iFreeThai

#1 September 14, 2017 9:01 PM

Friend-of-Red
Member
Registered: July 25, 2015
Posts: 201

ขยะราคา 350 ล้าน

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL25zLzAvdWQvNzAyLzM1MTExNDYvbmV3czI0LmpwZw==.jpg

               ที่มาของเรือเหาะเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2552 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ เห็นชอบอนุมัติงบประมาณจำนวน 350 ล้านบาท ในการดำเนินการจัดหา "ระบบเรือเหาะ" พร้อมกล้องตรวจการณ์ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อใช้ในกิจการของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในภารกิจตรวจการณ์ทางอากาศ อันเป็นหนึ่งในยุทธการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

               ราคาจัดซื้อแบ่งเป็น ตัวเรือบอลลูนราคา 260 ล้านบาท กล้องส่องกลางวันและกลางคืน ราคาประมาณ 70 ล้านบาท ส่วนอีก 20 ล้านบาท เป็นอุปกรณ์สื่อสารภาคพื้น ซึ่งทั้งหมดรวมเป็นระบบเรือเหาะ 1 ชุด (แต่ต่อมาทางกองทัพชี้แจงหลายครั้งด้วยข้อมูลที่แตกต่างกัน จึงไม่ชัดว่าราคาของอุปกรณ์แต่ละส่วนเป็นเท่าใดแน่ เพราะเป็นการจัดซื้อวิธีพิเศษ) โดยมีที่มาดังนี้

               23 เมษายน 2552 กองทัพบกทำสัญญาจัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์จากบริษัท เอเรียล อินเตอร์เนชั่นแนล คอเปอร์เรชั่น

               28 มิถุนายน 2552 เรือเหาะถูกส่งถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

               18 ธันวาคม 2552 เรือเหาะเข้าประจำการณ์ ณ โรงจอดภายในหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี กองพลทหารราบที่ 15 อย่างเป็นทางการ โดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในขณะนั้น (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) เดินทางลงพื้นที่เพื่อติดตามความพร้อมของเรือเหาะด้วยตนเอง

               15 มกราคม 2553 กองทัพกำหนดให้เป็นวันเริ่มนำเรือเหาะขึ้นปฏิบัติการเป็นครั้งแรก แต่ประสบปัญหาทางเทคนิค ไม่สามารถดำเนินการได้ จึงยังไม่มีการลงนามรับมอบสินค้าอย่างเป็นทางการจากบริษัทผู้ผลิต

               5 มีนาคม 2553 คณะกรรมการตรวจรับเรือเหาะของ ทบ.จัดทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปติดตามทำข่าว ผลการทดสอบพบปัญหาหลายประการ ทั้งในส่วนของกล้องและตัวบอลลูน ขณะที่มีข่าวเล็ดลอดจากชุดทดสอบว่า เรือเหาะบินสูงได้เพียง 1 ใน 3 ของสเปกเท่านั้น ทำให้ไม่พ้นระยะยิงจากภาคพื้น

               9 มีนาคม 2553 พล.อ.อนุพงษ์ ลงพื้นที่ จ.ปัตตานี อีกครั้ง เพื่อร่วมตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบเรือเหาะ และพบปัญหาเพิ่มเติมอีกหลายประการ แต่ยังยืนยันว่าระบบโดยรวมใช้งานได้ดี

               27 พฤษภาคม 2553 คณะกรรมการตรวจรับฯ ได้ลงนามรับมอบ "บอลลูน" ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเรือเหาะ

               9 มิถุนายน 2553 รองเจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหารบก แถลงข่าวตอบโต้กรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์โครงการจัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์ทุกประเด็น โดยบอกว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเรื่องเพดานบินของเรือเหาะที่สเปกกำหนดไว้ 10,000 ฟุต หรือราว 3 กิโลเมตร แต่จากการทดสอบหลายครั้งที่ผ่านมาเรือเหาะตรวจการณ์กลับบินได้เพียง 1 กิโลเมตรนั้น ทางกองทัพอธิบายว่า เพดานบินสูงสุดกำหนดไว้เฉพาะเรือเหาะเปล่าๆ แต่เมื่อติดกล้องเข้าไป และมีเจ้าหน้าที่ขึ้นไปขับ ก็จะทำให้เพดานบินต่ำลง

