iFreeThai

#1 May 27, 2017 12:28 AM

กะตังป๋า
Member
Registered: February 27, 2017
Posts: 229

สภาวะอันสับสนของขบวนการล้มเจ้า

ขอนำเอาบทความสั้น ๆ ของเพื่อนร่วมขบวนการต่อสู้ที่มองไม่เห็นทางว่าจะสู้ไปข้างหน้าอย่างไร "หมอต๊อก" เขาให้ใช้ชื่อนี้  บทความชื่อ

"สภาวะอันสับสนของขบวนการล้มเจ้า"


ท่านคงทราบดีว่าขบวนการล้มเจ้า หรือขบวนการปฏิวัติเปลี่ยนระบอบของไทยในเวลานี้มีความสับสน ขาดเอกภาพ  และถูกไล่ล่า


ขบวนการเหล่านี้ส่วนใหญ่ปฏิบัติการอยู่ต่างประเทศ  ภาระกิจจึงจำกัดอยู่แค่การโฆษณาและการยกป้ายประท้วงในบางเมือง บางกลุ่มพยายามปฏิบัติการในประเทศ แต่ทำได้ลำบากเพราะหากทางการทราบก็ถูกกวาดล้างดำเนินคดี  เมื่อสภาพเป็นเช่นนี้ แทนที่จะหาทางรวมตัวกันต่อสู้ในทิศทางเดียวกันเพื่อให้มีเอกภาพและมีพลังซึ่งน่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและนานาชาติได้มากกว่า แต่กลับเป็นต่างฝ่ายต่างคิดและทำตามแนวทางของตน  พอสรุปสภาพการต่อสู้ของขบวนการปฏิวัติเปลี่ยนระบอบ ดังนี้

1. มีหลายกลุ่ม เช่น เสรีไทยฯ แดงสยาม อสสท.ที่มุ่งตั้งสหพันธรัฐ กลุ่มนิยมสาธารณรัฐ และพวกฉายเดี่ยวไม่สังกัดกลุ่มใดอีกจำนวนหลายสิบคน เป็นต้น  แต่ละกลุ่มแต่ละคนยังรวมตัวเป็นเอกภาพภายใต้องค์การนำเดียวกันไม่ได้ แต่ละกลุ่มแต่ละคนต่างฝ่ายต่างคิด ต่างฝ่ายต่างทำ เมื่อไม่มีเอกภาพทางความคิด  จึงขาดเอกภาพในการจัดตั้ง ตั้งแต่การจัดตั้งองค์การนำและการจัดตั้งมวลชน  ส่งผลให้ไม่มีเอกภาพในการปฏิบัติงาน ฝ่ายหนึ่งปฏิบัติการใดลงไป ฝ่ายอื่น ๆ ก็คอยตำหนิ  ทำให้ขาดพลังการต่อสู้

2. ขาดผู้นำที่เข้มแข็ง ไม่มีผู้นำที่เข้มแข็งทางอุดมการณ์และมีบารมีมากเพียงพอที่จะเป็นผู้นำทางความคิดและจิตวิญญาณ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไม่สามารถรวมกันเป็นเอกภาพได้

3. ขาดการสนับสนุนจากประชาชน กลุ่มทุน และนานาชาติ ที่มากเพียงพอต่อการปฏิวัติเปลี่ยนระบอบ เพราะเหตุผลสองข้อแรก

4. เงื่อนไขที่กระตุ้นให้ประชาชนลุกฮือปฏิวัติเปลี่ยนระบอบยังไม่สุกงอมเพียงพอ ถ้าเทียบกับการลุกขึ้นสู้ของประชาชนฟิลิปปินส์เพื่อโค่นมาร์กอสเมื่อปี พ.ศ.2529 และที่กำลังสู้กันอยู่ในเวลานี้ที่เวเนซูเอลา และซีเรีย จะเห็นว่าภวะวิสัยของการปฏิวัติไทยยังไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างรุนแรงถึงที่สุด

5. สังคมไทยยังถูกครอบงำด้วยรูปการจิตสำนึกที่งมงาย ทำให้ชนชั้นกดขี่สามารถใช้หลักความเชื่อเรื่องบุญเก่า กรรมเก่า ผีสาง เทวดา มอมเมาประชาชนให้สยบยอมอยู่ใต้อำนาจชนชั้นกดขี่อย่างไม่ระแวงสงสัย และไม่มีข้อทักท้วง

6. ถูกครอบงำด้วยอำนาจรัฐเผด็จการที่คอยตรวจตราสอดส่องความเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชน และปราบปรามอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ยังมีการใส่ร้ายป้ายสีกลั่นแกล้งเพื่อทำลายขบวนการต่อสู้ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

7. ขาดการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้ ทำให้ไม่มีการเสนอทางออกที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นเพราะนักวิชาการไม่กล้าเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญบางอย่าง ไม่กล้ากล่าวถึง ไม่กล้าวิเคราะห์วิจารณ์และเสนอแนะ


จึงทำให้ประชาชนที่เป็นนักต่อสู้ศึกษาเอง คิดเอง ทำเองอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ขาดการสนับสนุน ขาดผู้นำที่เข้มแข็งมีบารมี และไม่สามารถรวมตัวกันภายใต้องค์การนำที่มีเอกภาพ จึงสร้างสภาวะอันสับสนที่ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและยุทธวิธีการต่อสู้บ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนไม่น้อย

Offline

#2 May 27, 2017 1:50 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 885

Re: สภาวะอันสับสนของขบวนการล้มเจ้า

.สถานะการณ์ย่อมจะเป็นผู้สร้างวีระบุรุษและการเป็นผู้นำเอง ใจเย็นๆ  เราเพิ่งย่างเข้าปีที่11กำลังเติบโตได้ที่แล้ว
การเริ่มความเปลี่ยนแปลงคงเกิดในปีนี้ แต่จะจบอย่างไรนั้นสุดจะทำนายได้ และคิดว่าไม่ง่ายเหมิอนทุกคราวที่พวกทหารจปร.
กระทำมาถึง20ครั้งแล้ว บทเรียนคราวนี้ราคาคงแพงที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของไทยอย่างแน่นอน  นั่นคือเป็น"การปฏิวัติของคนรากหญ้า"
ที่ไม่เคยร่วมในการต่อสู้มาก่อน  มีแต่ถูกขูดรีด สนตะพายใช้งานเยี่ยงทาส เยี่ยงกฎุมพี  และเมื่อการปฏิวัติจบลง คนชั้นบนจะกลายเป็นคนสิ้นชาติ
พวกสังคมเหนือชั้นจะถูกทำลาย ต้องอพยพหลบหนี คงล้มหายตายจากแผ่นดินพวกรากหญ้าใหม่เป็นจำนวนมหาศาล...
..ขอเน้นว่าครั้งนี้จะเป็นการปฏิวัติแบบเสด็ดน้ำ แทบจะเป็นรัฐคอมมิวนิสต์ใหม่ไปเลยก็อาจเป็นได้  ไม่ใช่โลกาภิวัฒน์แบบฝันลมๆแล้งๆที่บางคนหลง
เชื่อมานาน แต่จะเป็นแบบสังคมนิยมจัด โครงสร้างและธรรมนูญการปกครองหวังความเสมอภาพ ภราดรภาพเป็นหลักใหญ่เท่านั้น และจะมีมากกว่าพรรคการเมืองเดียว
ชื่อ ภาษา ยศ ตำแหน่ง  แห่งหน วัฒนธรรมและสัญญลักษณ์ต่างๆในอดีต แม้พวกเพลงร้อง คำสดุดี พิธีกรรม เครื่องราชฯ และความเป็นลิเกทุกชนิดจะถูกเผาทำลายเกลี้ยง
อะไรที่ครอบงำคนไทยมานานจะถูกทำลายหมดสิ้น...แม้แต่เรื่องซื้อขายพระเครื่องรางของขลัง ทรงเจ้าเข้าผี หมอดูข้างถนนจะไม่มี เหลือแต่คำว่า"สหาย"ใช้ทั้งหญิงและชายทั่วทุกหย่อมหญ้า....เพราะมันเป็น"การปฏิวัติของพวกรากหญ้า"ที่แท้จริง  จะไม่ยอมให้ประชาชนถูกครอบงำต่อสิ่งที่เป็นอมนุษย์ได้อีกนั่นเอง
..ใจเย็นๆสหายทั้งหลาย ผู้นำ วีระบุรุษ-สตรีที่สามารถ..จะปรากฎตัวให้เห็น เมื่อการปะทะทางอาวุธเกิดขึ้น.. อีกคงไม่นานเกินกว่าจะรอก็จะได้รู้จักวีระบุรุษและผู้นำใหม่ๆของเราปรากฎตัวขึ้นมาเรื่อยๆ..
พวกปฏิกริยาที่ดีแต่พูด และแฝงฝักใฝ่ศักดินาจะค่อยๆหายไป  ประชาชนเขารู้ว่าเขาต้องการอะไร และต้องการใคร..นักรบสหายปฏิวัติผู้กล้าพลีชืวิตเพื่อชาติ..จะกลายเป็นผู้นำทางวิญญาณ
นำมวลชนสู่ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในที่สุดของประวัติศาสตร์ไทย ขอกำนัลด้วยผลงานเพลงทางจิตวิญญาณ เพื่อกล่อมสหายของเราทั้งหลายอย่าได้หวั่นไหวระย่อต่อภัยอันตรายข้างหน้าใดๆ..
เชิญเลยเจ้าค่ะ

