนายกฯกล่าวว่า “อย่าไปถามถึงสาเหตุเลย ผมว่าภายใน 1-2 วันนี้ กว่าผู้สื่อข่าวจะพาดหัวมันอาจจะเสร็จไปแล้วก็ได้”

Offline

#32 September 17, 2016 10:23 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

* ผู้เชี่ยวชาญจาก Deutsche Bank เรียก การตัดสินใจของ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ให้ราคาสูงกว่าตลาด 50% ว่า "A crazy decision"
แต่เหตุยังไม่เกิดในตอนนั้นที่เริ่มโครงการ แต่ท้ายที่สุดความจริงก็เปิดเผยคือ เพื่อโกง ในโครงการรับจำนำข้าวสมัยยิ่งลักษณ์ นั่นเองเพราะเป็นรัฐบาลกำหนดราคารับจำนำแบบคนบ้าคือให้ราคาสูงกว่ามูลค่าข้าวที่รับจำนำ

http://finance.yahoo.com/news/crazy-dec … 00132.html

A crazy decision led Thailand to stockpile tons of rice, but everything could be about to change

a-crazy-decision-led-thailand-to-stockpile-tons-of-rice-but-everything-could-be-about-to-change.jpg

Business Insider   
Jonathan Garber
May 15, 2016

Thailand rice
More
(Reuters/Nir Elias)
Workers at the Udon Permsin rice mill pile up sacks full of rice to for storage in the northeast province of Udon Thani, Thailand

In 2011, Thailand was the world's largest exporter of rice, accounting for about 30% of the global market.

But then prime minister Yingluck Shinawatra introduced a controversial rice scheme where the government would pay farmers almost 50% more than market prices.

The idea was that since almost 40% of Thailand's labor force worked in agriculture, then it would make the average Thai wealthier while also creating a rice shortage by taking supply off of the market. In theory, the government would then be able to sell the rice at an even higher price.

But prices didn't rise as much as the Thai government was anticipating, and then competitors — India and Vietnam — began to flood the market and lower their prices. That left Thailand with a ballooning inventory of rice and warehouses filled to the brim.

Fast forward to 2016, and Shinawatra has been out of office for two years after being removed by a military coup. Thailand is now the No. 2 rice exporter in the world, trailing rival India, and its rice stockpile is still enormous.

screen%20shot%202016-05-12%20at%202.25.26%20pm.png

Thailand rice
More
(Deutsche Bank)

But there might finally be some relief in sight. The El Niño of 2015-16 has caused drought conditions across much of China, India, and Southeast Asia. And while farmers in Thailand and elsewhere in the region are being devastated by the weather, the Thai government has an opportunity to unload a good portion of its stockpile.

Here's Deutsche Bank (emphasis added):

According to the US Department of Agriculture (USDA), Thailand's rice inventory is set to drop by almost 50% to 5.2mn MT in 2016 on the back of a projected decline in domestic output to a five-year low of 15.8mn MT.

And the good news doesn't stop there.

Deutsche Bank says (emphasis added):

It is highly plausible, in our view, that Thailand would take this El Niño episode as an opportunity to clear its huge stockpile and regain market share as shipments of rival exporters will likely be curbed by reduced domestic output.

Last edited by linc49 (September 21, 2016 11:15 AM)

Offline

#33 September 21, 2016 11:18 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

เรืองไกร ได้สมหวัง รมว.-ปลัดพาณิชย์ เซ็นเรียกค่าเสียหายข้าว GtoG แล้ว

http://www.prachachat.net/news_detail.p … 1474275260

รมว.-ปลัดพาณิชย์ เซ็นหนังสือบังคับทางปกครองเรียกค่าเสียหายข้าว GtoG แล้ว

14742752601474275330l.jpg

19 ก.ย. 2559 เวลา 15:51:08 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

รมว.-ปลัดพาณิชย์ เซ็นหนังสือบังคับทางปกครองเรียกค่าเสียหาย GtoG ข้าวแล้ว เตรียมแจ้ง 6 คนขีดเส้น 30 วันชดใช้

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงนามในหนังสือบังคับทางปกครองเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากการขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับนักการเมืองและข้าราชการ 6 ราย มูลค่าความเสียหาย 20,000 ล้านบาท ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีในการเซ็นหนังสือบังคับทางปกครองแทนนายกรัฐมนตรีแล้ว

เช่นเดียวกับทางด้าน น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงนามในฐานะ รมว.พาณิชย์แล้ว

โดยขั้นตอนหลังมีการลงนามในหนังสือบังคับทางปกครอง ฝ่ายกฎหมายจะแจ้งเรื่องไปยังผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 ราย เพื่อให้รับทราบ โดยมีกำหนดให้ตอบรับหรือหากจะโต้แย้งก็ต้องดำเนินการภายใน 30 วัน หากเพิกเฉยจะส่งหนังสือแจ้งเตือนรอบที่ 2 และมีระยะเวลา 15 วัน หากยังเพิกเฉยอีกก็จะส่งเรื่องไปยังกรมบังคับคดี เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์ต่อไป

"รู้สึกธรรมดากับการลงนามในครั้งนี้ เพราะเป็นไปตามขั้นตอน และมีการศึกษาข้อกฎหมายไปก่อนหน้าการลงนามแล้ว" นางอภิรดีกล่าว

