iFreeThai

#21 July 20, 2015 8:07 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 643
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ทุ่งไหหิน ตอนที่-6

นักรบ-บินหนุ่มผู้เรืองนาม นต.ลี ลื้อ(Major Lee Lue)

1935-1969 (34 ปี)

นาวาตรี ลี ลื้อ(Major Lee Lue) ผู้บินได้เหมือนก และมีหัวใจดั่งหินผา เป็นนักบินผู้ยิ่งใหญ่ ทรหดอดทนของม้ง

เมืองสุยแตก เครื่องฮ.CH-47, Chinook ของ USAF ถูกยิงตก 1 ลำ และเครื่อง H-34 ของแอร์เมกา เข้าช่วยเหลือเอาทหารในฮ.ที่ตกออกมาจากฮ.ได้หมด แต่บาดเจ็บหลายนาย เครื่องของเมกันรุมกันทิ้งระเบิดใส่ฐานเมืองสุย เพื่อทำลายเครื่องมือสื่อสาร (ซึ่งมี เรด้าห์ Tacan ที่นี่ด้วย) และเสบียงอาหาร อาวุธ น้ำมัน(เติมเครื่องบิน) รถยีเอ็มซี 84 คัน และปืนใหญ่ 105 มม.ของฝ่ายไทย 19 กระบอก ทำลายได้หมด แต่เป็นของฝ่ายเราเท่านั้น

นต.ลี ลื้อ(Major Lee Lue) ซึ่งเป็น ผบ.ฝูง T-28 ที่ล่องแจ้ง มีเครื่องบิน และนักบินม้ง 8 ลำประจำการอยู่ แต่เป็นนักบินที่ถูกใช้งานมากที่สุด สนามบินล่องแจ้งนั้นทอดยาวไปสุดหุบเขา ตอนปลายสนามบินจะชนหินผา (Karst Mountain) และกองบินม้งจะอยู่ทางขวามือใต้โขดเขาใหญ่ที่นั่น มีสถานีการซ่อมบำรุงและสถานีเติมน้ำมัน(ปั้มน้ำมันเรือบิน) ของแอร์เมกา รวมอยู่ในส่วนนั้นของสนามบิน นอกจากนั้นก็มีโรงเก็บคลังแสง มีรถยกโฟร์คลิฟ (Fork lift) จำนวนหลายคันวี่งเข้าวี่งออกยกของรวมทั้งลูกระเบิด ไปติดให้กองบิน T-28 ของนต.ลี ลื้อ เป็นจ้าละหวั่น คลังแสงนี้ควบคุมโดย รอ.เกื้อ และนายมานิต (จำนามสกุลของทั้งสองท่านไม่ได้ ซึ่งเป็นลูกจ้างของซีไอเอ (ไม่ใช่ทหารประจำการของไทย)

หัวหน้าสถานีล่องแจ้งชื่อทอม เวียร์ (Tom Wier) และของฝ่ายไทยชื่อ ไพทูรย์ รัตนสุวรรณ และมีม้งจำนวนมากเป็นผู้ควบคุม การจราจรทางอากาศ การจัดเที่ยวบิน การจัดขนาดโหลด(Load Management) การบินมีทุกแบบ ตั้งแต่ ฮ.เบลล์ของแอร์เมกา 2 ขนาด คือ HT-02, HT-04, Caribou, Helio, C-130, C-46, C-47, ฯลฯ เพื่อนๆลองนึกภาพดูว่า ธุรกิจที่สนามบินแห่งนี้มันวุ่นวายขนาดไหน มันยี่งกว่างานวัดใหญ่ๆ ที่มีทั้งหนังกลางแปลง (Outdoor Theater) เวทีรำวง, หนังใหญ่, หรือมโนรา, ฯลฯ เสียงมันดังขรมทั้งวัน ทั้งเสียงเครื่องบินเข้า-ออก เสียงประกาศทางลำโพง เสียงตระโกนเรียกหากัน ฯลฯ มันน่าสนุกที่ได้เห็นภาพเหล่านี้ เป็นที่ประทับใจจดจำไปได้ตลอดไป

หลังเมืองสุยแตก ทหารไทยถอนออกหมด บาดเจ็บล้มตายไม่ทราบจำนวน(เพราะของไทยทุกอย่างเป็นความลับ)ทั้งสิ้น มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ความคิดอันนี้น่าจะเปลี่ยนแปลงเปิดเผยให้ลูกหลาน คนรุ่นหลัง ได้ทราบบ้าง โดยเฉพาะบรรพบุรุษ เช่นบิดา มารดา ลุง ป้า น้า อา หรือ ปู่ ย่า ตา ยาย ฯลฯได้ภาคภูมิใจบ้าง ทำไมอนุสาวรีย์จึงมีแต่จากในเชื้อพระวงค์ฝ่ายเดียว?

ออกนอกเรื่องอีกแล้ว ขออภัยเจ้าค่ะ กำลังจะเล่าเรื่อง นต.ลี ลื้อ ม้งผู้ยิ่งใหญ่ในสนามรบลาว ไม่แพ้นายพลวังปาว ท่านนี้ก็อดจะคันปากกับสี่งที่ไม่เป็นเรื่อง (don't make sense) ของราชการทหารไทย ซึ่งเป็นธรรมเนียมของไดโนเสาร์เต่าล้านปี และกลายเป็นเรื่องขำขันต่อสาธารณะชนชาวโลก เรื่องความลับที่ไม่ควรเป็นความลับ แม้แต่รั้วสังกะสีค่ายทหารยังเขียนไว้เลยว่า "เขตทหาร ห้ามเข้า" ข้างในก็มีทุกอย่างทั้งร้านขายของชำ ร้านอาหาร และบางทีก็วงไฮโล ฯลฯ ทำไมไม่ทำให้ทหารเป็นทหารของประชาชน เหมือนจีน เมาเซตุง คิดได้เมื่อตอนเดินทัพหนี(Long March) นายพลเจียงไคเช็กเป็นพันกิโลเมตร สู่มลฑล ชานสี จากกองกำลัง 80,000 คน เหลือ 5,000 คน เพื่อหลอมแกนนำทหารใหม่ ระหว่างซ่อนตัวในถ้ำแห่งหนึ่ง เมาเซตุงคิดได้(ตรัสรู้)ว่า "ทหารเป็นปลา ประชาชนเป็นน้ำ" ปลาขาดน้ำเมื่อไหร่ ปลาก็จะตาย ทฤษฏีป่าล้อมเมือง ที่ทั่วโลกในปัจจุบันนี้ใช้กันมา ก็มาจากความคิด "ปลากับน้ำ" ทั้งนั้น ของไทยเรามีศูนย์สงครามพิเศษ ป่าหวายเขียนไว้ที่กำแพงข้างฝาผนังว่า "เอ็งมาข้ามุด เอ็งหยุดข้าแหย่ เอ็งแย่ข้าตี เอ็งหนีข้าตาม"

แต่ในทางปฏิบัติกลับตรงกันข้าม ไม่ต้องอธิบาย เพื่อนคงเข้าใจ ดูสถานะการณ์จะเสียดินแดนทางใต้ของเราก็จะเห็นชัด ทำร้ายประชาชนจนเขาทนไม่ไหว เมื่อประเพณีศาสนาต่างกันด้วยแล้ว ยากที่จะเอากลับคืนมาได้ และนายทหารใหญ่ๆทั้งหลาย ก็ไปจากหน่วยรบพิเศษ หรือมีการศึกษาและยศสูงๆทั้งนั้น

มีเพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เขาเคยเห็นจนท.เมกาของซีไอเอท่านหนึ่ง ได้แขวนรูปเมาเซตุงขนาดใหญ่บนฝาผนังหน้าโต๊ะทำงานของเขาที่นครศรีธรรมราช มีกระถางธูปลายมังกรขนาดใหญ่วางใต้รูป เขาจะจุดธูปตลอดเวลา ยามเขานั่งในที่ทำงาน ตาก็เหลือบดูใบหน้าและลูกกะตาของรูปท่านประธานเมาเซตุงตลอดเวลาที่ตนวางแผน การข่าวลับในการทำงาน น่าสนใจจริงๆ

นต.ลี ลื้อ เกิด(Birth of Lee Lue)มาจากการสร้างของ Bill Lair ครั้งแรกมี PARU ชื่อ รตท.สุมูล (Su Moon) ไม่ทราบนามสกุล มาขออนุญาต ขอให้ส่งไปอบรมการเป็นนักบินจากโรงเรียนการบินของเมกา บิล แลร์ขออนุญาต ผบ.ประเนตร ฤทธิ์ลือชัย และได้รับอนุมัติ รตท.สุมูล(เข้าใจว่าเขียนว่าอย่านี้) ท่านผู้ทราบโปรดกรุณายืนยันด้วย (need citation) ไปจบการบินจากการบินสหรัฐ(ไม่ทราบว่าที่ไหน อาจจะเป็นที่ฟิลิปปินส์ (Clark Air Force Base) มีปีกบินมาอวดกัน และเป็นเจ้าหน้าที่ PARU คนแรกทีเป็นนักบินด้วย บิล แลร์คิดในใจว่า สักวันหนึ่งจะให้ รตท.สุมูลเป็นครูฝึกบินให้พวกม้งทดลองดู(ซึ่งท่านก็ทราบดีว่าค่อนข้างจะยาก มาก) เพราะหากม้งมีเครื่องบินเอง จะทำให้การสนับสนุนในการรบ จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างแน่นอน การเห็นการณ์ไกลของ บิล แลร์ และการวางแผนตามขั้นตอน นั้นพิสูจน์ในตอนหลังถูกต้องหมดทุกอย่าง

โปรดติดตาม นต.ลีลื้อ ตอนต่อไปนะเจ้าคะ
AmeriLao, Dec 15, 2013

Offline

#22 July 20, 2015 8:08 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 643
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ทุ่งไหหิน ตอน-7 นต.ลีลื้อ (ต่อ)

หลังจากนั้น บิลแลร์ เดินทางไปโอกินาวา(Okinawa) ที่เป็นฐานสนับสนุนใหญ่ของเมกา ไม่ว่าจะเป็น ทหาร, อาวุธ, อุปกรณ์ และ ฯลฯ ในไทย-ลาว-เวียตนาม มาจากที่นี่ทั้งสิ้น หลังจากแอบไปดูว่า จะขออะไรได้บ้าง ก็ไปเห็นเครื่องบิน Piper Cubs 2 เครื่อง เป็นเครื่องฝึกบินเล่นเล็กๆ ที่จอดวางอยู่มุมหนึ่งของแฮงก้าร์ (ที่จอดเก็บเรือบิน) ด้านหลังของฐานบินที่นั่น บิลแลร์ เอ่ยปากขอเครื่องบินทั้งสอง และก็ได้มาใช้ลองฝึกPARU ต่อมาPARU ก็เริ่มฝึกม้ง ต่อกันไปเหมือนเช่นการฝึกทั่วไป ซึ่งเป็นธรรมเนียมระหว่างม้ง และPARUมานาน

เครื่องบินเล็ก Piper Cubs ทั้งสองลำ ถอดปีกออกใส่มากับ C-46 (สามสิบกลีบ) กลับมาอุดรธานี บิลแลร์ติดต่อประสานกับกองทัพอากาศไทยที่อุดรฯ ขอให้ จนท.ช่างเครื่องประกอบให้เครื่องบินนี้อยู่ในสภาพที่บินได้ หลังจากนั้น บิลแลร์ไปพูดกับ วังปาว(VP) ว่าจะจัดฝึกนักบินม้งให้ VPตอบทันที "Oh yes, we can do" VPต้องพูดเสมอว่า "เขาทำได้" ( "Yes, we can"ของ โอบามา (OBM) มาทีหลัง VP เสียอีก) จึงจัดเด็กหนุ่มม้งที่พอจะบวก-ลบ-คูณ-หาร และพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง 10-12 คนรุ่นแรก และให้ รตท.สุมูล (PARU) เป็นหัวหน้าฝึก โดยเช่าบ้านหลังหนึ่งใกล้สนามบิน มีสนามหญ้ายาวพอประมาณ ให้เครื่องบินเล็กนี้บินขึ้นได้ นักเรียนบินม้ง 12 คน กิน นอน พักอยู่ และตั้งโรงเรียน ห้องเรียน ที่บ้านหลังนั้น


ม้งจึงเริ่มเข้าใจว่าเครื่องยนต์นั้นทำงานอย่างไร หลักสูตรอื่นๆทั่วไปก็คือ ภาษาอังกฤษ เลขคณิตฯ การใช้วิทยุสื่อสาร ความรู้เครื่องจักรกล และเข้าใจว่าเครื่องบินทำไมจึงบินได้ คนเมกาอื่นๆในวงการของบิลแลร์ บอกว่าม้งไม่มีปัญญาจะสอนให้บินได้หรอก เพราะพวกเขาไม่มีการศึกษาพื้นฐานทั่วไปเลย และเป็นคนล้าสมัย อยู่แต่ในป่ามาชั่วโคตรอายุขัย แต่ด้วยแรงขยั้นขยอของบิลแลร์ต่อผบ.การบินของซีไอเอ ที่ประจำอยู่ฐานอุดรฯ คือพล จัตวา ไฮนี่ อาเดอร์โฮลท์ (Brigadier Gen. Hynie Aderholt) ได้ขอร้องให้กองทัพอากาศเมการับฝึกให้ เขาบอกว่ารับได้ 2 คน และคาดว่าการฝึกคงไปได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง(They will be washed out anyway) นักบินที่ได้รับการฝึก ครั้งแรกคือ ลีลื้อ (ขณะอายุ 27 ปี ซึ่งอายุมากสำหรับนักบินใหม่) ซึ่งตอนนั้นเขาบินเครื่องPiper Cub จากโอกินาวาได้อย่างดีแล้ว เขาเกิดมารักการบินเหมือนนกตามธรรมชาติซึ่งบินตลอดเวลา เขาเป็นวีระบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของสงครามลาวคนหนึ่ง และเป็นเทพบุตรของคนม้งมาตลอด จนม้งรุ่นหลังๆที่เกิดในเมกา มีเพลงใน You Tube เกี่ยวกับลีลื้อ ชื่อ "I am proud to be Hmong" เขาบินโจมตีมาหลังจากการฝึกทั้งหมดกว่า 5,000 เที่ยว พวกนักบินเมกาจะกลับบ้านทันทีที่บินได้แค่ 100 เที่ยว โดยฉลองเครื่องบินของเขา ดี่งพุ่งเป็นเส้นตรง สู่ท้องฟ้า และบิดตัวอำลาที่สนามบินเมกาในไทย เกือบทุกวัน


โครงการณ์สร้างนักบินม้งนี้ของบิลแลร์ประสพความสำเร็จอย่างสำคัญ ด้วยเวลาเพียงชั่วสั้นๆม้งมีนักบินโจมตี T-28 ถึง 20 คน และยังติดตามมาอีกมาก การต่อสู้โดยนักบินม้ง พูดม้ง ช่วยการโจมตีอย่างใกล้ชิด (close support) ต่อทหารม้ง(ซึ่งบางคนมีพี่น้องหรือลุง อา อยู่ภาคพื้นดินขณะนั้น) มีผลต่อสงคราม เป็นอย่างมาก

ส่วนตัวลีลื้อได้คิดสไตล์การเข้าโจมตีของเขาเอง โดยม้วนตัวและบิดปีกทั้งซ้ายและขวาสลับกันไป และวางลูกระเบิดบนหัวข้าศึกโดยใกล้ให้มากที่สุด สไตล์การบินของเขาเป็นที่เลื่องลือถึงความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวจน มร.เบอร์ สมิธ(Burr Smith) หรือที่ล่องแจ้งเขาเรียกว่า " Mr.Clean" เพราะเขาหัวล้าน และโกนหัวแวววับตลอดเวลา Mr.Cleanเป็นหัวหน้าฝ่ายรบของCIAที่นั่น ตัวสูงใหญ่ 6 ฟุต 4 นิ้ว เสียงแหบต่ำออกมาจากลำคอ และไม่เคยพูดเพราะ มีแต่ F-Word, S-word ฯลฯ จากปากบ่อย แต่ไม่ได้หมายถึงคู่สนทนาและใจดี เป็นคนที่จะเป็นผู้บรรยาย(briefing) สถานะการณ์ต่างๆ และเป็นผู้วางแผนของซีไอเอ(CIA) และหน่วย Ravens ประจำวันด้วย Mr.Cleanรักคนม้งมาก เสียดายที่เขาเสียชีวิตหลังจากล่องแจ้งแตกปี 1975 เพียงไม่นาน


Mr.Cleanขอร้องให้ย้ายลีลื้อไปอยู่อุดรฯ ที่หน่วย Water Pump ซึ่งเป็นหน่วยฝึก จะได้ให้ลีลื้อมีเวลาพักผ่อนชั่วคราว และขอร้องอย่าบินต่ำมากนักจะอันตราย แต่ลีลื้อไม่ฟังคำเตือน ยังใช้วิธีการบินแบบเดิม เพราะหวังผลสูง


หลังจากเมืองสุยแตก ฝ่ายเมกาและม้งก็โจมตีจุดต่างๆของเวียตนามเหนือ แถบเมืองสุย และตลอดแนวที่ Ravens หาเป้าหมายให้ได้จนถึงบ้านบาน, หนองแฮด, ภูหก, ภูนกกก, คังไข, และ "LL" ลานบินทุ่งไหหินเป็นประจำทุกวัน นต.ลีลื้อนำเครื่องขึ้นจากล่องแจ้ง (LS-20A) ใช้เวลาในการโจมตีเที่ยวบินละ ประมาณ 30 นาที ดูเหมือนว่าเขาจะอยู่ที่เปลี่ยนเครื่อง T-28 ที่สนามบินใช้เวลามากกว่า เพราะเครื่องบินต้อง Load อาวุธ, น้ำมัน, สภาพความเรียบร้อย, ปะรอยถูกยิงด้วยเทปเหนียวพิเศษ ฯลฯ จนท.สนามบินทำงานแทบไม่ทันต่อการบินของเขาในวันๆ บินทั้งหมดประมาณ 10 ชั่วโมง/วัน เขาต้องออกบินแต่เช้า ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น หรือไปช่วยเหลือพวกม้งที่ถูกตีมาตลอดคืน เวียตนามเหนือจะเข้าตีตอนกลางคืน โดยเฉพาะตอนอากาศปิด เพราะฉะนั้นเที่ยวเช้ามืดมีความหมายต่อชาวม้งมาก ที่ถูกตีน่วมมาทั้งคืน มันเป็นเที่ยวที่สำคัญมากสำหรับลีลื้อ และเมื่อเป็นเที่ยวสุดท้ายของเขา และเมื่อเครื่องบินที-28ของเขา ชลอลงจอดเขาก็หมดแรง ขาเป็นตะคริว กลุ่มพวกม้งลูกทีมจะกรูขึ้นไปนวดไหล่/ศรีษะของเขา จากเก้าอี้นักบิน และหลังจากนั้นพวกม้งจะประคองพาเขาเดินทำให้ร่างกายเคยชินกับภาคพื้นดิน เลือดลมจะได้หมุนเวียน กลับสภาพเดิมทำอย่างนี้เป็นประจำ พวกเมกันซีไอเอ และนักบินเมกันเห็นสภาพเช่นนี้เกิดกับลีลื้อเกือบทุกวัน พวกเขาประทับใจอย่างบอกไม่ถูก ว่าคนม้งเป็นคนมีความอบอุ่น ขอบอกขอบใจวีระบุรุษของเขาอย่างสุดซึ้ง ชื่อเสียงเกียรติคุณของลีลื้ออยู่ในหัวใจคนม้งทั้งหมดตลอดมา เขากลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยคนม้งจากฝ่ายข้าศึก เป็นภาพที่มหัศจรรย์ ซึ่งเป็นคุณค่าและขวัญกำลังใจ และพละกำลังของพวกม้งให้รวมเป็นจุดเดียวกัน


วีระกรรมของลีลื้อได้ยินไปทั่วทุกหน่วยของกองทัพอากาศสหรัฐ ทั่วเอเซียตะวันออกเฉียงใต้(โดยเฉพาะในเวียตนามด้วย) เขาเคยเป็นครูสอนเด็กเล็กๆมาก่อน เมื่อศึกสงครามมาถึง คนม้งจะต้องละทิ้งอาชีพที่ทำอยู่ เพื่อออกต่อสู้ป้องกันประเทศชาติโดยไม่ละเว้นแม้แต่ผู้เดียว

นต.ลีลื้อ ยังไม่จบนะเจ้าคะ มีต่อพรุ่งนี้เจ้าค่ะ

AmDang, Today at 2:59 AM # oct 21 2013

Offline

#23 July 20, 2015 8:09 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 643
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ทุ่งไหหิน ตอน-7 นต.ลีลื้อ (ต่อ)

