iFreeThai

#1 July 20, 2015 7:54 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 577
Website

ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

กระทู้ ครั้งแรก......!!! ภาคหนึ่ง 11 หน้า

กรระทู้ ครั้งแรก......!!! ภาคสอง 8 หน้า

กระทู้ทั้งสองภาคได้ถูกลบออกจาก IF-สังคมการเมือง โดยมือที่มองไม่เห็น!!!

ข้าเจ้าจึงต้องสร้าง ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม ขึ้นมาอีก

และเนื่องจากว่าข้าเจ้ายังอยู่ที่เวียตนามขณะนี้ จึงเป็นการลำบากที่จะเข้าเน็ตได้ทุกวัน
และ ipad ที่ใช้อยู่ก็ลำบากในการเก็บข้อมูลต่างๆไว้ ข้าเจ้าจึงไม่มีข้อมูลใดๆของกระทู้นี้เลย ข้าเจ้าจึงขอรบกวนท่าน ดร.ริชาร์ด และคณะแอดมินต์ และท่านdc2013 หรือท่านอารายกานจาง นำข้อมูลมาแปะให้ข้าเจ้าอีกสักครั้ง ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูงเจ้าค่ะ

Offline

#2 July 20, 2015 7:55 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 577
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ข้าเจ้าไล่ล่าตามหา "ครั้งแรก...!!!" จาก ๑๖๑ หน้าของสังคมการเมืองในไอเอฟของท่าน ดร.ริชาร์ด ที่พวกเราเสื้อแดงชอบสุมหัว ซุบซิบนินทา ระบายคลายทุกข์โศรกมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็ค้นพบในหน้า ๑๓๔ แทบเลือดตาทะลักตอน ๕ ทุ่มเมื่อคืนนี้ ดีใจมากๆเลยที่ไม่ถูกสั่งลบทิ้งไป

ความจริง "ครั้ง แรก...!!!"เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของชาวโลก ไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทยเท่านั้น จึงทำให้การเขียนของข้าเจ้าดูเยิ่นเย้อ ไม่จบสักที ข้าเจ้าจำเป็นที่จะต้องนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบันในบางส่วนของโลก ที่มีสงครามปลดปล่อยอิสระภาพ เพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่ายเฉพาะเหตุการณ์ในไทย เช่น สงครามปลดแอกของเมกาจากอังกฤษ สงครามที่กำลังคลุกกรุ่นในแถบมิดเดิลอิสต์ (Middle East) สงครามเวียตนาม ในลาว ในเขมร พม่าปิดประเทศมา๒๐กว่าปีเพิ่งจะเปิดประเทศมาเมื่อไม่นานนี้เอง ดีใจกับชาวพม่าที่ได้ปลดแอกจากการรัฐประหารครึ่งทาง รัฐธรรมนูญเก่าก็ยังไม่ได้แก้ไข แต่คนในประเทศของเขาก็ได้รับเอกสิทธิ์มากมาย เขาได้มีการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย เลือกสสเป็นตัวแทนของพวกเขา เช่นคุณอองซาน ซุจี ได้สมัครลงเลือกตั้ง หลังจากถูกปล่อยออกจากที่คุมขัง (ถูกคุมขัง ๒๗ ป๊) ได้รับคะแนนท่วมท้น ท่านมีโอกาสได้เป็นประธานาธิบดีในอนาคตหากพม่าเปลี่ยน รธนเก่าที่ระบุว่าผู้ที่แต่งงานกับชาวต่างชาติจะไม่มีสิทธิ์เป็นปธนของพม่า เช่นเดียวกับ กม.ไทย แต่พี่ไทยกำลังนำประเทศเดินย้อนหลัง ล่ามนุษย์ชาติเดียวกัน ไม่ฆ่าก็อาจถูกขัง ไม่ขังก็อาจถูกปล่อย ถ้าข้อแก้ตัวมีมูลเหตุดีพอเพียงก็คงได้รับอิสระ แต่มีข้อแม้มัดตัวอย่างหายใจไม่ทั่วท้องเจียวล่ะ

คุณจิตรา คชเดช ถูกจับ ๓ วันที่ผ่านมา ขณะที่ลงจากเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากกลับจากการประชุมเรื่องแรงงานที่ประเทศสวีเดน เธอกลับมาไทยไม่ทันเพื่อมามอบตัวตามคำสั่ง ขอแจ้งให้เพื่อนๆได้ติดตามว่าเธอถูกจองจำอยู่ณ.ที่ใด นี่คือประชาธิปไตยที่ถูกจองจำที่ประเทศไทยปฎิบัติขัดต่อกฎสากลโลกที่เขาเลิกทำกันแล้วในยุคปัจจุบัน


เมื่อมี ครั้งแรก...!!! ก็ต้องมี ครั้งสุดท้าย...!!!


ครั้งแรก...!!! เกิดขึ้นเมื่อ ข้าเจ้าจัดงานสังสรร ฉลองร่วมกันวันแห่งประชาธิปไตยของไทย คือ ๒๔ มิถุนายน และของเมกา ๔ กรกฎาคม ปีกลายจัดขึ้น วันที่ ๒๙ มิย.กึ่งกลางระหว่าง ๒ ประเทศ ที่ เมืองลาสเวกั้ส รัฐนีวาด้า( Las Vegas, NV) ข้าเจ้าให้เพื่อนคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่นั่นจัดหาสถานที่ เขาได้จองร้านอาหารที่ใหญ่พอสมควร มีคาราโอเก๊ะให้ร้องเพลงกันด้วย แต่พอใกล้จะถึงเวลางาน คุณ รอน โลนลี่ และน้องนุช ได้ขับรถโฉบไปดูร้านนั้น ปรากฎว่าเขาปิดร้าน ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ๓ วันทีเดียว เพื่อนคนนั้นก็หายหน้าไปเลย จึงรู้ทีหลังว่าร้านนั้นเจ้าของเป็นเหลือง เพื่อนๆที่จะไปร่วมฉลองทั้งไทยและเทศ ก็ถูกปล่อยเคว้งคว้าง หากันไม่เจอ เราเลยไปจัดอีกร้านหนึ่งบนถนนเดียวกันนั่นเอง แม้จะรวมกันได้แค่ ๑๑ คนแต่เราก็มีความสนุสนานกันเต็มที่ มีฝรั่ง ๕ท่าน เพื่อนไทย ๖ ท่าน น้องพร คุณรอน โลนลี่ น้องนุช คุณตุ้มและสามี น้องนีน่าคนสวย

วันแห่ง ประชาธิปไตยของสองประเทศปี๒๕๕๗นี้ ข้าเจ้าคิดว่าจะฉลองคนเดียวเงียบๆ โดยแต่งชุดขาว นั่งสวดภาวนาอธิฐานให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากวงจรอุบาทศ์นี้เจ้าค่ะ

ไทยได้ปลดแอกจากวงจรอุบาทศ์นี้เมื่อไหร่ การฉลอง "ครั้งสุดท้าย...!!!" ก็จะมีขึ้นแน่นอน

Happy Father's Day สำหรับคุณพ่อ คุณปู่ คุณตา และคุณทวด ของชาวหลากสีทุกๆท่านนะเจ้าคะ วันอาทิตย์ที่สามของเดือนมิถุนายนคือ"วันพ่อ" ของชาวเมกันเจ้าค่ะ

Offline

#3 July 20, 2015 7:55 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 577
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

สงครามอินโดจีน(ต่อ)

ตอนปลายทุ่งไหหินล่ม-ถอยทัพปักหลักสู้ที่ล่องแจ้ง 1970


ข้าเจ้าต้องยุติงานเขียนเรื่องสงครามทุ่งไหหินบนกระทู้ “ครั้งแรก…!!!” ไปชั่วระยะหนึ่ง เนื่องจากว่าข้าเจ้าต้องรีบเดินทางด่วนไปเฝ้าไข้พี่ชายซึ่งป่วยหนักด้วยโรคเบาหวานขั้นสุดท้ายก่อนเขาจะสิ้นใจ พี่เขาเคยสมัครเข้าไปร่วมรบกับทหารเสือพรานไทยรุ่นแรกโดยไปทำหน้าที่เป็นผบ.หมวดในสงครามลับของลาวหลังทุ่งไหหินแตกครั้งสุดท้าย 20 กพ.1970เวลาตี 2:00am พอดีข้าเจัาก็กำลังค้นคว้าร่วมเขียนกับเพื่อนผู้เคยผ่านการรบในสงครามลาวคราวนั้นและกำลังเรียนรู้อย่างมากมายจากเอกสารของจริงผู้ทำการรบเองมาอย่างโชกโชน เป็นต้นว่า จากทั้งเพื่อนคนไทย ลาว ม้งและลาวเทิง คุณสามีก็เป็นนักประวัติศาสตร์ไปประจำการอยู่ที่ค่ายรามสูรย์(7th RRFS=7th Radio Research Field Station) ที่บ้านโนนสูง อ.เมือง จ.อุดรธานี ในตำแหน่งผู้ควบคุมเรด้า (Morse Code Intercept Operator) ระหว่างปี 1969-1971 อีกทั้งข้าเจ้าได้ซื้อหนังสืออีกหลายเล่มทั้งของแอร์อเมริกา เดอะ เรเว่น (The Ravens) เทรจิคเม้าเท่น (Tragic Mountains)ชู้ดติ้งแอทเดอะมูน (Shooting at The Moon) วันเดย์อีสทูลอง(One Day Is Too Long) และเอกสารจาก ยูออฟเทกซัส(Texas A&M University) ฯลฯหวังจะได้เรียนรู้อะไรสนุกๆเกี่ยวกับสงครามลาว เอามาประกอบเล่าสู่เพื่อนๆฟังให้ได้สมบูรณ์ที่สุดก่อนจะพิมพ์เป็นเล่ม

ที่พี่ชายแท้ๆของตัวเองนั้นได้มีส่วนในการเกี่ยวข้องในสนามรบ ข้าเจ้าได้ตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะได้ซักไซร้สอบถามอย่างละเอียดแต่ก็ต้องผิดหวังเพราะพี่อาการแย่ลงมากความเจ็บปวดจากโรคไตพิการ เป็นเบาหวานขั้นสุดท้ายแถมเป็นหัวใจวาย สโตรค(Stroke) นั่งรถเข็นมาสามปีแล้ว พี่ไม่อยากพูดถึงช่วงชีวิตที่คับขันและน่าสพึงกลัวในลาวช่วงนั้นมากนัก รู้แต่ว่าเป็นหนึ่งในกองกำลังของไทยจำนวนหลายพันคนร่วมกับทหารประจำการหลักจากผส.13 ซึ่งมีพล.ตรี เชื้อ สุขขีเป็นผู้บัญชาการโดยได้มอบกองกำลังประจำการส่วนหนึ่งรวมกับพวกทหารเสือพรานรุ่นแรก จาก บก.333 บัญชาการโดย นายเทพ333 หนองขอนกว้าง จ.อุดรธานี ประมาณ 1500 นาย วางกำลังเพื่อช่วยปัองกันล่องแจ้ง(LS-20A) และซำทอง(LS-20) โดยเฉพาะบนสันเขาที่เรียกว่าสไกย์ลายน์(Skyline) พี่เขาเล่าว่าได้ถูกส่งเข้าช่วยเหลือกองทหารลาวและกองโจรแม้วซึ่งถูกตีแตกจากทุ่งไหหิน โดยฝ่ายเวียตนามกองพลที่316 ซี่งตอนนั้นได้ตีฝ่ายเราด้วยกำลังรถถังและปืนสนามที่ฉกาจคือปึน130มม. และ175มม.ซึ่งยิงได้ไกลถึง 30กม. ส่วนของฝ่ายเรามีปืนขนาด 105มม. และ 155มม. ยิงได้ไกลแค่ 16-18กม.เท่านั้น แต่ฝ่ายเรามีกองกำลังทางอากาศของเมกาที่ส่งจากฐานบินอุดรฯสนับสนุน ตอนนั้นข้าศึกยึดบริเวณทุ่งไหหินได้หมดตั้งแต่สนามบินลิมาลิมา บ้านลาดแสน ลาดห่วง เมืองกาสีและผลสุดท้ายเมืองสุย บ้านนา ป่าดง หินตั้ง และผาขาวก็หมดสิ้นตอนพี่เขาลงสนามพร้อมทั้งทหารไทยประจำการนั้นฝ่ายเวียตนามกำลังกดหนักจะเข้ายึดเมืองซำทอง ทหารไทยวางกำลังเพื่อป้องกันล่องแจ้งตามสันภูสไกย์ลายด์(Skyline) ต่อกับซำทอง ในที่สุดเมืองซำทองก็แตก และข้าศึกเข้าล้อมเมืองล่องแจ้งโดยใช้ปืนใหญ่และรถถังยิงทำลายล่องแจ้งแตกยับเยิน ผู้คนประมาณ 4 หมื่นคนแตกหนีกันจ้าละหวั่น อพยพหนีไปเมืองบ้านซ้อน(Ban Xon)และจำนวนมากหนีไปทางศาลาภูขุน(Sala Phu Khun) การสู้รบทั้งทางบกและทางอากาศเกิดขึ้นอย่างรุนแรงมากในบริเวณหุบเขาล่องแจ้งและบริเวณสไกย์ลายน์ ทหารทั้งสองฝ่ายล้มตายและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก แต่พี่ชายของข้าเจ้านับว่าโชคดีที่รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด!!!


ต้นเดือนเม.ยหมอบอกว่าพี่เขาจะมีชีวิตอยู่ไปอีก 6 เดือน ข้าเจ้า คิดว่าจะลาพี่กลับไปเยี่ยมบ้านที่เมกาสักสองเดือนจึงจะกลับมาดูแลปรนนิบัติเขาอีก และอีกอย่างตั๋วเครื่องบินได้เลื่อนมาถึง 3 ครั้งแล้ว เขาไม่ให้เลื่อนอีก ข้าเจ้าได้ดูแลพี่เขามาร่วม 6 เดือนตั้งแต่ตุลาคมปีกลาย พี่เขาเสียชีวิตวันที่ 12 เมษา 2557 คืนเดียวกันกับที่ข้าเจ้าเดินทางเข้า กทม. เพื่อจะบินกลับแคร์ลิฟอเนียร์ วันที่ 19 เม ย. พี่จากไปอย่างสงบด้วยหัวใจพองโตอิ่มเอิบที่มีโอกาสได้เล่าเรื่องให้น้องฟังในการได้เข้าร่วมในสงครามโดยได้สมญานามว่า “ทหารผ่านศึก” ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของลาว พี่เขาเล่าว่าหนีรอดมาได้จากกระสุนลูกปืนของเวียตนามเหนือปี 1972 ก็นับว่ายังเป็นบุญนักหนา แม้จะไม่ได้รับการแต่งตั้งให้มียศสูงขึ้นตามที่ทางการเขาสัญญาไว้ว่า ถ้าไม่ตายในสงครามภายใน 2 ปีจะได้เลื่อนตำแหน่ง 2-4 ขั้น แต่ถ้าเสียชีวิตจะได้ 250,000บาทต่อหนึ่งชีวิต พี่เขารอดมาได้ และรอคอยเลื่อนตำแหน่งก็ถูกลืมสนิท แต่ปะเหมาะโชคเข้าประกบ ส่งพี่และครอบครัวย้ายหลักฐานบ้านช่องไปตั้งรกรากอยู่ที่เมกา ซึ่งข้าเจ้าเป็นผู้สมัครแอพพลาย(applied)ให้เขาได้ไปทั้งครอบครัวนั่นเอง ทำกิจการค้าด้วยตนเอง เมื่อเกษียณอายุ 62 ปีพี่ได้กลับไปสร้างปั๊มน้ำมันเป็นหลักแหล่งที่ไทย กระทั่งอายุ 75 ปีจึงสิ้นลมปรานอย่างสุขสันติสงบ ส่วนข้าเจ้านั้นสุดที่จะเสียดายที่พี่เขาจบชีวิตลงก่อนที่รายละเอียตของสงครามล่องแจ้งจากปากของเขาจะได้ตีแผ่ไปมากกว่านี้ ขอวิญญาณของพี่ไปสู่สุขติเถิดนะคะ พระคุณของพี่นั้นล้นเหลือได้ส่งเสียให้น้องจนเรียนสำเร็จปริญญาเมื่อ46ปีที่ผ่านมา พี่เป็นวีระบุรุษทั้งในครอบครัวและในสนามรบอย่างเต็มภาคภูมิ ที่น้องขอยกย่องและสรรเสริญยี่งยาวนานตลอดกาลปวศานเจ้าค่ะ


Sheep Dipped (ย้อมแมวขาย)


ถ้าแปลตามตัวก็คือ “ย้อมแพะขาย” แต่ภาษาไทยที่ใช้เป็นคำพังเพยก็ว่า “ย้อมแมวขาย”


มีเกล็ดย่อยที่สำคัญมากที่ข้าเจ้าจะต้องบอกเล่าให้เพื่อนๆฟังสักเล็กน้อย ในช่วง 6 เดือนที่ข้าเจ้าได้ดูแลพี่ชายนั้น เขาได้ทำพินัยกรรมมอบให้ข้าเจ้าเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของเขารวมทั้งเงินฌาปณกิจจากกรมสวัดิการกองทัพอากาศ ที่พี่เขาได้ส่งเงินเข้าในธนาคารทหารไทยไว้ทุกๆเดือนเป็นประจำนั้นด้วย สามเดือนก่อนที่พี่จะเสียชีวิต เขาให้ข้าเจ้าพาเขาไปที่ “กองบิน 23” กรมสวัดิการกองทัพอากาศ หนองขอนกว้าง จ.อุดรธานี เพื่อเซ็นต์และมอบฉันทะให้ข้าเจ้ารับเงินส่วนนี้คือค่าฌาปณกิจศพของพี่ พี่บอกว่าจะได้ประมาณ 8 แสนบาท


หลังจากพี่เสียชีวิตแล้ว ข้าเจ้าได้เดินทางไปที่กองบิน 23 พร้อมกับใบมรณะภาพ เจ้าหน้าที่เขาบอกว่าจะได้เงินเพียง 180,000 บาทเท่านั้น ข้าเจ้ามีเวลาเพียงวันเดียวเท่านั้นที่จะสืบหาข้อเท็จจริงคืออะไร จึงได้มอบให้เจ้าหน้าที่ที่ “กองกำลังพล” ที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจาก กรมสวัดิการกองทัพอากาศมากนัก เจ้าหน้าที่ที่นั่นบอกว่าข้าเจ้ามีเวลา 3 ปีจึงจะหมดอายุความในเรื่องนี้


ข้าเจ้าได้กลับมาที่เมกา และได้ค้นคว้า สืบถามเพื่อนผู้ผ่านในสงครามครั้งนั้นกล่าวว่า ทหารทุกคนไม่ว่ายศใดๆ ต้อง”เซ็นต์ใบลาออก” จากตำแหน่งที่มีในสังกัดเดิม ก่อนจะข้ามฝั่งแม่น้ำโขงไปสงครามในปะเทดลาว สาเหตุต้องลาออกกลายเป็นคนธรรมดา ก็เพราะว่าทหารเหล่านั้นจะรับหน้าที่เป็นคนธรรมดาอาสาสมัครไปรับจ้างเพื่อสู้สงครามในลาว เพราะเป็นข้อตกลงที่เมืองเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 1961 ระหว่าง ปธน.จอห์น เอฟ เคนนาดี้ (John F Kennedy)ผู้นำของสหรัฐอเมริกา กับ ปธน. นิกิต้า ครูสช๊อฟ (Nikita Khrushchev)ผู้นำของรัสเซีย ข้อตกลงนั้นบ่งว่า “ให้ปะเทดลาวเป็นกลาง และห้ามทหารต่างชาติเข้าไปแทรกแซงช่วยเหลือในลาว” แต่แม้กระนั้นทั้งสองฝ่ายเมกาและรัสเซีย ก็ “หลอกแหกตา” หรือ “ย้อมแมวขาย” หรือ sheep-dippedเพื่อชาวโลกจะไม่ประจานที่กระทำขัดต่อสัญญานี้ โดยฝ่ายเมกาก็จ้างคนไทย ฝ่ายรัสเซียร์ก็ใช้พวกเวียตนามเหนือเข้าไปสู้กันในลาว จึงเปรียบเหมือนว่าทหารเหล่านั้นถูกย้อมแมวขายพอๆกัน


เอกสารทุกอย่างในบก.333ได้ถูกทำลายเผาที้งหมดสิ้นหลังจากสงครามยุติ หลักฐานสัญญาของพี่ชายของข้าเจ้าจึงไม่มีให้ค้นหา การได้เป็นนายทหารผ่านศึกก็ยากที่จะค้นหาหลักฐานได้ เพราะว่าในสมัยโน้นคอมพิวเตอร์ยังไม่เกิด ตัวพี่ชายเองก็ไม่ได้เก็บหลักฐานไว้เลยหลังจากย้ายไปอยู่เมกาเมื่อ 40ปีที่ผ่านมา ข้าเจ้าจำเป็นต้องไปสืบถามที่ บน.6 โคกกระเที่ยม จ.ลพบุรีที่เป็นสังกัดเดิมของพี่ชาย แต่ทาง”กองกำลังพล”ก็พยายามช่วยค้นหาให้เป็นอย่างดีอยู่ในขณะนี้เพื่อจะได้ใช้สิทธิเงินจากกองทุน พ.ส.ร (เงินพิเศษช่วยรบ) ตามสิทธิที่ควรได้รับ


โปรดติดตามตอนต่อไปนะเจ้าคะ

Offline

#4 July 20, 2015 7:56 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 577
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ขอบคุณนะคะคุณEquality ที่เข้ามาทักทาย คำพูดที่ไพเราะเสนาะหูนั้น เป็นกำนัลใจให้ข้าเจ้า
มีพลังที่จะเขียนมากยี่งขึ้น แม้จะต้องค้นคว้าสอบถามเป็นเวลาเนิ่นนานก็ตาม เพราะรักความเป็น
ประชาธิปไตย รักความยุติธรรม จึงได้กลั่นกรองมาจากส่วนลึกของหัวใจ ผสมกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
ทั่วโลก จึงหวังว่าทุกท่านที่ได้อ่านและติดตามกระทู้นี้คงจะไม่เบื่อเป็นแน่แท้เจ้าค่ะ

ประสบการณ์ที่ข้าเจ้าและพี่ชายได้พบเห็นมานั้น ได้เพิ่มความรู้ สันทัด และพ้ฒนาถนนชีวิตของ
ข้าเจ้าไม่่น้อยเลยทีเดียว เมื่อระหว่างปี 1968-1971 ข้าเจ้าได้ทำการสอนอยู่ที่ รร.อุดรพิทยานุกูล จ.อุดรฯ สอนวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ และในขณะเดียวกันนั้นข้าเจ้าได้เป็นครูสอนภาษาไทยในแอร์อเมริกาให้จีไอ ที่มีการสอนจากระดับป.1 ถึงป.4 เมื่อจบป.4พวกเขาสามารถจะอ่านออกเขียนได้ทุกคน และจะได้ร้บประกาศนียบัตรจบหลักสูตรชั้นประถมสี่ด้วย
พร้อมๆกับพี่ชายก็ได้ถูกส่งไปประจำการที่ กองบินหนองขอนกว้าง จ.อดรฯ ข้าเจ้าได้ไปในค่ายไปเยี่ยมพี่และครอบครัวของเขาเป็นประจำ เขาได้แต่บ่น เบื่อ อยากลาออก ไม่มีอะไรก้าวหน้า พอดีปลายปี 1970 ทางการได้อนุมัติให้ทหารไทยอาสารับจ้างไปช่วยรบที่ลาว การที่นั่งกินนอนกินจนเบื่อสุดๆ พี่ชายและทหารอีกหลายหมื่นคนได้ลาออกไปร่วมรบครั้งนั้น แม้จะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอย่างน้อยต้องเข้าร่วมรบ 2 ปี ทิ้งครอบครัวไว้เบื้องหลังด้วยความห่วงกังวลไม่เว้นแต่ละวัน
วีระบุรุษเหล่านั้นได้สูญหาย ถูกฆ่าตายนับไม่ถ้วน ข้าเจ้าไม่ได้ข่าวจากพี่ชายเลยแม้แต่ครั้งเดียวตั้งแต่พี่ได้เข้าร่วมสงคราม ข้าเจ้าได้ลาออกจากการสอนทีอุดรพิทย์ฯเพื่อไปเรียนต่อที่เมกาเมื่อวันที่ 1 เม.ย 1971 แทนที่จะดีใจที่ตนเองจะได้ไปเรียนที่เมกา แต่ความรู้สึกเป็นห่วงพี่ชายที่ไม่มีข่าวเลยว่าเป็นตายร้ายดีแค่ไหนอย่างไรนั้นน่ะสิ ทำให้ข้าเจ้าเกือบจะเปลี่ยนใจไม่ไปเมกาเสียแล้ว แต่ในช่วงนั้นเสียงลูกระเบิดดังตูม ตูม ช่วงตอนหัวค่ำก่อนอาหารเย็นทุกวัน ลูกระเบิดที่หลงเหลือกลับมาจากนักบินบินไปทิ้งลงที่ทุ่งไหหินและที่ล่องแจ้งนั้นนักบินจะเอามาปล่อยทิ้งลงหลุมแถวๆรอบเมืองอุดรฯ บ้านใครที่มีหน้าต่างกระจกมากๆก็จะล่วงลงมาแตกกระจาย ประสาทของข้าเจ้าและชาวอุดรฯถูกกระตุก สะดุ้งไม่เว้นแต่ละวัน อีกไม่ช้าคงเป็นโรคจิตประสาทหลอนเป็นแน่แท้ข้าเจ้าหวั่นมากๆ
ด้วยเหตุฉะนี้จึงทำให้ข้าเจ้าละทิ้งอุดรพิทย์ไปได้ แฝงความเศร้าสลดทั้งคิดถึงพี่ชายและอาลัยลูกศิษย์ที่ดีและน่ารักทุกๆคน
ในปลายปี1972 พี่ชายก็รอดชีวิตจากสงครามล่องแจ้ง ปะเทดลาวได้อย่างปาฎิหารย์ (พี่เขาบอก) หลังจากนั้นชีวิตที่เมกาของข้าเจ้าก็เริ่มสดใสไร้กังวล และได้สมัครให้พี่และครอบครัวของเขาได้ไปทำมาหาเลิ้ยงชีพที่เมกากับข้าเจ้าด้วย และที่ดีใจที่สุดคือได้ปรนนิบัติพี่ก่อนที่เขาจะจากไปชั่วชีวิต

เลือดนักสู้แห่งประชาธิปไตย ที่เรืองนามหลายท่านจากอุดรพิทย์ฯ ทั้งอดีตลูกศิษย์และอดีตอาจารย์ ที่ข้าเจ้าจะนำมาเสนอให้เพื่อนๆได้ประจักษ์ในตอนต่อไปนะเจ้าคะ

Offline

#5 July 20, 2015 7:56 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 577
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

วันชาติอเมริกา July 4th (Indepence Day of The United States)