รายงานข่าวระบุว่า มูลค่าความเสียหายจากขายข้าวจีทูจีนักการเมือง-ข้าราชการ รวมทั้งสิ้น เท่ากับ 20,000 ล้านบาท ประกอบด้วยนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ 1,770 ล้านบาท นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ 2,300 ล้านบาท

ขณะที่ข้าราชการประกอบด้วย พล.ต.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ ต้องจ่ายคนละ 4,000 ล้านบาท

Offline

#34 September 22, 2016 11:59 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

ยิ่งลักษณ์ ..ไม่ทราบว่าเอาตรรกะอะไรมาอ้างว่า ....เป็นคู่ขัดแย้ง ....ตอนที่สืบพยานโจทก์ ก็สงสัยเหมือนกันทำไมต้องสร้างกระแสไปศาล..พร้อมลูกหาบ ..อันนั้นมันจะเข้าข่ายข่มขู่พยานหรือเปล่า แม้ไม่ได้พูดก็ตาม...แต่ก็ไม่ได้คิดมากขนาดนั้น ...และตามโพสต์ในกระทู้นี้ ที่ #21 ก็มาสังเกตุเทคติกในการสืบพยานของทนายจำเลยที่ไล่ถาม น.ส.สุภา ปิยะจิตติ แต่ พยานก็ตอบได้ตรงแถมตอกย้ำเจ็บอีกด้วย อ่านถ้อยคำแล้วเหมือนทนายโจทก์เป็นผู้ถามซะอีก ตรงนี้ทนายจำเลยพยายามซักเผื่อว่ามีขัดแย้งกับที่เคยให้การไว้กับทนายโจทก์ ...โดย...ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทนายฝ่ายจำเลยมักยกคำให้การของพยานฝ่ายโจทก์ และนำมติคณะรัฐมนตรีขณะนั้น รวมถึงบางคำสั่งต่าง ๆ ที่พยานพ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลังไปแล้ว มาซักถามหลายครั้ง ทำให้องค์คณะผู้พิพากษาต้องพูดจาห้ามปราม และให้ซักถามในประเด็น ส่วนประเด็นอื่น ๆ ให้นำสืบเอง เนื่องจากสามารถค้นหาได้อยู่แล้ว พร้อมทั้งให้ฝ่ายโจทก์และจำเลยหาข้อมูลว่า คณะรัฐมนตรีมีมตินำเงินรายได้จากการระบายข้าวมาทำจำนำข้าวใช้อำนาจอะไร ทำให้ทนายฝ่ายจำเลยต้องลดจำนวนคำถามลง โดยในวันนี้มีคำถามทั้งหมดประมาณ 162 คำถาม....ตกลง..พยานคนใดที่ให้การไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตนถือว่าเป็นคู่ขัดแย้ง!??....ภาษาหมอความ

1102e47f.jpg
* กลายเป็นตัวเองถูกตั้งกรรมการสอบ เพื่อปิดปากจาก รมต. คลัง สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 

http://www.prachachat.net/news_detail.p … 1474519470

"ยิ่งลักษณ์" ส่งทนายยื่น ป.ป.ช.ค้านตั้ง "สุภา" ประธานอนุกรรมการไต่สวน 6 คดี อ้างเป็นคู่ขัดแย้ง

updated: 22 ก.ย. 2559 เวลา 11:41:12 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

14745194701474519494l.jpg

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ก.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ายื่นหนังสือเป็นครั้งที่ 8 ถึง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. โดยมี นายพูลศักดิ์ คูณสมบัติ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักการข่าวและกิจการพิเศษ เป็นผู้รับหนังสือแทน เพื่อยืนยันการคัดค้านการแต่งตั้ง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง ในคดีที่กล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทั้งหมด 15 คดี โดยใน 6 คดี มี น.ส.สุภาเป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ เช่น กรณีถูกกล่าวหาแทรกแซงหรือเอื้อบุคคลในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กรณีกล่าวหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำ กรณีถูกกล่าวหาเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ชุมนุมทางการเมือง และมี 1 คดี ที่มีนายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว แต่กลับมาเป็นอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงด้วย

นายนรวิชญ์กล่าวว่า ในสมัยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น น.ส.สุภาเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา และเป็นประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ก็มีเหตุให้ข้อมูลการปิดบัญชี หลุดออกไปถึงมือนักการเมืองฝ่ายค้านในขณะนั้น นอกจากนี้ น.ส.สุภา และนายวิชา ยังเคยไปเป็นพยานเบิกความในฐานะพยานฝ่ายโจทก์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งถือเป็นคู่ขัดแย้งอย่างชัดเจน น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงเห็นว่าจากข้อเท็จจริงดังกล่าว หากปล่อยให้ น.ส.สุภา เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงและนายวิชาที่พ้นตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.ไปแล้ว กลับมาเป็นอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงอีก จะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการไต่ส่วนข้อเท็จจริง ทั้งๆ ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีทั้งหมดถึง 9 ท่าน แต่เหตุใดถึงให้ น.ส.สุภา เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ถึง 6 คดี