หลังจากนั้น บิลแลร์ เดินทางไปโอกินาวา(Okinawa) ที่เป็นฐานสนับสนุนใหญ่ของเมกา ไม่ว่าจะเป็น ทหาร, อาวุธ, อุปกรณ์ และ ฯลฯ ในไทย-ลาว-เวียตนาม มาจากที่นี่ทั้งสิ้น หลังจากแอบไปดูว่า จะขออะไรได้บ้าง ก็ไปเห็นเครื่องบิน Piper Cubs 2 เครื่อง เป็นเครื่องฝึกบินเล่นเล็กๆ ที่จอดวางอยู่มุมหนึ่งของแฮงก้าร์ (ที่จอดเก็บเรือบิน) ด้านหลังของฐานบินที่นั่น บิลแลร์ เอ่ยปากขอเครื่องบินทั้งสอง และก็ได้มาใช้ลองฝึกPARU ต่อมาPARU ก็เริ่มฝึกม้ง ต่อกันไปเหมือนเช่นการฝึกทั่วไป ซึ่งเป็นธรรมเนียมระหว่างม้ง และPARUมานาน เครื่องบินเล็ก Piper Cubs ทั้งสองลำ ถอดปีกออกใส่มากับ C-46 (สามสิบกลีบ) กลับมาอุดรธานี บิลแลร์ติดต่อประสานกับกองทัพอากาศไทยที่อุดรฯ ขอให้ จนท.ช่างเครื่องประกอบให้เครื่องบินนี้อยู่ในสภาพที่บินได้ หลังจากนั้น บิลแลร์ไปพูดกับ วังปาว(VP) ว่าจะจัดฝึกนักบินม้งให้ VPตอบทันที "Oh yes, we can do" VPต้องพูดเสมอว่า "เขาทำได้" ( "Yes, we can"ของ โอบามา (OBM) มาทีหลัง VP เสียอีก) จึงจัดเด็กหนุ่มม้งที่พอจะบวก-ลบ-คูณ-หาร และพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง 10-12 คนรุ่นแรก และให้ รตท.สุมูล (PARU) เป็นหัวหน้าฝึก โดยเช่าบ้านหลังหนึ่งใกล้สนามบิน มีสนามหญ้ายาวพอประมาณ ให้เครื่องบินเล็กนี้บินขึ้นได้ นักเรียนบินม้ง 12 คน กิน นอน พักอยู่ และตั้งโรงเรียน ห้องเรียน ที่บ้านหลังนั้น

ม้งจึงเริ่มเข้าใจว่าเครื่องยนต์นั้นทำงานอย่างไร หลักสูตรอื่นๆทั่วไปก็คือ ภาษาอังกฤษ เลขคณิตฯ การใช้วิทยุ

สื่อสาร ความรู้เครื่องจักรกล และเข้าใจว่าเครื่องบินทำไมจึงบินได้ คนเมกาอื่นๆในวงการของบิลแลร์ บอกว่าม้งไม่มีปัญญาจะสอนให้บินได้หรอก เพราะพวกเขาไม่มีการศึกษาพื้นฐานทั่วไปเลย และเป็นคนล้าสมัย อยู่แต่ในป่ามาชั่วโคตรอายุขัย แต่ด้วยแรงขยั้นขยอของบิลแลร์ต่อผบ.การบินของซีไอเอ ที่ประจำอยู่ฐานอุดรฯ คือพล จัตวา ไฮนี่ อาเดอร์โฮลท์ (Brigadier Gen. Hynie Aderholt) ได้ขอร้องให้กองทัพอากาศเมการับฝึกให้ เขาบอกว่ารับได้ 2 คน และคาดว่าการฝึกคงไปได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง(They will be washed out anyway) นักบินที่ได้รับการฝึก ครั้งแรกคือ ลีลื้อ (ขณะอายุ 27 ปี ซึ่งอายุมากสำหรับนักบินใหม่) ซึ่งตอนนั้นเขาบินเครื่องPiper Cub จากโอกินาวาได้อย่างดีแล้ว เขาเกิดมารักการบินเหมือนนกตามธรรมชาติซึ่งบินตลอดเวลา เขาเป็นวีระบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของสงครามลาวคนหนึ่ง และเป็นเทพบุตรของคนม้งมาตลอด จนม้งรุ่นหลังๆที่เกิดในเมกา มีเพลงใน You Tube เกี่ยวกับลีลื้อ ชื่อ "I am proud to be Hmong" เขาบินโจมตีมาหลังจากการฝึกทั้งหมดกว่า 5,000 เที่ยว พวกนักบินเมกาจะกลับบ้านทันทีที่บินได้แค่ 100 เที่ยว โดยฉลองเครื่องบินของเขา ดี่งพุ่งเป็นเส้นตรง สู่ท้องฟ้า และบิดตัวอำลาที่สนามบินเมกาในไทย เกือบทุกวัน

โครงการณ์สร้างนักบินม้งนี้ของบิลแลร์ประสพความสำเร็จอย่างสำคัญ ด้วยเวลาเพียงชั่วสั้นๆม้งมีนักบินโจมตี T-28 ถึง 20 คน และยังติดตามมาอีกมาก การต่อสู้โดยนักบินม้ง พูดม้ง ช่วยการโจมตีอย่างใกล้ชิด (close support) ต่อทหารม้ง(ซึ่งบางคนมีพี่น้องหรือลุง อา อยู่ภาคพื้นดินขณะนั้น) มีผลต่อสงคราม เป็นอย่างมาก

ส่วนตัวลีลื้อได้คิดสไตล์การเข้าโจมตีของเขาเอง โดยม้วนตัวและบิดปีกทั้งซ้ายและขวาสลับกันไป และวางลูกระเบิดบนหัวข้าศึกโดยใกล้ให้มากที่สุด สไตล์การบินของเขาเป็นที่เลื่องลือถึงความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวจน มร.เบอร์ สมิธ(Burr Smith) หรือที่ล่องแจ้งเขาเรียกว่า " Mr.Clean" เพราะเขาหัวล้าน และโกนหัวแวววับตลอดเวลา Mr.Cleanเป็นหัวหน้าฝ่ายรบของCIAที่นั่น ตัวสูงใหญ่ 6 ฟุต 4 นิ้ว เสียงแหบต่ำออกมาจากลำคอ และไม่เคยพูดเพราะ มีแต่ F-Word, S-word ฯลฯ จากปากบ่อย แต่ไม่ได้หมายถึงคู่สนทนาและใจดี เป็นคนที่จะเป็นผู้บรรยาย(briefing) สถานะการณ์ต่างๆ และเป็นผู้วางแผนของซีไอเอ(CIA) และหน่วย Ravens ประจำวันด้วย Mr.Cleanรักคนม้งมาก เสียดายที่เขาเสียชีวิตหลังจากล่องแจ้งแตกปี 1975 เพียงไม่นาน

Mr.Cleanขอร้องให้ย้ายลีลื้อไปอยู่อุดรฯ ที่หน่วย Water Pump ซึ่งเป็นหน่วยฝึก จะได้ให้ลีลื้อมีเวลาพักผ่อนชั่วคราว และขอร้องอย่าบินต่ำมากนักจะอันตราย แต่ลีลื้อไม่ฟังคำเตือน ยังใช้วิธีการบินแบบเดิม เพราะหวังผลสูง
AmeriLao, Dec 15, 2013

Offline

#24 July 20, 2015 8:09 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 643
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

หลังจากเมืองสุยแตก ฝ่ายเมกาและม้งก็โจมตีจุดต่างๆของเวียตนามเหนือ แถบเมืองสุย และตลอดแนวที่ Ravens หาเป้าหมายให้ได้จนถึงบ้านบาน, หนองแฮด, ภูหก, ภูนกกก, คังไข, และ "LL" ลานบินทุ่งไหหินเป็นประจำทุกวัน นต.ลีลื้อนำเครื่องขึ้นจากล่องแจ้ง (LS-20A) ใช้เวลาในการโจมตีเที่ยวบินละ ประมาณ 30 นาที ดูเหมือนว่าเขาจะอยู่ที่เปลี่ยนเครื่อง T-28 ที่สนามบินใช้เวลามากกว่า เพราะเครื่องบินต้อง Load อาวุธ, น้ำมัน, สภาพความเรียบร้อย, ปะรอยถูกยิงด้วยเทปเหนียวพิเศษ ฯลฯ จนท.สนามบินทำงานแทบไม่ทันต่อการบินของเขาในวันๆ บินทั้งหมดประมาณ 10 ชั่วโมง/วัน เขาต้องออกบินแต่เช้า ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น หรือไปช่วยเหลือพวกม้งที่ถูกตีมาตลอดคืน เวียตนามเหนือจะเข้าตีตอนกลางคืน โดยเฉพาะตอนอากาศปิด เพราะฉะนั้นเที่ยวเช้ามืดมีความหมายต่อชาวม้งมาก ที่ถูกตีน่วมมาทั้งคืน มันเป็นเที่ยวที่สำคัญมากสำหรับลีลื้อ และเมื่อเป็นเที่ยวสุดท้ายของเขา และเมื่อเครื่องบินที-28ของเขา ชลอลงจอดเขาก็หมดแรง ขาเป็นตะคริว กลุ่มพวกม้งลูกทีมจะกรูขึ้นไปนวดไหล่/ศรีษะของเขา จากเก้าอี้นักบิน และหลังจากนั้นพวกม้งจะประคองพาเขาเดินทำให้ร่างกายเคยชินกับภาคพื้นดิน เลือดลมจะได้หมุนเวียน กลับสภาพเดิมทำอย่างนี้เป็นประจำ พวกเมกันซีไอเอ และนักบินเมกันเห็นสภาพเช่นนี้เกิดกับลีลื้อเกือบทุกวัน พวกเขาประทับใจอย่างบอกไม่ถูก ว่าคนม้งเป็นคนมีความอบอุ่น ขอบอกขอบใจวีระบุรุษของเขาอย่างสุดซึ้ง ชื่อเสียงเกียรติคุณของลีลื้ออยู่ในหัวใจคนม้งทั้งหมดตลอดมา เขากลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยคนม้งจากฝ่ายข้าศึก เป็นภาพที่มหัศจรรย์ ซึ่งเป็นคุณค่าและขวัญกำลังใจ และพละกำลังของพวกม้งให้รวมเป็นจุดเดียวกัน


วีระกรรมของลีลื้อได้ยินไปทั่วทุกหน่วยของกองทัพอากาศสหรัฐ ทั่วเอเซียตะวันออกเฉียงใต้(โดยเฉพาะในเวียตนามด้วย) เขาเคยเป็นครูสอนเด็กเล็กๆมาก่อน เมื่อศึกสงครามมาถึง คนม้งจะต้องละทิ้งอาชีพที่ทำอยู่ เพื่อออกต่อสู้ป้องกันประเทศชาติโดยไม่ละเว้นแม้แต่ผู้เดียว

นต.ลีลื้อ ยังไม่จบนะเจ้าคะ มีต่อพรุ่งนี้เจ้าค่ะ


ทุ่งไหหิน ตอนที่-8 นต.ลีลื้อ (ต่อ)

เมื่อ เขาอายุ 27 ปี ทำให้เขาเปลี่ยนใจจะเป็นนักบิน เพื่อช่วยพวกม้งด้วยกัน เขาถูกสอนให้บินจากเครื่องบินกระป๋อง Piper Cub และสอบตกจะเป็นนักบินเครื่องขับไล่ Jet ของเมกามาก่อน เขาบินออกรบประมาณ 120 เที่ยวต่อเดือน เดือนชนเดือนไม่เคยได้รับการพักผ่อน พวก Ravens รักและนับถือลีลื้อมาก เพราะเขามีความกล้าหาญ และมีจิตใจหนักแน่น "ดั่งหินผา" ไม่วอกแวกที่จะทำงานให้ได้ผลจากความสามารถสูงสุดในทุกเที่ยวบินโจมตี เมื่อเขาตายพวกซีไอเอที่ล่องแจ้ง นักบินรบทั้งหลาย และคนทั้งหุบเขาร้องไห้อย่างไม่อายต่อหน้าทุกๆคน


ซีไอเอเคยเสนอให้วังปาว จัดให้เขาหยุดเป็นผู้ฝึกสอน แทนที่จะใช้งานในฐานะนักบินโจมตีวันแล้ววันเล่า พล จ.ไฮนี่ อาเดอร์ โฮลท์ (Brigadier Gen.Hynie Aderholt) เสนอย้ายให้ลีลื้อ ออกจากสนามรบ ให้เป็นครูฝึกอย่างเดียวที่อุดรฯ เจ้ามังกระ ภูมา(Prince Mang Klar Phouma) ลูกชายของนายก รมต.เจ้าสุวรรณภูมา ขอให้ประกาศว่าลีลื้อเป็นยอดนักบินของลาว และให้ย้ายเขาออกไปจากแนวรบ แต่วังปาวบอกว่าเขาไม่สามารถหักห้ามลีลื้อได้ เพราะลีลื้อไม่ต้องการจะจากตำแหน่งนักบิน T-28 ที่เขาบินอยู่

เมื่อเป็นเช่นนั้น วังปาวก็เพิ่มภาระกิจที่หนัก และยากมากขึ้นแก่ลีลื้อ แม้ยามที่เขาป่วยไข้เขาก็ต้องออกบิน (คนม้งเป็นคนที่อาศัยอยู่ในป่า มีโรคประจำตัวมากมาย เช่นมาเลเรีย-ไข้จับสั่น พยาธิใบไม้ในตับ ฯลฯ พวก Ravens ที่กล้าตาย (ยืนบิน ไม่ใช่นั่งบิน มองหาข้าศึก ล่าหาข้าศึกอย่างไม่กลัวตาย) ยังยกย่องว่าพวกเขาไม่มีความสามารถเหนือลีลื้อเลยอย่างเด็ดขาด พวกนักบินเมกัน (Ravens) นับถือ Buddha จะมีพระห้อยคอหลายคน และภาวนาให้พระ(Buddha)คุ้มครองพวกเขา เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก อาจจะเป็นเพราะพวกเขามีแฟนเป็นคนไทย ยัดเยียดให้แขวนพระเลี่ยมทองอย่างดีด้วย พวกเขาก็มักจะบอกใครๆว่า "Buddha protects me."

และวันนั้นก็มาถึง 11 กค.1969 เป็นวันที่เมกันซีไอเอที่ล่องแจ้งเรียกว่า "The blackest of the black days " Burr Smith เขียนจดหมายถึงภรรยา Mary Jane เมื่อวันถัดมา(12 กค.1969) ว่า ลีลื้อนักบินที่ดีที่สุด และเป็นนักบินคนสุดท้าย(ที่ดีที่สุด) และวีระกรรมที่ฉันเคยเห็นมาในชีวิตของฉัน ได้ถูกยิงตก เครื่องบินของเขาระเบิดต่อหน้าฉัน (before my eyes)


วังปาวก็ร้องไห้ดังๆอย่างขาดสติ โศรกเศร้าและหมดหวัง ลีลื้อเป็นลูกพี่ลูกน้องของวังปาว (cousin) แต่ประเพณีของม้งก็ถือว่าเป็นลูกคนหนึ่ง เครื่อง T-28 ผ่านหัวของBurr Smithและวังปาว เครื่อง บินมีไฟไหม้ไปทั้งลำ และตกลงกระแทกพื้น 200-300 หลา จากจุดที่พวกเขายืนอยู่ เสียงจากวิทยุ บก.ล่องแจ้งตอนใกล้พลบวันที่ 11 กค. 1969 เข้าใจว่าวังปาวและ Burr Smith อยู่บนฐานบ้านนา และบ้านป่าดง (ที่ตั้งของ บก. วังปาว และ ซีไอเอ แห่งแรกก่อนล่องแจ้ง และเป็นสถานที่ฝึกม้งแห่งแรกในลาว) เป็นฐานสูงกว่าเมืองสุย "เจ้าผาขาว (ชื่อโค๊ตลีลื้อ)...เจ้าผาขาว...เจ้าผาขาว....ผีฟ้าหน่อเน่(วังปาวเรียก) เสียงเรียกจากวังปาวดังขึ้น หลังเห็นเครื่อง T-28 ของลีลื้อถูกยิงและเพลิงลุกโชน วังปาวตระโกน ลีลื้อ...ลีลื้อ...ลีลื้อ..........แล้วร้องไห้โฮในวิทยุ แถมสบถ จ่อต้อ...จ่อต้อ...จ่อต้อ... จ่อต้อ....แล้วพูดภาษาม้งโฉ้งเฉ้ง อย่างไม่เป็นศัพย์.....อย่างบ้าคลั่ง เป็นที่เวทนาและตกอกตกใจของทุกคนในบก.ของไทย, PARU, และห้องการของ พอ.สัวย่า (Col.Souaya) รอ.ฮังเซา (Capt. Hangsao) เพราะวิทยุไพรมารี่()ของบก.ซีไอเอ ก็ใช้คลื่นวิทยุเดียวกัน และเสียงเรียก เสียงวิ่ง สบถ God damn ดังลั่นติดๆกันจากฟากข้ามถนน ซึ่งเป็นบก.ของซีไอเอ เสียงคนวิ่งจ้าละหวั่น......เสียงลีลื้อ...โอ้...ลีลื้อ....ลีลื้อ...God damn you Vietnamese communist ...โอ...โอ...โอ...........ๆๆๆๆๆๆๆๆ เป็นความบ้าคลั่งของมนุษย์ทุกคนในหุบเขาล่องแจ้งตอนเย็นวันนั้น หากวัดน้ำตาเป็นปริมาณก็คงมิอาจจะวัดเป็นขนาดได้!!! ผู้คนออกันเต็มหน้าบ้านนายพลวังปาว ร้องไห้คร่ำครวญอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน นี่แหละผู้ยี่งใหญ่ตาย มันยี่งใหญ่จริงๆ วินาทีที่รู้ว่าใครคนใดคนหนึ่งตาย เพื่อนๆจะมีความรู้สึกดีชั่วของคนๆนั้น ในตอนวินาทีนั้นเอง!!! นี่คือความเป็นมนุษย์!!!

Burr Smith เคยเตือนอย่าให้ลีลื้อ หยอดระเบิด(จนไม่ระเบิด) หากบินต่ำเกินไปเมื่อ 2 วันก่อน และบอกว่าเป็นอันตรายต่อปืนปตอ.12.7 มม.ของรัสเซียซึ่งฉมังนักหากบินระดับต่ำเกิน 500 ฟุต Burr Smithก็ปรับวิทยุคลื่นเดียวกับวังปาวและลีลื้ิ บอกว่า "Your plane is on fire, bail out...bail out...now!" แต่ไม่มีคำตอบ ลีลื้อโดนยิงจนร่างพรุนตั้งแต่ตอนแรก

พวก เวียตนามเหนือยิงจรวดสีแดง (Red victory Rockets)สู่ท้องฟ้า ฉลองชัยชนะกันเดี๋วยนั้นเลย เพราะลีลื้อฆ่าพวกเขามาเป็นจำนวนพันๆ มือปืน ปตอ.12.7 มม. ของเวียตนามเหนือต้องฝึกและติดตามสไตล์การบินของลีลื้อมาก่อนและคิดสูตร สำเร็จว่าจะเด็ดชีวิตเขาได้อย่างไร เรื่องอย่างนี้เวียตนามเหนือเก่งกาจมาก และโดยเฉพาะเวลาอากาศเสีย ไม่มีใครกล้าบิน แต่ลีลื้อจะมารออยู่ที่นั่นเสมอ มีการต่อว่าต่อขานว่าทำไมไม่คุ้มกัน (cover)ให้เขา เมื่อเขาดี่งเข้าวางระเบิด อย่าหวังเลยว่าใครจะคุ้มกันเขาได้ เขาเกิดมามีอิสระเหลือเกิน เขาสร้างกฏการโจมตีสไตล์ของเขา และเขาตายจากไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม(เช่นเคย) เพราะเขารู้ว่าในที่สุดเขาก็ตาย ในสงครามเหมือนทหารกล้าคนอื่นๆ

สงครามในลาวทั้งหมดเสทือนใจกันถึงที่สุด ในการตายของลีลื้อ ส่วนทหารไทยผู้กล้าหาญคือ ดาบ(เฉลิม ประสงค์ทรัพย์) ซึ่งเข้าตีเมืองโบโลเวนส์(ขอแก้ไขเมื่อตอนแรกเขียนว่าเมือง อัตตะปือ...ขออภัยเจ้าค่ะ) แบบที่ไม่มีใครทำมาก่อนคือ Door-to-Door และ Hand-to-Hand Combat ก็เสทือนใจกองทัพบกมาตลอด แต่ชื่อเฉลิม ประสงค์ทรัพย์(ดาบ) ยังไม่ได้รับการยกย่องจากทั้งประเทศอย่างเป็นทางการ เพราะทหารไทยยังเก็บเป็นความลับและเป็นของลับ มาจนทุกวันนี้............... ทำไม???