               23 กรกฎาคม 2553 คณะกรรมการตรวจรับฯ ลงนามรับมอบเฮลิคอปเตอร์และกล้องจับภาพที่ใช้กับเรือเหาะ ซึ่งเท่ากับเป็นการรับมอบครบทั้งระบบ ทั้งๆ ที่ยังมีหลายฝ่ายตั้งคำถาม

               19 สิงหาคม 2553 มีการแฉข้อมูลในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2554 ว่า เรือเหาะไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากผ้าใบเสื่อมสภาพและมีรูรั่ว

               30 กันยายน 2553 พล.อ.อนุพงษ์ เกษียณอายุราชการ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.แทน (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.)

               20 กุมภาพันธ์ 2554 กองทัพนำเรือเหาะขึ้นบินเพื่อทดสอบ ท่ามกลางกระแสข่าวว่า ได้ขอเปลี่ยนผ้าใบผืนใหม่จากบริษัทผู้ผลิตเรียบร้อยแล้ว

               16 มีนาคม 2554 พล.อ.ประยุทธ์ ลงพื้นที่ จ.ปัตตานี ตรวจความพร้อมของเรือเหาะครั้งสุดท้ายก่อนใช้งานจริง

               13 ธันวาคม 2555 เรือเหาะประสบอุบัติเหตุขณะร่อนลงจอดที่โรงเก็บเรือเหาะ หลังเสร็จภารกิจลาดตระเวนทางอากาศเพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ระหว่างลงพื้นที่ จ.ปัตตานี ตลอดทั้งวัน โดยมีรายงานว่า นักบินไม่สามารถควบคุมเรือเหาะได้ ทำให้เรือเหาะไถลไปกับพื้นรันเวย์ตัวเครื่องได้รับความเสียหายกว่า 50%

               ทั้งนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่า ทบ.จัดซื้อเรือเหาะในราคาที่แพงเกินไป  และไม่เหมาะสมกับภารกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เรื่องดังกล่าวเหมือนจะเบาบาง และเลือนหายไป กระทั่งมาเกิดเหตุการณ์เรือเหาะลงจอดฉุกเฉินอีกครั้งเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2557 ทำให้กระแสวิพากษ์วิจารณ์และคำถามเดิมๆ ตีกลับมากวนใจกองทัพบกอีกครั้ง...?

Offline

#2 September 14, 2017 9:10 PM

Friend-of-Red
Member
Registered: July 25, 2015
Posts: 201

Re: ขยะราคา 350 ล้าน

               สำหรับเรือเหาะลำนี้ เป็นยุทโธปกรณ์ของกองทัพบกที่มีปัญหามาตลอด เป็นบอลลูนรุ่น Aeros 40D S/N 21 (SKY DRAGON) ผลิตโดยบริษัท เวิลด์ไวด์ แอโรส์ คอร์ป ประเทศสหรัฐอเมริกา ขนาดกว้าง 34.8 ฟุต (10.61 เมตร) ยาว 155.34 ฟุต (47.35 เมตร) สูง 48/3 ฟุต (13.35 เมตร) ความจุฮีเลียม 100,032 ลูกบาศก์ฟุต (2,833 ลูกบาศก์เมตร)

               ระยะความสูงที่สามารถปฏิบัติงานได้คือ 0-10,000 ฟุต (0-3,084 เมตร) ระยะความสูงปฏิบัติการ 3,000-5,000 ฟุต ความเร็วสูงสุด 88 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วเดินทาง 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ 2x125 HP 4-Cylinder, Continental IO-240 B ความจุเชื้อเพลิง 76 แกลลอน (300 ลิตร) บินได้นาน 6 ชั่วโมง ความจุห้องโดยสาร 4 นาย เป็นนักบิน 2 นาย ช่างกล้อง 1 นาย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 1 นาย

