iFreeThai

#401 September 3, 2016 4:19 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 743

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

การประชุมประเทศอาเซี่ยนในลาว

ฟังคลิบคุณจารุพงศ์ เรืองสุวรรณวันที่1กันยายน(นาทีที่22:30-23:40) แว่วว่าประเทศเจ้าภาพสปป.ลาวไม่เชิญรบ.ไทยร่วมด้วย ต้องเปิดฟัง 2-3 ครั้งและเข้าเวปรอยเตอร์ บีบีซื เดอะการ์เดี้ยน นิวยอร์คไทม์และกูเกิ้นดูเพราะเป็นข่าวใหญ่มาก แต่ปรากฏว่าเป็นข่าวคลาดเคลื่อน ฝ่ายไทยซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งอาเซี่ยน(ASEAN) ยังคงเป็นสมาชิกที่ทรงเกียรติที่สมาชิกอื่นคงไม่กล้าปฏิเสธ ก็ได้แต่เสียดายโอกาส หากเป็นจริงพวกเราที่กำลังลี้ภัยในลาวน่าจะทำการรวมตัวกันอย่างรวดเร็วและมีหน้งสือส่งตรงไปขออนุญาต รบ.สปป.ลาวและสถานทูตอเมริกา เพื่อเข้าเป็นกลุ่มตัวแทนไทยพลัดถิ่น(ซึ่งมีหลายกลุ่ม) และมีจำนวนมากในลาวขณะนี้(อาจจะกว่า 200-300 คนแล้ว?) เพื่ออ้างสิทธิอันชอบธรรมที่ไม่เห็นด้วยกับคณะทหารโจร ที่ปล้นประเทศไทยจากรบ.ประชาธิปไตยที่ประชาชนได้เลือกตั้งมาตั้งแต่ 22 พค 2557  และประชาชนถูกกดขี่ข่มเหงโดนปราบปราม ติดคุก โดนปลดจากงาน และบางคนก็หายตัวไปเลย จำนวนมากที่เกรงกลัวได้รวมกลุ่มร่วมต่อต้านแถบประเทศเพื่อนบ้านเช่นลาว เขมร พม่า ฯลฯ โดยร้องขอเจ้าภาพเป็นกลุ่มสังเกตการณ์(observation group)ต่อการประชุมผู้นำระดับรมต.กต. ประการสำคัญที่สุดที่ขอแนะนำอย่างมากให้คำนึงถึงว่าปธน.โอบาม่าได้เดินทางไปประชุม จี-20 ที่จีนและจะมาร่วมกับพวกผู้นำอาเซี่ยนด้วย(ประมาณวันที่ 7-8 กันยายน-วันที่ 5 กันยายนสถานทูตเมกาจะปิด เนื่องในวันหยุดต่อเนื่องจากวันกรรมกรของเมกา)
อย่างไรก็ดีการที่ผู้นำกลุ่มที่สำคัญอย่างน้อย 3 ท่าน เช่นอ.หวาน สุดา รังกุพันธุ์ อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และลุงสนามหลวงของกลุ่มไฟเย็น น่าจะมีการพบปะอย่างรีบด่วนในเรื่องนี้ว่าจะมีมติอย่างไรดี ข้าเจ้าซึ่งพอมีความรู้อยู่บ้างในเกมส์ระดับและชนิดนี้ อยากขอออกความเห็นว่าพวกคุณควรถือโอกาสครั้งนี้ ที่ผู้นำรอบบ้านและปธน.เมกาเองจะได้รับรู้ว่ามีพวกคุณ(และเป็นพวกเรา)มีตัวตนจริง มีการต่อต้านทหารปล้นประเทศไทยจริง และเป็นรูปองค์การจัดตั้งแล้วด้วย แถมคนหนึ่งยังเพิ่งถูกอุ้มหายไปเมื่อเร็วๆนี้(ดีเจซุนโฮ) เรื่องความทุกข์ยากส่วนตัวนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่รองลงมาแต่ควรกล่าวถึงบ้าง(เช่นคุณสุรชัยติดคุกมา 22-23 ปีเพราะโดนกลั่นแกล้ง  การสังหารคุณไม้หนึ่งก.กุนที  ฯลฯ  แต่ที่จะทำให้เมกาตัองหูผี่ง คือพวกคุณได้มีการจัดตั้งเป็นรูปองค์กร และพร้อมจะหาจดทะเบียนเป็นพรรคปฏิวัติในเวลาอันสั้นอีกไม่นาน เพื่อรบราต่อกรกับโจรทหารไทยต่างหาก ปธน.โอบาม่าอาจจะให้เวลาพวกคุณสัก 15 นาที แต่การติดตามผล(follow-up)จะตามมาช่วยพวกคุณทีหลังแน่นอน เมกาเขาจะเคารพความคิดเรื่องการต่อสู้ของกลุ่มพลังมวลชนเสมอ ขอแนะนำให้ตั้งเป้าไปที่คสช.ก่อนอื่น พยายามเลี่ยงจะทำร้ายภูมี้และอำมาตย์ เพราะเมกากำลังรับผลประโยชน์จากอำมาตย์ที่ได้ให้เขาเข้ามาใช้ฐานทัพที่อู่ตะเภาและสัตหีบ และอาจจะรวมทั้ง บน.-9 ที่สุราษฎร์ธานีและภูเก็ตด้วยหากเกิดสงครามทะเลจีนใต้ขึ้น
พวกคุณควรเป็นอิสระจากอิทธิพลของกลุ่มวัฏจักรทักษิณได้แล้ว เพราะทำให้คนไทยทุกคนมองว่าพวกคุณหนีออกนอกประเทศมาสู้เพื่อชาติ ไม่ใช่สู้เพื่อคุณทักษิณ เพื่อขินวัตร และพรรคพท.....คิดดูให้ดีๆมันเสียหายกับการเป็นนักปฏิวัติ(ที่มีอุดมการณ์ต่อสู้ของตัว)สากลทุกแห่งที่เขาทำกัน คุณควรเป็นเพียงพันธมิตรหรือแนวร่วมกับคุณทักษิณและพวกเท่านั้น....ไม่ใช่รับคำสั่งและหรือรับเงินจากเขา หาค่าใช้จ่ายเองจากแฟนคลับได้แล้ว...นี่คือภาพลักษณ์ที่ทุกคนกำลังมองพวกคุณอยู่ และพากันสงสัย??? .....การปฏิวัติจึงจะไปรอด...ไม่รักก็จะไม่ทักท้วงมานะจ๊ะ
หากพวกคุณไม่กล้าที่จะติดต่อระดับผู้นำของหลายประเทศและโดยเฉพาะปธน.โอบาม่าคราวนี้ในลาว เนื่องในวาระที่เขามีการประชุมกัน ข้างๆบ้านคุณ พวกคุณก็พลาดโอกาสอันสำคัญ โปรดใช้เวลาร่างจดหมายเพียง1หน้าเป็นภาษาอิงกิต2ฉบ้บ ขอเข้าพบและขออนุญาตเข้าร่วมสังเกตุการณ์ และอีกฉบับสำหรับปธน.โอบาม่า(ควรนำไปสถานทูตเมกาในวันอังคารที่6กันยายน)  ปธน.โอบาม่าคงได้อ่านแน่ๆเพราะเฉพาะตัวเขาและเฉพาะกิจที่เขามาในลาวนอกจากการอำลาจากตำแหน่งในปลายปี และอยากเยือนลาวให้เป็นประวัติศาสตร์  และก็เพราะรบ.สปป.ลาวไม่สามารถหาหลักฐานเรื่องการหายตัวของนักต่อสู้เพื่อนิรุขศาสตร์ภัย ต่อต้านการสร้างเขื่อนฯคือนายสมบัติ สมโพน(หายตัวไปตั้งแต่2012) และระยะหลังก็มีการจับกุมคุมขังต่อผู้ประท้วงเรื่องประชาธิปไตยในลาวหลายคน จนมีการยกป้ายประท้วงหน้าสำนักสหประชาชาติที่กทม.เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  และเรื่องจะช่วยลาวให้พ้นจากอิทธิพลจีนในโปรเจครถไฟด่วน$7 billion  และเรื่องสร้างเขื่อนต่างๆ นัยว่าลาวอยากล้มเลิกโครงการณ์ต่างๆดังกล่าวจากจีน ช่างละม้ายคล้ายคลีงกับตอนนายพลเต็งเส็งปธน.พม่าตอนประชุมอาเซี่ยนที่อินโดนีเซียปี2512 จนเมกาช่วยให้พม่าหลุดจากอิทธิพลจีนที่กำลังสร้างเขื่อนมยิดโซนด้วยเงิน$3.3 billion แต่เต็งเส็งต้องยอมปล่อยอองซานซูคยีแลกเปลี่ยน จึงทำให้พม่ารุ่งโรจน์ในปัจจุบัน
หากพวกคุณไม่กล้าที่จะทำการติดต่อกับผู้นำพวกนี้ คุณจะกล้าทำงานใหญ่ระดับนักปฏิวัติ(ระดับโลก)ได้อย่างไร? จะติดต่ออะไรกับรบ.สปป.ลาวก็ต้องผ่านคุณทักษิณ แล้วพวกคุณจะไปกันรอดหรือ?  ผู้ที่ยิ่งใหญ่จริงๆเขาจะรับฟังผู้น้อยที่ตกระกำลำบากอย่างพวกคุณ(นักปฏิวัติ)อย่างใจจรดจ่อเลยทีเดียว เพราะเขารู้ดีว่าพวกคุณจะกลายเป็นผู้นำประเทศ(เพื่อนบ้าน)ในที่สุด และการพบปะได้เจรจากับพวกคุณนั้นน่าจะเป็นการสร้างมิตรภาพมากกว่าสร้างศัตรูกัน
จดหมายของพวกคุณควรจะรวมทั้งการขอเข้าพบต่อท่านอองซาน ซูคยีด้วย(ป้าเขาเป็นรมต.กต.ของพม่า คงเดินทางมาด้วย)  ข้าเจ้ามั่นใจว่าพวกคุณคงได้พบ เพราะป้าก็มีหัวใจเดียวอย่างพวกคุณซึ่งเคยติดคุกลำบากมาเลือดตาแทบกระเด็นมาพอๆกับคุณสุรชัยเหมือนกัน ป้าอาจจะเอ่ยปากอะไรกับใครก็ได้ในความยากลำบากให้ช่วยพวกคุณได้ง่ายๆ
เรื่องสาธารณะรัฐแบบสหรัฐกับสหพันธรัฐเอาไว้ก่อนเถอะ เอาไว้ว่าอะไรจบลงไปแล้วค่อยให้ประชาชนตัดสินแบบประชามติกันดีกว่า
เอาแต่ว่าจะทำอย่างไรต่อการประชุมอาเซี่ยนในลาวครั้งนี้ ที่อาจจะเอื้ออำนวยทำให้กลุ่มพวกคุณอาจได้รับผลประโยชน์อย่างไรบ้างคงดีกว่า ...ด้วยรักและเป็นห่วงพวกคุณทุกคนเสมอ
โชคดีหลายๆนะเจ้าคะ

two_thumps เผด็จการจงพินาจ ประชาธิปไตยจงเจริญ two_thumps

Last edited by amdang (September 4, 2016 10:41 AM)

Offline

#402 September 5, 2016 11:39 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 743

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ปธน.โอบามาถึง สปป.ลาว

LmHgWM5.jpg
t4E9vDl.jpg
paCjeIj.jpg
C4rghkZ.jpg

ยินดีต้อนรับท่านปธน.บารัค โอบาม่าและท่านผู้นำอาเซี่ยนและคณะทุกท่าน สู่ดินแดนลาวที่มีแต่มิตรไมตรี-อันชดช้อย-อ่อนหวาน-อย่างจริงใจ....อย่างที่หาไม่ได้ในโลก
ขอพวกท่านได้รับการต้อนรับและหฤหรรษ์กับการมาเยือนลาวในคราวนี้สมความปรารถนา..... และหวังว่าท่านและครอบครัวหวลกลับมาเยือนลาวอีกในอนาคต...สบายดี...

https://www.google.com/url?sa=t&rct=j&q=&esrc=s&source=web&cd=1&cad=rja&uact=8&ved=0ahUKEwiYyNOV-_jOAhVK3mMKHY0bCc4QtwIIHzAA&url=https%3A%2F%2F

Last edited by amdang (September 5, 2016 11:49 PM)

Offline

#403 September 6, 2016 3:39 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 743

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ระเบิดตกค้างในลาว
ระเบิดกว่า2ล้านตันที่เมกาใช้บอมบ์ในลาวตอนสงคราม 1964-1973 ลองดูตัวเลขเคร่าๆก็น่ากลัวไม่น้อย ตอนนี้ยังมีผู้ถูกระเบิดส่วนใหญ่จะเป็นเด็กๆปีละประมาณ300คน
นี่เป็นสาเหตุหลักสำคัญที่ปธน.บารัค โอบาม่าได้มาร่วมประชุมอาเซี่ยนครั้งสุดท้ายก่อนครบเทอมพ้นตำแหน่งในอีก3เดือนข้างหน้า และพยายามยื่นมือเข้าช่วยเหลือต่อปัญหาที่
เมกาทำเอาไว้ในลาวในอดีต เมกาคงหลั่งความช่วยเหลือในโครงการ"ระเบิดตกค้าง"นี้ให้แก่ลาว ซึ่งมีทั้งการชดเชยการรักษาพยาบาล การสร้างโรงงานทำแขนขาปลอม  ค่าใช้จ่าย
ที่พยายามกู้ให้หมดจากแผ่นดินลาว ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกนานหลังจากยุติการทิ้งระเบิดมา43ปีแล้ว และปัญหายังมีเป็นประจำเฉลี่ยวันละ1คนที่ต้องเสียชีวิตและหรือพิการจากระเบิดพวกนี้


2 million tons of explosive
http://i2.cdn.turner.com/cnn/2016/image … os.map.gif

Home The Issues The UXO problem in Laos: statistics
Updated: 01/02/2016
The UXO problem in Laos: statistics
Laos is the most heavily bombed country, per capita, in history. The figures below from the Laos Government show the scale of the problem.

This footage of air-dropped cluster bombs releasing submunitions is courtesy of the National Regulatory Authority for the UXO/Mine Action Sector in Laos.

• There were more than 580,000 bombing missions on Laos from 1964 to 1973 during the Vietnam War.

• That's equivalent to one bombing mission every eight minutes, 24 hours a day, for nine years.

• Over two million tons of ordnance was dropped on the country, with up to 30 per cent failing to explode as designed.

• More than 270 million cluster munitions (or ‘bombies’, as they are known locally) were used; up to 80 million failed to detonate, remaining live and in the ground after the end of the war.

• Approximately 25 per cent of the country's villages are contaminated with unexploded ordnance (UXO).

• All 17 provinces suffer from UXO contamination.

• More than 50,000 people were killed or injured as a result of UXO accidents from 1964 to 2008.

• From the end of the war in 1974 to 2008, more than 20,000 people were killed or injured as a result of UXO accidents.

•  There have been approximately 300 new casualties annually over the last decade.

•  Over the last decade 40 per cent of total casualties were children.

Source: National Regulatory Authority for UXO/Mine Action in Lao PDR website
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการรับผิดชอบและการช่วยเหลือคนลาว ทั้งจากฝ่านเมกาและจนท.ของลาวคงไปได้ดี
และจะช่วยให้คนลาวพ้นทุกข์เสียที

Offline

#404 September 7, 2016 1:52 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 743

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ครั้งแรก...ในประวัติศาสตร์โลก ที่ปธน.USA ไปเยี่ยม สปป.ลาว

การประชุมพบปะของปธน.บารัค โอบาม่ากับคนหนุ่มสาว(ซึ่งส่วนมากเป็นนศ.) 350คนมาจากประเทศกลุ่มสมาชิคของอาเซี่ยน10ประเทศ ที่เมืองหลวงพระบาง วันที่ 7 กันยายน 2559
http://images.worldnow.com/AP/images/11743820_G.jpg
https://www.whitehouse.gov/photos-and-v … -town-hall

Remarks by President Obama at YSEALI Town Hall
Souphanouvong University
Luang Prabang, Laos

1:49 P.M. ICT

PRESIDENT OBAMA:  Thank you!  (Applause.)  Thank you so much! Sabaidii!

AUDIENCE:  Sabaidii!

PRESIDENT OBAMA:  Well, it is such a pleasure to be here.  Can everybody please give Om a big round of applause for that great introduction?  (Applause.)

So it is wonderful to be in Luang Prabang.  I’ve always wanted to visit.  It is said that this is where the Buddha smiled when he rested during his travels.  And I can see why -- because it is beautiful and relaxed.  I’ve just come from seeing Wat Xieng Thong.  Did I say that right?  Sort of.  And it was beautiful.  And the entire area is spectacular.  I want to thank everyone at Souphanouvong for hosting me here today.  And I want to thank the people of Laos.  I’ve been deeply touched by the hospitality you’ve shown me.