การจัดงานศพของลีลื้อจัดขึ้น 3 วัน เพื่อเป็นการรำลึกถึง และแสดงความเศร้าโศรกต่อม้งลูกสุดที่รักท่านนี้ความทุกข์โศรกของม้งครั้งนี้ ใหญ่หลวงนัก (was awful to see) พวกซีไอเอและนักบิน Ravens ร้องตาบวมไปตามๆกันอย่างเปิดเผย ใบหน้านายพลวังปาวเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ เต็มไปด้วยความโศรกสลด ไม่มีใครขึ้นบินเลยอีกหลายวัน ทุกคนอยู่ในอาการช๊อค

Burr Smith เอาฮ.ลำหนึ่งออกไปเสาะหาร่างของลีลื้อที่บริเวณที่เครื่องบินตก แต่ก็ได้มาเพียงหมวกกันน๊อก (Helmet) และของสิ่งละอันพันละน้อย จากชุดนักบินเปื้อนเลือดขาดวี่น เพราะตกเรี่ยราดในบริเวณกว้าง และนำเอาสิ่งเหล่านี้ใส่ในโลงศพให้เขา

งานศพเป็นงานที่รัฐบาลลาวเป็นเจ้าภาพ เป็นพิธีศาสนาของชาวพุทธ และพิธีเซ่นผีตามแบบของม้ง นายพลลาวหลายคนได้เข้าร่วมงานด้วย และบางคนที่มาไม่เคยเห็นล่องแจ้งเมืองลี้ลับนี้มาก่อน

วังปาวได้มอบของที่ระลึกอันสำคัญซึ่งเป็นสัญลักณ์ของเผ่าม้งแก่โลงศพ และยกมือไหว้พร้อมกล่าวภาษาม้ง พ อ.เธอเรลล์(Col. Bob Tyrrell) ซึ่งเป็นทูตทหารเมกาประจำประเทศลาวได้ติดเหรียญกล้าหาญของสหรัฐอเมริกา (USA Military Medals---DFC= Distinguished Flying Cross) บนหมอนในโลงศพ และอ่านคำสดุดีเสียงดัง นายพลลาวหลายท่านก็ทำเช่นเดียวกัน คนม้งจำนวนมากวนเป็นแถวยาวเยียดจุดธูปสามดอก อธิฐานส่งวิญญาณให้เขา และอำลาเป็นครั้งสุดท้าย

โปรดติดตามตอน "ทูตคนใหม่ของลาว George McMurtrie Godleylll ผู้ถือแก้วไวน์(wine)ขนาดใหญ่ตอน Dinner ทุกงาน
AmeriLao, Dec 15, 2013

Offline

#25 July 20, 2015 8:09 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 643
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ทุ่งไหหินตอน-9

ยุทธการพลิกกลับ(About-Face Operation)

เริ่มจากลิมาไฃ้ด์-204(LS204) เป็นจุดตั้งใหม่ทางใต้ของทุ่งไหหิน

จุดที่สองเคลื่อนลงมาจากบ้านนา(Ban Na LS-15)ทางตะวันตก ฃึ่งใกล้กับที่นต. ลีลื้อเสียชีวิต ม้งตั้งใจเอาฤกษ์เอาชัยจากจุดนี้เพื่อเป็นศิริมงคลในการรบครั้งนี้

และจุดที่สามมาจากทๅงเหนือคือบวมลอง(Boumlong LS-32) ก็กดลงมาสู่ถนนสาย-7 ฃึ่งออกมาจากบ้าบบาน(Ban Ban)ฃึ่งเป็นจุดเชื่อมและเป็นคลังแสงใหญ่ของข้าศึกมาตลอด

ที่นี่มีถ้ำมากหลายแห่ง จุดมุ่งหมายคือเข้ายึดภูหกและภูนกกก เพื่อควบคุมชองทางเข้าออกสุ่ทุ่งไหหินโดยเด็ดขาด

อีกปีกหนึ่งก็เริ่มจากภูถำ(Phu Tham)และภูเคียน (Phu Khean) เป็นการโจมตีแบบสายฟ้าแลบ(Rapid Deployment) โดยใช้กำลังเข้ายึดยอดภูฃึ่งเป็นจุดสูง เพื่อใช้เป็นฐานหลักที่จะใช้หน่วยชี้เป้าหมาย(FAG)ได้มีโอกาสใช้เครื่องบิน โจมตีจนข้าศึกตั้งตัวไม่ทันก็แตกกระเจิงไม่เป็นขบวน

ทหารเวียตนามเหนือที้งอาวุทธจำนวนมาก รวมเป็นกองพเนินบางชนิดยังอยู่ในกล่องอยู่เลย

วันนั้นวางปาวใช้ฮอของแอร์อเมริกาเกือบทุกตัวทั้งที่อุดร เวียงจันทรืและทำงเหนือของลาวรวมทั้งของนครพนมฃึ่งเป็นหน่วยกู้ภัยฃึ่งเป็น ฮอขนาดหนักเช่นจอนนี่กรีน(JollyGreen)และม้าเร็ว(Pony Express).อากาศวันนั้นดีมากเป็นพิเศษ

ฝ่ายพวกเรเว่น พร้อมมือช่วยชี้เป้าหมายให้เครื่องบินโจมตีPhantoms A1E T-28 ฯลฯ ต่อเนื่องเหมือนปี่กับขลุ่ยบรรเลงกันเป็นมโหรีระทึกประทับใจผู้ชมกันยากที่ จะลืม

ฮอบินกันว่อน สลับกับการโจมตีทางอากาศเสียงบอมบ์ดังไม่ขาดสาย เป็นยุทธการที่ยิ่งใหญ่น่าประทับใจต่อการได้เห็นไว้เป็นขวัญตา จนท ฃีไอเอCIA Washington และ Langley

ทึ่งในความสามารถที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นไปได้อย่างไรนี่คือที่มาของยุทธการพลิกกลับ(About-Face Operation)

วางปาวและม้งชำนาญภูมิประเทศแถบนี้แต่ที่จะสนธิกำลังทุกด้านเข้าด้วยกันและ ทำให้มีผลงานออกมาเป็นเลิศเช่นนี้โดยต้วเองไม่เคยผ่านการศึกษาทางทหารแบบ หอคอยงาช้าง(เช่นเดียวกับนายพลเกี้ยบของเวียต นาม) ร้ายกว่านั้นตอนเเรกเขาเป็นเพียงทหารเกณห์ของฝรั่งเศส(เพื่อหางานทำ)และพอ อ่านออกเขียนได้แค่นั้นเองตอนไปสมัครเข้าทหารนายทหารผู้คุมสอบเห็นเขาก็ ประทับใจอยากได้ไว้เป็นลูกน้องนายทหารฝรั่งเศสผู้นั้นเลยไปยืนชี้ข้อสอบกา ผิดกาถูกให้เขาสอบผ่านได้

เขาเกิดมาเพื่อนำคนม้งให้ได้ออกจากป่าและโลกได้รู้จัก สมกับคำทำนาย เพื่อนๆอาจจะไม่เชื่อว่าทหารนักบินกล้าตายหน่วยเรเ(Ravens) และจนท CIA เมกาได้ให้ความรักต่อนายพลวางปาวอย่างประทับใจนักรบเมกันพลีชีวิตให้กับหุบ เขาแห่งนี้เกือบร้อยคน

และหากโชคดีรอดตายเวลาจากกันก็ได้แต่ผ้าผูกมือบายศรีเป็นของที่ระลึกจากลาว นักรบที่แท้จริงเขานับถือและเคารพฃึ่งกันและกัน

และท่านจะไม่เคยพบเห็นความสัมพันธ์และมิตรภาพอันจริงใจของนักรบที่ไหน นอกจากที่นี่แห่งเดียว......... ล่องแจ้ง วางปาว เรเว่น และ ฃีไอเอ

วันนี้ขอเพียงสั้นๆแค่นี้ก่อนนะเจ้าคะ


ตอบคุณHi'Ro: อยู่ที่โน่นมา 42ปีแล้วเจ้าคะ มีหลานจะ 5คนแล้ว แต่ก็กลับบ้านเยี่ยมเพื่อนๆและญาติบางครั้งเพียงแต่ไม่ค่อยบ่อยในระยะหลังๆ สาเหตุเพราะเห็นคนไทยเราแตกแยก(ขั้ว)กันรุนแรงมากเลยเบื่อๆ ขอบคุณที่เข้ามาโอภาปราศัยอีกเช่นเคยนะเจ้าคะ AmDang, Monday 28,2013 at 1:50 AM # เมื่อกว่าจะพิมพ์เสร็จข้าเจ้านั้าตาก็อาบไปทั้งสองแก้ม...ปล่อยให้ไหลและ แห้งเหือดไปเองให้สมใจ เพราะด้วยร้กและแสนอาลัยต่อมนุษย์เผ่านี้มานาน

นํ้าตาเม็ดนั้นของคุณจะไม่มีการลบเลือนจากความทรงจำของข้าเจ้าตลอดไป ลีลื้อมีลูกชำยคนหนึ่งชื่อเฃ(Ze) ภรรยาชื่อจู(Jou) อยู่ในเมกา กําลังควานหาอยู่โดยจะผ่านทาง Minnesota State

Senator Mee Moua Office. ฃึ่งเป็นSenatorมา3สมัยแล้ว

Mee Moua จบ Phd จากUniversity of Texas JD LBJ Public Affair, undergraduate Law degree from MinnesotaUniversity and Brown University หล่อนเกิดที่จังหวัดเชียงขวาง (XiengKhouang)บริเวณเดียวกับทุ่งไหหิน เมื่อ June 30,1969 ได้หนีข้ามโขงมาสู่ฝั่งไทยเมื่ออายุ 9ขวบ นี่คือความก้าวหน้าของคนม้งปัจจุบันท่านหนึ่งฃึ่งเป็นที่น่ายินดีเป็นอย่าง ยิ่ง

ม้งมีภาษาเขียนของตัวเองแล้วและได้ทําสำเร็จตอนปลายปี1970s

หลังจากเข้ามาอยู่เมกาเพียง4=5 ป๊ โดยเริ่มต้นจากเมืองอพาทเม้น(apartment complex)ที่เขาร่วมเช่ากันอยู่เกือบ100ครอบครัวที่โพคล์สตรีต Polk Street Sacramento, California โดย Nhia Kao Vang, Chong Muoa Vang, Vang Yee Vang และอีกหลายท่านที่นั่น ตอนหลังพวกม้งสากลเช่น ดร. ยางดาว(Dr Yang Dao)จากฝรั่งเศสเข้ามาร่วมด้วยเลยทำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ซึ่งเป็นที่น่ายินดีที่มนุษยชาติเผ่าหนึ่งได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์และด้วย ความพยายามของพวกเขาที่ได้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเป็นเดิมพันจนเมกาเห็น ใจและยอมร้บขนมาฟูมฟักในบ้านตัวเองเพื่อทดแทนความผิดที่ได้เกิดกับพวกม้ง

เป็นสิ่งดีสองชั้นพลันปลื้มใจทั้งผู้ให้และผู้รับสมถวิล ตบท้ายลืมบอกไปว่าทางการลาวได้ให้ยศหลังเสียชีวิตเป็น นาวาอากาศโทลีลื้อ

ขอบคุณอีกครั้งที่กรุณาให้นํ้าตาหยดนั้นเป็นของกำนัลและเพิ่มแรงบันดาลใจ อย่างไม่รู้ลืม จะเอาตอนสนุกๆเกี่ยวกับคนชนกลุ่มน้อยในภาคพื้นแถบนี้มากำนัลคุณฟลาวเวอร์ ว้อยอีกหากไม่รำคาญนะเจ้าคะ
AmeriLao, Dec 15, 2013

Offline

#26 July 20, 2015 8:10 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 643
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ทุ่งไหหินตอน-10

เพียงการโจมตีวันแรกกองกําลังม้งฃึ่งมีเพียงยิบมือเดียวเมื่อเทียบกับฝ่าย ข้าศึกก็ยึดยอดภูสําคัญได้เกือบทั้งหมดแต่มีการสู้รบกันอย่างรุนแรงบริเวณ บ้าบาน(Ban Ban)และภูเล็กๆรอบๆละแวกนั้นซึ่งข้าศึกยึดไว้อย่างเหนียวแน่น

ที่นี่เองที่ทหารอาสาของไทยเสียหายเกือบหมดกองพัน(เหลือเพียงสี่คนโปรดอ่าน ตอนที่แล้วๆน๊ะเจ้าคะ) เนื่องจากทหารม้งผลักบังคับให้อยู่แถวหน้าในการเข้าตีทุกครั้ง

เลือดทหารไทยนิรนามกลุ่มนี้ที่ไม่เคยได้รับการกล่าวถึงไม่ว่าในตอนใดของประวัติศาสตร์ก็หลั่งรินลงที่นี่ละลายสิ้นโดยเหลือเพียง4คน

รายชื่อทหารหาญไทยกลุ่มนี้ไม่เคยปรากฎในทะเบียนของบก333หรือบกตีกขาว

หนองขวานกว้างของนายเทพฯและอย่าหวังว่ากองทัพบกไทยจะยอมรับ

อันที่จริงครอบครัวของพวกเขาควรจะได้ผลตอบแทนจากการตายของพวกเขา แม้ทหารเสือพรานรุ่นหลังๆก็ได้ค่าชดเชยจากเมกาชีวิตละ 200,000.00บาท

ญาติพี่น้องก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน เพราตอนถูกกล่อมมาปิดกันเป็นความลับ เหมือนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ และ169ศพที่จ ระยองก็เช่นกัน ไม่มีใครรับรู้เรื่องหรือติดตามเรื่อง ชีวิตคนไทยไม่มีค่าราคาค่างวดอะไรมาแต่ไหนแต่ไรเลย น่าอนาถเหลือเกิน นี่แหละประเทศที่มีแต่ความลับ องค์ชำระประว้ติศาสตร์ลึกลับมีมาก และมีอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ใครไปพยายามขุดคุ้ยล้วนโดนของแข็งจนเข็ดขยาด ข้าเจ้าสลดใจแทนเลือดไทยผู้ไร้เดียงสากลุ่มนี้ตลอดมา จึงนำมาเล่าให้เพื่อนๆฟัง ซึ่งข้าเจ้าทำได้แต่เพียงเท่านี้

การสู้รบในวันที่สองก็เน้นอยู่จุดนี้เป็นสำคัญ แต่เนื่องจากอากาศเปิดดีมากทหารเวียตนามเสียหายย่อยยับหากเป็นอะไรสักอย่าง ก็ขาดวิ่นไม่เป้นชิ้นแต่เละเทะประสานกำลังไม่ได้อีกต่อไป สถาณะการเช่นนี้หาดูได้ยากในสงครามลาวตั้งแต่ที่เคยมีมา

หน่วนเรเว่นทำงานชี้เป้าหมายให้เครื่องPhantoms, F105, Sky raider, T-28, C-47, C130 Spectre ฯลฯ เล่นงานข้าศึกอย่างสนุกสนาน ถล่มกันอย่างไม่อั้น ทางกองทัพอากาศเมกาเรียกว่า Operation Barrel Roll Sorties ฃึ่งปธน.นิกสันใช้นโยบายเวียตนามไมเซชั่น(Vietnamization) คือนโยบายต้องการถอนทหารเมกาภาคพื้นดินออกจากอินโดจีนทั้งหมด และผลักภาระการสู้รบทางภาคพื้นดินให้คนและทหารท้องถิ่นรบป้องกันตัวเอง

แต่จะเพิ่มการสนับสนุนทางอากาศให้มากขึ้น ฉนั้นการรบที่ทุ่งไหหินครั้งนี้เมกาอนุญาตให้ใช้กำลังทางอากาศแบบไม่อั้น และกฎเกณฑ์หยุมหยิมห้ามนั้นห้ามนี้(Rules of Engagement)ทูตเมกาคนใหม่ให้ยกเลิกหมด ทำให้การปฎิบัติงานง่ายมากขึ้นหลายเท่าตัว บริเวณทุ่งไหหินปรุเป็นหลุมน้อยใหญ่เต็มไปหมด บางหลุมเดินลงไปแล้วกลับขึ้นไม่ได้ ยังมีร่องรอยให้นักท่องเที่ยวที่ไปชมทุ่งไหหินได้เห็นกันจนทุกวันนี้

การเผด็ดศึกขั้นเด็ดขาดนำโดยสิงห์ดำ(Black Lion)ผู้นำกองกำลังบุกเข้าตี ชื่อเขา วิล กรีน(Will Green) เป็นนักรบผิวดำของฃีไอเอคนแรกและสิงห์ดำผู้นี้มีชื่อเป็นผู้มีผลงานดี เด่น(CIA Hall of Fame) ของฃีไอเอ อายุประมาณ 40กว่าปี สูง6ฟุตเศษ หุ่นนักกีฬาหน้าท้องเรียบ หัวเถิกนิดๆมีหงอกพองาม หัวโงนหนักไปทางหลัง ในตาดำเข้มยิิ้มแย้มโอภาปราศรัยแต่ไม่พูดมาก เสียงแหลมเล็กแบบคนเมกันดำ (high pitch-voice) แข้งขายาวเรียวแบบนักวิ่งและแข็งแรงมาก เป็นคนลงมือทำก่อนจึงพูด หมอนี่ไม่เอนเอียงกับความจริงเลยแม้ครั้งเดียว เวลาเขาควบคุมการทิ้งระเบิดฃึ่งส่วนมากเขาจะพูดกับนักบินเองหากไม่ถูกเป้า หมายที่เขาต้องการเขาจะให้โอกาสนักบินทราบอย่างช้าๆละเอียดว่าเขาต้องการวาง ระเบิดห่างไปทางไหนกี่หลา พร้อมทั้งอธิบายภูมิประเทศว่าล้กษณะอย่างไร ควรเข้าเป้าหมายจากทิศไหนๆลๆ หากนักบินทำผิดหรือทำชุ่ยๆเขาจะใส่ทันที"Oh man... it's not fun..it's not a drill...you want to try again?" "คุณคิดว่ามันสนุกหรือตลกหรือ นี่ไม่ใช่การฃ้อมเป้าหมายนะ" แต่เขาก็หัวเราะท่ามกลางความตายไปด้วยเพื่อให้หายเครียด วิล กรีนเป็นนักรบที่ไม่สทกสะท้านเลือดเย็นที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา เขาเข้าไปกำกับทั้งทหารม้ง ไทย ลาว เข้าตีสองฐานนี้อย่างดุเดือด การกำกับชี้เป้าหมายกับการโจมตีทางอาศได้ผลสูงมาก แทบไม่ผิดเป้าหมายเลยก็ว่าได้ ในขณะเดียวกันเขานำทหารคืบคลานสู่ยอดภูตัวสูงภูนกกก(Phu Nok Kok) คอยจ่อจะยึดยอดภู เวลาเดียวกันก็กำกับและกำชับนักบินให้รู้ว่าเขาและทหารอยู่จุดไหน หลายครั้งเครื่องบินทิ้งระเบิดเหนือหัวตัวเองเพียงไม่กี่ฟุตเพื่อผลักทหาร เวียตนามให้พ้นจากยอดให้ได้ ข้าศึกยึดไว้แน่นมากจนต้องถอย2-3ครั้ง เขาขอคริกเกต(Cricket)ส่งระเบิดขนาด 750ปอนด์จากเครื่องขับไล่Phantom เป็นลูกสุดท้าย และเมื่อเสียงบึ้มจนภูสท้านสั่นเขาก็นำทหารปีนเข้ายึดยอดทันที จนในที่สุดเขายึดยอดภูนกกกได้ ทหารร้องเฮๆๆโบกธงลาวเป็นครั้งแรกที่ภูตัวนี้

ภูตัวนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดเพราะสูงสุดในละแวกนั้น

เมื่อยึดได้แล้วก็ง่ายต่อการชี้เป้าหมายโจมตีและเป็นจุดสำคัญที่จะควบคุมทางอากาศต่อบ้านบาน(Ban Ban)และปากทางเข้าทุ่งไหหิน

ระยะหล้งๆก่อนฐานเขาแตกฃึ่งเขายืดได้นานถึงสามเดือน ทำให้อดนึกถึงกองพลเสือน้อยของไทยเรา(LittleTiger)ที่เนินPorkShopในสงคราม เกาหลีอันเลื่องชื่อติดประวัติศาสตร์ทางทหารของโลกมาแล้วไม่ได้ เราจะมีหน่วยทหารไทยแบบนี้อีกไหมหนอ?

