iFreeThai

#1 March 13, 2017 1:56 AM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,882
Website

“ยูเอ็น”จ่อซัก-“ไทย”เตรียมตอบ คำถาม”สิทธิพลเมือง-การเมือง”

11-12.jpg

หมายเหตุ – ระหว่างวันที่ 13-14 มีนาคม มีการประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ในการนี้คณะตัวแทนไทยต้องเสนอรายงานการปฏิบัติการพันธกรณีภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง หรือ “ไอซีซีพีอาร์” ฉบับที่ 2 และตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งมีทั้งหมด 28 ข้อ “มติชน” ได้คัดคำถามและคำตอบเฉพาะเกี่ยวกับสิทธิในการมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การรวมกลุ่ม และการชุมนุมโดยสงบ ที่คณะกรรมการตั้งคำถาม และคณะตัวแทนไทยเตรียมคำตอบไปมานำเสนอ

– กรุณาชี้แจงว่าเมื่อใดร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะเมื่อเดือนมีนาคม 2559 จะมีผลบังคับใช้ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการในการส่งเสริมการอภิปรายสาธารณะ เพื่อทำให้มั่นใจว่าทุกภาคส่วน ซึ่งรวมถึงตัวแทนภาคประชาสังคม สมาชิกพรรคการเมือง และสื่อมวลชน จะมีช่องทางในการแสดงความคิดเห็นได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตอบโต้หรือจับกุม กรุณาแสดงความเห็นต่อรายงานที่ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 จำกัดการออกความเห็นของบุคคลและกลุ่มบุคคลต่อร่างฯ

จากกำหนดการ ภายหลังจากการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องปรับปรุงแก้ไขบทเฉพาะกาล (มาตรา 272) ตามคำถามเพิ่มเติมซึ่งได้รับความเห็นชอบระหว่างการลงประชามติ การปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญในภายหลังและได้ส่งกลับไปยังคณะรัฐมนตรี ปัจจุบันร่างรัฐธรรมนูญอยู่ระหว่างการเสนอ เพื่อรอพระบรมราชานุญาต ซึ่งคาดว่าจะได้มีการประกาศใช้ภายในสิ้นปีนี้

รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากกับเสรีภาพในการแสดงออกและการมีส่วนร่วมของประชาชน เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญสำหรับการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ในระหว่างกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อให้ได้รับข้อมูลจากทุกภาคส่วนในสังคม ก่อนจะมีการลงประชามติ อาสาสมัครจะถูกส่งไปตามบ้านเรือนเพื่อไปเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน มีการจัดสัมมนาประชาชนและโต้วาทีในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญโดยสถาบันวิชาการต่างๆ กลุ่มสิทธิมนุษยชน และภาคประชาสังคม รวมถึงกลุ่มผู้ที่มีความเห็นค้านด้วย

วัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 คือ เพื่อรับรองว่าการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นไปด้วยความเป็นกลางและเป็นระเบียบเรียบร้อย มาตรา 7 ของพระราชบัญญัติฯ ได้ประกันถึงเสรีภาพของปัจเจกบุคคลทุกคนในการแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญโดยสุจริตและเป็นไปตามกฎหมาย ข้อห้าม (ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 61) เป็นเพียงการลดความเห็น หรือการกระทำที่อาจยุยงให้เกิดความบาดหมางและปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกในสังคม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการออกเสียงประชามติได้

ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่ามาตรา 61 ของพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว ไม่ขัดต่อมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 เพราะหลักสำคัญของเสรีภาพในการแสดงออกยังคงได้รับการรับรองอยู่ มาตรา 61 เคารพการแสดงความคิดเห็นและมุมมองของประชาชนอย่างสร้างสรรค์ แต่มีเพียงข้อห้ามในการแสดงออกที่หยาบคาย รุนแรง และมีลักษณะข่มขู่ ซึ่งอาจเป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่น และเป็นการปลุกระดมให้เกิดความแตกแยก และเป็นการก่อกวนกระบวนการลงประชามติ ข้อห้ามดังกล่าว ในมุมมองของศาลแล้ว มีความสมเหตุสมผล โดยคำนึงถึงบริบทปัจจุบันของประเทศ ซึ่งต้องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความสมานฉันท์ในสังคม ศาลยังมองว่าขอบเขตของข้อห้ามมีความชัดเจน ดังนั้น จึงไม่สร้างความสับสนแก่ประชาชน และข้อห้ามเป็นการใช้โดยทั่วไปโดยไม่เลือกปฏิบัติแต่อย่างใด ศาลยังยืนยันว่าบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจโดยมิชอบในประเด็นนี้สามารถฟ้องร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ

ระบบการเลือกตั้ง/การสรรหาแบบใหม่ ได้กำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิออกเสียงและผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความโปร่งใส (ตัวอย่างเช่น (1) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ถูกถอดถอนเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการเลือกตั้ง (2) ผู้ที่ต้องโทษในฐานทุจริตเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้สมัคร) และป้องกันคติการเอาพวกพ้อง (ตัวอย่างเช่น ผู้ที่เป็นคู่สมรส พ่อแม่ หรือลูกของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้สมัคร) ในขณะที่บางคนอาจจะคิดว่าการกำหนดเช่นนี้เป็นการจำกัดสิทธิในการเลือกตั้งหรือได้รับการเลือกตั้ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ได้ตกลงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายรวมถึงระบบดังกล่าวนี้ด้วย

– กรุณาระบุจำนวนของการดำเนินคดีอาญาต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน และภาคประชาสังคม ที่ถูกตั้งข้อหาหมิ่นประมาท (มาตรา 326-328 ของประมวลกฎหมายอาญา)