14745194701474519508l.jpg

นายนรวิชญ์กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เคยยื่นร้องคัดค้านมาแล้วถึง 7 ครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล ดังนั้น เพื่อรักษาสิทธิตามกระบวนการยุติธรรมที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งของคณะกรรมการป.ป.ช. และเพื่อให้คดีของอดีตนายกรัฐมนตรีได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้องและเป็นธรรม จึงขอคัดค้านความเห็นของคณะกรรมการป.ป.ช. ตามหนังสือสำนักงาน ป.ป.ช. ที่ปช 0012/1216 ลงวันที่ 29 ส.ค.59 และเพื่อยืนยันหลักฐานทางเอกสาร และพฤติกรรมแห่งการปฏิบัติตนของน.ส.สุภาและนายวิชา ในฐานะเป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง และอนุกรรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง ว่าไม่เหมาะสมอย่างไร โดยเฉพาะประเด็นใหม่ที่มีการยื่นเพื่อขอคัดค้านเพิ่มเติมครั้งนี้ คือรายละเอียดการให้การในชั้นศาลในคดีจำนำข้าวของน.ส.สุภา

นายนรวิชญ์ กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช.ส่งหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อแจ้งให้ทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง มีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น กรณีมีหน้าที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบในการเก็บกัก ควบคุม ระบาย หรือบริหารจัดการน้ำ เป็นเหตุให้เกิดมหาอุทกภัยในปี 2554 ซึ่งหนังสือดังกล่าวเป็นการแจ้งในน.ส.ยิ่งลักษณ์ ลงนามรับทราบในคำสั่งดังกล่าว และแจ้งกลับมายัง ป.ป.ช.ภายใน 15 วัน ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวก็มี น.ส.สุภา เป็นประธานประธานอนุกรรมการไต่สวนฯ ด้วยเช่นกัน

Last edited by linc49 (September 22, 2016 12:12 PM)

Offline

#35 September 22, 2016 10:56 PM

jungle
Member
Registered: July 26, 2015
Posts: 320

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

ท่าน จขกท. เก็บข้อมูลได้ละเอียดมากที่สุดเท่าที่เคยทราบ
ขอความกรุณาท่าน เจาะ คดี ปรส., ประกันราคาข้าว, คดีโรงพักที่มีแต่เสา, คดีใช้เอกสารปลอมของนายกฯอภิสิทธฺ์ คดี GT200  เรือเหาะ(ที่เหาะไม่ได้)และอีกหลายๆ มากมายคดี ที่รัฐเสียหาย และเป็นตัวอย่างที่เลวให้สังคม หวังในความกรุณาจากท่านเพื่อประเทศไทย ขอท่านโปรดดำเนินการให้ละเอียดแบบคดีที่ท่านเจาะในกระทู้นี้  ด้วยความเคารพและขอบคุณค่ะ

Last edited by jungle (September 24, 2016 1:26 AM)

Offline

#36 September 23, 2016 11:29 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

jungle wrote:

ท่าน จขกท. เก็บข้อมูลได้ละเอียดมากที่สุดเท่าที่เคยทราบ
ขอความกรุณาท่าน เจาะ คดี ปรส., ประกันราคาข้าว, คดีโรงพักที่มีแต่เสา, คดีใช้เอกสารปลอมของนายกฯอภิสิทธฺ์ คดี GT200  เรือเหาะ(ที่เหาะไม่ได้)และอีกหลายๆ มากมายคดี ที่รัฐเสียหาย และเป็นตัวอย่างที่เลวให้สังคม หวังในความกรุณาจากท่านเพื่อประเทศไทย ขอท่านโปรดดำเนินการให้ละเอียดแบบคดีที่ท่านเจาะในกระทู้นี้  ด้วยความเครรพและขอบคุณค่ะ

คดี ปรส. คดีโรงพักที่มีแต่เสา คดีใช้เอกสารปลอมของนายกฯอภิสิทธฺ์ คดี GT200  เรือเหาะ(ที่เหาะไม่ได้)..เคยเขียนลงอยู่ในเว็บ..ที่เป็นเวอร์ชั่นก่อนของ เว็บนี้ ซึ่งลบไปแล้ว และเว็บอื่นๆ ยัน เว็บ สมัย ประชาไท ครับ มีเพียง คดีประกันราคาข้าวที่จำไม่ได้ว่าเขียนหรือไม่ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่จะหาได้ และสถานะการณ์ที่ช่วงนั้นๆว่าเป็นอย่างไรด้วย รวมถึงเวลาว่างที่มีอยู่ครับ

กรณี คดี ปรส. เรื่องราวพอติดตาม เข้าใจได้จาก ..ไทยรัฐ กรณี อมเรศ ศิลาอ่อน เมื่อ 2555 นั่นศาลชั้นต้น ศาลชั้นอุทธรณ์ ยกฟ้อง 2557 และ  ปีนี้ 2559 ฎีกายืนคุก 2 ปี รอลงอาญา 'อมเรศ ศิลาอ่อน' ขายหนี้เน่า ปรส.ไม่โปร่งใส 26 สค 2559 http://www.thairath.co.th/content/702760

1369804775-6010475275-o.jpg

ส่วนที่จะแนะนำให้หาอ่านจาก ตามลิงค์ นี้ ครับ pantip ที่เขียนว่ามีแยกอยู่ 5 คดี ซึ่งคงต้องตามกันต่อไป จะจบอย่างไรบ้าง กรณี 'อมเรศ ศิลาอ่อน' โทษคือ ไม่เรียกเงินวางชนะประมูล ส่วนแรก 20% เป็นเงิน 2,304 ล้านบาท จากประมูล 11,520 ล้านบาท โดยมีเพียงวางหลักประกันเป็นเงิน 10 ล้านเท่านั้น