https://youtu.be/opMrKDF_Cnw?list=RD9Cvee29KetM&t=45

https://youtu.be/LLx66LIz-xI?list=RD9Cvee29KetM&t=10

https://youtu.be/qCMyJnPJ1t4?list=RD9Cvee29KetM&t=48

ฯลฯ
งานยิ่งใหญ่ทุกชนิด เช่นงานกู้ชาติ ย่อมเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม สหายที่รัก
อย่าเพิ่งด่วนหมดกำลังใจ ทุกครั้งที่มีปัญหา จงระลึกถึงแสงเทียนที่ส่องเป็นเปลวเพลิงที่
นำทิศทางเรามาไกลมานานแล้ว.....นั่นคือผลงานและการต่อสู้ของจิตร ภูมิศักดิ์ ผู้มีวิญ
ญาณที่ยังมีให้เราหวัง ต่อนักสู้ของไทยมาทุกยุคสมัย..
..เมื่อวันนั้นมาถึง..เราจะไปร่วมฉลองขอขอบคุณเขาที่ บ้านหนองกุง..ที่เขาถูกยิงล้มลงและสิ้นใจ
ขอบคุณคะสหายปรีชา ...เราไม่มีทางลืมท่านได้
..ท่านและงานของท่านจะอยู่คู่ร่วมกับประเทศนี้ชั่วกัลปาวสาน ไม่มีอะไรจะลบเลือนไปได้
แม้พวกอัปรีย์ไทยจะลบหมุดคณะราษฎร์  และเปลี่ยนวัดพระศรีมหาธาตุบางเขนสถานที่ฌาปณกิจปลงศพพวก
เสรีไทยในวิกิพีเดียไปหมดแล้วก็ตาม  แต่ชื่อสหายปรีชา.. จิตร ภูมิศักดิ์..ไม่มีใครสามารถลบออกจากวิญญาณของคนไทยไปได้แน่นอน

Last edited by amdang (May 27, 2017 2:58 PM)

Online

#3 May 31, 2017 9:11 AM

กะตังป๋า
Member
Registered: February 27, 2017
Posts: 229

Re: สภาวะอันสับสนของขบวนการล้มเจ้า

ขอบคุณ คุณ amdang ที่ให้กำลังใจสหายร่วมอุดมการณ์  ทำให้มีแรงสู้มากขึ้น


การปฏิวัติไทยจะเร่งอย่างใจร้อนแบบ อสสท. ก็ดูเหมือนลุ้นยากเหลือเกิน  ชาวคณะลุงสนามหลวง-วงไฟเย็น พยายามปลุกเร้าถึงเกือบสี่เดือน แม้มีแนวร่วมเพิ่มขึ้นแต่อัตราเพิ่มระยะหลังน่าจะไม่หวือหวาเท่าที่ควร จึงยังต้องเหนื่อยไปอีกไม่รู้นานเท่าใด   ระยะนี้ไม่ค่อยมีใครเสนอแนวคิดอะไรที่น่าสนใจกว่า อ.ชูพงศ์ ที่พยายามย้ำแนวคิดเดิมของตนอย่างหนักแน่นขึ้น  และว่าไปแล้วก็เป็นการเสริมการปฏิบัติงานของ อสสท.ด้วย เพราะ อ.ชูพงศ์ พยายามอธิบายหรือที่ท่านพูดว่าเป็นการโม่หิน ให้ประชาชนตาสว่างให้เยอะกว่าเวลานี้ เพื่อ อสสท.จะได้ทำงานกับมวลชนตาสว่างนี้ได้ง่ายขึ้น  ก็ถูกต้องแล้ว อ.อยู่ต่างแดนก็คงทำไม่ได้มากกว่านี้ ถือว่าทำดีที่สุดแล้ว

ผมพยายามเปรียบเทียบการต่อสู้เผด็จการของคนไทยกับการลุกขึ้นสู้กับรัฐบาลที่ทำตัวเป็นเผด็จการของต่างประเทศ ที่เห็นชัด ๆ และไทยในอนาคตอันใกล้อาจเหมือนเขา เช่น เวเนซูเอล่าเวลานี้  กับฟิลิปปินส์เมื่อปี พ.ศ.2529   ส่วนซีเรียอาจต่างจากของเราเพราะมีกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงหลายกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้องและบางกลุ่มรบกันเองแทนที่ทุกกลุ่มจะร่วมกันโค่นอัสซาด  จึงอยากเสนอให้ศึกษากรณีเวเนซูเอล่ากับฟิลิปปินส์ในห้วงเวลาข้างต้นเป็นตัวแบบก่อน หากมีเวลาค่อยมาศึกษาตัวแบบซีเรีย 

การศึกษาตัวแบบเวเนซูเอล่าปัจจุบัน และฟิลิปปินส์ปี พ.ศ.2529 ทำให้เห็นว่าเหตุหนึ่งที่คนไทยยังไม่ลุกขึ้นสู้เพราะยังเดือดร้อนไม่พอ นอกจากนี้ชนชั้นปกครองยังระดมโฆษณาให้คนไทยลดความต้องการในด้านต่าง ๆ ลง ภายใต้แนวคิดการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง  ทำให้คนไทยมีความอดทนต่อความขาดแคลนมากขึ้น


ผมได้อ่านบทความของนักวิชาการด้านสังคมวิทยาชาวสหรัฐชื่อ James C. Davies เรื่อง “Toward a Theory of Revolution” ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสาร American Sociological Review, 27(1): 5–19. ปี ค.ศ.1962  โดย Tor G. Jakobsen นำมาคัดย่อไว้ในบทความชื่อ "The J-curve – James C. Davies’ Theory of Revolutions" เมื่อปี ค.ศ.2013 ใน http://www.popularsocialscience.com/201 … volutions/


Davies ได้กล่าวถึงทฤษฎีการปฏิวัติที่เกิดขึ้นตามเส้นกราฟรูปตัวเจ (The J-curve Theory of Revolutions) พอสรุปว่า (ขอเขียนเป็นข้อ ๆ ให้เข้าใจง่าย)

1. Davies ศึกษากรณีตัวอย่าง 3 กรณี คือ การกบฎของ Dorr ในอเมริกาปี ค.ศ.1841-1842  การปฏิวัติรัสเซีย ปี ค.ศ.1917  และการปฏิวัติอียิปต์ ปี ค.ศ.1952

2. โดยใช้ตัวแปรสำคัญ 2 ตัวแปรในการศึกษา คือ 1) ความจำเป็นของประชาชน (Needs) และ 2) ระยะเวลา (Time)

3. เขามองว่าความจำเป็นของประชาชนจะมากขึ้นตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น 

4. สิ่งที่ประชาชนจำเป็นหรือต้องการ กับสิ่งที่ประชาชนได้รับจากการบริหารของรัฐ มักไม่เท่ากัน

5. โดยสิ่งที่ประชาชนจำเป็นหรือต้องการมักจะมากกว่า สิ่งที่ประชาชนได้รับจากการตอบสนองของรัฐ

6. จากข้อ 5. เขาจึงแสดงเป็นเส้นกราฟ 2 เส้น  เส้นแรก (เส้นประ) หมายถึง ความพึงพอใจในสิ่งจำเป็นที่คาดหวังว่าจะได้รับ  และเส้นที่สอง (เส้นทึบ) หมายถึงความพึงพอใจในสิ่งจำเป็นที่ได้รับจริง (จากการตอบสนองของรัฐ).....ตามภาพ
1496240157_0.33772300.jpg
สำรองถ้าภาพไม่ปรากฏ
https://ibb.co/fVF2Av

7. โดยปกติเมื่อสองเส้นนี้ห่างกันอย่างสม่ำเสมอคือเป็นเส้นขนานกัน อารมณ์ของคนในสังคมก็ปกติ คือสามารถทนได้ (Tolerable) แม้ไม่ได้สิ่งจำเป็นทุกอย่างที่คาดหวังจากรัฐ 

8. แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่การตอบสนองของรัฐลดลงอย่างฮวบฮาบ (เส้นกราฟสีทึบดิ่งลงอย่างกระทันหัน) ทำให้ช่องว่างระหว่าง ความพึงพอใจในสิ่งจำเป็นที่คาดหวังว่าจะได้รับ กับความพึงพอใจในสิ่งจำเป็นที่ได้รับจริง ห่างกันมากขึ้น ๆ  จะทำให้ประชาชนไม่สามารถอดทนต่อไปได้ (สังเกต Intolerable Gap ที่อยู่บนสุดกว้างขึ้น) ซึ่ง Davies บอกว่าการปฏิวัติจะเกิดขึ้นในเวลานั้น (ตรงลูกศรสีดำชี้ ล่างสุด)

9. เขาบอกว่า หลังจากเส้นกราฟสีทึบดิ่งลงอย่างกระทันหัน  ประชาชนจะกลัวว่าสิ่งที่เคยได้รับจะสูญเสียไปอย่างรวดเร็ว  จะทำให้อารมณ์ของประชาชนเดือดดาลกลายเป็นอารมณ์ของการปฏิวัติ

10. เขาว่าความมีหรือไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล ขึ้นกับอารมณ์ของสังคม (the mood of the society) กรณีนี้คนรวยที่ไม่พอใจรัฐก็จะออกมาร่วมปฏิวัติด้วย

11. อย่างไรก็ตาม เขาว่าการปฏิวัติมิได้เกิดขึ้นเสมอไปในสังคมที่สิ้นเนื้อประดาตัว เพราะเมื่อประชาชนมัวสาละวนอยู่กับการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด จะทำให้ความสำนึกและความเห็นพ้องต้องกันในการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองลดลง  ความเป็นไปได้ในการปฏิวัติก็จะลดลงไปด้วย


