iFreeThai

#41 October 2, 2016 12:23 PM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 6,188

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

isaranews  เป็นของใครครับ

Offline

#42 October 3, 2016 9:51 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

usa.th wrote:

isaranews  เป็นของใครครับ

http://www.isranews.org/about-us.html

isranews_145x145.jpg

สำนักข่าวอิศรา (Isranews Agency)

ปี พ.ศ. 2548 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ จัดตั้ง”ศูนย์ข่าวอิศรา” ซึ่งเป็นการรวมตัว ของนักข่าวส่วนกลางจากหนังสือพิมพ์หลายฉบับลงไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อนำเสนอข่าวสารใน พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงที่สถานการณ์ความไม่สงบมีความรุนแรงเป็นอย่างมาก

ปี พ.ศ. 2550 สถาบันอิศรา ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลและจัดการงานการอบรมพัฒนาทักษะรวมทั้งงานผลิตข่าวสาร ได้พัฒนาขยายงานด้านการสื่อสาร โดยเพิ่มการผลิตข้อมูลข่าวสารเฉพาะด้านเพื่อเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ คือ ข่าวเพื่อชุมชน และ ข่าวนโยบายสาธารณะ ซึ่งได้พัฒนาขึ้นเป็น สำนักข่าวอิศรา เมื่อปี 2554 โดยรวมศูนย์ข่าวอิศราเข้าไว้ด้วยกัน และมีศูนย์ข่าวสืบสวนเพิ่มเติมขึ้นในภายหลังอีกด้วย

องค์ประกอบ-ภารกิจ

isranews_600.jpg

Offline

#43 October 3, 2016 11:13 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

http://www.isranews.org/isranews-scoop/ … iieem.html + *เพิ่มข้อสังเกตุ

ย้อนเส้นทางหนี‘กี้ร์ อริสมันต์’ ก่อน‘วีระวุฒิ’จำเลยคดีข้าวตามรอยเผ่นกัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มกราคม 2559 เวลา 14:45 น.

“เมื่อเข้าไปในกัมพูชา ก็ได้ “นายใหญ่” คุณทักษิณ (ชินวัตร) และสมเด็จฮุน เซน ให้การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เราติดหนี้บุญคุณ ทั้งไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะสมเด็จฮุน เซน พุดง่าย ๆ ว่าเราเรียกเขาว่าพ่อโดยไม่กระดากใจ เพราะถ้าไม่มีท่านผมคงตาย ไม่มีประเทศกัมพูชาผมคงตายด้วย”

PIC-mhodonggg-14-1-59_1.jpg

หลายคนอาจจะทราบไปแล้วว่า ‘หมอโด่ง’ นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยมิชอบ ที่มีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวก เป็นจำเลยร่วมด้วย ได้หลบหนีเข้าสู่ประเทศกัมพูชา ตามคำยืนยันของฝ่ายอัยการสูงสุด (อสส.)

(อ่านประกอบ : ‘วีระวุฒิ’เผ่นกัมพูชา! อสส.ฟ้องเพิ่ม 7 เอกชนพันคดีข้าวจีทูจีชุด‘บุญทรง’)

อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้มีจำเลย-ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีความต่าง ๆ เคยใช้ ‘กัมพูชา’ เป็นแหล่งกบดาน ก่อนจะเดินทางออกไปประเทศอื่น หรือบางรายยอมกลับเข้ามามอบตัวที่ประเทศไทยมาแล้วหลายราย ?