Offline

#37 September 24, 2016 1:25 AM

jungle
Member
Registered: July 26, 2015
Posts: 320

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

ขอบคุณค่ะ จะได้ติดตามอ่านต่อไป
ไม่ทราบคดีใช้เอกสารปลอมสมัครงาน และฯลฯ ของ คุณอภิสิทธิ์ อดีตนายกฯท่านได้เจาะไว้บ้างหรือไม่ เพราะบุคคลนี้ดีแต่พูด  ได้ทำลายกฎเกณฑ์ของประเทศหลายคดี ไม่สมควรเป็นผู้บริหารประเทศอย่างยิ่ง

Offline

#38 September 24, 2016 12:24 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

Prachatai

ก.คลังสรุปแล้ว 'ยิ่งลักษณ์' ต้องจ่าย 3.5 หมื่นล้านบาท ค่าเสียหายจำนำข้าว

Sat, 2016-09-24 15:54

อธิบดีกรมบัญชีกลางเผยผลพิจารณาคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งกรณีเรียกร้องค่าเสียหายจำนำข้าว ระบุ 'ยิ่งลักษณ์' ต้องชดเชย 3.5 หมื่นล้านบาท คิดจากค่าเสียหาย 2 โครงการจำนำข้าว ฤดูกาลผลิตข้าวนาปี 2555/2556 และ 2556/2557 วงเงินความเสียหายรวม 1.78 แสนล้านบาท แต่ในฐานะผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบค่าเสียหายในสัดส่วน 20% ที่เหลือ 80% ผู้ทำให้เกิดความเสียหายรองลงมาต้องรับผิดชอบตามสัดส่วน

24 ก.ย. 2559 เว็บไซต์ข่าวสด รายงานว่านายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง เปิดเผยว่า ส่งข้อสรุปเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจำนำข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไปยัง น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะกำกับดูแลกรมบัญชีกลางแล้ว กระบวนการหลังจากนี้จะส่งหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานที่เสียหายจำนำข้าว คือ สำนักนายรัฐมนตรี ในฐานะต้นสังกัดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และส่งไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อให้ลงนามคำสั่งทางปกครองให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดชอบค่าเสียหาย

นายมนัสกล่าวว่า ในส่วนค่าเสียหายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องชดเชยให้รัฐอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท เป็นการคิดจากค่าเสียหายใน 2 โครงการจำนำข้าวคือโครงการรับจำนำในฤดูกาลผลิตข้าวนาปี 2555/2556 และฤดูกาลผลิตข้าวนาปี 2556/2557 วงเงินความเสียหายรวม 1.78 แสนล้านบาท น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบค่าเสียหายในสัดส่วน 20% ที่เหลือ 80% ผู้ทำให้เกิดความเสียหายรองลงมาต้องรับผิดชอบตามสัดส่วน

นายมนัสกล่าวว่า ข้อสรุปครั้งนี้เรียกร้องค่าเสียหายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์เพียงคนเดียว เนื่องจากคณะกรรมการฯ ชุดนี้พิจารณาความผิดตามข้อสรุปของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดที่มีนายจิรชัย มูลทองโร่ย เป็นประธานส่งเรื่องมา และเป็นไปตามที่ป.ป.ช.ชี้มูล น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างไรก็ตามคณะกรรมการชุดนายจิรชัยสรุปความเสียหายจำนำข้าวรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไว้ที่ 2.8 แสนล้านบาท โดยเป็นการคิดความเสียหายใน 4 ฤดูกาลตั้งแต่ปี 2554-2557 ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งได้นำสำนวนดังกล่าวมาพิจารณา ประชุมถึงเรื่องนี้ถึง 13 ครั้ง สรุปว่าควรคิดค่าเสียหายเพียง 2 ฤดูการผลิตหลัง

แม้ว่าจะเกิดความเสียหายในฤดูกาลผลิตข้าวนาปี 2554/2555 และข้าวนาปรัง 2555 วงเงิน 1.15 แสนล้านบาท แต่พบว่าข้อมูลที่หน่วยงานตรวจสอบต่างๆส่งมาให้น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นเพียงข้อเสนอแนะที่ให้ระวังเกี่ยวกับการดำเนินโครงการรับจำนำว่ามีความเสี่ยงขาดทุน และให้มีการตรวจสอบป้องกันและแก้ไข ซึ่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้มีการส่งข้อเสนอแนะจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ ป.ป.ช. สตง. ไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับจำนำข้าวแล้ว ซึ่งเท่าที่ดูในข้อเท็จจริงพบว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอจะรับฟังได้ว่าได้ทราบอย่างแน่ชัดถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงถือว่าไม่ได้จงใจละเมิดหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการทำโครงการรับจำนำใน 2 ฤดูกาลแรกนายมนัสกล่าว

นายมนัสกล่าวต่อว่า มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายกับการดำเนินการในฐานะผู้บังคับบัญชา ถ้าพูดกันในเชิงนโยบายนั้นไม่ถือว่าเป็นการละเมิด นโยบายไม่ใช่การกระทำจึงไม่ใช่การละเมิด แต่สิ่งที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งพิจารณาคือน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของรัฐบาลในขณะนั้น จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าว หลังจากที่ทราบอย่างชัดเจนว่าเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว ก็ไม่ได้สั่งชลอหรือทบทวนโครงการ