เสียงประทุดอกไม้ไฟเมื่อคืนนี้ วันเสาร์ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๗ ดังต่อเนื่องอย่างไม่ขาดสาย ๓๐ นาทีเต็มๆ แสงสีของดอกไม้ไฟเปรียบประดุจสายรุ้งเจ็ดสีแผ่กระจายไปทั่วผืนแผ่นฟ้า ครอบคลุมทะเลสาปแห่งนี้ สะกดจิตของทุกคนที่นั่งรายรอบริมฝั่งดื่มด่ำไปกับแสงสีอันสวยงามนั้นไปพร้อมๆกับเสียงกระตุ้นเร่งเร้าของเสียงประทุ ปลุกประสาทของทุกชีวิตจิตใจรวมทั้งข้าเจ้าได้ตะหวัดจิตระลึกถึงวันประกาศอิสระภาพ ๔ กรกฎาคม ๑๗๗๖ ของสหรัฐอเมริกา ปลดแอกจากการปกครองของประเทศอังกฤษ ข้าเจ้าได้นำเรื่องราวของวันประกาศอิสระภาพไว้อย่างละเอียดในกระทู้”ครั้งแรก...!!! “ ภาคหนี่ง โปรดติดตามอ่านย้อนหลังได้นะเจ้าคะ


วันนี้ข้าเจ้าขอนำประเพณีที่ปฎิบัติกันมาช้านานของหมู่บ้านแห่งนี้ คือ ทะเลสาป “สปริงแวลเล่ย์เลกค์” (Spring Valley Lake= SVL) สร้างมาประมาณ ๔๐ ปี เป็นทะเลสาปแมนเม็ดด์ คือคนสร้างขึ้นมา โดยขุดแผ่นดินกว้าง ๒๐๐ เอเคอร์ ปูพื้นด้วยซีเม็นต์คอนกรีตอย่างหนาแน่นมั่นคงไม่ให้น้ำรั่วไหล แล้วบรรจุน้ำเข้าไปแทน เอาปลาช่อน ปลาดุก ฯลฯ มาปล่อย ทำที่ตกเบ็ดไว้รอบๆหนอง ๑๒ แห่ง พร้อมกับทำที่บาบีคิวไว้ให้ย่างปลาที่จับได้ ไว้ทุกจุดอีกด้วย ทำชายหาดให้เป็นที่ไปว่ายน้ำอาบแดด พร้อมด้วยที่ปิกนิก มีบาบีคิวให้ย่างสัพสี่ง เนื้อ หมู เห็ด เป็ด ไก่ อาหารที่นำไปปินิก มีติดตั้งสวนสนุกชั่วคราวให้เด็กเล็กติดต่อกันเป็นเทือกแถว มีที่เก็บเรือชนิดต่างๆ เรือเจ็ด (Jet Boat) ให้เล่นเรือสะกีได้อีกด้วย ทางหมู่บ้านจัดการ์ดดูแลความปลอดภัย ทั้งรอบหนอง ในหนองและทุกๆส่วนของหมู่บ้านอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีสนามกอล์ฟ สนามเทนนิส สนามแรคเก็ตบอลล์ สระว่ายน้ำ และห้องออกกำลังกาย(gymnastics equipment) เพื่อเสริมสร้างให้มีความสนุกสำราญใจเมื่อเข้าไปเยี่ยมเยียนพี่น้องแถบนี้ ใครใคร่ตกปลา หรือเล่นสะกีน้ำ หรือว่ายน้ำอาบแดด หรือเล่นกอล์ฟ ฯลฯ ทำได้ตามความพึงพอใจ ในหมู่บ้านมีประมาณ ๔๕๐๐ ครัวเรือน สร้างเป็นระเบียบบนทะเลสาป บนสนามกอล์ฟ และรอบๆ ไม่แออัด แต่ดูสะอาดตา ข้าเจ้าได้มาอาศัยอยู่ที่นี่ร่วม ๓๓ ปีแล้ว จึงเต็มไปด้วยความสนุกสนานอย่างพึงพอใจและปลอดภัยเจ้าค่ะ


ประเพณีของหมู่บ้านนี้ คือ วันเสาร์ก่อนวันชาติวันที่ ๔ กรกฎาคมของทุกปี ปีนี้คือ ๒๗ มิ.ย คือเมื่อคืนนี้ ได้มีการจุดประทุ ปลุกประสาทให้ทุกๆคนระลึกได้ว่า”วันชาติของเราจะมาถึงแล้วนะ” มีการประกาศลงนสพ.ให้เพื่อนบ้านเมืองใกล้เคียงรอบๆได้เข้ามาชื่นชมด้วยกัน มีการกางเต้นรอบๆหนอง เอารถมาจอดเปิดประทุน เอาเก้าอี้มาวาง นำอาหารมาร่วมปิกนิกกันอย่างอบอุ่น ที่แห่งนี้ไม่อนุญาติให้จุดประทุทั่วไป วันชาติจริงๆก็ห้ามจุด จึงจุดให้ชมตรงกลางทะเลสาปเท่านั้นตอน ๓ ทุ่มตะวันลับขอบดินจะได้เห็นดอกไม้ไฟกระจายไปทั่วอย่างชัดเจนในความมืด ส่วนวันที่ ๔ กค. ก็จะมีการชุมนุมเหมือนเดิม และการจุดประทุจะมีในเมืองใกล้เคียงทั่วๆไปตามพาร์คหลายแห่งไม่ห่างไกลนัก


ข้าเจ้ากล้บถึงบ้าน จิตรำลึกนึกถึงวันชาติของไทย ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๗ที่ผ่านมา เช้าวันนั้นได้มีการประกาศ “กู้ชาติ” เพื่อประชาธิปไตยและความมีเสรีภาพ ภราดรภาพ เสมอภาพ ของสองค่ายร่วมกัน คือ องค์กรเสรีไทย และ กลุ่มแดงสยาม ที่ข้าเจ้าจะนำมากล่าวในตอนต่อไป เพราะมันเป็นช่วงประวัติศาสตร์ที่ยี่งใหญ่มากในชีวิตของชาวไทยในศตวรรษนี้ วันนั้นข้าเจ้าแต่งชุดขาวนั่งสวดมนต์ภาวนาให้ประเทศไทยมีวันชาติ ๒๔ มิถุนายนเหมือนเดิม เพื่อจะได้ฉลองกันอย่างเต็มภาคภูมิใจเหมือนวันชาติของชาวอเมริกัน ๔ กรกฎาคมของทุกๆปีมาร่วม ๒๓๘ ปีแล้ว

Offline

#6 July 20, 2015 7:57 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 577
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ข้าเจ้าต้องขออนุญาตท่าน ดร.ริชาร์ด copyกระทู้ "ครั้งแรก...!!! " ตอน 1 และตอน 2
รวม 9 หน้าทั้งหมดมารวมไว้ให้ท่านผู้อ่านได้ติดตามอ่านย้อนหลังได้สะดวกขึ้นนะเจ้าคะ

:rose:ขอบคุณท่าน ดร.ริชาร์ดอย่างมากนะเจ้าคะ ที่นำกระทู้ "ครั้งแรก...!!! "
ไปโพสต์ไว้ใน Forums "กระทู้ที่น่าสนใจ" และขอบคุณ คุณBangkok2514
คุณSquirrel Hunter คุณอารายกานจาง และหลายๆท่านที่ข้าเจ้าไม่ได้เอ่ยนาม ที่ทำให้กระทู้สมบูรณ์ขึ้น แม้จะขาดตกไปบ้างเท่านี้ก็พอเพียงในหัวใจเจ้าค่ะ

:redgirl:และขอบพระคุณมาอย่างยี่งอีกครั้งต่อทุกๆท่านนะเจ้าคะ ทั้งท่านผู้นำมาโพสต์ แฟนๆที่ติดตามอ่าน และสอบถาม และออกความคิดเห็น ทำให้กระทู้นี้มีรสชาด มีความรู้ น่าติดตามอ่านยิ่งขึ้น ขอบคุณไม่รู้ลืมเจ้าค่ะ


ต่อไปนี้เป็นต้นเรื่องของกระทู้ "ครั้งแรก...!!! " ซึ่งข้าเจ้าเอามาเรียบเรียงใหม่ ให้ต่อเนื่องพอสมควร จากForums "กระทู้ที่น่าสนใจ"


สวัสดีคับดร.ริชาร์ด/ป้าอำแดง และผู้อาวุโสทุกท่าน

สืบเนื่องจากกระทู้ของป้าอำแดงมีการขาดหายไปในช่วงแรก (ดูจะเป็นการสนทนากันคับ)
พอดีผมเคย Copy ไว้เพื่อให้ลูกๆ หลานๆ ได้อ่านก็เลยขอนำกลับมาเพื่อจะได้สร้างประโยชน์อีกครั้ง
แต่ไม่มั่นใจว่าจะครบตั้งแต่หน้า 1 - 10 หรือเปล่า...หากไปซ้ำกับลุงๆน้าๆ ท่านใดต้องขออภัย
แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรให้มันดูสวยดูดีนะคับ

ด้วยความเคารพผู้อาวุโสทุกๆ ท่าน
อารายกานจาง

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
AmDang สมาชิกประจำ

ขอเรียนเชิญพี่น้องชาวไทย-อเมริกันที่รักทุกๆท่าน
ร่วมฉลองวันชาติไทย 24 มิย. และวันชาติอเมริกัน July 4th.
ฉลองร่วมกันเป็นครั้งแรก....

When : วันเสาร์วันที่ 29 มิย. 2013 เรี่มเวลา 6 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน
Where : Little Bangkok Restaurant 3111 S. Valley View Blvd. Las Vegas, NV 89102 702-871-9227

อาหารสั่งได้ตามเมนนูนะคะ
ดนตรี...คาราโอเก๊ะ---แด๊นซี่งตามถนัด
นักร้อง : คุณแดงโดมอริโซน่าเสียงน้ำเซาะหินเทียมเท่ารวงทองทองลั่นทม
คุณรอนโลนลี่จากแอลเอเสียงร้องเฉียดๆ เอื้อสนทรสนาน

และติดตามด้วยนักร้องชาวอเมริกันมากมายหลายท่าน
และจะมีการกล่าวปราศรัยถึงวันชาติไทยและวันชาติอเมริกันอีกด้วย

เนื่องจากว่างานครั้งนี้จัดขึ้นอย่างกระทันหันแบบสายฟ้าแลบ
ก็เปรียบเหมือนอะไรที่เกิดขึ้นทุกอย่างในครั้งแรก...น่ะแหละ

แต่ขอรับประกันว่าจะไม่ผิดหวังแน่นอน...นะเจ้าคะ
เชิญนะคะเขิญไปเที่ยวลาสเวกั้สวีคเอ็นนี้ด้วยกัน...

AmDang, Jun 27, 2013 #1
คุณนะทำ, ไฉไล, ทิศเหนือ and 3 others like this.


AmDang สมาชิกประจำ

ขอบคุณคุณรปสSURVIVOR นะคะที่ให้คำแนะนำที่ดีมากๆเลยค่ะ
จะต้องมีท่านผู้ทรงความรู้ (expert) ในการติดตามพัฒนาการของบ้านเมือง
ขุดคุ้ยย้อนลึกทั้งของฝ่ายรบ.พรรคเพื่อไทยและของฝ่ายคัดง้างปชป
มาให้เกียรติ์กล่าวสุนทรีที่เป็นอาหารใจเข้มข้นรสแสบจัดๆ
เหมือนตำมะหุงอิสานเป็นแน่แท้เจ้าค่ะ...ขอบอก

AmDang, Jun 28, 2013 #6
รปสSURVIVOR likes this.


AmDang สมาชิกประจำ

มาให้การสนับสนุนและให้กำลังใจทุกท่านที่มีโอกาสไป
ขอน้อมรับและขอบคุณคุณ Always red มากๆ ค่ะ
การให้การสนับสนุนและให้กำลังใจจะเสริมพลังใจให้กระทำสี่งใดๆ
สำเร็จลุล่วงโดยดีเจ้าค่ะ


AmDang, Jun 28, 2013 #8
Always red likes this.


AmDang สมาชิกประจำ

กองเขียร์คือพลังใจอันมหาศาล
ขอบคุณคุณ pacham มากๆนะเจ้าคะ


AmDang, Jun 28, 2013 #9


AmDangสมาชิกประจำ

"กำลังใจ" เป็นสุดยอดปราถนาของมนุษย์เดินดิน
อยู่ไกลส่งแต่ใจไปถึงก็ชื่นใจแล้วเจ้าค่ะ
ขอบคุณคุณ Here2 มาอย่างสูงนะเจ้าคะ

AmDang, Jun 28, 2013 #10


AmDangสมาชิกประจำ

ขอบคุณคุณพ่อจูม่งมากๆ นะคะที่เป็นห่วง
ถึงงานนี้จะเป็นครั้งแรกถึงจะขรุกขรักไงก็คง
มีผู้ให้อภัยเห็นใจจะแนะนำและช่วยเหลือ
ทราบงี้ก็เป็นปลื้มขอบคุณอีกหนนะเจ้าคะ
งานนี้ฉลองตำม๊ากหุง Isan กลางเมืองบ่อนการพนัน
Las Vegas ที่ร้อนระอุเคยพบคนถอดเสื้อผ้าเดินกันเลยทีเดียวหุหุ

AmDang, Jun 28, 2013 #11
พ่อจูม่ง and รปสSURVIVOR like this.


AmDangสมาชิกประจำ

ไปยังคะเดี๋ยวร้อนมากๆ ถ้าออกเดินทางสายกว่านี้ยางรถซึมแน่
ที่นี่จากบ้านถึงเวกั้สประมาณ 2.5 ชั่วโมงค่ะ
พี่น้องลาวคุณแสงมณี/คุณไก่ทำตำมะหุงไว้คอยเที่ยงค่ะ
ต้นตำรับจากกรุงเวียงจันทร์เปรี้ยวเผ็ดเค็มแซ็บแซ็บเติมด้วยปูดอง
และปลาแดกที่ไปตกปลามาทำเองโดยคุณไก่โฮมเมดปลอดสารมลพิษ
ปลาล้าออแกนิกไงเจ้าคะอย่าบอกใครนา...จะทานเผื่อละกันเน๊อ...
แล้วจะกลับมาเล่าต่อตอนนี้เล่าถึงแค่เที่ยงเท่านั้นนะเจ้าคะ

AmDang, Jun 29, 2013 #12



AmDang สมาชิกประจำ

กลับมาแล้วเจ้าค้า...
เสียแผนให้สลี่ม...
เป็นไปได้ไง...แล้วจะมาเล่าให้ฟังวันพรุ่งนะเจ้าคะ
ขับรถกลับกลางแสงแดดตอนเที่ยงร้อนมั๊กมากขอพักผ่อนสักตั้งเจ้าค่ะ

AmDang, Jul 1, 2013 #13


AmDang สมาชิกประจำ

ทุกอย่างเหมือนไม่เป็นใจแม้แต่คอมพ์คู่ทุกข์คู่ยากซื่อสัตย์ใช้การมายาวนานเกิดงอนขึ้นมาเอาดื้อๆ
เขียนรายงานยาวตั้งเต็มหน้าสกรีนจะโพตส์เข้าไปให้พี่น้องได้อ่านการฉลอง "ครั้งแรก" ที่เวกั้ส
ก็ต้องผิดหวังข้อเขียนตั้ง 2 ชั่วโมงลบหายไปต่อหน้าต่อตาหัวใจนั้นตกไปค้างที่ตาตุ่มร้องหาใครช่วยก็ไม่ทันการ
มีแต่รุ่นไดโนเสาเต่าล้านปีพูดถึงคอมพ์ละก้อส่ายหน้าทำทองไม่รู้ร้อนเฮ้อ...ต้องคอยลูกหลาน
เด็กยุคไฮเทกมาแก้ไขให้...ต้องขออภัยที่ล่าช้านะเจ้าคะ

ความจริงก็ไม่เสียใจอะไรมากมายนักดอกดีใจเสียอีกที่ยังมีชีวิตยาวถึงวันนี้
วันที่มีโอกาศได้สัมผัสกะคอมพิวเตอร์ได้ใช้มันโลกลึกโลกแคบโลกกว้างโลกปั่นป่วนโลกตอแหล
เรารู้ใส้หมดแถมอยากด่าใครก็ได้สมใจอีก...เสียดายแทน Steve Jobs มันสมองของคอมพ์
ประดิษย์ iPad iPhone etc...ยังไม่มีโอกาศได้รับการสรรเสริญเยินยอเลยกลับมาตายเสียก่อน
นี่ซิ่เราเสียใจนัก...

ค้างไว้เท่านี้พรุ่งนี้จะมาเล่าต่อนะเจ้าคะ

AmDang, Jul 4, 2013 #14
ตั๊ม แซมซัง likes this.

AmDangสมาชิกประจำ

เสียงประทุดอกไม้ไฟเรี่มดังกระหน่ำขึ้นไปเรื่อยๆทันทีหลังจากพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า
มันเป็นดอกไม้ไฟที่ราคาแพงมากความสวยที่ระเบิดแตกกระจายเป็นสายพริ้วหลายหลากรูปแบบบนท้องฟ้า
อันมืดสนิทเรามองชื่นชมจ้องตาแทบไม่กระพริบนี่คือการสลุดต่อบรรพบุรุษของชาวอเมริกัน
ที่ต่อสู้เสียเลือดเนื้อเสียชีพเพื่อปลดแอกจากอังกฤษที่กดขี่ข่มเหงรีดนาทาเร้น
ถลอกภาษีอย่างโหดเหี้ยมทารุนอย่างเลือดตากระเด็น...

เป็นการฉลองสลุดสะดุดีครั้งที่ยี่งใหญ่ทุกๆปีถึงวีระชนผู้นำอิสระภาพเสรีภาพความเสมอภาพ
เท่าเทียมกันทุกคนความเป็นหนึ่งเดียวอยู่ใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นกฏเหล็กเดียวกัน... มาสู่แผ่นดินเมกา
แผ่นดินนี้ที่ยี่งใหญ่เป็นมหาอำนาจของโลกเป็นที่สุดของที่สุดการที่เมกาถูกกดขี่ข่มเหงจากอังกฤษมานาน
ทำให้คนอเมริกันเข้าใจลึกซึ้งถึงสถานะการณ์ในทุกประเทศทั่วโลกเปรียบเหมือนนกอินทรีย์บินโฉบไปโฉบมา
คอยพิทักษ์ปกป้องช่วยเหลือให้ทุกประเทศอยู่กันอย่างสันติสุข...อย่างพี่ใหญ่ปกป้องน้องเล็กๆ
ให้ปลอดภัยและอบอุ่นทั่วถึงทุกแห่งในพิภบ

พี่น้องที่รักทุกท่านเมกาไม่ใช่เป็นผู้ก่อสงครามเมกาเป็นผู้พยายามยุติสงคราม
เมกาพยายามปกป้องประเทศเล็กที่อ่อนแอหลุดจากเงื้อมมื้อของประเทศที่แข็งแรงกว่า
เมกาได้ทำสัญญาไว้กับประเทศเกือบทั่วโลกยกตัวอย่างให้พี่น้องได้ทราบ 2-3 กรณีนะเจ้าคะ

1) เมกา-ญี่ปุ่นเมกาสัญญาจะปกป้องญี่ปุ่นถ้ามีใครมารังแกขณะนี้จีนจะเข้ายึดเกาะ Shikoku Island
ที่เป็นของญี่ปุุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สองจีนและไต้หวันก็พยายามจะเข้ายึดเป็นกรรมสิทธิ์ของตนขณะนี้
เมกาผู้เคร่งและยึดมั่นในสัญญาจึงต้องส่งกำลังทหารและอาวุธไปขัดตาทัพเพื่อเป็นกอขอคอ (ก้างขวางคอ)
ต่อจีนและใต้หวันไม่ให้บุกรุกเกาะนี้ง่ายๆ

2) จีนจะเข้ายึดหมู่เกาะ Spratly Islands และหมู่เกาะ Paracel Islands ที่อยู่เหนือประเทศบรูไนท์เล็กน้อย
ในทะเลจีนใต้ที่มีแหล่งน้ำมันและแก๊ซธรรมชาติมากที่สุดในโลกขณะนี้และอีกเกาะคือเกาะ Scarborough Island
ที่อยู่ห่างจากฟิลิปปินประมาณ 200 ไมล์จีนได้ยิงไปที่เกาะนี้ในที่สุดก็ส่งชาวประมงเข้าไปยึดอยู่เป็นที่อาศัย
เมื่อไม่นานมานี้เมกาต้องส่งเรือดำน้ำทหารอาวุธไปตั้งหลักปกป้องประเทศเพื่อนบ้านของไทยในปัจจุบันนี้

3) อิสราเอลรบกับอียิปเมกาจ้างให้สงบสงครามโดยให้เงินยูเอสดอลล่าทุกๆปี
แก่ประเทศทั้งสองคือ $3.5 billions ให้ Israel และ $1.5 billions ให้ Egypt สงครามระหว่างทั้ง 2 ประเทศ
จึงสงบลงเท่าทุกวันนี้แต่เมกา "ถังแตก" ดังโพล๊ะเจ้าค่ะ

4) ประเทศทั่วโลกที่ยูเอสเข้าไปช่วยเหลือดูแลสุ่งหน่วยอาสาสมัคร (Peace Corps) ไปช่วยเหลือทางด้าน
การศึกษาให้ความรู้ในด้านส่งเสริมความเป็นอยู่การครองชีพให้ดีขึ้นตามทันสถานะการณ์โลกปัจจุบัน
ทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคมการเงินการศึกษาและอาวุธเพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ใครมารุกรานง่ายๆ

การฉลองวันชาติอเมริกัน July the 4th ได้จบลงชาวเมกันได้แสดงความอี่มเอิบจากที่สุดของหัวใจ
ภูมิใจที่ได้เป็นชนอเมริกันชนที่พยายามสร้างแต่ความสงบสุข (peaceful mind) ให้แก่ชาวโลก...จึงขอสลุด...
USA จงเจริญๆๆๆๆๆๆๆ !!!!!!!! USA

AmDang, Jul 5, 2013 #17


AmDang สมาชิกประจำ

จากวันนั้น July 4th 1776 ถึงวันนี้เป็นเวลา 237 ปีวันชาติของเมกาอิสระเสรีมาเนิ่นนานไม่เปลี่ยนแปลง
คนของเขาช่างมีจิตรที่หนักแน่นยึดหลักรัฐธรรมนูญอันเดียวกันไม่โอนเอนไปตามกระแสลมเป่าของใครทั้งสิ้น
รัฐธรรมนูญของเขาใช้เวลาร่างถึง 15 ปีเป็นกฎเหล็กที่หนักแน่นและมั่นคงที่บังคับกะเหรี่ยงจากทั่วโลก
ที่หลั่งไหลเข้าไปพำนักพักพิงในเมกาทำมาหากินจนร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีของโลก
คนที่ยังย่ำต๊อกบนถนนคอนกรีตก็มีเยอะแต่ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎเหล็กฉบับนี้อย่างเคร่งครัด
และเขาก็อยู่ด้วยกันได้อย่างสันติสุขตลอดมา...

จากวันนั้น 24 มิถุนายน 2475 ถึงวันนี้เป็นเวลา 80 ปีวันชาติของไทยได้หายสาปสูญไปจากความทรงจำ
ถึงไงก็มีบุคคนหลายกลุ่มหลายสมัยที่มีหัวใจรักประชาธิปไตยที่พยายามจะรื้อฟื้นวันนี้ขึ้นมา
ก็เพียงแต่จุดประทุแบบล้มลุกคลุกคลานมาเรื่อยๆครั้งใดที่จะกล่าวถึงวันนี้ขึ้นมาจะต้องมีการต่อสู้ฆ่ากันตาย
และบาดเจ็บเป็นเบือวีระบุรุษนักศึกษาคณะราษฎรผู้เสียสละชีพมาหลายครั้งหลายคราก็ถูกกำจัดถูกฆ่า
ถูกจองจำในคุกหนีหัวซุกหัวซุนเข้าป่าถูกไล่ออกไปอยู่นอกแผ่นดินไทยก็มีทั้งที่เขาเหล่านั้นเพียงต้องการ
อิสระเสรีภาพเป็นมนุษย์เท่าเทียมกันเท่านั้นวันชาติไทยจะมีได้อีก
จะต้องมีประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์สมบูรณ์เท่านั้นหรือ

19 มิถุนายน 2556 คณะกวป.ได้ประกาศให้วันที่ 24 มิถุนายนเป็นวันชาติของไทยอีก
ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องรื้อฟื้นความทรงจำจากพระราชดำรัดของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7
ก่อนที่พระองค์จะเซนต์มอบอำนาจอธิปไตยให้พสกนิกรว่า "ข้าพเจ้าจะไม่อนุญาตมอบอำนาจอธิปไตยของ
ข้าพเจ้าให้แก่บุคคนหนึ่งบุคคนใดหรือคณะใดคณะหนึ่งแต่ข้าพเจ้ามอบให้แก่ปวงชนชาวไทยเท่านั้น"
พระองค์ได้สละราชบันลังค์ไปพำนักอยู่ที่ประเทศอังกฤษตราบจนกระทั่งสวรรคตที่นั่นพระองค์ได้เสียสละทั้งชีวิต
เพื่อความสันติสุขของปวงชนพระองค์มีความพอเพียงไม่เห็นแก่พระองค์เองสละแล้วให้แล้วได้แล้ว
"อธิปไตยคืออำนาจสูงสุดต้องเป็นของปวงชนชาวไทย"

ข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมกราบถวายสดุดีต่อพระองค์มาด้วยจิตรสำนึกที่เป็นคุณใหญ่หลวงต่อปวงชนชาวไทย
ทูลเกล้าทูลกระหม่อมขอเดชะใต้ฝ่าละอองทุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อมข้าพระ พุทธเจ้าจะไม่ขอลืมพระราชดำรัดของพระองค์ตราบเท่าชีวิตหาไม่พระเจ้าค่ะ

ด้วยประการฉะนี้ข้าเจ้าจึงจัดงานฉลอง "ครั้งแรก...!!!" ที่ลาสเวกั้ส 29 มิถุนายน 2556 เพื่อเป็นการฉลอง
"วันชาติไทย" และ "วันชาติอเมริกา"...ร่วมกันเป็นครั้งแรก...เจ้าค่ะ

AmDang, Jul 6, 2013 #18


AmDang สมาชิกประจำ

เสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2013
หลังจากจัดแจงดูแลลูกหลานที่เดินทางมาเยี่ยมจากต่างรัฐตั้งแต่วันพุธก่อนและจะอยู่ต่อถึงวันพุธหน้า
จำเป็นต้องบอกลูกหลานว่าจะต้องไปประชุมเสวนาธุรกิจที่เวกั้สคืนนึงให้ดูแลกันเองละกัน...
ส่วนงานคืนนี้ที่ลงประกาศเชิญชวนพี่น้องให้ไปร่วมด้วยก็ไม่ได้ใส่ใจจะติดตามความคืบหน้าแต่อย่างใด
ได้อีเมล์ติดต่อคุณอาทิตย์ที่รับอาสาจะเป็นผู้ติดต่ิอสถานที่ให้ตั้งแต่ต้นเดือนมิย. ก็คิดว่าเรียบร้อยทุกประการ
คุณอาทิตย์ยังอีเมล์เวปของร้านมาสำทับอีกจึงมั่นใจว่าคงจะไม่มีอุปสรรคใดๆ...