สาเหตุต้องถอนตัวเพราะทหารลาวกรมนี้จากปากเซ(Pakse)ซึ่งเป็นทหารภาค4ของนาย พลผาสุขสำลี ทนโดนน่วมจากการโจมตีอย่างหนักหลายขนานทั้งปืนคอเล็กคอใหญ่ ปืนสนาม130มม และปืนใหญ่หลายขนาดอย่างไม่ขาดสายเพราะยอดภูเป็นเป้านิ่ง ข้าศึกยิงปืนใหญ่และปืนครกขมังนักเพราะเขาต้องขนกระสุนมาทางบกทั้งแบกทั้ง หามแม้แต่บรรทุกกับจักรยานรวมทั้งถูกดักโจมตีจากเครื่องบินเมกาอีก ฉนั้นการยิงปืนหนักแต่ละนัดแม่นยำแค่ไหน ลองนึกดูแล้วกัน ฝรั่งเศสสิ้นชื่อมาแล้วที่เดียนเบียนฟู(Dien Bien Phu) เมกาก็กระอักมาแล้วทีเค ฃานห์(Khe Sanh) เอีย ดราง(Ia Drang) และยุทธการ ลามฃอน719(Lam Son 719) การถอยร่นจากยอดภูตัวสูงภูนกกก ถอยไปรวมกับกรมทหารลาวพลร่มภาค3ของนายพลบุญปอน มากเทพารักษ์จากสวรรณเขต(Savanaket)ฃึ่งอยู่ภูตัวล่างคือภูหก(Phu Hok)ซึ่งมองเห็นใกล้ๆกัน เป็นสัญญานแห่งความหายนะ เพราะเราจะเสียภูตัวสูงตัวนี้ไม่ได้ ข้าศึกจะกระหนํ่าเราได้ง่ายดายเมื่ออยู่สูงบนหัวเรา สาเหตุหลักอีกอันหนึ่งที่สิงห์ดำต้องแพ้ก็เพราะทอม คลายน์(Tom Cline) หน ซีไอเอล่องแจ้ง(CIA Long Cheng Station Chief) ผู้ซึ่งรู้สถานะการณ์ความเป็นจริงตลอดเวลา ไม่ยอมให้วินกรีนค้างคืนที่ภูนกกกในตอนหลังแต่ให้ไปทุกวันตอนกลางวัน เพราะอันตรายมากตอนหลังทหารเวียตนามเข้าโจมตีเฉลี่ยวันละสองครั้งแม้แต่เวลา กลางวัน ข้าศึกออกมาแย่งร่มที่ฝ่ายเราทิ้งสเบียงลงมาให้แบบต่อหน้าต่อตา หน. ซีไอเอกลัวว่าข้าศึกจะจับหรือฆ่าเขาได้ในที่สุด และต้องการสงวนแม่ทัพที่สามารถอย่างเขาไว้ใช้ในงานใหญ่ต่อไป นึกถึงลีลื้อที่รบจนวันสุดท้ายของชีวิตเขาแล้วยังใจหายไม่ได้

โปรดติดตามการสู้รบที่ทุ่งไหหินในตอนต่อไป "กวาดต้อนผู้คน และวัวควาย" น๊ะเจ้าคะ

Offline

#27 July 20, 2015 8:10 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 643
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ทุ่งไหหินตอน-11

เมื่อฝ่ายเรายึดภูสำคัญ2ภูนี้ได้แล้วก็มีความอุ่นใจว่าทุ่งไหหินต้องเป็นของเรา เราเสียไปครั้งสุดท้ายเมื่อ1964

การใช้กำลังทางอากาศยังดำเนินกันไม่หยุดวันละประมาณ 160 เที่ยวบินโจมตี ใช้ทหารม้ง ลาว ไทย เกือบ 6,000คนเข้ายึดยอดภูสำคัญได้โดยสมบูรน์ แต่การต่อสู้ยังเข้มข้นทุกวัน อากาศยังเป็นใจ ดี โปร่งใส เปิดตลอดอีก8สัปดาห์ต่อมา

ความเสียหายเกิดกับข้าศึกมหาศาล คณะตัวแทนวัฒนธรรมจีนรีบหนีจากฐานที่ตั้งในถํ้าใกล้เมืองคังใค(Khang Khay) ฝ่ายเรายึดถํ้านี้ได้เอกสารและอุปกรณ์เกือบสองคันรถบรรทุก มีเอกสารเกี่ยวกับการโฆษณาชวนเชื่อเช่นหนังสือสรรพ์นิพนธ์ของเมาเซตุงหลาย ขนาด ป้ายโฆษณา เหรียญติดหน้าอกรูปประธานเหมาและรูปธงชาติจีน มีเครื่องเทเลไทพพ์(teletype)แบบใช้เทปกระดาษขนาดเล็กพร้อมเทปยังคาอยู่(พวก เราได้มอบเครื่องนี้เป็นของขวัญสำคัญให้ดาบ เฉลิม ประสงค์ทรัพย์)เป็นของขวัญให้เขาเอาไปอวดพรรคพวกที่บก.333 นอกจากนั้นก็มีพิมพ์ดีดโอลิมเปียร์(Olympia)ทั้งไทยและอังกฤษ เงิน1000กีบซึ่งยกเลิกใช้แล้วเกือบเต็มห้อง

ตอนนั้นรอ.กองแลปฎิวัติและเข้ายึดธนาคารชาติลาวและได้ขนธนบัตร1000กีบหนีมา ทางทุ่งไหหิน มีสิ่งตีพิมพ์เป็นเอกสารเป็นภาษาไทยอีกมากมาย และทิ้งท้ายด้วยยาสีฟันที่เป็นตลับอีกหลายกล่อง พวกนักบิน เรเว่น(Ravens)เอาอวดพรรคพวกและลองใช้ดู และก็ตลกว่ามิน่าใช้ยาสีฟันนี้แล้วทำให้พวกคอมมิวนีสต์จึงดูโหดเหี้ยมผิด ธรรมดาและ ฯลฯ ความรีบเร่งทำให้พวกเขาได้ทิ้งนายทหารจีนท่านหนึ่งและถูกจับได้ ซีไอเอ ดีใจมากที่ทราบข่าวนี้เพราะเราไม่เคยได้เชลยที่มีคุณค่าสูงขนาดนี้มาก่อน แต่ระหว่างไปรับตัว พวกทหารม้ง เชือดคอเสียแล้ว ทำให้ซีไอเอผิดหวังอย่างมากมาย จนตอนหลังวังเปาต้องตั้งเป็นกฎใหม่ ห้ามเอาชีวิตเชลยเป็นอันขาด ทหารผู้น้อยไม่รู้คุณค่าเรื่องเชลย

เรามีศูนย์ซักถามเชลยที่ค่ายบนยอผาขาว(Pha Khao LS-14) มีเชลยทุกชนิดที่นี่ ปะเทดลาว เวียตนาม จีนฮ่อ แม้ว เย้า ลือฃอฯลฯ ผาขาวเป็นฐานลับสุดยอดแห่งหนึ่งและเป็นศูนย์ซักถามซึ่งรวบรวมข่าวสารอันมี ค่าให้ฝ่ายเราใช้อะไรได้อีกหลายอย่างที่มีประโยชน์ยิ่ง ส่วนการทรมานและการทำโทษข้าเจ้าขอยกเว้นที่จะนำมาบอกเพื่อนๆได้ เรามีจนทซักถามทั้งไทย ลาว จีน เวียตนาม เมกันฯลฯ มาทำงานที่นี่ทุกบ่อยรวมทั้งพารูและฝ่ายข่าวของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับ สงคราม ซีไอเอใช้เจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่เช่นแจ็ค เชอรี่(Jack Shirley จิม มอนโร(Jim Monroe) ฯลฯ เป็นผู้ควบคุม ตอนหลังฝ่ายเราใช้เครื่องจับเท็จ(Lie Detector)กับเชลยได้ผลดีมาก

มีคดีโศรกนาฎกรรมที่อยากพูดทิ้งไว้ให้ได้ศึกษา คือคดีนายทหารหนุ่มยศร้อยตรีของเวียตนามเหนือเข้ามอบตัวกับฝ่ายเราตอนสู้รบ กันที่นาคัง(Na Khang LS-36)เมื่อเดือนมีนาคม1968 ตอนนั้นบลูบอย(Blue Boy ชุมพลสาละวัน)ยังมีชีวิตอยู่ เขาหิ้วกระเป๋าเอกสารมาด้วย1ใบเต็มไปด้วยแผนที่ของเวียตนาม มีรายละเอียดมากมายแม้แผนที่ที่จะเข้าตีบวมลอง(Boum Long LS-32)ซึ่งมีรายละเอียดแม้รูปและตำแหน่งบังเกอร์ต่างๆ เขาอ้างว่าตัวเขาเป็นคริสเตียน(Catholic Christian) และมีญาติพี่น้องซึ่งเป็นคริสจำนวนหลายคนมีที่อยู่อาศัยในไซง่อน อย่าลืมว่าปธน.โงดินเดียม(Ngo Din Diem)ของเวียตนามใต้ก็เป็นคาทอลิคด้วย เขาไม่ศรัทธาระบอบคอมมิวนิสต์เลย และอยากมีชีวิตใหม่ในประเทศที่มีคนนับถือศาสนาเดียวกันหรืออย่างน้อยจะ นับถือศาสนาอะไรก็ได้เช่นในเมกา อายุเขา22ปี ใบหน้ากลมแบน คิ้วบาง จมูกเล็กงามแต่ไม่โด่ง คอยาวสมส่วน ผมสั้นดำปนนํ้าตาล ฟันทองที่เขี้ยวทั้งสองข้าง สูงประมาน 168ซม ผอมบาง แต่ร่างสมส่วน แขน ขา งาม

เขาถูกรุมซักถามอย่างแทบไม่เว้นแต่ละวัน บทรายงานซักถามเขายาวเหยียดและละเอียดยิบตั้งแต่เขาเกิด เขาให้ความร่วมมือในการซักถามทุกอย่าง ทำให้ฝ่ายเรามีความรู้อย่างกว้างขวางในเรื่องกองทัพและความเป็นอยู่ของ เวียตนามเหนือ ความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้านำเขามามอบตัวกับฝ่ายเรา เขาจะตื่นแต่เช้าไปทำงานที่ร่องผักของเขาและเก็บผักมาฝากเป็นประจำ ซีไอเอจัดหาพระคาทอลิคมาให้เขาทำพิธีทางศาสนาเช่นวันคริสมาสฯลฯซึ่งเขาจะ ดีใจเป็นที่สุดและแต่งตัวดีที่สุดในวันนั้นๆ แต่เนื่องจากเขาเป็นเป้าหมายสำคัญมากจึงถูกเก็บตัวแบบขังในบ้าน(house- arrested)จนกระทั่งล่องแจ้งแตกปี1972 ระหว่างขนย้ายฐานผาขาว(Pha Khao)หนีข้าศึก หลายปีต่อมาแจค เชอรี่(Jack Shirley) เล่าให้ฟังด้วยเสียงเครือว่า พวกม้งถีบเขาจากเครื่องฮอในวันนั้น

Offline

#28 July 20, 2015 8:11 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 643
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

สงครามมันรุนแรงและขาดควาเมตตาปรานีอย่างนี้ละหรือ??? ยังเป็นคำถามที่ระทดใจและหาคำตอบไม่ได้มาจนปัจจุบัน

ตอนนี้ซืไอเอใช้การปฎิบัติการทางจิตวิทยาโดยการโปรยใบปลิวน้อยใหญ่ชักชวนให้ ประชาชนเข้ามอบตัวกับจนท ไทย ลาว เมกัน (ไม่ใช้ม้งเพราะคนลาวไม่ชอบและไม่ไว้ใจคนม้ง) ในใบปลิวบอกว่าจะช่วยเหลือเรื่องอาหาร ยารักษาโรคและจัดที่ทำกินใหม่ให้ ใบปลิวโปรยไปทั่วไม่เฉพาะเขตเชียงขวาง ทุ่งไหหิน แต่ถึงเขตหัวพัน ซำเหนือด้วย

ชาวลาวละแวกนั้นลำบากแทบเลือดตากระเด็น ทุกคนขุดรูอยู่กันนอนในป่าในถํ้ามาตลอดหลายปี อาหารไม่มีจะกินออกไปทำนาไม่ได้ มีครั้งหนึ่งนักบินเรเว่น ไมค บรายเออร์(Mike Byer)บินผ่านฉางข้าวก็วนดูว่าจะทำอย่างไรดี ทันใดมีคนแก่ผอมเกร็งหนังหุ้มกระดูกวิ่งออกมาจากกระต๊อบแล้วโอบมือและวิ่ง รอบๆข้าวเปลือกกองนั้นพร้อมทั้งยกมือวันทาโค้งตัวขออย่าให้ทำลายข้าวเปลือก กองนั้นแล้วร้องให้อย่างน่าเวทนา ไมค บรายเออร์วิทยุไปหาเรเว่นทุกตัวในขณะนั้นและขอร้องไม่ให้ทำลายข้าวฉางนั้น เด็ดขาด

เมื่อฝ่ายเรายึดทุ่งไหหินได้ ก็กวาดต้อนผู้คนกว่าหมื่นห้าพันคน วัวควายเกือบสองหมื่นตัวเต็มทุ่ง เรื่องยารักษาโรคไม่ต้องพูดถึงเลย ผู้คนที่แห่ออกมามอบตัวเป็นโรคทุกชนิดตั้งแต่มาเลเรีย ไข้จับสั่น โรคผิวหนังอย่างรุนแรง เด็กขาดอาหารท้องป่องฯลฯ และเมื่อเอามารวมตัวเป็นค่ายอพยพที่ลาดแสน ลาดห่วง เมืองกาสี และหินตั้งเด็กๆก็ติดโรคต่อกันและเริ่มตายวันละ4-5 รายต่อวัน

ได้เห็นภาพที่แม่ห่อศพลูกกับเสื่อขาดวิ่นผืนเล็กๆ แล้วร้องรำพันว่า"ลูกเอ๋ยแม่ต้องขอโทษที่ไม่มีโอกาสหาอาหารให้ลูกเพียงพอได้ เพราะยามสงคราม ลูกจึงกินไม่พอและอ่อนแอ เจ็บป่วยจนถึงตาย" หล่อนร้องไห้ครวญครางน่าเวทนาต่อผู้พบเห็นยิ่งนัก พร้อมทั้งร้องขอให้สงครามสงบเสียที ขอให้ทุกฝ่ายหยุดทำสงคราม ใครจะแพ้ชนะไม่สำคัญปล่อยให้ชาวบ้านอยู่กันตามมีตามเกิดไม่ได้หวังอะไรทั้ง สิ้นอย่าให้ต้องถูกบอมบ์ทั้งวันทั้งคืนตลอดมาเป็นปีๆโดยไม่ทราบสาเหตุก็พอ เพียงแล้ว

เมื่อสงครามสงบลงมาถึง 38 ปี ปีนี้ข้าเจ้าเห็นภาพทุ่งไหหิน เชียงขวาง คังไข เมือง สุย บนยูทู้ป (You Tube) เจริญเติบโตจนจำไม่ได้ บริเวณนี้สวยงามมากและกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ความรื่นรมย์ ทิวทัศน์และบรรยากาศ รวมทั้งความมีมิตรภาพของคนลาวเชียงขวาง สมกับที่อเลคซานดร้า ธิดาวัน บุญช่วย(Alexandra Thidavanh Bounxoui) นักร้องและศิลปินดังของลาวร้องไว้ในเพลง อัญญมณีแม่นั้าโขง เหมือนคำทำนาย หลังผ่านยุคถิ่นกาขาว ลาวก็ได้พบกับความศิวิลัยสมจริง ขอแสดงความยินดีด้วยเป็นอย่างยิ่ง
------------------------

ด้วยความขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งเจ้าค่ะ ที่ท่าน bangkok2484 ได้กรุณานำบางส่วนที่สำคัญยิ่งของกระทู้ "ครั้งแรก...!!!" มาลงให้ข้าเจ้า มันเป็นประวัติศาสตร์ของสงครามอินโดจีนในปะเทดลาวที่นักรบหลายท่านที่ข้า เจ้ากล่าวถึงยังไม่มีผู้ใดบันทึกไว้ให้ชนรุ่นหลังได้เรียนรู้

ข้าเจ้ากำลังท่องเที่ยวอยู่ที่ประเทศเขมร ได้สัมผัสกับหลายส่วนของผืนแผ่นดินนี้ คิดว่าจะนำมาต่อเติมกระทู้นี้ให้น่าอ่านมากขึ้นไม่มากก็น้อยนะเจ้าคะ
อนึ่งข้าเจ้ายังคอยและหวังว่าสักวันหนึ่ง ในเร็วๆนี้ท่านดร.ริดชาร์ดและคณะแอดมินจะนำกระทู้นี้มาโพสต์ไว้เหมือนเดิม ทั้ง 11 หน้านะเจ้าคะ ขอขอบคุณมาล่วงหน้าเจ้าค่ะ

ข้ายังคอยและหวังว่าสักวันหนึ่ง ในเร็วๆนี้ ท่านดร.ริดชาร์ดและ
AmeriLao, Dec 15, 2013

Offline

#29 July 20, 2015 8:11 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 643
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

เนื่องจากเหตุการที่วิกฤติเกิดขึ้นในบ้านเราปัจจุบัน และมีทีท่าจะลุกลามไปใหญ่โต ประกอบทั้งกระทู้นี้ถูกมือดีดอดมาลบไปหมด และยังไม่มีทีท่าจะกู้กลับได้ ประกอบกับข้าเจ้าก็กำลังเดินทางจึงของดเรื่องสงครามลาวเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว เอาไว้ก่อนชั่วคราว แต่จะพยายามเล่านิทานเก่าๆสนุกๆให้เพื่อนๆฟังพอเป็นอุปมาอุปมัยเพื่อสท้อ นถึงสาเหตุต่อเหตุการณ์ที่วิกฤติในบ้านเราปัจจุบันน๊ะเจ้าคะ

นิทานอีสปเรื่องเหลือบฝูงใหม่
กาลครั้งหนึ่งกวางหนุ่มตัวหนึ่งเดินท่องนํ้าไปตามลําธารซึ่งกําลังไหลเชี่ยว กราก เกิดพลาดท่าตกลงไปในซอกหินผาชันและในที่สุดออกจากซอกหินนั้นไม่ได้ เหลือบฝูงใหญ่เข้ามาตอมกินดูดเลือดกวางซึ่งโผล่แต่ท่อนหัวเต็มไปหมด กวางได้พยายามต่อสู้ พยายามสบัดหัวไม่ให้เหลือบเกาะติด แต่ในที่สุดก็หมดแรงจะเคลื่อนสบัดคอได้อีกต่อไป ได้แต่ภาวนาให้สายนํ้าถอยจะได้หลุดออกไป
จนรุ่งเช้า เจ้ากระต่ายน้อยผ่านมาเห็นชตากรรมของกวางด้วยความรันทดสงสารก็ร้องบอกว่า
"เราจะช่วยไล่ฝูงเหลือบให้ท่านจะเอาไหม?" กวางร้องสวนไปทันทีว่า
"อย่า.....อย่าเป็นอันขาด เราขอบใจท่านเป็นอย่างมากที่เมตตา แต่หากท่านไล่เหลือบฝูงนี้ออกไปจะทําให้เราตายแน่ๆ"
กระต่ายฉงนงงแล้วถามว่า "ทําไมละ?" กวางตอบอธิบายว่า
"เหลือบฝูงใหม่ซึ่งท้องว่างกําลังหิวจัดจะเข้ามาแทนที่
และจะฆ่าเราอย่างแน่นอนเพราะเลือดเราเหลือน้อยเต็มที
ฝูงที่กำลังดูดเลือดเราขณะนี้มันอิ่มแล้วเพียงแต่ตอมตอดเลือดได้ทีละน้อยเรา พอทนได้ รอนํ้าลดลงเราก็จะหลุดจากซอกหินนี้ แล้วเราก็จะได้สบัดให้พวกเหลือบหลุดหมด เราก็จะปลอดภัย"
กระต่ายพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วเดินส่ายหน้าผละออกไป
เหตุการณ์วิกฤตบ้านเราระยะปลายรัชกาลปัจจุบัน ก็คือการต่อสู้ไม่ให้เหลือบฝูงใหม่ได้เข้ามาทดแทนนั่นเอง มิฉนั้นกวางตัวนี้ตายแน่ๆ
ทำให้นึกถึงสถานภาพทางการเมืองของจีนหลังจากประธานเหมาเสียชีวิต ก็เกิดช่องว่างทางอำนาจ การต่อสู้ระหว่างแก้งสี่คนนำโดยเจียงชิงภรรยาหม้ายของเมาเซตุงฝ่ายหนึ่ง และฝ่ายนายกจูเอนไลกับเติ้งเสี่ยวผิงอีกฝ่ายหนึ่ง ด้วยวิทยายุทธที่เผ็ดร้อนถึงพริกถึงขิง ประชาชนจีนภาวนาแต่เช้าจนเข้านอนให้กวางของเขาปลอดภัย สวรรค์ตอบรับ ผลทำให้จีนรุ่งเรืองมาเป็นมหาอำนาจโลกในปัจจุบัน
แต่ปัญหาบ้านเมืองเรานั้นมันมากกว่านี้อีกหลายชั้น คือกวางตัวนี้และตัวอื่นๆไม่ได้ทราบว่าที่ดินที่ตัวยืนอยู่นั้นเป็นของผู้มี อำนาจและแท้จริงเป็นเจ้าของคอกและได้ล้อมรั้วเอาไว้หลายชั้นแล้ว กวางที่อาศัยอยู่เป็นส่วนหนึ่งซึ่งเป็นทรัพย์สินของเขา
กวางจึงเป็นเพียงแค่ภักษาหารเมื่อต้องการก็มาต้อนล่าเอา หรือเหล่าฝูงกวางเป็นของประดับบารมีเอาไว้โอ้อวดยามแขกบ้านแขกเมืองยามมา เยือน
ตอนหลังกวางรู้ความจริง แล้วกวางจะทำอย่างไร?
จบนิทานอีสปเรื่องเหลือบทั้งหลายและกวางที่น่าสงสำรฝูงนี้จะไปทางไหน? สาธุ
นิทานตอนต่อไปคงจะเป็นเรื่อง"แล้วหนูตัวไหนจะเป็นตัวที่จะอาษาเอาลูกพรวนไป แขวนคอแมว?" หรืออาจจะเป็นเรื่อง"คนดีศรีอยุธยารุ่นใหม่คงยังไม่เกิด"กระมังคะ โปรดติดตามตอนต่อไปนะเจ้าคะ
AmeriLao, Dec 15, 2013