เป็นไงครับ.....บทความนี้น่าสนใจมาก ทั้งรัฐบาลและนักปฏิวัติควรดาวน์โหลดเอามาอ่าน เพราะเขามีไฟล์ PDF ให้โหลดมาอ่านได้ฟรี เสียอย่างเดียวไม่มีภาษาไทย อาจเป็นเพราะคนเขียนเป็นนักสังคมวิทยา ไม่ใช่นักรัฐศาสตร์ พวกอาจารย์รัฐศาสตร์อาจมองข้ามไป

รัฐบาลอ่านแล้วสามารถนำไปประยุกต์เพื่อป้องกันการปฏิวัติได้  ส่วนนักปฏิวัติเปลี่ยนระบอบอ่านแล้วก็สามารถนำไปเป็นเครื่องมือสังเกตการณ์ว่าขณะนี้เส้นกราฟสีทึบของไทยเข้าขั้นเป็นตัวเจ (J-curve) มากน้อยเพียงใด เช่น กรณีรัสเซียเมื่อปี ค.ศ.1917  อียิปต์ปี ค.ศ.1952  ฟิลิปปินส์ปี ค.ศ.1986 (พ.ศ.2529)  เวเนซูเอล่าปัจจุบัน  นั่นหมายถึงเวลาที่ประชาชนจะลุกขึ้นสู้ นักปฏิวัติจะได้รู้ว่าอารมณ์ของประชาชนเดือดเต็มที่แล้ว จะได้เตรียมปรับขั้นตอนและจังหวะก้าวให้ถูก  ไม่ใช่อ่อนอกอ่อนใจกับภาวะ "ไทยเฉย" และบ่นว่าด่าระบอบเผด็จการมาเป็นสิบปีแล้ว ออกคลิปมาเป็นร้อย ๆ ไม่เห็นประชาชนลุกขึ้นสู้สักที  ท่านอ่านบทความและทฤษฎี J-Curve ของ Davies แล้วท่านจะรู้ว่าต้องทำงานของท่านต่อไป อ.ชูพงศ์ก็ต้องเพียรโม่หินต่อไป  คือเป็นการ "เพิ่มความต้องการใหม่ ๆ" เช่น ความต้องการเสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรมในการใช้กฎหมาย การเลือกตั้งที่เสรี ฯลฯ เพื่อยกเส้นกราฟเส้นแรกที่เป็นเส้นประให้สูงขึ้น ในขณะที่เส้นกราฟสีทึบดิ่งลง  มันจะทำให้ช่องว่างที่ไม่สามารถอดทนได้ (Intolerable Gap) ขยายห่างออกมาขึ้น  อันเป็นการเร่งระยะเวลาของการปฏิวัติให้เร็วขึ้น   ในขณะที่ฝ่ายปกครองก็พยายามทำให้เส้นประนี้ดิ่งลงเพื่อลดช่องว่างดังกล่าวด้วย โดยการโฆษณาให้ประชาชนลดความต้องการด้านต่าง ๆ ลง เช่น ให้พอเพียง ฯลฯ เพื่อยืดเวลาถึงจุดเดือดของอารมณ์ประชาชน ไม่ให้ถึงจุดลุกขึ้นสู้


โดยสรุปการต่อสู้ของเราในเวลานี้เป็นการเล่นกับเส้นกราฟสองเส้นนี้ ฝ่ายรัฐบาลพยายามให้สองเส้นนี้ห่างกันให้น้อยที่สุด  ในขณะที่ฝ่ายปฏิวัติต้องพยายามทำให้สองเสันนี้ห้างกันให้มากที่สุด ให้เส้นล่างงอเป็นตัวเจ (J-curve) ให้มากที่สุด และทำให้เส้นบนผงกหัวขึ้นบ้าง  ก็จะได้เห็นคนไทยลุกฮือออกมาเป็นล้านเพื่อโค่นล้มเผด็จการเหมือนฟิลิปปินส์ และเวเนซูเอล่า

ขอให้โชคดีครับ

Last edited by กะตังป๋า (May 31, 2017 8:02 PM)

Offline

#4 June 2, 2017 5:59 AM

กะตังป๋า
Member
Registered: February 27, 2017
Posts: 229

Re: สภาวะอันสับสนของขบวนการล้มเจ้า

ทีแรกผมคิดว่าบทความข้างบนคงไม่เป็นที่สนใจของนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ เพราะ James C. Davies เป็นนักสังคมวิทยา ซึ่งอาจมีจุดสนใจหรือ focus ต่างจากนักรัฐศาสตร์

แต่ที่ไหนได้ บังเอิญไปพบบทความเรื่อง A theory of revolution เขียนโดยอาจารย์ทางรัฐศาสตร์ 2 ท่าน คือ Raymond Tanter คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยมิชิแกน และ Manus Midlarsky คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Conflict Resolution Volume XI Number 3 หน้า 264-280

บทความมีการอ้างถึงงานศึกษาเกี่ยวกับการปฏิวัติโดยมวลชน การปฏิวัติโดยเจ้า (วัง) การยึดอำนาจเพื่อปฏิวัติ การยึดอำนาจเพื่อปฏิรูป  รูปแบบการปฏิวัติ  สาเหตุของการปฏิวัติ ของหลายสิบประเทศทั่วโลก   ของนักวิชาการหลายท่าน  รวมถึง James C. Davies ด้วย  มีการยกกราฟของ Davies ที่ผมนำเสนอไปแล้วมาใส่ในบทความนี้ด้วย

มีบางตอนการปฏิวัติในเอเซียเทียบกับลาตินอเมริกาด้วย  ไว้ผมอ่านจบจะมาสรุปให้ เผื่อจะเป็นประโยชน์ว่าเผด็จการไทยมันร้ายกาจขนาดนี้แต่ทำไมคนไทยจึงเฉย ไม่รู้จักลุกขึ้นสู้สักที จนลุงสนามหลวงย้ายฐานที่มั่นมาสี่รอบแล้ว กองเชียร์ก็เฝ้าฟังคลิปจนเริ่มบอกว่าเนื้อหาชักเริ่มซ้ำ ๆ แล้ว  ฝ่ายรัฐบาลก็โดนข้างบนจี้มาอย่างหนัก  จึงน่าเห็นใจทุกฝ่ายที่ต่างก็มีความมุ่งมั่น  ผมเป็นนักวิชาเกินไม่รู้จะช่วยท่านทั้งหลายอย่างไร  มีแต่พบเห็นอะไรดี ๆ พอจะเป็นประโยชน์ก็จะพยายามนำมาเขียนให้เข้าใจง่ายที่สุด....รอหน่อยครับ

Offline

#5 June 3, 2017 11:26 PM

กะตังป๋า
Member
Registered: February 27, 2017
Posts: 229

Re: สภาวะอันสับสนของขบวนการล้มเจ้า

ผมอ่านบทความของ Raymond Tanter และ Manus Midlarsky ยังไม่จบครับ ต้องค่อย ๆ อ่าน

มีตอนหนึ่งที่ผู้เขียนได้พูดถึงทฤษฎี J-curve ของ Davies โดยเฉพาะช่องว่างที่อยู่บนสุดของกราฟที่เรียกว่า "ช่องว่างที่ไม่สามารถอดทนได้ "(Intolerable Gap) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ช่องว่างแห่งการปฏิวัติ" (Revolutionary Gap) อาจถือว่าเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของการปฏิวัติได้

เขายกสมมุติฐาน (hypothesis) ของ Davies มาให้ดูว่า  "ยิ่งช่องว่างแห่งการปฏิวัติใหญ่ขึ้น การปฏิวัติก็อาจจะใช้เวลานานและมีความรุนแรงมากขึ้น" (The larger the revolutionary gap, the longer and the more violent the revolution may be.)

ก็ขอฝากความเห็นของนักวิชาการอันเป็นสาระประโยชน์แกทุกฝ่ายไว้พิจารณาเฝ้าสังเกตการขยายหรือหดตัวของ Intolerable Gap  หรือ Revolutionary Gap เพื่อชัยชนะจะได้เป็นของท่านต่อไป

Offline

#6 June 7, 2017 12:22 AM

กะตังป๋า
Member
Registered: February 27, 2017
Posts: 229

Re: สภาวะอันสับสนของขบวนการล้มเจ้า

ผมยังติดหนี้พี่น้องเรื่องบทความของ Raymond Tanter และ Manus Midlarsky อ่านจบแล้วครับ แต่ยังเขียนสรุปออกมาให้กระชับและเข้าใจง่าย ๆ ไม่ได้ ขืนสุ่มห้าสุ่มหกมาลงตอนนี้ท่านด่าผมแน่ ว่าเขียนมาทำไมไม่เห็นได้เรื่อง เพราะผมยังไม่ค่อยเข้าใจเลย

เนื่องจากผู้เขียนศึกษาเทียบเคียง (Correlate) แนวคิด การวิเคราะห์ และผลการศึกษา ของนักวิชาการกว่าสิบท่าน นับแต่ Plato, Aristotle มาเลยทีเดียว บางท่านศึกษาเชิงปริมาณที่ใช้ค่าสถิติต่าง ๆ และกราฟ มาเกี่ยวข้องมากมาย  จึงค่อนข้างสรุปยาก แต่เห็นว่ามีประโยชน์มาก ใครที่เคยเรียนการวิจัยเชิงปริมาณและสามารถอ่านค่าสถิติที่ใช้ในการวิจัยได้ น่าจะอ่านหรือคูตารางเปรียบเทียบค่าในบทความนี้  เพราะการศึกษาการปฏิวัติเปรียบเทียบระหว่างประเทศต่าง ๆ ที่เกิดในห้วงเวลาเกือบร้อยปีโดยวิธีศึกษาเชิงปริมาณมีน้อยมาก เพราะอ่านแล้วเกิดความรู้สึกลึก ๆ ว่าการปฏิวัติแบบนั้น (การปฏิวัติก่อนทศวรรษ 1970) อาจไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย


ผมพูดถึงการปฏิวัติแบบในตัวอย่างยุโรป อเมริกา ลาตินอเมริกา และเอเซีย ก่อนทศวรรษ 1970 อาจไม่เกิดขึ้นในประเทศนั้น  ท่านที่กำลังเคลื่อนไหวปฏิวัติอยู่อย่างเพิ่งอ่อนใจ และเผด็จการก็อย่าได้ดีใจว่าจะไม่เกิดปฏิวัติในประเทศไทย  เพราะการปฏิวัติก่อนทศวรรษ 1970 ผู้ก่อการมักมีสูตรสำเร็จว่าหลังจากโค่นอำนาจของระบอบเดิมแล้วจะเอาระบอบอะไรมาจัดระเบียบการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม ของประเทศ พูดง่าย ๆ คือต้องประกาศตั้งแต่ก่อนการลุกขึ้นสู้แล้วว่าชนะแล้วจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ดังเช่น การปฏิวัติอเมริกาปี 1776  ฝรั่งเศสปี 1789  รัสเซีย 1917  จึนปี 1949  เวียตนามปี 1954  และคิวบาปี 1959  เป็นต้น  แต่การปฏิวัติไทยครั้งนี้ไม่น่าจะประกาศแนวทางการเปลี่ยนแปลงโดยละเอียดได้  เพราะสังคมปัจจุบันมีกลุ่มผลประโยชน์ (Interest Groups)  กลุ่มอิทธิพล (Influence Groups) และพรรคการเมือง (Political Parties) จำนวนหลากหลายกลุ่ม  แต่ละกลุ่มต่างมีแนวคิดในการจัดระบบต่าง ๆ ของประเทศแตกต่างกัน  จะฆ่าให้คนคิดต่างตายทั้งหมดย่อมไม่ได้  การที่บางกลุ่ม เช่น อสสท.ประกาศชูแนวคิดสถาปนาสหพันธรัฐ จึงเป็นเพียงการประกาศความชัดเจนของความเคลื่อนไหวปฏิวัติเท่านั้น  แต่ในที่สุดเมื่อเกิดการลุกขึ้นสู้ครั้งใหญ่ มันไม่ใช่มีเพียง อสสท.ที่ลุกขึ้นสู้ แต่อาจมีทั้ง นปช. สลิ่ม คนเสื้อขาว นักศึกษา และประชาชนที่ไม่สังกัดกลุ่มใด ร่วมกันสู้ ชัยชนะจึงเป็นของทุกฝ่ายที่สู้ร่วมกัน  มันจะจบคล้ายเนปาลคือกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ของเนปาลมาตกลงกันว่าจะเอาไงกับอนาคตของประเทศ ที่นั่นพรรค Maoist ก็ไม่สามารถเสนอแนวทางของตนได้แต่เพียงฝ่ายเดียว  ดังนั้นจึงอาจจำเป็นต้องร่วมกันลุกขึ้นสู้โค่นล้มระบอบเก่าก่อนแล้วจึงมาตกลงกันเรื่องจะเอาไงกับอนาคตของปรเทศกะลาแลบด์


ความเห็นแบบนี้ไม่ใช่ความเห็นของผมเพียว ๆ นะครับ  แต่เท่าที่คุยกับหลาย ๆ คนต่างคิดแบบนี้ เพียงแต่ผมยกผลการศึกษามาอ้างอิงเท่านั้น  และถ้าใครติดตามคลิป อ.ชูพงศ์ ก็พูดแนวนี้  แม้แต่ อ.สมศักดิ์เจียม (คลิป 6/06/60) ก็พูดชัดเจนแบบนี้และยังแนะให้ร่วมกันหาทางออกที่ fair ต่อทุกฝ่าย เพราะโมเดลการลุกขึ้นสู้แบบเพียว ๆ น่าจะจบลงตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 ที่อิหร่าน และนิคารากัว เท่านั้น อย่างไรก็ตามการเสนอโมเดลที่สังคมยอมรับร่วมกันได้นั้นยากมาก

Offline

#7 June 8, 2017 7:51 PM

กะตังป๋า
Member
Registered: February 27, 2017
Posts: 229

Re: สภาวะอันสับสนของขบวนการล้มเจ้า

อ.ชูพงศ์ วันนี้แม้แนวคิดยังมั่นคงอยู่กับการเปลี่ยนระบอบ Absolute Monarchy  ไปเป็นประชาธิปไตย โดยพลังมวลชนจำนวนมหาศาลที่ลุกขึ้นสู้พร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้ทหารส่วนหนึ่งที่มีจิตสำนึกอยู่เคียงข้างประชาชน ออกมาร่วมปกป้องประชาชนและต่อสู้ร่วมกับประชาชน ดังที่เคยเกิดขึ้นแล้วในฟิลิปปินส์ในการโค่นล้มมาร์กอสเมื่อปี 2529 โดยนายทหารใหญ่ 2 คน คือ ฮวน ปอนเช เอนริเล่ รัฐมนตรีกลาโหม และ ฟิเดล รามอส รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ซึ่งต่อมาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี) ประกาศนำทหารสู้เคียงข้างฝ่ายประชาชน  อาร์คบิช็อปแห่งมะนิลา ก็ออกแถลงการณ์ทางวิทยุเรียกร้องชาวฟิลิปปินส์ปกป้องกลุ่มทหารที่แยกตัวออกมาจากรัฐบาล แม่ชีนิกายคาทอลิกตั้งเต็นท์ให้บริการอาหารแก่ผู้ชุมนุมใกล้ค่ายทหาร จนมาร์กอสและครอบครัวต้องเผ่นขึ้น ฮ.ของสหรัฐหนีไปลี้ภัยที่ฮาวายจนตาย

ทีแรก อ.ชูพงศ์ เสนอให้ทุกกลุ่มที่กำลังต่อสู้กับเผด็จการมารวมกันภายใต้องค์การนำเดียวกัน แต่ระยะหลังมานี้ อ.ชูพงศ์ เริ่มเสนอความคิดว่า มีหลายกลุ่มก็ไม่เป็นไรเพราะมาจากหลากหลายสาขาอาชีพอาจคิดต่างกันบ้าง เหมือนป่าไม้สมบูรณ์ย่อมมีพันธุ์ไม้นานาชนิด  การมีหลายกลุ่มไม่ถือว่าแตกแยกแต่กลับเป็นเรื่องดี  เพราะมีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์เดียวกันคือเปลี่ยนระบอบ จึงอยู่ใต้ขบวนเดียวกันคือขบวนประชาธิปไตย (Democratic Movement) ซึ่งในที่สุดจะมารวมกันเอง

ดีใจครับที่ อ.ชูพงศ์ มีแนวคิดที่ยืดหยุ่นขึ้น ดังนั้นจึงใคร่ขอร้อง อ.ชูพงศ์ อย่าได้ว่ากล่าวกลุ่มนั้นกลุ่มนี้เลย  ตราบใดที่ไม่มีคนมีบารมีสูงอย่างท่านทักษิณ หรือใครก็ตามที่ประชาชนกว่าครึ่งประเทศศรัทธา มาจัดตั้งองค์การนำและเป็นผู้นำปฏิวัติ  สภาพการต่อสู้ก็จำเป็นต้องถูลู่ถูกังอย่างที่เห็น คือ มีหลากหลายกลุ่ม หลากหลายความคิด หลากหลายวิธีการ  ซึ่ง อสสท.ที่นำโดยลุงสนามหลวงก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ผมชอบ อสสท. เพราะกล้าประกาศแนวทางชัดเจนตรงไปตรงมาอย่างมั่นคง กล้านำเสนอแนวทางสหพันธรัฐเป็นจุดขาย เพื่อให้ประชาชนเห็นอนาคต จะได้อยากเข้าร่วมต่อสู้ เรื่องนี้ควรปล่อยให้ อสสท.สู้ในแนวทางของเขาไปเลย เขาจะขายความคิดสถาปนาสหพันธรัฐก็ปล่อยเขาเสนอไป เอาไม่เอาเป็นเรื่องของประชาชน  แต่ขอ อสสท.อย่าต่อว่ากลุ่มอื่นที่ชอบแนวสาธารณรัฐ หรือกลุ่มที่ยังไม่เลือกแบบไหนแต่ขอยึดอำนาจมาเป็นของประชาชนก่อน ใครไม่ชอบและอยากเป็นสาธารณรัฐแบบ อ.หวาน ก็ไปเกาะกลุ่มตรงนั้น  นปช. นักศึกษาอีกหลายกลุ่ม และกลุ่มอื่น ๆ ที่อยู่ในประเทศทำอะไรมากไม่ได้ก็พยายามสู้เท่าที่จะทำได้  เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เงื่อนไขทุกอย่างพร้อม หรือตามทฤษฎี T-curve ของ Davies ว่าความพึงพอใจในสิ่งที่ได้รับจากการตอบสนองของรัฐผกผัน (กราฟดิ่งเหวอย่างกระทันหัน) ซึ่งเกิดขึ้นแน่นอนหากยังมีรัฐบาลเผด็จการแบบนี้อยู่ต่อไปอีกสักระยะ  ประชาชนทุกกลุ่มทั้งในและนอกประเทศจะพร้อมใจกันลุกขึ้นตะโกนออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า "กูทนไม่ไหวแล้วโว้ย" หรือแบบเดียวกับที่ชาวฝรั่งเศสตะโกนคำว่า "Intolerable Intolerable Intolerable...." ในการชุมนุมที่สนามเทนนิสกลางกรุงปารีสต่อต้านอำนาจของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เมื่อปี 1789 และเมื่อนั้นประชาชนแทบทุกคนจะไม่มีใครอยู่ในบ้าน ยกเว้นคนแก่กับเด็กเล็ก ทุกคนที่เดินได้จะออกมาสู่ท้องถนน เข้าควบคุมที่ทำการอำนาจรัฐทั้งหมด ทหารตำรวจก็ไม่กล้าแม้แต่แต่งเครื่องแบบ  แล้วเผด็จการก็จะไม่มีที่ยืนในประเทศนี้อีกต่อไป