10 โมงออกเดินทางกับกระเป๋าใบย่อมครบเครื่องเพียงหนึ่งคืนจะต้องไปรับน้องพรที่รับอาสา
จะเป็นบอดี้กาดร์และโชเฟอร์สับเปลี่ยนครั้งคราน้องพรได้รู้จักคุ้นเคยกันมาหลายปีบ้านเธออยู่ห่างประมาณ 3 ไมล์
เธอน่ารักมากติดสอยห้อยตามไปด้วยทุกแห่งหนโดยไม่เกียงงอนเธอบอกว่าเกิดมาชาติเดียวเที่ยวไปเที่ยวทั่ว
กลัวอะไรนี่เธอจะไปยุโรปมะรืนนี้อีกแล้วจะไปอยู่ถึงหนึ่งเดือนครึ่งเธอผูกมิตรไว้มากมายไปทั้งทีตั้งไกลจะต้อง
เยี่ยมเยียนให้ทั่วถึงเธอว่างั้น...

ยังไม่ถึงบ้านน้องพรกรี่งโทรศัพท์มือถือปลุกให้ตื่นจากพวังค์ดังครั้งที่ 3 จึงรับได้ตรงไฟแดงพอดี
กฎเหล็กที่เมกาว่าถ้าพูดโทรศัพท์ขณะขับรถจะได้ทิกเก๊ต(ตั๋วปรับ) มีเครื่องจับผิดตรงไฟจราจรทุกแห่ง
ถ้าไม่อยากโดเนดต์เงินให้กรมตำรวจก็อย่าหาญฝ่ากฎนี้เจียวนา

รีบตระคุบมือถือ
ฮ้ลโล...แสงมณีหรอ...สบายดีเจ้า
ข้อยโทรมาตามว่าเจ้าเถิงไสแล้ว
ข้อยกะลังเดินทางเพี่งออกจากบ้านเจอกันอีก 2 ซั่วโมงเกิงนะจ๊ะต้องวางหูละเดี๋ยวได้ทิกเก๊ดจ๊ะ


พี่น้องลาวคู่นี้แสงมณีและไก่ข้าเจ้าได้พบโดยบังเอิญเมื่อปีที่แล้วข้าเจ้าไปช่วยปธน.โอบามาหาเสียง
วี่งเลือกตั้งเป็นปธน.สมัยที่สองข้าเจ้าไปพำนักที่เวกั้สจากวันที่ 1 ตุลา 2012 ถึง 7 พย. 2012
เขาจัดที่พักให้อยู่กับครอบครัวเมกันหน้าที่การหาเสียงหาคะแนนคือโทรหาสมาชิกของพรรคเดโมแคร๊ก
ไปเคาะประตูตามลี้สที่เขาให้มาซึ้งเป็นลี้สของคนเอเซียทั้งหมดไปปราศรัยที่วัดไทย-ลาวซึ่งมีถึง 9 วัด
ในกลางดงการพนันแห่งนี้ยังสงสัยว่าทำไมจึงมีวัดมากมายเช่นนี้เพื่อบนบาลให้โชคดีโยกสะล๊อตได้เป็นถังรึไง
ไม่รู้เหรอว่า...พระพุทธเจ้าห้ามมั่วสุมกับการพนันไม่แน่นะพระเองอาจจะหากินเป็นดีนเล่อร์แจกไพ่ก็เหลือจะเดาได้

โทรถึงคนไทยคนลาวมากมายโทรไปเจอแสงมณีเธอดีใจมากที่ได้รับเสียงคนไทย
อธิบายระเบียบกฎเกนณ์การเลือกตั้งในเมกาเธอและไก่สามีเป็นเมกันซิติเซนต์แล้วอยากจะลงคะแนนให้โอบามา
โอบามาได้ช่วยเหลือพี่น้องลาวอพยบของเธอช่วยให้มีบ้านอยู่แถมเงินฟรี 8000 เหรียญให้ตั้งหลัก
เธอมีเงินคนลี้ภัยกินสบายๆเธอเป็นคุณนายคาสิโนเพราะไก่ได้ทำงานเป็นหลักเป็นนักบัญชี
นับเงินให้คาสิโนแห่งหนึ่งเธอภูมิใจและซาบซึ้งในการที่ได้เป็นหนึ่งชนของอเมริกา

วันรุ่งขึ้นหลังจากคุยกะแสงมณีแนะนำให้เธอและไก่ไปลงทะเบียนลงคะแนนเลือกตั้ง
เป็นวันสุดท้ายที่จะลงทะเบียนได้เธอทั้งสองก็ได้ไปที่ City Hall เป็นที่เรียบร้อยทันตามกฎบัญญัติไว้
และความสนิทสนมระหว่างเราก็ดำเนินมาเรื่อยๆช่วง 4 สัปดาห์ในการหาเสียงข้าเจ้าไปๆมาๆจากบ้านฝรั่ง
ไปบ้านลาวแสงมณีอย่างสุขใจเพราะแสงมณีเธอทำอาหารรส Isan โดยเฉพาะตำมะหุงรสแซ๊บอีหลีของเธอ
วันหยุดของไก่เขาไปตกปลาได้ปลามากมายทำตากแห้งย่างแกงแจกจ่ายที่เหลือก็ทำปลาล้า
แสงมณีทำปลาแดกได้รสเข้มข้นหอมหวานมากเธอใส่สัปรสข่าตะใคร้พอได้ที่เธอเอามาต้มและกรองเอาแต่น้ำ
ใส่ตู้เย็นไว้ใช้เป็นเดือนๆ...

AmDang, Jul 7, 2013 #19
ตั๊ม แซมซัง likes this.


AmDang สมาชิกประจำ

ข้าเจ้าตื้นตันใจและปราบปลื้มที่ได้รับความสนใจตามอ่านในการเขียนของข้าเจ้า
จากพี่น้องมากมายอย่างคาดไม่ถึงเจ้าค่ะทำให้มีกำลังใจที่จะเขียนต่อไปขอบพระคุณทุกท่านมากๆ
ที่ให้ความกรุณาทนอ่านจำใจอ่านมาเรื่อยๆและตลอดไปนะเจ้าคะ...

รำลึกมิรู้ลืมจากสายใจของI'm Dang.......

ตั้งใจจะเร่งให้จบค่ำนี้แต่ก็คงปั่นเขียนแบบฝืดๆนี่ก็ 3 ทุ่มแล้วต้องไปแพ๊กกระเป๋าเดินทางที่ค้างอยู่ให้เสร็จเจ้าค่ะ
เพราะวันพรุ่งจะต้องเดินทางไปต่างรัฐแต่เช้ากว่าจะกลับมาก็ร่วม 2 สัปดาห์เจ้าค่ะระหว่างการเดินทาง
ก็จะพยายามเขียนต่อเติมไปเรื่อยๆเพราะมีตอนที่สำคัญที่ไม่อยากจะข้ามไปคือความสัมพันระหว่างไทยกับเมกา
ที่ยังไม่กล่าวถึงความจริงอยากนั่งเขียนที่บ้านมากกว่าเพราะตัวพิมพ์ภาษาไทยใหญ่กว่าของคอมบนโต๊ะ

ส่วนคอมตั้งตักหรือไอแพดหรือไอโฟนที่จะพ่วงไปมันเล็กอ่านทีต้องใช้แว่นขยายทุลักทุเลเจ้าค่ะ

AmDang, Jul 7, 2013 #20

พูดถึง "ปลาล้า" เป็นคำคนกรุงเขาใช้กันแต่ชาวอิสานเรียก "ปลาแดก"
"ล้า" และ "แดก" คงจะมีความหมายเดียวกันคนกรุงตีปลานวดปลาคลุกกับเกลือจนมือล้าจึงเอาลงไหคนอิสาน
ตีปลาอย่างกระแทกแดกดันให้เข้าเนิ้อเข้าหนังกะเกลือแล้วเอาลงหมักในไหขบวนการล้าล้าแดกแดก
แต่ออกมารสชาดเหมือนกันแซ๊บสุดๆใส่อะไรก็อร่อยแทนน้ำปลาได้เลยในภาดตะวันออกเฉียงเหนือ
และภาดเหนือเจ้าค่ะ

หลายปีมาแล้วข้าเจ้าเคยอ่านหนังสือรำลึกถึง "พระวรชายาเจ้าดารารัศมี" ในรัชกาลที่๕พระวรชายาดารารัศมี
เป็นที่โปรดปรานของร.๕มากที่สุดในจำนวณพระสนมที่มากมายของพระองค์จึงได้ทรงแต่งตั้งเจ้าดารารัศมี
เป็น "พระวรชายา" ท่านเป็นเจ้าจากเชียงใหม่ถูกส่งมารับใช้ในร.๕เพื่อเป็นการให้ฝ่ายกทม. ใส่ใจไม่ทอดทิ้ง
ช่วยปกป้องนครเชียงใหม่จากการมาบุกรุกของประเทศพม่าครั้งหนึ่งพระวรชายาฯได้ทรงกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด
ที่นครเชียงใหม่ร๕ได้เขียนจดหมายถึงพระวรชายาฯโต้ตอบกันหลายฉบับมีฉบับนึงพระองค์เขียนว่า
"ปลาล้าที่เธอทำไว้อร่อยมากและหมดแล้วอยากให้เธอรีบๆกลับมาทำให้ฉันกินอีก"
แสดงว่าในวังก็พึ่งปลาล้าให้เจริญอาหารเช่นกัน

ปลาล้าคือการเก็บรักษาปลาไว้กินยาวนานวิธีหนึ่งในกรุงเทพก็นิยมทำปลาล้ากันมายาวนานตั้งแต่สมัยดึกดำบรรค์
คนกรุงที่ยังหลงดื่มด่ำในกลี่นปลาล้าก็ยังมีเยอะการมีตู้เย็นทำให้เก็บอาหารไว้ได้นานวันจึงหยุดทำปล้าล้า
กลายเป็นผู้รังเกียจกลี่นฉุๆของมันไปก็มีโดยเฉพาะคนสมัยยุคไฮเทกขณะนี้ส่วนคนนอกกรุงที่ไม่มีตู้เย็น
คงไม่มีทางเลือกพอน้ำขึ้นปลาชุมก็รีบๆทำปลาล้าไว้เป็นไหๆไว้กินตอนน้ำลดและยังทำเป็นอาหารระดับโอท๊อป
ชั้นนำส่งออกขายนอกประเทศในรูปแบบปลาล้ากระปุกปลาล้าทรงเครื่องหลนปลาล้าแจ่วบองปลาล้า
ในเมกามีขายในทุกๆซุบเปอร์มาคเก็ดหรือตลาดเอเซี่ยนเจ้าค่ะ

คุณเคยทานปลาล้าทรงเครื่องไหม...เอาปลาล้าตัวใหญ่ๆทอดในน้ำมันร้อนๆให้สุกตักขึ้นมา
ปล่อยให้เย็นบีบมะนาวหั่นหัวหอมสดกระเทียมสดโรยให้ทั่วตามด้วยผักชีหอมหั่นแตงกัวาเสริมด้วยผักลวก
วางข้างๆเจียวไข่ไก่ครึ่งกิโลข้าวสวยจานนึงหรือข้าวเหนียวกระติบย่อมๆอันนึงคุณเอ๊ย...

นั่นล่ะเป็นอาหารทิพย์ที่วิเศษสุดมื้ฮนึงทีเดียวเจ้าค่ะ

AmDang, Jul 9, 2013 #21
สรวง and flowervoice. like this.


AmDangสมาชิกประจำ

ขับรถผ่านไฟแดงมาได้ 3 เสาเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาและเลี้ยวซ้ายอีกทีก็ถึงบ้านน้องพรที่อยู่ทางออกไกล้ฟรีเวย์
ไปลาสเวกั้สเธอเตรียมตัวคอยอยู่แล้วไม่มีการเสียเวลาเพราะเธอก็มาอยู่เมกานานถูกเสี้ยมให้เป็นคนตรงเวลา
เธอทิ้งนิสัยนัดสิบโมง + 1 ชม.เผื่อความอืดอาดล่าซ้าอย่างนัดไทยไปสนิททั้งเธอและข้าเจ้าตื่นเต้น
ที่จะได้ไปเที่ยวไกลๆลำพังโดยไม่มีคน (แฟน) มาคอยบงการความจริงเราก็ไปฉลอง 24 มิถุนาที่แอลเอ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาไม่น่าจะตื่นเต้นกันมากมายนักหรือว่าเราหนีแฟนไปชั่วหนึ่งคืนก็ยากที่จะเดาคงงั้นมั้ง...

ก่อนขึ้นฟรีเวย์น้องพรอาสาขับเธอจัดการเปลี่ยนซีดีที่เธอซอบมีเพลงของผึ้งต่ายอรทัยและเพลงหนุ่มลูกทุ่ง
ที่ข้าเจ้าไม่สันทัดชื่อเสียงนามกรเพราะเพลงลูกทุ่งเหล่านั้นเกิดโด่งดังหลังจากข้าเจ้าได้มาผุดที่เมกา
ข้าเจ้าเติบโตมากับเพลงของวงสุนทราภรณ์ช้าๆ เนิบๆ อกหักอย่างซาบซี้งและกินใจมิเสื่อมคลายตลอดมา
จากสมัยเด็ก ถึงแก่ย่อมๆแต่เพลงลูกทุ่งสมัยยุคไฮเทกคึกคักต้องขยับเท้าตามฟังแล้วไม่ง่วงนอน...
ฟังเพลงไป ใจก็ตวัดไปเรื่อยเปื่อย...

นึกถึงวันงานอาทิตย์ที่ผ่านมาพรั่งพร้อมไปด้วยพี่น้องกลุ่มแดงอิสระยูเอสเอ (Red Freedom USA)
ท่านเหล่านั้นจะไปร่วมฉลองครั้งแรก...ที่เวกั้สป่าวหนอ...และที่เวกั้สมีทั้งเพื่อนเมกันลาวไทยอีกล่ะ
เขาจะมาร่วมฉลองกะเราไหมหนอ...คงคึกคักสนุกไม่น้อยทีเดียว

นึกถึงพี่น้องที่เมืองไทยคณะนิติราษฎร์ 2555 กวป. นปชกลุ่มแดงทุกจังหวัดจัดฉลอง 24 มิถุนายนอย่างคึกคัก
ทำให้ 24 มิถุนามีความหมายมีความสำคัญมากขึ้นทุกขณะคำแถลงการณ์ของคณะราษฎรประกาศอิสระภาพครั้งแรก

เสริมด้วยเพลง 24 มิถุนายนมหาศรีสวัสดิ์...ดังกระหื่มไปทั่วอาณาจ้กร์ปลุกประสาทเพี่มพลังจิตรให้เข้มแข็ง
ให้ลุกขึ้นมาต่อสู้ยื้อยึดเอาประชาธิปไตยของเรากลับคืนมา...

โอ...พี่น้องชาวไทยที่รักหยุดความโหดเหี้ยมหยุดความหิวอำนาจหยุดความเห็นแก่ตัวหันมารักชาติไทย
รักชนชาติเดียวกันเถิด...ถึงเวลาที่เราจะจับมือรักกันหรือยังเจ้าคะ

AmDang, Jul 10, 2013 #22


AmDang สมาชิกประจำ

ขอบคุณคุณเธียรธวัชนะคะที่ทักท้วงมา...
ทำให้ข้าเจ้าได้มีโอกาศกล่าวถึงสุดยอดอาจารย์สอนภาษาไทยในชีวิตการศึกษาของข้าเจ้าท่านหนึ่ง...
"ศาสตราจารย์ดร.บรรจบพันเมธา..."

ข้าเจ้าขอน้อมรับความผิดพลาดอันมหันต์นี้ไม่จงใจจะสร้างพจนานุกรมฉบับใหม่แทนฉบับเก่าแก่
ที่อาจารย์ดร.บรรจบพันธุเมธาได้เป็นประธานแก้ไขพจนานุกรมฉบับสมบูรณ์ไม่จงใจจะลืมคำสั่งสอนของอาจารย์
ข้าเจ้าหนืดมากในเรื่องภาษาไทยบ่อยครั้งที่ใช้ลลิงแทนรเรือเช่นปลาร้าเพี้ยนเป็นปลาล้าไงเจ้าคะ
ลิ้นกระดกไม่ทันเจ้าค่ะพูดไงก็เขียนงั้นยี่งนานวันเข้าภาษาไทยก็จะถูกล้างไปจากสมองของข้าเจ้า
โดยเฉพาะข้าเจ้ามาพำนักในเมกานี้เป็นเวลา๔๒ปีใช้ตำราภาษาเมกันมาตลอด
พึ่งจะมารื้อฟื้นภาษาไทยได้๔-๕ปีมานี่เองเจ้าค่ะจึงปรวณาขอประทานอภัยโทษจากพี่น้องทั่วทิศที่กรุณา
ติดตามอ่านการเขียนของข้าเจ้ามาตลอดถือเสียว่าเป็นเรื่องตลกไม่สกปรกจริงไม่อิงนิยาย
อ่านเพื่อย่อยอาหารก็ได้นะเจ้าคะ

เนื่องจากว่าข้าเจ้าได้ห่างเหิรจากประเทศไทยมานานไม่ได้ติดตามข่าวสารจากมหาวิทยาลัย
และคณาอาจารย์ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้สามารถเอาไปใช้ในโลกกว้างใบนี้ได้อย่างภาคภูมิใจ
จึงได้ขอบอกเล่าคร่าวๆจากความทรงจำเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นหากท่านใดมีความประสงค์จะค้นคว้าประวัติและผลงาน
เพี่มเติมของดร.บรรจบพันธุเมธากรุณาพิมพ์ชื่อของท่านเข้าไปที่ Google หรือ Face Book นะเจ้าคะ

ศาสตราจารย์ดร.บรรจบพันธุเมธาได้สิ้นชีวิตหลายปีมาแล้วท่านสำเร็จปริญญาเอกทางด้านภาษาศาสตร์
บาลีและสันสกฤษท่านได้บรรจุเป็นอาจารย์สอนหมวดวิชาภาคสังคมและภาษาศาสตร์
ที่มหาวิทยาราชภัฎจันทรเกษมลาดพร้าวกทม.ข้าเจ้านับว่าโชคดีมากที่ได้มีโอกาศได้เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของท่าน
ข้าเจ้าเป็นนักเรียนเกรด๑๒ได้สอบเข้าไปเรียนต่อที่ม.ราชภัฎจันทรเกษมร่วมกับนักเรียนทุนยอดหัวกะทิ
จากวิทยาลัยครูทั่วประเทศแห่งละ๒ทุนรุ่นนั้นมีนิสิตชายหญิงเพียง๑๒๐คนรวมกับรุ่นพี่๑๒๐คนเท่านั้น
เรียนอยู่ที่นั่น๒ปีจึงสอบข้ามฝากไปต่อปีสาม-สี่ที่มหาวิทยาลัยศรีนครรินทรวิโรฒ"ประสานมิตร" อยู่ประจำ
กินนอนในซอยลาดพร้าว๒๓ตรงสุดซอยเป็นตึกของหอนอนชายอยู่ด้านซ้ายหอนอนหญิงอยู่ด้านขาวของซอย
บ้านพักของอจ. ดร.บรรจบและอจ.ท่านอื่นๆอยู่ระหว่างกลางระหว่างหอชาย-หญิง

ท่านอจ.ดร.บรรจบมีกิจวัตรที่ท่านจะต้องปฏิบัติอยางเคร่งครัดทุกวันก็คือทุกๆเข้า-เที่ยง-เย็น
ท่านจะไปนั่งคอยนิสิตเดินเข้าไปรับประทานอาหารทุกมื้อที่โรงอาหารนิสิตจะต้องเดินเข้าไปทางเดียว
คือตรงประตูที่ท่านนั่งติดอยู่เท่านั้นท่านวางกฎระเบียบไว้เลยว่านิสิตที่จะเข้าไปในคาเฟ็ดทีเรียจะต้อง
ใส่เสื้อที่เรียบร้อยหมายความว่าของหญิงต้องไม่เปิดเฉวิกฉะวากขนิดใช้ผ้าไม่พอมาตัดเสื้อส่วนชายต้องใส่เสื้อเชิต
ที่ไม่ยับยู่ยี่ด้วยทุกคนต้องเอาเสื้อทับเข้าไปข้างในกระโปรงและกางเกงหญิงห้ามใส่กางเกง
ต้องใส่กระโปรงได้อย่างเดียวรองเท้าต้องคัดชูหุ้มส้นคีบและสานไม่อนุม้ตินิสิตใดฝ่าฝืนท่านจะส่งเขาเหล่านั้น
กลับหอไปเปลี่ยนทรงเครื่องมาใหม่บางคนไม่กลับอาจจะรีดเสื้อไม่ทันจึงไม่ยอมกลับมาทานที่โรงอาหารอีก
ที่สุดก็ไปอุดหนุนข้าวแกงร้านปุ๊ในรั้วเดียวกัน

ท่านจะให้โอวาทพวกเราทุกครั้งสอดแทรกเข้ากับบทเรียนถาษาไทยท่านกล่าวหลายครั้งว่า
"ชีวิตพวกเธอเหมือนเส้นด้ายแขวนอยู่บนอากาศจะล่วงหล่นตกลงดินเมื่อไหร่ก็ไม่รู้" ท่านเตือนให้พวกเรารีบๆ
เร่งศึกษาหาความรู้ใส่ตนอย่าเกียจคร้านโดยเฉพาะภาษาไทยที่เป็นภาษาแม่จงเรียนให้ลึกซึ้ง
มีวิชาภาษาไทยหมวดหนึ่งที่พวกเราสอบผ่านวิชาของท่านเพียง๕คนเท่านั้นนอกนั้นต้องสอบซ่อมใหม่หมด
ข้าเจ้าโชคดีเป็น๑ใน๕ที่ผ่านและได้เกรดซีลบเกือบไม่รอดเจ้าค่ะ

ท่านสั่งและสอนให้พวกเรารักความมีระเบียบวินัยรักเรียนรู้จักใช้ความคิดแสดงความคิดเห็นเชื่อมั่นในตนเอง
ท่านเปิดประตูบ้านของท่านให้พวกเราได้เข้าไปปรึกษาพูดคุยเป็นกันเองกับพวกเราอย่างอบอุ่น
ข้าเจ้ารำลึกถึงความอบอุ่นใจในดรั้ง๒ปีโน้นไม่เสื่อมคลายแม้ความรู้ที่ท่านสั่งสอนมาที่ข้าเจ้ารับจากท่านไม่ครบ
จะขาดตกบ้างสะกดไม่ถูกบ้างกรุณาปล่อยวางไม่่ใส่ใจมากมายนะเจ้าคะแต่ขอความกรุณาออกความคิดเห็น
แก้ไขมาได้ทุกเวลาจะถือว่าเป็นการติเพื่อก่อเจ้าค่ะ

Offline

#7 July 20, 2015 7:58 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 577
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

เป็นปลื้มเจ้าค่ะที่ได้รับคำชมจากท่าน Hi 'Ro ถ้ายังละอ่อนกว่านี้ก็คงเขินพอควรแต่นี่แก่ย่อมๆ มานานแล้วเจ้าค่ะ
สุดยากส์ที่จะตอบในคำถามที่สองนะเจ้าคะขอใช้คำสรุปของท่าน Hi 'Ro เป็นคำตอบละกันขอบคุณเจ้าค่ะ

ส่วนคำถามแรกจุดมุ่งหมายจะนำพี่น้องตามไปงานฉลองร่วมกัน "ครั้งแรก...!!! ที่ลาสเวกั้ส"
ระหว่างวันชาติอเมริกา๔กรกฎาคมและวันชาติไทย๒๔มิถุนายนข้าเจ้าไปและกลับมาแล้วเป็นไปอย่างขรุกขรัก
กำลังเล่าย้อนหลังให้ท่านรับรู้เจ้าค่ะตอนนี้เล่าถึงเพี่งจะออกเดืนทางคงจะถึงไม่ง่ายนักเพราะมีคำถาม-ตอบและเรื่องอื่นๆ

มาสอดแทรกซึ่งคืดว่าพี่น้องที่ติดตามอ่านจะไม่เบื่อเจ้าค่ะ

AmDang, Jul 12, 2013 #26


AmDang สมาชิกประจำ

...เปลี่ยนมือขับไปเป็นน้องพรเธอบอกว่าแฟนเธอเตือนมาว่าห้ามไม่ให้เธอขับรถของคนอื่น
เพราะเขาอาจจะไม่มีอินซัวแรนช์ประกันภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุแฟนเธอน่าจะรู้กฎเหล็กจราจรในเมกาดีว่า
เจ้าของรถทุกคันจะต้องซื้อประกันปกป้องความเสียหายให้ทั้งคนขับผู้โดยสารที่นั่งในรถและตัวรถด้วย
กฎเหล็กอันนี้เพื่อป้องกัน Hit & Run หรือชนแล้ววี่งหนีได้ดีพอสมควรแต่หลายคนไม่มีประกันเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
จะขับรถหนีทันทีเพี่อหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบความเสียหายที่จะตามมาข้าเจ้าบอกเธอว่าอย่าได้ห่วงกังวลไปเลย
ครอบครัวของเรามีประกันรถทุกคันปฎิบัติตามกฎเมกามาช้านานอย่างเคร่งคัดน้องพรจึงได้เบาใจคลายกังวล
เธอขับไปเรื่อยๆ อย่างนุ่มนวล...

ข้าเจ้า...จึงจิตนาการณ์ไปเรื่อยๆสบายๆ....

สูญเพื่อนเสื้อแดงไปอีกคน...
กลางเดือนมิถุนายนข้าเจ้าโทร.ไปถึงเพื่อนคนนึงที่อยู่ลาสเวกั้สมานานชวนให้เธอไปร่วมงานครั้งแรก...ที่เวกั้ส
เธอได้บอกข่าวร้ายที่ฆาตไม่ถึงเธอเล่าว่า...คุณ Bam Boo หรือคุณบำรุงได้เสียชีวิตแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ด้วยหัวใจวายกระทันหันในรถบนพวงมาลัยข้าเจ้าได้รู้จักคุณแบมบูและภรรยาก็เนี่องมาจากการไปจัดการ
ต้อนรับแขกเมืองที่มาจากไทยแลนด์คือท่านสส. ดร. สุนัยจุลพงศธรเมื่อประมาณ๔ปีมาแล้วคุณแบมบู
เป็นครูสอนนวดไทยแผนโบราณในคาสิโนหลายแห่งเขาได้ออกใบประกาศให้นักเรียนไทยและชาติอื่นๆ
ที่มาเป็นลูกศิษย์ของเขาทำมาร่วมสิบกว่าปีเขาได้ร่วมกิจกรรมคนเสื้อแดงทุกครั้งที่จัดขึ้นที่เวกั้สและที่แอลเอ

ครั้งที่ท่านนายกทักษิณมาที่ยูเอสและท่านไปพบชาวเสื้อแดงที่เวกั้สตุณแบมบูก็ได้ไปร่วมต้อนรับด้วย
คราวนี้ก็เช่นกันข้าเจ้าหวังว่าคุณแบมบูคงไม่พลาดที่จะไปร่วมงานครั้งแรก...ที่เวกั้สเพราะข้าเจ้าจงใจจะให้เขากล่าว
ปราศรัยในงานนั้นด้วยเพราะเขาเป็นผู้เข้าใจรู้เรื่องกระบวนเสื้อแดงอย่างดีมากๆทีเดียวตลอดระยะ๓-๔ปี
ที่ได้รู้จักเขาเราได้แลกเปลี่ยนความคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองของไทยบางตรั้งเขาก็แก้ไขความคิดอ่าน
ทางการเมืองของขัาเจ้าให้ถูกต้องไม่เอนเอียงโดยเฉพาะการเมืองพรรคเพื่อไทยนายกปูนายกทักษิณปชป
และเหล่าอำมาตย์

คุณแบมบูเป็นแดงที่เข้มข้นแดงหนึ่งข้าเจ้าจึงถือโอกาศสดุดีที่เขาเป็นวีระบุรุษนักรบไซเบอร์ที่เสียทั้งเวลา
ทุนทรัพย์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกระทั่งชีวิตดับสูญ...ขอให้คุณไปสู่สุขติภพดินแดนที่สงบบนสรวงสวรรค์เทอญ...
หลับให้สบายเถิดเพื่อนที่รัก...ด้วยอาลัยรักและคิดถึงชั่วนิจนิรันดร...