Offline

#30 July 20, 2015 8:11 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 643
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ในที่สุดไขลูก็ออกมา
เป็นเรื่องเศร้าโศกสลดใจอย่างมหรรณ์ที่ข้าเจ้าอดทนฟังคําพิพากษาแถลงการณ์คำ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไทยเมื่อวันที่20พย2013จนจบ และทราบว่าบุคคลที่ประชาชนเลือกตั้งเป็นตัวแทนประชาชนในสภาผู้แทนไทย ได้ถูกตบหน้าและสั่งสอนจากหน. ตลก. ว่าพวกสมาชิกสภาผู้แทนเขาไม่มีสิทธิอะไรที่จะแก้ใขหรือปรับปรุงใดๆในเรื่อง รัฐธรรมนูญ(ทั้งๆที่เป็นหน้าที่อันชอบธรรมของฝ่ายนิติบัญญัติ) และบอกว่าประชาชนไม่มีสิทธิเลือกตั้งวุฒิสมาชิกของเขาโดยตรง ต้องมาจากการแต่งตั้ง(จากไหนทุกคนก็รู้)เท่านั้น ข้าเจ้าตกใจ ร้องไห้และตัดสินใจต้องแสดงความคิดเห็นของข้าเจ้าเองบ้างแม้จะไม่ตรงกับ อุปนิสัยตัวเอง แต่ก็จำใจต้องแสดงออก เพราะความเจ็บปวดในคราวนี้มันมากเกินไปที่จะเก็บไว้ได้อีก มันมากเกินจะสู้ทนเงียบอืกต่อไป บุคคลพวกมี้มีแต่ข่มเหงเคนงร้ายต่อประชาชนมาโดยต่อเนื่อง มองไม่เห็นร่องรอยว่าจะมียางอายอะไรทั้งสิ้น มีแต่ความเหี้ยมเกรียม ใช้อำนาจและความรู้ทางกฏหมายคอยทิ่มแทงควบคุมเพื่อนร่วมชาติให้ตกอยู่ใน อาณัติของตนและพรรคพวกมาตลอด ประเพณีวัฒนะธรรม คุณจริยะธรรม ความยุติธรรมเหือดหายและบิดเบือนไปหมดจากความดีงาม ความเป็นเอกลักษณ์อันเป็นเอกของคนไทยที่เคยมีมา
ขณะนี้คนไทยเดินไปไหนในโลกเวลานี้แทบจะไม่กล้าบอกว่าตัวเองเป็นคนไทย เพราะอับอายเขา ประเทศเพื่อนบ้านเช่นมาเลย์ สิงค์โปร์ ฮองกง ไต้หวัน ฯลฯ เขาตลกกันระหว่างสนทนาต่อกัน เช่น พูดว่า
"Don't "THAI" to me" เป็นความหมายแสลง (slang) คำว่า "ไทย" หมายถึง"โกหก" หรือหมายถึง Don't lie to me (อย่าโกหกฉันนะ) หรือหมายถึง Don't cheat me (อย่าหลอกลวงฉันนะ) คือคําว่า ไทยนั้น หมายถึง โกหก หรือหลอกลวง นั่นเอง "Thai talk"ซึ่งพวกอังกฤษใช้มาก่อนไม่ต้องนับกัน
แต่ในกลุ่มอาเซี่ยนข้างบ้านด้วยกันเขาเริ่มเห็นแล้วว่าสังคมของเราเต็มไป ด้วยลับ ลวง พราง โกหก ตอแหล ปลิ้นปล้อนต่อกันตั้งแต่ตัวสูงสุดตามขั้นลงมาจนตัวเล็กๆก็จำต้องทำตามเพื่อ ความอยู่รอด สังคมและค่านิยมเน่าเฟะจนถึงจุดตํ่าสุด ชาวบ้านทั่วไปตกเป็นเหยื่อจากสถาบันหลักๆอันทรงเกียรติทั้งนั้น เช่นเรื่องสิทธิมนุษย์ชนของไทยเป็นเรื่องขำขันต้องหัวเราะกันกลิ้งเมื่อเอ่ย ถึง มาวันนี้สถาบันศาลสูงสุดของไทย(ซึ่งไม่ใช่องค์กรที่ประชาชนเลือกเข้ามาให้ ปฏิบัติหน้าที่)ปล่อยคำตัดสินว่าประชาชนไม่มีสิทธิจะเลือกวุฒิสมาชิกของตัว เอง สังคมที่ข้าเจ้าอาศัยอยู่ปัจจุบัน(หากเขารู้) เขาคงให้ของลับต่อผู้พิพากษาพวกนี้ อย่างน้อยๆกยกนิ้วกลางอย่างแข็งไป๊กชูไปข้างหน้า และก็ร้อง bull shit !! แต่คิดว่าเรื่องวันนี้ใหญ่กว่าจะให้แค่นิ้วกลาง แต่จะกำกำปั้นยกสูงระดับหน้าอย่างเร็วและแรงพร้อมกับเอาอุ้งมือจากมือซ้ายตี รองร้บที่ข้อศอกให้มีเสียงดังเป๊ะ และร้องดังๆว่า "อัพยัวฟักกิ้งแอสส"
ขออภัยเพื่อนๆในกระทู้ตอนนี้น๊ะเจ้าคะ

----------------------------------



สงครามปฏิวิติของไทย(Thailand Revolution)ได้เริ่มแล้ว

จากสถานการและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นต่อประเทศเรา และหลังจากได้เห็นการเข้ายึดครองกระทรวงการคลัง สํานักงานงบประมาณ พยายามจะยึดสถานีโทรทัศน์ต่างๆ และ ฯลฯ ของฝ่ายประชาชนปฏิวัตินําโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ์ อดีตรองหน.พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยพละกําลังของผู้สนับสนุนบนถนน ยังไม่นับในทางลับเหนือเมฆต่างหาก ข้าเจ้าตกตลึงในความสามารถของขบวนการม๊อบอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ การวางแผนการณ์ ทุนรอนสนับสนุน มีร้านอาหารอร่อยมาออกร้านให้ผู้คนมากินฟรีตลอดการชุมนุมถึง300ร้านมาหลาย สัปดาห์ การใช้นกหวีดเป็นเสียงหลัก ช่อดอกไม้ นํ้าดื่มที่เตรียมไว้จากสถานที่ราชการที่ม๊อบจัดตั้งนํามาต้อนรับ จํานวนธงชาติหลายขนาด ป้ายถือหลากสี รูปในหลวง และ ราชินี
ใส่กรอบอย่างดีมีค่าราคาแพง แผนดาวกระจายและการกลับมารวมกลุ่มเฉลิมฉลองรื่นเริงกับผลงานในการเดินขบวน วันแรกซึ่งประสพความสำเร็จยิ่งใหญ่ที่ราชดำเนินอีก และ และ ฯลฯ เป็นสถาปัตยกรรมการจัดม๊อบที่ลึกลํ้าอย่างยอดเยี่ยมและไม่เคยเห็นมา และจบลงที่คําปราศรัยโต้ตอบรัฐบาล ที่กล่าวหาว่า"ทําไมจึงไม่เคารพกฏหมายโดยเข้ายึดสถานที่ราชการ?"
เทพเทือกตอบสวนทันควันว่า"รัฐบาลเองก็ไม่เคารพกฏหมายไม่เชื่อฟังคําตัดสินของศาลเช่นกัน"
แถมบอกว่า"การประชุมสภาครั้งต่อไปในวันรุ่งขึ้นนั้นไม่เป็นผลใดๆทั้งสิ้นและผิดกฏหมายด้วยเพราะสมาชิก
พรรคเพื่อไทยทั้ง312คนนั้นหมดสิทธิ์ไปแล้วตั้งแต่คำตัดสินออกมาจากตลก.
สนุกไหมละเจ้าคะ?
วันต่อไปในประเทศไทยเราจะเป็นอย่างไรหากเพื่อนผู้ใดทราบโปรดกรุณาบอกด้วย ส่วนข้าเจ้าซึ่งเฝ้าติดตามและดูมานานด้วยความเป็นห่วงคิดว่าต่อแต่นี้ประเทศ เราไม่มีขื่อมีแปแล้ว และเป็นรัฐที่ล้มเหลวโดยสมบูรณ์(perfect failed state)ในตัวมันตั้งแต่เมื่อวันวาน
เหตุการณ์ในประเทศเราครั้งนี้ำมาถึงทางตันอีกครั้งลักษณะเช่นนี้จะนำประเทศ ของเราเข้าสู่สิ่งที่เลี่ยงเป็นทางอื่นไม่ได้(inevitable)คือสงครามกลาง เมือง(civil war)นั่นเอง และจากเท่าที่รู้และศึกษามา สงครามจะนํามาซึ่งความตกยากของผู้คนทุกหย่อมหญ้าเป็นเวลายาวนาน ความเสียหายทั้งเลือดเนื้อชิวิตและความอุดมสมบูรณืก็จะหมดไป จะมีต่างชาติเข้ามาแปลกปลอมแทรกแทรง
ยุคถิ่นกาขาวจะยาวนานแค่ไหนไม่มีใครจะทำนายได้ เมื่อเสียงปืนแตกครั้งนี้ดังอีกครั้งจะไม่มีการชลออลุ่มอะหล่วยกันอีกต่อไป มาตรการ 66/23 ในอดีตที่ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ไทยและนักศึกษา เคยยอมวางอาวุธและถูกหลอกมา ก็จะไม่มีให้เห็นกันง่ายๆอีกต่อไป
เพราะพวกกวางตาสว่างกันหมดแล้ว ส่วนจะไปทางทิศไหนอย่างไรก็คงแล้วแต่สวรรค์จะบันดาล พวกที่เคยคิดว่าจะหยุดกงล้อยุคลาวศิวิลัยนั้นอย่าได้หวังอีกต่อไป ทุกอย่างมีขึ้นไปสูงสุดเมื่อถึงวันก็ต้องตกตํ่าลงมาเป็นกฏแห่งธรรมชาติหรือ คนพุทธศาสนาเรียกว่ากฏแห่งกรรมนั่นเอง
ที่โรยหัวเรื่องว่าการปฏิวัติของประเทศไทย(Thailand Revolution)นั้น เนื่องจากข้าเจ้าเห็นว่าการปฏิวัติเมื่อปีพศ.2475
นั้นพวกรากหญ้าไม่ได้มีส่วนร่วมเลย คณะราษฎร์เป็นพลเรือนแค่ยิบมือเดียว และพวกกำลังทหารที่มายืนแถวในเช้าวันนั้นก็ล้วนถูกพระยาทรงสุรเดชอาจารย์ทาง เสนาธิการผู้เฉียบแหลมได้วางแผนหลอกว่ามาฝึกร่วมภาคสนาม ไม่ได้มาด้วยเพราะสมัครใจ
การปฏิวัติคราวนั้นและต่อๆมาล้มเหลวและล้มลุกคลุกคลานมาจนปัจจุบัน
ปัญหามันมีอยู่ปัญหาเดียวทั้งนั้น คือจะเอาเจ้าไว้ตรงไหน??
และมาตันเอาตอนนี้เองด้วยมาตรา112 และตกปลายรัชกาลที่สำคัญพอดี
แต่เวลานี้สังคมไทยเรามีอินเทอเนท(Internet)ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญที่สุดที่มนุษย์ได้เคยมีมา
คือทำให้ผู้ที่ไม่เคยรู้ความจริงได้สัมผัสกับความจิง
เป็นอาวุทธที่ใช้ป้องกันตัวและป้องกันประเทศชาตฺิที่สวรรค์ได้หยิบยื่นมาให้เราที่จะได้ชัยชนะต่ออธรรม!!
โปรดติดตามตอนต่อไปน๊ะเจ้าคะ ขอให้นอนหลับฝันดีเจ้คะ
AmeriLao, Dec 15, 2013

Offline

#31 July 20, 2015 8:12 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 643
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

การปฏิวัติของไทยที่แท้จริง ตอน-2 (Thailand Revolution-2):

ขอกราบอภัยโทษที่พิมพ์ตกไปว่าคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อน แท้จริงเป็นรองนายกฯเจ้าค่ะ
แต่ท่านประมาทไม่ได้น๊ะเจ้าคะ หากการจัดม๊อบครั้งนี้ประสพความสำเร็จ เขาอาจจะเป็นนายกฯก็ได้ เพราะนี่เป็นครั้งที่2 ของประวัติศาสตร์เราที่มีการใช้กำลัง(ตอนนี้ประกาศว่าจะไม่ใช้กำลัง)และ ประกาศอย่างโจ่งแจ้งว่าจะเอาอำนาจคืนให้พระมหากษัตริย์คือระบอบสมบูรณญา สิทธิราช(สมัยนั้นคือร.7) โดยพระองค์เจ้าวรเดชฯ แต่ความพยายามล้มเหลว และฝ่ายรบ.นำทัพโดยจอมพลป.พิบูลย์สงครามปราบขบถวรเดชสำเร็จ ผลพระองค์เจ้าวรเดชฯเสด็จหนีไปลี้ภัยที่เวียตนาม และแม่ทัพพระยาศรีสิทธิสงคราม(ดิ่น ท่าราบ) คุณตาของพล อ สุรยุทธ จุลานนท์ อดีต นยร.และปัจจุบันเป็นองคมนตรีได้เสียชีวิตลงที่ปากช่อง จ นครราชสีมา ตอนหลังมาทราบว่า ร.7 ทรงเป็นผู้ให้เงินต่อพระน้องยาเธอพระองค์เจ้าวรเดชทำการกบถในครั้งนั้น และต่อมาทรงได้เลี่ยงปัญหาโดยได้เสด็จไปประทับอยู่กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ จนกระทั่งทรงสละพระราชสมบัติในที่สุด
คุณเทพเทีอกกำลังทำในสิ่งเดียวกันเพียงแต่ยังไม่เกิดการสู้รบด้วยอาวุธ(แต่ ค่อนข้างแน่นอนว่าต้องเกิดขึ้น) แล้วน่าจะมีโบนัสได้เป็น นยร.ของไทยในอนาคตท่านหนึ่งหากสำเร็จ ตอนนี้ม๊อบของคุณสุเทพกำลังเป็นต่อฝ่ายรัฐบาลอยู่ ดูแล้วเป็นเพลงเร็วแต่มิใช่คะ จะไปรอดหรือไม่คงได้รู้กันอีกไม่นานเกินรอ สถานะการณ์ที่เป็นอยู่อาจจะเป็นไปได้ได้ทุกทาง(fluid
situation)ข้าเจ้าไม่อาจจะเดาสุ่มได้ แต่ที่รู้แน่ๆนั้นคือกำลังการเงินที่สนับสนุนและผู้อยู่เปื้องหลังน่าจะมี ร่องรอยว่าที่แท้เป็นใคร?มาจากไหน? และเมื่อสถานะการณ์งวดลง จึงจะเห็นได้เป็นรูปเป็นร่างว่าไปอย่างไร?มาอย่างไร? เพื่อนๆอย่าลืม
เฝ้าอินเตอร์เนต(Internet)ใกล้ๆไว้และมีเวปหลายๆเวปทั้งในและนอกประเทศเอา ไว้ ความจริงก็จะวาดภาพมันเองให้เห็นอย่างแน่นอน แต่รู้แน่ๆว่าขั้นตอนตอนนี้แม้จะเกิดการต่อสู้กันขึ้นฝ่ายอำมาตย์ยังปลอดภัย เพราะชำนาญในกลยุทธและขุมอำนาจยังมีครบทุกองค์กร แต่จะได้เห็นการเดินหมากของพวกเขาว่าจะให้เราเดินไปทางไหน แต่สรุปแล้วก็
คือการเอาอำนาจกลับคืนสู่วงจรอุบาทก์(ศัพย์คำนี้ พล อ.เชาวลิต ยงใจยุทธเป็นผู้ใช้คนแรก) นั้นคือกลับไปให้ในหลวงไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง และขอพระราชทานนายกฯใหม่ เลือกตั้งสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตั้งคณะรัฐบาลใหม่ ตั้งสมาชิกรัฐสภาใหม่ แล้วกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ อาจจะแบบ 50/50 หรื 30/70 หรือ40/60 หรือปิดประเทศชั่วคราวแบบพม่าโมเดิล เพราะพระองค์ท่าน พล อ เปรม และพระราชินี ทรงชราภาพและเจ็บป่วยมากอยู่ และเป็นระยะปลายรัชกาล สรุปแล้วก็จะทรงไปตามพระราชอัชฌาสัย ฯลฯ ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เกิดมาชั่วอายุขัย 18-19ครั้งแล้วเจ้าคะ คุณ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลก็จะได้มีงานอ่านแถลงการณ์สำนักพระราชวังน้อยลง(ตอนนี้ถี่ยิบ เพราะเป็นตอนงานเข้า) จะได้ผ่อนความตึงเครียด และเห็นวันเกษียรอายุราชการที่ราบรื่นรออยู่แน่นอน
เหตุการณ์ปัจจุบันของไทยนั้นมีชนชั้นรากหญ้าเข้ามาเป็นแรงหนุนทั้งสองฝ่าย เป็นการต่อสู้ที่สมบูรณ์แบบของชนชั้นกรรมาชีพซึ่งเป็นมหาชนส่วนใหญ่ของทุก ประเทศ ข้าเจ้าจึงเรียกว่าเป็นการปฏิวัติ(revolution) เยี่ยงเช่นเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดในฝรั่งเศษ รัสเซีย จีน เวียตนาม คิวบา และ ฯลฯ ของไทยเรามันคล้าสสิค มีการหลอกบังกันหลายชั้น แต่เมื่อเวลามาถึง(show down)ภาพต่างๆก็จะชัดเจนให้เห็นเป้าหมายเด่นชัด จะไม่ผิดคาดต่อไปอีกเป็นอันขาด กวางย่อมไม่ต้องการไม่ว่าจะเป็นเหลือบฝูงไหน...สวัสดีซีเรีย.... สวัสดี ลิเบีย.... สวัสดีไทยแลนด์......................
โปรดติดตามตอนต่อไปน๊ะเจ้าคะ ยังไม่มีอะไรตื่นเต้นเจ้าคะ
ขอให้หลับฝันดีเหมือนเช่นเคย น๊ะคะ

----------------------------



วิกฤติตการณ์ที่ร้ายแรงต่อประเทศไทยปัจจุบันวันนี้

นอกเหนือจากม๊อบของสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ยังไม่มีทีท่าจะยั้งมือในการเดินขบวน ได้เข้าไปยึดสถานที่ราชการและรวมถึงศาลากลางหลายจังหวัดแล้ว
เหตุที่หน้าสถานฑูตเมกาที่ถนนวิทยุนำโดยอภิสิทธิ์ และ กรณ์ จาติกวานิชย์(เคยมีคนยกย่องว่าเป็นขุนคลังที่ยิ่งใหญ่ขอโลก)
คงกลายเป็นเรื่องขำขันต่อรบ.เมกาและกระทรวงการต่างประเทศของเขาไม่น้อย แผ่นป้ายต่างๆพิมพ์บนผืนกระดาษ เหมือนและเป็นสีเดียวและขนาดก็เท่าๆกัน สอดสีต่างๆเหมือนกัน และมีธงชาติไทยอยู่ข้างบน เหมือนพิมพ์มาจากแท่นพิมพ์เดียวกัน ส่วนข้อความที่อ่านดูยิ่งคงทำให้มึอโปรฯในรบ.และกระทรวงต่างประเทศเมกาเอาไป จักกะจี้เล่นโจ๊กเฮฮากันในคาเฟทีเรียไปอีกหลายวัน
ตัวอย่างป้ายเท่าที่เห็นในรูปถ่าย:
Stop the bribery culture
How can we teach moral responsibility to our children
Rampant votes buying!
Democracy is more than just election!.......
(จะให้ลากตั้งมาตลอดและต่อไปหรือไง?)
Stop stealing taxpayers' money.... (เข้าข่าย ม112แล้วน๊ะ!!)
Uphold the rule Thailand does not belong to one person or any family
(ระวังจะโดนม-112 เด้อ!)
Government shows no remorse!....
(ไม่กล้าเพราะกลัวโดนรัฐบาลตัวจริงถีบเอา หรือไม่งั้นต้องขออณุญาตก่อน)
Stop dividing our country!......... (ไม่รู้หมายถึงอเมริกาด้วยหรือเปล่า?)
ฯลฯ
แต่ที่น่าสนใจคือกูรูตัวใหญ่ ประสงค์ สุ่นศิริ ออกมาพบคุณสุเทพ นี่แหละเป็นลางร้าย งานที่คุณสุเทพกำลังทำอยู่ต้องรีบทำให้จบโดยเร็วก่อนวันเฉลิมพระชนพรรษาปี นี้ 5ธค ซึ่งเหลือเพียงสัปดาห์เดียว วิชามารต่างๆก็คงถ่ายทอดให้เทพเทือกรีบสรุปผลโดยเร็ว
อีกทั้งข่าวลือเรื่องคุณเปรมก็หนาหูขึ้นทุกทีว่าจากไปแล้ว ตอนนี้ในหลวงท่านพยายามออกงานแทบทุกวันสองวัน หากใครได้เห็นและรู้วิธีพิจารณาภาพลักษณ์ก็เป็นห่วงแทนชะตาประเทศ จากภาพที่ปรากฏเห็นทรงอยู่แบบชนิดใกล้ฝั่งและอาจเป็นอะไรไปได้ทุกวินาที(any moment episode) ระยะเช่นนี้คงจะเห็นว่าหมอใหญ่ทั้งนั้นที่อยู่ใกล้ตัวท่าน แต่ละหมอก็มีใบหน้าที่ตึงเครียดทุกคน อาการอยู่ในระหว่างภาษาแพทย์สากลเรียกว่า acute frailty management and treatment situation!!!
โปรดติดตามตอนต่อไปน๊ะเจ้าคะ ขอให้หลับฝันดี Happy thanks giving day !! เจ้าค่ะ
AmeriLao, Dec 15, 2013

Offline

#32 July 20, 2015 8:12 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 643
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ไม่น่าเชื่อแต่ก็เป็นไปแล้ว!!!
การประกาศยอมยุบสภาจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่จากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ทําให้มองเห็นความเปราะบางของสังคมไทยต่อการที่จะก้าวต่อไปสู่ความเป็น ประชาธิปไตยในอนาคต ดูเหมือนว่าคนไทยในพศ.นี้และยุคนี้คงจะไม่มีโอกาสที่จะเห็นมันอีกต่อไป เราถูกกล่อมให้เชื่อและหลงเดินทางผิดมานาน จนไม่สามารถจะมีความคิดริเริ่มพอจะใช้ช่วยแก้ใขสังคมของเราให้ดีกว่านี้ไม่ ได้อีกแล้ว(หรือไง?) ชีวิตในสังคมไทยในที่สุดก็ตกกลับสู่วงจรอุบาท ซึ่งวงจรนี้ได้รับการออกแบบอย่างซับซ้อน ซ่อนเงึ่อนและได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยพลังอํานาจอันยิ่งใหญ่ และอย่างชาญฉลาดลึกลํ้าครอบงำชีวิตคนไทยมาตลอดอีกครั้ง แต่อย่างน้อยเพื่อนๆก็ได้เห็นวิธีการอันแยบยลว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร? ส่วนจะปิดประเทศลักษณะแยบยลด้วยกลอุบายมีกลไกแค่ไหนก็ควรอดรนทนดู จะได้เห็นกันอีกเพียงไม่นาน เหมือนหน้าต่างบานแรกเริ่มเปิดแล้ว..... ข้างในอีกกี่ชั้นก็จะเห็นรายละเอียดไม่นาน เกินรอ....น่าสนใจจริงๆ!!