อดใจรอสักนิดครับ

Offline

#8 June 9, 2017 4:47 AM

กะตังป๋า
Member
Registered: February 27, 2017
Posts: 229

Re: สภาวะอันสับสนของขบวนการล้มเจ้า

ขอสรุปทความเรื่อง A Theory of  Revolution  ของ Raymond Tanter และ Manus Midlarsky ที่ได้ศึกษาจากผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการปฏิวัติ (รวมถึงการรัฐประหาร) ของนักวิชาการกว่าสิบท่าน ทั้งการศึกษาเชิงปริมาณ และการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยมีกรณีตัวอย่างการปฏิวัติและรัฐประหารในประเทศต่าง ๆ กว่าสิบประเทศ ทั้งในยุโรป อเมริกา ลาตินอเมริกา และเอเซีย ในช่วงปี  ค.ศ.1776 (ปฏิวัติอเมริกา ถึง ค.ศ.1963 (ปฏิวัติสาธารณรัฐโดมินิกัน) ในจำนวนนี้รวมถึงการรัฐประหารของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ของไทยในปี ค.ศ.1957 ด้วย  ขอสรุปเท่าที่จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาขบวนการปฏิวัติของไทยที่กำลังดำเนินอยู่ในเวลานี้ เป็นข้อ ๆ เพื่อให้เข้าใจง่าย สิ่งใดที่ผมต้องการขยายความผมจะใส่ในวงเล็บ ดังนี้

1. ผลการศึกษามีการโต้แย้งทฤษฎีมาร์กซ์ (Marxist) ที่พวกลัทธิมาร์กซ์มองว่าการปฏิวัติเป็นผลผลิตของพลังทางประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจต้านทานได้ ซึ่งในที่สุดจะเกิดการต่อสู้ระหว่างชนชั้นนายทุนและชนชั้นกรรมาชีพ  ซึ่ง Hannah Arendt แย้งว่าการปฏิวัติเป็นการฟื้นฟูประเภทหนึ่ง ในที่ซึ่งฝ่ายปฏิวัติพยายามฟื้นฟูอิสรภาพและสิทธิพิเศษที่เสียไปเพราะถูกกดขี่ ซึ่งการปฏิวัติอเมริกาและการปฏิวัติต่อต้านจักรวรรดินิยม (การล่าอาณานิคม) เป็นตัวอย่างในความหมายนี้  นอกจากนี้ผู้เขียนยังแย้งมาร์กซิสต์ว่า การปฏิวัติไม่ใช่จักรกลทางประวัติศาสตร์ดังที่พวกเฮเกลเลี่ยนและพวกมาร์กซิสต์ว่าไว้ แต่มันเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับการนำเสนอแนวคิดที่มุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลงของผู้มีส่วนร่วมการปฏิวัติ  ดังนั้นความรุนแรงในการปฏิวัติอาจแปรผันตามระดับของความเปลี่ยนแปลงที่ฝ่ายปฏิวัติต้องการ (ประมาณว่าถ้าต้องการเปลี่ยนมากหรือเปลี่ยนของใหญ่ ก็จะมีความรุนแรงมาก)

2. ฝ่ายปฏิวัติต้องท้าทายต่อชนชั้นนำทางการปกครอง โดยมักมีการใช้ความรุนแรงต่อกัน  และมักต้องการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลก่อนจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง (เปลี่ยนระบอบ)

3. การปฏิวัติโดยมวลชน หรือ Mass Revolution มักเกิดหลังจากมีความขัดแย้งขนาดใหญ่ (ระดับความขัดแย้งสูง) อันเกิดจากการถูกกดขี่อย่างรุนแรง หรืออัตราความเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณท์มวลรวมประชาชาติต่อจำนวนประชากร (GNP/CAP) ที่เคยอยู่ในระดับสูง กลับผกผันตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว (ความเห็นของ Tocqueville, Brinton และ Davies สอดคล้องกันในประเด็นนี้) และนอกจากนี้มวลชนตัองมีการจัดตั้งที่ดี

4. การศึกษาของ Saymour M. Lipset และคนอื่น ๆ ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง การจบการศึกษา (ระดับประถมศึกษา) กับการปฏิวัติ พบว่าการปฏิวัติ (รวมถึงการรัฐประหาร) เกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคมที่มีการจบการศึกษาในระดับต่ำ

5. Gini กล่าวถึงระดับของความไม่เสมอภาคในการกระจายรายได้ และการถือครองที่ดินที่ไม่เป็นธรรม จะกระตุ้นให้มวลชนจำนวนมากอยากเข้าร่วมการปฏิวัติมากขึ้น  ซึ่ง Russett ได้รายงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีความไม่เสมอภาคในการถือครองที่ดินของ Gini และความรุนแรงภายในประเทศจำนวน 44 กรณีศึกษา (44 Cases)

6. George Blanksten  ว่าการปฏิวัติในลาตินอเมริกาต่างจากการปฏิวัติในเอเซีย ซึ่งในลาตินอเมริกาส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลงการปกครองโดยอำนาจของวังที่ยอมต่อข้อเรียกร้องของสังคมที่ไม่พอใจโครงสร้างการแบ่งชนชั้นทางสังคม ที่เป็นอุปสรรค (Barriers) ที่แข็งแกร่งขวางกั้นระหว่างชนชั้นบนที่ผูกขาดอำนาจทางการเมือง กับชนชั้นล่างที่เกือบจะถูกกันออกจากการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง ส่วนเหตุผลเรื่องปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องรอง จึงไม่มีความรุนแรงในการเปลี่ยนผ่าน  ต่างจากการปฏิวัติในเอเซียส่วนใหญ่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณท์มวลรวมประชาชาติต่อจำนวนประชากร (GNP/CAP) และระดับการศึกษามากกว่า ส่วนอุปสรรค (Barriers) ที่ขวางกั้นระหว่างชนชั้นนำกับมวลชนมีไม่มาก จึงทำให้มวลชนที่ร่วมกันปฏิวัติม้กใช้ความรุนแรงกับชนชั้นนำได้ง่าย การปฏิวัติในเอเซียจึงมีความรุนแรงมากกว่าในลาตินอเมริกา

7. Tocqueville ศึกษาโครงสร้างทางสังคมของฝรั่งเศสก่อน ค.ศ.1789 (ช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18) พบว่าเส้นแบ่งระหว่างชนชั้นขุนนาง นายทุน และชาวนา แข็งแกร่งมาก ทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสสมัยนั้นมีเสถียรถาพกว่ารัฐบาลอังกฤษมาก  แต่ก่อนปี ค.ศ.1789 เล็กน้อย  อุปสรรค (Barriers) ระหว่างชนชั้นลดความแข็งแกร่งลง  ทำให้มวลชนกล้าก้าวล่วงชนชั้นบน และการปฏิวัติโดยมวลชน (Mass Revolution) ก็เกิดขึ้น


จากบทความนี้ทำให้มองการปฏิวัติเปลี่ยนระบอบการปกครองไทยได้พอสรุป ดังนี้

1. ไม่อาจใช้ทฤษฎีมาร์กซ์เพียงทฤษฎีเดียวในการปฏิวัติ แต่ต้องใช้แนวคิดและทฤษฎีอื่นประกอบด้วย เช่น แนวคิดระบอบประชาธิปไตย  แนวคิดระบบสหพันธรัฐหรือสาธารณรัฐ  แนวคิดระบบเสรีนิยมหรือสังคมนิยมหรือรัฐสวัสดิการ ฯลฯ

2. มีการจัดตั้งมวลชนที่ดี  มีการรวมกลุ่มให้ความรู้ ความเข้าใจปัญหาของชาติ และทำไมต้องแก้ด้วยการปฏิวัติ  ปฏิวัติอย่างไร  เป็นต้น

3. สังคมไทยเป็นสังคมที่มีหลากหลายกลุ่ม (Pluralistic Society)  แม้แต่กลุ่มที่ต้องการปฏิวัติเปลี่ยนระบอบก็มีหลายกลุ่ม  จึงต้องระมัดระวังในการประสานประโยชน์กันให้ดี  การปฏิวัติไทยอาจไม่เหมือนประเทศต่าง ๆ ในการศึกษานี้ซึ่งปฏิวัติก่อนทศวรรษ 1970 กันทั้งนั้น  การปฏิวัติโดยแกนเดี่ยวทางแนวคิด องค์การ และผู้นำเดียวจึงทำยากในทศวรรษ 2010

4. ต้องกล้าท้าทายชนชั้นนำ  แม้จะมีอุปสรรค (Barriers) เช่น กฎหมายหลายฉบับหลายมาตรา และจารีตประเพณี ความเชื่อ กลุ่มมวลชนฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติ ฯลฯ ขวางกั้นอยู่ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าปัจจุบันชนชั้นนำได้เสริมความแข็งแกร่งของ Barriers เหล่านี้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (ลองเปรียบเทียบกับ Barriers ของประเทศต่าง ๆ ในลาตินอเมริกา และฝรั่งเศส ก่อนปฏิวัติซิครับ ว่าเหมือนบ้านเราหรือเปล่า อิอิ...)