AmDang, Jul 12, 2013 #27
flowervoice. likes this.


AmDangสมาชิกประจำ

หนึ่งชั่วโมงครึ่งผ่านไปน้องพรขับรถไปอย่างสบายๆร้องเพลงตามซีดีพูดคุยกันอย่างมีอัธรสจราจรโปร่งใส
รถไม่ติดแต่ต้องระวังไม่ขับเกิน๗๐ไมล์ต่อชั่วโมงตำรวจชุมมากคอยดักจับคนขับรถเร็วเกินกฎจราจรติดไว้เป็นระยะๆ
บนฟรีเวย์สายนี้เพราะส่วนมากคนที่เร่งรีบเอาเงินไปฝากคาสิโนมักจะตะบึงรถโดยไม่ยี่หระที่จะได้ทิกเก๊ด (Ticket)
เจ้าค่ะ

ตกลงกันว่าข้าเจ้าจะเป็นโชเฟอร์เมื่อไปถึง State Line ที่เป็นเขตกั้นแบ่งรัฐระหว่างรัฐ California
และรัฐ Nevada ก่อนถึงตัวเมืองลาสเวกั้สประมาณ๔๐ไมล์ที่ตรงเส้นแบ่งดินแดนนี้ก็มีคาสิโน๒-๓แห่ง
เหมือนในเมืองลาสเวกั้สตั้งบนฝั่งนีวาดาด้วยเพื่อให้คนหยุดหยอดเหรียญเล่นไพ่เกมส์ต่างๆโยนลูกได๋
"The Last Chance " เผื่อโชคตกถังครั้งสุดท้าย ...ไงเจ้าคะ

ยังอีกนานจึงจะถึงจุดมุ่งหมายปลายทาง Las Vegas...
ข้าเจ้าก็เลยถือโอกาส...คิดต่ออย่างเรื่อยเปื่อย...ความคิดที่ไม่มีพรมแดน...ต่อไปและต่อไป....ถึงก็ถึงไม่ถึงก็ไม่ถึง...
ไปเรื่อยๆเจ้าค่ะ

AmDang, Jul 13, 2013 #28
flowervoice. and ตั๊ม แซมซัง like this.

AmDangสมาชิกประจำ

.......คิดมาคิดไป..สุดท้ายก็มาหยุดอยู่ที่เดิม...คือประเทศอเมริกาแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาล
เป็นมหาอำนาจในทุกๆด้านโดยเฉพาะอานุภาพของความเป็นโลกเสรีปูผืนผ้าแห่งความเป็นประชาธิปไตย
ที่ชาวโลกยื้อยึดอยากจะมีสิทธิ์มนุษยชนเหมือนคนอริเมกันเขาเป็นกันเป็นมาเนื่นนานแห่งนี้

สยามเมืองยิ้มของเราและอเมริกาเป็นมิตรสัมพันธ์ต่อกันมาประมาณ๑๕๐ปีเป็นอย่างน้อยในสมัยรัชกาลที่๕
แต่เมืองสยามก็ไม่เคยได้ประชาธิปไตยเป็นของประชาชนโดยประชาชนเพื่อประชาชนสักทีเหมือนเช่นอเมริกา
จึงอยู่ในภาวะสยามยิ้มจืดมาตลอดไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครแต่คนไทยไม่เคยมีเสรีภาพอิสระภาพ
สิทธิมนุษยชนเป็นของตนอย่างแท้จริงชาวไทยทุกคนโดยเฉพาะชาวรากหญ้าใฝ่ฝันที่จะได้รับสิทธิของความเป็นมนุษย์

เทียมเท่ากับชนชั้นอื่นๆอยากมีโต๊ะนังกินข้าวเช่นคนอื่นไม่ต้องนั่งยองๆกินข้าวบนตั่งในห้องครัวของกระต๊อบไม้ไผ่
หรือใบจากหรือเถียงนาหรือเรือแจวหรือใต้ถุนสะพานอยากมีบ้านหรูๆหลังคามุงกระเบื้องพื้นปูด้วยพรม
อยากมีรถใช้ไถนาปลูกข้าวไม่ใช่ใช้ควายไถหรือต้องก้มๆเงยๆดำนาปลูกข้าวด้วยมือตนเองชั่วนาตาปี

อยากจะได้มีโอกาสขับรถเก๋งไปดูไร่นาอย่างภูมิฐานสมเกียรติกับที่ได้รับสมญานามว่าเป็น "สันหลังของประเทศ"
เรารากหญ้าไม่ปรถนาจะได้อำนาจสูงส่งใดๆขอเพียงได้ยกฐานะความเป็นอยู่ให้เสมอเท่าเทียมกับคนอื่นๆ
บ้างเท่านั้นคนรวยก็ขอให้หยุดอยู่ตรงนี้ก็ควรจะพอเพียงได้แล้วเห็นแต่แก่ตัวแก่ได้โกยได้โกยเอาไม่เผื่อแผ่
ความเหลื่อมล้ำในประเทศมีมากเศรษฐกิจไทยทรุดหน้กจะก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นแน่นอนถ้าไม่ช่วยกันแก้ไข

รัฐบาลพรรคเพื่อไทยของนายกยี่งลักษณ์พยายามอย่างยี่งอย่างอดทนเพื่อจะยกระดับทุกอย่างทุกด้านของประเทศ
ให้ดีขึ้นเพื่อจะไม่ให้มีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นการรอคอยคือการทรมารระยะยาวที่สุดขอให้รีบเร่งรีบทำเจ้าค่ะ
ข้าเจ้ารักและห่วงประเทศไทยเท่าๆกับพี่น้องเสื้อแดงทุกท่านจะสนับสนุนนายกปูที่ท่านดำเนินการอยู่ขณะนี้
กำลังไปได้ด้วยดีท่านมาเพื่อแก้ไขไม่ใช่มาเพื่อแก้แค้นท่านทำถูกแล้วข้าเจ้าขอเป็นกำลังใจนะเจ้าคะ...

AmDang, Jul 14, 2013 #29
flowervoice. and takahiro like this.


AmDang สมาชิกประจำ

ข้าเจ้าได้กล่าวไว้แรกๆว่าข้าเจ้าจะไปต่างรัฐไปเยี่ยมลูกหลานวันนี้วันอาทิตย์จึงขออนุญาติลาพักพาหลานๆไปโบสถ์
พ่อแม่เขาติดประชุมที่รัฐอื่นทางซีกตะวันออกของเมกาปู่กะย่าเลยกลายเป็นเบบี้ซิดหลาน๓คนชั่วคราวเจ้าค่ะ
ข้าเจ้าเป็นชาวพุทธท่องศีล๕ได้คล่องแต่ปฎิบัติตามนั้นยากส์หนักหนาอย่างเก่งก็ได้๔ข้อเท่านั้น...

แต่วันนี้ขอเข้าโบสถ์ตามคำเก่าแก่กล่าวไว้ว่าเข้าเมืองตาหลิวต้องหลิวตาตามเจ้าค่ะโบสถ์นี้เป็นคริตสเตียน
มีวงดนตรีเล่นเพลงตามพระคัมภีคำสอนของพระเยซูเจ้าฟังแล้วดื่มด่ำซาบซึ้งมั่นใจเต็มอี่มว่าลูกหลานได้มีศาสนา
ที่ดีมีระเบียบวินัยที่เคร่งครัดโดยเฉพาะการแสดงความเป็นมิตรความรักโดยการเซกค์แฮนด์
การโอบกอดอย่างรักใคร่สไตล์เมกัน...อบอุ่นเจ้าค่ะ

ทำให้นึกถึงเพลง...รักกันไว้เถิดเราเกิดร่วมแดนไทย...จะอยู่ที่ไหนๆ...ก็ไทยค้วยกัน..................
กรุณาร้องต่อให้ด้วยเจ้าค่ะ

AmDang, Jul 14, 2013 #30


AmDang สมาชิกประจำ

ไหนๆ ก็ได้ออกนอกลู่นอกฟรีเวย์มาได้หลายทิวาราตรีอาจจะใช้เวลาเป็นเดือนจึงจะถึงเวกั้ส
พี่น้องอย่าพึ่งเบื่อละกันนะเจ้าคะอดไม่ได้ที่จะนำขนบธรรมเนียมจากโบสถ์เมกันมาเล่าสู่พี่น้องฟังเจ้าค่ะ

ข้าเจ้าเข้าๆออกๆทั้งโบสถ์และวัดไทยมานานตั้งแต่อยู่มัธยมต้นๆถึงจูเนียร์ไฮสกูลล์พี่ชายเลี้ยงดูปูเสื่อ
ให้พักพิงด้วยตั้งแต่แล็ก๑๐ขวบย้ายตามพี่ไปทุกแห่งที่พี่เขาถุกส่งไปประจำ การหลายๆจังหวัดจังหวัดไหนมีโบสถ์ฝรั่งข้าเจ้าก็มักจะหลบไปพุดคุยกับบาทหลวง ของโบสถ์ได้ฝึกปรือภาษาอังกฤษโดยความกรุณาจากบาทหลวง
ที่เต็มใจสอนให้ทั้งถาษาและคัมภีร์ไบเบิ้ลกระทั่งมาอยู่เมกาก็ไม่ละทิ้งนิสัยเดิมวัดไทยก็อยู่ห่างไกลมาก
จึงเข้าโบสถ์โดยปริยายแต่ก็ไม่บ่อยนักที่ไปเป็นประจำก็สมัยที่ลูกชายทั้งสองยังเล็กต้องนำพาเขาให้มีสักหนึ่งศาสนา

เป็นหลักยึดในการเจริญเติบโตทั้งทางด้านร่างกายสมองและความคิดเพื่อที่เขาจะสามารถเดินเข้าสู่โลกกว้าง
อันประกอบไปด้วยเสือสิงกระทิงแรดที่เขาจะต้องเผชิญเรียนในโรงเรียนได้สอนระเบียบวินัยที่ละเอียดอ่อน
ไม่พอเพียงเท่ากับในวัดหรือในโบสถ์ตราบใดที่มีหนึ่งศาสนาอย่างที่มีคำพังเพยกล่าวไว้
"ตนใดไม่มีศาสนามักเป็นคนชอบกลนัก"

AmDang, Jul 15, 2013 #31


AmDang สมาชิกประจำ

โบสถ์นี้มีชื่อว่า Foothills Christian Church เครือข่ายของโบสถ์นี้มีอยู่ทั่วไปทุกรัฐเมืองที่ข้าเจ้าอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย
ก็มีเช่นกันนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้าเจ้ามาที่นี่ทุกครั้งที่มาเยี่ยมลูกหลานก็มักจะร่วมไปโบสถ์นี้ทุกวันอาทิตย์ไม่ได้ละเว้น
สร้างทันสมัยโอ่โถงเหมือนๆกับโบสถ์ในเมืองนี้ที่เป็นเมืองที่เคร่งศาสนาพอควรเพราะไปถนนใดๆ
ก็จะมีโบสถ์ทุกแห่งการแต่งตัวก็ธรรมดาๆแบบกันเองไม่มีสูทหรือชุดกระโปรงสั้น-ยาวแต่งแบบเสรีประชาธิปไตย
แม้แต่มินิชเตอร์หรือบาทหลวงก็ใส่เสื้อปล่อยกางเกงขายาวธรรมดาๆเท่านั้น

หลาน๓คนคนโต๑๒ขวบคนกลาง๗ขวบคนเล็ก๔ขวบถูกแยกให้เข้าไปอยู่ในกรู็ปที่จัดตามอายุเด็ก
เพื่อจะได้สอนบทพระคัมภีร์ให้เหมาะสมตามระดับอายุและความสามารถของเด็กจะไม่มีเด็กอยู่ร่วมในห้องสวด
(Sanctuary) ของผู้ใหญ่เพื่อความปลอดภัยของเด็กจะต้องเอาชื่อเด็กทุกคนเข้าในคอมพิวเตอร์
ปริ้นชื่อออกมาเป็นเนมแท๊กติดบนอกและอีกใบมอบให้ผู้ปกครองถือไว้เพื่อมาแจ้งรับเด็กออกจากกรู๊ปนั้นๆ
ความปลอดภัยของเด็กมาเป็นอันดับหนึ่งของชาวเมกันแม้กระนั้นก็ไม่วายที่จะมีคนรอบเข้าไปยิงเด็กเสียชีวิตมากมาย
ในโรงเรียนหลายแห่งหลายครั้งที่ผ่านมาอันตรายมีทุกแห่งในโลกแต่ยิงเด็กตายนี่สิโหดเหี้ยมเหลีอที่จะพรรณา...

พระคัมภีร์ของพระเยซูแม้จะเป็นหลักคำสอนที่สร้างขึ้นมาหลังศีล๕ศีล๘ศีล๑๐และศีล๒๒๗ข้อ
เป็นเวลาห่างกันถึง๕๔๓ปีก็ตามแต่คำสอนรวมๆสรุปแล้วก็คือสอนให้ทุกคนเป็นตนดีมีศีลธรรมอยู่ร่วมกับสังคมได้ดี
อย่างมีความสุขรู้จักรักเสียสละและให้อภัยรักคนอื่นเท่ากับรักตนเอง (Love your neighbor as you love yourself)
ทำดีกับคนอื่นเหมือนกับอยากให้คนอื่นทำดีต่อตนเอง (Treat others as you want to be treated)...เป็นต้น

บทสอนบทสวดและบทเพลงแฝงไปด้วยความรักและการกระตุ้นให้มีพลังต่อสู้เพื่อความสำเร็จในชีวิต
กำลังใจจากการสละชีวิตของพระเยซูไม่ใช่เพื่อการไถ่บาปให้มวลชนแต่เป็นการกระตุ้นให้ทุกคนมีพลังที่จะทำความดี
เพื่อล้างบาปที่ตนทำไว้การที่จะล้างบาปออกจากใจได้จะต้องทำความดีให้ชนะความชั่วด้วยตนเองเท่านั้น
เสริมด้วยการสวดภาวณาให้อานุภาพของพระองค์บันดาลใจให้เข้มแข็ง...
พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสไว้เช่นนั้นเหมือนกัน...ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน...


AmeriLao, Jul 19, 2013 #33


AmDang สมาชิกประจำ


ข้าเจ้าต้องขอสารภาพ...
อาจจะเป็นเพราะความมีปัญญาน้อยในเรื่องพุทธศาสนาเหมือนหลายท่านที่ห่างบ้านเกิดเมืองนอนมานาน
ก็มักจะเข้าวัดฟังธรรมทำวิปัสสนาหาความสุขใส่ใจไปบ้างข้าเจ้าได้ไปหลายวัดไม่ได้ผูกติดอยู่เพียงวัดใดวัดหนึ่ง
เมื่อ 3 ปีกว่าๆข้าเจ้าไปที่วัดภูริพัฒน์เมือง Ontario California

ทางวัดได้จัดพิธีต้อนรับคณะสงฆ์จากเมืองไทยพระผู้นำคณะมาก็คือ...... "เณรคำ" ข้าเจ้าได้โดเน็ดไปหลายดอลล่า
ยังคิดอยู่ว่าจะยื่นคำร้องไปถึง DSI ขอเงินคืนบ้างคงจะดีไม่น้อยเพราะขณะนี้ DSI ได้ส่งเรื่องถอนหนังสือเดินทาง
และหมายจับเณรคำหลังจากนั้นคงจะมีการดำเนินเรียกสินทรัพย์คืนให้วัดและชุมชนในละแวกนั้น

พุทธศาสนาเป็นที่เคารพนับถือและรู้จักไปทั่วโลกโดยเฉพาะที่อเมริกามีวัดมากมายสร้างโดยชาวเมกัน
และเจ้าอาวาสเป็นชาวเมกันก็มีพระมากมายที่ถูกคัดเลือกมาอย่างดีจากเมืองไทยเพื่อนำศาสนาพุทธมาเผยแพร่
หลายองค์ที่ข้าเจ้าได้พบได้ปฎิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าคือนำคำสอนของพระพุทธองค์มาเผยแพร่
อย่างเคร่งครัดเป็นที่น่าเหลื่อมใสยี่งนัก

แต่พระบางองค์อย่างเณรคำและยันตะได้ทำตนเป็นโสดาบันมีอภินิหารร้อยแปดหลอกชาวบ้านหาเงิน
จนเป็นเศรษฐีอย่างที่เห็นๆนี้นอกจากพระแล้วก็ยังมีบางสีกาด้วยที่หากินตามวัดจนร่ำรวยซึ่งข้าเจ้ารู้จักดีคนหนึ่ง
แต่ไม่ขอออกนาม

พระเหล่านี้อย่าว่าแต่ศีล 227 ข้อเลยแม้แต่ศีล 5 ข้อก็อาจจะไม่รู้ไม่มีในจิตใต้สำนึกเจ้าค่ะ

Offline

#8 July 20, 2015 8:02 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 577
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

เรียนท่านสมาชิกทุกท่านทราบ
    เนื่องจากกระทู้ ครั้งแรก.....!!!ถูกลบออกจากระบบ หากท่านใดทราบวิธีกู้คืนเอามาได้
    โปรดช่วยด้วยเจ้าค่ะ หรือเม้มไว้ก็กรุณาเอามาแปะคืนให้ข้าเจ้าทั้ง 11 หน้าด้วยนะเจ้าคะ
    ขอบคุณมาอย่างยิ่งเจ้าค่ะ
    อำแดง (AmDang)

ยุทธการทุ่งไหหิน 1969-1970

ตอน 1 พื้นที่ในทุ่งไหหิน(Plain of Jars)

ทุ่งไหหิน(Plain of Jars) มีประมาณมากกว่า 1,000ไห เป็นหินธรรมชาติ ส้มฤิทธิ์(Megalithic Archaeological Landscape) ที่เจาะเป็นโพรงใหญ่น้อย ทำเป็นไห ทำเป็นที่เผาศพ หรือหลุมฝังศพของบรรพบุรุษ(Prehistoric Burial Practices) ที่ฝามีเครื่องหมายบอกทุกไห เมื่อถึงวันนี้ ส่วนมากฝาจะแตก

ทุ่งไหหินเป็นจุดศูนย์กลาง ที่ถนนสำคัญหลายสายมาบรรจบกัน เช่นสาย 6 และสาย 7 มาจากเวียตนาม และบรรจบต่อสาย 13 ไปทางเหนือถึงหลวงพระบาง ไปทางใต้สู่เวียงจันทร์ เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยี่งในทางเหนือของลาว เพราะเป็นที่ราบแห่งเดียวที่ทำการเพาะปลูกและทำปศุสัตว์ได้ ในบริเวณนี้มีเขาใหญ่ล้อมรอบเต็มไปหมด

ทุ่งไหหิน มีความสมบูรณ์ในตัวมันเอง มีห้วยทางน้ำหลายสาย เหมาะแก่การกสิกรรม ทำไร่ทำนาเลิ้ยงสัตว์ เป็นกะเพาะเลี้ยงชาวลาวทั้งภาคเหนือ และเป็นศูนย์กลางการติดต่อซื้อขาย ตั้งแต่เขตหัวพัน(Huaphanh) ซึ่งมีเมืองซำเหนือ(Sam Neua) เป็นเมืองหลวงฝ่ายปะเทดลาว ตอนสงคราม กองบัญชาการของปะเทดลาวมีถ้ำใหญ่เป็นที่หลบภัยทางอากาศอยู่หลายถ้ำ แต่ที่สำคัญคือ เป็นพิพิธภัณฑ์(สกดด้วยเจ้าค่ะ) เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมในปัจุบัน คือถ้ำของนายไกรศร พมวิหาร(เลขาธิการพรรค) และถ้ำของเจ้าสุภานุวงค์(เจ้าแดง) เป็น ปธน.

ปี 2004 ทุ่งไหหิน ได้ถูกเลือกให้เป็นมรดกโลกจากยูเนสโก้ (UNESCO World Heritage Site )

ต่อมาก็เป็นเมืองเซียงขวาง (Xieng Khoung) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของทุ่งไหหิน และมีวัดวาอารามที่สำคัญหลายแห่ง เซียงขวางนี่เองที่เป็นรากเง่าของเผ่าภูไท ในภาคอิสาน เช่น สกลนคร, นครพนม,กาฬสินธุ์ และ ฯลฯ

เพื่อนๆจำได้ ไหมเจ้าคะ ที่เจ้าฟ้างุ่ม ปฐมกษัตริย์ของลาว ผู้ทรงมีความพระปรีชาสามารถ ทั้งทางด้านทหาร (อาณาเขตของลาวกว้างใหญ่ไพศาล ครอบคลุมภาคอิสานของไทยและทางภาคเหนือของเวียตนามปัจจุบัน) ส่วนทางศาสนาท่านได้ทรงสร้างวัดหลวงพระบาง ซึ่งมีพระบางสถิตย์อยู่ในปัจจุบัน ท่านเป็นทั้งนักปราชญ์และกวี ถ้อยคำที่ท่านได้ตรัสตอบกษัตริย์เวียตนาม ที่สะท้อนและเสทือนใจอย่างลึกซึ้งต่อชาวลาว เป็นอมตะวาจาที่ลูกหลานไม่เคยลืมเลือน.......

"บ่อนใดเฮือนมีเสา

เป่าแคน

แฮ่นข้าวเหนียว

เคี้ยวปลาแดก

แม่นแล้ว.....ดินลาว"

การปักปันแบ่งเขตแดนกับกษัตริย์ของเวียตนาม ก็คือ บริเวณเมืองเซียงขวาง ...ที่นี่เองเจ้าค่ะ

เมือง สุย(Moung Soui) เป็นเมืองสำคัญ อีกเมืองหนึ่งในทางยุทธศาสตร์ ที่จะใช้ปิดกั้นเส้นทางสาย 13 ที่จะไปสู่หลวงพระบางและเวียงจันทร์ จุดตัด (Junction)นี้เรียกว่า "ศาลาภูขุน"(Sala Phu Khoun) เมืองสุยนี้เองเป็นที่ตั้งกองพันปืนใหญ่ของไทย มาหลายครั้ง ตั้งแล้วถอนๆ หมายความว่า เวลาเวียตนามรุกเข้ามาประชิด ก็ถอนกำลังออก เลี่ยงการปะทะโดยตรง ทหารปืนใหญ่ของไทยนั้นมีฝีมือเยี่ยมมาก เพราะมีบิดาแห่งทหารปืนใหญ่ผู้ก่อตั้งศูนย์ทหารปืนใหญ่ที่ลพบุรี คือ จอมพลป. พิบูลสงคราม ซึ่งท่านจบวิชาทหารปืนใหญ่โดยเฉพาะ จากประเทศฝรั่งเศส

ผล งานของท่านจอมพลป.พิบูลสงครามก็คือ การรบ ปราบกบถ พระองค์เจ้าวรเดช เสียอยู่หมัด ที่ปากช่อง และพิมาย โคราช กระทั่งฝ่ายกบถต้องถอยหนี และนายดี่น ท่าราบ(พระยาศรีสิทธิสงคราม ซึ่งเป็นคุณตาของพล อ.สุรยุทธ จุลานนท์) ได้เสียชีวิตที่นี่

เมื่อข้าเจ้าเขียนมาถีงบรรทัดนี้ เพื่อนๆคงตระหนักเช่นเดียวกับข้าเจ้า ว่าทำไมพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์(ผู้ซึ่งรักการเดินท่องป่า กับทหาร เป็นประจำแถวๆ ปากช่อง โคราช ตอนเป็น ผบ.ศูนย์สงครามพิเศษ ป่าหวาย ลพบุรี) จึงได้เป็นนายก รมต.(พระราชทาน) และได้ตำแหน่งองค์มนตรีในปัจจุบัน ?

และเป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยี่ง ที่ท่านต้องเสียบ้านบนยอดเขายายเที่ยง ซึ่งข้าเจ้าคิดว่า หากมองจากบ้านเขายายเที่ยง ก็จะเห็นบริเวณปากช่อง ซึ่งเป็นสมรภูมิกบถวรเดช ปี 2476

โปรดติดตามยุทธการทุ่งไหหินตอนสองต่อไปนะเจ้าคะ....