----------------------------



ตอบคุณ อารายกานจาง(PBY-STYLE) "บ้านนี้มีมิตรภาพ":
ขอบพระคุณถ้อยคำที่ยกย่อง และเป็นกำลังใจให้ค้นคว้า เพื่อจะได้สนองให้เพื่อนๆได้เพลิดเพลินกับภาษาไทยโบราณซึ่งห่างเหินมา40กว่า ปีมาแล้ว การสกดการัณย์ยิ่งแย่ใหญ่ แต่พยายามปรับปรุงให้ดูดีขึ้น
จุดใหญ่ใจความก็เพื่อให้เพื่อนๆและหลานๆได้สัมผัสกับความจริงอีกแง่มุมที่ต่างกัน(เหมือนดูหนังด้วยกัน
แต่มีความเห็นแตกต่างกัน ซึ่งเป็นเรึ่องธรรมดา) และได้ร่วมสนุกด้วย เพื่อนๆอาจจะไม่ทราบว่าข้าเจ้าแอบได้รู้จักเพื่อนๆจากกระทู้ในไอเอฟและเวป ทั่วไปแหล่งอื่นๆมานานแล้ว และอดที่จะภาคภูมิใจของการเป็นนักรบ/นักรักบนเวปทั่วไปในโลกไซเบอร์ทั้งหลาย เป็นอย่างยิ่ง สังคมไทยเราตอนนี้ต้องการพวกท่านมาช่วยเหลือน๊ะจ้าคะ โปรดอย่าลืมเป็นอันขาด
ความไม่พอใจและอุดมการณ์และหรือความเชื่อถึอต่างกันไปบ้าง แต่กรุณาอย่าได้ถึงกับ'ปาวรณาและประกาศเลิกราไม่อ่านต่อกันอีกต่อไป
ขอบินฑบาตรและขออภัยกันเถิดเจ้าคะ
สังคมไทยเราและประเทศชาติต้องความช่วยเหลือจากพวกท่านในตอนนี้เป็นอย่างยิ่งเจ้าคะ!!

AmeriLao, Dec 15, 2013

Offline

#33 July 20, 2015 8:12 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 643
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ขอบคุณท่านด๊อกเตอร์มากๆนะเจ้าคะ ที่เจาะทะลุผนังกำแพงบร๊อก กู้กระทู้ ครั้งแรก...!!!
เอามาวางไว้ที่เดิม ทุกอย่างเหมือนเดิม เป็นปลื้ม ทั้งเป็นสุขแท้เลยเจ้าค่ะ แม้นจะขาดหน้าแรกถึงหน้า
10 ไปก็ทำใจให้พอเพียงได้เจ้าค่ะ
ขณะนี้ข้าเจ้ามาท่องอยู่ในประเทศแหล่งปลาดิบ หนาวเย็นแต่ก็สนุกเจ้าค่ะ
คึดถึงเพื่อนทุกท่าน เป็นห่วงประเทศไทยมากที่สุดด้วย
ฝันดีนะเจ้าคะ

Offline

#34 July 20, 2015 8:13 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 643
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

เรียน คุณ Amdang

ผมเปลี่ยน Call-sign ตามการเปลี่ยนแปลง IF และถือโอกาสส่งข้อมูล่สูญหายจากที่คุณอยากได้กลับคืน แต่ผมได้จำแนกไว้อ่านตามความชอบของผมเอง ซึ่งก็คงเป็นส่วนที่เหลือจาก สงครามทุ่งใหหิน ดังนี้ครับ

Amdang Fiction 2
สงครามกลางเมืองซึเรีย(Syria )

ข้าเจ้าขอแทรกด้วยสงครามในซึเรียบ้างนิดหนึ่งนะเจ้าคะ ฟังข่าวมาเมี่อเย็นวานนี้ 31 สิงหาคม 2556 เห็น ปธน.โอบามา(Obama) ออกแถลงให้ข่าวที่ สวนกุหลาบ ตึกขาว (Rose Garden White House) ทำให้ข้าเจ้ารู้สึกเป็นห่วงอเมริกา และประชาชนในตะวันออกกลางเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะซีเรีย อียิปต์ และประเทศแถวอ่าวเปอร์เซีย

ตอนนี้ ซีเรีย โดย ปธน.อาส์สาด (Assard) ได้ใช้อาวุธเคมี (Sarin Gas)บอมบ์พวกฝ่ายขบถ ใกล้กรุง ดามาสก้ส(Damascus) เพียงวันที่ 21 สค.2013 คนตาย 1,400 คน และเป็นเด็ก 400 คน คนที่ถูกระเบิด ผิวหน้งหลุด เหมือนคนโดนน้ำร้อนลวกไปทั้งตัว เห็นภาพในทีวีแล้วเศร้ามาก

อาวุธเคมีและชีวะ โลกได้ตกลงห้ามใช้เด็ดขาด ตั้งแต่ปี 1925 หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสงบลงใหม่ๆ

สงตรามไม่เคยปราณีใคร แต่คนที่ตายไป เป็นเหยื่อของสงครามคือชาวบ้าน แม่ทัพนายกองที่อวดโม้ พูดคำโตๆมักจะแก่ตายเสียมากกว่า สงครามกลางเมืองที่ซีเรีย รวมคนตายประมาณเกิน 100,000 คนแล้ว

ที่น่ากลัวที่สุดในตอนนี้คือ อิหร่าน ประกาศว่า หากเมกายิงซีเรียด้วยจรวด (Tomahawk ) เมื่อไหร่ อิหร่านจะยิงจรวดเข้าใส่อิสราเอลทันที ตอนนี้กองทัพที่ 6 ของเมกาในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ได้เคลื่อนย้ายกำลังเรือรบจำนวนหลายลำ (จากทั้งหมด 16 ลำของกองทัพที่ 6) เข้าใกล้ฝั่งซีเรียแล้ว ผลจะออกมาอย่างใดในวันนี้ ก็เป็นที่น่าเป็นห่วงอย่างยี่ง

ปธน.โอบามา ไม่กล้าสั่งยิงจรวดสู่ซีเรีย โดยใช้อำนาจ (ซึ่งมี)ของ ปธน.ในฐานะ ผบ.สูงสุด (Commander in Chief) แต่รอให้สภาคองเกรส และสภาสูง (Senate ) ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างพักการประชุม(พักร้อน) จนถึงวันที่ 9 กย.2013 จีงจะลงมติได้ แสดงให้เห็นถึงความลังเลใจ (อ่อนแอ) ของเมกา โดยเฉพาะตำแหน่ง ปธน. อย่างไม่เคยมีมาก่อน หลายข่าวกำลังพูดถึง ว่าเวลาที่เมกาเป็นตำรวจโลกนั้น กำลังจะหมดไป ???

เมกาอ่อนแอทางเศรษฐกิจมากแล้ว จากสงครามที่อิรักปธน.บุช(Bush ที่43) นำประเทศไปบุกอิรัก ของซาดัม ฮุสเซน โดยอ้างว่าได้ข่าวจาก MI-5, MI-6 นายกของอังกฤษ ( UK) คือ Tony Blair ว่าพวกอาเคด้า ของ บินลาดิน มีการติดต่อกับซาดัม และแบลร์ยังบอกเมกาอีกว่า ซาดัมได้ส่งคนไปหาซื้อแร่ยูเรเนี่ยมจากประเทศไนเจอร์ (Niger) ซึ่งทั้งสองเรื่องที่แบลร์กล่าวหา ปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง

ซาดัมและบินลาดินเป็นศัตรูกัน และเรื่องแร่ยูเรเนี่ยม ที่ไนเจอร์ก็ได้รับการยืนยันจากเอกอัคราชทูตเมกา ชื่อ Joe Wilson(เป็นสมาชิกพรรคเดโมแครต ตรงข้ามพรรครีพับริกันของ ปธน.บุช) ว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ทำให้ รบ.ของบุชโกรธทูต โจ วิลสัน และได้กลั่นแกล้งโดยเปิดเผยชื่อภรรยาของเขา แวลเลอรี่ เพลม(Valerie Plame) (ใช้นามสกุลต่างกับสามี) ว่าเป็น จนท.องค์การ CIA ทำให้เกิดข้อพิพาททางกฏหมายมากมาย จนในที่สุด แวลเลอรี่ เพลม ต้องลาออกจาก ซีไอเอ

หัวหน้านักข่าวหญิงประจำทำเนียบขาว ชื่อเฮเลน ทอมมัส(Helen Thomas) เคยถาม ปธน.Bush (ที่ 43)ว่า "คุณบอกได้ไหมว่า คุณรบกับอิรักเพราะอะไร ? "หลังจากนั้น ปธน.บุช ไม่ชี้เพื่ออนุญาตให้ เฮเลน ทอมมัสได้มีโอกาศถามเขาอีกเลย จนหมดสมัยที่สอง ของ ปธน.บุช

ข้าเจ้าจะเล่าเบื้องหลังให้เพื่อนๆทราบเพราะอะไร...

โปรดติดตามตอนต่อไปนะเจ้าคะ เพราะเวลานี้ชาวโลกกำลังวิตกว่าเมกาจะทำอย่างไรกับกรณีย์ ซีเรีย ข้าเจ้าจะพยายามติดตามข่าวมารายงานให้เพื่อนๆทราบ เพราะวิกฤตการณ์ครั้งนี้อาจจะลุกลามขนาดใหญ่ และมีหลายประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง จนอาจจะกลายเป็นสงครามโลกย่อยๆก็ได้ และที่น่ากลัวที่สุดที่เขาจะใช้อาวุธร้ายแรง เช่นอาวุธเคมี และอาวุธนิวเคลียร์เข้าประหัตประหารต่อกัน

ขอบคุณ คุณHi 'Ro และ คุณหลานๆทางเมืองไทย ที่ติดตามอ่านเรื่องของป้า ป้าจะพยายามเล่าเรื่องวิกฤตที่ซีเรีย (Syria) และอียิปต์(Egypt) ซึ่งกำลังทำท่าจะบานปลาย เป็นสงครามขนาดเขื่องทีเดียว โดยเฉพาะที่ซีเรียตอนนี้นั้น ปธน.โอบามาต้องรอสภาคองเกรส(สภาล่าง) 535 คน ซึ่งกำลังหยุดพักร้อน ให้ลงมติ ตัดสินใจ สภาจะเริ่มวันที่ 9 กย.2013นี้ จะทำการ อภิปราย โต้ตอบกัน (Debate) ประมาณ 1 สัปดาห์ และจะลงมติว่า จะเอาอย่างไรในการใช้กำลังทหาร เพราะเมกาไม่มีชาติอื่นๆสนับสนุนเลย นอกจากฝรั่งเศส, ซาอุดิอารเบีย กับการ์ตาร์ กำลังรณรงค์ให้กลุ่มสหพันธ์อาหรับ(Arab Leagues) ซึ่งกำลังจะลงมติกันในวันสองวันนี้ ให้ช่วยเมกา และให้เห็นด้วยกับการใช้กำลังทหาร ต่อซีเรีย

ส่วนรัสเซียแถลงว่า จะส่งคณะทูตมาชี้แจงกับรัฐสภาของสหรัฐ ว่าซีเรียไม่ได้ใช้สารเคมี(Sarin Gas) แต่เป็นพวกขบถต่างหาก

ส่วน สภาสูง(Senate) จะมีคณะกรรมการฝ่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ(Senate Foreign Relation Committee) จะเริ่มทำการสอบถาม(Hearing)ต่อ รมต.ต่างประเทศ จอน เคอรี่(John F.Kerry) โดยจะแสดงหลักฐานจากนักวิทยาศาสตร์ของเมกาที่ส่งไปพิสูจน์หลักฐาน และหลักฐานต่างๆจะเอามาแฉให้สภาสูง(Senate)ทราบ รวมทั้งข่าวสารทางลับ(Classified) ซึ่งพวกชาวบ้าน(นสพ)ไม่อาจจะทราบได้ทันทีในตอนนี้

ฝ่าย พรรครีพับริกัน(Republican) ซึ่งตลอดมา 5 ปีกว่าตั้งแต่ ปธน.โอบามา เข้ามารับตำแหน่ง คอยแต่จะขัดขวางในเรื่องต่างๆ และโดยส่วนใหญ่เรื่องการใช้เงินทองของรบ. เพราะสภาล่างของพรรครีพับริกันมีเสียงส่วนใหญ่ (Majority) และสภาล่างนี้เองเป็นผู้ออกกฏหมายในการใช้เงิน จึงเกิดภาวะติดขัด(Gridlock) ขึ้น ทำให้เศษฐกิจเมกาไม่เป็นไปตามที่ฝ่ายบริหารต้องการ และเป็นเรื่องเผอืดผอมมาก

เรื่อง การใช้กำลังทหารต่อซีเรีย ก็คงไม่นานเกินรอ ผู้มีอิทธิพลของพรรครีพับริกัน วุฒิสมาฃิก จอห์น แมคเคน(John McCain), ลินซี่ แกรม(Lindsey Graham) ผู้ทรงอิทธิพลในสภาสูง ได้ออกมาให้ปากคำกับ นสพ. ว่าจะสนับสนุนให้เมกาใช้กำลังเปลี่ยนรัฐบาลบาร์เซอร์ อาสสาด(Bashir Assad) คือขับไล่เลย แทนที่จะไปโจมตีด้วยจรวด Tomahawk (ซึ่งมีรัศมี 1,500 ไมล์ ความเร็ว 550ไมล์/ชม.(subsonic speed ) หัวระเบิดหนัก 1,000 ปอนด์ ราคาลูกละ 2,000,000 เหรียญ) ทำลายได้เพียงอาคารต่างๆ แต่พลังการเจาะทะลวงน้อยมาก

นี่ เป็นลักษณะหนึ่งของคนเมกัน เวลามีสถานะการคับขันเขาจะหันมาสนับสนุนผู้นำ (Commander in Chief) แต่ก็ต้องรอดูต่อไปอีก 1 สัปดาห์ เมื่ิอสภาล่าง(House) กลับมาประชุมแล้ว จะสนับสนุนด้วยหรือไม่ ยังไม่เป็นที่ประจักษ์

เท่าที่ทราบ เรื่องบรรทุกเครื่องบิน USS Nimitz ซึ่งเป็นเรือขนาดใหญ่ และกองเรือ(ไม่ทราบจำนวน) กำลังลอยลำเข้าทะเลแดง (Red Sea) ตรงปลายจะงอยเขา ทวีปแอฟริกา (Horn of Africa) ดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องจริง ว่าสงครามจะมาจริงแน่ๆ

ฝ่าย ซีเรียนั้นมีอิหร่าน, รัสเซีย,จีน.และเกาหลีเหนือ และอาจจะมีอิรัคแอบหนุนด้วย (อิรัคมีประชากรเป็น ชีไอท์(Shiite) เหมือนพวก Alawi ของซีเรีย) อาจจะสนับสนุนซีเรีย หากสงครามระเบิดขึ้น

ส่วนยิว เข้าคิวซื้อหน้ากากป้องกันสารพิษ กันมาหลายวันแล้ว เพราะอิหร่านเคยบอกมาหลายครั้งแล้ว ว่าจะล้างลบยิวออกจากแผนที่โลก

น่ากังวลและระคนตื่นเต้นกับความเคลื่อนไหวไม่น้อย แต่ตอนนี้เป็นการเคลื่อนไหว ทางการเมืองส่วนใหญ่ ยังไม่มีทางทหาร

ข้าเจ้าจะพยายามรายงานให้คุณ Hi 'Ro เพื่อนๆ และหลานๆทางเมืองไทยให้ทราบจากความเป็นจริง จากแหล่งข่าวมากมายในเมกา รวมทั้ง BBC, CNN, Al Jazeera และ ฯลฯ

พบกันใหม่พรุ่งนี้นะเจ้าคะ ขอบคุณ คุณ Hi 'Ro อีกครั้งเจ้าค่ะ

Offline

#35 July 20, 2015 8:13 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 643
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

สถานะการณ์ซีเรีย 9-3-2013 (Hearing)

การ ไต่สวน-สอบถาม(Hearing) ของสภาสูงเมกา (Senate Foreign Relation Committee) มีสมาชิก 18 นาย มีผู้ให้ปากคำ 3 ท่าน คือ (1) รมต.ต่างประเทศ จอน เคอรี่ (John Kerry) (2) รมต.กลาโหม ชัค เฮเกิ้ล (Chuck Hegel) และ (3) ผบ.เสนาธิการผสม พล อ.มาติน เดมซี่(General Martin Dempsy) เป็นไปด้วยดี

เป็นการตอบคำถามตรงไปตรงมาในเรื่องจะทำงานทางด้านทหารกันอย่างไร มีอะไรน่าเป็นห่วงบ้าง จะทำในลักษณะไหน จะไม่มีการส่งทหารภาคพื้นดินเด็ดขาด มีวุฒิสมาชิก แรนด์ พอลล์(Rand Paul) แสดงความคิดเห็นค่อนข้างจะรุนแรง ว่าไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทางทหาร ไม่ว่าจะเป็นไปในรูปใด ปชช.เมกาเบื่อหน่ายสงครามในตะวันออกกลาง มากแล้วตั้งแต่ปี 1991 ตอนที่อิรัคครั้งแรก ขณะนี้ก็ยังถอนกำลังออกจาก แอฟกานิสถานยังไม่หมด เสียเงินทองทำสงคราม ช่วยคนอื่น จนตัวเองแทบหมดตัว


การเฮียรี่งพรุ่งนี้ รมต.ต่างประเทศ จอน เคอรี่ และฝ่าย รบ.จะปิดประตูการประชุมลับ (Confidential)ให้สภาสูงทราบ คงไม่มีการรายงานจาก นสพ. หรือนักข่าวในเรื่องลับดังกล่าว เพราะวุฒิสมาชิกบางท่าน ยังไม่อยากลงคะแนนเห็นด้วยกับ รบ. และอนุญาตให้ใช้กำลังได้ สงวนเสียงตัวเองไว้หลังจากได้เห็นหลักฐานและเอกสาร(ลับ)เพิ่มเติมเสียก่อน


ข่าว ความคืบหน้าต่อสถานะการณ์ทั่วไปทั้งทางทหาร และทางการเมือง มีดังนี้--- เรือรบรัสเซีย 4 ลำ ปรากฏทางซีกตะวันออก ของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ---ฝ่ายพรรครีพับริกัน ปีกขวาเช่น ซีเนเตอร์ จอน แม๊คเคน(Senator John McCain) ซีเนเตอร์ ลินซี่ แกรม(Senator Lindsey Graham) ต้องการให้เมกาใช้กำลังขับไล่ ปธน.บะเชอ อัสสาด และมีรบ.ใหม่ในซีเรีย (Regime Change)


ประธานสภาล่าง และหัวหน้าผู้ควบคุมคะแนน(Whip) ซึ่งเป็นพรรครีพับริกัน ได้ออกมาแถลง ว่าจะลงมติให้ ปธน.โอบามา


ปธน.โอ บามา เดินทางไปสวีเดน(Sweden) พัก 1 วันที่นั่น (สวีเดนก็ได้ส่งทหารไปช่วยรบในแอฟกานิสถานด้วย) และจะไปประชุม G20 ที่รัสเซีย เมืองเซ็นต์ปีเตอร์สเบิ๊ก (St. Petersberg) ระหว่างวันที่ 5-6 กันยายน 2013 แต่ไม่มีการพบปะกันเป็นการส่วนตัว ระหว่าง ปธน.โอบามา กับ ปธน. ปูตินของรัสเซีย จากข่าวหลายกระแสรายงานว่า ทั้งสองท่านนี้ไม่ชอบกันมานานแล้ว ต่างก็แซวใส่กันหลายครั้ง เช่นโอบามากล่าวว่า ปูตินลังเลใจ "เท้าข้างหนึ่งยังอยู่กับความคิดเก่า แบบสงครามเย็น (Cold War)" คือไม่แน่ใจจะเป็นมิตรที่ดีต่อตะวันตก และเมื่อการแถลงครั้งสุดท้ายต่อกลุ่ม นสพ. ที่ Rose Garden White House ก็บอกว่าปูตินเหมือนเด็กนักเรียนประจำ(อยู่หอ) แอบขดตัวอยู่แถวหลัง คือไม่อยากสู้หน้าอะไรทำนองนั้น บวกกับเรื่อง เอ็ดเวิดด์ สโนเด็น (Edward Snowden) ซึ่งเป็นลูกจ้างเก่าของซีไอเอ หนีไปลี้ภัยที่รัสเซีย โอบามาขอให้ส่งตัวคืน ปูตินก็ไม่ยอมปล่อยให้ และอีกอย่าง ปูตินเป็นปฏิปักษ์กับนโยบาย"ลักเพศ" ถึงขนาดลงโทษ ผู้หญิง 5 คน ติดคุก 5 ปีต่อการแสดงล้อเลียนเขาในรัสเซีย แต่โอบามาสนับสนุนเรื่องสองเพศ ในเมกาอย่างออกนอกหน้า และอนุญาตให้เพศเดียวกันแต่งงานกัน และมีสิทธิในทางกฏหมายเหมือนคู่สมรสทั่วไป(ในบางรัฐมีผลบังคับแล้ว)

ข่าวอื่นๆ...