This is my 11th visit to Asia as President of the United States, but it's my first visit to Laos.  And in fact, I’m the first United States President ever to come here.  And with the kindness that you’ve shown me, I’m sure I will not be the last.  Other Presidents will want to come as well.  And I promise you I will come back when I'm no longer President.  (Applause.)  And the good thing about when I come back and I'm not President I won't have so much security.  (Laughter.)  And I can sit and relax and have some food, and I won't be so busy.   

Now, whenever I travel around the world, I spend a lot of time doing business with world leaders, and I meet with the presidents of big companies.  But I try to balance spending time with young people like you.  And I gave a long speech yesterday, so I'm not going to do a long speech today.  I want to have a conversation with you.  I want to hear what you have to say.  But I'm just going to make a few remarks.

I think you know that this part of the world means a lot to me because I lived in Indonesia as a boy.  And my sister is half-Indonesian.  She was born there.  She married a man whose parents were from Malaysian.  My mother worked in Southeast Asia most of her life, working with women in villages to try to help them get more money through selling handicrafts and developing small businesses.  So as I drive around here, it's very familiar to me. It reminds me of my childhood.  And my commitment to deepening America’s ties to Southeast Asia is very real.

That's why I'm the first U.S. President who has regularly met with ASEAN leaders.  It’s why we’re working together to promote peace, protect human rights, encourage sustainable development, advance equality for women and girls, and to meet challenges like climate change and other environmental issues.

While Presidents and Prime Ministers can help lay the foundation, it's going to be young people like you who build the future of this region and the world.  Here in Southeast Asia, almost two-thirds of you were born after 1980 -- which makes me feel very old.  (Laughter.)  In Laos, half of you were born after 1995.  And from Rangoon to Jakarta, Ho Chi Minh City to Kuala Lumpur, everywhere I go I see the energy and the optimism of all the young people who live here.  I’ve seen your desire to resolve conflicts through diplomacy and not war.  I’ve seen your desire for prosperity through entrepreneurship and the rejection of corruption.  I’ve seen your interest in promoting social harmony -- not by discriminating against anyone in the community, but by upholding the rights of all people, regardless of what they look like or what religion they belong to. 

And because your generation is the most educated, and  because you are all connected through your phones, you have more power to shape the future than any generation that we’ve ever known.  That’s why I’ve made connecting our young people a cornerstone of American foreign policy.

Three years ago, we launched YSEALI -- Young Southeast Asian Leaders Initiative.  And what began as a small group of young people is now a network of 100,000 young people from all 10 ASEAN countries.  And in fact, across Africa, the Americas, and Europe, we now have nearly half a million young people like you in our Young Leaders Initiatives worldwide.

And our goal is to empower young people with skills and resources, and the networks that you need to turn your ideas into action, and to become the next generation of leaders in civil society and in business and in government.  We have regional exchanges, workshops, online networking, hands-on training.  We’ve offered grant competitions to support your efforts.  We’ve welcomed hundreds of you to the United States to study in our universities, and experience our state and local governments, and to intern, spend time at our companies.  And I’ve even hosted some of you at the White House.

So what we wanted to do is to hear from you and for you to hear from each other how you can share ideas and practices and hopefully forge partnerships and friendships that will last you a lifetime.  And I’ve been so proud to see how you’ve made YSEALI such a success.  Some of you have started projects to teach summer school and help farmers markets grow.  Some of you have worked to increase civic engagement.  Some of you have been involved in economic development projects so that no country in ASEAN is left behind in today’s economy.

And I know that closing the development gap in innovative and in impactful ways is what you’re focused on at this YSEALI Summit in Laos.  And that’s wonderful, because whatever sector we work in, we all have a role to play when it comes to things like educating our people, lifting communities up from poverty, and protecting the environment for future generations.  I also understand that YSEALI alumni have come together to plan an event called “YOUnified,” which is a day of service across the region on December 3rd, and that will be the third anniversary of YSEALI.

So I could not be more impressed with all of you.  This is change that's happening on a global scale.  Young people are taking over.  And I want to help it sustain itself.  So today, in Luang Prabang, I have a few announcements to make that focus on what you’re here to talk about, and that's development across the ASEAN region.

First, at a time when English is the language of business, science, and the networked world, it’s very important that young people have English language training.  And that's why today, we’re launching English for All.  This is a program where we're going to bring more English teachers to your countries, including Laos, and bring more of your educators to America for training.  And we’re going to offer opportunities and resources to help anybody around the world learn English on a new website called EnglishForAll.State.gov.  (Applause.)

Second, we’re focused on making sure that every girl earns a quality education.  In too many countries now, women and girls are not getting the same educational opportunities as men and boys.  And research shows that when girls get an education, not only do they grow up healthier, but her children will grow up healthier also.  Not only will she become more prosperous, but her community will become more prosperous.

And that’s why yesterday, I announced that Let Girls Learn

-- this is a program that I'm working on, but more importantly, my wife is working on -- is coming to two more countries -- Laos and Nepal.  And today, we’re announcing the new U.S.-ASEAN Women’s Leadership Academy for YSEALI.  Each year, this program will offer leadership training and mentoring for emerging women leaders from all 10 ASEAN countries.  And because we’ve partnered with several multinational companies to sponsor this academy, we’re going to be able to empower women to take their place in society for decades to come.  So we're very excited about that.  (Applause.)

So that’s what we’re doing.  But ultimately it’s up to you as role models to inspire young people across this region.  And before I take questions, I just want to highlight two YSEALI role models whose stories have really inspired me and I think will inspire you as well.

The first is Mimi Sae-Ju.  Where is Mimi?  There you go, there’s Mimi.  (Applause.)  Mimi grew up in a Lisu village in Northern Thailand.  When YSEALI brought her to our state of Montana in the United States she met some of our Native American tribes.  And in their experience it reminded her of her own people.  So she decided, “to show my people that ladies in America are doing the same things as them.”  So she founded the Lisu Cultural Heritage Center in Chiang Mai to promote and preserve the indigenous history of her people.  And she sells handicrafts made by Lisu women, which helps them earn a living and makes sure that their culture lives on in future generations.

And, Mimi, is that some of the stuff that they’re making?  You should model it for us.  (Laughter.)  It's very nice.  Beautiful.  (Applause.)  You got that hat in Montana, though, right?  There you go.  Excellent.  There you go.  I like that -- you got a nice cowboy hat.  (Applause.)   

The second person I want to introduce is Dissa Ahdanisa.  (Applause.)  After her experience in America through YSEALI, she said, “When I came back to Indonesia, I realized I love the United States not because of the fancy stuff, but because of the people and because of their kindness.”   And so I want you to know that the American people feel the same way about you. 

But it was actually Dissa’s time volunteering in Nicaragua a few years ago that set her on a new course.  One day, she happened across a café for the deaf.  And at first, she just wanted to learn a new language -- in this case, the sign language spoken by the waiters and waitresses.  She came to realize that café was a great way to empower people with a disability.  She visited schools for the deaf, made deaf friends.  Last year, Dissa opened the Fingertalk Café in Indonesia to provide job opportunities for the deaf community there.  And I’ve been told great things about the café -- because my receptionist, as you know in the White House, a wonderful young woman named Leah, she visited earlier this year.  She is deaf, and she is the receptionist at the White House.  So when you come visit the White House, she’s the first person you meet.  And she signs.  And she wanted me to tell you how proud she is of you.  So, congratulations.  (Applause.)

So Dissa says she wants her country to be a place where people can “achieve dreams without restriction;” where her daughter “can be who she wants to be…[and] inspire other people with what she’s doing.”  And I’m inspired by what Dissa is doing, because here, on my final trip to Asia as President, I want to make sure that all of you keep on inspiring others the way these two young women are inspiring people in their countries and around the world.

And because we’re in Laos, I'm going to finish with an inspiring story I heard last year about a Lao woman named Thongvone Sosamphan.  I shared it with the YSEALI fellows I welcomed to the White House.  I hope you don’t mind me sharing it again.  Where is she?  Is she here?  I wasn’t sure if she was here, but I'm going to tell her story anyway.

So as part of YSEALI, Thongvone spent time in our city of Atlanta, and she visited the memorial and center honoring one of my heroes, Dr. Martin Luther King, Jr.  And she said she was struck by what this great civil rights leader said.  He said:  “Life’s most persistent and urgent question is, what are you doing for others?”

And that question made her think about the true meaning of leadership.  And then she wrote something very beautiful.  “Leadership is inside you…Everyone can be a leader, because everyone can serve.  You don’t have to have a college degree to lead.  You don’t need to know more than others.  All you need is a heart full of grace and a soul generated by love.”

Ad that is what I see in all of you.  And as long as I think you keep on trying to answer that question that Dr. King asked, what are you doing for others, then I’m sure you will be extraordinary leaders in your own country.  And you will always have a friend and partner in the United States of America.

So thank you very much, everybody.  And with that, let’s take some questions and comments from the YSEALI network.  All right?  (Applause.)

So what I'm going to do is -- I think we have microphones in the audience, and I will call on people -- I'm going to go -- I'm going to call on boys and then girls, and back and forth so that it's fair.  And when I call on you, if you could introduce yourself.  Tell us where you're from and tell us what you're doing.  And then you can ask a question.  Okay?

So let’s start with this young lady right here.  Yes, you.  Here’s a microphone.  (Applause.)

Q    Hello, Mr. President.  I'm your big fan, actually.  (Laughter.)  I'm from Indonesia.  And it's a pleasure that you can come here.  So my question is, in your opinion as a father and as a President, how important we, as youth, to take a role in developing countries’ development and changing?  And also, how do you measure it?  Thank you.

PRESIDENT OBAMA:  I'm sorry, what was the last one?

Q    How important youth role is in developing country development and how you measure it as a President and as a father.  Thank you.

PRESIDENT OBAMA:  Well, I think that young people historically have always been the key to progress and development.  Because if you think about it, old people like me, we do things the old way.  We have -- we're trapped by our own experience and we look to the past so often and we think this is how things always should be.  Young people, they’re looking to the future, and so they’re able to say, we don't have to do things the old way; we can do things new ways.  And that's what creates new ideas, new businesses, new ways of organizing people, new ways of treating each other with more respect, rejecting some of the old habits.

Think about the U.S. relationship with Laos.  For nine years, there was a secret war in which the United States was dropping bombs on this country.  And I just this morning came from a organization that is taking ordnance -- explosives that did not detonate, and trying to remove them from the countryside. So if you are an old person that may be your image of the United States.  If you're a young person, now you think we have the opportunity to work with the United States in a different way, and that creates new opportunities and new hope and new relationships.

So I think the challenge for young people is to find the skills and the resources to put your ideas into action.  Because it's not enough just to dream about I want to educate everybody in my country, or I want to build a great new business.  You actually have to do the work and you have to have plans.  And it's hard.  And so part of what we're trying to do is to provide resources to young people, but also help them learn from each other so that maybe there’s a program -- we just learned from Dissa, right?  She saw a program in Nicaragua and now it's in Indonesia.  So now maybe somebody in Africa visits Southeast Asia, and they have a new idea about sustainable agriculture.  Right?  And part of what we want to do is to make sure the people are exchanging ideas all the time.  And that's very valuable.

All right?  Good.  I said I was going to call on a gentleman first, right?  This young man in the uniform.  That's a very fancy uniform, so we'll have to find out from him what -- (applause.)

Q    Good afternoon.  I'm from Thailand.  And my question is, in the next 10 year, what do you expect ASEAN people to think about USA, and why?

PRESIDENT OBAMA:  Well, my hope is, is that the next President will continue my policy of meeting regularly with ASEAN leaders.  We are working on a whole range of different issues, from how can we help develop health care networks so that people are getting better health care, but also so that we identify if there’s a disease and we can stop it before it starts spreading, to disaster relief, so that if there’s a typhoon that there’s local capacity to respond quickly, to economic development, to education.  And some of these programs, they’ll take some years before they’re approved.  And my hope is that 10 years from now, people will look back and they’ll say that the engagement that we began with ASEAN now has developed so that we have a very mature and deep relationship in all areas.

And I believe that the United States is and can be a great force for good in the world.  But because we're such a big country, we haven't always had to know about other parts of the world.  If you are in Laos, you need to know about Thailand and China and Cambodia, because you're a small country and they’re right next door and you need to know who they are.  If you you're in the United States, sometimes you can feel lazy and think we're so big we don't have to really know anything about other people.

And that's part of what I'm trying to change, because this is actually the region that's going to grow faster than anyplace else in the world.  It has the youngest population, and the economy is growing faster than anyplace.  And if we aren't here interacting and learning from you, and understanding the culture of the region, then we'll be left behind.  We'll miss an opportunity.  And I don't want to that to happen.

Okay?  (Applause.)  All right, let’s see -- this young lady right here.

Q    Thank you.  Thank you, sir.  I like to ask since YSEALI means so much to you, how will you ensure that YSEALI continues after you step down?

PRESIDENT OBAMA:  Well, it's a great question.  There are two things that we're going to do.  First of all, we're working with the State Department, my foreign ministry, so that YSEALI continues after I've left.  The program to bring student members of YSEALI to the United States, to maintain the networks -- we're trying to institutionalize that so that it continues after I'm gone

What I'm also going to do is, in my own work as an ex-President, I'm hoping to continue to work with young people through my presidential center.  And so one of the components that I've discussed with my team is how I can continue to interact with the YSEALI alumni, and we can share ideas and I can continue to meet with you and we can work on projects together.  So I'll continue to stay involved.  But the YSEALI program itself we will continue to run through the State Department.  And I'm confident that it will continue to do great things.  (Applause.)

So since were in Laos, let me see a Lao young man.  Here we go right here.

Q    Sabaidii.

PRESIDENT OBAMA:  Sabaidii.

Q    Thank you for this.  I want to ask you, if one thing, only one thing, can be changed in ASEAN, especially in Laos, what kind of change do you want to see?  And how will you contribute to that change?  Thank you.  (Applause.)

PRESIDENT OBAMA:  That's a good question.  Well, I think that if there’s one thing that we've learned is that the most important thing for any country is its people.  So if there’s one thing that I could help to bring about it would be improving educational standards for young people throughout Laos and throughout ASEAN -- and as I said before, making sure that that includes girls and not just boys.

Because if you look at the countries that are successful -- let’s just take ASEAN as an example -- the country that has the highest standard of living is Singapore.  Now, Singapore actually has very little.  It doesn’t have natural resources.  It has ports, but it's a tiny country.  And yet, economically, it is very successful.  Well, why is that?  Well, part of it is because its education levels are extremely high, and as a result, companies from around the world, they are interested in locating in places where they can find a workforce that is creative and smart and can do the job.

So it's wonderful if you have natural resources.  It's wonderful if you're a big country with a large population.  But, ultimately, how successful a country is will depend on whether its people have the skills and the education and the vision to be able to use those resources effectively.  And we're going to continue to work with all the countries of ASEAN so that we can constantly promote greater education and greater training.

Now, when I say education, by the way, I don't always just mean a high-level college degree.  Technical training, training in a trade -- that can be valuable as well.  And this is not just for ASEAN; this is in the United States as well.  In the United States, we have some of the best universities in the world, but one of the things I've been emphasizing is we also have what are called community college.  They’re not four-year universities, they’re typically two-year degrees.  And you can be very successful going there and finding a specialized trade or learning a very specific skill that companies are hiring for.

And we want to give young people a range of options.  Not everybody wants to study in a classroom and become a lawyer or a doctor.  But it's also very valuable if you have somebody who's a really skilled electrician.  We talk about high tech, and it's true that people who are designing software for the iPhone are the best engineers, but there are jobs in computer science where you don’t need a four-year degree.  Coding is not actually that complicated once you learn how to do it.  So we want to make sure that at every level young people have the ability to access a great education.  And if we're able to do that, then I'm confident that ASEAN will be successful.  (Applause.)

                     

     Go ahead.

     Q    Okay.  Hello.  I'm from Indonesia.  I'm asking a question on behalf of the YSEALI online audience.  So this question is from my friend from Indonesia.  So she asked about this:  Actually, America is a very big country, a (inaudible) of various community of different tribe, religion, and also race.  And how do you unite them into live peacefully side by side in accordance of the United States model, e pluribus unum?

     PRESIDENT OBAMA:  Oh, that's a great question.  Thank you very much.  Well, you're exactly right that the United States historically, unless you're a Native American, like those who Mimi met in Montana, you came from someplace else.  Those of you who visit the United States, if you walk down the streets of Los Angeles or New York, you don’t know what an American looks like because Americans could be anything.  They could be any color, any religion, with a heritage from countries all around the world.  And that's our great strength.  Because one of the things that I strongly believe is that when people from different cultures interact, then you're always learning something, because people bring new ideas and new traditions.

And that's why in our big cities in America, you can get really good food from everywhere.  And then sometimes people come up with new food that's a mix of different foods.  The same with music.  If you think about rock n' roll or hip-hop, or any American -- or jazz -- any American music, it's a blend of all these different traditions.  And that's part of what makes us great.