นายมนัส กล่าวว่า ส่วนความเสียหาย 80% ที่เหลือ คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งเสนอแนะไปว่า หน่วยงานที่เกิดความเสียหายต้องมีการสืบสวนและต้องเรียกความเสียหายดังกล่าว โดยมีระยะเวลาเรียกค่าเสียหายภายใน 10 ปีนับจากเกิดความเสียหาย ส่วนกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น หากไม่เห็นด้วยกับการเรียกร้องค่าเสียหายตรงนี้ สามารถฟ้องศาลปกครอง เพื่อเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง หลังจากที่ได้รับคำสั่งทางปกครองแล้วได้ แต่ถ้าไม่คัดค้านจะเข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์เพื่อชดใช้ความเสียหาย เชื่อว่าน.ส.ยิงลักษณ์ต้องฟ้องคัดค้านแน่ ไม่ได้กังวล เพราะถือเป็นการทำตามหน้าที่ ไม่ได้ไปกลั่นแกล้งใคร และยืนยันว่าการเมืองไม่ได้แทรกแซงการพิจารณาครั้งนี้

yingluck-shinawatra-ousted.jpg

Last edited by linc49 (September 24, 2016 12:27 PM)

Offline

#39 September 29, 2016 11:31 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

http://www.matichon.co.th/news/300584

‘บิ๊กตู่’มอบ รมว.คลัง ลงนามเรียกค่าเสียหายจำนำข้าวยิ่งลักษณ์แทน มั่นใจเช็กบิลทันเวลา

32-12-e1474972391448.jpg
วันที่: 27 ก.ย. 59

“บิ๊กตู่” มอบ “รมว.คลัง” ลงนามเรียกค่าเสียหายจำนำข้าว “ยิ่งลักษณ์” แทน ย้ำมาตรา 44 ไม่ได้ชี้ถูกผิด หวังคุ้มครอง จนท.ให้กล้าทำงาน มั่นใจเช็กบินทันเวลา

เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 27 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีการดำเนินคดีต่อโครงการรับจำนำข้าวกับนักการเมืองและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปตลอดเวลา ซึ่งตนยืนยันว่า ทุกคดีไม่เคยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแต่รออยู่แล้วทั้งหมด ตนมีหน้าที่ในการอำนวยความเป็นธรรมให้ฝ่ายกฎหมาย ศาล กระบวนการยุติธรรมทำงาน ไม่ได้ไปใช้อำนาจในการชี้ผิดชี้ถูก เพียงแต่ป้องกันเจ้าหน้าที่เขาไว้หน่อย เช่นนั้นเขาไม่กล้า อย่างเช่นกรณีที่ผ่านมามีการขู่เจ้าหน้าที่กันเยอะไปหมด ดังนั้น ตนก็ต้องมีมาตรา 44 เพื่อปกป้องข้าราชการ แต่ไม่ใช่เพื่อปกป้องให้เขารังแกคน แต่เพื่อให้เขากล้าทำงาน ไม่เช่นนั้นก็จะมีปัญหาในการทำงานวันข้างหน้า

มาตรา 44 ผมไม่ได้ไปชี้ผิดถูก ไม่ได้เอามาตัดสินกรณีโครงการรับจำนำข้าว แต่เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะผิดจะถูกไปสู้กันตรงนั้น ตามหลักฐานที่มีอยู่และไม่ต้องห่วงในเรื่องระยะเวลา ดำเนินการทันอยู่แล้ว เวลานี้อยู่ในขั้นตอนของกระทรวงการคลังที่ดำเนินการให้ทันเวลาแน่นอน ลักษณะเดียวกับของกระทรวงพาณิชย์ นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า ในส่วนที่มีการเรียกค่าเสียหาย 80-20 นั้นคือ ใน 80 เป็นเรื่องหลายส่วนที่ต้องมารับผิดชอบ ไม่ใช่ข้าราชการทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดมี 850 คดี ที่ต้องหาผู้มารับผิดชอบ ส่วน 20 นั้นรับผิดชอบทางนโยบาย ฉะนั้นจะมีทั้งระดับสูงระดับกลางที่เกี่ยวข้อง โดยยืนยันว่าไม่ได้รังแกข้าราชการ แต่อยากให้เป็นบทเรียนให้รู้ว่าอะไรผิดถูก จะได้ไม่คล้อยตามไปหมด ยืนยันว่าพยายามเต็มที่ ในการแก้ไขปัญหาประเทศชาติให้ได้โดยเร็ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าในกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะลงนามเรียกค่าเสียหาทางแพ่งเองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า กำลังดูอยู่ ถ้ามันคล้ายคลึงกันกับกรณีของจีทูจี ก็มอบหมายให้รัฐมนตรีลงนาม ซึ่งรัฐมนตรีก็สามารถมอบต่อได้ เหมือนกับคดีของกระทรวงพาณิชย์

เมื่อถามว่าเหตุผลที่ไม่ลงนามเองคืออะไร นายกฯกล่าวว่า เขาบังคับให้ตนลงนามเองหรือเปล่า และจริงๆ ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวง ข้าราชการเป็นคนรับผิดชอบเพราะเป็นกรรมการในการตรวจสอบ ฉะนั้น รัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีก็เซ็นในนามผู้บริหารราชการสามารถมอบหมายกันได้ โดยมีสองขั้นตอน

เมื่อถามย้ำว่าจะมอบหมายให้ รมว.คลัง เป็นผู้ลงนามใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เขาเป็นหัวหน้าตั้งคณะทำงานนี้ขึ้นมา ซึ่งมีสองคณะ โดยคณะแรกเป็นกระทรวงพาณิชย์ เป็นการคิดทั้งสี่ฤดูกาล แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบสองฤดูกาล ส่วนเรื่องระยะเวลาต้องดำเนินการให้ทันเดือนก.พ.ปี 2560 เพราะคดีจะหมดอายุความตอนนั้นยังไงก็ต้องทำ