แม้ว่ารัฐบาลได้บันทึกจำนวนการดำเนินคดีทางอาญาสำหรับคดีที่เกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326-328 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเอาไว้ แต่ไม่ได้มีการบันทึกจำนวนการดำเนินคดีในความผิดฐานหมิ่นประมาทต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักหนังสือพิมพ์ และภาคประชาสังคมอื่นๆ เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้จำแนกข้อมูลตามประเภทของผู้ถูกกล่าวหา หรือจำเลย ข้อท้าทายทางเทคนิคอีกประการหนึ่งคือ คำจำกัดความ และขอบเขตที่ชัดเจนของกลุ่มคนบางประเภท โดยเฉพาะนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน และอยู่ระหว่างการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

วัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 คือ กำหนดความผิดที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ เช่น การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ (Hacking) การฟิชชิ่ง (Phishing) การหลอกลวงข้อมูล (Forgery) การพนัน (Gambling) และการเผยแพร่สื่อลามกอนาจาร (Pornography) พระราชบัญญัติฯ ได้ร่างขึ้นอย่างสอดคล้องกับหลักการในอนุสัญญาว่าด้วยอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่ได้เข้าเป็นภาคี ทั้งนี้ พระราชบัญญัติฯ ไม่ได้ห้ามเสรีภาพในการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็นแต่อย่างใด

ปัจจุบันจำนวนของกรณีการหมิ่นประมาทที่กระทำในโลกไซเบอร์หรือสื่อโซเชียลมีเดียได้เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การฟ้องร้องคดีต่อผู้ต้องหาตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ โดยเชื่อมโยงกับมาตรา 326 และ 328 แห่งประมวลกฎหมายอาญา (ความผิดฐานหมิ่นประมาท) เพิ่มสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม การตัดสินคดีของศาลบางคดีเมื่อเร็วๆ นี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะตีความและผลักดันให้ใช้พระราชบัญญัติฯ นี้ ตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของพระราชบัญญัติฯ ซึ่งประกอบด้วย

ในเดือนกันยายน 2558 ศาลจังหวัดภูเก็ตได้ยกฟ้องนักข่าวภูเก็ตหวาน 2 คน จากความผิดฐานหมิ่นประมาท และกระทำการขัดกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 โดยศาลระบุว่าการเผยแพร่ข่าวของบุคคลดังกล่าวไม่เป็นความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาท แต่เป็นเพียงการทำซ้ำถ้อยคำจากสำนักข่าวอื่น นอกจากนี้ ศาลยังได้เน้นย้ำว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มิได้มุ่งประสงค์ที่จะลงโทษบุคคลที่กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท เนื่องจากสามารถลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายอาญาอยู่แล้ว

ในเดือนตุลาคม 2559 ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้พิพากษายกฟ้องนายวัฒนา เมืองสุข นักการเมืองจากพรรคเพื่อไทย ในความผิดฐานฝ่าฝืนพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 โดยศาลพิพากษาว่าการที่นายวัฒนาวิจารณ์สมาชิกคณะรัฐมนตรีโดยการโพสต์ในเฟซบุ๊กเป็นการแสดงออกตามกรอบมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ดังนั้น จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

พระราชบัญญัติฯ กำลังอยู่ในระหว่างการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อกำหนดคำนิยามที่มีความชัดเจนขึ้นในแต่ละมาตรา และรับรองว่าจะถูกนำไปตีความได้ตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของพระราชบัญญัติฯ ปัจจุบัน ร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติฯ กำลังอยู่ในช่วงการพิจารณาในวาระที่ 2 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

– กรุณาตอบสนองต่อข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลพยายามจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน และคำสั่งที่ 7/2557 และ 3/2558 และมาตรา 116 ของประมวลกฎหมายอาญา ถูกนำมาใช้เพื่อกักขังบุคคลซึ่งแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างสงบ กรุณาแสดงความคิดเห็นต่อรายงานที่ว่า ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 สิทธิในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบถูกจำกัด รวมถึงการสั่งห้ามกิจกรรมสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย

นักรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับความคุ้มครองแบบเดียวกับประชาชนทุกคนในประเทศไทยภายใต้กฎหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนึงถึงความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งประเทศไทยได้ประสบในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จึงมีความจำเป็นต้องกำหนดข้อจำกัดบางอย่างเพื่อป้องกันความแตกแยกในสังคมและความขัดแย้งทางการเมืองที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นการยอมไม่ได้ที่จะอนุญาตให้ประชาชนกระทำการยุยงให้เกิดความเกลียดชังซึ่งกันและกัน เพียงเพราะพวกเขาอาจมีความเห็นต่างทางการเมือง

สิ่งสำคัญอีกประการคือ ต้องแยกแยะระหว่างการโต้เถียงกันอย่างสร้างสรรค์กับการแสดงออกถึงความเกลียดชังที่มีนัยยะทางการเมืองซึ่งมุ่งสร้างความรุนแรงและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในสังคมที่เพิ่มมากขึ้น รัฐบาลไม่เคยมีเจตนาที่จะกำหนดข้อจำกัดต่อประชาชนคนธรรมดาที่มีเจตนาบริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ต้องการจะเข้าร่วมในกระบวนการปฏิรูปประเทศอย่างสร้างสรรค์แต่อย่างใด

มาตรา 116 แห่งประมวลกฎหมายอาญา มีวัตถุประสงค์ที่จะห้ามการใช้ถ้อยคำ การเขียน หรือวิธีการอื่นใดซึ่ง (1) นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในกฎหมายของประเทศหรือรัฐบาลด้วยการใช้กำลังหรือความรุนแรง (2) ทำให้เกิดสถานการณ์ความไม่สงบและความไม่พึงพอใจในหมู่ประชาชนในลักษณะที่เป็นการก่อความไม่สงบในประเทศ และ (3) ทำให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมายของประเทศ มาตรานี้ไม่ได้ใช้กับคนที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างสันติด้วยเจตนาบริสุทธิ์ แต่มุ่งป้องกันการแสดงออกซึ่งความเกลียดชังที่ปลุกเร้าความรุนแรงในสังคม