     Recently, we all saw the Olympics.  And not to brag, but the United States did very well at the Olympics.  Now, part of this is because we're a big country and we're a wealthy country, so we can provide training and opportunities for our athletes.  But if you look at our athletes, there are two things that stand out.  First of all, more than half of the medals we won were from women.  So we passed a law a long time ago that said, if you give sports opportunities to boys, you have to give them to girls, too.  It's called Title IX.  And as a consequence, we developed a really excellent program for women's athletics.

     The second thing is because we have people that came from everywhere, we have people of all different types for every sport.  So we have really tall people to play basketball or to swim.  We have little people for gymnastics.  (Laughter.)  Right? We have, genetically, for whatever sport, we have people who fit the sport, right?  And that's a good metaphor for why I think we've been very successful.

     Now, the challenge we have, because we are people from so many different places, is that sometimes we've had to deal with racism or conflict between races, ethnic groups, new immigrants. And that especially becomes a problem when the economy is not doing well, and so people feel stressed.  And typically, when people feel stressed, they turn on others who don't look like them.  That's true everywhere in the world.  When things are going good, everybody is okay.  And then when suddenly things are harder, people start saying, ah, you know what, this is the fault of the Chinese, or this is the fault of Jews, or this is the fault of the Houthi, or whatever -- it's the Javanese.

So one of the things that we try to is to make sure that we're continually reminding ourselves that what makes an American is not your race or your skin color, but what makes an American is a set of beliefs, a creed -- our belief that all men are created equal; our belief that our Constitution is the law of the land and that everybody has to follow it, and everybody is equal before the law, so that if you're President or you're a janitor, in the court of law you should be treated the same.  We try to promote the notion that the state cannot choose sides in a religion.  We have a very religious country, but part of the reason America is very religious is because we don’t let the state establish one religion, so everybody is free to choose the religion that they practice.

And so these ideas, these principles, are the things that need to be constantly strengthened and reinforced.  And I think that, ultimately, that's where we need to go as a human race.  And this is why sometimes we talk about issues like human rights or freedom of the press or freedom of speech.  And I'll be honest, everywhere we go, including here at ASEAN, sometimes people say, "Ah, why are the Americans talking about these issues?  This is none of their business; they shouldn’t be meddling in other people's business.  And also, America is not perfect.  Look, it still has racial discrimination.  It still has its own problems.  It should worry about its own problems."

And I agree with that in the sense that we definitely do still have problems we have to work on.  We still have discrimination, we still have situations where women are not treated equally.  But I think that, over the long term, the only way that humans are going to be able to work together and interact and prosper and deal with big problems is if we are able to see what we have in common with each other, and treat everybody with dignity and respect.  And that means that we have to have some principles that are not just based on our nationality, they're not just based on our tribe or our religion or our ethnicity.  Otherwise, at some point we're not going to be able to get along, and we'll have more war and we'll have more conflict -- because that's been human history.

And this is why we talk about these issues when we travel to other countries, as well.  It's not because we think we're better than other people, it's because we have learned from our own experience that if you don't respect all people, or you don’t respect all religions but also make sure that no matter how religious you are, you respect other people to have a different idea -- we've learned that if that doesn’t happen, then we have conflict.

And if you look at what's happening now in the Middle East, for example, that's not a -- the problem in the Middle East is not primarily a problem of the West versus Islam; the problem increasingly is, Shia thinking that Sunnis are following the wrong path, and vice versa.  And in Syria, if you're an Alawite or you're a Christian, then you're worried about what the Sunni Muslims are going to do.  And that -- the same in Africa, where

-- a place like Rwanda, where in a matter of just a few months you saw a country kill hundreds of thousands of people just because of those differences.  And that's been true in all parts of the world.  So we have to fight against that.  And that means that we have to be able to promote principles that rise above any individual religion, nationality, race.  And that's what we've been trying to promote -- not always successfully.  Not everybody in America agrees with me on this, by the way.  I'll leave it at that.

Okay.  Let's see.  What country has not been -- okay, but it's a -- first of all, it's a boy's turn, first.  Myanmar.  Let's go, right here.  (Applause.)

Q    Good afternoon, Mr. President.  I'm from Myanmar.  And YSEALI is almost three years now.  And my question is, what is the best impact of YSEALI you have ever seen in your second term as President, and how does that affect your administration in ASEAN?  Thank you.

PRESIDENT OBAMA:  Sorry, what is the best what?

Q    The best impact of YSEALI.

PRESIDENT OBAMA:  The biggest impact of YSEALI.

Q    The best impact of YSEALI --

PRESIDENT OBAMA:  I see.

Q    -- you have ever seen in your second term of the President, and how that affects your administration in ASEAN?  Thank you.

PRESIDENT OBAMA:  Well, I don’t think I can choose the best project, because there have been so many good ones.  I know that at the last town hall that we had a YSEALI town hall -- where were we?  It was in Ho Chi Minh City.  And I had before that, Kuala Lumpur.  I'm not sure which one it was, but I'm going to point out -- there was a Lao woman who had grown up in a small village, and she had somehow traveled -- her family could not afford to give her an education.  She became a migrant and traveled on her own when she was very young.  And because she was so driven, somehow learned English and became part of this NGO -- international NGO -- and she applied for YSEALI and had become a conservationist, and traveled to the United States, learned about conservation practices, and then was coming back to rural communities here in Laos to help preserve the environment and to teach sustainable agriculture.

And I remember just listening to her story -- you were asking how this affected me.  And I thought, if a young -- and she was tiny; she was like about this big, and she looked very young -- and I thought, if a young women, who was not -- she was not born to wealth, she was not born to a famous family, she wasn’t politically connected -- if she could suddenly make such an impact, then that means that anybody can make an impact.  And that's inspired me as a President, because it's not so much that her project was any better than any of the projects that you're working on.  It's just, part of the point of YSEALI is, is that in each of us, in each of you, there's the potential to change the world.  And you don’t know exactly who it is here that’s going to make some world-changing business or organization or environmental idea.  But if we empower everybody, then we will all benefit from the talents of those people.  And this is true whether you’re talking about non-for-profit work or if you’re talking about business.

I just came from China, from the hometown of a gentleman named Jack Ma -- some of you know -- he’s Chinese.  And he is the founder of Alibaba.  So Jack is very wealthy now.  But if you listen to Jack’s story, he basically started off as somebody who couldn’t get into the top universities, taught himself English because he was interested in getting to America somehow.  Came back, started a business that nobody thought was going to actually be very successful.  He couldn’t get any funding for it. But he had this idea that the Internet and computers were really important, and now has created the biggest platform in Asia for selling goods.

If you looked at Jack Ma when he was 20 years old, when he was your age, nobody would have predicted that he’d be one of the most successful businessmen on Earth.  Just like if you met Mark Zuckerberg of Facebook, you wouldn’t predict that he was going to be the most -- have one of the most successful businesses in history.

Well, what is true in business, it’s also true in politics, it’s also true in government.  All of you have enormous potential, but you have to have very specific plans.  And you have to work really hard, and you have to pursue those plans with determination and dedication.  And then if what you’re trying isn’t working, then you have to try something different and not get discouraged -- because very few people are successful right away.  Even the most successful people, typically they have some failures that they have to learn from, and not get discouraged.

Good.  Let’s see.  What other countries aren’t -- Philippines, right here.

Q    Mabuhay, Mr. President.  You were noted as one of -- the only American President who was able to protect such a large area of land and sea.  How were you able to justify and reconcile the very idealistic concept of economic sustainability and development without exploiting the environment?  Thank you very much.

PRESIDENT OBAMA:  Well, it’s a good question.  And it’s a good question for ASEAN, because ASEAN is so populated, there’s so many people here and it’s growing so fast -- it’s such a young population -- that you have to ask some very tough questions, particularly because what we now know is that the models of development that we saw in the West, using fossil fuels, are not going to be sustainable.  We’re not going to be able to develop Laos the same way that we developed the United States.  We’re going to have to have a new model.

Because if all of the ASEAN countries and China and India all were using as much oil and gas and coal as the West did when it was developing, we’re all going to be underwater.  The environment will not survive.

So what we have to do is to, first of all, leapfrog over the old models.  And what I mean by that is to come up with more efficient ways of doing the same thing.  A good example of that

-- although this is not in the energy space, but it will describe what I mean -- if you travel through Asia or Africa, everybody has got a phone.  But in the West, we had to lay all these lines, right, all these underground cables and above-line telephone poles.  That’s how we communicated.  Now, if you’re a poor country, it would make no sense to rebuild all those cables.  Now you just put up a cell tower, because we have a new technology.

Well, what’s true in communications is also true in energy. Part of what we’re going to have to do is to develop solar power and wind power and hydropower.  We have to come up with more efficient cars, more efficient appliances.  And this is part of what the Paris Agreement was all about, was having each country come up with its own plans for reducing its carbon footprint without holding countries back from their ability to develop, and insisting that the wealthier countries contribute to poorer countries so that they can develop faster, but using new technologies rather than the old ones.

But I think that every country has to recognize that there’s no contradiction between conservation and development if you have a good plan.  The problem is that oftentimes, in order to have good planning, you have to have a government that has skills in identifying:  If we put a factory here, what’s this going to do to the river?  If we are going to see an expansion of population, are we going to build a mass transit system -- a train system or bus system -- so that people can travel without everybody using their own car?  That requires a level of planning and participation and listening to the community.

When we were in Vietnam, one of the biggest stories there was a big factory -- was it steel?  I think it was a steel -- there was some sort of manufacturing company that, whatever they were doing to the water, it appeared as if it was killing all the fish.  I mean, you had these days where just thousands of fish were just floating up to the surface and so there were a lot of people who were still depending on fish for their livelihoods.  So that’s not a good model over the long term.

So when that factory had put in its application to build a factory, the government may have thought to itself, well, this is great for development, this is going to create jobs.  But if it’s creating jobs for the people in the factory but destroying the jobs for the people who fish, then the total sum of development is lower than it could be.  And if they had planned ahead of time, then they could have built a factory that maybe had a filter.  It might have cost a little bit more, but it also meant that the water was maintained.

And so part of the thing for young people like you, whether you’re in government or an NGO, you’re going to have to learn the best practices so that you can still grow, but you do so in a way that can be sustained over a long period of time.  And look, the United States is still learning how to do this, and we’ve been at it a long time.  But we used to have terrible pollution everywhere.  And we ultimately passed laws like the Clean Air Act and the Clean Water Act, and what we discovered was when you set rules to preserve the environment, that companies will adjust, and they’ll find new and innovative ways to make the same products and make the same amount of money, but do it in a way that actually is good for the environment.

So usually, if you see the environment destroyed, it’s not because that’s necessary for development.  It’s usually because we’re being lazy, and we’re not being as creative as we could be about how to do it in a smarter, sustainable way.

All right?  Okay.  (Applause.)  So any other countries we haven’t called on yet?  Vietnam?  Okay.  Vietnam?  Okay, right here.  (Applause.)

Q    I am from Vietnam.  I would like to ask you about TPP.  That is a very good idea to have all other country in the world -- the TPP includes four countries in ASEAN country, like Singapore, Malaysia, Brunei and Vietnam.  And we expect a lot about the future with TPP.  But now, so far, the government has not ratified it.  So do we believe that with the remaining time, even the new President -- the TPP could be ratified?  Otherwise, what shall happen?  Thank you.

PRESIDENT OBAMA:  I believe it will be ratified because it’s the right thing to do.  We’re in a political season now and it’s always difficult to get things done.  Congress isn’t doing much right now.  They’re all going home and talking to their constituents trying to get reelected.  So after the election, I think people can refocus attention on why this is so important.

But the reason I think it is important is because the United States and the ASEAN countries and the Asia Pacific region, together, these countries represent 40 percent of the world's economy.  And the problem we are seeing is that at a time when growth is slow around the world, if we don’t pass trade agreements that create a level playing field so businesses and workers are all treated fairly, so that there are environmental standards, just as we discussed, for products that are being sold -- if we don’t do that, then countries are going to turn inward, and everybody will be poorer.

So right now around the world, there are some people who are resisting trade.  And in some ways, that’s understandable, because in advanced countries, in wealthier countries, they feel as if the old manufacturing jobs have gone to China and places with cheaper labor and lower environmental standards and lower worker protections.  And so even though the United States is still very wealthy, there are places where the factories have closed because they’ve moved someplace else.  And that happened over the course of the last 30 years.  And people remember that and they feel as if trade wasn’t good for them.

And what I’ve had to explain is that, first of all, if we do nothing, then we’re not going to bring those old jobs back.  Those factories will not reopen.  But if we now enter into agreements with countries like Vietnam, where we have difficulty selling our products, then we can create new businesses, have new customers.  And, yes, Vietnam may be selling shoes and shirts, but we’ll be selling software, and we’ll be selling jet engines, and so both countries can grow together.

One of the problems we’ve also seen in terms of trade is that the benefits of trade all too often have gone to the wealthy people who own the companies.  A lot of times they haven’t gone to the workers.  And so what I’ve said is that, as part of TPP, we’ve asked countries like Vietnam, that want to be a part of it, to start raising their standards and protections for their workers, and allow worker organizations to join together so that they have more of a voice in terms of their wages and their benefits and the safety of the workplace.  And, in fact, the Vietnamese government has said that it’s willing to do that.

And if standards in ASEAN countries rise, then they’re not going to be competing with U.S. workers just for who can pay workers the least, or put them in the most unsafe conditions.  Instead, they’ll be competing for who’s working smartest and has the best products and the best ideas.  And that’s a competition that all of us will benefit from.

So I believe that we’ll get it done, but it’s always going to be hard.  Nothing is easy in the U.S. Congress right now.  (Laughter.)  Maybe there was a time when it was, but I haven’t seen it.  It sure hasn’t been easy since I’ve been President.  But eventually we’ll get it done.

Okay.  How many more -- how much time do we have?  Last question?  Because I can’t miss -- after having said such nice things about ASEAN, if I miss the dinner tonight I’ll be in trouble.  (Laughter.)  So I’m going to have to go -- okay, hold on, hold on.  I can’t hear everybody.  Let’s see.  So I’ve got Brunei that hasn’t had a question and Malaysia and Cambodia.  Those three, huh?  Man, that’s a lot of countries.

All right, we’ll go really quick.  Somebody from Brunei.  Somebody from Brunei.  Okay, here.  Go ahead.  (Applause.)

Q    Hello, Mr. President.  Thank you for the opportunity.  I would like to thank you for the YSEALI initiative, and also to your wife, who has initiated the healthy nutrition initiative that has changed the norms of nutrition worldwide.  So my question is, what are your views on the future of global health, especially on non-communicable diseases, such as cancer and diabetes?  And will your wife continue her healthy nutrition initiative after this?

PRESIDENT OBAMA:  Well, first of all, my wife I think will continue to work on nutrition issues.  But she’s going to probably be more involved internationally as well as domestically than she has been.  Now that our girls are getting older, she can travel more.  It used to be she didn’t like going too far away for too long because she wanted to make sure the girls were doing their homework and acting properly.  But now that they’re almost grown -- Malia is -- she’s leaving, and Sasha will be gone soon as well -- I think you’ll see Michelle work on these issues internationally more than she has.

In terms of global health, I think that there are different stages.  In developing countries, there are just a lot of things that we know how to do; we just have to do them.  Diseases that are the result of poor nutrition, not enough to eat, no clean drinking water; sanitation systems that are not ideal; basic preventive care that can be provided in clinics and don’t require big technologies; preventing malaria, which -- just mosquito nets and effective mosquito abatement can make a difference.  So there’s a lot of low-hanging fruit, things that we can do that can save so many lives.  Maternal health, working -- because we still have too much infant mortality and women who are dying in childbirth.  So that’s one set of issues.

A second set of issues have to do with actually prosperity.  And that is, as people get wealthier, they’re starting to get fatter, they’re starting to get more diseases that are associated with modern life -- lack of exercise, processed foods.  And what’s been interesting is, these are -- a lot of these problems, like diabetes, used to be primarily in wealthier countries; now you’re seeing them pop up in countries like Mexico that didn’t used to have these problems because of changing eating habits and lifestyles.  So those are a second set of issues.  Again, these are all preventable.

The third set of issues have to do with cancer and Alzheimer’s, and these are issues that really have to do with new science and new technology.  And one of the things that I’ve done as President in the United States is to invest heavily in research.  Now that we have been able to crack the code on human genetics, we think that the time will come when we’ll be able to diagnose diseases before they happen.  We’ll be able to say that this person has a tendency because of their genetic variations to get these diseases, and develop cures before those diseases kill them.

But I guess my general attitude would be that even as we’re working on those diseases that are worldwide and that have plagued humanity for a very long time, we can save a lot of lives and improve quality of life for a lot of people now just by dealing with the things that we know what to do, but we’re just not doing it as well as we should.