ขอให้เข้าใจว่าการทำงานไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องตรวจสอบทุกคลัง ตรวจสอบบัญชี ไล่หาทุกที่ ทุกคลังไม่ตรงกัน ทั้งข้าวหอมข้าวขาว กลายเป็นข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิกลายเป็นปลายข้าวนายกฯกล่าว

เมื่อถามว่าจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูในเรื่องการเรียกค่าเสียหายร่วม 80 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมมีอยู่แล้ว ซึ่งส่วนนี้มีทั้งข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และฝ่ายการเมืองส่วนต่างๆ เรื่องนี้มีหลายคดี และรัฐมนตรีก็ทำในสิ่งที่ ป.ป.ช.และ ศอ.ตช.เตือน แต่ไม่ระงับยับยั้ง และในส่วนการทุจริตข้างล่างก็ต้องมีผู้รับผิดชอบเพิ่ม รวม 850 คดี เวลานี้มอบหมายให้ ศอ.ตช. ไปดูเรื่องการบริหารข้างบนว่าใครจะต้องได้รับการตรวจสอบบ้างเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และจะเป็นการทำงานร่วมกับฝ่ายกฎหมายด้วย

Offline

#40 October 2, 2016 12:07 PM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

http://www.isranews.org/isranews-scoop/ … awutt.html

ย้อนข้อมูล‘วีระวุฒิ’จิ๊กซอว์สำคัญ! คดีข้าวจีทูจี ก่อนเผ่นหนีกัมพูชา-ใครช่วย?

วันพุธ ที่ 13 มกราคม 2559 เวลา 13:44 น.

“… ‘หมอโด่ง’ เป็นหนึ่งใน “จิ๊กซอว์” ชิ้นสำคัญ ในการระบายข้าวจีทูจีครั้งนี้ จึงไม่น่าจะแปลกใจเท่าใดนักที่จะหลบหนีไปต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ อสส. ตรวจสอบพบว่า อาจจะกบดานอยู่ที่กัมพูชา เพราะหากไม่หลบหนี คงยากที่จะต่อสู้คดีได้ แต่คำถามสำคัญที่น่าสนใจคือ ‘หมอโด่ง’ หลบหนีไปกับใคร หลบหนีไปได้อย่างไร มีใครคอย ‘เอื้อเฟื้อ’ ช่วยเหลือหรือไม่ ?...”

PIC-mordong-13-1-59_1.jpg

“เท่าที่ทราบจากการข่าวคือภายหลังที่ศาลฎีกาฯประทับรับฟ้องคดีระบายข้าวจีทูจี นพ.วีระวุฒิ ก็หลบหนีไปทันที ซึ่งขณะนี้คาดว่าอยู่ที่ประเทศกัมพูชา และอยู่ระหว่างประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามตัวกลับมา แต่ข้อมูลส่วนนี้ยังไม่ชัดเจน ต้องรอความชัดเจนมากกว่านี้ก่อน”

เป็นคำยืนยันของนายกิตตินันท์ ธัชประมุข รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานรับผิดชอบคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ระบุถึงพฤติการณ์หลบหนีของ ‘หมอโด่ง’ หรือ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ (นายบุญทรง เตริยาภิรมย์) หนึ่งในจำเลยคดีระบายข้าวจีทูจี ที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกหมายจับไปก่อนหน้านี้

(อ่านประกอบ : ‘วีระวุฒิ’เผ่นกัมพูชา! อสส.ฟ้องเพิ่ม 7 เอกชนพันคดีข้าวจีทูจีชุด‘บุญทรง’)

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไม ‘หมอโด่ง’ ต้องหลบหนี ทั้งที่บรรดาอดีตรัฐมนตรีทั้งนายบุญทรง และนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ รวมถึงข้าราชการระดับสูงในกระทรวงพาณิชย์ และเอกชนอีกหลายรายยังอยู่สู้คดี ?

หรือเป็นไปได้ว่า ‘หมอโด่ง’ คือตัวละครสำคัญในคดีนี้ !

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ย้อนข้อมูลพฤติการณ์ของ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ ในกรณีระบายข้าวจีทูจี มานำเสนอให้สาธารณชนรับทราบอีกครั้ง ดังนี้

หนึ่ง ตามสำนวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการตั้งประเด็นไต่สวนว่า มีการแบ่งหน้าที่ให้ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ และนายนิมล รักดี (โจ – หนึ่งในผู้ถูกชี้มูลความผิดกรณีดังกล่าว) นำข้าวไปขายผู้ประกอบการค้าข้าวหรือไม่

ซึ่งพบว่า ในสัญญาการซื้อขายข้าว 4 ฉบับ จำนวนรวมกว่า 6.3 ล้านตัน รวมมูลค่ากว่า 6.6 หมื่นล้านบาท กับบริษัท จีเอสเอสจี นั้น สัญญาทั้ง 3 ฉบับแรก มีปัญหาแค่ว่า การซื้อขายข้าวแบบจีทูจีนั้นดำเนินการจริงหรือไม่เท่านั้น