ไม่ว่าจะเป็น ‘กีร์-อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง’ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ภายหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 หรือล่าสุดภายหลังการรัฐประหารปี 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีกระแสข่าวว่า นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ‘ตั้ง อาชีวะ’ หรือนายเอกภพ เหลือรา ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เดินทางหลบหนีเข้ากัมพูชา ก่อนบินหนีไปประเทศที่สามด้วย

เพื่อขยายความให้ชัดขึ้น สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ย้อนรอยเส้นทางหลบหนีจากปากคำของบุคคลเหล่านั้น รวมถึงข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคง มานำเสนอให้เห็นภาพกันชัด ๆ ดังนี้

ช่วงต้นปี 2557 ‘กี้ร์ อริสมันต์’ เปิดบ้านให้ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศราเข้าสัมภาษณ์ โดย ‘กีร์’ เปิดใจเล่าเรื่องการหลบหนีภายหลัง นปช. ถูกเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สลายการชุมนุมตอนหนึ่ง โดยยกเรื่องราว ‘อภินิหาร’ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่ ‘พระรูปหนึ่ง’ โทรศัพท์เข้ามาให้คาถา ‘พรางตัว’ ทำให้หลบหนีออกมาจากที่ชุมนุมได้สำเร็จ

โดยช่วงเวลาขณะนั้น ‘กี้ร์’ คิดว่าตัวเองถูกทางการสั่ง ‘จับตาย’ แล้วแน่นอน !

ภายหลังออกมาจากสถานการณ์ชุลมุนวุ่นวายในที่ชุมนุม ก็มาขึ้นรถลูกน้องที่โรงเรียนสันติราษฎร์ แถวพหลโยธิน 24 ก่อนจะเปลี่ยนไปนั่งรถตู้ส่งของเก่า ๆ ที่ตึกชินวัตร 3

“พอเคลื่อนตัวออกไปก็เลี้ยวซ้ายกำลังจะขึ้นสะพานพระราม 7 ผมฟังวิทยุ ทุกด่านกำลังตามหาตัวผมให้ควั่ก แล้วรถติดมาก ผมเลยตัดสินใจไม่ขึ้นสะพานประชานุกูล เลี้ยวขวาเข้าทางประชาชื่นแทน ไปทางปทุมธานี สุพรรณบุรี แล้วโทรเรียกรถมารับเรา เดินหน้าเต็มตัวมุ่งหน้าสุพรรณ เจอที่ไหนเปลี่ยนที่นั่น และให้แวะซื้อโทรศัพท์ใหม่ 3 เครื่องให้ด้วย”

ต่อจากนั้นทะลุผ่านไปทางชัยนาท เข้านครสวรรค์ จนถึง อ.ชัยบาดาล อ.ลำนารายณ์ อ.เทพสถิต วกเข้ามาใหม่เพื่อจะขึ้น ถ.มิตภาพ จะไปออกทางสุรินทร์ โดยมีรถสองคัน คันแรกโดยสารไป 4 คน คนขับรถ 1 คน บอดีการ์ด 1 คน นั่งหน้า ‘กีร์’ นั่งหลังคนขับ และตำรวจนั่งคู่กัน อีกคันหนึ่งเป็นรถลูกน้องขับนำ

“ตอนแรกที่คิดว่าจะลงใต้ไปทะเล แต่คิดว่าตรงนั้นไม่ปลอดภัย”

“จากนั้นพอรถเข้าเส้น ถ.มิตรภาพ ขับยังไม่ถึงกิโลเมตรเจอกองทัพภาคที่ 2 กั้นถนนไว้หมด คันหน้าพยายามจะเลี้ยวกลับ แต่ผมบอกว่าให้ขับดี ๆ ไม่ต้องมีพิรุธ”

อย่างไรก็ดีทหารเรียกให้รถทั้งสองคันจอด และทหารวิ่งมาประมาณ 10 กว่าคน ปืนจ่อ รถคันหน้าลงหมด ช่วงนั้น ‘กีร์’ คิดว่าคงจบชีวิตแน่แล้ว ทว่าเมื่อลดกระจกลงลูกน้องบอกทหารว่า จะไปงานแต่ง ที่น่าเหลือเชื่อคือทหารมองไม่เห็น ‘กีร์’ ทั้งที่นั่งอยู่หลังรถ