5. การพยากรณ์ว่าจะเกิดปฏิวัติโดยมวลชน  (Mass Revolution) ในกะลาแลนด์ว่าจะเกิดเมื่อใด อย่างไร และใครจะเป็นอย่างไรนั้น ไม่มีนักวิชาการคนใดกล้าพยากรณ์ แม้แต่หมอเดาที่ออกมาทำนายดวงเมืองยังไม่มีใครกล้าพยากรณ์  แต่ในทางทฤษฎีสามารถทำได้  โดยการสร้างตัวชี้วัดทางทฤษฎีขึ้นมาสักชุดหนึ่งเพื่อตรวจสอบกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ถ้าเจ๋งจริงต้องทำได้ ดังกรณี Allan J. Lichtman  อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ของ American University Washington D.C. ที่สามารถทำนายผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐไม่เคยผิดเลยตั้งแต่ปี 1984 ถึง 2017 ปัจจุบัน เขาทำนายผลการเลือกตั้งถูกต้องแล้วถึง 9 ครั้งติดต่อกัน เขาเป็นผู้เขียนหนังสือชื่อ The Keys to the White House: A Surefire Guide to Predicting the Next President ซึ่งเป็นงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเลือกตั้ง ตั้งแต่ปี 1860 ถึงปี 1980 ซึ่งพบว่าผลการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับพรรคที่เป็นรัฐบาลปัจจุบันว่าจะรักษา “กุญแจ” แห่งชัยชนะต่าง ๆ เอาไว้ได้มากน้อยแค่ไหน กุญแจนี้ประกอบด้วยปัจจัย 13 ข้อ ถ้าพรรครัฐบาล เสียกุญแจไป 6 ดอก จากทั้งหมด 13 ดอก พรรคฝั่งตรงข้าม จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี รายละเอียดหาอ่านตามชื่อหนังสือครับ 

สำคัญว่าใครจะสร้างทฤษฎีที่สามารถพยากรณ์ได้แม่นยำขนาดนี้มาพยากรณ์การปฏิวัติของเราได้ ท่านคือสุดยอดปรมาจารย์ทีเดียว

Last edited by กะตังป๋า (June 10, 2017 7:40 PM)

Offline

#9 June 10, 2017 8:33 PM

กะตังป๋า
Member
Registered: February 27, 2017
Posts: 229

Re: สภาวะอันสับสนของขบวนการล้มเจ้า

ผมเคยสู้ในบางแนวทางมาแล้ว โพสต์ต่อว่าเผด็จการหลายหน ยามนี้จึงค้นพบตัวเองว่ามาทำสิ่งที่ถนัดและไม่ค่อยมีใครทำดีกว่า คือ หาชุดคำอธิบายหรือทฤษฎีเกี่ยวกับการปฏิวัติมวลชนมานำเสนอ เพราะพอจะมีพื้นความรู้ด้านการเมืองบ้าง คือมีความรู้ไม่มากมายแตกฉานเหมือนอาจารย์มหาลัยนะ แต่ก็รู้เท่าที่เขียนโพสท์ลงในเว๊ปบอร์ดนี้แหละ ท่านใดเห็นว่าไม่ถูกกรุณาแนะนำ ผมจะได้แก้ไขปรับปรุงต่อไป  เพียงแต่ต้องการเขียนในสไตล์ที่ไม่ค่อยเห็นใครทำนี้ คือการใช้ทฤษฎี แนวคิด ผลการศึกษา และความเห็นของนักวิชาการ มาเป็น "เครื่องมือ" ในการศึกษา ตรวจสอบ ตรวจวัด วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ เสนอความเห็น ฯลฯ (แต่ยังไม่เจ๋งถึงขนาดพยากรณ์นะครับ)


ต่อข้อวิตกกังวลที่ว่าคนไทยส่วนใหญ่เป็นไทยเฉย สยบยอมอำนาจรัฐ และไม่กล้าต่อสู้ ซึ่งจะทำให้สังคมเราตกอยู่ใต้อุ้งตีนเผด็จการในสภาพนี้หรือเลวร้ายกว่านี้ไปอีกนาน  จนนักต่อสู้บางท่านท้อใจเพราะไม่รู้จะปลุกคนไทยออกมาโค่นล้มระบอบเผด็จการได้อย่างไรนั้น


ใครรู้สึกเช่นนี้ ขอท่านพิจารณาใช้ทฤษฎี T-curve ของ James C. Davies และผลการศึกษาของ Raymond Tanter และ Manus Midlarsky ที่อ้างผลการศึกษาของ George Blanksten ที่ว่าการปฏิวัติในเอเซียมีความสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณท์มวลรวมประชาชาติต่อจำนวนประชากร (GNP/CAP) ซึ่งก็คือ "รายได้ต่อหัว" นั่นเอง


การใช้ทฤษฎี T-curve และ รายได้ต่อหัว มาเป็นเครื่องมือในการพยากรณ์ว่าประชาชนเป็นล้านจะลุกขึ้นโค่นล้มระบอบเผด็จการเมื่อใดนั้น  เป็นวิธีการหนึ่งในการประมาณการได้บ้างแม้ไม่ดีที่สุด (เพราะผมมีความรู้แค่นี้)  บางท่านอาจบอกว่ารายได้ต่อหัวหยาบเกินไปเพราะเอารายได้ของคนไทยทุกคนทั้งในและนอกประเทศมารวมกันแล้วหารด้วยจำนวนประชากร ก็ยอมรับครับ  แต่จะให้เอาตัวเลขอะไรมาพล็อตลงบนกราฟของ Davies ละครับ  นอกจากนี้การใช้รายได้ต่อหัว หรือ GNP/CAP เป็นเครื่องมือในการศึกษามีนักวิชาการอย่าง George Blanksten ยืนยันแล้วว่าพอเชื่อถือได้ เพราะมันสะท้อนถึงความห่วยแตกในการบริหารประเทศของรัฐบาลที่มีขีดความสามารถต่ำในการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ทำให้การค้า การลงทุน การจ้างงาน การบริโภค ฯลฯ ตกต่ำย่ำแย่มาก ๆ จนเมื่อนำตัวเลขทางเศรษฐกิจมาพล็อตลงบนกราฟในแต่ละช่วงเวลานั้น ความห่วยแตกทำให้เส้นกราฟดิ่งหัวลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิด "ช่องว่างแห่งการปฏิวัติ" (Intolerable Gap หรือ Revolutionary Gap) ขยายกว้างขึ้น ๆ จนประชาชนพากันออกจากบ้านเป็นล้านไล่ส่งเผด็จการออกไปในที่สุด  ดังนั้นผมจะขอใช้เครื่องมือ 2 ตัวนี้ คือ T-curve และ GNP/CAP เป็นเครื่องมือในการศึกษา แล้วจะค่อย ๆ ทยอยนำเสนอท่านต่อไป  อาจพอบอกได้ว่าประชาชนจะลุกขึ้นสู้เมื่อใด  เพราะการลุกขึ้นสู้ครั้งนี้ไม่เหมือนตุลาคม 2516 และ พฤษภาคม 2535 ซึ่งมีพลังการเมืองเหนือรัฐและพลังอื่น ๆ มีส่วนผลักดันด้วย แต่การปฏิวัติมวลชนครั้งนี้พลังการเมืองเหนือรัฐและอีกหลายพลังกลับเป็นอุปสรรคสะกัดกั้น (Barriers) ไม่ใช่ตัวสนับสนุน (Supporters)  ผมจึงขอใช้เครื่องมือสองตัวนี้ครับ ชั่วดีถี่ห่างก็ยังดีกว่าอยู่เปล่า ๆ ครับ

Last edited by กะตังป๋า (June 10, 2017 8:37 PM)

Offline

#10 June 21, 2017 4:18 AM

กะตังป๋า
Member
Registered: February 27, 2017
Posts: 229

Re: สภาวะอันสับสนของขบวนการล้มเจ้า

เรื่องรายได้ต่อหัวต่อปีที่มีส่วนสัมพันธ์ต่อการปฏิวัติมวลชนในแถบเอเซียซึ่งต้องดูระยะยาวหลายปีกว่าจะออกฤทธิ์นั้น  ขอยกตัวอย่างฟิลิปปินส์ก็แล้วกัน


ฟิลิปปินส์เดิมเป็นสาธารณรัฐที่รุ่งเรืองมาก พ.ศ.2503 รายได้ต่อหัวของคนฟิลิปปินส์สูงถึง 696 เหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่รายได้ต่อหัวของคนไทยใน พ.ศ.2503 มีเพียง 359 เหรียญสหรัฐฯ คนฟิลิปปินส์มีรายได้สูงกว่าคนไทยถึง 2 เท่า นอกจากนี้รายได้ต่อหัวยังสูงกว่าคนเกาหลีใต้และคนจีน  ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สถาบันการศึกษาของฟิลิปปินส์ทุกระดับได้รับความนิยมมาก ใครสำเร็จการศึกษาจากฟิลิปปินส์ได้รับการยอมรับนับถือว่ามีความรู้ดี

แต่ 20 ปีต่อมา ในปี พ.ศ.2523 (สมัยประธานาธิบดีมาร์กอส) รายได้ต่อหัวของคนฟิลิปปินส์ร่วงต่ำกว่าของคนเกาหลีได้ (แต่ก็ยังสูงกว่าคนไทยและจีน) สังคมของฟิลิปปินส์หลังจาก พ.ศ.2523 มีแต่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง นายเบนิญโญ อากีโน วุฒิสมาชิกถูกไล่ออกนอกประเทศ พอกลับเข้าประเทศเมื่อ 22 สิงหาคม พ.ศ.2526 ก็ถูกทหารยิงเสียชีวิตที่สนามบินกลางกรุงมนิลา  จากนั้นก็มีแต่ความขัดแย้ง มีการเดินขบวนแทบทุกวัน การเลือกตั้งในฟิลิปปินส์เลื่อนแล้วเลื่อนอีก (เหมือนประเทศเราเลยนะ)  กลุ่มที่สร้างเรื่องยุ่งยากในการเมืองฟิลิปปินส์มากที่สุดกลุ่มหนึ่งก็คือ ‘คณะกรรมการเลือกตั้ง’ ที่ไม่เป็นกลางในการจัดการเลือกตั้ง กระทั่งการเลือกตั้งปี พ.ศ.2529 มาร์กอสชนะการเลือกตั้งแต่ถูกกล่าวหาว่าโกงการเลือกตั้ง ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจ และการที่เขาอยู่ในอำนาจนานถึง 20 ปี  จึงถูกประชาชนลุกฮือขับไล่