แต่ในสัญญาที่ 4 ข้าวนาปี 2554/2555 ข้าวนาปรัง 2555 กับบริษัท ไห่หนาน ปริมาณ 6.5 พันตัน จำนวนเงิน 847 ล้านบาทเศษ ที่มี นายลิตร พอใจ เป็นผู้รับมอบอำนาจ พบว่า มีนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายฑิฆัมพร นาทวรทัต อดีต ผอ.สำนักการค้าต่างประเทศ และนายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือทีปวัชระ อดีตเลขานุการกรมฯ เป็นผู้เจรจาฝ่ายไทย

ซึ่งปรากฏชื่อของ นายบุญทรง และ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ เป็นผู้ให้ความเห็นชอบ

หลังจากทำการซื้อขายข้าวในสัญญาที่ 4 มีผู้ประกอบการค้าข้าว 3 กลุ่มเข้ามาร่วมรับซื้อข้าว โดยใช้แคชเชียร์เช็คจ่ายให้แก่กรมการค้าต่างประเทศ โดยมี พ.ต.นพ.วีระวุฒิ และนายโจ ซึ่งเป็นคนของบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เข้าไปเกี่ยวข้องในการซื้อขายครั้งนี้

เท่ากับว่า ในการซื้อข้าวครั้งที่ 4 เป็นการรับซื้อต่อภายในประเทศ มิได้มีการส่งออกนอกประเทศแต่อย่างใด เป็นการบริหารจัดการโดยบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ซึ่งมีนายอภิชาต จันทร์สกุลพร หรือ “เสี่ยเปี๋ยง” เป็นเจ้าของ รวมถึงบรรดาบริษัทในเครือข่าย

จนนำไปสู่การชี้มูลความผิดนักการเมือง-ข้าราชการระดับสูง-เอกชน รวม 21 รายในกรณีดังกล่าว เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2558 ที่ผ่านมา

สอง ก่อนหน้าที่ ป.ป.ช. จะชี้มูลความผิด “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ (ขณะนั้น) ได้เปิดประเด็น เกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลในการระบายข้าวในสต็อกรัฐบาล จากโครงการรับจำนำข้าว ในส่วนของการระบายข้าวในประเทศ ซึ่งเป็นข้อมูลต่อเนื่องจากปัญหาการระบายข้าวแบบจีทูจี ในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2557 ที่รัฐสภา ด้วย

“หมอวรงค์” โชว์หลักฐานกลางรัฐสภา กรณีองค์การคลังสินค้า (อคส.) ขายข้าวขาว 8 แสนกิโลกรัม ราคาตันละ 5,700 บาท ให้แก่โรงสีโชควรลักษณ์ โดยโรงสีโชควรลักษณ์นำไปขายต่อแก่โรงสีแห่งหนึ่งที่ จ.กำแพงเพชร ในราคาตันละ 12,000 บาท โดยใช้แฟกซ์โอนใบมอบอำนาจแค่ใบเดียวราคา 5 บาท แต่ฟันกำไรถึง 6,300 บาท/ตัน และเป็นการขายก่อนที่จะได้ข้าวมาจากรัฐบาล โดยระบุสาเหตุที่ขายในราคาต่ำเช่นนี้ได้ เนื่องจากเจ้าของโรงสี จ.กำแพงเพชร ชื่อ “เสี่ยเปี๊ยก” ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “เสี่ยเปี๋ยง” ทีเป็นายทุนผูกขาดการค้าขายข้าวรายใหญ่ และมีความใกล้ชิด “นายใหญ่” ที่อยู่ต่างประเทศ

ก่อนจะโชว์เอกสารสำคัญชิ้นที่สอง คือ หนังสือสัญญานาปรัง ไซโล อคส. 1/2555 ซึ่งเป็นสัญญาเช่าไซโลระบบควบคุมบรรยากาศเพื่อจัดเก็บรักษาข้าวสาร (โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555) โดยเป็นการลงนามร่วมกันระหว่าง พ.ต.ต.ศราวุฒิ สกุลมีฤทธิ์ ผอ.อคส. "ผู้เช่า" กับนายเอนก ฉัตรไชยศิริ หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วน โรงสี โชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ “ผู้ให้เช่า”

ซึ่งการเช่าไซโลข้าวดังกล่าว ปรากฏชื่อของ เคทีบี ไซโล ตั้งอยู่เลขที่ 25/3 หมู่ที่ 3 ถนน บางมูลนาก-ตะพานหิน ตำบลหอไกร อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ในสัญญาดังกล่าวด้วย ซึ่งเป็นที่รู้กันในวงการข้าวว่า เคทีบี ไซโล เป็นไซโลของ “เสี่ยเปี๋ยง” ที่ในอดีตใช้ชื่ออื่น ก่อนจะมาเปลี่ยนเป็นชื่อนี้

“หมอวรงค์” สรุปว่า บุคคลที่เป็นจอมบงการผู้อยู่เบื้องหลังในเรื่องนี้ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสำคัญในกระทรวงพาณิชย์ มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมช.พาณิชย์ (นายภูมิ สาระผล ตำแหน่งขณะนั้น) และมีตำแหน่งเป็นคณะกรรมการในโครงการจำนำข้าวทุกชุด และเมื่อมีการปรับคณะรัฐมนตรี ให้นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เป็น รมว.พาณิชย์ บุคคลคนนี้ก็ยังมาเป็นเลขานุการ รมว.พาณิชย์ และยังได้เป็นคณะกรรมการในนโยบายจำนำข้าวทุกชุดเหมือนเดิม