คำสั่ง คสช.ที่ 7/2557 และคำสั่งของหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เป็นคำสั่งที่มีลักษณะคล้ายกันคือ มุ่งรักษาไว้ซึ่งสันติสุข ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยที่จำเป็น โดยการจำกัดการรวมกลุ่มทางการเมืองของกลุ่มบุคคลที่มีตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

– กรุณาอธิบายว่า ข้อ 12 ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558 ซึ่งระวางโทษจำคุกแก่บุคคลใดที่ชุมนุมทางการเมืองที่มีจำนวนตั้งแต่มากกว่า 5 คนขึ้นไป สอดคล้องกับกติกาฯ อย่างไร กรุณาอธิบายเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการอนุญาตการชุมนุมทางการเมืองที่มีจำนวนตั้งแต่มากกว่า 5 คนขึ้นไป

รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 และรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ได้รวมเอาสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสันติไว้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังได้รับรองเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสันติไว้ในมาตรา 44 โดยมีการห้ามการจำกัดเสรีภาพดังกล่าว เว้นแต่กำหนดไว้เป็นกฎหมาย เพื่อที่จะรักษาความมั่นคง ความปลอดภัยของประชาชน สันติสุข ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น

ข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับสิทธิในการชุมนุมเป็นข้อจำกัดเพียงชั่วคราวและตั้งอยู่บนพื้นฐานความจำเป็นในการรักษาความสงบและหลีกเลี่ยงการขยายความรุนแรงในสังคม ในช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมืองและความแตกแยกในสังคมอย่างรุนแรง รัฐบาลเห็นถึงความจำเป็นแล้วจึงได้กำหนดข้อจำกัดบางประการ ซึ่งรวมถึงการออกคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ในรักษาความสงบและหลีกเลี่ยงความรุนแรง จวบจนปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ได้จำกัดและใช้ดุลพินิจในการอนุญาตให้จัดกิจกรรมสาธารณะตราบเท่าที่ไม่เป็นการจุดชนวนการแบ่งแยกทางสังคมและปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังและความรุนแรงขึ้นอีก

กลุ่มใดที่ต้องการที่จะจัดกิจกรรมสาธารณะตามปกติ ขอให้แจ้ง หรือปรึกษากับเจ้าหน้าที่รัฐล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกระงับ การขอให้แจ้งนี้มีความสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งได้เริ่มต้นใช้เมื่อปี พ.ศ.2558 พระราชบัญญัติฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดหลักการและกฎเกณฑ์ในการชุมนุมสาธารณะภายในประเทศเพื่อรับรองความสงบเรียบร้อยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ในขณะเดียวกันก็เป็นการเคารพสิทธิของประชาชนในเสรีภาพในการชุมนุม กฎหมายยังได้จัดทำระบบการแจ้งเตือนล่วงหน้าซึ่งมุ่งคุ้มครองสถานที่ของรัฐบาลและสถานที่สาธารณะที่สำคัญ และรักษาความปลอดภัยของประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุม รวมทั้งบุคคลที่อยู่โดยรอบ

คำร้องขอจัดการชุมนุมสาธารณะเกือบทั้งหมดได้รับความเห็นชอบ ยกเว้นการรวมกลุ่มสาธารณะเพียงไม่กี่เรื่องที่เป็นการจูงใจ ทำให้ไขว้เขว และปลุกปั่นทางการเมือง การชุมนุมเดินขบวนโดยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2559 เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการแจ้งเตือนล่วงหน้า

รวมทั้งการจัดการประท้วงอย่างสันติโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้จัดทำหลักสูตรสิทธิมนุษยชนกับการบังคับใช้กฎหมายสำหรับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งครอบคลุมถึงการอภิปรายในเรื่องการควบคุมฝูงชนและการใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะโดยคำนึงถึงมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

http://www.matichon.co.th/news/493516

Offline

#2 March 13, 2017 10:05 AM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 6,803

Re: “ยูเอ็น”จ่อซัก-“ไทย”เตรียมตอบ คำถาม”สิทธิพลเมือง-การเมือง”

omZjmA5.jpg

Offline

#3 March 13, 2017 10:38 PM

กะตังป๋า
Member
Registered: February 27, 2017
Posts: 229

Re: “ยูเอ็น”จ่อซัก-“ไทย”เตรียมตอบ คำถาม”สิทธิพลเมือง-การเมือง”

คำตอบของรัฐบาล

1. ประเด็นการบังคับใช้ ICCPR โดยศาลและองค์กรรัฐ

คำถามของคณะกรรมการฯ: ประเทศไทยได้มีการบังคับใช้กติกา ICCPR ในระบบกฎหมายภายในหรือไม่ ศาลได้นำข้อบทของกติการะหว่างประเทศนี้มาใช้ในการตีความกฎหมายภายในประเทศหรือไม่ รวมทั้งมีมาตรการส่งเสริมให้เกิดความตระหนักรู้ในกติกา ICCPR ท่ามกลางผู้พิพากษา พนักงานอัยการ และทนายความหรือไม่ อย่างไร

คำตอบของรัฐบาลทหาร: รัฐบาลระบุว่ากติกา ICCPR ได้รับการรองรับในกฎหมายหลายฉบับในประเทศไทย ตั้งแต่มาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ที่รับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ของประชาชน ทั้งยังคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี สิ่งเหล่านี้ยังคงอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะประกาศใช้

