iFreeThai

#1 October 25, 2016 1:28 AM

ป้าพลอย
Member
Registered: January 3, 2016
Posts: 5,654

ท้าวความย้อนอดีตประเทศไทยที่แสนอบอุ่น..

วันเวลามันช่างรวดเร็วเหลือเกิน จากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปีวิ่งตาม
กงล้อของลูกโลก เมื่อครั้งสมัย 50-60 ปีที่ผ่านมา มนุษย์ที่อาศัยอยู่บน
โลกใบนี้ ยังมองโลกในแง่สวยงาม เนื่องจากผู้คนสมองยังปกติสมบรูณ์
แต่เหตุเพราะกงล้อของลูกโลก มันหมุนเวียนก้าวไม่หยุด เราจึงเข้ามายืน
อยู่ในยุควิวัฒนาการ ก้าวหน้า ด้วยเครื่องทุ่นแรงนานาชนิด ด้วยอุปกรณ์
ที่ทันสมัย


ยุคก้าวหน้าทันโลกที่เราหลงไหลงมงาย เราเสพมันอย่างไม่ลืมหูลืมตา
จึงตกเป็นทาสของมันจนถอนตัวไม่ขึ้น เพราะสาเหตุนี้นั่นเอง จิตใจของ
มนุษย์เราจึงเปลี่ยนแปลงตามกลไกจากสิ่งเหล่านี้ ยิ่งทันสมัยมากขึ้นเท่า
ไหร่ มนุษย์ก็ยิ่งโหดและเห็นแก่ตัวมากขึ้นเท่านั้น เราจึงพบเห็นผู้คนสมัย
นี้ ล้วนแล้วต่างผิดกันกับสมัยที่โลกยังไม่เจริญ รอยยิ้มที่มูมปากแทบจะ
หาไม่พบ


อดีตย้อนหลังครั้งประเทศไทยยังใช้ตระเกียงน้ำมันก๊าส หุงข้าวด้วยฟืน
ใช้หม้ออลูมิเนี่ยมหุงข้าว ใช้ไม้ขัดฝาหม้อ สำหรับเทน้ำข้าวทิ้ง ผู้คนที่
อยู่ในชนบทต่างยิ้มแย้มให้ซึ่งกันและกัน รถจักร์ยานคือพาหนะของคน
ที่อยู่ในชนบท ที่จะใช้ขี่ไปใหนต่อใหน หรือบรรทุกสิ่งของ การครองชีพ
ก็ไม่มีปัญหาใดๆ เรียกว่าวันๆแทบจะไม่ต้องใช้เงินกันเลย เพราะจะเอา
เงินไปซื้ออะไรละ?


ข้าวเราก็ปลูกเอง ผักต่างๆก็ปลูกเอง หมูก็เลี้ยงเอง เมื่อมีเทศกาลสำคัญๆ
เช่นตรุษจีน คนที่เลี้ยงหมู ก็จะนำหมูมาฆ่าแล้วแชร์ชาวบ้านในหมู่บ้าน ซึ่ง
ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปแต่ละปี แล้วคนชนบทจะหาความทุกข์จากสิ่ง
ใด ในเมื่อเราช่วยเหลือซึ่งกันและกันเยี่ยงนี้ ถึงฤดูทำนา ก็ออกแขกร่วมกัน
ดำนาปลูกข้าว ถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็ช่วยกันอย่างแข็งขัน นำข้าวจากนาบรรทุก
ด้วยเกวียนมาใว้ในลานกว้างเพื่อที่จะนวดข้าว


การนวดข้าวสมัยก่อนใช้ควาย4-5 ตัว ผูกติดกับเสากลางลาน แล้วให้ควาย
เดินย่ำข้าวที่มัดเป็นฟ่อนๆสุมกองใว้กลางลาน โดยมีคนคอยบังคับควายให้
เดินเวียนไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะนวดในเวลากลางคืน เพราะจะมีเพื่อนบ้านนับ
สิบๆคนมาช่วยกัน หลังจากข้าวร่วงจากซังหมดแล้ว ก็จะเขี่ยฟางออกจากข้าว
ไปยังที่ใกล้ๆสุมเป็นกองฟางสูงๆ การนวดข้าว มีการทำขนมหวานหรือต้มข้าว
ต้มเครื่อง เลี้ยงแขกที่มาช่วย


ดังนั้นชีวิตคนในชนบทเป็นชีวิตที่มีความสุข ไม่มีโทรทัศน์ มีแค่วิทยุใช้ถ่านไม่
มีไฟฟ้า ถึงเวลามีการทำบุญบ้าน ต้องไปเช่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในตลาดมาใช้
พองานหมดไฟฟ้าชั่วคราวก็หมด ต้องกลับมาใช้ตระเกียงเหมือนเดิม แต่เราก็
อยู่ได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ ชีวิตในชนบท เป็นชีวิตที่เรียบง่ายไม่ต้องรับรู้โลกภาย
นอกใดๆ ฉะนั้นจิตใจของคนที่อยู่ในชนบทจึงเปลี่ยมล้นไปด้วยคุณธรรม เพราะ
เราเกิดมาอยู่ในที่ที่สงบเงียบธรรมชาติ ไม่มีสีแสงมายาใดๆ