Okay.  So, Cambodia, we have somebody from Cambodia?  Right here, this young man.  By the way, everybody looks very good in their native clothes.  Those of you who are just wearing shirts, you look good too.  (Laughter.)  But I appreciate how nice everybody looks today.  Go ahead.

Q    Thank you, Mr. President.  And actually my question was taken by one of the fellows, so I just start with the second question.  If the 17 goals of the SDG were implemented in the United States, which goals should be the top priority, and why is it?  And how you got to deal with it?  Thank you.  (Applause.)

PRESIDENT OBAMA:  That’s a good question.  So for those of you who didn’t hear the question, SDG is the Sustainable Development Goals that were an update on the original set of goals.  Keep in mind how much progress we’ve made on those goals over the last 20 years.

The number of people who we’ve seen rise out of extreme poverty, the number of people who are now able to have enough to eat, the reduction in infant mortality has been remarkable.  So we’ve made real progress.  Worldwide, people are much better off now than they were just 20 years ago, and I think we can make similar progress going forward.

I’ve actually asked our teams to look at where in these Sustainable Development Goals do we have work to do in the United States?  And although we’re still evaluating that, I would say that the areas where we still fall short are -- there are still too many children in poverty in the United States.  Now, they’re not suffering extreme poverty of the sort that you see in parts of India or China or Laos or Cambodia, but we have children who are very poor and who still aren’t getting enough to eat.  That is also connected to education.  And we still have a lot of children in a country so wealthy that on a day-to-day basis are not getting the kinds of educational opportunities that they deserve.

So I would say that the way forward for us involves addressing those pockets of poverty, and starting with kids.  And we have enough wealth to do it.  The question is whether we have the political will to make the investments in these communities, many of which are in inner cities.  Oftentimes they are poor African American or Latino who are still held back historically by discrimination.  And sometimes it’s harder to get the society as a whole to invest in these kids.

But if we’re going to be successful, we’re going to have to do it.  This goes to a question that was asked earlier -- the United States, by the year 2050 -- which is only 35 years from now -- will no longer be a majority-white country -- think about that -- because the birth rates for particularly people of Hispanic background, but also Asians, in American, is much faster, much higher.

So if those kids today who are poor aren’t provided opportunity, our society as a whole is going to be poorer, because that’s going to be the workforce of the future.  And that’s where I think we have to make the most progress.

All right, so what was the last country?

AUDIENCE:  Malaysia!

PRESIDENT OBAMA:  Malaysia.  Okay, go ahead, right here.

Q    I’m from the state of Sabah in Malaysia.  My question is, in solidarity with the indigenous people in -- not my country, but in America itself.  I just heard recently that this group of people is hiding to protect their ancestral land against the Dakota Access pipeline.  So my question is, in your capacity, what can you do to ensure the protection of the ancestral land, the supply of clean water, and also environmental justice is upheld?  (Applause.)

PRESIDENT OBAMA:  Well, it’s a great question.  As many of you know, the way that Native Americans were treated was tragic. One of the priorities that I’ve had as President is restoring an honest and generous and respectful relationship with Native American tribes.  And so we have made an unprecedented investment in meeting regularly with the tribes, helping them design ideas and plans for economic development, for education, for health that is culturally appropriate for them.

And this issue of ancestral lands and helping them preserve their way of life is something that we have worked very hard on. Now, some of these issues are caught up with laws and treaties, and so I can’t give you details on this particular case.  I’d have to go back to my staff and find out how are we doing on this one.

But what I can tell you is, is that we have actually restored more rights among Native Americans to their ancestral lands, sacred sites, waters, hunting grounds.  We have done a lot more work on that over the last eight years than we had in the previous 20, 30 years.  And this is something that I hope will continue as we go forward.  But it’s an excellent question.

Let me just say this in closing.  This has been a great group.  I want to thank, again, the University for hosting us and the people of Laos for being such wonderful partners in this process.

For all the young people here, I want to end by telling you the same thing that I tell young people back in the United States.  Sometimes, because we have so much information from all around the world on our televisions, on our computers, on our phones, it seems as if the world is falling apart.  Because we’re always getting information about, there’s a war here, and there’s a terrible environmental disaster there, and there’s conflict here, and this horrible issue is happening, and everybody is shouting and everybody hates each other.  And you get kind of depressed.  You think, goodness, what’s happening?

But the truth is, is that when you look at all the measures of wellbeing in the world, if you had a choice of when to be born and you didn’t know ahead of time who you were going to be -- what nationality, whether you were male or female, what religion -- but you had said, when in human history would be the best time to be born, the time would be now.  The world has never been healthier, it’s never been wealthier, it’s never been better educated.  It’s never been less violent, more tolerant than it is today.

Now, we don’t always see that, because there are terrible things that are happening around the world, and there are real tragedies and injustices that are happening.  And it’s your job to fix it.  But you should never be discouraged because you have more opportunity today to make a difference in the world than any generation before.  And my hope is that you will seize that opportunity and you’ll know that you will have a strong friend and partner in the United States of America when you do.

Thank you very much, everybody.

END
3:01 P.M. ICT

Last edited by amdang (September 7, 2016 11:02 PM)

Offline

#405 September 13, 2016 7:45 AM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 743

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

แรงแค้นและอุบัติเหตุทางการเมือง

วานนี้ที่12กันยายน2016ฟิลิบปีนส์ประกาศไล่ที่ปรึกษาทหารและพลเมืองสัญชาติเมกาออกนออกประเทศทั้งหมด  ประกาศโดยปธน.รอดริโก ดูเตอร์เต หลังกลับจากประชุมอาเซี่ยนที่ลาวเมื่อ 3 วันก่อน(8 กันยายน 16)  โดยปธน.โอบาม่ายกเลิกที่จะมีการพบปะกับผู้นำฟิลิบปีนส์ เพราะปธน.ดูเตอร์เต้ได้(พลั้งปาก)เรียกปธน.โอมาม่าว่า"ปูตัง อีนาโม-"ซึ่งหมายถึงว่าปธน.โอบาม่าเป็นลูกโสเภณี(หรืออาจแปลว่าเป็นลูกหมาตัวเมีย) ซึ่งเป็นคำพูดสบถใส่เมื่อยามโกรธเคืองใครขนาดหนักของคนฟิลิบปีนส์ เพราะยูเอ็น(UN)และกต.ของเมกาพ้อว่าเพียงรับตำแหน่งประมาณ 2 เดือน นายดูเตอร์เตสั่งปราบยาเสพติดท้่วประเทศและฆ่าคนกว่า 2,400 คนแล้ว ปธน.ดูเตอร์เต้ออกมาตอบโต้อย่างโกรธเคืองและให้ส้มภาษณ์สวนไปทันทีว่า"ประเทศฟิลิบปืนส์เป็นประเทศที่มีอิสรภาพและมีอธิปไตยของตัวเองจะไม่ยอมให้นอกประเทศจากไหนมาสั่งได้" แล้วแถมท้ายด้วยคำด่าอย่่างหยาบคายดังกล่าว เลยลุกลามกลายเป็นเรื่องแค้นเคืองส่วนตัวกัน เมกาเตรียมประชุมใหญ่ที่ลาวกับทีมส์ฟิลิบปินส์ โดยนำทีมสภาความมั่นคงนำโดยดร.ซูซาน ไร้ซ์(Dr.Susan Rice-Chief NSC National Security Council)เพื่อจะมอบอาวุธจำนวนมากและวางแผนตอบโต้จีนในทะเลจีนใต้ แต่เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองดังกล่าว ถึงแม้นายดูเตอร์เต้ให้ตัวแทนออกมาขอโทษแล้ว แต่มันหยาบคายมากเกินไป แม้โอบาม่าจะออกมาพูดว่าเขาไม่ถือสาว่าเป็นเรื่องส่วนตัวก็ตาม แต่ความสัมพันธ์ก็ขาดสบั้นลง
ฟิลิบปีนส์เป็นเมืองขึ้นของเสปญมา333ปี(1565-1898)และเคยเป็นรัฐอยู่ในอารักษ์ขาของเมกามาก่อน(1907-1946) เพิ่งได้อิสรภาพเต็มเมื่อ4กค.1946หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
https://www.google.com/url?sa=i&rct=j&q … 5706663591
  Mount Pinatubo
Pinatubo91eruption clark air base.jpg
The eruption column of Mount Pinatubo on June 12, 1991, three days before the climactic eruption.
Highest point
Elevation    1,486 m (4,875 ft) (current)
1,745 m (5,725 ft) (before 1991 eruption)
Listing    Active volcano
Coordinates    15°08′30″N 120°21′00″ECoordinates: 15°08′30″N 120°21′00″E
Naming
Pronunciation    /ˌpiːnəˈtuːboʊ/
Geography
Mount Pinatubo is located in Philippines Mount PinatuboMount Pinatubo
Location within the Philippines
Location    Luzon
Country    Philippines
Region    Central Luzon
Provinces   
Pampanga
Tarlac
Zambales
Parent range    Zambales Mountains
Geology
Age of rock    Between 635,000 ± 80,000
and 1.1 ± 0.09 million years[2]
Mountain type    Stratovolcano[1]
Last eruption    June 15, 1991[3]

ระหว่างสงครามอินโดจีนในเวียตนามเมกาได้สร้างฐานทัพเรือขนาดใหญ่ที่ซูบิคเบย์(Subic Bay) และสนามบินรบขนาดใหญ่ที่คล้าคแอร์ฟอสเบส(Clark Air Base) และอีกหลายแห่งในประเทศนี้ หลังสงครามเมกายังยึดครองต่อ เพราะฟิลิบปีนส์เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมากและเป็นประตูออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิคที่อยู่ตรงส่วนกลางของภูมิภาค ที่ทำให้กองทัพเมกาสะดวกต่อการควบคุม และง่ายต่อการรักษาความปลอดภัยในส่วนนี้ของโลกมานาน
การถือสิทธิอยู่ต่อหลังสงครามเวียตนาม(1975)ของเมกานี้เองเป็นสาเหตุให้คนฟิลิบปินส์ส่วนใหญ่เพิ่มความไม่พอใจ และเกิดกระทบกระทั่งระหว่างทหารเมกากับคนพื้นเมือง โดยฉพาะการที่เมกาสนับสนุนจอมเผด็จการณ์เฟอร์ดินัลด์ มาก้อส(Ferdinand Marcos)นานสองทศวรรต(1965-1986) ประเทศโดนมาก้อสปล้นทร้พย์สินความั่งคั่งไปหมดซึ่งเป็นหายนะร้ายแรงของประเทศ และเมื่อถูกประชาชนปฏิวัติก็หนีไปอยู่ในอารักษ์ขาของเมกาที่เกาะฮาวายจนเสียชีวิตที่นั่น การดำเนินนโยบายของเมกาแนวนี้ได้สร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์ที่ดีที่เมกามีต่อคนฟิลิบปินส์มาก่อน จึงเกิดขบวนการขับใล่เมกาเกิดขึ้น พอดีเกิดเหตุระเบิดภูเขาไฟพีนาทูโบ(Penatubo Volcano)ใกล้กับคล้าคแอร์เบส เมกาจึงถือโอกาสถอนกำลังออกจากฟิลิบปีนส์ทั้งหมดในกลางปี1991  มาบัดนี้เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปมาก ศัตรูของภูมิภาคแถบนี้และของกลุ่มอาเซี่ยนในแถบทะเลจีนใต้คือจีนผู้กำลังเขมือบเกาะต่างๆ โดยเฉพาะฟิลิบปีนส์ที่ต้องเสียดินแดนที่เป็นเกาะเล็กๆด้านตะวันตกมากมาย จนต้องไปขอให้เมกากลับมาช่วยในฐานะพันธมิตรอีก เมกาได้ให้เรือฟรีเกต 3 ลำและจัดตั้งกองบินเอฟ-16สองฝูงและอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมาก รวมทั้งชักชวนให้พันธมิตรเช่นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ช่วยให้อาวุธทั้งเรือรบและเครื่องบินที่ปลดประจำการณ์แล้วไปช่วยฟิลิบปีนส์ เพราะประเทศนี้เป็นประเทศที่มีการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยก็จริงแต่ยากจนกว่าใครในละแวกนี้(ตอนนี่ไทยแซงตำแหน่งขอทานไปแล้วเพราะไทยกลายเป็นรัฐล้มเหลวมากว่า 10 ปี) สาเหตุแห่งความยากจนหลักคือผู้นำประเทศแต่ละสมัย ล้วนเข้ามาสูบเลือดและความร่ำรวยไปหมดตลอดมาทุกยุคสมัย ฟิลิบปีนส์เป็นประเทศเป็นเกาะประมาณ5,000เกาะแต่มีเรือและเครื่องบินเก่าๆไม่กี่ลำ ปกป้องตัวเองไม่ได้เลย มีแต่ราคาคุยว่าตนเป็นเผ่านักรบ ไม่กลัวใครอย่ามาแหยมก็แล่วกัน นายดูเตอร์เต้และอนาคตของฟิลิบปีนส์จะเป็นอย่างไรน่าสนใจมาก เขาอาจจะเป็นผู้นำที่สามารถยิ่งใหญ่มือสะอาด และอาจเป็นผู้นำทิ่จะเอาฟืลิบปืนส์หลุดจากนรกความยากจนขาดแคลนเสียที หวังว่าไม่เหมือนผู้นำที่แล้วๆมา ที่มีแต่ออกมาอวดและข่มขู่ประชาชนแต่ตัวเองและพรรคพวกโกงกันสบั้นหั้นแหลกทั้งนั้น ....และที่สำคัญมากคือผู้คนฟิลิบปินส์ไม่รู้จักหลาบจำ เมื่อมีการเลือกตั้งคราใดก็กลับไปเลือกผู้สมัครที่มาจากพรรคและพวกตระกูลเก่าที่ขี้โกงพวกนี้ซ้ำแล่วซ้ำอีก เพียงโหมโฆษณานิดหน่อยก็เคลิบเคลิ้มหลอกง่าย คนฟิลิบปีนส์ช่างเหมือนเพื่อนไทยแลนด์เปี้ยบจึงไปไม่ถึงไหน ของไทยร้ายกว่านั้น ตอนนี้ทหารพระราชาเข้ามาปล้นประเทศเพื่อให้กษัตริย์และราชินีจะได้นอนตายอย่างสงบ ในอ้อมอกลูกน้องที่ไว้ใจที่สุดคือทหาร และอาจเจอดีที่ทหารไทยยุคนี้อาจจะกลายเป็นทหารยวนซีไขล้มเจ้าเสียเอง..คงสมใจกันทั่วโลกที่กรรมสนองกรรมมีจริง !!
พบกันใหม่เจ้าคะ waving  waving

Last edited by amdang (September 14, 2016 11:40 AM)

Offline

#406 September 15, 2016 12:40 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 743

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ด่วนมาก!!!