เมื่อผ่าน ‘ด่านแห่งชีวิต’ มาได้ ก็เปลี่ยนเส้นทางมาสายตำบล จนถึง อ.สูงเนิน พอใกล้พิมาย ก็เลี้ยวขวา ไปทาง อ.สะตึก เข้าสุรินทร์ เกาะเส้นทางสายที่มีรถไฟ แต่คิดว่าคงมีด่านเยอะ เลยเลี้ยวกลับเข้า อ.ปราสาท ทว่ากลับต้องเจอ ‘ด่านหิน’ อีกครั้ง เมื่อเจอกับด่านสกัดเพื่อจับ ‘กี้ร์’ โดยเฉพาะ และธนาคารที่หวังว่าจะไปเบิกเงินก็มีตำรวจเฝ้าดูแลอยู่ทุกจุด

ขณะที่ลูกน้องคนสนิท ระบุว่า เอาตำรวจมารอรับไว้แล้ว แต่ ‘กี้ร์’ ซึ่งขณะนั้นมีค่าหัวสิบล้านบาทเกรงว่าจะเกิดการหักหลัง อย่างไรก็ดีลูกน้องคนดังกล่าวยืนยันว่า “ไว้ใจได้ พวกเราร้อยเปอร์เซ็นต์”

หลังจากนั้นไปเจอกันที่จุดนัดหมาย พอพบกันก็ให้ลูกน้องลงไปรายงานตัวว่าเป็นผู้กอง ให้บอกเขาว่า วีไอพีข้ามไปแล้ว แต่มีสินน้ำใจที่จะให้พวกพี่ ๆ ตำรวจไปรับเอาฝั่งนู้น ระหว่างเดินทาง ลูกน้องทุกคนสไลค์ปืนหมด ถ้าตุกติกอะไรก็เล่นเลย เรียกว่าเอาให้เละให้หมด

“พอไปถึงด่านที่มีการประสานเรียบร้อย ก็เปิดไฟกระพริบหน้ารถ ด่านก็เปิด เราก็ข้ามไป พอข้ามไปเสร็จปั๊บ ผมก็เอาเงินไปให้คนละ 5,000 บาท ตำรวจสี่คน ตอนนั้นมีเงินติดตัวไม่เยอะ ผมมีเงินประมาณไม่น่าเกิน 50,000 เพราะว่าเรามีงบวันละ 50,000 บาท ก็เรียบร้อย”

“พอถึงนั่นปุ๊บ ทางฝั่งกัมพูชา เขาดูแลเราอย่างดี เราจึงเขียนว่า ทหารไทยไล่ฆ่า ทหารกัมพูชาผู้ปกป้อง เขียนแล้วก็ทิ้งไว้ตรงนั้น”

ส่วนชีวิตในกัมพูชานั้น ‘กีร์’ เล่าว่า เข้าไปพนมเปญ ช่วงนั้นเข้าพนมเปญได้พักหนึ่ง อยู่โรงแรมก่อน แล้วก็ออกจากพนมเปญ แล้วก็ย้ายสลับไปเรื่อย ๆ ไม่เป็นที่ ชายแดนลาวบ้าง ชายแดนเวียดนามบ้าง จนกระทั่งสถานการณ์ดีขึ้น เราก็กลับเข้ามาในพนมเปญอีกทีหนึ่ง

ทั้งหมดคือ ‘นาทีชีวิต’ ของ ‘กีร์ อริสมันต์’ ที่ใครหลายคนมองว่าเป็น ‘แกนนำฮาร์ดคอร์’ ต้องหลบหนีฝ่าสารพัดด่าน เกิดอภินิหารตามรายทางมากมาย ก่อนที่อีกหลายปีต่อมาจะกลับเข้าประเทศไทยเพื่อมอบตัว และต่อสู้หลายสิบคดีในชั้นศาลอยู่ในขณะนี้ !