-อิยิปต์ประกาศไม่เห็นด้วยที่ ปธน.โอบามาจะโจมตีซีเรีย

-อิหร่านบอกว่า โอบามาไม่กล้าโจมตี ตอนนี้เป็นชัยชนะชั่วคราวของ อิหร่านและซีเรีย

-ยอดอพยพออกจากซีเรียไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ตุรกี,อิรัค,จอร์แดน,เลบานอน 2 ล้านคน และอพยพออกจากบ้านตนเอง ภายในซีเรียอีก 7 ล้านคน

-ยิวทดลองยิงจรวดล่าสุดในบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียนวันนี้

----พบกันอีกพรุ่งนี้นะเจ้าคะ----


สถานะการณ์ซีเรีย09-04-2013

Senate Panel supports U.S. strike on Syria!

การ (Hearing) และมีการถกปัญหา(Debate) เมื่อวานนี้ 3 กย. 2013 ของเมกาโดยคณะกรรมาธิการความสัมพันระหว่างประเทศ (Foreign Relation Committee) 18 ท่าน ได้ลงมติ 10 ต่อ 7 เสียง อนุญาตให้ ปธน.โอบามา ใช้กำลังทางทหารกับซีเรียได้ภายใน 60 วัน และอาจจะต่อได้อีก 30 วัน แต่ห้ามใช้กำลังทางภาคพื้นดิน (No boots on the ground) แต่จะลงคะแนนทั้งสภาสูงในสัปดาห์หน้า รายละเอียตในการประชุมและในประเทศอื่นๆมีดังต่อไปนี้ (อย่างย่อๆ)

-3 กย.2013 สภาล่าง(House) คณะกรรมาธิการความสัมพันธืระหว่างประเทศ มีการประชุมซักถามชี้แจง (Hearing) แต่ยังไม่ลงมติอันใด แต่การตอบโต้ในสภาดุเดือดมาก

-สภาฝรั่งเศส ก็ทำนองเดียวกัน โดยเปิดอภิปลายทั่วไปในสภา ยังไม่มีการลงมติ

-ปธน.ปูติน แห่งรัสเซีย แถลงว่าโลกตะวันตกไม่ควรไปทำร้ายซีเรีย ควรรอให้ ยูเอ็น(UN) อนุมัติก่อน

-รม ต.ต่างประเทศของเมกา จอน เคอรี่(John Kerry) ให้การบอกสภาว่า ซีเรียมีอาวุธเคมี 3 อย่าง Sarin Gas, Nerve Gas, Mustard Gas ไม่ต่ำกว่า 1,000 ตัน บอกว่าได้พบ ปธน.ปูติน และ รมต.ต่างประเทศ ลารอฟ(Larov) ว่าไม่อยากไปใช้กำลังในเรื่องซีเรีย และกองเรือรบของรัสเซีย 4 ลำ จะอยู่ห่างจากกองเรือรบเมกา

-วุฒิสมาชิก ยูดอลล์ Senator Udall รัฐ New Mexico ของพรรคดีโมแครต(Democrat) พรรคเดียวกับโอบามา บอกว่าที่ลงคะแนน "No" หลังจากการเฮียรี่ง ผลลงมติ 10 ต่อ 7 นั้น เพราะตนไม่เห็นด้วยกับสงครามที่เมกาเข้าไปเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ เวียตนาม และ อิรัค ที่ร้ายที่สุด ที่สงครามอิรัคผลาญเงินทองเกือบ 11 Trillion dollars ทำให้เมกาลำบากทางการเงินมากระทั่งทุกวันนี้

ที่ข้าเจ้าเน้นเรื่อง ซีเรีย นั้นเพื่อให้หลานๆที่เมืองไทยได้ทราบว่า เขาทำสงครามกันอย่างไรในยุคใหม่นี้ บ้านเรากำลังแตกแยกกันมาก และเป็นยุคปลายรัชกาล อาจจะเป็นบทเรียนว่า โลก และ อเมริกา เขาใช้ความคิด และวิธีการกันอย่างไร ต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งของโลกทุกวันนี้

......พบกันใหม่พรุ่งนี้นะเจ้าคะ และจะรายงานความคืบหน้าการประชุมสุดยอด G-20 ที่เซ็นท์ ปีเตอร์สเบิก ในรัสเซีย...

Bangkok2514, Dec 16, 2013

Offline

#36 July 20, 2015 8:14 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 643
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ประชุมยักษ์ใหญ่ทางเศษฐกิจ 20 ประเทศ 2013

2013 G-20 Summit @ Saint Petersburg Russia

การ ประชุมซัมมิทจี-20 (G-20 Summit) ระหว่างวันที่ 4 กย. 2013 ถึง 6 กย.2013 เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก ที่เซ็นต์ปีเตอร์สเบิก ในรัสเซีย แต่แทนที่จะเป็นการประชุมทางด้านเศรษฐกิจ เกี่ยวกับข้อตกลงกัน เรี่องการตลาดและค่าภาษี ฯลฯ แต่เป็นการจีบกันของสองขั้วที่ต่างกัน(Polarized) คือรัสเซีย โดยปูติน และเมกา โดยโอบามา ได้ถกแต่เรื่องซีเรียทั้งนั้น

โอบามา พยายามจะดำเนินการทางการทูตกับประเทศที่เข้าร่วมประชุม จี-20 และคาดว่าจะได้รับการสนับสนุนเกือบครึ่งหนึ่งคือ 9 ต่อ 11 ขณะพักการประชุมกันก็มีการถกเรื่องซีเรียเป็นระยะๆ และนักข่าวยิวก็ได้ตั้งคำถามถึงเพียงเรื่องซีเรียเช่นกัน

ส่วนปูตินไม่รอช้าที่จะโจมตี เขาบอกว่า "โอบามาได้ส่ง รมต.ต่างประเทศ จอน เคอร์รี่(John Kerry) ไปโกหกในรัฐสภาของเมกา ทั้งสภาสูงและสภาต่ำ พูดในเรื่องทั้งๆที่รู้ว่าไม่จริง" ซึ่งเป็นการโจมตีที่รุนแรง และเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ


ทางหน่วยจัดการประชุม ได้จัดเวลาให้ปูตินและโอบามามีโอกาสได้พบปะกันเป็นการส่วนตัวในเวลาระยะ สั้นๆ หลังจากพบปะกัน ท่านทั้งสองให้สัมภาษณ์สั้นๆ ปูตินกล่าวว่า "ไม่เห็นด้วยกับโอบามา" ส่วนโอบามากล่าวว่า "ไม่มีเรื่องสำคัญอะไร"


ข่าวรายงานว่า โอบามา คิดว่าจะโจมตีทางอากาศอย่างขนาดใหญ่ โดยขยายเป้าหมายจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม ตอนนี้ทางซีเรียได้โยกย้ายอาวุธและทหารไปซ่อนอยู่ใกล้กับโรงเรียน โรงพยาบาล โบสถ์ ฯลฯ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เมกาไม่กล้าโจมตี เกรงข้อครหานินทา


ฝ่ายอิหร่านบอกว่าทันทีที่ซีเรียถูกโจมตี จะให้พวกชีไอท์(Shiite)ในอิรัก เริ่มโจมตีสถานทูตเมกาในแบกแดดทันที


นักข่าวเมกาให้คำจำกัดความสถานะการณ์ขณะนี้ว่า เมกาต้องโจมตีแต่ผู้เดียว (think U.S act alone)


จุดที่น่าสนใจในการประชุมครั้งนี้ ที่พระราชวังเก่าของพระเจ้าซาร์ แห่งราชวงค์โรมานอฟ สวยงามทั้งอาคารและบริเวณรอบๆพระราชวัง ปธน.ปูติน เดินนำกลุ่มผู้นำ 20 ประเทศ ชมสวนใกล้ตอนพลบค่ำ ที่มีไฟประดับ และน้ำพุรอบๆ พุ่งขึ้นอย่างวิจิตรตระการตา ต้นไม้ สนามหญ้า ถูกตบแต่งและตัดแต่ง อย่างประณีตสวยงามยี่งนัก

ทำให้นึกถึงเพลง "คิดถึง" ของจืนตนา สุขสถิตย์ (แต่งโดยพระยาธรรมาธิเบศ) ไปเห็น ปธน.โอบามา ร่วมเดินไปในกลุ่มด้วย ข้าเจ้าเองอดนึกถึงไม่ได้ว่า หากไทยได้เข้าร่วมครั้งนี้ด้วย เพื่อนๆลองนึกภาพซิว่า นายกยี่งลักษณ์ (น่องทอง)ของเราจะเดินไปกับกลุ่มของ ปธน.โอบามา และจะทำให้เจ้าภาพปูตินเขินอย่างแน่นอน เพราะนักข่าวทั้งหลาย และคนในกลุ่มที่ประชุมครั้งนี้ จะเดินดูนายกของเราเดินชมสวนคู่กับ ปธน.โอบามาอย่างแน่นอน...แสนเสียดายที่โลกไม่ได้เห็นภาพดี สวยงามนั้นอีก...

......พบกันใหม่พรุ่งนี้นะเจ้าคะ.....AmDang, Sep 8, 2013 #124LikeReply


สถานะการณ์ ซีเรีย 09-08-2013


นักข่าวทีวีข่องต่างๆ วันนี้พากันวิจารณ์กันว่า ปธน.โอบามา จะทำอย่างไรแน่ ถ้าหากสภาทั้งสอง หรือสภาหนึ่งสภาใด (Congress or Senate) ไม่เห็นด้วยแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น แต่อำนาจของ ปธน.เมกา มีสิทธิจะสั่งการโจมตีทางทหาร ก่อนขออำนาจสภา โดยหากเห็นว่าเพื่อความมั่นคง และปลอดภัยของประชาชนเมกัน ส่วนการประกาศสงครามนั้นต้องขออนุญาตสภาก่อน จึงจะประกาศได้


ปธน. โอบามา ไม่ต้องการเสี่ยงโดยลำพัง อยากให้สภาทั้งสองหนุนด้วย จึงจะมีกำลังโดยสมบูรณ์ แหล่งข่าวทุกแห่งคาดว่า โอบามาจะโจมตีทางอากาศ และด้วยจรวดโทมาฮ๊อค(Tomahawk) อย่างแน่นอน และเป้าหมายมากกว่าที่ใครๆคาดเอาไว้แต่ตอนก่อน


นายเดนนิส แม๊กดอนนัฟ(Dennis Mc Donough) หัวหน้าผู้ช่วยโอบามา(Chief of Staff) ได้มาให้ปากคำกับ ซีเอนเอน (CNN) ว่าเวลานี้มีชาติที่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทางทหารจัดการกับซีเรีย มากกว่า 50% และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนเมกาส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และทุกๆรัฐมีการออกมาเดินประทัวง "เราไม่ต้องการสงคราม เราต้องการความสงบ" "We don't want war, we want peace!!!" มีป้ายหลากหลายประโยด เดินยาวเหยียดสุดถนน


อย่างไรก็ตาม ปธน.โอบามา จะเข้าไปพบกับสภาทั้งสอง แบบประชุมผสม(State of The Union) ในวันอังคารนี้ 10-กย.2013 (เป็นการเรียกประชุมในกรณีพิเศษ เพราะการประชุมผสมนี้จะมีขึ้นครั้งเดียวในรอบหนึ่งปีเท่านั้น) และ ปธน.โอบามา จะให้การสัมภาษณ์พิเศษ ส่วนตัว เย็นพรุ่งนี้ วันจันทร์ที่ 9 กย.2013 อีกด้วย

..............โปรดติดตามข่าวละเอียดพรุ่งนี้นะเจ้าคะ...........
Bangkok2514, Dec 16, 2013

Offline

#37 July 20, 2015 8:14 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 643
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

สถานะการณ์ซีเรีย 11 กย. 2013


ปธน.Obama กล่าวสุนทรพจน์จากตึกขาว เมื่อวานนี้ ข้าเจ้าเข้าใจผิด คิดว่าจะเป็นสุนทรพจน์ต่อสภาทั้งสอง (Congress and Senate) เป็นคำกล่าวที่สั้นๆ และออกมาในรูปเดิมๆ คือบอกสาเหตุการเกิดวิกฤตในซีเรีย ซึ่งคนตายไปกว่า 100,000 คนแล้ว และเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2013 ฝ่าย รบ.อาสซาด

(Assard) ได้ใช้ระเบิดเคมี Sarin Gas ฆ่าคน 1,400 คน และเป็นเด็ก 426 คน จึงทำให้เมกาโกรธเคืองในความป่าเถื่อนของอาสซาด(Assard)


และตามธรรมเนียม ปธน. จะสั่งจรวด หรือทิ้งระเบิดทันที โดยไม่ต้องรออนุญาตจากสภาก่อน แต่ปธน.โอบามา ต้องการให้สภาสนับสนุน โดยการโหวตก่อน ปธน.โอบามากล่าวว่า เมกาเป็นมหาอำนาจโลกนานมาถึง 70 ปี การไม่ทำอะไรกับ ซีเรีย เป็นอันตรายมาก อาวุธร้ายแรงเหล่านี้ จะกลับมาทำร้ายในประเทศเมกาได้ โดยผู้ก่อการร้าย ซึ่งมีประมาณ แสนคน และหลายกลุ่มในซีเรีย อาจจะนำ ลักลอบเข้าเมกาได้ และจอมเผด็จการทั้งหลายในโลก อาจถือเป็นแบบอย่าง และใช้อาวุธเคมี โดยไม่มีการต้องโทษใดๆ


เนื่องจากรัสเซียได้แถลงเมื่อวานนี้ว่า จะขอเกลี้ยกล่อมสมาชิก ยูเอ็น (UN=United Nation) เพื่อให้ซีเรียยอมมอบอาวุธเคมี ให้ UN ครอบครอง และทำลายในที่สุด


ความเคลื่อนไหวขณะนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ โดยสภาทั้งสองของเมกา แถลงว่า ขอเลื่อนการลงมติออกไปอย่างน้อย 1 สัปดาห์ และจะรอผลการพิสูจน์หลักฐานว่า เป็นแก๊ส ซาริน(Sarin Gas) หรือไม่ จากUN


ก็เห็นว่าคงต้องร้องเพลง "รอ" กันต่อไป...นะเจ้าคะ


โปรดคอยติดตามตอนต่อไป ซึ่งเป็นสงครามทางการทูต ของทั้งสองฝ่าย ทั้งในรัฐสภาเมกา และของ UN (เวทีโลก) เจ้าค่ะ

AmDang, Sep 12, 2013 #131LikeReply


ตึกแฝด World Trade Centers ถูกถล่ม 11 กย. 2001

ข้าเจ้าขอเขึยนสั้นๆ ต่อวันสำคัญวันนี้เป็นวันครบรอบ ๑๒ปี

11 กันยายน 2001 ซึ่งเป็นวันที่กลุ่มอิสลาม อัลเคด้า(Al Qaeda) ซึ่งมีหัวรุนแรง ได้ประกาศสงครามกับเมกาอย่างเปิดเผย และใช้ผู้พลีชีพแบบฆ่าตัวตาย 4 กลุ่ม ทั้งหมดรวม 19 คน จี้เครื่องบิน 4 ลำ ที่เพี่งเติมน้ำมัน เริ่มบินออกเดินทางจากฝั่งตะวันออกของเมกา เพื่อมุ่งไปสู่ลอสแองเจิลลี้ส แคลิฟอร์เนีย ทางฝั่งตะวันตก เมื่อเครื่องบินมีน้ำมันเต็มพุ่งเข้าชนตึกแฝด เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์(2 World Trade Centers ) และที่กระทรวงกลาโหม เพนตากอน(Pentagon) ส่วนอีกเครื่องหนึ่ง เกิดการต่อสู้กันทางอากาศ ตกลงใกล้เพนซิเวเนีย ปริมาณที่มีน้ำมันบรรจุเต็มถัง มีพลังทำลายอย่างมหาศาล ทั้งโลกตะลึงกับการโจมตี ที่สำเร็จสมประสงค์ ของพวกอัลเคด้า ขาดเพียงลำเดียว และคาดว่าลำที่ตกจะพุ่งใส่ตึกขาว(White House)


จากวันนั้นถึงวันนี้ สต๊อกม๊าคเก็ด (Stock Market) ของเมกาและของโลกก็ตกฮวบฮาบ บางวันในเดือนตุลาคมปีนั้น ตกถึง 800 กว่าจุด จากประมาณ 14,000จุด เหลือประมาณ 8,000จุด จากวันนั้นถึงวันนี้ 12 ปีที่แล้ว เมกาและสต๊อกโลก เพี่งไต่เลย 14,000จุด สูงกว่าเก่าเพียงเล็กน้อย


ทางด้านทหาร เมกาบุกอัฟกานิสถานทันที และต่อมาก็บุกอัรัค โดยปธน.บุ้ช(43) สร้างหลักฐาน(ที่พิสูจน์ตอนหลังว่าไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น) ว่าอิรัคมีอาวุธร้ายแรง MDW (Mass Destruction Weapons y) โดยให้ รมต. ต่างประเทศ โคลิน เพาล์(Colin Powell) ซึ่งเป็นบุคคลมือสะอาด ผลงานเป็นเยี่ยม และเคยชนะศึกสงครามอิรัคมาก่อน เมื่อปี1991 ตอนบุ้ช 41(ผู้พ่อ)เป็นปธน. และจ๊อจ เทเนต (George Tenet) ผอก.CIA แถลงต่อยูเอ็น แฉหลักฐานว่า ซาดัมมีอาวุธร้ายแรงจริง และแถมนายกอังกฤษ โทนี่ แบล (Tony Blair) สนับสนุนว่าฝ่ายข่าวของอังกฤษกล่าวหาซาดัม ว่ามีความสัมพันธ์อย่างดีกับบินลาดิน หน.อัลเคด้า และซาดัมได้ส่งคนไปกว้านซื้อแร่ยูเรเนี่ยม สำหรับทำระเบิดปรมณูที่ประเทศไนเจอร์(Niger) ซึ่งทั้งสองเรื่องของโทนี่ แบล ก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน


ในขณะนี้คนเมกันเบื่อหน่ายกับการถูกรัฐบาลหลอก เรื่องสงครามในตะวันออกกลางเต็มที เพราะคนทำสงครามกลับรวยขึ้นมาจนล้นหลาม บริษัทฮาลิเบอร์ตั้น (Haliburton) ของกลุ่มจ๊อจ บุ้ช 41(ผู้พ่อ) กับรองปธน.ดิ๊ก เชนี่ (Dick Sherney) เป็นผู้รับเหมาคนทำงาน(Contractor) ทำสงครามร่วมกับรบ.เมกา โดยไม่มีบริษัทใดมาประเมินราคาต่อสู้เลย


งานของ บ.ฮาลิเบอร์ตั้น เป็นงานที่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษทำงาน เช่นการขุดหลุมบ่อน้ำมันในคูเวต(Kuwait) เมื่อซาดัมถอนตัวออก ก็จัดการเผาบ่อน้ำมันทิ้ง ทั้งประเทศคูเวต เป็นต้น


ขอสรุปย้อนหลังสั้นๆว่า เฮเลน ทอมมัส(Helen Thomas) ผู้สื่อข่าวอาวุโสที่สุด ของผู้สื่อข่าวทั้งหมดในวอชิงตั้น(Washington Press Corps) ไม่เคยเชื่อว่า จ๊อจ บุ้ช(43) ไปรบที่อิรัค กับซาดัมเป็นครั้งที่สองนั้น มาจากเรื่อง 9/11 แต่เป็นการแก้แค้นแทนพ่อ(บุ้ช41) เพราะตอนพ่อ(บุ้ช41) ชนะซาดัม ในปี1991เพียง 100 ชั่วโมง ก็ยุติโจมตี หลังจากผลักกำลังซาดัมออกจากคูเวตได้แล้ว และหลังจากนั้นไม่นาน เจ้าครองนครของคูเวต อิเมียร์ คาลิฟาร์ (Emir Kalifar) ก็เชิญปธน.บุ้ช(41) ไปเยี่ยมคูเวต เพื่อฉลองชัยชนะ และบังเอิญพบแผนการรอบสังหารของซาดัมที่จะฆ่าบุ้ช(41) จึงทำให้บุ้ช(43) แค้นใจ จึงเปิดสงครามกับอิรัคเพื่อแก้แค้นแทนพ่อนั้นแล


สงครามอิรัค L003 นั้นปรากฏว่า เมกาถังแตกโดยสมบูรณ์ คือเป็นหนี้ทั้งหมด $7 Trillion และความเสียหายที่ซ่อนตัว(Hidden cost) เช่นทหารกลับมาพิการ ต้องเลี้ยงดูทั้งเขาและครอบครัว ฯลฯ รวมแล้วเสียหายถึง $11 Trillion จากอารมณ์คนๆหนึ่ง เพียงต้องการแก้แค้นแทนพ่อตนเอง ถึงกับทำให้ประเทศพินาศในพริบตา ข้าเจ้าจะนำคำถามของ Helen Thomas ให้เพื่อนพิจารณาเจ้าค่ะ


"I'd like to ask you, Mr. President, [about] your decision to invade Iraq ... Every reason given, publicly at least, has turned out not to be true. My question is: Why did you really want to go to war? .... You have said it wasn't oil...quest for oil, it hasn't been Israel, or anything else. What was it?