แก้วขวัญ วัชโรทัย ราชเลขาสำนักพระราชวังสิ้นใจฉับพลันที่ศิริราชฯ
ข่าวยังสับสนมากแต่มีข่าวในนสพ.หลายฉบับเช้านี้
จะติดตามข่าวล่าและรายละเอียด   ตามมาเจ้าคะ

2TDM9Is.jpg

Last edited by amdang (September 15, 2016 3:25 PM)

Offline

#407 September 15, 2016 12:58 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 743

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

สงครามกลางกรุงเริ่มแล้ว

ประวัติและการปฏิบัติงานที่สำคัญของนายแก้วขวัญ วัชโรทัย ราชเลขาสำนักพระราชวัง
แก้วขวัญ วัชโรทัย
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Crystal Clear teamwork.png
บทความนี้มีลักษณะเหมือนประวัติสมัครงาน คุณสามารถร่วมแก้ไขปรับปรุงได้ โดยเขียนให้มีลักษณะเป็นสารานุกรมมากยิ่งขึ้น
Globe and clock icon
บทความนี้เกี่ยวกับบุคคลที่เพิ่งเสียชีวิต ข้อมูลข่าวสารบางประการ เช่น ที่เกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งการเสียชีวิต อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหากข้อเท็จจริงเป็นที่รับรู้มากยิ่งขึ้น
z8URci2.jpg
นายแก้วขวัญ วัชโรทัย (ซ้าย) และนายขวัญแก้ว วัชโรทัย (ขวา)
แก้วขวัญ วัชโรทัย (3 กันยายน พ.ศ. 2471 - 15 กันยายน พ.ศ. 2559) เลขาธิการพระราชวัง ปฏิบัติหน้าที่นี้ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 เป็นเลขาธิการพระราชวังคนที่ 5 เป็นคู่แฝดกับ ขวัญแก้ว วัชโรทัย รองเลขาธิการพระราชวัง ฝ่ายกิจกรรมพิเศษ [1]

เนื้อหา  [ซ่อน]
1    ประวัติ
2    การศึกษา
3    การทำงาน
4    เครื่องราชอิสริยาภรณ์
5    อ้างอิง
6    แหล่งข้อมูลอื่น
ประวัติ[แก้]
นายแก้วขวัญ วัชโรทัย เกิดเมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2471 เป็นบุตรของพระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร (ก๊าด วัชโรทัย) และท่านผู้หญิงอนุรักษ์ราชมณเฑียร (พัว วัชโรทัย) มีศักดิ์เป็นหลานน้าในสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระสุจริตสุดา (เปรื่อง สุจริตกุล) พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ชื่อ แก้วขวัญ-ขวัญแก้ว เป็นชื่อพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมรสกับ ท่านผู้หญิงเพ็ญศรี วัชโรทัย (หม่อมหลวงเพ็ญศรี ศรีธวัช) มีบุตร-ธิดา 3 คน ชื่อ ดังนี้

รัตนาภา เทวกุล ณ อยุธยา (สมรสกับ หม่อมหลวงทศนวอมร เทวกุล)
รัตนาวุธ วัชโรทัย - ที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษ สำนักพระราชวัง
วัชรกิตติ วัชโรทัย - กรมวังผู้ใหญ่ สำนักพระราชวัง
การศึกษา[แก้]
โรงเรียนเซนต์คาเบรียล
โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา
ปริญญาตรีสาขาวิชาเกษตรกรรม ที่ฟรีบูร์โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นนักเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ ตามเสด็จฯ ไปศึกษาที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
Certificated "Advanced Management Program" ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนส่วนพระองค์
การทำงาน[แก้]
เริ่มรับราชการที่สำนักพระราชวัง ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2493 ทำหน้าที่มหาดเล็กและนายเวรห้องพระบรรทม เป็นช่างถ่ายภาพยนตร์ส่วนพระองค์ ตามเสด็จฯ ไปถ่ายทำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ตามจังหวัดต่าง ๆ และต่างประเทศเกือบทั่วโลก เป็นผู้จัดทำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ออกฉาย
พ.ศ. 2505 เป็นผู้ช่วยหัวหน้ากองมหาดเล็ก ผู้จัดการโรงโคนมสวนจิตรลดา ผู้กำกับราชการส่วนสวนพระราชวังดุสิต และเป็นผู้จัดการกองทุนสวัสดิการในพระบรมราชูปถัมภ์
พ.ศ. 2509 รับพระมหากรุณาพระราชทานให้อุปสมบทเป็นนาคหลวงในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหาร
พ.ศ. 2515 หลังจบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายการเงิน มีหน้าที่ตรวจตราและควบคุมการบริหารงานในกองคลังเพิ่มเติมจากหน้าที่เดิม
พ.ศ. 2521 เลื่อนเป็นรองเลขาธิการพระราชวัง คนที่ 2
พ.ศ. 2530 โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพระราชวัง เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 และโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา
นอกจากงานในสำนักพระราชวังแล้ว ท่านยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการมูลนิธิสุนทราภรณ์ให้กับวงดนตรีสุนทราภรณ์อีกด้วย
เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]
พ.ศ. 2539 - Order of Chula Chom Klao - 1st Class (Thailand) ribbon.png เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.)[2]
พ.ศ. 2529 - Order of the White Elephant - Special Class (Thailand) ribbon.png เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก [3]
พ.ศ. 2524 - Order of the Crown of Thailand - Special Class (Thailand) ribbon.png เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้น มหาวชิรมงกุฏ[4]
พ.ศ. 2548 - Order of the Direkgunabhorn 1st class (Thailand) ribbon.png เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ชั้น ปฐมดิเรกคุณาภรณ์ (ป.ภ.) [5]
พ.ศ. 2534 - King Rama IX Royal Cypher Medal (Thailand) ribbon.png เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 2[6]
อ้างอิง[แก้]
กระโดดขึ้น ↑ สัมภาษณ์พิเศษ: คุณแก้วขวัญ วัชโรทัย
กระโดดขึ้น ↑ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ในวโรกาสฉัตรมงคล) เล่ม ๑๑๓ ตอน ๗ ข ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๑
กระโดดขึ้น ↑ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (ชั้นสายสะพาย วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๒๙) ฉบับพิเศษ หน้า ๑ เล่ม ๑๐๓ ตอนที่ ๒๑๓ ๓ ธันวาคม ๒๕๒๙
กระโดดขึ้น ↑ ราชกิจจานุเบกษา,แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ฉบับพิเศษ หน้า ๔๐ เล่ม ๙๘ ตอนที่ ๒๐๙ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๒๔
กระโดดขึ้น ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ประจำปี ๒๕๔๘ [ผู้กระทำคุณประโยชน์แก่ประเทศ ศาสนา และประชาชน] , เล่ม ๑๒๒, ตอน ๒๒ ข ฉบับทะเบียนฐานันดร, ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘, หน้า ๒
กระโดดขึ้น ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์
แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]
สัมภาษณ์พิเศษ: คุณแก้วขวัญ วัชโรทัย
Crystal Clear app Login Manager.png บทความเกี่ยวกับชีวประวัตินี้ยังเป็นโครง คุณสามารถช่วยวิกิพีเดียได้โดยเพิ่มข้อมูล
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/ … %B8%A2.jpg
นายแก้วขวัญ วัชโรทัย (ซ้าย) และนายขวัญแก้ว วัชโรทัย (ขวา)
https://www.google.com/search?q=%E0%B9% … jSbcYX8%3D


เหตุการณ์ปลายรัชกาลจะมีเรื่องใหญ่ๆโผล่มาให้พสกนิกรได้รู้เห็นทุกวัน
น่าจะเป็นจริงที่กษัตริย์ภูมิพลได้สิ้นแล้ว !!!!!   และต่อแต่นี้ความวุ่นวายใน
แผ่นดินจะไม่มีทางยุติอีกต่อไป....เตรียมต้วให้ดีเถิดพี่น้อง.....การผัดเปลี่ยนแผ่นดินได้เริ่มแล้ว !!!!!

ngongyHEG2bF.jpgngong

Last edited by amdang (September 15, 2016 2:55 PM)

Offline

#408 September 15, 2016 2:48 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 743

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

พลโทวิชัย แชจอหอ แม่ทับภาค2ได้ออกมาเปิดข่องโดยประกาศต้อนรับป๋าเปรมิกาและพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ อดีตผบ.ทัพภาค2 ให้ไปตั้งหลักที่นั่น หรือที่กองบัญชาการทัพภาค2 โคราช คงเหมือนตอนขบฏเมษาฮาวายตอนรุ่น7(นำโดยพ.อ.มนูญ รูปขจร ) พยายามทำการยึดอำนาจในกทม.(พศ.2524) ป๋าเปรมนำครอบครัวในหลวงและพระราชินีไปประทับหลบภัยที่นั่น
https://www.google.com/search?q=%E0%B8% … wn2mnF4%3D
เมื่อเกิดระเบิด17จุดวันแม่ที่12 ส.ค.เดือนที่แล้ว พระเทพฯเสด็จออกนอกประเทศหลังจากนั้น4วัน(16 ส.ค.) และเพิ่งดอดกลับมาเมื่อปลายเดือนที่แล้ว และทรงงดออกงานทั้งหมด เข้าใจว่าขณะนี้ทรงอยู่ในความอารักขาของเปรมิกาที่โคราชเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่อง"ชิงพระศพ"ไว้ในสวนจิตรลัดดาฯและมีรถหุ้มเกราะมากมายทุกฝ่ายอารักขาพร้อมทหารหลายพันนาย(ไม่ทราบว่าเป็นของฝ่ายไหน?..ไม่สามารถยืนยันข่าวใดๆได้...โปรดช่วยกันหาข่าวให้ด้วยเจ้าคะ...ขอบพระคุณคะ)
ขอพี่น้องรากหญ้าของเราจงเตรียมพร้อมจับกันเป็นกลุ่ม และหากค่ายใดถูกโจมตีและทหารหนีออกจากค่าย หรือพวกมันอยู่ในฐานะลำบาก ก็จงเข้าไปค้นหาอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆเก็บไว้ และช่วยกันฌาปนะกิจต่อให้เป็นเถ้าถ่านทุกแห่ง จงช่วยกันต่อยอดและต่อยอดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆกันให้ได้มากที่สุดทุกแห่งในแผ่นดิน  การกินตามน้ำปลอดภัยและง่ายมาก อย่าพลาดโอกาสเป็นอันขาด
ความโกหลาหลระส่ำระสายจะมีทั่วทุกแห่ง อย่ามัวนอนคุดคู้ซ่อนตัวอยู่แต่ในบ้าน และอย่ายอมถูกเกลี้ยกล่อมไปเข้ากับข้างหนึ่งข้างใด จนกลายเป็นมวลชนหรือเป็นกำลังให้เขา....ไม่ว่าจะเป็นใคร...ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองเก่า...หรือแกนนำแกนยืนแกนนอนใดๆ....หรือใคร
โปรดเปิดรับฟังเหตุการณ์จาก"เอ็มเอฟ-ทีวี(MF-TV)หรือมีเดียร์ฟอส(Media Force)  หรือแบบบูเน็ตวอร์ค(Bamboo Network)ของอ.หวาน-สุดา รังกุพันธุ์" และ"สถานีวงไฟเย็นและลุงสนามหลวง" ซึ่งจะเป็นผู้รายงานให้พวกท่านอย่างตรงไปตรงมา และอย่างไม่บิดเบือนหรือหวังหลอกประชาชนเพื่อผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น......ขอให้ทุกท่านโปรดสงบ-เยือกเย็น-เป็นตัวของต้วเอง และปลอดภัยจากความคับขันของบ้านเมืองในคราวนี้...เวลาของเรายังมาไม่ถึง...แต่ทุกคนรอวันนี้มานานเจ้าคะ
โชคดีทุกท่าน และพบกันใหม่เจ้าคะ
ปล. หากเพื่อนๆทราบเบาะแสข่าวใดๆเกี่ยวกับชาววังและทหารตอนนี้ที่คาดว่าถูกต้อง กำกับรายละเอียดด้วย who?- what?- where?- when?- why?- how?.......กรุณาโปรดช่วยเข้ามาให้ข่าวด้วยเจ้าคะ....

jfu_8EP.jpg

Last edited by amdang (September 15, 2016 3:28 PM)

Offline

#409 September 21, 2016 4:33 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 743

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

Before The First Debate
ก่อนการโต้วาทีครั้งแรกเพื่อชิงตำแหน่ง ปธน.USA
.

อยากให้เพื่อนๆได้เห็นภาพสมรภูมิการขับเคี่ยวเพื่อแย่งชิงตำแหน่งปธน.ของเมกาจากแผนที่ที่เป็นผลปัจจุบัน และโดยเฉพาะมลรัฐที่เป็นสีเทาซึ่งถือว่าเป็นเขตแย่งชิง(battle ground states)ปัจจุบันซึ่งมีถึงประมาณ14-15รัฐขณะนี้ พื้นที่สีแดงเป็นของพรรครีพับลิกัน และสีน้ำเงินเป็นรัฐที่พรรคเดโมแครตครองแน่นอน  การนับคะแนนเขาเรียกอีเลคโตรอลโวต(electoral votes) รัฐที่มีคะแนนสูงสุดคือรัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งมีถึง 55 คะแนน ถัดมาเป็นรัฐเทกซัส 38 คะแนน รัฐนิวยอร์คและรัฐฟลอริดามีคะแนนรัฐละ 25 คะแนนเท่ากัน และลดหลั่นกันตามขนาดประชากรของแต่ละรัฐ ใครได้ 270 เสียงขึ้นไปก็จะเป็นผู้ชนะได้เป็นปธน.

ปีนี้พรรคอื่นๆอีก 2 พรรคที่ได้รับความนิยมรองๆลงมาอีก 2 พรรค ซึ่งเรียกกันว่าเป็น"พรรคที่สาม-Third Party" คือพรรคลิเบอเทเรี่ยน(Libertarian Party)ผุ้สมัครคืออดีตผวก.นายแกรี่ จอห์นสัน-Gary Johnson(นัยว่ามีความนิยมอยู่ประมาณ10%) และพรรคกรีนพาตี้(Green Party)นำโดยผู้สมัครสตรี น.ส.จิล สไตน์-Dr. Jill Stien(มีคะแนนนิยมอยู่ประมาณ5%) ทั้งสองท่านนี้ไม้ได้รับอณุมัติจากคณะกรรมการเลือกตั้งให้มีสิทธิในการเข้าร่วมโต้วาทีครั้งนี้เพราะมีกฏว่าต้องมีคะแนนนิยมต้องถึง 15% จึงมีสิทธิเข้าร่วมการโต้วาทีได้

Third-party candidates Johnson and Stein excluded from debate


16 September 2016

From the sectionUS & Canada
V912942.gif


Road to the White House

Will NYC blasts affect race for White House?


Demonstrators and decadence at Trump's new hotel


Will Clinton pay for her terrible weekend?


How does the US election work?


Libertarian Party candidate Gary Johnson and Green Party candidate Jill Stein have failed to qualify for this month's first US presidential debate.

2016 Presidential Election Map

This isn't a popularity contest™


It will take 270 electoral votes to win the 2016 presidential election. Click states on this interactive map to create your own 2016 election forecast. Create a specific match-up by clicking the party and/or names near the electoral vote counter. Use Map Options to set the number of available ratings (colors) in your map. Use the buttons below the map to share your forecast or embed it into a web page.

Map Features | Map Library | Pundit Forecasts | Historical Elections Timeline | 3rd Party Interactive Map

Clinton

200

Trump

163

175

Select a Starting View:
                                             State of the Race                                             Polling Map                                             Pro Consensus                                             Sabato Crystal Ball                                             Same Since 2000                                             2008 Actual                                             All Trump                                             All Clinton                                             Blank Map                                             2012 Competitive                                             2012 Very Close                                             2012 Actual                                             2016 Competitive                                         
Most likely to be contested 2016 Presidential Election Competitive States

http://www.270towin.com/maps/2016-elect … -up-states





When 12 or fewer states remain unselected (tan color) on the above 2016 map, you will see the number of possible combinations remaining to get each party's candidate to 270 Electoral Votes. Click the link provided to see each winning combination.



Headlines

Polling Update: September 18 through 21
Polls for states with 219 electoral votes have come out in recent days


What Happens if Nobody Gets 270 Electoral Votes?
This could happen in a 269-269 tie, or where a third party gets enough electoral votes to prevent either of the two major party candidates from reaching 270


Clinton, Trump Invited to First Debate; Johnson and Stein Excluded
Third party candidates unable to clear 15% polling threshold set by Commission on Presidential Debates


Who's a Likely Voter? Makes a Big Difference in this New Texas Poll
Trump leads by 6 among likely voters, but it is Clinton with a 4 point lead among those registered to vote


CNN Polls: Trump Takes Lead in Battlegrounds Florida and Ohio
Two polls out Wednesday afternoon give the Republican nominee a lead in both states;


2016 Presidential Election Competitive States

States most likely to be competitive in the 2016 presidential election
 
การโต้วาทีครั้งแรกจะจัดกันที่นิวยอร์คซึ่งเป็นบ้านของผู้สมัครทั้งสองผู้เข้าสมัครคือ ฮิลลารี่ คลินตั้น และ นายโดนาลทรั้มฟ์ ในวันที่ 26 กันยายน 2016

รายละเอียดการหาเสียงทั้ง2พรรคที่มีมาตั้งแต่มีการประชุมสมัชชามาตั้งแต่เดือนที่แล้ว จะพยายามสรุปให้เพื่อนๆทราบในรายงานครั้งต่อไป  แต่ตอนนี้คะแนนคู่คี่กันมากเจ้าคะ

Last edited by amdang (September 23, 2016 2:14 PM)

Offline

#410 September 23, 2016 3:03 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 743

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ตอนนี้พรรคที่เป็นทางเลือกที่สามที่ได้รับความน่านิยมมีอยู่ 2 พรรค