นอกเหนือไปจาก ‘กี้ร์ อริสมันต์’ แล้ว ก่อนหน้านี้ช่วงปี 2551 นายจักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีกรายหนึ่ง ก็หลบหนีเข้าไปประเทศกัมพูชาเช่นกัน

ขณะที่ภายหลัง คสช. รัฐประหารในปี 2557 ข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคง ระบุว่า มีบุคคลที่หนีหมายเรียก คสช. หรือผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เข้าไปในประเทศกัมพูชาเท่าที่ตรวจสอบพบอย่างน้อย 4 ราย ได้แก่ นายพิษณุ พรหมศร นายจักรภพ เพ็ญแข (ปัจจุบันคาดว่ามีการติดต่อกับนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ที่อาศัยอยู่สหรัฐอเมริกา ที่เป็นแกนนำหลักกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช. ในต่างประเทศ)

นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการชื่อดัง และอดีตอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ขณะนี้ข้อมูลล่าสุดคือพักอาศัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส) และ ‘ตั้ง อาชีวะ’ ที่ว่ากันว่า หลบหนีเข้ามาที่กัมพูชา ก่อนที่จะทำเรื่องลี้ภัยไปอยู่ประเทศนิวซีแลนด์ในปัจจุบัน

(อ่านประกอบ : รายชื่อ 29 ผู้ต้องหา ‘คดี 112’ ในต่างแดน ‘แบล็คลิสต์’รัฐบาล-คสช. )

กระทั่งล่าสุด เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้องคดีโครงการระบายข้าวแบบจีทูจีโดยมิชอบ ซึ่งปรากฏชื่อของ นพ.วีระวุฒิ เป็นหนึ่งในจำเลย และถือเป็น ‘จิ๊กซอว์’ ชิ้นสำคัญในคดี ได้หลบหนีไปกัมพูชา ‘ตามรอย’ เส้นทาง ‘คนเก่า’ หลายราย

คำถามสำคัญคือทำไมจำเลย-ผู้ต้องหาคดีสำคัญ ๆ หลายรายจึงหลบหนีเข้าไปประเทศกัมพูชา ?

สำหรับเหตุผลของบุคคลอื่น ๆ คงไม่อาจทราบข้อเท็จจริงได้ เพราะไม่มีโอกาสได้สัมภาษณ์ แต่สำหรับ ‘กี้ร์’ ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ชัดเจนตอนหนึ่งว่า

“ในช่วงตอนนั้นก็ ถามว่ามันยากลำบากไหม มันก็ยากลำบากเหมือนกัน เพราะเราไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้ และตอนนั้นก็รู้สึกเหมือนกับว่ามันคิดสองอย่าง เหมือนกับตอนพฤษภาทมิฬ เราก็เคยหนีไปรอบหนึ่ง ครั้งนี้ทำไมเราต้องหนีด้วย พฤษภาทมิฬก็หนีไปยาวเหมือนกัน ครั้งนี้อาจหนียาวกว่า และคิดว่าคงไม่ได้กลับ คราวนี้เราก็ตระเวนโลก มีพาสสปอร์ตพิเศษ สำหรับนักต่อสู้ทางประชาธิปไตย มีหลายประเทศให้ ก็ให้ไปที่ไหนบ้าง รัสเซีย ดูไบ บรูไน พม่า จีน ยุโรป เฉลี่ย ๆ แบ่งไป และเราก็คิดว่า เราจะลี้ภัยทางการเมือง คิดว่าคงไม่ได้กลับเพราะว่าเราถูกกล่าวหาว่าล้มล้างสถาบันเป็นเรื่องใหญ่”   (* ประเทศเหล่านี้ไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย รวมเขมรด้วย ที่โปรจีนคอมมิวนิสต์สุดๆ ส่วนยุโรปก็ไม่ได้ระบุว่าประเทศไหน)

“เมื่อเข้าไปในกัมพูชา ก็ได้ “นายใหญ่” คุณทักษิณ (ชินวัตร) และสมเด็จฮุน เซน ให้การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เราติดหนี้บุญคุณ ทั้งไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะสมเด็จฮุน เซน พุดง่าย ๆ ว่าเราเรียกเขาว่าพ่อโดยไม่กระดากใจ เพราะถ้าไม่มีท่านผมคงตาย ไม่มีประเทศกัมพูชาผมคงตายด้วย”