เราจึงเห็นคนยากคนจนในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นคนชนบททั้งสิ้น ไม่ว่าจะ
อยู่ภาคใหนของประเทศไทย และปัจจุบันนี้ก็ยังเชื่อเหลือเกินว่า คนชนบทก็ยัง
ไม่เปลี่ยนไปมากนัก แม้จะอยู่ในยุคที่เจริญแล้วก็ตาม คนจนรากหญ้าที่ถูกพวก
คนชั้นนำเขาดูถูกเยียดหยาม คงไม่มีคนชนบทคนใหนสะเทือนในคำนี้ เพราะเรา
คนชนบท ไม่ได้แคร์พวกผู้ดีเท้าไม่ติดดิน ที่วันๆฉาบฉวยหรูหราแสดงความร่ำรวย
อวดใครต่อใคร คนรากหญ้ากลับสมเพช มองเป็นพวกสมองฝ่อ


อยากให้ประเทศไทยย้อนหลังกลับไปในสมัยที่ยังไม่เจริญ สมัยนั้นเราอยู่กันอย่าง
ฉันท์พี่ฉันท์น้อง รักใคร่กลมเกลียวกันทุกคน โดยเฉพาะในชนบท ที่มีแต่รอยยิ้ม
มอบให้แก่กัน การอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ที่ล้อมรอบไปด้วยบรรยากาศโรแมนติก
ของต้นไม้ใบหญ้าที่เขียวชอุ่ม ยิ่งในคืนพระจันทร์เต็มดวง ที่สาดส่องแสงอันนวลใย
ไปทั่วพื้นที่ โอ้...มันช่างมีความสุขแท้..


และชีวิตของ ป้าพลอย ก็มาพบในต่างประเทศด้วยการ..ท่องเที่ยว นอนกลางดินกิน
กลางเทวดา เหมือนสมัยเมื่อ 50-60 ปีที่อยู่ในชนบทประเทศไทย อะไร..มันจะ
โชคดีขนาดนี้ ไม่คิดไม่ฝันมาก่อน ว่าจะได้มานอนล้อมรอบด้วยธรรมชาติ ทีมีเสียง
นกเสียงกา ในพื้นที่ต่างประเทศ เหมือนบ้านเกิดเมืองนอนในชนบทภาคตะวันออก
ของประเทศไทย ที่ล้อมรอบไปด้วยต้นผลไม้นานาชนิด ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ
นี่แหละชีวิต..มนุษย์เรา ........................

Offline

#2 October 25, 2016 6:08 AM

ป้าพลอย
Member
Registered: January 3, 2016
Posts: 5,654

Re: ท้าวความย้อนอดีตประเทศไทยที่แสนอบอุ่น..

สภาพประเทศไทย ณ วันนี้มันผิดกับสมัยก่อน ยิ่งทันสมัยเท่าไหร่ ความ
คิดเห็นที่ดีๆของคนไทยก็ยิ่งเลือนหายไป เพราะต่างคนต่างคิดเข้าข้าง
ตัวเองว่า รอบรู้หมดไปทุกอย่าง แค่นั่งอยู่หน้าจอคอมฯ ก็มโนไปเอง
ว่าตัวเราเองนั้นไซร้ เป็นผู้เจริญเหนือคนอื่น เราจึงเห็นเหล่าด็อกๆทั้ง
หลายที่มีใบปริญญากิติมศักดิ์แขวนรอบเอว ออกมาวิพาก์วิจารณ์แต่
ละเรื่อง เราชาวบ้านธรรมดา ปวดเฮ็ด


เนื่องจากความคิดเห็นไม่ตรงกับสถานการณ์บ้านเมือง ที่กำลังเป็นอยู่
บางคนแย่มากๆ ไม่รู้ว่าได้ปริญญามาได้อย่างไร สมควรให้ชาวบ้านเรียก
ด็อก ถูกต้องที่สุด ที่บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่คนชาวบ้านเป็นคนก่อขึ้น
เป็นเพราะพวกมีปริญญา พวกที่มียศฐาบรรณาศักดิ์ทั้งสิ้น ที่ร่วมด้วยช่วย
กัน ทำลายบ้านเมืองของตัวเอง ทั้งเยียบ ทั้งกระทืบ แถมจุดไฟจะเผาบ้าน
ตัวเองอีกด้วย


มีไหมชาวบ้านคนธรรมดา จะมีโอกาสได้เอ่ยปากออกความเห็นใดๆ ทั้งที
มีสิทธิ์ที่จะออกความคิดเห็น ดังนั้นประเทศไทยเวลานี้ไม่น่าอยู่อาศัย มัน
ไม่มีระเบียบวินัย ไม่มีกฏเกณฑ์ใดๆ อีกทั้งกฏหมายก็หย่อนยาน ไม่เที่ยง
ตรง เข็มตราชั่ง ใครต่อใครสามารถ จับให้ คตงอ ไปทางใหนก็ได้ ตามแต่
ความต้องการ  เราจึงเห็นคดีต่างๆในประเทศ พลิกล็อก ตามความคาดหมาย
หาความเที่ยงแท้ไม่เจอ


ประเทศไทย ขาดการการันตี ใดๆ อนคตคนไทยแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่ขึง
โยงบนปากเหว เผลอเมื่อไหร่ประชาชนก็พลัดตกเหวตาย ชาวบ้านที่ตายมี
ค่าแค่สนัขขี้เรื้อนไร้ความหมาย แต่หากพวกคนชั้นสูงตาย มีค่าเป็นหมื่นเท่า
แล้วเอาอะไรมาวัดกันละสำหรับการเป็นมนุษย์เดินดิน คนจน ก็คน คนรวย
ก็คน คนชั้นสูง ก็คน แล้ววัดระดับกันตรงใหนไม่ทราบ? คนจนก็ตาย คนรวย
ก็ตาย คนชั้นสูงก็ตาย ถูกเผาเป็นเถ้าธุลีดินเช่นเดียกัน เมื่อตายลง...

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.