พรรคแรกคือลิเบอร์เทเรียน(Libertarian Party)ซึ่งอยู่ในตำแหน่งเป็นพรรคที่สามมานาน แต่ไม่เคยชนะเลย คงมีแต่พรรคใหญ่ 2 พรรคคือพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันเท่านั้น ที่ผลัดกันแพ้-ชนะขึ้นเป็นปธน.ของเมกาได้ คนเมกาเขาเห็นว่าสู้ 2 พรรคใหญ่ไม่ได้ก็เลยไม้เลือกให้เสียเวลา และเป็นอย่างนี้มาตลอด มาถึงสมัยนายรอส เพโร(Ross Perot)ตอนเลือกตั้งสมัยที่2ของปธน.จ้อร์จ บุช(41)ในปี1992 การโต่วาทีสามทางของสามพรรคมีขึ้นสมัยนี้ ปรากฎว่าบล คลินตั้นชนะเป็นปธน. นัยว่าพรรคของนายรอส เพโรแย่งคะแนนเสียงของพรรครีพับลิกันจึงทำให้ปธน.บุช(41) ต้องปราชัยแก่ปธน.บิล คลินตั้นสามีของฮิลลารี่ คลินตั้นนั่นเอง
มาครั้งนี้ก็คล้ายๆกัน แต่พรรคที่สามลิเบอร์เทเรี่ยนที่อดีตผวก.รัฐนิวเมกซิโกนาย แกรี่ จอห์นสัน(Gary Johnson)กลับมีการตั้งกฎว่าคะแนนนิยมมีไม่ถึง15%จะไม่ได้เข้าไปโต้วาที(กะว่ามี4ครั้ง) เลยทำให้ผู้คนผิดหวังมาก แต่เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้รุนแรงมาก เพราะมีผู้สมัคร"หัวรุนแรง"คือนายโดนาลด์ ทรั้มฟ์ ซึ่งอ้างว่าจะเป็น"การปฏิวัติเมกา"เลยทีเดียว และมีผู้สมัครหญิงครั้งแรกในประวัติศาสตร์คือฮิลลารี่ คลินตั้น การหาเสียงสไตล์นายทรั้มฟ์ คือการหาเรื่องโจมตีทุกชนิดต่อคู่ต่อสู้ แบบใส่ร้ายป้ายสีเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องของครอบครัวก็ไม่ละเว้น เขาชนะการแข่งขันรอบแรก(primary election)จากคู่แข่งรวม17คน(รวมทั้งตัวเขา)ด้วยวิธีนี้ แต่จะชนะฮิลลารี่ผู้เชี่ยวชาญในการตอบโต้วาทีตัวฉกาจและมีความรอบรู้ไปทุกอย่าง รวมทั้งตัวก็จบกฎหมายและเป็นทนายความ-วุฒิสมาชิกสองสมัย-อดีตรมต.กต. ฯลฯ การแข่งโต้วาทีใช้เวลาประมาณครั้งละชั่วโมงครึ่ง ภายใต้คำถามที่แสนกดดันจากผู้ซักถามและคู่ต่อสู้  การโต้วาทีครั้งนี้คงสำคัญเป็นประวัติศาสตร์เลยทีเดียว ขอเพื่อนๆอย่าพลาดการถ่ายทอดสดทางทีวีในวันที่26กันยายนนี้(อีกเพียง 3 วัน) ข้าเจ้าคงแปลออกมาไม่ได้ทุกตอน แต่จะพยายามหาทรานสคริป(transcript)มาลงให้ จะได้ช่วยสื่อความเข้าใจสว่างขึ้น และเป็นการเรียนภาษาอิงกิตขั้นล้ำหน้า(advanced learning)เลยละนะคะ
โดยเฉพาะเวปที่เป็นลิ้งคราวที่แล้วขอแนะนำให้คลิ๊กเข้าไปค้นคว้าข้อมูลรายละเอียดอีกมากมาย จะทำให้เข้าใจการเลือกตั้งและการต่อสู้ทางการเมืองของเมกาสว่างไสวขึ้นแน่นอน เช่นในเวปจะอธิบายว่ามีถึง97หนทางที่คะแนนสองพรรคใหญ่อาจเสมอกันคือได้269 ต่อ 269 คะแนนเท่ากัน แล้วจะแก้กันอย่างไร? ขอให้เพื่อนๆหาคำตอบเอาเองนะจากในคริป...และนี่เองที่ผู้คนจึงต้องช่วยโหวตช่วยสมาชิกสภาทั้ง2สภาเข้าไปเพื่อช่วยพรรคไหน? และด้วยเหตุใด ฉนั้นการเลือกผู้นำของเขามีกรรมวิธีที่ค่อนข้างพิถีพิถันมาก และเขาเลือกสมาชิกสภาทั้งสองสภา ผวก.รัฐบาลท้องถิ่นที่ตัวอยู่ สมาชิกสภา(ทั้งสองสภาในระดับรัฐท้องถิ่น) รวมทั้งกฎหมายต่างๆที่ต้องการให้ผ่านเช่นเรื่องการอนุญาตให้ใช้กัญชาได้ การควบคุมการซื้อขายอาวุธปืน เรื่องภาษีต่างๆ และกฎหมายหยุมหยิมแต้สำคัญต่อตัวผู้โหวตโดยตรง คำพูดที่ว่า"ประชาธิปไตยกินได้"จะเห็นกันชัดๆกันตอนนี้เอง....ประชาธิปไตยนั้นสุดรุ่มร่ามอุ้ยอ้ายก่อนคลอด ต้องใช้ความอดทนมากมาย มันจะกระทบทั้งชีวิตภายใน และนโยบายต่างประเทศที่สำคัญต่อโลกไม่น้อยกว่าเรื่องในบ้าน เพราะทุกอย่างทุกนโยบายล้วนต้องควักจากกระเป๋าตัวเองทั้งนั้น
การเลือกตั้งคราวนี้มีการโจมตีสาดโคลนกล่าวหาว่าอีกฝ่ายเลวร้าย ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งอย่างไร จนดูเหมือนทั้งนายทรั้มฟ์และฮิลลารี่เนื้อตัวสกปรก กลิ่นเหม็นฉึ่งไปทั่วในเกือบทุกเรื่องนโยบายและเรื่องส่วนตัว ทำให้ผู้คนเอือมระอาและมีคำพูดว่า"จะเลือกคนที่เลวร้ายน้อยกว่า-less evil person" เพราะทั้งสองข้างมีตำหนิในเรื่องความเลวร้าย-ไม่ซื่อสัตย์สุจริตมากมายเหลายเรื่อง ข้าเจ้าจึงนำข่าวสารที่เกี่ยวกับพรรคที่สาม(Third Party)และประวัติสั้นๆรวมทั้งนโยบายของพวกเขามาให้ท่านพิจารณาด้วย  ไม่แน่นะพรรคที่สามอาจก้าวไปไกลกว่าที่แล้วมา แต่จะไปได้ถึงขนาดได้รับเลือกเป็นปธน.นั้นแม้ยังเป็นรองอยู่มาก ....ใครชอบมวยรองโปรดพิจารณาเอานะคะ อาจเป็นจริงก็ได้ในคราวนี้? 

อดีตผวก.มลรัฐนิวเมกซิโก นาย แกรี จอห์นสัน(Gary E.Johnson)เกิด 1 มค. 1953  เกิดวันปีใหม่ตอนนี้อายุ63ปี เกิดรัฐน้อทดาโกต้า จบมหาลัยนิวเมกซิโกสาขารัฐศาสตร์ เป็นผวก.คนที่29ของรัฐนี้2สมัย(1 มค. 1995 - 1 มค. 2003) ตอนนั้นในนามพรรครีพับลิกัน เขาเคยปืนยอดเขาอีเวอร์เรสต์-Mount Everest(ยอดเขาสูงสุดในโลกส่วนหนี่งของภูเขาหิมาลัย) ตอนเป็นนักเรียนเขารับทำงานซ่อมบ้านและเครื่องใช้ไม้สอยทั่วไป(handyman) จนต่อมาได้จังหวะโชคดีโดยได้งานโปรเจ็คใหญ่จากบ.อินเทล(Intel) จนเขาร่ำรวยขึ้นถึง$38 million เขาจึงมีบริษัทเกี่ยวกับทางเครื่องกลและสร้างบ้านมานาน เขาเคยมีลูกจ้างถึง1,000คน จนเขากระโดดเข้าวงการเมืองในปี1999และขายกิจการบริษัทหมด เขามีความร่ำรวยมากของรัฐเมกซิโกคนหนี่ง เขาประสพความสำเร็จในชีวิตอย่างขาวสะอาดมาตลอด
ตัวเลขข้างล่างเป็นผลการเลือกตั้งในอดีตที่สำคัญของเขา และการลงแข่งขันปธน.ครั้งนี้เป็นหนที่สองในนามพรรคลิเบอเทเรี่ยน(Libertarian Party)เหมือนกัน พรรคนี้มีนโยบายคล้ายกับพรรครีพ้บลิกันแต่เป็นปีกขวาจัด คือบวกนโยบายของสังคมนิยมด้วย เช่นเก็บภาษีบริษัทใหญ่ๆและคนมีรายได้สูงต้องเสียภาษีมากขึ้นเพื่อช่วยคนจน
Electoral history
New Mexico gubernatorial election, 1994[153]
Party    Candidate    Votes    %    ±
Republican    Gary Johnson    232,945    49.81%    +4.66%
Democratic    Bruce King (inc.)    186,686    39.92%    -14.68%
Green    Roberto Mondragón    47,990    10.26%   
Majority    46,259    9.89%    +0.44%
Turnout    467,621       
Republican gain from Democratic    Swing       
New Mexico gubernatorial election, 1998[154]
Party    Candidate    Votes    %    ±
Republican    Gary Johnson (inc.)    271,948    54.53%    +4.72%
Democratic    Martin Chávez    226,755    45.47%    +5.55%
Majority    45,193    9.06%    -0.83%
Turnout    498,703       
Republican hold    Swing       
United States presidential election, 2012[96] Election on November 6, 2012
Party    Candidate    Votes    %    ±
Democratic    Barack Obama (inc.)    65,899,583    51.03%    -1.84%
Republican    Mitt Romney    60,931,966    47.19%    +1.59%
Libertarian    Gary Johnson    1,275,821    0.99%    +0.59%
Green    Jill Stein    468,907    0.36%    +0.24%
Constitution    Virgil Goode    121,616    0.09%    -0.06%
Others    Others    434,247    0.34%    -0.52%
Majority    (1,333,513)    (1.03%)   
Turnout    129,132,140    57.5%   
Democratic hold    Swing       

New Mexico gubernatorial election, 1994[153]
Party    Candidate    Votes    %    ±
Republican    Gary Johnson    232,945    49.81%    +4.66%
Democratic    Bruce King (inc.)    186,686    39.92%    -14.68%
Green    Roberto Mondragón    47,990    10.26%   
Majority    46,259    9.89%    +0.44%
Turnout    467,621       
Republican gain from Democratic    Swing       
New Mexico gubernatorial election, 1998[154]
Party    Candidate    Votes    %    ±
Republican    Gary Johnson (inc.)    271,948    54.53%    +4.72%
Democratic    Martin Chávez    226,755    45.47%    +5.55%
Majority    45,193    9.06%    -0.83%
Turnout    498,703       
Republican hold    Swing       
United States presidential election, 2012[96] Election on November 6, 2012
Party    Candidate    Votes    %    ±
Democratic    Barack Obama (inc.)    65,899,583    51.03%    -1.84%
Republican    Mitt Romney    60,931,966    47.19%    +1.59%
Libertarian    Gary Johnson    1,275,821    0.99%    +0.59%
Green    Jill Stein    468,907    0.36%    +0.24%
Constitution    Virgil Goode    121,616    0.09%    -0.06%
Others    Others    434,247    0.34%    -0.52%
Majority    (1,333,513)    (1.03%)   
Turnout    129,132,140    57.5%   
Democratic hold    Swing       

New Mexico gubernatorial election, 1994[153]
Party    Candidate    Votes    %    ±
Republican    Gary Johnson    232,945    49.81%    +4.66%
Democratic    Bruce King (inc.)    186,686    39.92%    -14.68%
Green    Roberto Mondragón    47,990    10.26%   
Majority    46,259    9.89%    +0.44%
Turnout    467,621       
Republican gain from Democratic    Swing       
New Mexico gubernatorial election, 1998[154]
Party    Candidate    Votes    %    ±
Republican    Gary Johnson (inc.)    271,948    54.53%    +4.72%
Democratic    Martin Chávez    226,755    45.47%    +5.55%
Majority    45,193    9.06%    -0.83%
Turnout    498,703       
Republican hold    Swing       
United States presidential election, 2012[96] Election on November 6, 2012
Party    Candidate    Votes    %    ±
Democratic    Barack Obama (inc.)    65,899,583    51.03%    -1.84%
Republican    Mitt Romney    60,931,966    47.19%    +1.59%
Libertarian    Gary Johnson    1,275,821    0.99%    +0.59%
Green    Jill Stein    468,907    0.36%    +0.24%
Constitution    Virgil Goode    121,616    0.09%    -0.06%
Others    Others    434,247    0.34%    -0.52%
Majority    (1,333,513)    (1.03%)   
Turnout    129,132,140    57.5%   
Democratic hold    Swing       

จุดยืนของเขาและพรรคลิเบอตาเรี่ยน มีรายละเอียดมาก ลองค่อยๆแคะอ่านดูคงมีประโยชน์ไม่น้อย
Gary Johnson on the Issues
http://www.ontheissues.org/Gary_Johnson.htm
แล้วพบกันใหม่เจ้าคะ  รักษาตัวให้ปลอดภัยเสมอนะคะ

Last edited by amdang (September 23, 2016 3:16 PM)

Offline

#411 September 24, 2016 8:11 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 743

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

Green Party and Dr. Jill Stein

f5o5dWE.jpg
http://video.foxbusiness.com/v/51382375 … -town-hall

พรรคเขียวหรือกรีนพาตี้(Green Party)นำโดยพญ.จิลล์ สไตน์(Dr. Jill Stein)เป็นผู้เข้าสมัครแข่งเลือกตั้งเป็นปธน.เมกา ซึ่งมีคะแนนนิยมอยู่เพียง5 %แต่ก็ไม่ได้ลดละที่จะเตรียมตัวสู้อย่างสุดกำลัง พรรคหนักไปทางอณุรักษ์ต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสมชื่อ คล้ายเป็นปีกซ้ายจัดของพรรคดีโมแครตแบบลิเบอรอล(Liberal Democrate)เช่นปธน.บารัค โอบาม่า ปธน.บิล คลินตั้น ฮิลลารี่ คลินตั้น รองปธน.อัลเบอร์ต กอร์(ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาอนุรักษ์ธรรมชาติ) และ ฯลฯ แต่พรรคบวกนโยบายแบบสังคมนิยมอ่อนๆเข้าไปด้วย ดังเช่นให้การศึกษาฟรีตั้งแต่เด็กก่อนอนุบาล1ปีจนถึงจบมหาวิทยาลัย อนุญาตการใช้กัญชาเป็นยารักษาโรค จะเลิกใช้น้ำมันถ่านหินให้ได้ปี2030 จะสนับสนุนทุกทางให้ทั้งประเทศใช้แผงโซลา พลังลม และอีกหลายชนิดจากธรรมชาติ(renewal energy)ไม่ยอมให้มีการใช้กำลังเงินทุ่มเทในการเลือกตั้งทุกชนิดนอกจากจำนวนน้อยเพียง$10-$20ต่อราย
Jill Stein: The Two-Party System Is Broken
Green Party presidential candidate Jill Stein says the two-party system is broken, and that we should vote our v...
Jill Stein makes case for renewable energy at town hall
Green Party presidential nominee Jill Stein answers questions during the Stossel Green Party Town Hall.
ลองฟังการถูกต้อนโดยนักข่าวในการซักฟอกนโยบายของพรรคเขียวนี้ที่น่าสนใจยิ่ง เหมือนนโยบายของชีวิตในอนาคตคนรุ่นต่อไป  แต่ทุกอย่างเพื่อปกป้องความเสียหายต่อโลกทั้งนั้น ล้วนน่าฟังและน่าศร้ทธายิ่ง
การเมืองในเมกาหากเป็นพรรคเล็กย่อมมีกำลังน้อย พอต่อกรทุกครั้งก็แพ้ทุกครั้งตลอดมา แต่ปีนี้เป็นปีสำคัญมากที่ผู้สมัครพรรคใหญ่คือเดโมแครตและรีพับลิกันล้วนมีตำหนิเรื่องความไม่น่าไว้วางใจและขาดความสุจริตในหลายเรื่อง จึงมีผู้คนเขาคาดกันว่าปีนี้ผู้คนอาจจะเลือกพรรคเล็กๆที่ผู้สมัครเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ ฉลาดเฉลียวและทำมาหากินสะอาดบริสุทธิมาตลอดชีวิต
พญ.จิลล์ สไตน์จบแพทย์ศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด-1979(Harward University)จากรัฐเมซาชูเสต เกิด 14 พค.1950(อายุ 66ปี) พ่อแม่เป็นคนยิวอพยพมาจากรัสเซีย เกิดและเติบโตในชิกาโก รัฐอิลลินอยส์  สามีชื่อริชาร์ด โรเรอร์(Richard Rohrer)มีลูกชายสองคน ทำงานเป็นแพทย์อยู่ 25 ปี ปัจจุบันเกิดอยากเป็นนักการเมือง ได้เรื่มมีกิจกรรมทางการเมืองต่อต้านการใช้ถ่านหิน(ที่สกปรก)ทำให้อากาศเสีย ทำลายปอด ได้ใต่เต้าหลายปีจนพรรคเขียวแต่งตั้งเป็นหน.พรรค  การต่อสู้คราวนี้เป็นครั้งที่2  และมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมจะได้รับการเลือกจากประชาชนเป็นปธน. แม้จะด้อยในทุกทาง แต่เป็นความรู้ให้เห็นการต่อสู้ทางการเมือง ที่มีอุดมการณ์อันบริสุทธิอีกมุมหนึ่งของชีวิตคนเมกาที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ


ISSUES

PLATFORM
Power to the People Plan

“My Power to the People Plan creates deep system change, moving from the greed and exploitation of corporate capitalism to a human-centered economy that puts people, planet and peace over profit.
It offers direct answers to the economic, social, and ecological crises brought on by both corporate political parties. And it empowers the American people to fix our broken political system and make real the promise of democracy.
This plan will end unemployment and poverty; avert climate catastrophe; build a sustainable, just economy; and recognize the dignity and human rights of everyone in our society and our world. The power to create this new world is not in our hopes, it’s not in our dreams - it’s in our hands.”
signature_jill_8.png
Key points of the Power to the People Plan:
A Green New Deal:
Create millions of jobs by transitioning to 100% clean renewable energy by 2030, and investing in public transit, sustainable agriculture, and conservation.
Jobs as a Right:
Create living-wage jobs for every American who needs work, replacing unemployment offices with employment offices. Advance workers rights to form unions, achieve workplace democracy, and keep a fair share of the wealth they create.
End Poverty:
Guarantee economic human rights, including access to food, water, housing, and utilities, with effective anti-poverty programs to ensure every American a life of dignity.
Health Care as a Right:
Establish an improved “Medicare For All” single-payer public health insurance program to provide everyone with quality health care, at huge savings.
Education as a Right:
Abolish student debt to free a generation of Americans from debt servitude. Guarantee tuition-free, world-class public education from pre-school through university. End high stakes testing and public school privatization.
A Just Economy:
Set a $15/hour federal minimum wage. Break up “too-big-to-fail” banks and democratize the Federal Reserve. Reject gentrification as a model of economic development. Support development of worker and community cooperatives and small businesses. Make Wall Street, big corporations, and the rich pay their fair share of taxes. Create democratically run public banks and utilities. Replace corporate trade agreements with fair trade agreements.
Protect Mother Earth:
Lead on a global treaty to halt climate change. End destructive energy extraction: fracking, tar sands, offshore drilling, oil trains, mountaintop removal, and uranium mines. Protect our public lands, water supplies, biological diversity, parks, and pollinators. Label GMOs, and put a moratorium on GMOs and pesticides until they are proven safe. Protect the rights of future generations.
Racial Justice Now:
End police brutality and mass incarceration. Create a Truth and Reconciliation Commission to understand and eliminate the legacy of slavery that lives on as pervasive racism in the economy, education, housing and health. Ensure that communities control their police rather than police controlling our communities, by establishing police review boards and full time investigators to look in to all cases of death in police custody. Demilitarize the police.
Freedom and Equality:
Expand women’s rights, protect LGBTQIA+ people from discrimination, defend indigenous rights and lands, and create a welcoming path to citizenship for immigrants. Protect the free Internet, legalize marijuana/hemp, and treat substance abuse as a public health problem, not a criminal problem.
Justice for All:
Restore our Constitutional rights, terminate unconstitutional surveillance and unwarranted spying, end persecution of government and media whistleblowers, close Guantanamo, abolish secret kill lists, and repeal indefinite detention without charge or trial.
Peace and Human Rights:
Establish a foreign policy based on diplomacy, international law, and human rights. End the wars and drone attacks, cut military spending by at least 50% and close the 700+ foreign military bases that are turning our republic into a bankrupt empire. Stop U.S. support and arms sales to human rights abusers, and lead on global nuclear disarmament.
Empower the People:
Abolish corporate personhood. Protect voters’ rights by establishing a constitutional right to vote.  Enact electoral reforms that break the big money stranglehold and create truly representative democracy: public campaign financing, ranked-choice voting, proportional representation, and open debates.

We can build a better future together.

Email

Zip
Join
เอานโยบายทั่วไปของพรรคเขียวมาให้อ่านกันบ้าง หลายคนบอกรับพิจารณาต่อพรรคนี้และดร.จิลล์ สไตน์เสมอ
ตอนต่อไปจะพยายามรวบรวมข่าวสารการหาเสียงของการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่ไม้ได้รายงานมาเดือนกว่าให้ทราบก่อนจะมีการโต้วาที จะได้ชม
การโต้วาทีที่ออกรสดีเจ้าคะ
ขอให้เพื่อนๆโชคดีและปลอดภัยนะเจ้าคะ

ขออภัยคลิ้บออกมาไม่ค่อยดีปานใด คลิ๊กที่ภาพต่างๆก็แล้วกัน

Last edited by amdang (September 24, 2016 10:41 PM)

Offline

#412 September 26, 2016 2:48 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 743

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

สัพเพเหระก่อนโต้วาทีเย็นนี้ 09-26-2016 18.00น(PT)

TbANdSe.jpg
znFcVgk.jpgDKfbyeM.jpg
ห่างเหินกับการหาเสียงแบบเร่งด่วนมาตั้งแต่ปลายเดือนกค.  เมื่อพรรคเดโมแครตจบการประชุมสมัชชา (28 กค 16)คะแนนความน่านิยมของฮิลลารี่ คลินตั้นพุ่งสูงนำโดนาลด์ ทรั้มฟ์ถึง 14 จุด(%) ทำให้พวกพรรคเดโมแครตพากันดีใจไปทั่ว แต่เพียงอีกไม่นานก็ทราบว่า คะแนนของนายทรั้มฟ์ขยับตามมาทัน และในบางรัฐที่กำลังแย่งกัน(Battle Ground States)ที่สำคัญเช่นรัฐโอไฮโอ เพนซิลวาเนียร์ ฟลอริดา (โปรดกรุณาดูแผนที่ประกอบ) กำลังเสียใหันายทรั้มฟ์ไปเสียแล้ว แต่ถึงแม้จะเสียไปตอนไหนก็สามารถเอาคืนได้จนกว่าจะถึงวันเลือกตั้งคืนวันที่ 8 พย.2016 ซึ่งเหลือประมาณ 6สัปดาห์เท่านั้น เมกาจะมีปธน,ใหม่คนที่ 45 แล้ว
สิ่งที่พวกเราเป็นห่วงมากว่าจะเกี่ยวกับตัวพวกเรา ว่าเมกาจะมีนโยบายอย่างไรกับช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการผัดเปลี่ยนผู้นำบ้านเรา และแน่นอนดูว่าทั้งพระเทพฯและล่าสุดตือโป้ยก่ายก็ได้พบสัมนาด้วยกันอย่างใกล้ชิดสนิทยิ่งกับท่านทูตเมกา ทำให้คนที่เฝ้ามองความเคลื่อนไหวครั้งนี้แปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ว่าไทยคืนดีกับเมกาแล้ว เพราะเมกาต้องการใช้ฐานทัพเราเพื่อต่อต้านสถานะการณ์ในหมู่เกาะทะเลจีนใต้ที่คุกรุ่นแรงขึ้นนั่นเอง เมื่อเกิดความไม่แน่นอนในฟิลิบปีนส์ในเรื่องความสัมพันธ์ เพราะดูเหมือนปธน.ดูเตอร์เต้ชอบด่าแม่ทุกคนที่ตัวกล่าวถึง ตั้งแต่บันคีมูนหัวหน้ายูเอ็น(United Nations) โป้บฟรานซิส ปธน.โอบาม่า และล่าสุดพวกอียู ล้วนถูกเขาด่า"ปูตังอีนาโมะ"(แม่มึงเป็นกะหรี่)ทั้งนั้น  เมกาจึงไม่อยากยุ่งด้วยกับคนบ้าๆบอๆ  และตอนนี้ได้ไทยมาทดแทนความต้องการเรื่องฐานทัพที่จะใช้ต่อกรกับจีน  ความสัมพันธ์ไทย/เมกาจึงดูรื่นรมย์ไม่น้อย พวกรากหญ้าและพวกนศ.ยังถูกกดขี่และถูกข่มขู่เหมือนเดิม แต่ต้องหยุดดูจังหวะเพราะเมกากำลังเลือกปธน.ใหม่อยู่ เวลาเขาเปลี่ยนปธน.เขาก็จะเปลี่ยนนโยบายหลักๆทีหนึ่ง ยังไม่สามารถล่วงรู้ว่าเมกาจะเอาอย่างไรกับปัญหาในเอเซียและเรื่องทะเลจีนใต้ ส่วนจีนก็ขมักเขม้นถมดินสร้างเกาะต่างๆเช่ยเคย และขณะนี้ก็ได้ขนเรือ เรือบิน อาวุธต่างๆเข้าไปในเกาะที่สร้างเสร็จแล้วเพิ่มมากขึ้น เมกาประท้วงอย่างไรจีนก็ไม่ยอมฟังอีกต่อไป  แต่ที่ให้ตั้งข้อสังเกตุที่สำคัญคือความสัมพันธ์ไทย-เมกานั้นแนบแน่นขึ้น  แล้วจีนจะมีปฏิกริยาอย่างไรต่อไทย?

หลังหยุดพักผ่อนส้ปดาห์เดียวปลายเดือนกค.  การหาเสียงของโดนาลด์ ทรั้มฟ์และฮิลลารี่ก็เริ่มเปิดฉากโจมตีกันอย่างรุนแรง

ฝ่ายนายทรั้มฟ์โจมตีว่า:

-งัดเอาเรื่องอีเมลล์ที่ฮิลลารี่ถูกสอบสวนโดยเอฟบีไอ และกระทรวงต่างประเทศขึ้นมาว่า ฮิลลารี่มักง่าย ขาดความรอบคอบในเรื่องการรักษาความปลอดภัย โดยใชัโทรศัพย์กับอีเมลล์ส่วนตัวปนกับทางราชการ อันที่จริงเอฟบีไอและกระทรวงยุติธรรมได้ต้ดสินออกมาแล้วว่า เป็นความผิดธรรมดาขนาดเล็กน้อย และไม่มีเจตนากระทำความผิดแบบอาชญากรรม  แต่ฝ่ายนายทรั้มฟ์ก็ต้องกดและขยายปัญหานี้ให้ประชาชนเห็นเอาไว้เตือนใจคนตลอดเวลา

-เรื่องการเสียชีวิตของทูตเมกานาย สตีเว็น(Ambassador John"Christ" Steven)และทหารรักษาสถานกงสุลที่เมืองเบงกาซี(Benghazi) ในลิเบีย 11 September 2012) ซึ่งตอนนั้นฮิลลารี่เป็นรมต.กต.และเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง แต่ตัดสินใจผิดพลาดที่การเข้าช่วยเหลือกู้ภัยช้า ถึงกับคนร้ายรุมกันเผาอาคารเสียชีวิตหมด  เรื่องนี้คนเมกาโกรธฮิลลารี่และรบ.โอบาม่ามาก และจะกลายเป็นบาดแผลติดตัวฮิลลารี่ตลอดไป การโต้วาทีคงมี 2 หัวข้อนี้นำแน่นอน เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงจะตัดสินใจเรื่องร้ายๆไม่ดีเท่าผู้ชาย?

-เรื่องธุรกิจส่วนตัวในเรื่องการศึกษาในรูปแบบไม่ค้ากำไร(none profit organization-Clinton Foundation)ที่ตระกูลคลินตั้นและลูกสาวน.ส.เชลซี คลินตั้น(Chelsea Clinton)เป็นผอก. แต่เอาผิดกันมากไม่ได้ เพราะฮิลลารีและปธน.บิล คลินตั้นได้ตั้งป้อมป้องกันเอาไว้แล้ว แต่ได้มีการกล่าวหาว่าฮิลลารี่ใช้ดำแหน่งหน้าที่และสถานที่ ที่กระทรวงต่างประเทศให้ลูกค้าที่จะอุทิศเงิน ได้เข้าพบในที่ทำงาน

-เรื่องการเกี่ยวพันการค้าแร่ยูเรเนี่ยมกับนักธุระกิจรัสเซียที่ทำเงินให้ฮิลลารี่จำนวนมาก เรื่องนี้คงปูดขึ้นมาตอนโต้วาทีอีกแน่นอน ข้าเจ้ายังทราบรายละเอียดไม่พอเจ้าคะ
ปรากฎว่าเหตุเกิดก่อนฮิลลารี่รับตำแหน่งรมต.กต. แต่ต่อมาผู้เกี่ยวข้อง 2 ท่านได้บริจากเงินให้คลินตั้นเฟาเดชั่นถึง$1.6 ล้าน...เลยทำให้ดูไม่สวยเสียเลย

นี่คือเรื่องใหญ่ๆที่ฝ่ายโดนาลด์ ทรั้มฟ์ใช้โจมตีฮิลลารี่ระหว่างหาเสียง

ฝ่ายฮิลลารี่ใช้ยุทธวิธีการหาเสียงดังนี้:

-หาว่านายทรั้มฟ์เป็นคนเจ้าอารมณ์ขี้โวยวายเหมือนเด็กดื้อ และโจมตีคู่ต่อสู้หยาบคายและแม้เป็นเรื่องส่วนตัว เขาใช้เทคนิคอันนี้ชนะคู่ต่อสู้ 16 คน มาแล้วในรอบแรก อุปนิสัยชนิดนี้หาควรได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้นำมหาอำนาจเช่นเมกาได้อย่างไร?

-เนื่องจากอารมย์คุ้มดีคุ้มร้ายของนายทรั้มฟ์ เขาไม่เหมาะเลยที่จะใช้ปุ่มกดระเบิดปรมณูหรือจรวดนิวเคลียร์ ปธน.เมกามีกระเป๋ากล่องเล็กๆที่ปธน.ถือติดตัวตลอดเวลา เพราะสงครามนิวเคลียร์ย่อมเกิดโดยฉับพลัน เมกาต้องตอบโต้โดยพลันเหมือนกัน

-นายทรั้มฟ์ยังไม่ยอมเปิดเผยเอกสารการเสียภาษีของตัว(Tax Return)กระทั่งบัดนี้ ซึ่งเขามีสิทธิจะซ่อนไว้ แต่คนเมกาเขาต้องการทราบทั้งนั้น โดยเฉพาะเรื่องทางการเงินและครอบครััวหรือธุระกิจของผู้สมัครไปเป็นปธน.ของเขา สาเหตุหลักเขาต้องการรู้ว่านายทรั้มฟ์รวยจริงแค่ไหน เพราะราคาคุยว่าเขารวยถึง $20 billion บางคนเขาบอกว่าอย่างมาก$2-$4 billion หลายคนแคลงใจว่าที่จริงเขากลับเป็นหนี้เสียอีก สถานะทางการเงินสำคัญเป็นอันดับแรกๆที่คนจะโหวตให้หรือไม่ เพราะหากเขาเห็นคุณไม่ประสพความสำเร็จในชีวิต หรือเป็นบุคคลที่มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินที่มี(อาจขนาดจะล้มละลาย) แล้วจะเลือกคนแบบนี้มาเป็นปธน.ได้อย่างไร? เรื่องนี้จะถูกซักถามตอนโต้วาทีแน่นอน

-นายทรั้มฟ์มีธุระกิจมากมาย โรงแรม อาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ กาสิโน(เจ๊งไปแล้ว) สนามกอล์ฟแม้ในต่างประเทศ(สก๊อตแลนด์?) งานก่อสร้าง เป็นเจ้าของคอนโด/อพาร์เม้นท์ขนาดใหญ่กลางเมืองแมนฮัตต้นที่นิวยอร์ค และกิจการค้าของลูกๆอีกมากมาย ฯลฯ เขาต้องใช้เครื่องบินโบอิ้ง 727ส่วนตัว มีเฮลิคอร์ปเตอร์ขนาดใหญ่ และตลอดถึงเรือยอร์จ ฯลฯ  แต่นายทรั้มฟ์ให้แต่ละกิจการเป็นรูปบริษัท ที่สามารถให้บริษัทล้มได้แต่ภัยไม่ถึงตัวเขาเอง ตอนนี้ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเขาเคยให้บริษัทต่างๆเหล่านี้ล้มมาแล้วกี่ครั้ง  บางคนบอก 4 หน บางคนบอก 22 หน แต่ละครั้งทำร้ายลูกจ้าง ผู้รับเหมาที่ทำงานและไม่ได้เงินมากมาย รวมทั้งโรงเรียนที่เขาอ้างเรียกว่าเป็นมหาวิทยาลัย(Trump University)สอนและให้ประกาศณียบัตรการซื้อขายทรัพย์สิน(Real Estate Agent) ที่ถูกฟ้องร้องแพ้ไป 2 คดีแล้ว และต้องคืนเงินให้นักเรียนที่อ้างว่าถูกหลอก เสียเงินคนละเกือบ $40,000 ประชาชนเมการู้สึกว่าไม่เคยรู้นายทรั้มฟ์ที่แท้จริงตอนนี้ แต่จะค่อยๆถูกขุดคุ้ยแบบแก้ผ้าล่อนจ้อนอีกเพียงไม่นาน และจะรู้ว่าเขาคือใคร?