(อ่านประกอบ : “กี้ร์-อริสมันต์”ยก“ฮุนเซน”เทียบพ่อบังเกิดเกล้า "หนี้ชีวิต"ช่วยหนีตายปี 53)

ทั้งหมดเป็นคำยืนยันของ ‘กี้ร์’ ถึงเหตุผลในการหลบหนีเข้ากัมพูชา สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ‘สมเด็จฮุน เซน’ นายกรัฐมนตรีของกัมพูชามี ‘อิทธิพล’ เป็นอย่างมาก

ส่วนคนอื่น ๆ ที่หลบหนีไปนั้นจะคิดเช่นนี้หรือไม่ ไม่สามารถตอบแทนพวกเขาเหล่านั้นได้ เพราะต่างคนต่างมีเหตุผลในการตัดสินใจของตัวเอง

คำถามสำคัญประการต่อไปคือ จะสามารถตามตัวกลับมาได้หรือไม่ ?

คำตอบคือในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยและกัมพูชา มีข้อยกเว้นหนึ่งคือ จะไม่ส่งผู้ต้องหาที่มีคดี ‘การเมือง’

นั่นทำให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้า-ออกประเทศกัมพูชาได้โดยสะดวก เนื่องจากกัมพูชามองว่า คดีที่ดินรัชดาภิเษกที่ศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุกนายทักษิณนั้น เป็นคดีทางการเมือง

แล้วคดีของ ‘หมอโด่ง’ ซึ่งทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อสส. รวมถึงสื่อมวลชนหลายแขนงที่เปิดโปงกระบวนการทุจริตในโครงการระบายข้าวจีทูจีนั้น ฝั่งกัมพูชาจะมองเป็นคดีทางการเมืองหรือไม่

ขณะเดียวกันหลบหนีเข้าไปกัมพูชาได้อย่างไร ใครเป็นคนช่วยเหลือ หรือจะมีพระ-คาถาดีแบบ 'กี้ร์' ?

ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด !

Last edited by linc49 (October 3, 2016 11:18 AM)

Offline

#44 October 5, 2016 9:04 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

ผู้ใดครองสื่อ ผู้นั้นครองโลกกกกกก กะลาแลนด์

wikipedia ทีวี 24

150px-24tv3.png
ทีวี 24 (อังกฤษ: TV 24) เป็นสถานีโทรทัศน์ข่าวภายใต้ดำเนินการบริหารงานของ บริษัท เดโมเครซี นิวส์ เน็ตเวิร์ก จำกัด (อังกฤษ: Democracy News Network Co.,Ltd.) จดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ด้วยทุนประเดิมมูลค่า 5 ล้านบาท และมีจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตปลัดกระทรวงแรงงาน และอดีตประธานกรรมการ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และวิมล จันทร์จิราวุฒิกุล อดีตคณะทำงานเชิงวิชาการและนโยบาย พรรคพลังประชาชน ร่วมเป็นกรรมการบริษัท เพื่อรองรับการออกอากาศ ช่องโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ร่วมกับพรรคเพื่อไทย เป็นการทดแทน กรณีมีคำสั่งระงับการออกอากาศ สถานีประชาชน

ต้วอย่าง ....

Palrak Raksaphol ได้รีทวีต
TV24 สถานีประชาชน @TV24Official  7 ชั่วโมง7 ชั่วโมงที่ผ่านมา
#TV24 "ยิ่งลักษณ์" สักการะย่าโม ชักดาบสู้อุปสรรค http://www.tv24.in.th/2016/01/blog-post_62.html
Yingluck Shinawatra และ TV24 สถานีประชาชน

CZ4CcMzWIAAmhNk.jpg

TV24 สถานีประชาชน  55555   แบคกราวด์ สถานีประชาชน   klum

TV24_background_people_station_555.jpg

..........