               คุณลักษณะทั่วไปของเรือเหาะ คือ ควบคุมโดยนักบิน ใช้กล้องตรวจการณ์เวลากลางวันและกลางคืนที่สามารถถ่ายภาพและบันทึกภาพความละเอียดสูง สามารถตรวจจับความร้อน รวมทั้งตรวจจับระยะและชี้เป้าหมายได้ ลอยตัวอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานาน หรือทำการลาดตระเวนตามวงรอบเพื่อปฏิบัติงานด้านการข่าวที่ต้องการด้วยเสียงที่เงียบกว่าอากาศยานประเภทอื่น

Offline

#3 September 14, 2017 9:33 PM

Friend-of-Red
Member
Registered: July 25, 2015
Posts: 201

Re: ขยะราคา 350 ล้าน

ภาพ "เรือเหาะตรวจการณ์" หรือ "บอลลูนติดกล้อง" ที่ค้นพบในเว็บไซต์ ซึ่งอาจมีรูปแบบคล้ายคลึงกับ "ระบบเรือเหาะ" ที่ กอ.รมน.กำลังเตรียมจัดซื้อ

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ 10 มี.ค.2552 ได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 350 ล้านบาท เพื่อดำเนินการจัดหา “ระบบเรือเหาะ” พร้อมกล้องตรวจการณ์ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อใช้ในกิจการของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในภารกิจตรวจการณ์ทางอากาศ อันเป็นหนึ่งในยุทธการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ทั้งนี้ งบประมาณที่ใช้ในการจัดซื้อ เป็นงบประมาณกลางปี 2552 ตามการเสนอของ กอ.รมน.โดยให้เหตุผลต่อ ครม.ว่า กอ.รมน.ยังขาดยุทโธปกรณ์ตรวจการณ์อากาศเพื่อปรับกลยุทธ์ให้ทันต่อการแก้ไข สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่

สำหรับระบบเรือเหาะดังกล่าวนี้ จะเป็น “เรือบอลลูน” ขนาดใหญ่ ใช้สำหรับตรวจการณ์บนอากาศ โดยจัดซื้อจากประเทศสหรัฐอเมริกา เฉพาะตัวเรือบอลลูนมีราคา 260 ล้านบาท กล้องส่องกลางวันและกลางคืนรวม 2 ตัว ราคา 70 ล้านบาท ส่วนอีก 20 ล้านบาท ใช้สำหรับจัดซื้ออุปกรณ์สื่อสารภาคพื้น ซึ่งทั้งหมดจะรวมเป็นระบบเรือเหาะ 1 ชุด

พ.อ.ปริญญา ฉายดิลก โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) กล่าวตอนหนึ่งในรายการ “ลับ ลวง พราง เรดิโอ” ทางสถานีวิทยุคลื่นเอฟเอ็ม 100.5 เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าการจัดซื้อเรือเหาะก็เพื่อตอบสนองงานด้านยุทธการในการแก้ไข ปัญหาความไม่สงบ โดยบอลลูนหรือเรือเหาะดังกล่าว จะติดตั้งกล้องอินฟาเรดไว้ที่ตัวบอลลูน สามารถตรวจการณ์ระยะไกลได้ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน

ผู้ดำเนินรายการถามว่า การใช้บอลลูนหรือเรือเหาะบินตรวจการณ์ จะกลายเป็นเป้าให้กลุ่มก่อความไม่สงบดักยิงทำลายหรือไม่ พ.อ.ปริญญา ตอบว่า ไม่มีความเสี่ยงในประเด็นนี้ เนื่องจากเรือเหาะจะลอยสูงกว่าระยะยิงของกลุ่มผู้ไม่หวังดี