รัฐบาลระบุอีกว่าแม้จะไม่ได้เป็นประเพณีในทางปฏิบัติของกระบวนการยุติธรรมในไทยที่จะบังคับใช้กติการะหว่างประเทศต่างๆ โดยตรงก่อนชั้นศาล แต่โดยพื้นฐาน หลักการทางสิทธิมนุษยชนใน ICCPR ได้รับการสนับสนุนและพิจารณาโดยศาล โดยได้ยกตัวอย่างสองกรณี ได้แก่ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับที่ 4/2556 ที่อ้างอิงถึงข้อ 14 (3) ใน ICCPR มาใช้ตีความ พ.ร.บ.ความร่วมมือในเรื่องทางอาญา พ.ศ.2535 มาตรา 41 กรณีอนุญาตให้ส่งประเด็นไปสืบพยานโจทก์ที่ศาลในต่างประเทศได้ โดยศาลเห็นว่ามาตรานี้ขัดแย้งต่อหลักการต้องพิจารณาคดีต่อหน้าจำเลย และทำให้จำเลยไม่มีโอกาสต่อสู้คดีหรือได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายโดยผู้ที่ตนเลือก หรือตรวจสอบพยานหลักฐานที่กล่าวหาตน   และในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับที่ 12/2555 กรณีพ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 มาตรา 54 ซึ่งศาลได้มีการอ้างอิงถึงหลักการที่ผู้ถูกกล่าวหาในคดีจะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ตามข้อ 14 (2) ของ ICCPR

2. ประเด็นการลอยนวลพ้นผิด

คำถามของคณะกรรมการฯ: กรุณาอธิบายถึงมาตรการที่ชัดเจนเพื่อแก้ไขการลอยนวลพ้นผิด (impunity) สำหรับการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และทำให้เกิดกระบวนการรับผิด โดยเฉพาะคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 และมาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ส่งผลในทางปฏิบัติให้เกิดการลอยนวลพ้นผิดกับผู้กระทำซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารด้วยหรือไม่ อย่างไร

คำตอบของรัฐบาลทหาร: รัฐบาลระบุว่าประเทศไทยไม่อนุญาตให้มีการลอยนวลพ้นผิด หากเจ้าหน้าที่รัฐก่ออาชญากรรม บุคคลนั้นจะต้องมีความรับผิด และถูกดำเนินการทั้งทางวินัยและตามบทลงโทษทางกฎหมาย ทุกกรณีจะถูกสอบสวนและพิจารณาคดีภายใต้กระบวนการยุติธรรม โดยไม่มีการแบ่งแยก

รัฐบาลได้อธิบายกับคณะกรรมการฯ ถึงการทำงานของศาลปกครอง ที่มีอำนาจพิจารณาคดีการใช้อำนาจในทางบริหารของเจ้าหน้าที่รัฐโดยมิชอบ และได้ยกกรณีตัวอย่างสองกรณีในเดือนตุลาคม 2559 เป็นตัวอย่างการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐ ได้แก่ กรณีเจ้าหน้าที่ทหารที่จังหวัดยะลา ซึ่งกระทำผิดโดยการซ้อมพลทหารใหม่จนถึงแก่ความตาย ได้ถูกถอดยศ และให้ออกจากกองทัพ และกรณีศาลปกครองสูงสุดจังหวัดสงขลาได้มีคำวินิจฉัยให้สำนักนายกรัฐมนตรี (ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลกอ.รมน.) จ่ายค่าชดเชยให้แก่เหยื่อที่ถูกซ้อมทรมาน ในระหว่างถูกควบคุมตัวตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในค่ายทหารที่จังหวัดนราธิวาส

ส่วนในกรณีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 และมาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว รัฐบาลระบุว่าไม่ได้ส่งผลให้เกิดการลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐโดยทางพฤตินัย ทั้งในคำสั่งและมาตราดังกล่าวระบุเงื่อนไขว่าเจ้าหน้าที่จะได้รับการยกเว้นโทษเมื่อกระทำการโดย “สุจริต” ปราศจากอคติ หรือไม่กระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ ดังนั้นหากเจ้าหน้าที่กระทำการนอกเหนือกฎหมาย ใช้อำนาจเกินขอบเขต แม้ภายใต้คำสั่งของคสช. ก็จะต้องรับผิดชอบสำหรับการกระทำนั้น โดยคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 มีจุดมุ่งหมายให้เจ้าหน้าที่ทหารทำงานร่วมและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยยังคงรับรองสิทธิที่จะได้รับการชดเชยจากรัฐบาล หากเกิดความเสียหายจากการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย


3. ประเด็นการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และการเลี่ยงพันธกรณีตาม ICCPR

คำถามของคณะกรรมการฯ: กรุณาอธิบายถึงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในไทย ว่าเป็นไปตามกติกา ICCPR หรือไม่ อย่างไร ทั้งในทางเหตุผลการประกาศ และขอบเขตของการของดเว้นสิทธิ ทั้งหลังยกเลิกกฎอัยการศึก ยังคงมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเลี่ยงพันธกรณีในบางข้อสำหรับบางพื้นที่ของไทย เช่นในจังหวัดชายแดนใต้หรือไม่

คำตอบของรัฐบาลทหาร: รัฐบาลระบุว่าไทยได้แจ้งต่อรัฐภาคีของกติกา ICCPR เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2557 ผ่านเลขาธิการแห่งสหประชาชาติ เรื่องการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 และการของดเว้นสิทธิภายใต้ข้อ 4 (1) ของ ICCPR โดยสิทธิที่ของดเว้นภายใต้ข้อ 12 (1) สิทธิในการโยกย้ายและเลือกถิ่นที่อยู่, ข้อ 14 (5) สิทธิที่จะได้รับการทบทวนการลงโทษจากศาลที่สูงขึ้นไป, ข้อ 19 สิทธิในการมีเสรีภาพในการแสดงออก และ ข้อ 21 สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ

ส่วนสิทธิที่ไม่งดเว้น ได้แก่ ตามข้อ 6 สิทธิในชีวิต, ข้อ 7 สิทธิที่จะไม่ถูกซ้อมทรมาน, ข้อ 8 (1) และ (2) สิทธิที่จะไม่ถูกเอาตัวเป็นทาส, ข้อ 11 สิทธิจะไม่ถูกจำคุกเพราะไม่ชำระหนี้, ข้อ 15 หลักการไม่มีความผิด โดยไม่มีกฎหมาย, ข้อ 16 สิทธิที่จะได้ยอมรับว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย และข้อ 18 สิทธิในมโนสำนึก ของ ICCPR โดยการแจ้งเตือนดังกล่าวมีผลตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2557

รัฐบาลระบุว่าเนื่องจากประเทศไทยยังอยู่ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน การงดเว้นสิทธิดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันการกระทำที่จะสร้างความแตกแยกและแบ่งขั้วในสังคม แต่รัฐบาลก็ตระหนักว่าคำสั่งบางอย่างจะส่งผลกระทบต่อสิทธิของประชาชน จึงพยายามให้แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจจะดำเนินการโดย “สุจริต” เพียงเท่าที่จำเป็นและเหมาะสม และจะมีการทบทวนคำสั่งต่างๆ สม่ำเสมอ

รัฐบาลยังมีมาตรการที่อนุญาตให้ประชาชนใช้สิทธิและเสรีภาพได้มากขึ้นเรื่อยๆ แม้การงดเว้นสิทธิจะยังมีผล เช่น การยกเลิกประกาศเคอร์ฟิว เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2557, การยกเลิกกฎอัยการศึก เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2558 หรือการประกาศยกเลิกการนำพลเรือนขึ้นศาลทหารเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2557  ในกรณีกฎอัยการศึกเป็นการยกเลิกทั่วประเทศ ยกเว้นในพื้นที่ 31 จังหวัด 185 อำเภอ ที่มีการประกาศกฎอัยการศึกอยู่ตั้งแต่ก่อนวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 แล้ว

4. ประเด็นการซ้อมทรมาน

คำถามของคณะกรรมการฯ: กฎหมายไทยกำหนดนิยาม และมาตรการในการเอาผิดทางอาญากับการซ้อมทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายหรือไม่ อย่างไร และในกรณีของน.ส.กริชสุดา คุณะแสน ทางฝ่ายรัฐมีการสอบสวนหรือไม่อย่างไร ต่อข้อร้องเรียนเรื่องการถูกบังคับควบคุมตัว และซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ทหารในเดือนพฤษภาคม 2557

คำตอบของรัฐบาลทหาร: รัฐบาลไทยระบุว่าได้มีการร่างพ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและการบังคับบุคคลสูญหาย ซึ่งมีกำหนดนิยามการซ้อมทรมาน ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ซึ่งไทยเป็นภาคี และตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ ที่ไทยได้ร่วมลงนาม แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน โดยคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอเข้าที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา

ส่วนในกรณี น.ส.กริชสุดา คุณะแสน รัฐบาลไทยระบุว่าเธอถูกจับกุมในที่พักที่จังหวัดชลบุรีเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2557 การจับกุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนเหตุการณ์ความรุนแรงโดยการใช้อาวุธสงครามในกรุงเทพฯ ช่วงก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และเชื่อมโยงกับการจับกุมผู้ครอบครองอาวุธผิดกฎหมายที่จังหวัดสมุทรปราการก่อนหน้านั้น โดยกองทัพบกยืนยืนว่าระหว่างควบคุมตัว น.ส.กริชสุดาได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่ ภายใต้การสอบสวนที่โปร่งใส โดยไม่ได้มีการบังคับขืนใจ และมีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงผู้หญิงที่ดูแลเธอ โดยน.ส.กริชสุดาได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทำให้เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องสงสัยกรณีระเบิดในกรุงเทพฯ และการใช้ความรุนแรงที่จังหวัดตราดได้เพิ่มเติม ต่อมา เธอมีความต้องการจะอยู่ในการควบคุมต่อไป เนื่องจากกังวลต่อความปลอดภัยจากการให้ข้อมูลของเธอ

หลังจากการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2557 เธอได้เดินทางออกนอกประเทศ และในเดือนสิงหาคมได้เผยแพร่คลิปวิดีโอระบุว่าเธอถูกซ้อมทรมาน ถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายทารุณ และถูกควบคุมตัวโดยมิชอบโดยเจ้าหน้าที่ทหาร แต่หลังจากการสอบสวนผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมเพิ่มเติม ศาลอาญาได้ออกหมายจับน.ส.กริชสุดาเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2557 ในข้อหาครอบครองอาวุธผิดกฎหมาย และพกพาอาวุธไปในที่สาธารณะโดยปราศจากเหตุผลอันควร โดยวันที่ 18 สิงหาคม ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเองยังได้เชิญเจ้าหน้าที่รัฐและผู้เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูลในกรณีน.ส.กริชสุดา โดยกสม.ได้มีคำแนะนำไปทางเจ้าหน้าที่รัฐให้พิจารณาความเหมาะสม และใช้มาตรการเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันความเสี่ยงของการซ้อมทรมานในการระหว่างการจับกุมหรือควบคุมตัวบุคคล


5. ประเด็นการจับกุม-ควบคุมตัวบุคคลตามคำสั่งหัวหน้าคสช.