รายละเอียดอ่าน : https://www.thairath.co.th/content/403870


ถ้าเทียบกับไทยปัจจุบัน พบว่ารายได้ต่อหัวของไทยกลับสูงกว่าฟิลิปปินส์ถึงสองเท่า (เกือบสามเท่า) จากข้อมูลของกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ เปรียบเทียบรายได้ต่อหัวของประเทศสมาชิกอาเซียน

ปี 2010(2553) ไทย = 4,736 ดอลล่าร์สหรัฐ/คน/ปี  ฟิลิปปินส์ = 2,014 ดอลล่าร์สหรัฐ/คน/ปี 
ปี 2015(2558) ไทย = 7,130 ดอลล่าร์สหรัฐ/คน/ปี  ฟิลิปปินส์ = 2,692 ดอลล่าร์สหรัฐ/คน/ปี

ที่มา : http://m.prachachat.net/news_detail.php … 1387863536


สำหรับประเทศไทยเวลานี้ เท่าที่ดูข้อมูลรายได้ต่อหัวต่อปีที่รวบรวมโดย สนง.คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ช่วงปี พ.ศ.2553 เป็นต้นมา ปรากฏว่าเพิ่มขึ้นทุกปี แม้ปัจจุบันที่ภาวะเศรษฐกิจแย่ขนาดนี้ การลงทุนหด การส่งออกวูบ ว่างงานเกือบห้าแสนคน ยังประมาณการรายได้ต่อห้วเพิ่มขึ้น สรุปดังนี้
พ.ศ.2553   114,441 บาท/คน/ปี
พ.ศ.2554   117,442 บาท/คน/ปี
พ.ศ.2555   127,395 บาท/คน/ปี
พ.ศ.2556   131,579 บาท/คน/ปี
พ.ศ.2557   133,877 บาท/คน/ปี
พ.ศ.2558   137,899 บาท/คน/ปี
พ.ศ.2559   ประมาณการ 212,980 บาท/คน/ปี
พ.ศ.2560   ประมาณการ 225,096 บาท/คน /ปี


พอจะมองได้อย่างหยาบ ๆ ว่า ปัญหาเศรษฐกิจของเรายังไม่บัดซบพอที่จะสร้างความเครียดอย่างสุดทน (Intolerable) จนถึงกับลุกฮือปฏิวัติ อาจเป็นเพราะเศรษฐกิจฐานรากโดยเฉพาะชนบทยังสามารถรองรับผลกระทบจากปัญหาการว่างงานได้ในระดับหนึ่ง  ปัญหาการส่งออก การลงทุน และการจ้างงาน จึงไม่ส่งผลกระทบรุนแรงที่มีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล  ส่วนปัญหาการเมืองก็ถูกผ่อนคลายลงจากแนวโน้มที่อาจมีการเลือกตั้งในปี 2561 และรัฐบาลทหารยังคงใช้วิธีบังคับกดดันอย่างเด็ดขาดไปที่แกนนำที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองที่อาจส่งผลต่อการเกิดการรวมตัวของมวลชน  ปัจจัยเหล่านี้จึงยังไม่สามารถสร้างเงื่อนไขที่มากพอต่อการลุกฮือของประชาชน 


ความหวังที่ฝ่ายปฏิวัติรอให้สถานการณ์สุกงอมเพื่อให้ประชาชนลุกฮือในเร็ว ๆ นี้ คงไม่เกิดขึ้น  ยิ่งถ้าปี 2561 มีการเลือกตั้ง แรงกดดันทางการเมืองก็จะลดลง ปัญหาเศรษฐกิจก็จะมีช่องทางผ่อนคลายได้มากขึ้นจากการเลิกคว่ำบาตรของชาติต่าง ๆ และมีโอกาสเจรจาทางการค้าได้กว้างขวางขึ้น   เว้นแต่ฝ่ายเผด็จการโง่บัดซบถึงขนาดไม่ยอมให้เลือกตั้ง  ปิดประเทศ  ไม่สนใจปัญหาเศรษฐกิจ  และเลิกให้สวัสดิการสังคมบางอย่างที่ประชาชนเคยได้รับ (เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค, เบี้ยยังชีพคนชรา/พิการ/เอดส์ เป็นต้น)  ก็อาจเป็นการสร้างเงื่อนไขทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม  จนประชาชนถึงจุดสุดทน (Intolerable)  แบบนี้ อสสท.จะได้เฮแน่

Offline

#11 June 27, 2017 10:54 AM

กะตังป๋า
Member
Registered: February 27, 2017
Posts: 229

Re: สภาวะอันสับสนของขบวนการล้มเจ้า

พี่น้องอาจเห็นตัวเลขรายได้รายได้ต่อหัวข้างบนแล้วงง  ไม่ต้องงงครับ ปี 53-58 เป็นรายได้ประชาชาติต่อหัว (ไม่รวมรายได้ที่เกิดในต่างประเทศ) ส่วนปี 59-60 เป็นรายได้ต่อหัวที่รวมรายได้ที่เกิดในต่างประเทศด้วย (GNP/CAP) เพราะผมหาของปี 53-58 ไม่ได้ จึงเอารายได้ประชาชาติต่อหัวมาเทียบให้ดู....สรุปแล้วก็คือไม่ว่าจะเป็นรายได้ประชาชาติต่อหัว หรือรายได้ต่อหัว ล้วนแต่เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นทุกปี  แม้จะค้านสายตาหรือขัดความรู้สึกเพียงใด เพราะหน่วยงานที่ทำรายงานตัวเลขพวกนี้เป็นหน่วยงานที่มักถูกรัฐบาลเรียกไปขอให้ทำตัวเลขให้ดูดี แม้สมัยนายกทักษิณยังอารมณ์บ่จอยกับหน่วยงานนี้ที่คาดการอัตราการเติบโตของGDP น้อยไป สภาพัฒน์ก็บอกว่าคาดการตามตัวเลขแนวโน้ม....ท่านทักษิณก็ว่าท่านจะทำให้เติบโตสูงกว่าสภาพัฒน์คาดการไว้ ฯลฯ รัฐบาลนี้ก็คงไม่ต่างกัน.....ดังนั้นตัวเลขพวกนี้จึงมีความน่าเชื่อถือไม่มากนัก....บางทีอาจต้องประเมินจากความเดือดร้อนจริง ๆ จะแม่นยำกว่า  เช่น ผมคิดเกณท์หยาบ ๆ แบบพวก "จิตนิยม" ว่า ประชาชนจะเดือดร้อนถึงขีดสุดและลุกฮือออกมาร่วม อ.ส.ส.ท.ปฏิวัติเปลี่ยนระบอบเมื่อ.....
- ราคาข้าวเปลือกเหลือตันละ 4,000 บาท
- ราคายางพาราเหลือ กก.ละ 20 บาท
- คนตกงาน 1 ล้านคนขึ้นไป (ปัจจุบันประมาณ 5 แสนคน)
- นักศึกษาถูกบังคับแต่งเครื่องแบบทุกชั้นปีเพื่อความมีวินัย
- นักเรียนประถมถึงมัธยมถูกบังคับให้ตัดผมเกรียนแบบพลทหารเพื่อความมีวินัย
- คนที่ไม่ได้ลงทะเบียนคนจน ต่อมากลายเป็นคนจนประมาณ 3 แสนคน เพราะตกงาน แต่ป่วยเข้าโรงบาลแล้วไม่มีเงินร่วมจ่าย
- รัฐบาลทหารเลื่อนการเลือกตั้งปีต่อปี อ้างความไม่สงบ และคนไทยโง่เลือกคนไม่ดีเป็น ส.ส.
- คดีปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ ลักทรัพย์ เพิ่มขึ้น 100%
- มีการคอร์รัปชั่นอย่างโจ๋งครึ่ม แต่พอประชาชนขอตรวจสอบกลับถูกจับยัดคดีเข้าคุก
- พวกเลียตีนเผด็จการ ออกมากวนตีนประชาชนผ่านสื่อไม่เว้นแต่ละวัน
- สถาบันถ้ายังเฉยทำไม่รู้ก็ยิ่งไปกันใหญ่
- ประชาชนหันมารวมตัวกันเป็นกลุ่มต่าง ๆ เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหา จนข้อเรียกร้องถูกระดมเข้ามาอย่างล้นหลาม (overloaded demands) รัฐบาลไม่สามารถสนองตอบข้อเรียกร้องหรือความต้องการได้
- ฯลฯ

ว่าง ๆ ผมจะหาผลสรุปการประชุมทางวิชาการเกี่ยวกับการเกิดวิกฤติทางการเมือง (Political Crisis) ที่จะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอน ที่เขาประชุมกันที่สหรัฐหลายปีมาแล้ว ซึ่ง Samuel P. Huntington ได้รวบรวมไว้  เผื่อขาปฏิวัติจะเอาไปประยุกต์ใช้ให้เผด็จการมันบ้าหนักไปอีก

Last edited by กะตังป๋า (June 28, 2017 8:48 AM)