ด้านแหล่งข่าวระดับสูงจากกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร (พตท.) ซึ่งเป็นหน่วยควบคุมการใช้กำลังในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า การใช้บอลลูนหรือเรือเหาะติดกล้อง เป็นไปตามยุทธการป้องปรามการเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบ โดยงบประมาณที่ใช้ 350 ล้านบาทนั้น สามารถจัดซื้อเรือเหาะได้ 1 ชุด อย่างไรก็ดี เขาปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นว่า การทุ่มงบประมาณจำนวนดังกล่าวมีความคุ้มค่าหรือไม่เพียงใด

อนึ่ง เมื่อข่าวการอนุมัติงบประมาณถึง 350 ล้านบาทเพื่อจัดซื้อ “เรือเหาะ” หรือ “เรือบอลลูนติดกล้อง” เผยแพร่ออกไป ได้กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากหลายฝ่ายถึงความเหมาะสมและประสิทธิผลของโครงการนี้

แหล่งข่าวระดับสูงจากกองบัญชาการกองทัพไทย ตั้งข้อสังเกตว่า แผนยุทธการที่ใช้เรือเหาะเป็นเครื่องมือตรวจการณ์นั้น เหมาะกับสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้จริงหรือไม่ เพราะเป็นสงครามในลักษณะก่อการร้ายที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีแฝงตัวอยู่ในหมู่ บ้าน ชุมชน ปะปนกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้จัดตั้งเป็นกองกำลังที่มีฐานปฏิบัติการชัดเจนเพื่อต่อสู้กับเจ้า หน้าที่รัฐ

“เวลานี้เดินสวนกันในตลาดยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนร้าย แล้วการใช้เรือเหาะขึ้นไปถ่ายภาพจะมีประโยชน์อะไร” แหล่งข่าวตั้งคำถาม

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นน่าสังเกตอีกประการหนึ่งว่า ฝ่ายความมั่นคงโดย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แถลงมาตลอดว่าสถิติการก่อเหตุร้ายในพื้นที่ลดลง และสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในระดับที่น่าพอใจ ประกอบกับเพิ่งทุ่มกำลังพลกว่า 6,000 นาย เข้าไปปฏิบัติการในหมู่บ้านสีแดงจำนวน 217 หมู่บ้านทั่วทั้งสามจังหวัด ในโครงการ "หมู่บ้านเสริมสร้างสันติสุข" หรือ "หมู่บ้าน 3 ส." ตามยุทธศาสตร์เอาชนะที่หมู่บ้าน จึงเกิดคำถามถึงความจำเป็นของการจัดซื้อเรือเหาะเพื่อเอ็กซเรย์พื้นที่ เนื่องจากมีกำลังทหารอยู่ในหมู่บ้านสีแดงทุกแห่งแล้ว

ขณะที่แหล่งข่าวในวงการผลิตอาวุธ กล่าวว่า เทคโนโลยีเรือเหาะตรวจการณ์ใช้มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 จึงไม่แน่ใจว่าจะมีประสิทธิภาพเท่าทันกับสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัจจุบันหรือไม่

“ยุทธการของกลุ่มก่อความไม่สงบจะใช้วิธีก่อการร้ายในเมือง จึงไม่ทราบว่าการใช้เรือเหาะจะป้องกันการก่อเหตุรุนแรงได้ตรงไหน หรือหากจะอ้างว่าใช้เพื่อป้องปรามการรวมตัวกันของบรรดาแนวร่วม หรือค้นหาแหล่งฝึก ก็ยังมีคำถามเรื่องประสิทธิผลของเรือเหาะอยู่ดี เพราะจุดเด่นของกลุ่มก่อความไม่สงบคือเคลื่อนที่เร็ว หากเราจับภาพการรวมตัวประชุมกันของบรรดาแนวร่วมได้ เราจะไล่จับเขาทันหรือไม่ เพราะเขาอาจรู้ตัวก่อน เนื่องจากเรือเหาะมีขนาดใหญ่ สังเกตเห็นได้ง่ายมากโดยเฉพาะในเวลากลางวัน”