คำถามของคณะกรรมการฯ: กรุณาให้ข้อมูลเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ซึ่งประกาศใช้โดยคสช. และคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558, 5/2558 และ 13/2559  โดยอธิบายว่ากฎหมายเหล่านี้มีเนื้อหาสอดคล้องกับกติกา ICCPR หรือไม่ อย่างไร โดยเฉพาะในข้อ 7, 9 และ 10 ของกติกา

นอกจากนั้น กรุณาอธิบายว่าคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 13/2559 กำหนดให้มีสิทธิร้องต่อศาลขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐ (habeas corpus) ซึ่งเป็นไปตามข้อ 9 ของกติกา ICCPR หรือไม่  ทั้งการอนุญาตให้ควบคุมตัวบุคคลในสถานที่อย่างไม่เป็นทางการในคำสั่งนี้ สอดคล้องกับ ICCPR หรือไม่ อย่างไร  และมีหลักประกันให้ผู้ถูกควบคุมตัวมีสิทธิจะแจ้งให้สมาชิกในครอบครัวทราบว่าถูกควบคุมตัวและสามารถเข้าถึงทนายความและแพทย์นับแต่ช่วงที่เริ่มมีการจับกุมหรือไม่  รวมทั้งเหตุใดจึงต้องมีการขยายอำนาจของเจ้าหน้าที่ทหารให้เหมือนกับเจ้าพนักงานตำรวจ

คำตอบของรัฐบาลทหาร: รัฐบาลระบุว่าในรัฐธรรมนูญชั่วคราว และคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558, 5/2558, 13/2559 ไม่ได้สร้างอำนาจพิเศษให้เจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่ยังใช้อำนาจภายใต้กรอบกฎหมายเดิม ทั้งประมวลกฎหมายอาญา และวิธีพิจารณาความอาญา

กรณีของคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 13/2559 มีจุดประสงค์เพื่อปราบปรามอาชญากรรมที่เป็นระบบ เช่น การค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติด หรือการค้าอาวุธ ซึ่งธรรมชาติของอาชญากรรมประเภทนี้มีความซับซ้อน และเกี่ยวพันกับผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีอำนาจ ดังนั้นจึงเพิ่มความเสี่ยงให้กับเจ้าหน้าที่ การให้เจ้าหน้าที่ทหารเข้าช่วยดำเนินการจะเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมนี้ ทั้งคำสั่งนี้ยังคงให้ใช้กระบวนการยุติธรรมอาญาตามปกติ บุคคลที่ถูกควบคุมตัวจากคำสั่งนี้ยังคงมีสิทธิต่างๆ ทั้งสิทธิในการร้องต่อศาลขอให้ตรวจสอบการควบคุมตัว สิทธิในการพบญาติและมีผู้ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย อย่างทนายความ หรือสิทธิในการพบแพทย์ เช่นเดียวกับคดีประเภทอื่นๆ

รัฐบาลชี้แจงว่าคำสั่งนี้ให้อำนาจเจ้าพนักงานควบคุมตัวบุคคลไม่เกิน 7 วัน เพื่อประโยชน์ในการสอบสวน และป้องกันปัญหาการหลบหนี ไปยุ่งเกี่ยวกับหลักฐาน หรือการคุกคามพยาน โดยเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวบุคคลได้ทุกที่ ยกเว้นในเรือนจำ เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ญาติทราบสถานที่คุมตัว และอนุญาตให้พบแพทย์ในกรณีจำเป็น เจ้าหน้าที่ที่ใช้คำสั่งนี้ยังต้องกระทำโดยสุจริต ไม่มีการเลือกปฏิบัติ และกระทำโดยความจำเป็น บุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ยังสามารถเรียกร้องค่าชดเชยได้ตามกฎหมาย


6. ประเด็นการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร

คำถามของคณะกรรมการฯ: สถานการณ์ในปัจจุบันเรื่องการพิจารณาคดีต่อพลเรือนในศาลทหารเป็นอย่างไรความเป็นมาและเหตุผลที่ต้องมีการพิจารณาคดีในศาลทหารคืออะไร ทั้งมีความพยายามที่จะถ่ายโอนคดีเหล่านี้ไปยังศาลพลเรือนหรือไม่ อย่างไร

คำตอบของรัฐบาลทหาร: รัฐบาลชี้แจงว่าการนำเรือนขึ้นศาลทหาร เป็นไปตามประกาศคสช.ที่ 37/2557, 38/2557, 50/2557 ในคดีที่เกี่ยวกับอาชญากรรมร้ายแรง เป็นไปเพื่อที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยให้มีประสิทธิภาพ ตุลาการในศาลทหารจะวินิจฉัยคดีเหล่านี้อย่างระมัดระวัง จากสถิติระบุว่าตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 ถึง 31 กรกฎาคม 2559 คดี 93% ในศาลทหาร เกี่ยวพันกับการครอบครองและการใช้อาวุธ

รัฐบาลระบุว่าจำเลยในศาลทหาร ได้รับสิทธิต่างๆ เช่นเดียวกับศาลพลเรือน ศาลทหารต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่รับรองสิทธิการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม และสิทธิของจำเลยตามมาตรฐานระหว่างประเทศ โดยตุลาการศาลทหารต้องเรียนรู้กฎหมายภายในระบบยุติธรรมทหารเป็นเวลาหลายปี ต้องมีชุดความรู้และประสบการณ์ในกฎหมายอาญาเช่นเดียวกับผู้พิพากษาในศาลพลเรือน จำเลยในศาลทหารยังมีสิทธิจะพบทนายความ สิทธิในการประกันตัว และสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา ทั้งในหลายคดีของศาลทหารปัจจุบัน ก็ได้รับความสนใจจากสาธารณะ จากทั้งประชาสังคมและองค์กรสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่เพียงญาติของจำเลย