ตอนสอง ทุ่งไหหิน (1969-1970)

การ เพิ่มความกดดันของอเมริกาต่อทางภาค 2 ของลาว ซึ่งวังปาวเป็น ผบ.ทางทหารนั้น ตอนแรกเมกาจะวางแผนยกพลขึ้นบก บุกขึ้นฝั่งรบกันแบบเผชิญหน้า เหมือนรบกับฮิตเลอร์ในเยอรมันนี และ ญี่ปุ่นในแปซิฟิก (Conventional Warfare)โดยยกพลขึ้นบกจากฝั่งอ่าวตังเกี๋ยใกล้ฮานอย และใช้ทั้งทหารบก ทหารอากาศ บดขยี้อย่างเต็มที่ โดยใช้กำลังของวังปาวและกำลังของไทย บีบมาทางตะวันตก เปรียบเหมือนทั่งกับฆ้อน แต่กองกำลังเสือพรานของไทยเรา 23 กองพัน ล้มเหลวไม่เป็นท่า

นายทหารไทยเรา เอาทหารหนี ข้ามทุ่งไหหิน(จนเป็นที่น่าอับอายมาก) อเมริกันตะลึงต่อความเปราะบางของ

เสือพรานไทย


ต้องขอเล่าให้ฟังว่าเสือพรานเกิดมาได้อย่างไร และทำกันมาได้อย่างไร ตอน 1970 เมื่อทุ่งไหหินแตกเป็นครั้งสุดท้ายทหารม้งหมดสมรรถภาพ ไม่มีขวัญและกำลังใจ ที่จะรบกับเวียตนามอีก และม้งถนัดคือสงครามกองโจรขนาดเล็ก แต่หลัง 1970 NVA (เวียตนามเหนือ) เล่นทหารประจำการ มีรถถังเข้ามาหนุนมากมาย และที่สำคัญที่สุด NVA ใช้ปืนสนามของรัสเซีย 130มม. ยิงได้ไกลถึง 13 ไมล์ แต่ปืนใหญ่ฝ่ายเรา คือ 105มม. และ 155มม.ยิงได้แค่ 9 ไมล์เท่านั้น การหวังพึ่งหน่วยชี้เป้าหมายทางอากาศ (FAC) ของRaven (L-19, L-20, O-1) ไม่เป็นผล Raven ก็เสียชีวิตหลายนาย นต.ลี ลือ ของกองบิน T-28 เสียชีวิต สะเทือนขวัญทหารม้ง/ลาวและประชาชน ที่ล่องแจ้งเป็นอย่างยี่ง ไม่มีใครอยากจะสมัครเป็นทหารของนายพล วังปาวอีกต่อไป


นาย พลวังปาวถึงกับหลอกเด็กหนุ่มแม้ว/ลาว ที่มีบ้านเรือนอยู่ล่องแจ้ง ขึ้นเครื่อง C-130 2 ลำ ว่าจะส่งไปฝึกในไทย มีคนสมัครมากมาย ตอนนั้นทุ่งไหหินกำลังจะแตก (ต้นปี 1970 ทหารม้ง/ลาวส่วนมากจะหนีทัพ) แล้วไปปล่อยเด็กหนุ่มพวกนั้นที่ทุ่งไหหิน (LL) และติดอาวุธประจำกายให้ พวกม้ง/เย้า ได้พล่ามด่านายพลวังปาวกันขรม เสียง "จ๋อต้อ" ท่านนายพลดังระงม คนม้งด่าคำที่แสบที่สุดคือคำนี้ จ๋อแปลว่าเสือ ต้อแปลว่ากัด รวมแล้วพวกเขาด่าว่า "เสือกัดท่านนายพลวังปาว"


อธิบาย เสียเพลิดเพลิน ยังไม่กล่าวถึงเสือพรานไทยเราเลย คือเมื่อต้องการกำลัง ก็จำต้องเอาจากไทย แต่จะเอาทหารประจำการ เป็นการเสี่ยงมาก ที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ จะอ้างว่าไทยเป็นฝ่ายขยายสงคราม เลยใช้คำพูดแทนว่า เป็นพวกอาสาสมัคร (Volunteer Forces) เพราะไทยและลาวเปรียบเหมือนคนคนเดียวกัน แต่อยู่คนละฟากฝั่งแม่น้ำโขงเท่านั้น


เมกาจะจ่ายพวกเสียชีวิต 250,000 บาท/ศพ การฝึกก็เป็นหลักสูตรเร่งด่วน การใช้อาวุธประจำกาย M-16, AK-47, ปืนพก,มีด, วิทยุ,การแพทย์ (Med res) ฯลฯ ฝึกเพียง 2-3 เดือน โดยเอาโครงและร่าง (structure) ของผบ.หน่วย เช่น รต. รท. เอามาจากทหารชั้นประทวน(เช่นจ่าสิบเอก) และส่วนมากมาจากแผนกสารบัญ(ทำงานในออฟฟิต เกี่ยวกับหนังสือ, พิมพ์หนังสือ) ส่วนทหารทั่วไปก็เอาจากพวกนักเลงหัวไม้ บางคนก็ติดยาเสพติด เอาเป็นว่ายิงปืนได้เป็นใช้ได้


เวลาวางกำลังบนยอดภู ผบ.หน่วยสั่งให้ออกไปลาดตระเวน เพื่อเป็นกองระวังหน้าเตือนภัยให้หน่วย แรกๆก็ทำตามสั่ง แต่พอถูกการปะทะและปืน ค. ปืนใหญ่ ก็คิดจะหนีอย่างเดียว ส่วนมากเวลา ผบ.หน่วยสั่งให้ไปลาดตระเวน เขาบอกหน้าตาเฉยว่า "ผู้หมวดไปเองก็แล้วกัน ผมไม่ไปหรอก" เมื่อคนหนึ่งทำได้ คนอื่นก็ทำตาม การบังคับบัญชาและวินัยของการเป็นทหาร ก็จบลงเพียงแค่นั้นเอง ไม่เหมือนระบบทหารของเมกา หากผู้ใต้บังคับบัญชาขัดขืน คำสั่งต่อหน้าอริราชศัตรู ก็จะถูกลงโทษ (Court Martial) อาจจะถึงถูกยิงทิ้ง แต่อย่างน้อยจะต้องติดคุกเป็นเวลายาวนาน และถูกไล่ออกโดยไม่มีเบี้ยหวัด เสืยประวัติตัวเอง แทบจะหางานทำต่อไปไม่ได้ (Dishonorable Discharged)


ตอนปลายสงครามเวียตนาม ทหารเมกาไม่มีขวัญและกำลังใจจะต่อสู้ และตระหนักใจว่าไม่รู้จะเอาชีวิตมาแลกและสู้เพื่อใครในสงครามนี้ ภายในประเทศเมกาก็มีการเดินประท้วงสงตรามแทบทุกวัน และนักข่าวทีวีเสนอภาพความโหดร้ายทารุณของสงคราม ถึงเตียงนอนทุกวัน อย่างเช่นกรณีหมู่บ้าน ไมลาย (Mai Lai) โดยร้อยโท แคลลี่ (Lt.Calley) นำทหารหมวดของเขา เข้าไปฆ่าคนแก่ ผู้หญิง ลูกเล็กเด็กแดง อย่างเลือดเย็น ทำให้คนเมกันเห็นภาพเหล่านี้ เกิดการผวาหลอกหลอน ตื่นตระหนกคลื่นใส้ตลอดเวลา (puke)

โปรดกรุณาติดตามตอนต่อไปนะเจ้าคะ

Offline

#9 July 20, 2015 8:02 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 577
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ตอนสาม ทุ่งไหหิน(1969-1970)

ข้าจากกู้เกียรติ(Save Face) มาเป็นยุทธการทุ่งไหหิน:

เล่าหลงทางไปเสียนาน พระเอกวังปาว กลับบ้านเลียแผล จากการเสียเมืองนาคัง(Nakang LS-32) ภูผาที (Phu Pha Thi LS-85) และฐานเล็กๆรวม 34 แห่ง แต่เพียงไม่กี่เดือน เมื่อปลายปี 1969 ทางเมกาขอความช่วยเหลือจากไทย ให้ระดมอาสาสมัคร(เป็นต้นกำเนิดเสือพรานในตอนหลัง) จากเขตหน่วยทหาร จังหวัดตามชายแดน ตั้งแต่ เชียงราย เพชรบูรณ์ น่าน เลย หนองคาย ฯลฯ ให้ประกาศรับอาสาสมัครไปช่วยลาว(วังปาว) และจะได้ยศร้อยตรี(รต.) เป็นอย่างน้อย ภายใน 2 ปี เมื่อภาระกิจ(contract) จบลง มีคนไทยสมัครจำนวนหนึ่ง (citation needed) ประมาณ 1 กองพัน (800-1,000 คน) เข้าไปรับการฝึกเร่งด่วน เข้าใจว่าฝึกที่เมืองจ้า (เมืองเดชา LS-17) หลักสูตรเร่งด่วน เช่นฝึกการใข้อาวุธประจำกาย, การแพทย์, การคมนาคม(วิทยุสื่อสาร) ฯลฯ อีก 1 กองพัน จากปากเซ (Parkse) ภาค 4 ของลาว ของนายพล ผาสุก สำลี และ 1 กองพันพลร่ม ของภาค 3 ของนายพลบุญปอน มากเทพารักษ์ ไปฝึก SGU (Special Guerrilla Unit) ฝึกโดย American Special Force ครูฝึกจากหน่วย 45, 46 ป่าหวาย ลพบุรี ณ.ค่ายพิษณุโลก (ค่ายสฤทธิ์เสนา)

อำนวย การโดย CIA Jack Shirley และ Col. Morton อีกสายหนึ่งได้ส่งม้ง/ลาวเทิง จากเขตหลวงพระบาง เชียงขวาง ไปเรียนภาษาอังกฤษ และเพื่อเข้ารับฝึกเป็น FAC (Forward Air Controller) เป็นผู้นั่งหล้ง (Backseater) ของหน่วย Ravens ใช้เครื่อง O-1 นั่งได้ 2 คน และ FAG (Forward Air Guide) คือผู้ชี้เป้าหมายการโจมตีทางอากาศจากภาคพื้นดิน โรงเรียนนี้ อำนวยการสอนโดย อาจารย์ ธง เลขาวิจิตร ผู้มีเสียงดังฟังชัด อดีตอาจารย์สอน รร.อุดรพิทยานุกูล จ.อุดรธานี และลูกศิษย์ของ อจ.ธงในอดีต มี วินิจฉัย โขสูงเนิน, เกียรติพงษ์ มีเพียร, ชาลี (จำนามสกุลไม่ได้) ท่านเหล่านี้เป็นทีมจาก ม.จุฬาฯ เป็นผู้ร่วมสอน

ฝ่าย เมกา มีหัวหน้า OB(Order of Battle) ที่ตึกขาว (บก.333) หนองขวานกว้าง อุดรธานี ชื่อ Jim Schofield เป็นเจ้าของโครงการณ์ (Case Officer) ตอนหลัง จิม เสียชีวิตในเวียตนาม นักเรียนรุ่นแรกประมาณ 50 คน ที่จะใช้สำหรับแผนการการโจมตีทางอากาศให้ได้ผลมากยี่งขึ้น เพราะเมกา และวังปาว มีอาวุธทางอากาศเป็นหลัก ตอนหลังนักเรียนม้งเกือบทั้งหมดที่เป็น FAC และ FAG ตายยกรุ่น อาจจะเหลือแต่พวกที่มาจากหลวงพระบาง 4-5 คน เท่านั้น

เพื่อนๆ จะเห็นว่า การวางแผนสำหรับยุทธการ "กู้เกียรติ" นั้น มีมาหลายทางและหลายขั้นตอน ผู้วางแผนใหญ่ก็คือ บิล แลร์(Bill Lair), Pat Landry AB-1 และ Jack Shirley ฝ่ายไทยก็มี พล อ.สุรกิจ มัยลาบ และ หน.เทพ333 เป็นตัวเชื่อม (Liaison)

ส่วน วังปาวและกำลังม้ง ก็ต้องใช้เงินจำนวนมาก กวาดต้อนม้งตามบ้านนอกไกลๆ ไม่ว่า ม้งดำ ม้งแดง ม้งลาย เมี้ยน(เย้า) มูเซอร์ ไทดำ ลาวเทิง ฯลฯ รวบรวมได้ประมาณ 3 กองพัน พวกหัวหน้ากลุ่มก็ได้รับเงินจำนวนมาก เอากำลังคนเข้ามาเป็นหน่วย SGU สัญญากันจริงจังจะส่งไปฝึกที่ไทย หากมีผลงานดี (ซึ่งม้ง, ลาว และ ฯลฯ) ชอบไปกันนัก เพราะสนุก (กับสาวไทย) กินอยู่ บาร์ ร้านอาหารไทย ฯลฯ สมบูรณ์

ท่านจะเห็นว่านายพลวังปาวใช้เงินมหาศาล ทุกวันมีคนมาคอยพบ และที่บ้านท่านมีหลายห้อง บ้านเหมือนกับ บก.ทำงานและสถานที่ต้อนรับ มี Cafeteria แบบของม้ง,ลาว,เมกัน ตลอดเวลา ต้องฆ่า หมู เป็ด ไก่ วันละหลายๆตัว เหมือนร้านอาหารขนาดใหญ่


นาย พลวังปาวแทบไม่ได้หลับได้นอน แถมตอนเช้าตรู่ทุกวัน ท่านต้องออกไปแต่เช้า ไปสำรวจตรวจแนวรบ และบัญชาการรบเอง จนกระทั่ง ผอ.ซีไอเอ CIA Bill Colby ถึงกับกล่าวออกมาดังๆว่า "VP is the most hard working CIA in Vietnam War" (รวมทั้งลาวด้วย)

นายพลวังปาวจะมีแหวนอัศวิน เป็นทองคำแท้ และมีดาวบนหัวแหวน มอบให้ จนท. PARU และแขกเหรื่อตลอดเวลา และทุกครั้งที่เวลาพวกม้งมาหา เพื่อนำคนม้งเข้าเป็นกำลังในกองทัพ วังปาวจะเอามือล้วงลงไปในปี๊บ กำใบ 1000 กีบ(และธนบัตรใบละร้อยบาท เพื่อให้เจ้าหน้าที่ไทย) มาเต็มมือ แล้วยื่นให้ หรือวางใส่บนตัก(ไม่มีการนับ) เป็นของรางวัลและชำร่วย

ท่านไม่สงสารวังปาวเลยหรือ? ท่านรู้ไหมว่าเงินเหล่านั้นมาจากไหน นอกจาก CIAให้แล้วยังไม่พอ นายพลวังปาวเป็นคนใจกว้าง และใจกล้าหาตัวจับยาก โปรดอ่านเรื่อง ของ Alfred Mac Coy: Heroine and Warlords in Southeast Asia (citation)

โปรดติดตามตอนต่อไปนะเจ้าคะ

Offline

#10 July 20, 2015 8:03 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 577
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

การ ตระเตรียมการยังไม่ทันพร้อม วังปาวจะไม่คอย เขาเริ่มให้ บวมลอง (Boumlong LS-32) เริ่มกดดันทางทหารลงมาสู่ทุ่งไหหิน และใช้กำลังที่ชาญฉลาด ด้วยการยกพลจำนวนน้อย เคลื่อนที่เร็วกับ ฮ.ของ Air America เข้ายึดยอดภู จากจุดหนึ่งไปสู่จุดหนึ่ง และใช้ม้งที่เรียน จากการสอนของโรงเรึยน อจ.ธง เลขาวิจิตร ที่อุดรธานี ใช้กำลังทางอากาศ เข้าตี NVA (เวียตนามเหนือ) ตามจุดต่างๆ ตอนหน้าฝน ตั้งแต่เดือน พค. เป็นต้นไป และยึดจุดเล็กๆคืนมา ที่เสียไป (34 แห่ง) รวมทั้งภูผาที (LS-85) และนาคัง (LS-38) แต่ไม่ยอมตั้งอยู่จุดที่เรียกว่ารักษาพื้นที่ได้ยาก โดยใช้การเคลื่อนที่เร็ว คอยทำลายกองกำลังข้าศึกอย่างได้ผล เพราะหน้าฝน ฝ่ายข้าศึกเคลื่อนย้ายกำลังพลลำบาก เก็บสะสมชัยชนะ ทำให้กำลังใจชาวม้งมีมากขึ้น

กองกำลังจากอาสาสมัครไทย 1 กองพัน ได้แสดงฝีมือ (เพราะจำเป็น) โดยม้งจัดให้เข้าตีอยู่หน้า บริเวณยอดภู แถบทุ่งไหหิน ที่ภูเก็ง,หินตั้ง,ภูกุ้ม, ภูหก,ภูนกกก ฯลฯ ทหารอาสาไทยพวกนี้ มีรอดมา 4 คน มาขอความช่วยเหลือเพื่อนของข้าเจ้า ซึ่งเป็นหน่วยรบของเมกา ที่ทุ่งไหหิน ให้ช่วยส่งกลับไทย เขาใช้คำพูดว่า "ผมรู้ว่าคุณเป็นคนไทย พวกผมถูกหลอกว่าจะได้เป็นร้อยตรี ร้อยโท จึงมารบ ตายไปเกือบหมด ที่เหลือก็แค่สี่คนนี่แหละ" คืนนั้นจรวดลงทั้งคืน ลูกหนึ่งตกใกล้บังเกอร์ ถูกทหารไทย 3 คน และอีก 1 คน บาดเจ็บสาหัส เสก็ดระเบิดเข้าไปในบริเวณลำตัว แต่ดูแล้วเข้าไปไม่ถึงช่วงท้อง ร้องครวญครางทั้งคืน ต้องฉีดมอร์ฟีนให้ เมื่อเสียงร้องไม่หยุด ก็ฉีดหลอดต่อไป ฉีดไปถึง 4 หลอด ก็ยังบ่นว่ายังเจ็บและร้องทั้งคืน กว่าจะระงับลงได้ก็ถึงวันรุ่งขึ้น ชายผู้นี้อายุประมาณระหว่าง 40-45 ปี ปรากฏว่าจากปากคำของแกเอง ว่าแกเป็นคนติดฝี่น มิน่าล่ะมอร๋ฟีน 4 หลอดจึงไม่มีผลต่อต้านความเจ็บปวดได้มากนัก


วันรุ่งขึ้นอากาศเริ่มเปิด ฮ.แอร์อเมริกาสามารถลงที่สนามบิน (LL= Lima Lima) ทุ่งไหหินได้ ก็ได้จัดส่งคนไทยที่รอดตาย 4 คนนี้กลับไปล่องแจ้ง และได้กำชับให้ไปหาคนไทย ซึ่งเป็นผู้บังคับการจราจรทางอากาศ ที่สนามบินล่องแจ้ง ให้ช่วยจัดส่งพวกเขากลับไปยังอุดรฯ ท่านผู้นี้คือ คุณไพฑูร รัตนสุวรรณ นามสกุลเดียวกันกับรอง ผบ.ทบ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ คนปัจจุบัน

ต่อมาเมื่อทุ่งไหหินล่มแล้ว ก็ไม่ได้พบคนไทย 4 คนนี้อีกเลย เข้าใจว่าคงกลับไปถึงไทยแล้ว ได้แต่สาธุตามไปด้วย


หลังจากนั้นอีก 2 วัน ผบ.ฝูง (Firefly) นำกำลังเครื่องบิน T-28 จำนวน 5 ลำจากอุดรฯ เข้ามาช่วยโจมตีบริเวณภูเก็ง และภูนกกก เครื่องบินของ ผบ.ฝูง ถูกปตอ.(ปืนต่อสู้อากาศยาน)ของเวียตนามยิงเกือบตก และได้ประคองเครื่องมาลงที่ ลิมา ลิมา (ลานสนามบินทุ่งไหหิน) แต่ระหว่างร่อนตัวม้วนลง ก็ได้กระแทกคันนาปลายสนามบิน นักบินเสียชีวิตทันที ไม่ทราบนาม (ซึ่งเป็นนักบินไทย) ทหารม้ง/ลาวได้เข้าแย่งชิงสร้อยคอทองคำ และพระเครื่องเลี่ยมทองเต็มคอ กว่าจะทราบข่าวเย็นวันนั้น ศพก็ถูกส่งไปล่องแจ้งแล้ว จึงไม่สามารถจะสืบทราบรายละเอียด แต่ที่รู้แน่ๆว่านาวาตรีของไทยท่านนี้ ได้หลั่งเลือด สละชีวิตให้พี่น้องประเทศลาว ณ.สงครามทุ่งไหหินครั้งนี้ จึงขอสดุดีต่อวีระบุรุษท่านนี้ ณ.ที่นี้ด้วยเจ้าค่ะ

โปรดติตามการรบที่สมรภูมิทุ่งไหหิน ตอนต่อไปนะเจ้าคะ

ตอนที่สี่ ทุ่งไหหิน 1969-1970

ยุทธการ"กู้เกียรติ" (Kukiet OPN)

หลังจากพ่ายแพ้เสียที่มั่นสำคัญที่ภูผาที (LS-85) มีนาคม 1968 และต่อมาการรักษาบ้านนาคัง (Nakang LS-36) มีนาคม 1969 ซึ่งเรียกว่า Alamo Nakang โดยเมกาเปรียบเหมือนค่าย Alamo ใน Texasในอดีต และ Outpost อีก 34 แห่งในเขตเชียงขวางและเขตหัวพัน เขตทางเหนือสุดที่ฝ่ายเมกา-วังปาวยังครอบครองได้ก็คือ บวมลอง (Boumlong LS-32) ซึ่งเป็นฐานที่มั่นบนภูสูง คล้ายฝาชีครอบอาหาร มีต่อกัน 3-4 ฐาน เป็นที่ตั้งปืนใหญ่ ป.75 และ 155 มม. นำโดย วัง ฝูง (Vang Foong) เจ้าพ่อปืนใหญ่ของม้ง ซึ่งฝึกมาโดยทหารไทยที่ศูนย์ปืนใหญ่ ลพบุรี และเคยไปดูงานในเมกา

บวมลอง (Boumlong) เป็นฐานที่เหลือที่สำคัญมาก และมีภูมิประเทศ ยากต่อการเข้าตี เพราะแหลมสูง แต่ละจุดคุมกันเองได้ ในยุทธศาสตร์ทางยุทธวิธี (Self compensation strategical positions) เมกาสร้างรั้วลวดหนามหลายชั้น รายรอบ และดูไม่มีป่าไม้หนาแต่ค่อนข้างโล้น ง่ายต่อการป้องกัน และมีสตาร์ไลท์สโคบ(Star Light Scope) ซึ่งเป็นกล้องส่องเห็นความเคลื่อนไหวของข้าศึกในเวลากลางคืนได้ และเวลาถูกโจมตี ก็เรียกเครื่องบินโปรย CBU (Cluster Bomb Unit) ซึ่งแตกกระจายในอากาศ เป็นลูกระเบิดขนาดเล็ก(เท่าๆระเบิดมือขนาดเล็ก) ปูพรมเข้าสู่เป้าหมาย บวมลองจึงรักษาที่มั่นตัวเองได้มาตลอด จนกระทั่งล่องแจ้งแตกในตอนปลายสงคราม

และเขตบวมลองอยู่ได้ต่อมาจนถึงปลายปี 1989 นำโดย ยงยั่ว(Yong Your) พ่อตาของนายพลวังปาว(จากภรรยาคนหนึ่งในหลายๆคนของท่าน) ได้รวบรวมกำลังม้ง ต่อต้านรบ.ลาว ของเจ้าสุภานุวงค์/ไกรสร พรมวิหาร หลังจากสงครามอินโดจีนจบลงในฤดูร้อนปี 1975 ตอน หลังพวกม้ง ถูกทำลายด้วยอาวุธแก๊สพิษ ซึ่งคล้ายๆ Sarin Gas Bomb ในซีเรีย ซึ่งมีปัญหาต่อเมกาและโลกในปัจจุบัน (สิงหาคม 21- กันยายน 2013) พวกม้งในเมกาได้ลักลอบเข้าไปเยี่ยมญาติพี่น้องในเขตนี้ มียูทูปหลายตอนให้ชมถึงความยากลำบากของพวกม้ง ที่ถูก รบ.ลาว(คอมมิวนิสต์) ปัจจุบันได้ทำเยี่ยงการฆ่าล้างโคตร(Genocide) แต่การใช้อาวุธเคมีของลาวอยู่ในระดับต่ำ ไม่มีผลต่อชีวิตมากนัก แต่ก็พยายามทำลายเผ่าพันธุ์ม้ง ให้หายไปจากลาว เพราะพวกปะเทดลาว กล่าวหาว่าม้งเป็นตัวแสบที่ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองในลาว

และ ที่สำคัญตอนลาวใกล้แตก ปี 1975 เสด็จเจ้าสุวรรณภูมา ซึ่งเป็นนายก รมต.ได้เรียกนายพลวังปาว เข้าไปพบที่นครเวียงจันทร์ ในสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นาทีนั้น เสด็จเจ้าสุวรรณภูมา ตรัสว่า "ท่านนายพล ท่านยอมเขา(ฝ่ายปะเทดลาวซึ่งมีเจ้าสุภานุวงค์น้องชายต่างมารดาเป็นหัว หน้า)เสียเถอะ ...ให้ความร่วมมือกับเขาเสียเถอะ...จะได้สงวนชีวิตคนลาวและคนม้งเอาไว้ ไม่ต้องตายกันอีกต่อไป"

นาย พลวังปาวกระชากดาวออกจากบ่า ข้างละ 3 ดาว(ยศพลโท) โยนลงบนโต๊ะของท่านนายก รมต. แล้วกล่าวว่า "จงเอาของท่านคืนไปเถิด ข้าพเจ้าไม่ต้องการอีกแล้ว ตราบชีวิตจะหาไม่ ข้าพเจ้าจะไม่ยอมก้มหัวให้กับคอมมิวนิตส์เด็ดขาด" แล้วหันหลังเดินออกจากห้องทำงานของท่านนายกฯ ซึ่งเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย หลังจากร่วมหอลงโรง เอาชีวิตของตัวและเผ่าม้ง เสียชีวิตและพิการเป็นจำนวนหลายหมื่นคน...