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวในวงการผลิตอาวุธรายนี้ ชี้ว่า ประสิทธิภาพของเรือเหาะขึ้นอยู่กับกล้องที่ติดตั้งบนบอลลูน และระบบสื่อสารกับภาคพื้นดิน ซึ่งคุณภาพของกล้องเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบก่อนตัดสิน ใจจัดซื้อ

“ผมว่างบประมาณมันสูงมาก น่าจะนำมาใช้ซ่อมหรืออัพเกรดเฮลิคอปเตอร์ของหน่วยงานความมั่นคงให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้นจะดีกว่า ซึ่งเฮลิคอปเตอร์ก็มีศักยภาพทั้งการตรวจการณ์และไล่ล่า น่าจะเหมาะสมกว่าจัดซื้อเรือเหาะบอลลูน” แหล่งข่าว ระบุ

ทีมข่าวอิศรา   โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา

Offline

#4 September 14, 2017 9:54 PM

Friend-of-Red
Member
Registered: July 25, 2015
Posts: 201

Re: ขยะราคา 350 ล้าน

โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา

แวดวงธุรกิจเรือเหาะตั้งข้อสงสัย "สกาย ดรากอน" ของกองทัพบกส่อแพงเกินจริง พบบอลลูนยักษ์ของ "แอร์ชิป เอเซีย" ที่นำเข้ามาก่อนหน้า ขนาดใกล้เคียงกัน ราคาแค่ 30 กว่าล้าน แถมอาจซื้อของมือสองหรือไม่ก็ลำที่ใช้ในการสาธิต เหตุสั่งซื้อแค่ 2 เดือนได้ของ ทั้งๆ ที่กระบวนการสั่งผลิตลำใหม่ใช้เวลาเกือบปี

          ยังคงมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับความเหมาะสมของโครงการจัดซื้อ "เรือเหาะตรวจการณ์" เพื่อใช้ในภารกิจแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลถึงราคาเรือเหาะที่แพงเกินจริง เพราะบริษัทกันตนา กรุ๊ป ซื้อมาถ่ายทำภาพยนตร์ในราคาเพียง 30 ล้านบาท แต่ของกองทัพบกซื้อในราคาถึง 350 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ต่อมาผู้บริหารบริษัทกันตนาฯออกมาชี้แจงว่าทางบริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของเรือเหาะ แต่เช่ามาจากบริษัทแอร์ชิป เอเซีย นั้น

          ล่าสุดจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า กองทัพบกโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในฐานะที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้ใช้งบประมาณจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ ทำสัญญาซื้อ “ระบบเรือเหาะตรวจการณ์” จาก บริษัทเอเรียล อินเตอร์เนชันแนล คูเปอเรชัน (Arial International Cooperation) โดยเรือเหาะลำนี้ผลิตโดยบริษัท Worldwide Aeros Corp. ประเทศสหรัฐอเมริกา รุ่น Aeros 40D S/N 21 หรือ สกาย ดรากอน (SKY DRAGON)

          กระนั้นก็ตาม มีข้อสังเกตจากบุคคลในแวดวงธุรกิจเรือเหาะว่า ราคาเรือเหาะที่กองทัพจัดซื้อน่าจะแพงเกินไป เพราะเรือเหาะของบริษัทแอร์ชิป เอเซีย ที่นำเข้าและจดทะเบียนก่อนที่กองทัพจะจัดซื้อ และมีขนาดใกล้เคียงกับเรือเหาะ “สกาย ดรากอน” นั้น มีราคาเพียง 30-35 ล้านบาทเท่านั้นเอง

          "เรือเหาะที่มีขนาดใกล้เคียงกับที่กองทัพจัดซื้อมากที่สุด คือเรือเหาะลำที่บริษัทแอร์ชิป เอเซีย นำเข้ามา โดยมีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ ราคาราว 30-35 ล้านบาทเท่านั้น"