รัฐบาลชี้แจงว่าเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 55/2559 ให้ประเภทคดีที่เคยถูกประกาศให้ขึ้นศาลทหาร ซึ่งเหตุเกิดขึ้นหลังวันออกคำสั่งนี้ กลับไปพิจารณาคดีในศาลพลเรือน


7. ประเด็นการจำกัดเสรีภาพการแสดงออกภายใต้การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

คำถามของคณะกรรมการฯ: กรุณาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพการแสดงออกในระหว่างกระบวนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในเดือนสิงหาคม2559 รวมทั้งในช่วงหลังการออกเสียงประชามติ และกรุณาให้ความเห็นเกี่ยวกับรายงานที่ระบุว่าพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติทำให้เกิดข้อจำกัดต่อกลุ่มและบุคคลในการแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ให้การคุ้มครองต่อเสรีภาพในการแสดงออก รวมทั้งสิทธิในการเลือกตั้งและสิทธิที่จะได้รับการเลือกตั้งหรือไม่ อย่างไร

คำตอบของรัฐบาลทหาร: รัฐบาลระบุว่าไทยให้ความสำคัญกับเสรีภาพการแสดงออก และการมีส่วนร่วมทางสาธารณะ อันเป็นองค์ประกอบของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม โดยระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ  ก่อนการลงประชามติ ได้มีการจัดอาสาสมัครไปตามบ้านเรือน เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งมีการจัดสัมมนาสาธารณะต่างๆ เกี่ยวกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยสถาบันวิชาการ และกลุ่มประชาสังคมต่างๆ ซึ่งเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันได้

รัฐบาลระบุว่าจุดประสงค์ของพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ พ.ศ.2559 เพื่อรับรองการออกเสียงประชามติให้มีความเป็นธรรม โดยมาตรา 7 ของพ.ร.บ.นี้รองรับเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญโดยสุจริต และสอดคล้องกับกฎหมาย  ส่วนตามมาตรา 61 ห้ามเพียงการแสดงความคิดเห็นหรือการกระทำที่บิดเบือน หรือกระตุ้นให้เกิดความแตกแยกที่จะรบกวนการออกเสียงประชามติ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญเองก็มีความเห็นว่ามาตรานี้ ไม่ได้ขัดแย้งกับมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557


8. ประเด็นการดำเนินคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

คำถามของคณะกรรมการฯ: กรุณาให้ข้อมูลถึงจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีทางอาญา โดยเฉพาะด้วยข้อหาหมิ่นประมาท ที่เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน และผู้ทำงานภาคประชาสังคม ในระหว่างช่วงเวลาของการทบทวนรายงานนี้ และกรุณาให้ข้อมูลว่ามาตรการตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีการดำเนินการที่กระทบต่อเสรีภาพการแสดงออก โดยเฉพาะใช้ดำเนินการในกรณีหมิ่นประมาท หรือไม่ อย่างไร

คำตอบของรัฐบาลทหาร: รัฐบาลระบุว่าไม่ได้มีตัวเลขที่เป็นทางการในคดีหมิ่นประมาท ที่มีผู้ถูกกล่าวหาเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน หรือองค์กรประชาสังคม ทั้งยังมีปัญหาทางเทคนิคถึงนิยามและขอบเขตที่แน่นอนเกี่ยวกับการจัดแบ่งประเภท โดยเฉพาะว่าใครคือนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่ยังมีการถกเถียงกันอยู่ท่ามกลางภาคส่วนต่างๆ

ส่วนพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 นั้น รัฐบาลอธิบายว่ามุ่งดำเนินการกับอาชญากรรมที่สัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ อย่างการแฮกเกอร์ ฟิชชิ่ง การปลอมแปลง การพนัน หรือสื่อลามก กฎหมายนี้ร่างขึ้นตามหลักการในอนุสัญญาว่าด้วยอาชญากรรมทางไซเบอร์ ไม่ได้มีการจำกัดเสรีภาพการแสดงออกหรือแสดงความคิดเห็น ส่วนการเพิ่มขึ้นของการดำเนินคดีตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพราะมาตรา 14 ของกฎหมาย ถูกดำเนินการเชื่อมโยงกับข้อหาหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 และ 328 ในประมวลกฎหมายอาญา อย่างไรก็ตาม บางกรณีศาลได้ตีความกฎหมายในทางที่สมควรแก่เจตนารมณ์ของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นี้ เช่น ในคดีภูเก็ตหวาน และคดีวัฒนา เมืองสุข เป็นต้น

9. ประเด็นการจำกัดเสรีภาพการแสดงออก และการชุมนุมโดยสงบ

คำถามของคณะกรรมการฯ: กรุณาให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีที่มีการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการควบคุมตัวนักกิจกรรมโดยการอ้างอำนาจตามประกาศคสช.ที่ 7/2557 คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 และมาตรา 116 ของประมวลกฎหมายอาญา กรุณาให้ความเห็นถึงสถานการณ์ด้านเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสงบ นับแต่เดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา รวมทั้งการสั่งห้ามการจัดกิจกรรมสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย

คำตอบของรัฐบาลทหาร: รัฐบาลระบุว่าภายใต้ประสบการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในหลายปีที่ผ่านมา การจำกัดสิทธิบางอย่างเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อป้องกันความแตกแยกและความขัดแย้ง รวมทั้งจำเป็นต้องแยกความแตกต่างระหว่างการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ จากการแสดงออกถึงความเกลียดชังด้วยวาระทางการเมือง ที่มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความแตกแยก และส่งเสริมความรุนแรง  รัฐบาลเองไม่ได้มีความตั้งใจที่จะจำกัดสิทธิของพลเมืองทั่วๆ ไป ที่กระทำโดยสุจริต โดยเฉพาะต้องการมีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิรูปประเทศ

ในส่วนของมาตรา 116 นั้น รัฐบาลระบุว่าไม่ได้ใช้กับการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างสงบสันติ ที่กระทำโดยสุจริต แต่มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการแสดงออกถึงความเกลียดชัง ที่กระตุ้นให้เกิดความรุนแรงในสังคม ส่วนประกาศคสช.ที่ 7/2557 และคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ก็เช่นเดียวกัน ที่มีจุดประสงค์เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคง โดยการเข้มงวดต่อการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

คำถามของคณะกรรมการฯ: ในข้อ 12 ของคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ซึ่งกำหนดโทษจำคุกหากมีการชุมนุมทางการเมืองของบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป มีความสอดคล้องกับกติกา ICCPR หรือไม่ อย่างไร  และกรุณาอธิบายเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่จะอนุญาตให้มีการชุมนุมทางการเมืองของบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และกรุณายกตัวอย่างกรณีที่มีการสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะและเหตุผลที่ใช้ในการสั่งห้าม นับแต่มีการนำคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 มาบังคับใช้

คำตอบของรัฐบาลทหาร: รัฐบาลระบุว่าการจำกัดสิทธิในการชุมนุมในปัจจุบันเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว เนื่องจากความจำเป็นต้องฟื้นฟูเสถียรภาพ และหลีกเลี่ยงความรุนแรงในสังคม โดยในช่วงเวลาของความขัดแย้งทางการเมืองและความแตกแยกของสังคม รัฐบาลเห็นว่ามีความจำเป็นต้องเข้มงวดในบางส่วน จึงมีการประกาศใช้คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ที่ให้เจ้าหน้าที่ระงับยับยั้ง และใช้ดุลยพินิจในการอนุญาตการจัดกิจกรรมสาธารณะ เพื่อไม่ให้เกิดการสร้างความแตกแยก ความเกลียดชัง และความรุนแรงในสังคม

รัฐบาลยังระบุว่าผู้ที่ประสงค์จะจัดกิจกรรมสาธารณะตามปกติสามารถแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจ ตามพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ที่มีจุดประสงค์ในการวางระเบียบและกฎเกณฑ์การจัดการชุมนุมสาธารณะ ให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ในขณะที่ก็รับรองสิทธิในการชุมนุม โดยส่วนมากคำขอจัดการชุมนุมสาธารณะก็จะได้รับการอนุมัติ ยกเว้นบางกิจกรรมที่เจ้าหน้าที่เห็นว่ามุ่งขับเคลื่อนและปลุกปั่นทางการเมือง อย่างในกรณีการเดินขบวนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มายังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2559 เป็นตัวอย่างของการแจ้งจัดการชุมนุมก่อน และได้รับอนุญาต โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดูแลให้การชุมนุมเป็นไปโดยสงบ


10. ประเด็นการใช้กฎหมายมาตรา 112

คำถามของคณะกรรมการฯ: กรุณาให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อมูลที่คณะกรรมการฯได้รับ ที่ระบุว่าตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จำนวนการควบคุมตัวในความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์เพิ่มขึ้นอย่างมาก และบุคคลเหล่านี้ถูกควบคุมตัวระหว่างรอการพิจารณาคดีเป็นเวลานาน และถูกปฏิเสธไม่ให้ประกันตัวอย่างเป็นระบบ กรุณาอธิบายว่าความผิดตามมาตรา 112 สอดคล้องกับกติกา ICCPR อย่างไร โดยเฉพาะในข้อ 9 และ 19

คำตอบของรัฐบาลทหาร: รัฐบาลระบุว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่ได้รับการเคารพอย่างลึกซึ้งในประเทศไทย กฎหมายมาตรา 112 เป็นการปกป้องสิทธิหรือชื่อเสียงของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ คล้ายกับกฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา ไม่ควรพิจารณาว่ากฎหมายนี้เป็นการเหนี่ยวรั้งสิทธิในการมีเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น หรือการใช้เสรีภาพทางวิชาการ

รัฐบาลชี้แจงด้วยว่าในส่วนการเพิ่มขึ้นของการดำเนินคดีข้อหานี้หลังการรัฐประหาร 2557 นั้นดำเนินมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ปัจจุบันได้รับการติดตามและรายงานในสื่อมากขึ้น โดยการเพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากธรรมชาติของความขัดแย้งทางการเมืองในราชอาณาจักรในหลายปีนี้ ซึ่งผู้เล่นทางการเมืองมีแนวโน้มจะใช้ประโยชน์จากสถาบันกษัตริย์ เพื่อให้ตนได้เปรียบทางการเมือง การกระทำบางอย่างนั้นมีจุดประสงค์ทำให้เกิดความเกลียดชัง และสร้างความไม่ลงรอยกันในสังคม โดยการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์

ในส่วนการดำเนินคดีข้อหามาตรา 112 นี้ รัฐบาลระบุว่าจำเลยมีสิทธิต่างๆ เช่นเดียวกับคดีอาญาอื่น ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิยื่นขอประกันตัว และได้รับการพิจารณาโดยศาล ขณะที่ศาลก็อาจพิจารณาให้มีการคุมขังก่อนการพิจารณาคดีได้ โดยพิจารณาความร้ายแรงของคดี และความเป็นไปได้ที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

จาก.......
http://www.tlhr2014.com/th/?p=3674

Offline

#4 March 13, 2017 11:38 PM

กะตังป๋า
Member
Registered: February 27, 2017
Posts: 229

Re: “ยูเอ็น”จ่อซัก-“ไทย”เตรียมตอบ คำถาม”สิทธิพลเมือง-การเมือง”

เซินเบิ่งว่าแถได้ระดับเทพปานใด๋ ?

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.