"ฉัน ใคร่อยากจะถามท่านปธน.(เกี่ยวกับ) การตัดสินใจที่บุกอิรัค เหตุผลทุกอย่างที่ท่านให้ไว้ อย่างน้อยที่สุดล้วนไม่เป็นความจริง คำถามของฉัน เหตุอันใดที่ทำให้ท่านอยากจะเข้าสู่สงคราม? ท่านบอกไว้แล้วว่าไม่ใช่เพราะเรื่องน้ำมัน...กระหายน้ำมัน และมันไม่ใช่อิสราเอล หรืออะไรอื่นอีก สาเหตุอะไรล่ะ?"

ขอให้เพื่อนๆพิจารณา จากเวปไซด์ของ Helen Thomasใน Wikipedia เรื่องรายละเอียดนะเจ้าคะ

นี่คือสาเหตุหลัก ที่ ปธน.โอบามา จำต้องขอความสนับสนุนจากสภาก่อนจะทำอะไรกับซีเรีย....
Bangkok2514, Dec 16, 2013

Offline

#38 July 20, 2015 8:31 PM

admin
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 16, 2015
Posts: 643
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ข่าวซีเรีย ล่าสุด 15 กย. 2013

U,S-Russia deal on Syria avoids strikes!!!!!

รมต.ต่างประเทศ ของเมกา John Kerry และรัสเซีย Sergei Lavrov เปิดการเจรจาเรื่องซีเรีย ที่ Geneva Switzerland เป็นเวลา 3 วัน และได้ตกลงกันว่า ซีเรียต้องแจ้งรายการอาวุธร้ายเคมี ที่อยู่ในครอบครองทั้งหมดของซีเรีย ภายใน 1 สัปดาห์ และผู้ตรวจสอบของนานาชาติUN จะเข้าไปทางภาคพื้นดิน เพื่อตราจสอบอาวุธดังกล่าว ในกลางเดือนพฤษจิกายนนี้


ปธน.โอบามา แถลงว่า เป็นเรื่องแข็งขันในการที่จะบรรลุเป้าหมายหลัก ที่จะควบคุมและครอบครอง โดยนานาชาติ และอาวุธจะถูกทำลายในที่สุด หากมีการเบี้ยวเกิดขึ้น ซีเรียก็จะได้รับโทษที่จะตามมา ตามข้อตกลงครั้งนี้ และหรือการทูตเรื่องนี้ล้มเหลว เมกาก็จะเตรียมตัวตอบโต้(ทางทหาร)ทันที


นายก รมต.ของซีเรีย Wael Nader Al-Halqi แถลง ตอบรับข้อตกลงด้วยความยินดี


เมกาและรัสเซีย กำลังจะให้คณะความมั่นคง UN ให้สัญญาข้อตกลง(Resolution) จะผลักขั้นตอนปฏิบัติและตรวจสอบ และอณุญาตให้สภาความมั่นคงของ UN ใช้กำลังทหารต่อซีเรีย หากซีเรียเบี้ยวไม่ยอมปฏิบัติตาม


บันคีมูน (Ban Ki-Moon) เลขา UN ก็เตรียมแถลงในวันจันทร์ 16 กย.2013 พรุ่งนึั ยืนยันของฝ่าย UN ที่เข้าไปตรวจสอบ ว่ามีการใช้อาวุธเคมีในวันที่ 21 สิงหาคม 2013 และฆ่าคน(รวมทั้งเด็ก426 คน) 1,400 คน เป็นความจริง


รมต.ต่างประเทศของฝรั่งเศส และอังกฤษ ก็ยินดีด้วย ที่มีข้อตกลงกันระหว่าง เมกาและรัสเซีย และจะมีการเจรจาเพี่มเติม เมี่อหาทางยุติสงตรามกลางเมืองในซีเรีย ปลายเดือนนี้ด้วย


คนทั้งโลก โล่งใจอย่างแท้จริง...

ส่วนพี่น้องชาวไทยเรานี่เล่า รบ.เพื่อไทย ทำทุกอย่างเพื่อปรองดอง แต่...ปชป แข็งขืนไม่รู้จบ !!!!!!!!

มาถึงการเมืองฉากหนึ่ง ของอเมริกา ที่เกี่ยวกับทหารและการเมืองดูบ้างนะเจ้าคะ


นึกถึงการอภิปรายโต้แย้ง(Hearing) ในสภาสูงเมกา(Senate) เรื่องอิหร่าน-คอนทรา(Iran-Contra) สมัยปธน.โรแนลด์ เรแกน(Ronald Regan) มีการซักถาม พท.โอลิเวอร์ นอร์ท (Lt.Col.Oliver North) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในเครี่องแบบทหารนาวิกโยธิน(Marines) ที่เป็นผู้อำนวยการของโครงการลับอิหร่าน-คอนทรานี้ เขาทำงานให้ ปธน.เรแกนโดยตรงที่ตึกขาว และตอนหนึ่ง วุฒิสมาชิก จ๊อจ มิทเชล(George Mitchell) ผู้เป็นหัวหน้าของฝ่ายข้างมากสภาสูง (Senate Majority Leader) ซึ่งตอนนั้นเป็นพรรคเดโมแครต (Democrat) ซึ่งเป็นผู้นำในการซักถามคดีอิหร่าน-คอนทรานี้ สาเหตุเพราะ โอลิเวอร์ นอร์ท อยู่ในเครื่องแบบทหารนาวิกโยธิน ท้าทายคณะกรรมการ Hearing ว่า "ข้าพเจ้าจะไม่ยอมท้าทายอะไรเลย หากผู้บัญชาการสูงสุด(Commander in Chief) (คือประธานาธิบดี) สั่งให้ทำก็จะทำตามโดยดุษฏี เพราะข้าพเจ้าเป็นทหาร ต้องมีหน้าที่ปฏิบัติตามผู้บังคับบัญชา และรักชาติเสมอ"


วุฒิสมาชิก จ๊อจ มิทเชล (George Mitchell) ได้ถามเป็นคำลงท้ายตอบรับ โอลิเวอร์ นอร์ท ว่า "Is the means justify the end or the end justify the means? พท.โอลิเวอร์ นอร์ท ตอบไม่ได้ และไม่เข้าใจ เป็นตำถามประว้ติศาสตร์ของเมกาในทางการเมืองกระทั่งปัจจุบัน


ความหมายที่แท้จริงนั้น "พิพากษาได้จากความเป็นอยู่จริง หรือความเป็นอยู่จริงพิพากษาความหมายที่แท้จริง" แปลตามตรงแบบนี้เสียรูปรสและเนื้อหา... อาจแปลได้อีกแง่ใหม่ดังนี้ "ต้องเป็นบุคคลในเครื่องแบบทหารเท่านั้นหรือ คือผู้รักชาติ คนอื่นรักด้วยไม่ได้หรือไร"


วุฒิสมาชิก จ๊อจ มิทเชล (George Mitchell) ตอนหลังเป็นผู้ที่ทำหน้าที่เป็นทูตปรองดองให้ฝ่ายคาทอลิก (Catholic) และ โปรแตสแต้น(Protestant) ของไอแลนด์ (Ireland) ได้จับมือกันทำสัญญาสงบศึก ที่เป็นคู่อาฆาตกันมาหลายร้อยปี และจ๊อจ มิทเชลยังเป็นวุฒิสมาชิกที่ได้รับเกียรติเป็น Hall of Fame ของเมกาท่านหนึ่ง


และเมื่อสมัยต้นๆของ ปธน โอบามา วุฒิสมาชิกท่านนี้ ก็รับเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ระหว่างยิว (Jews) และ ปาเลสติเนี่ยน(Palestinian) แต่ก็ขอลาออกไปเสียก่อน เพราะปัญหายิวและปาเลสติเนี่ยน เป็นปัญหาที่คิดว่าไม่มีใครจะแก้ได้ ยิวก็ค่อยๆกลืนเนื้อที่แผ่นดินของชาวปาเลสไตน์ ทีละน้อยๆ โดยจัดขบวนการ Settlers คือผู้ที่เป็นยิวใหม่จะตั้งถิ่นฐาน ในดินแดน West Bank ที่ซึ่งยิวเคยอยู่ร่วมกับอาหรับปาเลสติเนี่ยนมาก่อน โดยกลืนกินทีละน้อย ตอดเล็กตอดน้อย จนเกือบจะหมดแล้ว นักประวัติศาสตร์บางท่านบอกว่า การกระทำเยี่ยงนี้ มันมีราคาค่างวดที่ต้องชดใช้ (pay the price) ไม่ใช่ด้วยเงินทอง แต่ด้วยสงครามและชีวิต


สงคราม Crusade ยืดยาวมานานตั้งแต่สมัยต้นคริสกาล มีครั้งหนึ่งฝ่ายยิว (และ Christian) ถูกล้อมที่เยรูซาเล็ม(Jerusalem) อยู่หลายเดือน สู้รบกันด้วยความเหี้ยมโหด เมื่ออาหรับตีแตก และเข้ายึดเมืองได้ คนส่วนใหญ่คิดว่าอาหรับ จะทำลายประชาชนยิวแบบ no prisoner (เช่นเดียวกับวิธีการของกุบไลข่านของจีน) แต่ปรากฏว่าอาหรับไม่ทำร้ายนักโทษยิวและคริสเตียนเลย หากเกิดอีกครั้งในสมัยนี้ เกือบ 2000 ปี ล่วงมา หากท่านศึกษาความเป็นมาในการตั้งรัฐยิวบ้าง(แนะนำให้ดูหนัง Exodus แสดงโดย Paul Newman, Sanmarino) และการถูกรีดนาทาเร้นของยิว ต่อชนอาหรับปาเลสไตน์ กระทั่งการกลืนชาติในทุกวันนี้ โดยใช้ (Settlers) เข้าไปกลืนที่ดิน แล้วท่านคิดหรือว่า อาหรับจะทำกับยิวอย่างไร? ลูกแมว,ลูกหมา หรือ นกแก้ว นกขุนทอง ที่คนยิวเลี้ยงไว้ ในบ้านอย่างมีความสุขก็อาจจะไม่เหลือ หากอาหรับเป็นฝ่ายชนะ

เช่นเดียวกับเขมรแดงพอลพต พอเข้าพนมเปญได้ ในวันที่ 15 มีค.1975 เป็นประเทศแรกที่ชนะสงครามอินโดจีน เวียตนามชนะจากนั้น 1 สัปดาห์ และลาวก็แตกตามมา ทหารเขมรแดงพอลพต เข้าไปในเมือง ตามอาคารทุกแห่งรวมทั้งโรงพยาบาล ดืงสาย ไอวี(I.V) ที่ให้น้ำเกลือคนไข้(ที่ใกล้ตาย) และไล่ลงจากเตียง ไล่ต้อนผู้คนออกสู่ชนบท เพื่อทำลายชนชั้น ให้พวกที่อยู่ในเมืองออกไปทำไร่ทำนา ให้เกิดผลผลิตทางด้านอาหารสำหรับชาติ (แบบสไตล์คอมมิวนิสต์) โดยพูดและประกาศดังๆว่า "พวกมึงอยู่ในเมืองสำราญมานาน ตอนนี้เป็นทีของพวกกูบ้าง"


การปฏิวัติของเขมรแดงพอลพต ที่เขาเคยเป็นครูประชาบาลและครูมัธยมเก่า ซึ่งลอกเลียนมาจากเมาเซตุง และเพี่มความเหี้ยมเกรียม เข้มข้นกว่า ซึ่งหากจะฆ่าใครก็ให้คนนั้นขุดหลุมตัวเอง และก็ให้นั่งในหลุม แล้วยิงหรือทุบหัวจนตาย และฝังตรงนั้นเอง เป็นจำนวนล้านกว่า ที่ประชากรเขมรได้รับกรรม ทำให้เกิดการกลัวขนลุกขนพอง และต้องปฏิบัติตามเขมรแดงสั่งอย่างเคร่งครัด


ยารักษาโรคไม่มี ให้ใช้แต่แรงงานอย่างหนักหน่วง ในไร่นาอย่างเดียว จนมนุษย์ธรรมดาที่เป็นหวัด เป็นไข้ ก็ตายลงง่ายๆ เช่นเดียวกับแคมป์ในรัสเซีย ชื่อ กูล๊ค (Labor Camp Gulag) กระทำต่อประชาชนของเขา ตามระบบคอมมิวนิตส์ ร่างกายที่อ่อนแอ ใช้ในแรงงานไม่ได้ ก็ปล่อยให้ตายไปตามสมรรถภาพ คงไว้ก็เสียข้าวสุก...


จูเอนไล นายกจีน ซึ่งเป็นรองจากเมาเซตุง เคยเตือนพอลพตว่า "อย่าเอาวิธีการรบของจีนทุกอย่าง ในการทำการปฏิวัติ เพราะสมัยและสถานะการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว"


ภายหลังพอลพตตอนใกล้ตาย 1989 ข้างชายแดนไทย ที่เมือง ไพลิน (Pailin) และคุณชวลิต ยงใจยุทธ ให้ทหารไทย สายลับไทย ปกป้องเขาตลอดเวลา เพราะนึกถึงบุญคุณที่พอลพตยอมรับเป็นพวก และอีกอย่างจีนขอร้องด้วย พอลพตให้สัมภาษณ์นักข่าวต่างประเทศ (หาดูได้ในยูทูป You Tube) ว่าเขานึกไม่ถึง ว่าขบวนการเขมรแดงนั้นจะล้มเหลว และบอกว่าเขา "ไม่มีความชำนาญในการปฏิวัติอย่างเพียงพอ" และไม่ได้ควบคุมทหารในระดับล่าง ทหารเขมรแดงมีทหารรุ่นเยาว์วัย คือโดยประมาณอายุระหว่าง 11 ถึง 20 ปี เป็นจำนวนมาก เด็กพวกนี้เกิดความหึกเหิมตามวัย ฆ่าคนเป็นผักเป็นปลาอย่างว่าเล่น


ตอนแรกๆที่เขมรแดงชนะรบ.ลอนนอล ประชาชนสนับสนุนมาก รวมทั้งเจ้าสีหนุด้วย ที่เห็นดีเห็นชอบในการกระทำทุกอย่างของเขมรแดง และเพราะแรงโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ ได้ปลุกชาวเขมรให้หลงชาติ ให้เกลียดเวียตนาม และ ไทย และบอกว่าจะเอาดินแดนเก่าของเขมรโบราณคืนมาให้หมด


แต่เพราะ...ความโหดเหี้ยมของเขมรแดง ที่ฆ่าฟันชนชาติเดียวกัน เป็นจำนวนมากกว่าล้านศพ ประจักรต่อชาวเขมรส่วนใหญ่และชาวโลก ทำให้ความนิยมต่อเขมรแดงเสื่อมลง ในที่สุด ธรรมก็ชนะอธรรม เขมรแดงก็ล่มสลาย ตามที่ประจ้กรนั้นแล

ข้าเจ้าขอนุญาต ตอบคุณFlowervioce และ คุณ Sea Eagle พร้อมๆกันเลยนะเจ้าคะ

ความจริงคุณซี ได้ตอบคุณเสียงดอกไม้ ให้ข้าเจ้าเกือบทั้งหมดแล้ว นั่นคือความจริงเจ้าค่ะ ท่านซีเหมือนว่าได้รู้จักข้าเจ้ามาก่อน กระมังเจ้าคะ? ไม่งั้นคงไม่ตอบแทนข้าเจ้าได้แม่นยำถึงขนาดนี้

การเขียนนิยายให้คนอ่านน้ำตาไหลพรากนั้น มันเป็นความสามารถของนักเขียนที่บรรจงแต่งเรื่องวิลิศมาหราอย่างใดก็ได้ ให้ตัวละครเป็นไปในเชิงเศร้าๆ จนกระทั่งคนอ่าน เช่นข้าเจ้าอ่านจนขี้มูกโป่ง ตาบวมทั้งเล่ม ก็เคยเป็นมาหลายๆสิบครั้งเจ้าค่ะ

แต่สำหรับกะทู้นี้ เป็นเรื่องจริง ไม่อิงนิยาย นักรบทุกท่านค้นหาได้ในเวปทั้งนั้น เมืองต่างๆก็มีแผนที่ในเวปด้วย การเขียนของข้าเจ้าเกิดจากประสพการณ์ตรง และสืบถามจากเพื่อนๆ และคนใกล้เคียง และในเวปต่างๆมากมาย มาประกอบผสมกันเจ้าค่ะ


เมื่อครั้งที่ข้าเจ้าทำงานอยู่ ที่ ดีเอ็มวี (DMV = Department of Motor Vehicle) จึงได้รู้จักชาวลาวหลายครอบครัว ที่เป็นนายทหารเก่าที่รอดมาได้จากสงครามลาวหลายท่าน พวกเขาได้ไปสมัครสอบเอาใบขับขี่ ที่ข้าเจ้าทำงานอยู่นั้น ข้าเจ้าได้เป็นผู้แปล (Interpreter) ทั้งข้อเขียน และตอนสอบขับรถ ต้องนั่งแปล(เป็นล่าม)พูดภาษาลาวในรถคู่ไปกับเขา (แบบไทยปนลาว เน่อๆ เช่นเดียวกับชาวจีนพูดไทยแรกๆ) และต่อมาข้าเจ้าได้ย้ายไปทำงานที่ กรมกองสวัสดิการสังคม หรือ อีดีดี(EDD= Employment Development Department) และย้ายเมืองใหม่อีกด้วย แต่ก็ยังได้พบปะ ช่วยเหลือพี่น้องลาวมาสมัครหางาน และเบิกเงินช่วยเหลือเมื่อตกงานหรือเจ็บป่วย จากหลายครอบครัว ทำให้ข้าเจ้าสืบเสาะหาข้อมูลในการเขียนของข้าเจ้าครั้งนี้ จากพี่น้องลาว อย่างสะดวก และ ลื่นไหลได้พอสมควร

Offline

#39 July 23, 2015 10:53 AM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 889

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

โปรดติดตามอ่าน ครั้งแรก...ภาคสี่ ในบ้านใหม่ บน  ifreethai.com ในข่าวสังคม-การเมืองนะเจ้าคะ

รวมทั้ง ครั้งแรก...ภาคสาม หน้า 1-31 ด้วยเจ้าค่ะ  karava

Last edited by amdang (July 23, 2015 10:57 AM)

Online

#40 July 23, 2015 10:20 PM

LOCOMOTION
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 172

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม


ขอบพระคุณทั้งสองท่านครับ ที่ทำให้พวกเราได้กลับมาพบกับข้อมูลดี ๆ ที่มีคุณค่าต่อประชาคมโลก

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.