Offline

#11 July 20, 2015 8:03 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 577
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ตอบคุณ'HIRO:
ที่คุณกรุณาให้ข้อคิดเกี่ยวกับการล้างสมองคนไทยมาตลอดนั้น ถูกที่สุด และสำคัญที่สุด ที่ทำให้พวกเรามักจะมองไม่เห็นอะไรชัดๆสักที และเมื่อเอาไปพิจารณาอะไรเกี่ยวกับการบ้านการเมือง คนส่วนใหญ่ก็เข้าใจไขว้เขวหลงทิศทางเสมอมา คือชกไม่ถูกเป้าที่แท้จริงเสียส่วนใหญ่ และถึงแม้บางท่านได้ตื่นจากมนต์สกดแล้ว แต่ทางจิตวิญญานไม่แข็งพอที่จะต่อสู้กับสัตรูอันยิ่งใหญ่นี้ได้ วันนี้คุณได้ กรุณาให้ข้อคิดและคำวิจารณ์ในเรื่องนี้ ซึ่งตรงกับที่ข้าเจ้าตั้งใจจะค้นคว้าหามากำนัลเพื่อนๆในเวลาอันใกล้ๆนี้ เนื้อหาและส่วนใหญ่จะมาจากหนังสือที่สำคัญ 2-3เล่มคือ "The Revolutionary King" by William Stevenson และของ Paul Handley "The King Never Smile" ซึ่งห้ามตีพิมพ์ในประเทศไทย
นาย โจ กอร์ดอน ก็โดนมาแล้วเมื่อแปลเป็นภาษาไทยเพียง2บท และติดคุกด้วยมาตรา112 ปีกว่าในระหว่างเยียมบ้านในประเทศไทย
ข้าเจ้าอ่านดูแล้วไม่น่าจะห้ามเผยแพร่เรื่องซึ่งข้อความและเนื้อหาล้วนเป็น จริง และเขียนด้วยความสุภาพและเคารพตามอักษรสากลทั้งนั้น และรายละเอียดเนื้อหานั้นได้เกิดจากการค้นคว้ามีหลักฐานอ้างอิงสนับสนุน อย่างแน่นหนา หนังสือจบลงก่อนเหตุการณ์ร้ายแรงที่ราชประสงค์ และไม่มีเหุตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งมีความสำคัญอย่างที่สุดของราชวงศ์จักรี คนไทยกำลังสวดภาวนาให้ฝูงกวางของเขาปลอดภัย ตั้งแต่ตื่นและก่อนเข้านอนทุกวัน
ส่วนคุณ William Stevenson เขาได้รับเชิญจากในวังและสัมภาษณ์ในหลวงหลายตอน ขณะที่เขียนก็เคยพักที่วังสระปทุม, เนื้อหาก็ล้วนโปรเจ้าทั้งนั้น แต่ผู้อยู่ใกล้ชิดช่วยออกกฎหมายห้ามพิมพ์และเผยแพร่ในประเทศไทย ถ้าจำไม่ผิดเวลานี้สิ่งตีพิมพ์ ภาพยนต์และคลิปต่างๆที่ต้องห้ามมีในประเทศไทยมีกว่า200ชิ้นแล้ว ไม่ทราบว่าจะปิดกันไปถึงไหน? เป็นเรื่องเหลวไหล ไร้สติ เป็นการแสดงอำนาจบาทใหญ่ที่โฉดเขลา น่าหัวเราะเป็นอย่างยิ่ง ขอบพระคุณคุณ ที่เริ่มนำเรื่องนี้มาให้ได้สนทนากันน๊ะเจ้าคะ พบกันใหม่เจ้าคะ

amdang, Dec 23, 2013

Offline

#12 July 20, 2015 8:03 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 577
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ตอบคุณ nnutts:
"ม้ง"ใช้เป็นศัพย์เรียกพวกเขาเองซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า"Humanity" ส่วนแม้วนั้นเป็นศัพย์ที่ข่อนข้างจะ insulting เหม์ือนคุณเรียกคนจีนว่า"เจ๊ก" หรือเรียกคนอินเดียว่า "โรตี" เรียกคนเวียตนามว่า"แกว" อินโดนีเซียว่า "อิเหนา" สิงคโปร์ว่า "ลอดช่อง" ญี่ปุ่นว่า "ยุ่น" เกาหลีว่า"โสม" อาหรับว่า"แขก" ฯลฯ เรื่องการเรียกแบบนี้คนไทยเก่งไม่แพ้ชาติอื่นแม้แต่น้อย คุณควรทราบว่าในหลวงเคยให้โอวาทพวกนักการทูตที่จะออกไปทำหน้าที่ต่าง ประเทศ"แทนพระเนตรพระกรรณ"ครั้งหนึ่งว่า "คนไทยเป็นสัตว์ประเสริฐและพิเศษกว่าใครอื่น" เพราะฉนั้นเรื่องการเรียกคำผวนเชิงตลกสนุกสนานในหมู่คนไทย ว่าให้ต่อคนชาติอื่นเป็นเรื่องแสนจะธรรมดา เพราะเผ่าของเราเป็น"สัตว์พิเศษและประเสริฐ"กว่า เช่นเดียวกับจีนสมัยโบราณเรียกฝรั่งว่าเป็น"ฮวนนั้ง"(คนป่า) ปานใดก็ปานนั้น...
ปล. คนอื่นในเอเซียตอนนี้เรียกและใช้คำว่า"ไทย" หมายถึงโกหก หลอกลวง ปลิ้นปล้อน และ คอร์รัปชั่น เจ้าคะ
ส่วนตาอินกับตานานั้นไปหาปลามาด้วยกันได้มา5ตัวแบ่งให้เท่ากันไม่ลงตัว จึงต้องหาคนกลางมาช่วยตัดสินคือ"ตาอยู่" ตาอินกับตานาจึงได้ปลาไปคนละ2ตัว คนตัดสิน-"ตาอยู่"ได้ฟรีไป1ตัวโดยไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไร ตาอยู่ที่ค่อนข้างเหี้ยมอาจจะเอา3ตัวและให้ตาอินและตานาเพียงคนละตัวก็มีถม ไป ขอบพระคุณที่เข้ามาเสวนาเจ้าคะ

Offline

#13 July 20, 2015 8:04 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 577
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

โพสต์ที่นี่ดีกว่า.....

ขอขอบคุณ คุณ AmDang ... กระทู้ ครั้งแรก .. สำหรับเรื่องราวสงครามของทุ่งไหหินและตัวผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เกิดอยู่ใน อาณาเขตทุ่งไหหินแล้ว ยังมีประสบการ รี้ม รสชาติของความโหดเหี้ยมของสงครามที่เล่ามานั้นทั้งหมดแม้ ตอนนั้นจะยังเป็นเด็กน้อย แต่ก็ยังจำความหวาดกลัวความหิวโหย ได้ทุกอย่าง

อยู่อเมริกา ผมก็บังเอิญได้เปันเพือนบ้านกับ อดีตนักรบจากไทยที่รอดชีวิตจากสนามรบทุ่งไหหิน และ ล่องแจ้ง ชื่อสมพิศ (อาจสะกดผิด) นาสกุล สมพิศ เป็นคนอีสาน ตอนนั้นเขาก็อายุประมาน หกสิบ ปีแล้ว เมียเขา เป็นคนลาวอายุ สามสิบกว่า มีลูก สองคน เป็น หญิง และชาย

ผมเรียกเขาว่า ลุง ตอนนั้น ผมอายุแค่ยี่สิบกว่า เรียนอยู่ มหาวิทยาลัยอาร์คันซอ ฟอร์ตสมิท, UAFS และที่สามารถพูดภาษาอังกฤษ ลุง สมพิศ ก็ มักจะขอให้ ผมช่วยด้านพาสา บ่อยๆ
เราได้สนทนาเกี่ยวกับชีวิต เบื้องหลังบ้าง ผมถามว่า ทำไมเขา จึงใช้ ชื่อ และนามสกุล อันเดียวกัน เขาตอบอย่าง มีความระอายนิดๆว่า “ถ้าลุง เล่าความหลัง ที่เป็นมา แล้วอย่าถื ลุงนะ”

ลุง สมพิศ ถูกส่งไปรบในลาว อายุเกือบสี่สิบแล้วเขาเป็นนักโทษ จากคุก บางขวาง คดี ปล้นทรัพย์แล้ว ฆ่า เขาเล่าว่า นักโทษ ๒๐ปี ขึ้นไปถึงโทษตลอดชีวิต ถูกต่อรอง ถ้าอาสาไปรบที่ลาว จะได้รับเงินสำหรับค่าตัว และถ้ารอดชีวิด ไม่ให้กลับมาไทย แล้วก็มีทหาร เขัามาฝึกผู้ ที่อาสา ไห้รู้วิธีการเดินสวนสนามในคุกนั้น เส็ดแล้ว เอาเครื่องแบบทหารให้ใส่ ส่งขึ้นเครื่อง ไปลง ลอ่งแจ้ง เรียนยิงปืนระยะสั้นๆอย่างเร่งรัด แล้วก็ ออกสนามรบเลย
ผมก็ไม่ต้องถาม ลุง สมพิศ เค้า เกี่ยวกับ รายละเอียด และสภาพของการต่อสู้ เพราะตอนนั้นผมก็อยู่ที่ ชำทอง the diversion airfield ใกล้ๆลอ่งแจ้ง ลุงจริงๆของผม พันโท คงสะหวัน ตุนาลม ( col. Khongsavanh Tounalom) ก็เป็นผู้นึ่งที่บัญชาการรบกองพันที่สอง (2nd Battalion) ในเวลานั้น และ เขตนั้น

หลังจากนั้น ในปี คศ 1970 ลุง สมพิศ ก็มาตั้งถิ่นถารอยู่ชานเมืองเวียงจัน บ้าน หมากนาว แต่งงาน กับเมียคนนี้ ได้บัตรประชาชนลาวไม่ใช้ นามสกุลเก่า เอาชื่อแรกเป็นนามสกุลแล้วเขาก็สามาต เข้า ออก ประเทศไทย ไปเยี่ยมญาติได้อย่าง สะดวก
หลังจากลาวตกไปเป็นลัทธิคอมมิวนิสต์ ลุง สมพิศ เขาพาครอบครัว เข้าศูนย์ผู้อพยพ แล้วก็ มาตั้งถิ่นฐานอีกที ที่อเมริการัฐอาร์คันซอเมืองฟอร์ต สมิท Fort Smith, Arkansas. ลุง สมพิศ เสียชีวิตแล้วในปี คศ 2003.

เพราะฉะนั้นอาจ เป็นที่มาของความลับสุดยอด เกี่ยวกับทหาร อาสา จากไทยในปี 1969
และทำไมพวกเขาถึง ได้ตาย เกลื่อน ในสนามรบ เพราะพวกเขา ไม่ใช่ทหาร ตัวจริง เพียงแต่ได้รับการฝึกอย่างเร่งรัด เท่านั้น…

Offline

#14 July 20, 2015 8:04 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 577
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ตอบคุณ nnutts:
คุณอาจหมายถึงคุณ Andrew Marshall ไม่ทราบว่าทำไมจึงลาออกจาก Reuters ตอนนี้ตั้งหลักอยู่สิงคโปร์กระมัง? ลองเข้าไปเยี่ยม www.Zen.com อาจจะได้รู้ความจิงเกี่ยวกับการเมืองไทยในทัศนะของเขาเยอะแยะเลยละ.
เรื่องประวัติศาสตร์นั้นต้องอ่านและตั้งใจค้นหาสักระยะหนึ่งคุณก็คงคล่องไป เอง ขอแนะนำให้หนักไปทางเวปต่างประเทศเป็นหลักและใช้ของไทยเราเพื่ออ้างอิงการส กดการันย์ตามไปด้วย อย่าเอาของไทยเป็นหลักเจ้าคะ เคยฟังการอภิปรายที่ธรรมศาสตร์ของทีมนิติราษฏร์เร็วๆนี้ ตอนหนึ่งท่านศจ. ชาญวิทย์ เกษตรศิรฺิ อดีดอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นแขกรับเชิญวันนั้น ท่านให้ความเห็นเรื่องความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของไทยน่าฟังดังนี้:
"คน ไม่มีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เปรียบเสมือนคนตาบอดข้างหนึ่ง แต่หากเชื่อประวัติศาสตร์ไทยจากหลักสูตรหลักของกระทรวงศึกษาไทย ก็เปรียบเหมือนตาบอดสนิททั้งสองข้างเลย"
ขอบคุณเจ้าคะ ที่นี่ไม่มีDr. เจ้าคะ

amdang, Jan 2, 2014

Offline

#15 July 20, 2015 8:05 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 577
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ตอบคุณ squirrel hunter:
ยินดีต้อนรับและได้มีโอกาสรู้จักท่าน ตื่นเต้นอย่างมากที่ท่านกรุณาให้ความรู้ที่มีค่าต่อประวัติศาสตร์ของนักรบ ไทยในสงครามลาวที่ทุ่งไหหิน น่าเสียดายที่คุณสมพิศเสียชีวิตแล้วตั้งแต่ปี2003 มิฉนั้นคงได้มีโอกาสพบปะกันและแน่นอนเราคงรู้จักกันมาก่อน เขาคงเป็นคนหนึ่งที่มาหาเพื่อนของข้าเจ้าที่ทุ่งไหหินวันนั้น แต่ที่สำคัญที่สุดคือท่านได้นำเรื่องของคุณสมพิศว่าแท้จริงเขาถูกเกณฑ์ไปรบ ครั้งนั้นจากคุกบางขวางเลย ทีเดียว ทำให้อยากทราบเพิ่มเติมว่าไปทหารจากคุกนี้ได้ไปกันกี่คน? และไปจากคุกอื่นๆอีกจำนวนเท่าไร? อยากได้รายละเอียดทุกอย่างในเรื่องนี้เพื่อจะได้เพิ่มหน้าประวัติศาสตร์อัน น่าสนใจซึ่งเป็นความลับสุดยอดที่ไม่เคยได้รับการเปิดเผยมาก่อน ตอน พบกันกับคนไทย4คนตอนบ่ายวันนั้นก็ได้สอบถามเคร่าๆทั่วไป คุณสมพิศไม่ได้บอกความลับส่วนตัวทันที ประกอบกับวันนั้นอากาศเริ่มปิดตั้งแต่กลางวันและจรวดของจีนแดงกระหนํ่าเรา ทั้งวัน ต้องคอยวิ่งลงหลุมกันทุกบ่อย จำได้ว่าบอกให้พวกเขา4คนจัดเอาท่อนไม้สน(ต้นแปก)มาคลุมหลังคาและขยาย บังเกอร์เพิ่มขึ้นและให้ทหารประจำตัวซึ่งเป็นเด็กหนุ่มลาวเทิงกับเพื่อนอีก คนเตรียมจัดหาอาหารให้ ส่วนมากเป็นเนื้อส้มที่อัดใส่ขวดหลายขวด และเครื่องกระป๋อง แล้วแบ่งบุหรี่และเหล้าลาว(กงสะเด็น)ให้ จำได้ว่าพวกเขาทั้งสี่คนสับเนื้อเสียงดังเป้งๆป้างๆ สลับกับเสียงจรวดและปืนใหญ่ของข้าศึกลงถี่ยิบใกล้พลบวันนั้น และในที่สุดพวกเขาถูกบาดเจ็บจากเสก็ดระเบิดในคืนนั้นแต่ไม่รุนแรง จนคนหนึ่งร้องครวญครางทั้งคืนทั้งๆที่ฉีดมอฟีนส์ไปถึง4หลอดแล้วก็ตามเพราะคน ไทยคนนั้นติดยาฝิ่นมาก่อน อยากได้ภาพคุณสมพิศสักภาพ หรือหากคุณจะกรุณาช่วยเพิ่มรายละเอียด โดยกรุณาสอบถามหรืออนุญาตให้ได้ติดต่อลูกทั้งสองคนของคุณสมพิศ ก็จะขอบพระคุณยิ่ง
เข้าใจว่าคุณลุงของคุณ (Lt Col Khongsavanh Tounalom พท. คงสวัน ตุนาลม คงทำงานใกล้ชิดกับทุพ่อ พอ. เจ้ามุณีวงศ์ ซึ่งตอนหลังขึ้นมาเป็นพล.ต.เจ้ามุณีวงส์ เป็นแม่ทัพภาค-2 แทนนายพลวังปาว(จำนามสกุลท่านไม่ได้) ท่านคาบไพฟ์ติดปากตลอดเวลา ท่านใจดีต่อพวกเรามากและมักแบ่งอาหารซิ่นเนื้อให้บ่อยๆ ทุพ่อมุณีวงส์ก็รบด้วยกันที่ทุ่งไหหินครั้งนี้โดยคุมกำลัง2กองพันของลาว ภาค-2 ตั้งบนเนินทางตะวันออกเฉียงเหนือของสนามบินโดยขุดหลุมเพลาะขนานยาวโอบรอบ สนามบินตามคันร่องนํ้าถัดจากพวกเราซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่ง ที่ตั้งของเราซึ่งเป็นสถานีแม่(master station)ซึ่งควบคุมการโจมตีทางอากาศ(Forward Air Guide)อยู่บริเวณส่วนกลางของฐานเหมาะแก่การป้องกันตัว และสดวกต่อการโจมตีโดยใช้วิทยุควบคุมเครื่องบินหลายชนิดในบังเกอร์ ส่วนเลยไปทางใต้อีกหลืบหนึ่งเป็นเนินสูงเล็กน้อยก็เป็นฐานปืนใหญ่105ของพต. วางฝูง
วันนี้ที่ 11 กุมภาพันธ์ 1979 หมอกมหากาฬ เป็นหมอกหนามองไม่เห็นตัวคนเพียงห่างกันไม่ถึง10 ฟุต แต่หากนอนลงก็จะเห็นดี คนลาวเรียกหมอกตัดหัว คือมองเห็นจากเข่าลงมาถึงพื้น หมอกร้ายนี้เข้าคลุมทุ่งไหหินตั้งแต่ตอนบ่าย ข้าศึกเก่งเรื่องทำนายอากาศมาก เขาระดมยิงเราทั้งวันด้วยจรวดและปืนใหญ่ ข้าศึกถือโอกาสเคลื่อนรถถังและทหารราบเข้าล้อมแลตอนนั้นเขามีกำลังรอบๆทุ่ง ไหหินซึ่งเป็นกำลังผัดเปลี่ยนใหม่ถึง4,5000 คน คืนนั้นข้าศึกตีฐานเราด้วยรถถังพีที-76(PT-76 Amphibious Assault Tank)หลายคัน ประมาณว่าไม่ตํ่ากว่า 12 คันและทหารราบไม่น้อยกว่า3กองพัน
โชคดีนายพลวังเปาแนะนำแนวการเข้าตีของรถถังเอาไว้ให้ในเย็นวันนั้นก่อน บินกลับล่องแจ้ง และเราได้ฝังระเบิดบก(anti-tank mines)หลายลูกดักรถถังหลังมืดแล้วตามแผน ทำให้เราสามารถทําลายรถถังพีที-76 ได้ 4คัน นับศพทหารเวียตนามได้78ศพ ไม่รวมรอยลากศพหนีจำนวนมากซึ่งมีแขนขาเต็มไปหมด และจับเชลยเวียตนามได้3นาย ส่วนพวกข่้าศึกที่บาดเจ็บลุกไม่ได้ล้วนถูกฆ่าตายหมด มีคนหนึ่งอยู่ใกล้บังเกอร์ของเพื่อนข้าเจ้าถูกตีและแทงมาเลือดอาบแต่ได้หยุด ห้ามไว้ได้ทันจึงเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายเราอย่างยิ่ง
หน่วยทหารลาวของทุพ่อมุณีวงศ์ซึ่งถูกตีโดยตรงก่อนหน่วยอื่นเสียหายอย่างหนักจากรถถัง ทหารลาวถูกบดขยี้ตัวขาดเละจํานวนมาก
จนไม่สามารถยืนต้านได้เพราะเราไม่มีรถถังตอบโต้ มีแต่บี-40 และปรส 75และปืนคอ จึงถอยหนีไปทางลาดแสนเมื่อตอนก่อนยํ่ารุ่ง พวกม้งและเพื่อนข้าเจ้ายึดฐานจากเที่ยงคืนอยู่ได้จนรุ่งเช้า
นายพลวังปาวและซีไอเอรีบเข้ามาช่วยตั้งแต่ตะวันยังไม่ทอแสง ฮอ หลายตัว เครื่องของเรเว่น ที-28 และ เอวันอี(A1E) บินว่อนแต่ลงไม่ได้เพราะอากาศปิดหนามากเกิน1,000 ฟุต วังปาวได้ติดต่อหน่วยลาวของทุพ่อมุณีวงศ์ที่แตกพ่ายให้บ่ายหน้ากลับทุ่งไห หินเหมือนเดิม
วันนี้เป็นการรบที่ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งซึ่งเราได้ทำลายข้าศึกมากมายแบบนึกไม่ ถึง รายละเอียดจะมีในตอนต่อไปของสงครามทุ่งไหหินเมื่อข้าเจ้ากลับมาเล่าให้ เพื่อนๆฟังอีก หลังจากเหตุร้ายในเมืองไทยขณะนี้เพลาอีกสักเล็กน้อย โปรดกรุณาติดตามน๊ะเจ้าคะ
โลกมันกลมและทุกวันนี้ได้แคบลงมาก เพราะเรามีอินเตอเนตต่อถึงกัน ทำให้พี่ได้พบน้อง พี่น้องได้พบกัน ศัตรูในสงครามเมื่อหลาย ปีที่แล้วกลับได้เป็นเพื่อนกันอีกในเมกา มนุษย์มีสิ่งน่ารักตรงนี้เอง กรุณามาเยี่ยมเยือนอีกบ่อยๆนะเจ้าคะ ขอบพระคุณต่อข่าวสารอันทรงคุณค่าที่กรุณาให้มาเจ้าคะ พบกันใหม่ สบายดีเจ้าคะ

amdang, Jan 4, 2014

Offline

#16 July 20, 2015 8:05 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 577
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

แก้ไขข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเนื่องจากพิมพ์ตัวเลขผิดไปในการตอบคุณ squirrel hunter:
1)วันที่ที่ได้พบกับคนไทย 4 ท่านและฐานทุ่งไหหินถูกตีหนักก่อนแตก คือวันที่11กุมภาพันธ์1970 และ
2)กองกำลังของเวียตนามรวมทั้งทหารปะเทดลาวคือ 45,000คน เป็นกำลังจาก กองพลที่-312 กรม-766 และตอนหลังเป็นกองพลที่-2 รวมทั้ง1กองพลน้อลต่อสู้อากาศยาน และหน่วยแซปเปอร์(sapper special forces)ดากกงต่างหาก จุดมุ่งหมายคืนการตีเมืองสุย ซำทอง และหักเอาล่องแจ้งให้ได้นั่นเอง
ขออภัยด้วยเจ้าคะ

Offline

#17 July 20, 2015 8:05 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 577
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

4 วันต่อมา หนังสือพิมพ์เสียงปะเทดลาว ได้ลงพาดหัวข่าวเรื่องนี้ และลงท้ายว่า....."ต้องตัดให้ถึงราก".... (Hmong Tribe must be uprooted)

ม้ง ที่เหลือในลาว ทุกเขตทางเหนือ ตั้งแต่พงสาลี หลวงพระบาง สายะบุรี หัวพัน ซำเหนือ ล้วนถูกกดให้เหมือนกับ บุคคลไม่พึงปรารถนา และเป็นพลเมืองที่ลาวไม่ต้องการ และหากมีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกระด้างกระเดื่อง ก็จะทำร้ายด้วยการบอมบ์สารพิษ แต่ไม่เห็น ยูเอ็น(United Nation) และเมกามีปฏิกริยาอันใดต่อ รบ.ปะเทดลาว ผู้รู้กรุณาติดตามชี้แจงให้ทราบด้วย(citation needed)

ม้ง ที่ออกไปอยู่นอกประเทศ ได้พบกับสวรรค์ และมีชีวิตที่ศิวิไลซ์ เป็นประชาชนโลกตะวันตก ไม่ต้องอยู่ป่าทำไร่ไถนา อยู่ด้วยความยากลำบาก และได้รับสวัสดิการทางด้านสุขภาพ สังคม มีเงืนเดือนกินตลอดชีวิต ให้ทุนการศึกษาฟรีทั้งตัวเองและลูกๆ (ไม่รวมรุ่นหลานและหลังจากนั้น)

ส่วนม้งจำนวนหนึ่งที่เหลือในลาว เมื่อตอนถูกส่งกลับจากค่ายบ้านวินัย จ.เลย(ไม่แน่ใจ citation needed )ไปพบชะตากรรมจาก รบ.ลาว หัวหน้า CIA เช่น Hugh Tovar (ซึ่งปลดเกษียรแล้ว) ได้ออกปากกับ นสพ.ไทยว่า ควรช่วยเหลือมังให้ออกจากป่าในลาว ให้ได้ไปอยู่กับญาติพี่น้องในเมกา ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย ฯลฯ ไม่ควรถูกส่งกลับไปเป็นบุคคลไม่พึงปรารถนาของ รบ.ลาว (dissident)

ซีไอเอ(CIA) หลายท่าน เช่น Pop Buell ซึ่งเป็นผอ.ของ USAID ที่ซำทอง (Sam Thong LS-20) ได้ตอบ นสพ.เมกันว่า "เราเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก เราจะยอมรับการกระทำ(ผิด) ของเรา โดยให้ความช่วยเหลือม้งเพียงยิบมือเดียวไม่ได้หรือ? ประชาชนเขาลำบากมาตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของพวกเขา"

Pop Buell มือไม้สั่นแบบคนชรา พูดเสียงดังฟังชัด ไพเราะเพราะพริ้ง พูดภาษาม้งได้มาก ได้ตกลงกับ จนท.ซีไอเอ (CIA) จำนวนเกือบทั้งหมด ออกเสียงให้สมภาษณ์นักข่าว โดยให้ช่วยเหลือ สนับสนุนพวกม้งเสมอ

ข้าเจ้าขอกล่าวสักเล็กน้อยถึง Edgar M. "Pop" Buell (1913-1980) ท่านเป็นวีระบุรุษอเมริกัน ที่ยี่งใหญ่ท่านหนึ่ง ท่านเป็นชาวนา จากรัฐอินเดียน่า กรุณาทำความเข้าใจด้วยว่า ชาวนาเมกันมีทรัพย์สิน ที่ดิน เงินทอง ร่ำรวย หรือมีอันจะกิน ไม่ใช่แบบชาวนาไทยเมื่อก่อนดังที่เราเข้าใจ

ขณะนี้ชาวนาไทยบางคน เริ่มมีฐานะดีขึ้น และสามารถจะซื้อที่ดินและเครื่องไม้เครื่องมือ เช่นรถแทรกเตอร์ ฯลฯ ขอปรบมือให้นโยบายพยุงราคาข้าวของท่านนายกทักษิณมาถึง รบ.นายกยี่งลักษณ์ด้วย

หลังจากภรรยาของ Pop Buell เสียชีวิตแล้วสองปี และลูกๆจบแพทย์ และการศึกษาระดับสูงไปหมดแล้ว ท่านก็ไปสมัครเข้าไปทำงานให้หน่วยพีสคอปร์(US Peace Corps) เป็นที่ปรึกษาทางด้านการเกษตรต่อประเทศลาว เงินเดือนๆละ $65 (US dollars) เขาอยู่ในบ้านที่ไม่มีน้ำประปา หรือน้ำร้อนใช้ แบบเดียวกับชาวลาว/ม้งเป็นอยู่ เขาได้ช่วยจัดระเบียบชีวิตต่อคนจน ในด้านความเป็นอยู่ และรับการช่วยเหลือจากเมกา ให้มีอาหารอย่างพอเพียง และให้ได้รับการรักษาพยาบาล พร้อมกับจัดเตียงผ่าตัด (เมื่อก่อนผ่าตัดกันบนผ้าพลาสติกทีใช้ปูกันในป่า ยามเมื่อชาวบ้านและทหารบาดเจ็บจากการสู้รบ)

คุณงามความดี และความเมตตาของ "Pop Buell" นั้น ชาวลาว/ม้งทุกคนรู้จักเขา และพวกเขาเรียกว่า"ท่านป๊อป" ยามปลายสงครามเมกาตัดเงินช่วยเหลือหมด ป๊อปเลยกลายเป็น Humanitarian โดยเบิกเงินสะสมจากบัญชีส่วนตัว เอามาซื้อของช่วยเหลือให้คนอพยพและบาดเจ็บ แม้กระทั่งในศูนย์อพยพในไทย

ป๊อป รักเมืองไทย คนไทย คนลาว คนม้งมาก เขาไม่ยอมกลับบ้าน และอยู่ที่ไทยหลังสงครามมาตลอด แต่ไปเสียชีวิตที่ฟิลิปินตอนไปเยี่ยมเพื่อนปี(1980) เขามีอายุแค่ 67 ปีเท่านั้นเอง

John Steinbeck นักประพันธ์ โนเบลไพรซ์ สาขาวรรณกรรม ได้มีโอกาสพบเยี่ยม ป๊อป บิวล์ที่ซำทอง จอน สะไตแบค เขียนถึงเขาว่า "I think Pop is an example of how the ancient Gods were born...whether you believe it or not. There are still giants in the earth."