Offline

#12 June 27, 2017 7:27 PM

กะตังป๋า
Member
Registered: February 27, 2017
Posts: 229

Re: สภาวะอันสับสนของขบวนการล้มเจ้า

เกณท์สิบกว่าข้อทีผมเขียนมาข้างบนเป็นการเขียนแบบมะโน หรือใช้จิตนิยมล้วน ๆ ไม่ได้อิงหลักการหรือทฤษฎีหรือข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ (empirical) ใด ๆ เนื่องจากไม่มีความรู้พอที่จะสามารถทำเกณท์ที่มีความน่าเชื่อถือทางวิชาการอย่างที่ Allan J. Lichtman สร้างเกณท์ในการพยากรณ์ว่าใครจะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ และสามารถทำนายได้ถูกต้องถึง 9 ครั้งติดต่อกัน ดังที่เคยกล่าวถึงในช่วงกลางกระทู้  ผมเพียงแต่อยากท้าทายพี่น้องมาสนใจว่ามีเงื่อนไขหรือปัจจัยใดที่จะทำให้เกิดการลุกขึ้นสู้ครั้งยิ่งใหญ่ (great uprising) ในประเทศไทย  เงื่อนไขหรือปัจจัยเหล่านั้นอาจเป็นได้ทั้งเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลห่วย, เกิดขึ้นเพราะการดิ้นรนหนีตายอย่างโง่เง่าของชนชั้นกดขี่, เกิดตามภาวะปัญหาโลก, หรือเกิดจากการสร้างขึ้นมา (create) ของฝ่ายปฏิวัติ

Last edited by กะตังป๋า (June 27, 2017 7:48 PM)

Offline

#13 June 30, 2017 7:16 PM

กะตังป๋า
Member
Registered: February 27, 2017
Posts: 229

Re: สภาวะอันสับสนของขบวนการล้มเจ้า

ถ้าเวลานี้พี่น้องตระหนักว่าปัญหาของประเทศเราต้องแก้โดยการปฏืวัติเปลี่ยนระบอบ  และเรากำลังอยู่ใน mode ของการปฏิวัติ  เราต้องยินดีกับการไม่มีการเลือกตั้ง เราต้องยินดีที่มีรัฐบาลเผด็จการห่วย ๆ ที่บริหารประเทศไม่เป็น ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้เพราะไร้สติปัญญาและนานาชาติไม่คบค้าไม่มาลงทุน เพราะเป็นเผด็จการ  ให้แม่งเป็นแบบนี้สักอีกระยะหนึ่ง  มันจะบักโกรกจนราคาข้าวเหลือตันละสี่พัน ยางพาราเหลือห้าโลร้อย คนตกงานเป็นล้าน แต่ราคาสินค้าจำเป็นกลับสูงขึ้น  จนคนไม่มีจะแดกต้องจี้ปล้นฉกชิงกันอย่างโกลาหลทั้งเมือง พวกป่วนเมืองก็ออกมาป่วนซ้ำเติมแผลร้ายให้ลุกลามไปทั่ว รัฐบาลทหารเห็นสถานการณ์ไม่สงบก็ยิ่งใช้อำนาจมากขึ้น ถนนแทบทุกสายมีแต่ทหารถือปืนเดินขวักไขว่  มีการจราจลเกิดไปทั่ว  ถามว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร

เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธสำคัญที่ฝ่ายปฏิวัติสามารถใช้ทำลายระบอบเผด็จการ

นักการเมืองทั้งหลายควรอดทนไว้ อย่าโหยหาการเลือกตั้งภายใต้กติกาเผด็จการเลย  แม้ท่านชนะเลือกตั้งได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาลก็ต้องบริหารประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ กติกา และการควบคุมตรวจสอบของซากเดนเผด็จการ  จะมีความหมายอะไรต่ออนาคตของลูกหลานท่านและประชาชนทั้งชาติ

เพราะหลังเลือกตั้งจะทำให้นานาชาติต้องยอมรับรัฐบาลใหม่มากขึ้น  ประเทศที่เคยบอยคอตก็ต้องเลิกบอยคอต ประเทศที่เคยกีดกันการค้าก็จะลดการกีดกัน เคยงดสิทธิพิเศษทางการค้าก็จะให้คืน  รัฐบาลใหม่มีโอกาสมากขึ้นในการเจรจาทางการค้า การกู้เงินจากต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศ  การดึงนักลงทุนจากต่างประเทศมาลงทุนในไทย ฯลฯ จะทำให้เศรษฐกิจจะดีขึ้น  นักการเมืองจำนวนมากจะพอใจกับสภาพนี้และไม่สนับสนุนให้ประชาชนลุกขึ้นสู้ แต่จะกลับไปร่วมมือกับซากเดนเผด็จการหาแดกกันอย่างสุขสำราญต่อไป....

เส้นทางการปฏิวัติจะทอดยาวออกไปอีกอย่างไม่อาจจินตนาการได้ว่าเมื่อใดประชาชนจะได้รับการปลดปล่อยจากอำนาจอันชั่วช้าและเจ้าเล่ห์แสนกลของเผด็จการศักดินาและนักกินเมืองเหล่านี้เสียที

Last edited by กะตังป๋า (June 30, 2017 7:23 PM)

Offline

#14 July 8, 2017 5:23 AM

กะตังป๋า
Member
Registered: February 27, 2017
Posts: 229

Re: สภาวะอันสับสนของขบวนการล้มเจ้า

ฟังความเห็นลุงสนามหลวงต่อความพร้อมของประชาชนในการลุกขึ้นสู้ (great uprising) เมื่อ 06-07-2560 พอสรุปว่าท่านไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีที่ว่าถ้าประชาชนแย่ถึงจะสู้ ท่านเห็นว่ายิ่งประชาชนแย่ยิ่งไม่สู้

คำว่าประชาชนแย่ในความหมายของท่านคงหมายถึงมีสภาพปัญหาต่าง ๆ ที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ย่ำแย่  ความคิดของลุงสนามหลวงตรงกับความเห็นของ James C. Davies ในหนังสือ The J-curve Theory of Revolutions  ซึ่งผมได้สรุปไว้ในข้อ 11 ในช่วงต้น ๆ ของกระทู้นี้ว่า

"11. อย่างไรก็ตาม เขาว่าการปฏิวัติมิได้เกิดขึ้นเสมอไปในสังคมที่สิ้นเนื้อประดาตัว เพราะเมื่อประชาชนมัวสาละวนอยู่กับการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด จะทำให้ความสำนึกและความเห็นพ้องต้องกันในการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองลดลง  ความเป็นไปได้ในการปฏิวัติก็จะลดลงไปด้วย"

นับว่าความเห็นของนักวิชาการด้านสังคมวิทยา(James C.Davies) กับความเห็นของนักปฏิวัติ (ลุงสนามหลวง) ตรงกันในข้อนี้ ดังนั้น ลุงสนามหลวงจึงเห็นว่าแม้ประชาชนยังไม่เดือดร้อนถึงขีดสุดก็จะออกมาสู้ได้ด้วยการปลุกเร้าของคนเดนตายอย่างวงไฟเย็น เป็นต้น.....  สอดคล้องกับท่าทีการปลุกเร้าอย่างไม่ลดละของนักปฏิวัติท่านอื่น ๆ อีกหลายท่าน  ภายใต้แผนปฏิบัติการ และองค์การนำ(ลับ) ที่ยังไม่อาจเปิดเผยได้  ดูเหมือนว่าเมื่อทุกเงื่อนไขพร้อมจะมีการส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายที่จัดตั้งไว้ออกมาปฏิบัติการตามบทบาทที่กำหนดไว้

ปฏิบัติการลักษณะนี้อาจใช้เวลาที่กระชับรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด ชนิดเผ่นหนีกันไม่ทัน  จะได้เห็นผู้มีอำนาจหลายคนถูกควบคุมตัว ดำเนินคดี ติดคุก ยึดทรัพย์  ฯลฯ  มิน่าบางคนกลัวถึงขนาดหาที่หลบหนีในต่างประเทศ บางคนซักซ้อมการเผ่นหนีหลายครั้ง  บางคนเอาทรัพย์สินที่พอจะขนออกได้ไปไว้ต่างประเทศกันแล้ว

ใครที่กำลังลุ้นอะไรอยู่ก็ควรเตรียมตัวไว้ให้พร้อมรอเพียง "สัญญาน" ขออย่างเดียวอย่าเบี้ยวไม่มาตามนัดก็แล้วกัน!!!

Last edited by กะตังป๋า (July 9, 2017 6:56 AM)

Offline

#15 July 8, 2017 11:15 AM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 6,803

Re: สภาวะอันสับสนของขบวนการล้มเจ้า

เห็นด้วยครับ

Offline

#16 July 9, 2017 7:12 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 885

Re: สภาวะอันสับสนของขบวนการล้มเจ้า

คิดว่าพวกทหารจะฟาดคสช.แน่ไม่ช้าก็เร็ว
หากเกิดโขคดีฟลุ๊คขึ้นมา  ก็จะหมดกษัตริย์ลงด้วย
รากหญ้าจงเร่งจัดกระบวน ฝึกซ้อมเรื่อง"ซุ้ม"ระหว่างหมู่และกลุ่ม เพื่อรับกับสถานะการณ์
อย่ามัวแต่คอย และคอยดู จนไม่ได้ทำอะไรให้ตัวเองและพรรคพวก
โอกาสก็ผ่านไปอีกเช่นเคย...และไม่ได้อะไรขึ้นมาเหมือนเดิม
หวังว่าการปั่นป่วนขนาดหนักคราวนี้  เราจะขึ้นขี่คลื่นร้าย มุ่งเข้าฮ๊อสสามสี่ต่อเลยทีเดียวนะคะ

Last edited by amdang (July 9, 2017 9:14 PM)

Online

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.