เฉพาะ"บอลลูน"แพงกว่าร่วม 200 ล้าน

          แหล่งข่าวซึ่งอยู่ในวงการธุรกิจเรือเหาะ อธิบายต่อว่า เรือเหาะของบริษัทแอร์ชิป เอเซีย มีขนาดยาว 34 เมตร ขณะที่ของกองทัพ ตามสเปคที่นำเสนอสู่สาธารณะก่อนหน้านี้ มีขนาดยาว 47.35 เมตร ซึ่งก็ถือว่าไม่ใหญ่กว่ากันมากนัก แต่ราคาเฉพาะตัวบอลลูนกลับสูงถึง 230-260 ล้านบาท

          "เรือเหาะ 1 ลำมีองค์ประกอบ 2 ส่วนหลักๆ คือตัวบอลลูน กับส่วนที่เป็นห้องนักบินติดเครื่องยนต์ ซึ่งเรือเหาะทุกลำจะมีเหมือนกันหมด ส่วนกล้องตรวจการณ์จะเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก จากเอกสารที่กองทัพเคยเปิดเผยออกมาระบุว่าเฉพาะตัวเรือบอลลูนมีราคา 260 ล้านบาท แต่เท่าที่ผมทราบในวงการที่พูดกันคือ 230 ล้านบาท ก็เท่ากับแพงกว่าเรือเหาะของแอร์ชิป เอเซีย ถึง 200 ล้าน จึงมีเสียงวิจารณ์กันในหมู่คนที่รู้เรื่องเรือเหาะว่า ทำไมถึงเอากำไรกันมากมายขนาดนี้"

แฉเติมฮีเลียมสุดแพงครั้งละ 3 ล้าน

          แหล่งข่าวคนเดิม ยังให้ข้อมูลอีกว่า กระบวนการผลิตบอลลูนของเรือเหาะแต่ละลำไม่ค่อยต่างกันนัก หรือจะเรียกว่าเหมือนกันทั้งโลกก็ว่าได้ เพราะบอลลูนที่ได้มาตรฐานสากลแทบจะผลิตจากแหล่งเดียวกันหมด คือใช้วัสดุสังเคราะห์พิเศษ มีความหนา 7 ชั้น ชั้นในเป็นตาข่ายป้องกันอะตอมก๊าซฮีเลียมรั่ว ส่วนชั้นนอกโดยมากเป็นสีครีม เพื่อป้องกันรังสียูวี ไม่ให้เกิดความร้อนจนทำให้ให้ฮีเลียมขยายตัวเร็ว

          "บอลลูนลอยได้เพราะอัดก๊าซฮีเลียมเข้าไป ส่วนเครื่องยนต์ที่ติดอยู่กับห้องนักบินจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้บอลลูนเดินหน้าช้าหรือเร็ว ขณะที่แพนหางเป็นตัวบังคับขึ้น-ลง ก๊าซฮีเลียมนั้นเติมกันครั้งละ 7-8 แสนบาท แต่ของกองทัพได้ข่าวว่าเติมครั้งละ 3 ล้านบาท ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไรถึงแพงกว่าที่ควรจะเป็น"

สงสัย ทบ.ซื้อเรือเหาะมือสอง

          ทั้งนี้ แม้จากข้อมูลจะค่อนข้างชัดเจนว่า เรือเหาะของกองทัพไม่ได้ซื้อต่อจากบริษัทในประเทศ แต่ในวงการธุรกิจเรือเหาะก็ยังตั้งข้อสงสัยว่า เป็นเรือเหาะที่ผลิตขึ้นใหม่จริงหรือไม่

          "การผลิตเรือเหาะแต่ละลำจะต้องมีการขึ้นทะเบียนว่าผลิตปีไหน อย่างไร เรือเหาะที่กองทัพบกซื้อ ถ้าเป็นของใหม่จริงต้องมีหลักฐานการขึ้นทะเบียน ถ้าไม่ใช่ของใหม่ก็ตรวจสอบได้ ที่หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยก็เพราะการสั่งซื้อเรือเหาะแต่ละลำต้องใช้ระยะเวลาในการผลิต สั่งแต่ละครั้งเกือบ 1 ปี แต่กองทัพบกมีเวลาเพียงพอแค่ไหนที่จะผลิตของใหม่ หรือใหม่เฉพาะเครื่องยนต์" แหล่งข่าว ตั้งข้อสังเกต