โปรดติดตามตอนต่อไป ยุทธการณ์"กู้เกียรติ" กลายเป็น ยุทธการณ์"ทุ่งไหหิน


ตอนที่สี่ ทุ่งไหหิน 1969-1970

จากกู้เกียรติ(Save Face) มาเป็นยุทธการทุ่งไหหิน:

เล่าหลงทางไปเสียนาน พระเอกวังปาว กลับบ้านเลียแผล จากการเสียเมืองนาคัง(Nakang LS-32) ภูผาที (Phu Pha Thi LS-85) และฐานเล็กๆรวม 34 แห่ง แต่เพียงไม่กี่เดือน เมื่อปลายปี 1969 ทางเมกาขอความช่วยเหลือจากไทย ให้ระดมอาสาสมัคร(เป็นต้นกำเนิดเสือพรานในตอนหลัง) จากเขตหน่วยทหาร จังหวัดตามชายแดน ตั้งแต่ เชียงราย เพชรบูรณ์ น่าน เลย หนองคาย ฯลฯ ให้ประกาศรับอาสาสมัครไปช่วยลาว(วังปาว) และจะได้ยศร้อยตรี(รต.) เป็นอย่างน้อย ภายใน 2 ปี เมื่อภาระกิจ(contract) จบลง มีคนไทยสมัครจำนวนหนึ่ง (citation needed) ประมาณ 1 กองพัน (800-1,000 คน) เข้าไปรับการฝึกเร่งด่วน เข้าใจว่าฝึกที่เมืองจ้า (เมืองเดชา LS-17) หลักสูตรเร่งด่วน เช่นฝึกการใข้อาวุธประจำกาย, การแพทย์, การคมนาคม(วิทยุสื่อสาร) ฯลฯ อีก 1 กองพัน จากปากเซ (Parkse) ภาค 4 ของลาว ของนายพล ผาสุก สำลี และ 1 กองพันพลร่ม ของภาค 3 ของนายพลบุญปอน มากเทพารักษ์ ไปฝึก SGU (Special Guerrilla Unit) ฝึกโดย American Special Force ครูฝึกจากหน่วย 45, 46 ป่าหวาย ลพบุรี ณ.ค่ายพิษณุโลก (ค่ายสฤทธิ์เสนา)

อำนวย การโดย CIA Jack Shirley และ Col. Morton อีกสายหนึ่งได้ส่งม้ง/ลาวเทิง จากเขตหลวงพระบาง เชียงขวาง ไปเรียนภาษาอังกฤษ และเพื่อเข้ารับฝึกเป็น FAC (Forward Air Controller) เป็นผู้นั่งหล้ง (Backseater) ของหน่วย Ravens ใช้เครื่อง O-1 นั่งได้ 2 คน และ FAG (Forward Air Guide) คือผู้ชี้เป้าหมายการโจมตีทางอากาศจากภาคพื้นดิน โรงเรียนนี้ อำนวยการสอนโดย อาจารย์ ธง เลขาวิจิตร ผู้มีเสียงดังฟังชัด อดีตอาจารย์สอน รร.อุดรพิทยานุกูล จ.อุดรธานี และลูกศิษย์ของ อจ.ธงในอดีต มี วินิจฉัย โขสูงเนิน, เกียรติพงษ์ มีเพียร, ชาลี (จำนามสกุลไม่ได้) ท่านเหล่านี้เป็นทีมจาก ม.จุฬาฯ เป็นผู้ร่วมสอน

ฝ่าย เมกา มีหัวหน้า OB(Order of Battle) ที่ตึกขาว (บก.333) หนองขวานกว้าง อุดรธานี ชื่อ Jim Schofield เป็นเจ้าของโครงการณ์ (Case Officer) ตอนหลัง จิม เสียชีวิตในเวียตนาม นักเรียนรุ่นแรกประมาณ 50 คน ที่จะใช้สำหรับแผนการการโจมตีทางอากาศให้ได้ผลมากยี่งขึ้น เพราะเมกา และวังปาว มีอาวุธทางอากาศเป็นหลัก ตอนหลังนักเรียนม้งเกือบทั้งหมดที่เป็น FAC และ FAG ตายยกรุ่น อาจจะเหลือแต่พวกที่มาจากหลวงพระบาง 4-5 คน เท่านั้น

เพื่อนๆ จะเห็นว่า การวางแผนสำหรับยุทธการ "กู้เกียรติ" นั้น มีมาหลายทางและหลายขั้นตอน ผู้วางแผนใหญ่ก็คือ บิล แลร์(Bill Lair), Pat Landry AB-1 และ Jack Shirley ฝ่ายไทยก็มี พล อ.สุรกิจ มัยลาบ และ หน.


เทพ333 เป็นตัวเชื่อม (Liaison)

ส่วน วังปาวและกำลังม้ง ก็ต้องใช้เงินจำนวนมาก กวาดต้อนม้งตามบ้านนอกไกลๆ ไม่ว่า ม้งดำ ม้งแดง ม้งลาย เมี้ยน(เย้า) มูเซอร์ ไทดำ ลาวเทิง ฯลฯ รวบรวมได้ประมาณ 3 กองพัน พวกหัวหน้ากลุ่มก็ได้รับเงินจำนวนมาก เอากำลังคนเข้ามาเป็นหน่วย SGU สัญญากันจริงจังจะส่งไปฝึกที่ไทย หากมีผลงานดี (ซึ่งม้ง, ลาว และ ฯลฯ) ชอบไปกันนัก เพราะสนุก (กับสาวไทย) กินอยู่ บาร์ ร้านอาหารไทย ฯลฯ สมบูรณ์

ท่านจะเห็นว่านายพลวังปาวใช้เงืนมหาศาลทุกวัน มีคนมาคอยพบ และที่บ้านท่านมีหลายห้อง บ้านเหมือนกับ บก.ทำงานและสถานที่ต้อนรับ มี Cafeteria แบบของม้ง,ลาว,เมกัน ตลอดเวลา ต้องฆ่า หมู เป็ด ไก่ วันละหลายๆตัว เหมือนร้านอาหารขนาดใหญ่


นาย พลวังปาวแทบไม่ได้หลับได้นอน แถมตอนเช้าตรู่ทุกวัน ท่านต้องออกไปแต่เช้า ไปสำรวจตรวจแนวรบ และบัญชาการรบเอง จนกระทั่ง ผอ.ซีไอเอ CIA Bill Colby ถึงกับกล่าวออกมาดังๆว่า "VP is the most hard working CIA in Vietnam War" (รวมทั้งลาวด้วย)

นายพลวังปาวจะมีแหวนอัศวิน เป็นทองคำแท้ และมีดาวบนหัวแหวน มอบให้ จนท. PARU และแขกเหรื่อตลอดเวลา และทุกครั้งที่เวลาพวกม้งมาหา เพื่อนำคนม้งเข้าเป็นกำลังในกองทัพ วังปาวจะเอามือล้วงลงไปในปี๊บ กำใบ 1000 กีบ(และธนบัตรใบละร้อยบาท เพื่อให้เจ้าหน้าที่ไทย) มาเต็มมือ แล้วยื่นให้ หรือวางใส่บนตัก(ไม่มีการนับ) เป็นของรางวัลและชำร่วย

ท่านไม่สงสารวังปาวเลยหรือ? ท่านรู้ไหมว่าเงินเหล่านั้นมาจากไหน นอกจาก CIA ให้แล้วยังไม่พอ นายพลวังปาวเป็นคนใจกว้าง และใจกล้าหาตัวจับยาก โปรดอ่านเรื่อง ของ Alfred Mac Coy: Heroine and Warlords in Southeast Asia (citation)

การ ตระเตรียมการยังไม่ทันพร้อม วังปาวจะไม่คอย เขาเริ่มให้ บวมลอง (Boumlong LS-32) เริ่มกดดันทางทหารลงมาสู่ทุ่งไหหิน และใช้กำลังที่ชาญฉลาด ด้วยการยกพลจำนวนน้อย เคลื่อนที่เร็วกับ ฮ.ของ Air America เข้ายึดยอดภู จากจุดหนึ่งไปสู่จุดหนึ่ง และใช้ม้งที่เรียน จากการสอนของโรงเรึยน อจ.ธง เลขาวิจิตร ที่อุดรธานี ใช้กำลังทางอากาศ เข้าตี NVA (เวียตนามเหนือ) ตามจุดต่างๆ ตอนหน้าฝน ตั้งแต่เดือน พค. เป็นต้นไป และยึดจุดเล็กๆคืนมา ที่เสียไป (34 แห่ง) รวมทั้งภูผาที (LS-85) และนาคัง (LS-38) แต่ไม่ยอมตั้งอยู่จุดที่เรียกว่ารักษาพื้นที่ได้ยาก โดยใช้การเคลื่อนที่เร็ว คอยทำลายกองกำลังข้าศึกอย่างได้ผล เพราะหน้าฝน ฝ่ายข้าศึกเคลื่อนย้ายกำลังพลลำบาก เก็บสะสมชัยชนะ ทำให้กำลังใจชาวม้งมีมากขึ้น

กองกำลังจากอาสาสมัครไทย 1 กองพัน ได้แสดงฝีมือ (เพราะจำเป็น) โดยม้งจัดให้เข้าตีอยู่หน้า บริเวณยอดภู แถบทุ่งไหหิน ที่ภูเก็ง,หินตั้ง,ภูกุ้ม, ภูหก,ภูนกกก ฯลฯ ทหารอาสาไทยพวกนี้ มีรอดมา 4 คน มาขอความช่วยเหลือเพื่อนของข้าเจ้า ซึ่งเป็นหน่วยรบของเมกา ที่ทุ่งไหหิน ให้ช่วยส่งกลับไทย เขาใช้คำพูดว่า "ผมรู้ว่าคุณเป็นคนไทย พวกผมถูกหลอกว่าจะได้เป็นร้อยตรี ร้อยโท จึงมารบ ตายไปเกือบหมด ที่เหลือก็แค่สี่คนนี่แหละ" คืนนั้นจรวดลงทั้งคืน ลูกหนึ่งตกใกล้บังเกอร์ ถูกทหารไทย 3 คน และอีก 1 คน บาดเจ็บสาหัส เสก็ดระเบิดเข้าไปในบริเวณลำตัว แต่ดูแล้วเข้าไปไม่ถึงช่วงท้อง ร้องครวญครางทั้งคืน ต้องฉีดมอร์ฟีนให้ เมื่อเสียงร้องไม่หยุด ก็ฉีดหลอดต่อไป ฉีดไปถึง 4 หลอด ก็ยังบ่นว่ายังเจ็บและร้องทั้งคืน กว่าจะระงับลงได้ก็ถึงวันรุ่งขึ้น ชายผู้นี้อายุประมาณระหว่าง 40-45 ปี ปรากฏว่าจากปากคำของแกเอง ว่าแกเป็นคนติดฝี่น มิน่าล่ะมอร๋ฟีน 4 หลอดจึงไม่มีผลต่อต้านความเจ็บปวดได้มากนัก

วันรุ่งขึ้นอากาศเริ่มเปิด ฮ.แอร์อเมริกาสามารถลงที่สนามบิน (LL= Lima Lima) ทุ่งไหหินได้ ก็ได้จัดส่งคนไทยที่รอดตาย 4 คนนี้กลับไปล่องแจ้ง และได้กำชับให้ไปหาคนไทย ซึ่งเป็นผู้บังคับการจราจรทางอากาศ ที่สนามบินล่องแจ้ง ให้ช่วยจัดส่งพวกเขากลับไปยังอุดรฯ ท่านผู้นี้คือ คุณไพฑูร รัตนสุวรรณ นามสกุลเดียวกันกับรอง ผบ.ทบ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ คนปัจจุบัน
ต่อมาเมื่อทุ่งไหหินล่มแล้ว ก็ไม่ได้พบคนไทย 4 คนนี้อีกเลย เข้าใจว่าคงกลับไปถึงไทยแล้ว ได้แต่สาธุตามไปด้วย

หลังจากนั้นอีก 2 วัน ผบ.ฝูง (Firefly) นำกำลังเครื่องบิน T-28 จำนวน 5 ลำจากอุดรฯ เข้ามาช่วยโจมตีบริเวณภูเก็ง และภูนกกก เครื่องบินของ ผบ.ฝูง ถูกปตอ.(ปืนต่อสู้อากาศยาน)ของเวียตนามยิงเกือบตก และได้ประคองเครื่องมาลงที่ ลิมา ลิมา (ลานสนามบินทุ่งไหหิน) แต่ระหว่างร่อนตัวม้วนลง ก็ได้กระแทกคันนาปลายสนามบิน นักบินเสียชีวิตทันที ไม่ทราบนาม (ซึ่งเป็นนักบินไทย) ทหารม้ง/ลาวได้เข้าแย่งชิงสร้อยคอทองคำ และพระเครื่องเลี่ยมทองเต็มคอ กว่าจะทราบข่าวเย็นวันนั้น ศพก็ถูกส่งไปล่องแจ้งแล้ว จึงไม่สามารถจะสืบทราบรายละเอียด แต่ที่รู้แน่ๆว่านาวาตรีของไทยท่านนี้ ได้หลั่งเลือด สละชีวิตให้พี่น้องประเทศลาว ณ.สงครามทุ่งไหหินครั้งนี้ จึงขอสดุดีต่อวีระบุรุษท่านนี้ ณ.ที่นี้ด้วยเจ้าค่ะ

โปรดติตามการรบที่สมรภูมิทุ่งไหหิน ตอนต่อไปนะเจ้าคะ

AmeriLao, Dec 15, 2013

Offline

#18 July 20, 2015 8:06 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 577
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

พระเอกวังปาว (Vang Pao) 1929-2011

นาย พลวังปาว เป็นพระเอกของสงครามเวียตนามในลาว ที่ข้าเจ้าอยากจะเอามาเล่าให้เพื่อนๆได้ทราบพอสังเขป เพราะชื่อเสียงของท่าน ในความเป็นยอดขุนพล ยอดนักสู้-ผู้นำ ที่หาใครเปรียบเท่า ท่านกล้าหาญ-ชาญฉลาด และมีไหวพริบยอดเยี่ยม ขับเครื่องบินออกรบเอง ท่านตื่นแต่เช้าตรู่ ออกตระเวณตราจตราสนามรบแถบทุ่งไหหิน ทุกๆเช้า ทุกๆวันโดยลำพัง แต่ท่านก็รอดชีวิตมาได้ในสงครามเวียตนามครั้งโน้น...


เมื่อตอนวังปาวมาลี้ภัยที่เมกา (1975) เขาคิดจะปฏิวัติ เขาคิดจะเอาลาวคืน ร่วมกับนายพลลาวที่ลี้ภัยอีกหลายท่าน และเริ่มหาซื้ออาวุธ เพียงใช้เงินไม่กี่ล้านดอลลาร์ แต่วังปาวไม่มีเงินเสียแล้ว

ท่านเป็นคนใช้เงินมือเติบ ใจใหญ่มาก จึงต้องขอเรี่ยไรจากคนม้งในเมกา จนเป็นสาเหตุให้ลูกหลานม้งบางคนไม่พอใจ เพราะพวกเขาเป็นคนรุ่นใหม่ เกิดในเมกา ไม่เหมือนรุ่น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เขานึกว่าวังปาวเป็นมาเฟีย เรียกค่าไถ่ครอบครัวของเขา มีครั้งหนึ่งข้าเจ้าเห็นในยูทูป เมื่อเหลน(ลูกของหลาน) คือ แนนซี่ วาง Nancy Vang) ลูกของ วัง กาว ซึ่งเป็นหลานแท้ๆ ลูกพี่ชายของวังปาว กล่าวตัดพ้ออย่างไม่พอใจท่าน ในงานปีใหม่ กินเลี้ยงที่ Fresno รัฐ California ท่านตวาดใส่ และบอกว่า "กูเสียสละ ชีวิต และเสียทหารหมด เพื่อพาพวกมึงมาอยู่ที่นี่ ที่เมกา..." ก็เป็นเรื่องสะเทือนใจของยอดขุนพลผู้นี้ ให้เป็นอุทาหรณ์ แก่ชนรุ่นหลัง

วังปาวคาดผิดในสองเรื่อง คือเรื่องใช้จ่ายเงินที่วอดลงตอนแก่ และเรื่องคาดการผิดว่าเมกาจะช่วยเหลือตนได้เสมอๆ แต่ผิดถนัด

แต่อย่างไรก็ตาม วังปาวก็พยายามรวบรวมเงินจนได้ $9.8 million dollars เขาจึงได้จัดหาอาวุธเพื่อส่งกองกำลังไปยึดเวียงจันทร์ แต่ถูกแหล่งข่าวเมกาหักหลัง แจ้งให้เจ้าหน้าที่เมกา คือหน่วย เอทีเอฟ (ATF= Alcohol Tobacco and Firearms) ได้ส่งสายลับ มาตกเบ็ดคนของวังปาว โดยหลอกว่าเป็นผู้ขายอาวุธดังกล่าว ซึ่งมี ปืน AK-47 จำนวน 500 กระบอก และกระสุน 20,000 นัด ระเบิดควันจำนวนหนึ่ง และ Stinger anti-craft missiles เครื่องยิงจรวดใส่เรือบิน ฯลฯ

วังปาวใช้ชื่อยุทธการแนวโฮม "Neo Hom" จะใช้หน่วยกล้าตายม้งจากเมกา 24 นาย เดินไปประสานกับกองกำลังม้ง/ลาว เข้ายึดเวียงจันทร์ แผนการณ์เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนหลายขั้นตอน แต่ว้งปาวและพวกโดนจับเสียก่อน

หากเพื่อนๆได้ดูรายการของ บีบีซี ชื่อ BBC Documentation by Ruhi Hamid and Misha Maltsev 2004 จะเห็นความโชคร้าย, อดอยาก,ความตาย,คนบาดเจ็บ ของพวกม้ง ซึ่งถูกลาวทำลายด้วยแก๊ซพิษ แล้วท่านจะเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ก้มลงกราบนักข่าว อ้อนวอนว่า "โปรดช่วยบอกวังปาว ให้มาช่วยเหลือพวกเราด้วย" "Mighty Vang Pao, we are waiting for you to save us" แทนที่จะร้องขออาหาร หรือยารักษาโรค ประชาชนก็มองไปบนฟ้า แล้วร้องหา "ผีฟ้า" ให้ส่งวังปาว(จากฟ้า) มาช่วยพวกเขาด้วย


เมื่อวังปาวถูกจับที่แคลิฟอร์เนีย เมื่อ 4 มิถุนายน 2007 อัยการของรัฐแคลิฟอร์เนีย ตั้งข้อหาว่าดังนี้

-ร่วมคบคิดจะฆ่า, ทำให้คนพิการ, หรือทำร้าย ทำลายทรัพย์สิน กับต่างประเทศ (ลาว) ซึ่ง รบ.เมกา มีความสัมพันธ์อันดีอยู่

-ละเมิดกฏหมายของเมกาเรื่องความเป็นกลาง (Neutrallity Act)

-ร่วมคบคิดจะรับและเป็นเจ้าของ ระบบเครื่องยิงจรวด สำหรับทำลายเครื่องบิน (Missle system designed to destroy aircraft)

- ร่วมคบคิดจะใช้อาวุธ AK-47 จำนวน 500 กระบอก

-ร่วมคิดจะใช้และจัดหาอาวุธระเบิดทำลาย

ผู้ต้องหามี 10 คน

1) นายพลวัง ปาว (Vang Pao) อายุ 77 ปี

2) แฮริสัน อูลริช แจ๊ค (Harrison Ulrich Jack) อายุ 60 ปี อดีต พท.ของกองทหารป้องกันของแคลิฟอร์เนีย

และเคยรับราชการในเอเซียมาก่อน และจบ จปร.ในเมกา (West Point Military Academy) ในปี 1968

3) โล ชา เท่า (Lo Cha Thao) อายุ 34 ปี อดีตทำงานเป็นผู้ช่วยของวุฒิสมาชิก แกรี่ จ๊อจ (Sen.Gary George) พรรคเดโมแครต แห่งรัฐมิลวอล์คกี้ ปัจจุบันอยู่ในแคลิฟอร์เนีย

4) โล เท่า (Lo Thao) อายุ 53 ปี เป็นประธานองค์การม้งสากลระหว่างประเทศ และเป็นประธานตระกูลม้ง 18 กลุ่ม (Clans) บ้านอยู่เมือง ซาคราเมนโต้ (Sacramento) เมืองหลวง ของรัฐแคลิฟอร์เนีย

5) ยัง ทรู วัง (Youa True Vang) อายุ 60 ปี ผู้ก่อตั้งวันปีใหม่ของม้งสากล จัดที่เมืองเฟรสโน (Fresno) ทุกปี

6) ฮู วัง (Hue Vang) อายุ 39 ปี อดีตตำรวจเมกัน เมืองโคลวิส (Clovis) แคลิฟอร์เนีย เป็นหัวหน้าหน่วยสันติภาพ เสรีภาพ และพัฒนา

7) จง วัง เท่า (Chong Vang Thao) อายุ 53 ปี กายภาพบำบัติ (Chiropractor) เฟรสโน(Fresno)

8) เส็ง วือ (Seng Vue) อายุ 68 ปี เฟรสโน (Fresno)

9) จู ล่อ (Chue Lo) อายุ 59 ปี สต๊อกตั้น (Stockton)

10) เนีย เกา วัง (Nhia Kao Vang) แรนโชคอโดวา (Rancho Cordova) แคลิฟอร์เนีย

หลังจากวังปาวและพรรคพวกถูกจับ ชาวม้งทั่วเมกา และทั่วโลก รวมทั้งเหล่าทหารผ่านศึกเมกันในสงครามลาว ประกอบด้วยอดีตเจ้าหน้าที่ ซีไอเอ, แอร์เมกา,นักบิน, ช่างเครื่องแม๊คคานิกซ์, ทุกคนที่ทำงานให้แอร์เมการะยะนั้น รวมทั้ง โรสแมรี่ คอนเวย์ (Rosemary Conway) อดีตเชลยศึกเมกันที่ถูกจับโดยฝ่ายปะเทดลาวที่เวียงจันทร์ในปี 1975 เมื่อคอมมิวนิสต์ยึดเวียงจันทร์ได้แล้ว

พวกเขาเหล่านั้น ได้พร้อมใจกันใส่เสื้อสีขาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชาวม้งว่าเป็นสี่งบริสุทธิ์ เดินขบวนรอบๆศาลที่เมืองซาคราเมน โต้(Sacramento) เมืองหลวงของรัฐแคร์ลิฟอเนีย (California) ขอร้องให้ศาลปล่อยนายพลวังปาวและพรรคพวก มังฉลาดมากที่ได้ใช้สื่อมวลชนในขณะที่กำลังเดินรอบๆศาล ต่อนักข่าว ซึ่งเป็นทั้ง ทีวี หนังสือพิมพ์ ฯลฯ ให้สัมภาษณ์เรื่องราวถึงความยากลำบากอย่างแสนสาหัสของคนม้งในลาว และกำลังถูกฆ่าล้างโคตร (Genocide)ที่ลาว ในที่สุดศาลตัดสินปล่อยผู้ต้องหาทั้งหมด เรื่องจึงจบลงด้วยดี

ชาวม้ง หลังจากการทนทุกข์ทรมาน ที่ได้รับจาก รบ.ลาวเกือบ 40 ปีมาแล้ว พวกม้งที่อยู่ในลาวเหมือนกับสัตว์ที่ต้องหัวซุกหัวซุน อดๆอยากๆ เอาชีวิตรอดไปวันๆหนึ่ง ทุกคนร้องเรียกหาวังปาวดั่งเทพเจ้าอัน

ศักดิ์สิทธิ์ ที่จะช่วยเหลือพวกเขาได้เพียงผู้เดียว

สถานะ การณ์เช่นนี้ ลูกผู้ชายชื่อวังปาวทนไม่ไหว ก็ต้องคิดต่อสู้ เพื่อช่วยเหลือเลือดเนื้อเชื้อสายของตนเอง ให้คงมีชีวิตอยู่ในโลกต่อไปได้อีก เพื่อนๆอ่านตอนแรกๆมาแล้วว่า บิล แลร์ และซีไอเอได้วางแผน สร้างวังปาวให้เป็นพระเจ้าของม้งและคนเย้า อย่างไร? แม้แต่ตอนเครื่องบินจะบินขึ้น วังปาวก็ทำท่าขับเรือบินเอง ฯลฯ

คนม้งที่อยู่ตามป่าเขา เขามองวังปาวว่าเป็น "ผีฟ้า" ในนิยายปรำปราของชาวเขาว่า สักวันหนึ่งสวรรค์จะส่ง "ทูต" มาช่วยให้พวกเขาพ้นจากความทุกข์ทรมานและอดอยาก และจะได้พบกับสวรรค์ในที่สุด

พวกม้งเป็นเป้าหมายหลักที่เมกา วางแผนจะใช้รบในลาว ทางตอนเหนือเพราะประชากรมีมากพอสมควร ประมาณ 100,000 คน คนม้งอยู่กระจัดกระจายบนภูเขาอยู่ทั้งใน ไทย, ลาว, พม่า(เมียนม่า), เวียตนามเหนือ, และจีนทางตะวันตกเฉียงใต้ ต้นตอของพวกม้งมีเชื้อสายจีน แต่อยู่ในป่าเขามาแต่ไหนแต่ไร ม้งมีความซื่อสัตย์ รักเผ่าพันธุ์ (มีตระกูลหลัก 19 ตระกูล) อดทน ขยันขันแข็ง ล่าสัตว์เก่ง และรบดุเดือดมาก การเข้าตีแบบกองโจรของม้ง ทำให้เวียตนามถึงกับสดุ้งหลายครั้ง ม้งอาจจะกลายเป็น "ทั่ง" ให้เมกายกพลขึ้นบก ทางอ่าวตังเกี๋ยเพื่อเข้ายึดฮานอย ดังเช่น นายพล แม๊กอาเทอร์(Mac Arthur) เคยยกพล "ตัดหลัง" เกาหลีเหนือและจีน ตอนยกพลขึ้นบกที่ "อินชอน" (Inchon) เวียตนามเหนือจึงจำต้องจัดการกับม้งก่อนเผ่าอื่น ม้งเองก็เกลียดเวียตนามเหนือมากเช่นกัน

ทฤษฏี ของซีไอเอ ในการใช้ "ชนกลุ่มน้อย" (Minorities) เกือบจะทุกแห่งในโลก เป็นพวกทำงานลับให้เมกามาตลอด ความคิดแนวนี้ ปัจจุบันได้รับการท้าทายในด้านมนุษยธรรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างการใช้พวกชนกลุ่มน้อยต่อพวกม้ง จะได้เห็นอย่างชัดเจน เปรียบเสมือนดาบสองคม ซึ่งคมหนึ่งอาจจะบาดมือผู้ใช้ได้

ม้งมีสองพวก พวกที่หลุดออกมาได้จากลาว ก็ได้"ขึ้นสวรรค์" และพวกที่ตกค้างในลาวก็เหมือนกับได้ "ลงนรกทั้งเป็น"

ใน ที่สุดนายพลวังปาว พระเอกของเรา ก็ได้เสียชีวิตอย่างสงบ ด้วยโรคปอดบวม (Pneumonia) อายุ 81 ปี ( 8 ธค.1929 - 6 มค.2011) ที่เมือง โคลว์วิส Clovis California

เพื่อนๆจะได้สัมผัสกับวิญญานนักรบ ขุนพลม้งท่านนี้ ผู้ซึ่งมีความเสียสละอย่างสูง รักชาติลาว รักเผ่าพันธุ์ม้ง