“แม้แต่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่มีสถานะเป็น รมช.พาณิชย์ ยังไม่ได้เป็นกรรมการเรื่องการจำนำข้าวเลย แสดงว่า คน ๆ นี้มีความสำคัญมาก มีอำนาจเหนือรัฐมนตรี คน ๆ นี้ คือ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ ซึ่งเป็นตัวจริงเสียงจริงในกระทรวงพาณิชย์ มีความใกล้ชิดกับกลุ่มทุนด้านข้าว ซึ่งข้าราชการจะเสนออะไร ท่านรัฐมนตรีจะถามว่า คุณหมอทราบหรือยังทุกครั้ง” นพ.วรงค์ ระบุ

“หมอวรงค์” กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากนี้ยังมีตัวแทนอีกคน ใช้รถโฟลก์สวาเก้น ทะเบียน ฮธ 20 เข้าออกกระทรวงพาณิชย์ทุกวัน ซึ่งคนในกระทรวงกระซิบตนว่าเขามาทำงานตามปกติ เมื่อสืบค้นดูพบว่า เจ้าของรถคือ น.ส.ชุติมา วัชระพุกกะ ตอนแรกก็ไม่แปลกใจแต่ก็กังขาว่า เป็นคนเดียวกับนางชุฎิมา วัจนะพุกกะ ที่เป็นภรรยาของ นพ.วีระวุฒิหรือไม่

ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนรถ พบว่า เจ้าของกรรมสิทธิ์ รถคันนี้ เป็นของ บริษัท สยามอินดิก้า ก่อนจะโอนต่อมาให้บุคคลชื่อ “ชุฏิมา วัชรพุกกะ” เมื่อตรวจสอบประวัติภรรยาของ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ ก็พบว่ามีการหย่าร้าง และภรรยาเปลี่ยนนามสกุลจาก “นางชุฏิมา วัจนะพุกกะ” เป็น “น.ส.ชุฏิมา วัชระพุกกะ” แสดงให้เห็นถึงการอำพรางว่าเป็นคนละคน

สาม เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2556 ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา เดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่บ้านเลขที่ 23 ซ.เฉลิมพระเกียรติ ร.๙ 551/ เขตประเวศ กรุงเทพ ซึ่งระบุว่าเป็นที่อยู่ของ “น.ส.ชุฏิมา วัชระพุกกะ” ในเอกสารทะเบียนการถือครองรถ VOLKSWAGEN สีดำหมายเลขทะเบียน ฮธ 20 ตามหลักฐานที่ นพ.วรงค์ นำมาเปิดเผย

พบว่า เป็นบ้านเดี่ยวหรูขนาดใหญ่ 2 ชั้น ในหมู่บ้าน กรองทอง พาวิลเลี่ยน ย่านเขตประเวศ หน้าหมู่บ้านมีเจ้าหน้าที่รปภ.ตรวจสอบอย่างละเอียด

ด้านหน้าบ้าน มีป้ายแขวนระบุ “บ้านวัจนะพุกกะ” นามสกุลเดียวกันกับ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ

เมื่อผู้สื่อข่าวกดกริ่งเรียกคนในบ้านอยู่พักหนึ่งมีเด็กผู้หญิงวัยรุ่นเปิดประตูบ้านออกมาพบ ผู้สื่อข่าวถามว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นของ น.ส.ชุฏิมา วัจนะพุกกะ ใช่หรือไม่ วัยรุ่นคนดังกล่าวระบุว่า “ใช่ แต่ตอนนี้แม่ไม่อยู่ มีธุระอะไร”

ผู้สื่อข่าวได้แจ้งว่า ต้องการจะมาขอสัมภาษณ์ข้อมูลเกี่ยวกับ การรับโอนรถจากบริษัท สยามอินดิก้า ก่อนจะถามต่อว่า พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนพุกกะ อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ด้วยหรือไม่ หญิงวัยรุ่นระบุว่า “ไม่สามารถให้สัมภาษณ์ใด ๆ ได้” ก่อนจะขอตัวกลับเข้าบ้านไป

จากการสอบถามข้อมูลชาวบ้านในบริเวณบ้านหลังดังกล่าว ได้รับแจ้งว่า บ้านหลังดังกล่าว เป็นบ้านของ น.ส.ชุฏิมา วัจนะพุกกะ มีสามี เป็นนายตำรวจใหญ่ และปัจจุบันก็พักอาศัยอยู่ด้วยกัน

ดังนั้นตามข้อมูลทั้งหมดที่ไล่เรียงมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นสำนวนของ ป.ป.ช. หรือของ นพ.วรงค์ ที่เปิดประเด็นในรัฐสภา รวมถึงการรลงพื้นที่ของสำนักข่าวอิศราเอง

บ่งชี้ให้เห็นได้ว่า ‘หมอโด่ง’ เป็นหนึ่งใน “จิ๊กซอว์” ชิ้นสำคัญ ในการระบายข้าวจีทูจีครั้งนี้ !

จึงไม่น่าจะแปลกใจเท่าใดนักที่จะหลบหนีไปต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ อสส. ตรวจสอบพบว่า อาจจะกบดานอยู่ที่กัมพูชา เพราะหากไม่หลบหนี คงยากที่จะต่อสู้คดีได้

แต่คำถามสำคัญที่น่าสนใจคือ ‘หมอโด่ง’ หลบหนีไปกับใคร หลบหนีไปได้อย่างไร มีใครคอย ‘เอื้อเฟื้อ’ ช่วยเหลือหรือไม่ ?

ต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด !

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.