wikipedia วอยซ์ทีวี

120px-VoiceTV.svg.png

วอยซ์ทีวี (อังกฤษ: Voice TV) เป็นช่องโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัล ประเภทบริการธุรกิจระดับชาติ หมวดหมู่ข่าวและเหตุการณ์ปัจจุบัน ออกอากาศทางช่องหมายเลข 21 ร่วมกับการแพร่ภาพผ่านระบบดาวเทียม, เครือข่ายโทรทัศน์เคเบิล, อินเทอร์เน็ตในเว็บไซต์ www.voicetv.co.th และแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทฉลาด (smart phone)[1] เริ่มทดลองออกอากาศเป็นครั้งแรก ผ่านระบบดาวเทียมดีทีวี ของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552[2], เปิดตัวเว็บไซต์วอยซ์ทีวี เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน[3], เริ่มแพร่ภาพตลอด 24 ชั่วโมงเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553[ต้องการอ้างอิง] และเริ่มออกอากาศภาคพื้นดินระบบดิจิทัล ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557[4]

โดยนำเสนอข้อมูลข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลก รายงานเจาะลึกประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ ด้วยมุมมองที่แตกต่างจากสื่อมวลชนกระแสหลัก รวมทั้งสาระบันเทิงต่างๆ เพื่อเสริมสร้างแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นใหม่ ด้วยกระบวนการผลิตคุณภาพสูง เพื่อสร้างความแปลกใหม่ หลากหลาย แต่สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย และเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว ตอบสนองวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ ของคนทำงานในเมือง เพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ปัจจุบันสามารถเข้าถึงผู้ชม 22 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ และยังนำเสนอผ่านสื่อเครือข่ายสังคมทุกรูปแบบคือ เฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์, อินสตาแกรม และยูทูบ[1]

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2557 จนถึงปัจจุบัน มีเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย เป็นกรรมการผู้อำนวยการ, ทรงศักดิ์ เปรมสุข อดีตผู้บริหารไอทีวี เป็นกรรมการที่ปรึกษา[5], พานทองแท้ ชินวัตร เป็นกรรมการรองผู้อำนวยการ และพินทองทา คุณากรวงศ์ เป็นกรรมการบริษัท[3]

Image.aspx?ID=2202442

Offline

#45 October 11, 2016 11:12 AM

linc49
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,763

Re: เป็นไปได้ไหมที่ "ทักษิณ" ใช้ระบบอุปถัมภ์(ชุบเลี้ยง)เพื่อธุรกิจการเมือง

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/717891 + * 

'วิษณุ'ชี้'ม.44' ให้อำนาจ 'กรมบังคับคดี' ยึดทรัพย์จำนำข้าว

  + * ไม่ได้ใช้ตัดสินแต่ทนายจำเลยตีรวนเพื่อปลุกกระแส
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
วันที่ 14 กันยายน 2559

S__35627049.jpg *

"วิษณุ" แจง งัด "ม.44" ให้อำนาจกรมบังคับคดี ยึดทรัพย์จำนำข้าว ยกเหตุลำพังให้กระทรวงทำไม่ไหว ระบุ