          และว่า หากไม่ได้จัดซื้อของใหม่ หรือไปซื้อลำที่บริษัทผู้ผลิตใช้ในการสาธิต จะส่งผลถึงอายุการใช้งาน เพราะเรือเหาะใหม่แต่ละลำมีอายุการใช้งาน 5-7 ปี ส่วนห้องนักบินมีอายุมากกว่า ฉะนั้นหากไปซื้อต่อมือสองมา ราคาที่จัดซื้อก็จะยิ่งแพง เนื่องจากอายุใช้งานจะสั้นกว่าที่ควรจะเป็น

          อนึ่ง เรือเหาะตรวจการณ์ ได้รับอนุมัติจัดซื้อจากรัฐบาลเมื่อวันที่ 10 มี.ค.2552 และมีการลงนามจัดซื้อระหว่างกองทัพบกกับบริษัทเอเรียล อินเตอร์เนชันแนล คูเปอเรชัน เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ปีเดียวกัน จากนั้นเรือเหาะก็ถูกส่งถึงท่าอากาศสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2552

กอ.รมน.ยอมรับระบบยังไม่พร้อมใช้งาน

          สำหรับข้อมูลจำเพาะของเรือเหาะลำนี้ คือรุ่น Aeros 40D S/N 21 (SKY DRAGON) ผลิตโดยบริษัท Worldwide Aeros Corp. ประเทศสหรัฐอเมริกา ขนาดกว้าง 34.8 ฟุต (10.61 เมตร) ยาว 155.34 ฟุต (47.35 เมตร) สูง 48/3 ฟุต (13.35 เมตร) ความจุฮีเลี่ยม 100,032 ลูกบาศก์ฟุต (2,833 ลูกบาศก์เมตร) ระยะความสูงที่สามารถปฏิบัติงานได้ 0 -10,000 ฟุต (0-3,084 เมตร) ระยะความสูงปฏิบัติการ 3,000-5,000 ฟุต ความเร็วสูงสุด 88 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วเดินทาง 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ 2 คูณ 125 HP 4-Cylinder, Continental IO-240 B ความจุเชื้อเพลิง 76 แกลลอน (300 ลิตร) บินได้นาน 6 ชั่วโมง

          เกณฑ์การสิ้นเปลือง ณ ความเร็วสูงสุด 50 ลิตรต่อชั่วโมง ระยะทางที่บินได้ไกลสุด ณ ความเร็วสูงสุด 560 กิโลเมตร ชนิดเชื้อเพลิงที่ใช้ 100 LL Grade Aviation Fuel ความจุห้องโดยสาร 4 นาย (นักบิน 2 นาย ช่างกล้อง 1 นาย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 1 นาย)

          ทั้งนี้ หลังจากเรือเหาะถูกส่งถึงประเทศไทย ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่จากกองทัพบกไปฝึกการใช้งานเรือเหาะตรวจการณ์กับทางบริษัทผู้ผลิต และได้มีการก่อสร้างโรงจอดที่กองพลทหารราบที่ 15 อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อโรงจอดสร้างเสร็จ จึงเคลื่อนย้ายเรือเหาะไปไว้ที่โรงจอดดังกล่าวตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และเริ่มทดลองใช้ ทว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถตรวจรับและใช้งานจริงได้

          พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) กล่าวว่า ขณะนี้เรือเหาะยังไม่พร้อมใช้งาน แต่เมื่อพร้อมใช้งานจริงจะมีระบบเชื่อมสัญญาณระหว่างตัวเรือเหาะกับภาคพื้นทั้งหมด 30 จุด ทั้งหน่วยเฉพาะกิจต่างๆ ในพื้นที่ และกองบัญชาการกองทัพบก แต่ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งยังไม่เรียบร้อย

https://www.isranews.org/south-news/sco … -qq-8.html

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.