รักชีวิตผู้อื่นเปรียบเสมือนชีวิตตนเอง เป็นพระเอก ในสงครามลาว ที่ทุ่งไหหิน ในตอนต่อๆไปเจ้าค่ะ

AmeriLao, Dec 15, 2013

Offline

#19 July 20, 2015 8:06 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 577
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ทุ่งไหหิน (ต่อ)

เช้าตรู่ 24 มิถุนายน1969 ลาวฝ่ายกลาง (Neutralists)ที่เมืองสุย (LS-108) 4,000 คน เป็นทหารราบ (Infantry)ปืนใหญ่ไทย 350 คน (Artillery Battalion=BN) และแรงสนับสนุนทางอากาศอย่างไม่จำกัด

ส่วนเวียตนามเหนือใช้รถถังเสทินน้ำเสทินบก (PT-76) (Amphibious Tank )ของรัสเซีย เข้ายึดปืน 155 มม.ได้ 3 กระบอก แต่Ravensสามารถชี้เป้าหมายสกัดได้ ทำลาย PT-76 ถึง 3 คัน แต่ไม่สามารถหยุดยั้งการคืบคลานของข้าศึกได้ อากาศหน้าฝนปีนั้นแย่มาก หมอกหนาแทบทุกวัน เอื้ออำนวยให้ข้าศึกพลางตัวในการเคลื่อนไหวเป็นอย่างดี ข้าศึกยึดปืนใหญ่ 105 มม.ได้อีก 5 กระบอก ตรงช่องหลืบลึกทางเข้าเมืองสุย (LS-108)

เครื่อง O-1 Bird Dog ของ Ravens พยายามเจาะอากาศลงเพื่อหาเป้าหมายใกล้ๆยอดภู ที่ตั้งฝ่ายม้งหลายแห่งรอบๆเมืองสุย ม้งผู้เป็น Backseater ชื่อโค๊ต สการ์(Scar) วิทยุตามทุกฐานที่ตั้งให้รายงานเป้าหมาย ที่ต้องการจะใช้กำลังทางอากาศโจมตี เมื่อทราบก็แปลให้นักบิน Ravens ทราบ และหลังจากนั้น ก็ขอกำลังทางเครื่องบินผ่านต่อไปยังกองบัญชาการลอยฟ้า (AWAG=Aviation Warning Air Guide) ซึ่งเป็นเครื่องบิน C-130 บินได้สูงประมาณ 20,000-25,000 ฟุต สมัยก่อนนั้น AWAG ยังไม่มีจานเรดาห์ขนาดใหญ่ติดอยู่บนหลังเหมือนปัจจุบันนี้ แต่เป็นเครื่องบิน C-130 ธรรมดา ซึ่งมีเครื่องบินสื่อสารทุกชนิดที่จะทำการบัญชาการ การใช้กำลังทางอากาศ จากทุกสภาวะทางอากาศ โดยเป็นตัวเชื่อมระหว่างกองบินที่ 7th และ 13th ที่อุดรฯ,อุบล,นครพนม,โคราช,ตาคลี ฯลฯ ให้ทำการจัดส่ง (Dispatch) ชนิดหาเครื่องบิน และชนิดของลูกระเบิดอาวุธที่จะใช้ และสภาวะที่เป็นจริงทางภาคพื้นดิน เช่นทางอากาศมีเพดานบินสูงเท่าไร กี่ฟุต หรือฝนตก หรือสภาพอากาศที่ปิดแต่ F-4 Phanthom เขามี Radarทันสมัยเห็นเป้าหมายได้ หากมี Ravens (FAC)นำก็จะแม่นยำยี่งขึ้น

ระบบ AWAG จากเครื่อง C-130 นั้นเขาแบ่งเป็น 2 ผลัด เวลากลางวัน จาก 6:00AM-6:00PM ซึ่งเรียกว่า "คริกเก๊ต" (Cricket) และเวลากลางคืน จาก 6:00PM-6:00AM จะมีชื่อว่าแอลเล่ แค๊ต (Alley Cat) ไม่มีการขาดตอน 24 ชั่วโมง ตอนผัดเปลี่ยนเครื่องนั้น บางทีการติดต่อจะล่าช้าไปบ้าง ก็ไม่กี่นาที พอเครื่องตั้งตรา (Airborne) การวิทยุก็จะติดต่อถึงกันทันที เขาจะรายงานตัวเอง เช่นเรียกมาว่า Hilltop... ....Hilltop...this is Alley Cat (Cricket) how you read me, over? เขาจะเรียกไปหาสถานีแม่ทุกแห่ง ที่อยู่ในรัศมีการบินของเขา เพื่อทบทวนสถานะการณ์ ป้องกันและการโจมตี(updatingและ situation) ฉะนั้นเพื่อนๆจะเห็นได้ว่าการปฏิบัติการทางอากาศนั้นพออธิบาย ก็เข้าใจกันง่ายๆ ศัพย์ภาษาอ้งกฤษ และการใช้วิทยุ ก็เป็นศัพย์ง่าย เช่นเวลารับวิทยุได้ ก็รายงาน อากาศไปก่อน และเวลารับก็ใช้คำนำหน้าว่า Roger, the ceiling is about 1,000 ft. Over ฝ่ายรับก็ตอบว่า Roger, you said 1,000 ft.? .......

การสื่อสารของระบบเมกานั้น รวดเร็วและมีผลเป็นอย่างยี่ง โดยเฉพาะม้ง เขามีภาษาของเขาเอง แทบจะไม่ต้องใช้ secondary frequency ทางวิทยุเลย คือพูดตรงๆจาก primary frequency (หมายถึงการที่วิทยุ single side band) ทั่วไปที่นักบินใช้ติดต่อกัน ส่วนภาษาม้งนั้นเป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว เหมือนในเวียตนาม ทหารเมกันก็ใช้ พวกอเมริกันอินเดียน ที่บางเผ่าส่งข้อความถึงกัน โดยฝ่ายข้าศึกจะแกะออกยากมาก และถ้าใช้ 2 ชั้น 3 ชั้น ก็ยี่งไม่มีการจะทายได้เลย

การสื่อสารในระหว่างรบ เป็นสี่งสำคัญมาก สงครามจะพลิกกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือเพียงพริบตาเดียว อย่างกรณีย์ที่ฝ่ายเมกา สามารถถอดโค๊ต(moss code แบบใช้เคาะ) ของญี่ปุ่นตอนสงคราม Pacific 1943 -1945 จับได้ว่าแม่ทัพเรือ ยามาโมโต้ (Yamamoto) ของญี่ปุ่นจะไปตรวจกำลังพลที่เกาะเว๊ก (Wake Island ) ฝ่ายเมกาจัดกำลังขนาดเล็ก เข้าไปโจมตี(Ambush) ทางอากาศ และยิงเครื่องบินนายพลยามาโมโต้ตก และฆ่าแม่ทัพได้ จึงทำให้สงครามเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วโดยไม่คาดหมาย

ฉะนั้น การสื่อสารและการฝึก ภาคพื้นอากาศ FAC (Forward Air Controller) และ ภาคพื้นดิน FAG (Forward Air Guide) ที่ อจ.ธง เลขาวิจิตร จัดหลักสูตรการสอนที่อุดรฯ และที่ค่ายสฤษดิ์เสนา พิษณุโลกนั้น มีความสำคัญต่อสงครามในลาวเป็นอย่างมาก แต่เป็นเรื่องเศร้ามาก เมื่อทราบว่า นักเรียนเกือบทั้งหมดในรุ่นแรก ซึ่งดำเนินการโดย Jack Shirley, Col. Morton และ พต.ภูวงค์ มีอาสา เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้ เกือบทั้งหมด

ข้าเจ้าเล่าตกไปตอนหนึ่งว่า ระบบ AWAG ซึ่งมีชื่อเรียกตอนกลางวันว่า "Cricket" และตอนกลางคืนว่า "Alley Cat" นั้นมี 2 วงแหวน (Loops) คือทางภาคเหนือของลาว จากเวียงจันทร์ขึ้นไปจนติดชายแดนจีน และอีกวงหนึ่งอยู่ทางใต้ จากเวียงจันทร์ลงไปเขมรและเวียตนามใต้(บางส่วน) การแบ่งส่วนงานของการปฏิบัติการณ์ทางอากาศของเมกานั้น มีผลอย่างยี่ง ส่วนการแพ้สงครามต่อฝ่ายคอมมิวนิสต์นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่การด้อยในทางทหารอย่างเดียว

ข้าเจ้าขอนุญาต ตอบคุณFlowervioce และ คุณ Sea Eagle พร้อมๆกันเลยนะเจ้าคะ

ความจริงคุณซี ได้ตอบคุณเสียงดอกไม้ ให้ข้าเจ้าเกือบทั้งหมดแล้ว นั่นคือความจริงเจ้าค่ะ ท่านซีเหมือนว่าได้รู้จักข้าเจ้ามาก่อน กระมังเจ้าคะ? ไม่งั้นคงไม่ตอบแทนข้าเจ้าได้แม่นยำถึงขนาดนี้

การเขียนนิยายให้คนอ่านน้ำตาไหลพรากนั้น มันเป็นความสามารถของนักเขียนที่บรรจงแต่งเรื่องวิลิศมาหราอย่างใดก็ได้ ให้ตัวละครเป็นไปในเชิงเศร้าๆ จนกระทั่งคนอ่าน เช่นข้าเจ้าอ่านจนขี้มูกโป่ง ตาบวมทั้งเล่ม ก็เคยเป็นมาหลายๆสิบครั้งเจ้าค่ะ

แต่สำหรับกะทู้นี้ เป็นเรื่องจริง ไม่อิงนิยาย นักรบทุกท่านค้นหาได้ในเวปทั้งนั้น เมืองต่างๆก็มีแผนที่ในเวปด้วย การเขียนของข้าเจ้าเกิดจากประสพการณ์ตรง และสืบถามจากเพื่อนๆ และคนใกล้เคียง และในเวปต่างๆมากมาย มาประกอบผสมกันเจ้าค่ะ

เมื่อครั้งที่ข้าเจ้าทำงานอยู่ ที่ ดีเอ็มวี (DMV = Department of Motor Vehicle) จึงได้รู้จักชาวลาวหลายครอบครัว ที่เป็นนายทหารเก่าที่รอดมาได้จากสงครามลาวหลายท่าน พวกเขาได้ไปสมัครสอบเอาใบขับขี่ ที่ข้าเจ้าทำงานอยู่นั้น ข้าเจ้าได้เป็นผู้แปล (Interpreter) ทั้งข้อเขียน และตอนสอบขับรถ ต้องนั่งแปล(เป็นล่าม)พูดภาษาลาวในรถคู่ไปกับเขา (แบบไทยปนลาว เน่อๆ เช่นเดียวกับชาวจีนพูดไทยแรกๆ) และต่อมาข้าเจ้าได้ย้ายไปทำงานที่ กรมกองสวัสดิการสังคม หรือ อีดีดี(EDD= Employment Development Department) และย้ายเมืองใหม่อีกด้วย แต่ก็ยังได้พบปะ ช่วยเหลือพี่น้องลาวมาสมัครหางาน และเบิกเงินช่วยเหลือเมื่อตกงานหรือเจ็บป่วย จากหลายครอบครัว ทำให้ข้าเจ้าสืบเสาะหาข้อมูลในการเขียนของข้าเจ้าครั้งนี้ จากพี่น้องลาว อย่างสะดวก และ ลื่นไหลได้พอสมควร

ข้าเจ้ารักชาวลาว สนใจสงครามและประวัติของลาวมาแต่อ้อนแต่ออก เพราะเลือดเนื้อเชื้อไขของข้าเจ้า ก็มาจากภาคอิสาน และแน่นอนคล้องจองกับการมาจากลาวเจ้าค่ะ และสนใจมากยี่งขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อสืบเสาะถึงความทุกข์ยาก ต่อสู้ในสงครามจนสูญเสียแผ่นดิน และอิสระภาพ ทำให้น้ำตาข้าเจ้าไหลพรากในการถ่ายทอดการเขียนครั้งนี้ ตัวเองเขียน ตนเองอ่าน แต่ก็ไม่วายเรียกน้ำตาเจ้าค่ะ เศร้าจริงๆอย่างที่คุณ Flowervioce กล่าวไว้นะเจ้าคะ

ขอบคุณ คุณFlowervioce และ คุณ Sea Eagle ที่กรุณาติดตามกะทู้ของข้าเจ้ามาตลอด ข้าเจ้าจะพยายามจัดหาเรื่องสนุกๆ ในสงครามลาวมาเสนอท่านต่อไปนะเจ้าคะ และคิดว่าคงจะไม่จบลงง่ายๆ จะถึงลาสเวกัสเมื่อไหร่นั้น ตอนนี้ยังตอบไม่ได้เจ้าะ


ยุทธการทุ่งไหหิน-๔

ทหารฝ่ายเป็นกลางของลาว (Neutralist) นั้น แต่ก่อนนี้ เป็นทหารของนายพลกองแล(Kong Le) เป็นหลักนั้น จะมีกำลังประมาณ 4,000 คน และตั้งอยู่เมืองสุย (Mouang Soui LS-108) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของทุ่งไหหิน เป็นประตูสู่ถนนสาย 13 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของเวียงจันทร์ และหลวงพระบาง เป็นเมืองที่สำคัญและสวยงามมาก ถัดออกไปบนภูใกล้ๆก็คือ บ้านนา ป่าดง ที่มั่นสำคัญและเป็นสถานฝึกม้งรุ่นแรกๆ คือบ้านนาซึ่ง Jack Shirley เป็นผู้อำนวยการฝึกให้ กับ Bill Lair อยู่หลายปี จาก 1954-1960 ฉะนั้นพื้นที่นี้ CIA และม้งรู้หน้าดิน (Terrain) เป็นอย่างดี แต่ผลสุดท้ายก็ต้องเสียเมืองสุยอีกครั้ง (27 กค.1969)


การโจมตีของเวียตนามเหนือ ในเขตลาวนั้น ก็จะมีทหารปะเทดลาว(Pathed Lao) หรือคนไทยเรียก "อ้ายน้อง" เป็นหน่วยผสมและเป็นเจ้าบ้าน เพราะต้องใช้ภาษา(เป็นล่าม)ให้ฝ่ายเวียตฯ เวียตฯแทบจะไม่แตะต้องทหารฝ่ายเป็นกลาง ที่เมืองสุยเลย แต่เป้าหมายหลักคือ ทางเมกาที่เป็น จนท.ที่ปรึกษา และหน่วยทหารปืนใหญ่ไทย 1 กองพัน (350 คน) ซึ่งทำความเจ็บปวดให้กับเวียตฯเสมอ(ทางตะวันตกของทุ่งไหหิน) และฐานปืนใหญ่ของ ว่าง ฝูง (บวมลอง) ก็กดลงมาจากทางเหนือ ทั้งเมืองสุยมี จนท.อเมริกัน ซึ่งแฝงมาในรูปที่ปรึกษานายทหาร(ฝ่ายเป็นกลาง) อยู่เพียงไม่กี่คน และมีจ่าดำ (Black Sgt.) ก็ถูกฆ่าตายที่นั่น พอเวียตฯเข้าไปถึงชานเมือง ฝ่ายลาวเป็นกลางก็บอกอ้ายน้องว่า"ไทยอยู่โพ้น" (ไทยอยู่ที่ทางโน้น) บอกให้ข้าศึกเข้าตีฐานปืนใหญ่ของไทยแทนที่จะตีฝ่ายตน

20 กค.1969 นายเทพ จาก บก.HQ333 และ Pat Landry เจ้าพ่อ AB-1 มาถึงตอนเช้าตรู่ที่ล่องแจ้ง กำกับการถอนทหารไทยที่เหลือจากเมืองสุย (เพราะมีข้อตกลงว่า ทหารไทยจะไม่เสี่ยงปะทะกับเวียตฯ และถูกจับได้ เขาจะเอาไปประจานทั่วโลกว่า ไทยค้าสงคราม และเป็นฝ่ายขยายสงคราม) ในวันนั้น 27 กค. 1969 นายเทพ333คนเดียวเดินจาก ฮ.ไปที่"เดินยนต์" (Air strip) ของเมืองสุย ท่านแต่งชุดสีเขียวธรรมดา ไม่มีเครื่องยศทหารใดๆ ที่เอวมีเพียงปืนน้อย (ปืนพก Smith & Wesson) 38 มี 5 นัดติดซองที่เอว ทหารไทยพุ่งเข้าอ้อมล้อมป้องกันท่าน ขณะที่ปืนครกของข้าศึกยิงเข้ามาไม่ขาดสาย เป็นภาพประทับใจของผู้ได้พบเห็นเป็นอย่างยี่ง เพราะนายเทพ333 เดินย่างอย่างไม่สะทกสะท้าน เหมือนนายพลแพตตั้น (Gen. Patton) ของเมกาไม่มีผิด ทหารลูกน้องที่ได้เห็น จึงนับถือความเป็นผู้นำ(นักเลง) ของท่านเป็นอย่างมาก


ทหารไทย 350 คน ก็ถอนตัวออกได้ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ต่อจากนั้นก็ขนทหารฝ่ายกลาง และ 200 ครอบครัวกลับล่องแจ้ง

ส่วน Pat Landry และผู้ช่วยเมกาฝ่ายข่าว 3-4 คน นอนเอกเขนกบนโซฟาร์ ในบก.ล่องแจ้ง ถือไม้ตีท้ายม้าของจ๊อกกี้ พูดขอให้คนไทยที่เป็น Opt. Asst. ที่อาวุโส ผ่านการรบมาก่อนมากมาย ให้ช่วยทำศึกทุ่งไหหินอีกครั้ง Pat Landry ผู้พูดน้อย หัวเราะผสมในบางครั้ง แต่มีผู้สมัครคนหนุ่มแต่เพียงผู้เดียว นอกนั้นบอกว่า ยังเสียขวัญอยู่กับการเสีย Blue Boy ที่นาคัง


ขณะนั้นเรามี FAC (Forward Air Controller) ที่สำคัญอีกท่านหนึ่ง ซี่งเป็นเพื่อนของ Blue Boy มาก่อน และกำลังอยู่ในสนามแนวหน้าในทุ่งไหหิน ขุดรูอยู่คนหนึ่งชื่อ อนันต์ ปัญญาทิพย์ อดีต Air American Kicker (เพื่อนๆเรียกปัญญาอ่อน) แต่หลงไหลในการรบ และการกำกับการรบกับเครื่องบิน FAG (Forward Air Guide)อย่างจับจิตจับใจ อยู่แนวหน้ากับม้งและลาวมาตลอด นานๆจึงจะแวะมาเยี่ยมเยียน(กินเหล้า) กับเพื่อนๆที่ล่องแจ้งสักครั้ง (ล่องแจ้งเป็นสถานที่ปลอดภัย นอนหลับดีทั้งคืน)


เขาเป็นคนร่างเล็ก รูปหล่อ สาวอุดรฯติดกันเป็นเกลียว มีแฟนเป็นชาวเวียตนาม-ไทย ชื่อลมัย(Fraence) ตัวเล็กๆสมน้ำสมเนื้อ อนันต์หักอกสาวอุดรฯหลายคน เขาชอบผู้หญฺิงมาก และเขาเป็น Tiger ที่แท้จริง แบบทหารหาญไม่ใช่ราคาคุย ตอนหลังเขาย้ายไปอยู่สุวรรณเขต-ปากเซ และไปพบกับความหายนะ จากหน้าที่การงานที่นั่น ระหว่างเขากำกับการรบใน ฐาน FAC และ FAG ที่นั่น เขาอยู่ที่ประตู ฮ.ลำหนึ่ง มีนายทหารไทยคนหนึ่งจะวิ่งขึ้น ฮ.ลำนั้น ซึ่งกำลังชลอจะบินขึ้น เขาถีบนายทหารผู้นั้นไม่ให้ขึ้น เพราะไม่ใช่ผู้บาดเจ็บ อันนี้ต้องขอเล่ารายละเอียดในการใช้ฮ.แอร์เมกาสักเล็กน้อย

โปรดติดตามตอนต่อไปนะเจ้าคะ

AmeriLao, Dec 15, 2013

Offline

#20 July 20, 2015 8:07 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 577
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ทุ่งไหหิน ตอนที่ ๕

นักบินของ เขาจะไม่กลัวตาย (กล้าพูด เพราะได้เห็นมาอย่างนั้น) เป็นนักบินที่เสียสละในการกู้ภัยจากเครื่องบินที่ตก หรือช่วยผู้บาดเจ็บ ขนศพ ขนหมู เป็ด ไก่ และขนฝิ่น (ไม่ใช่ของพวกเขา แต่เป็นของผู้โดยสารม้งหรือเย้า) ฯลฯ

ยามสงครามไม่ว่าหน้าสิ่่วหน้าขวาน ไม่ว่าเพื่อนๆจะเป็นใคร ยศชั้้นไหน บทกลัวตายขึ้นมา ทำไดัทั้งนั้น บางคนดูหน้าตัวเมีย แต่พอถึงเวลาก็สู้ใจขาดไปเลย บางคนยืดอก ท่าทางเข้มแข็ง พอเอาจริงวี่งหนีก็มี บางคนพอออกแนวหน้าไม่หลับไม่นอน จัดข้าวจัดของในเป้ตลอดเวลา จนต้องส่งกลับเพราะเป็นบ้า บางคนเอาเป้ใส่หลัง แล้ววิ่งหาที่หลบภัย เมื่อปืนใหญ่หรือจรวดลงมา ก็วิ่งวนตาค้างหาที่หยุดไม่ได้ ไม่ใช่เกิดกับทหารไทย เกิดกับเมกันด้วย

ข้าเจ้าจึงยกย่องวังปาว นายพลแพทตั้น และนายเทพ 333 ตอนเดินสำราจ ฮ.ที่เมืองสุยวันนั้น ประทับใจเหลือเกิน แต่ตรงกันข้ามกับนายทหารหลายคน พาทหารเป็นกองพันหนีข้าศึก เพียงถูกกดดันจากปืนใหญ่ ปืนครก ยังไม่ทันเห็นตัวข้าศึก หรือปะทะกันโดยตรงเลย (TIC=Troops-In-Contact) แล้วไปเป็นผู้นำหน่วยทหารกันได้อย่างไร ??? นายพลไทยมี(ชื่อเสียง)มากที่สุดในโลก ว่าเป็น Land of Generals แทบจะเดินชนกัน เมื่อตอนพักรับประทานอาหารกลางวันที่กองบัญชาการสวนรื่นฤดี แถมพวกนอกราชการ ที่มียศนายพล ก็อ้างยศในหลวงแต่งตั้ง(เอาดาบแตะที่บ่า) ว่าต้องใช้ยศนั้นนำหน้าชื่อตนจนตายไปเลย ฉนั้นเมืองไทยมีนายพลมากที่สุดของโลก(Land of Generals)


เวลาทหารจะหนีศึก(เพราะกลัวตาย) ต้องเสแสร้งทำตัวเองให้บาดเจ็บ เช่นเอาผ้าพันแผล พันรอบตัว ทั้งแขน ขา รอบศรีษะ แล้วเอาเลือดของเพื่อนๆผู้ตาย ราดลงบนผ้าพันแผล แล้วเดินกะโพลกกะเพลก เหมือนคนใกล้ตาย พอฮ.ลงก็กระโดดตระคุบไปที่ประตู เพื่อขอขึ้นฮ. แต่ จนท.Flight Mechanic และนักบิน หรือ จนท.FAC มีวิธีพิสูจน์ว่าใครเจ็บจริง โดยการเคลื่อนฮ.ออกห่างไปสักเล็กน้อย ก็จะเห็นคนโพกผ้าพันแผลเต็มไปด้วยเลือด วิ่งตามฮ.เร็วกว่าคนเจ็บธรรมดา ก็ต้องถีบคนนั้นออกไป มีครั้งหนึ่งหมอนั่นชักปืนยิงฮ. จึงถูกนายพลวังปาวจับยิงเป้าให้เห็นเป็นตัวอย่างทันที การยิงฮ.แอร์เมกาจึงไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป

ยุทธการ Lam Son 719 ของเวียตนามใต้/อเมริกา/ลาว บุกเข้าไปในลาวตอนปี 1971 เพื่อทำลายเสบียงอาหารและยุทโธปกรณ์ บนเสันทางโฮจิมินห์(ในลาว) แต่พ่ายแพ้เวียตนามเหนืออย่างหมดรูป ทหารตายเกลื่อนเกือบ 2,000 คน หนีศึกโดย ฮ.แอร์เมกาเข้าไปกู้ภัยพวกทหารหนีตาย เกาะสกี(Ski) คือแบบห้อยโหนส่วนล่างของฮ.เพื่อหนีข้าศึก แต่ตกตายไปมากมาย ทำให้นึกถึงมิตร ชัยบัญชา พระเอกคนดังของเรา ซึ่งตกฮ.ตาย ทั้งๆที่เป็นทหารอากาศ เพราะเขาไม่ยอมใช้ ผู้แสดงแทน(Stunt Man) โดยเกาะสกี(Ski)ของฮ. เพื่อจะไปจากจุด

หนึ่ง สู่จุดหนึ่งในระยะใกล้ๆ ทั้งๆที่เขาเป็นนักเล่นกล้าม ยกน้ำหนักเป็นประจำ แต่ฮ.เวลายกตัวขึ้นนั้น ใช้

กำลังถีบตัวด้วยแรงลมจากใบพัดข้างบนความเร็วสูงมาก มิตร ชัยบัญชาจึงล่วงหล่นเสียชีวิต

ในเรื่องของ อนันต์ ปัญญาทิพย์ก็เหมือนกัน เขาขึ้นฮ.จากจุดหนึ่ง จะไปจุดหนึ่งอย่างเร่งด่วน เพื่อไปช่วยเรียกเครื่องบินโจมตีข้าศึกที่กำลังปะทะกันอยู่ เจอนายทหาร(ไทย)ผู้หนึ่งทำตัวเป็นคนบาดเจ็บ จะกระโดดขึ้นฮ.หนี อนันต์เลยถีบตกลงไป แต่เขาถูกลงโทษจาก บก.333 ของนายเทพ จึงไล่ออกจากงานทันที Pat Landry จึงต้องเสีย อนันต์ ปัญญาทิพย์ ซึ่งเป็นเพชรเม็ดงาม เม็ดนั้นของ CIA (OPT.ASST.) แต่การเมืองย่อมเหนือความเป็นจริง การไล่อนันต์ออก สร้างความเสียใจให้คนไทยที่เป็นลูกจ้างซีไอเออย่างยี่ง โชคดีที่เขาถูกไล่ออกเสียก่อน มิฉนั้นเขาคงอาจจะเสียชีวิตในตอนหลัง เพราะเขาอยู่ในแนวหน้ามาตลอด คาดว่า อนันต์ คงมีชีวิตอยู่ที่ รัฐยูท่า(Utah) เขาแต่งงานกับสาวลาว ได้อพยพและเดินทางไปใช้ชีวิตที่เมกาตั้งแต่ปี 1975 โชคดีนะเพื่อน พบกันอีกเมื่อชาติต้องการ

โปรดติดตาม ทุ่งไหหิน ตอนเมืองสุยแตก นะเจ้าคะ

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.