ตัวเลขมูลค่าสูง

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 56/2559 เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐ และการดำเนินการต่อผู้ต้องรับผิด ว่า ก่อนหน้านี้ได้คุ้มครองแล้ว แต่คำสั่งดังกล่าวเป็นการเพิ่มพืชอีก 2 ชนิด คือ มันสำปะหลัง และข้าวโพด ส่วนการให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีนั้น เป็นไปตามที่ได้บอกไว้ว่าจะไม่มีการใช้มาตรา 44 ตัดสินความผิดแล้วยึดทรัพย์เป็นอันขาด ทุกอย่างจะเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมปกติอย่างที่เคยมีมา แต่ติดตรงที่การจะออกคำสั่งทางปกครองในเรื่องข้าวนั้น ในกรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ กับพวก ซึ่งหลักการปกติเป็นหน้าที่ของกระทรวงต้นสังกัดที่รับผิดชอบที่ต้องยึดทรัพย์กันเอง แต่ครั้งนี้เป็นการยึดทรัพย์จำนวนมาก ทางกระทรวงจึงออกปากบ่นว่าไม่มีคน และหากยึดมาได้ไม่มีที่จะเก็บ จึงต้องให้กรมบังคับคดีเข้าไปจัดการ ดังนั้น จึงต้องใช้มาตรา 44 กำหนด แต่ไม่ใช่ว่าใช้มาตรา 44 ไปยึดทรัพย์ แต่ยึดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ.2539 ที่เปลี่ยนจากกระทรวงมาเป็นกรมบังคับคดี ส่วนจะยึดได้มากหรือน้อยเพียงใดเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การยึดทรัพย์นายบุญทรง กับพวก งวดเข้ามาแล้วใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ถึงขนาดนั้น เพราะยังไม่ถึงขั้นออกคำสั่งในเวลานี้ และเมื่อออกคำสั่งแล้วจะต้องดูว่าจะมีการอุทธรณ์หรือไม่ หากเป็นคำสั่งของรัฐมนตรีจะไม่สามารถอุทธรณ์ได้ เรื่องจึงจะไปที่ศาลปกครองเลย และหากศาลปกครองสั่งคุ้มครองชั่วคราวการยึดจะไม่เกิดขึ้น แต่จำเป็นต้องตั้งเจ้าหน้าที่เอาไว้ เพราะเมื่อรู้ผลของคดีแล้วจะมีการยึดทรัพย์จริง กรมบังคับคดีจะเป็นผู้ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม การออกคำสั่งหัวหน้าคสช. ไม่มีผลต่อการพิจารณาของศาลปกครอง เพราะศาลปกครองจะดูในส่วนเหตุของการรับผิด และการรับผิดนั้นเป็นมูลค่าความเสียหายตามเวลาขณะนั้นหรือไม่ รวมทั้งดูวิธีพิจารณาอื่นๆ เช่น การตรวจสอบ ไต่สวน เป็นธรรมหรือไม่

“นี่เป็นบทเรียน ถามว่าทำไมพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดฯ ถึงไม่ได้กำหนดหน่วยงานที่จะยึดทรัพย์ไว้ นั่นเพราะคิดว่าหน่วยงานใครหน่วยงานมันให้ยึดทรัพย์กันเอาเอง ไม่คิดว่าชาตินี้จะมีการยึดอะไรใหญ่โตมโหฬาร เพราะลำพังแค่ 10 – 20 ล้าน เขายึดได้ แต่เรื่องข้าวนั้นเป็นการยึดค่าเสียหาย ซึ่งต้องดูละเอียดมาก มืออาชีพมีอยู่แค่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กับกรมบังคับคดี แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการฟอกเงิน จึงไม่ใช่หน้าที่ของปปง. เพราะชื่อกรมบังคับคดีก็บอกแล้วว่ามีหน้าที่ไปยึดทรัพย์ แม้จะมีคนบอกว่ามีอำนาจยึดทรัพย์เฉพาะที่ศาลสั่ง ถ้าหัวหน้าคสช.สั่งจะตกไป เราจึงออกมาตรา 44” นายวิษณุ กล่าว

นายวิษณุ กล่าวว่า เรื่องนี้ที่เอาผิดผู้คุมนโยบายก่อน เพราะผู้คุมนโยบายถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลก่อน ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องรัฐบาลได้ดำเนินการอยู่ ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ และเอกชน ส่วนการเรียกค่าเสียหายกับผู้ควบคุมนโยบายแทรกแซงมันสำปะหลัง และนโยบายแทรกแซงข้าวโพด ไม่ทราบว่าเรื่องไปถึงไหน เพราะไม่เหมือนกับโครงการรับจำนำข้าว แต่จะหนักไปตรงที่นำผลิตภัณฑ์การเกษตรเข้ามาและเกิดความเสียหาย เนื่องจากระบายไม่ทัน อย่างค่าเสียหายในนโยบายแทรกแซงมันสำปะหลังจะอยู่ที่ 300 – 400 ล้านบาทเท่านั้น

Last edited by linc49 (October 11, 2016 11:16 AM)

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.