-นายทรั้มฟ์มีนโยบายเด็จขาดในหลายเรื่องที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับดีโมแครต เช่นกรณีย์การเนรเทศผู้ไม่มีวีซ่า(โรบินฮูด)ที่รัฐบาลเมกาจับไว้แล้วเกือบ 4 แสนคน เขาจะทำการเนรเทศทันทีโดยไม่เห็นความยากลำบากที่ครอบครัวต้องถูกทำลายหรือฉีกขาดกระจุย   เรื่องสร้างกำแพงเขตแดนด้านใต้ต่อเมกซิโกที่แคลิฟอร์เนีย อริโซนา เท็กซัส กันคนลักลอบเข้าเมืองทางด้านนี้(ซึ่งเป็นส่วนใหญ่)

-เขาจะประกาศยกเลิกไม่ยอมรับคนอพยพจากตะวันออกกลางโดยเฉพาะซีเรียกว่าแสนคน และจะไม่ให้วีซ่าต่อผู้คนในตะวันออกกลางเข้าเมกาอีกต่อไป

-เขาจะเลิกโครงการณ์สาธารณะสุข"โอบามาแคร์" ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง เพราะใช้เงินมาก

-เขาจะทำการต่อรองสนธิสัญญาอันใดที่ทำให้เมกาเสียเปรียบ เช่นสนธิสัญญานาฟต้า(NAFTA-North America Free Trade Agreement)ที่ทำกับประเทศเพื่อนบ้านแมกซิโก/แคนาดา และหากเมกาต้องใช้กำลังทหารเช่นที่องค์การเนโต้(NATO) หากประเทศใดมีปัญหาต่อการรักษาความปลอดภัยจากการถูกรุกราน ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายร่วมกัน ไม่ใช่ให้เมกาต้องออกค่าใช้จ่ายและเสืยชีวิตทหารของต้วเองอีกต่อไป

จะเห็นความแตกต่างทางปรัชญาการที่จะเข้ามาเป็นปธน.เมกาคนใหม่ได้ชัดว่าช่างแตกต่างกันมาก ฮิลลารี่เขามีคะแนนแข็งจากชนกลุ่มน้อยส่วนใหญ่ ส่วนนายทรั้มฟ์มีคะแนนท่วมท้นต่อคนขาววัยกลางคนที่เป็นพวกทำงาน(Blue Collar - Middle Class People) รายละเอียดอีกมากที่แตกต่างกันระหว่างสองพรรค และเหตุเกิดขึ้นมาเกือบ 2เดือนได้เปลี่ยนบรรยากาศไปมากพอควร เช่นตระกูลจ้อร์จ บุช(43)ที่มีความสำคัญต่อพรรครีพับลิกันมานาน และเป็นปธน.เมกามาสองพ่อลูก ได้ประกาศว่าจะโหวตให้ฮิลลารี่ คลินตั้น วุฒิสมาชิกเทต ครูซ(Ted Cruz)คู่แข่งรอบแรกคนสุดท้ายบัดนี้ประกาศกลับหนุนนายทรั้มฟ์ และบุคคลสำคัญของพรรครีพับลิกันหันกลับมาทางนายทรั้มฟ์ สาเหตุเพราะเขาลดความก้าวร้าวลงไปมาก พวกคนแก่รีพ้บลิกัน และผูมีอิทธิพลในพรรคจึงหันมาช่วยมากขึ้น

การเรี่ยไรเงินช่วยการเลือกตั้งไม่มีใครสู้ฮิลลารีได้  สองเดือนมาแล้วมีผู้บริจากกว่า $150 ล้าน นายทรั้มฟ์ได้ไม่ถึงหนึ่งในสาม ฮิลลารี่โถมการโฆษณาทางทีวีและเสริมกำลังกองทัพออกหาเสียงอย่างแน่นหนาจนมีกำลังกว่า 750 คน  ส่วนนายทรั้มฟ์มีเพียง82 คน การโฆษณาแบบประหยัดโดยใช้แมสมีเดียโดยเฉพาะทวีตเตอร์ ยูทูป ไลน์ ฯลฯ ซึ่งเขาเป็นคนคิดคนแรกที่ใช้แมสมีเดียประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างได้ผลยิ่ง แต่จะเห็นได้ชัดว่าพรรคเดโมแครตของฮิลลารี่ คลินตั้นมีองค์การแข่งขันปธน.เข้มแข็งที่สุดมากครั้งหนึ่ง ส่วนผลการปะทะบนเวทีตอนค่ำนี้ที่ 26 กย.2016 ใครจะแน่กว่ากัน ใครจะเป็นผู้จับ"วินาทีประทับใจ"(captured the 'moment')ได้มากกว่ากัน และใครจะเป็นผู้ชนะ หวังว่าเพื่อนๆคงได้มีข้อมูลกว้างๆให้ได้มีเบื้องหลังบ้าง  ก่อนฟังการโต้วาทีครั้งสำคัญเจ้าคะ

ขอเชิญชมการโต้วาที และยินดีตอบคำถามหากมีอะไรสงสัย จะพยายามหามาให้เจ้าคะ

ขอให้พวกเราโชคดีและปลอดภัยเสมอ .......พบกันวันพรุ่งนี้เจ้าคะ

Last edited by amdang (September 27, 2016 7:29 PM)

Offline

#413 September 26, 2016 11:42 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 743

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

การโต้วาทีครั้งแรกระหว่างฮิลลารี่ คลินตั้น และ โดนาลด์ ทรั่มฟ์ 09-26-2016

zUHTExE.jpg

การโต้วาทีครั้งแรกวันที่ 26 กันยายน 2016 จัดขึ้นที่ม.ฮอบสตร้า รัฐนิวยอร์ค ทราบว่าฮิลลารี่ทำการซ้อมหน้กมาหลายวันแล้วกับผู้เชื่ยวชาญเรื่องโต้วาที รวมทั้งวันนี้ด้วยทั้งว้น และทั้งๆที่เพิ่งหายไข้จากโดนไข้หวัดใหญ่น๊อคเสียอยู่หมัดมาตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน ตอนร่วมพิธีรำลึกตึกเวอร์ลเทรดเซ็นเตอร์ที่นิวยอร์ค หล่อนยังดูอ่อนเพลียเล็กน้อย แต่ยังเชิดหน้าเชิดคอได้และยิ้มหัวเราะได้อย่างสง่างามเมื่อโดนโจมดีแรงๆจากนายทรั้มฟ์ แถมใส่ชุดสีแดงสีของพรรครีพับลิกันด้วย เลยดูเปล่งปลั่งดีเป็นพิเศษ ส่วนนายทรั้มฟ์นั้นเขาบอกว่าเขามั่นใจจะชนะ ไม่มีปัญหาอะไรสำหร้บเขาเลย ผลออกมาอย่างไรแล้วแต่ท่านจะตัดสินเอา ข้าเจ้าคิดว่าพอๆกัน หากแบ่งเป็น3ตอนนายทรั้มฟ์ชนะเล็กน้อยตอนแรก ตอนกลางฮิลลารี่เริ่มเคี้ยวเรื่องการที่นายทรั้มฟ์พยายามเลี่ยงไม่ยอมเปืดโปงเรื่องการแจ้งภาษีรายได้(Tax Return)ของตนเอง และลงท้ายก็สูสีกัน แต่ฮิลลารี่ได้เปรียบเพราะมีความรู้ความชำนาญเรื่องต่างประเทศมากกว่า แต่ผิดหวังนิดหน่อยที่หล่อนไม่สามารถจะจบลงด้วยสุนทรพจน์ที่มีความหมายอย่างกว้างขวาง และมีน้ำหนักว่าทำไมหล่อนจึงเหมาะสมจะเป็นปธน.มากกว่านายทรั้มฟ์

ที่น่าสังเกตุคือปีนี้ไม่ต้องนั่งขดหน้าทีวีจะชมรายการอีกต่อไป หาชมได้ทุกแห่งจากพีซี แทบเล็ค มือถือ ฯลฯ ซึ่งสะดวกมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน  คาดว่ามีคนเข้าชมรายการนี้หลายสิบล้านคน

https://www.google.com/url?sa=t&rct=j&q=&esrc=s&source=web&cd=3&cad=rja&uact=8&ved=0ahUKEwj5gZWZyK7PAhUOS2MKHfMOD2MQtwIIKDAC&url=https%3A%2F%2F

จะพยายามหาทรานส์คริปมาให้เพื่อนศึกษาสุนทรพจน์อย่างเต็มๆ

พบกันใหม่เจ้าค่ะ good night

Last edited by amdang (September 27, 2016 12:08 AM)

Offline

#414 September 27, 2016 7:03 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 743

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

0cePUrf.jpgs8so9Ir.jpg

https://www.google.com/url?sa=t&rct=j&q … OpwkrFgwBA

http://www.yesvotetrump.com/detailpost/ … ull-debate

ทรานสคริฟของการโต้วาที ขอเพื่อนๆอ่านไปกับการเปิดคลิบฟัง คงได้ประโยชน์ในการศึกษารายละเอียดทุกแง่มุม และคงทำให้มีความเข้าใจการเมืองเมกามากขึ้น
มีความรู้สึกสองตอนที่สำคัญมากที่แต่ละฝ่ายได้ที("moment"-หรือได้โอกาศ)ยึดความได้เปรียบโจมตีคู่ต่อสู้อย่างสำคัญคือตอนกล่าวถึงสนธิสัญญานาฟต้า(NAFTA-North America Free Tax Agreement)ที่ปธน.บิล คลินตั้นเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นเจ้าของร่างตั้งแต่ปี1992 ซึ่งนายทรั้มฟ์นำมากล่าวว่าเป็นความเสียมากที่เมกาขาดทุนยับเยิน แม้ส่งสินค้าไปขายเม็กซิโกต้องเสียภาษีขาเข้า(Tariffs)16% แต่สินค้าเม็กซิโกเข้าเมกากลับไม่ต้องเสียใดๆ  อีกเรื่องคือตอนที่กล่าวถึงการไม่ยอมเปิดเผยการเสียภาษีรายได้ประจำปี(Tax Return )ของนายทรั้มฟ์ จนนายทรั้มฟฺ์แสดงความอึดอัดไม่น้อย ส่วนการโต้ตอบใครผิด(โกหก)ต่อคำถามตอนไหน ก็จะหาอ่านได้ในแฟคฟายดิ้ง(fact finding report)ได้เช่นกัน เพื่อจะได้เปรียบเทียบว่าใครพูดอะไรจริงหรือเท็จแค่ไหน
https://www.google.com/url?sa=t&rct=j&q … 2249,d.amc   
พบกันใหม่คราวต่อไปวันที่ 4 ตุลาคม ตอนรองปธน.เขาโต้วาทีกัน
โชคดีเสมอนะเจ้าคะ   

Last edited by amdang (September 29, 2016 10:48 AM)

Offline

#415 October 1, 2016 8:00 AM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 743

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ชีวะประวัติของคู่ต่อสู้สำคัญที่อาจจะนำคนหนึ่งคนใดได้เป็นปธน.ของเมกา ในทัศนะของรายการ"ฟร้อนไลน์(FRONTLINE)" ของพีบีเอส(PBS)อันมีชื่อเสียง ที่รายการเป็นแบบสืบสอบสวน(investigative documentary biography)  ซึ่งรายการจัดทำขึ้นมาจากการสัมภาษณ์ชีวะประวัติบุคคลต่อผู้ใกล้ชิดตั้งแต่ประวัติครอบคร้ว สังคมและสิ่งแวดล้อมจากผู้ใกล้ชิดมาแต่เด็กจนปัจจุบัน ทั้งในแง่ดีและร้าย แต่ที่สำคัญมากคือแรงดลใจที่เป็นแนวโน้มให้ทั้งฮิลลา์ลารี่ คลินตั้นและนายโดนาลด์ ทรั้มฟ์ได้พยายามแสวงหาจุดสุดยอดของชีวิต คือการได้เป็นปธน.เมกา ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นตำแหน่งที่ทรงอิทธิพลสูงสุดของโลก และเป็นงานที่ยากที่สุดตำแหน่งหนึ่ง ที่ปธน.เมกาหลายท่านมีผมสีขาวโพลนยามพ้นหน้าที่ตามวาระ เพราะจะหลับนอนก็น้อยลง ต้องคอยเฝ้าระแวดระวังต่อเรื่องร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา และร้ายที่สุดที่จะทำลายมนุษย์ชาตืคือสงครามนิวเคลียร์
เชิญชมเลยคะ
http://www.pbs.org/wgbh/frontline/film/the-choice-2016/

Last edited by amdang (October 1, 2016 8:23 AM)

Offline

#416 October 1, 2016 12:14 PM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 5,874

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

swasdy.jpg

Offline

#417 October 4, 2016 7:19 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 743

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

VP Debate 2016
การโต้วาทีของรองปธน.ปีการแข่งขัน 2016

เท่าที่เคยเห็นและทราบมาก่อน คนเมกาแทบไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อตำแหน่งรองปธน.  เพราะรองปธน.แทบไม่มีอำนาจอะไรในการบริหารแผ่นดินนอกเหนือจากต้องติดตามนโยบายหลักซี่งปธน.เป็นผู้กำหนดในกรอบให้เท่านั้น ดังนั้นรองปธน.จึงถูกใช้งานสัพเพเหระที่ล้นมือจากปธน.เช่นไปในงานพิธีต่างๆซึ่งมีมากมายทุกบ่อยเช่นงานแจกรางวัล งานศพ งานฉลองสมโภชน์ที่ไม่ค่อยสำคัญ ฯลฯ  ตัวอย่างเช่นปธน.แฟรงคลิน ดี โรสเวลท์(FDR-Franklin D.Roosevelt) ซึ่งเป็นปธน.ระหว่างสงครามโลกครั้งที่-2ที่กำลังติดพันอยู่ และเป็นประวัติกาลที่อยู่ในตำแหน่งจนตายในหน้าที่ถึง4เทอม(2เทอมหลังสภาลงมติเลือกให้คงอยู่ในหน้าที่) เพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังติดพันกันอยู่ แต่เทอมที่-4นั้นเพิ่งเริ่มปธน.ก็เสียชีวิต1930-1945 รองปธน.ทรูแมน(Harry S. Truman)ขึ้นแทนเป็นปธน. เป็นเรื่องที่แทบไม่น่าเชื่อว่ารองปธน.ทรูแมนไม่ทราบความลับและการปฏิบัติรายละเอียดหน้าที่การงานของประเทศในระหว่างสงครามเลย เพราะเอฟดีอาร์ไม่เคยบอกหรือเรียกเข้าประชุมคณะรมต.ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับการทำสงคราม แต่ระบบข้าราษฎรของเมกาทั้งทางด้านการเมืองและข้าราษฎรประจำนั้นเข้มแข็งมาก จนท.รู้เรื่องงานที่ตัวรับผิดชอบดีมาก จึงช่วยรองปธน.ซึ่งกลายเป็นปธน.เรียนรู้งานต่างๆได้อย่างรวดเร็ว ปรากฏว่าปธน.ทรูแมนกลายเป็นปธน.ที่มีความสามารถมากมาย กล้าตัดสินใจในทุกเรื่องอย่างอาจหาญ และงานของประเทศบรรลุทำให้เมกายิ่งใหญ่เป็นมหาอำนาจจริงๆเป็นครั้งแรกของโลก โดยทดแทนความยิ่งใหญ่ของอังกฤษไปหมด  ปธน.ทรูแมนผู้สงบเสงี่ยมเชยๆจากรัฐแคนซัสบ้านนอกได้จัดตั้งสหประชาชาติ(UN-United Nations) โดยให้อิสรภาพแก่ประเทศทั่วโลกที่เคยเป็นอาณานิคมของประเทศล่าเมืองขึ้นมาก่อน เช่นข้างบ้านเราคือพม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย บางส่วนบางระดับของอินโดจีน อินเดีย ลังกา ฯลฯ เป็นผู้ก่อตั้งองค์การเนโต้ในยุโรป  (NATO-North Atlantic Treaty Organization) ไว้ต่อต้านสตาลินและระบอบคอมมิวนิสต์สากลของสหภวพโซเวียตรัสเซีย 
ตอนปลายสงครามเมกาใช้ระเบิดปารมณูสองลูกเผด็จศึกญี่ปุ่นที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ การใช้แผนมาแชลล์แพลน(Marshall Plan)กู้ทรากสลักหักพังของยุโรปเพื่อช่วยเหลือประเทศต่างๆ และอาจตกไปเป็นคอมมิวนิสต์กลายเป็นประเทศบริวารต่อรัสเซีย เป็นผู้เริ่มต้น"สงครามเย็น"(Cold War)จัดตั้งองค์การซีไอเอ(CIA-Central Intelligence Agency)ทดแทน โอเอสเอส(O.S.S-Office of Strategic Service)ให้ฝ่ายการข่าวลับของประเทศมีขีดความสามารถมากขึ้น เข้าสู่สงครามเกาหลีเพื่อสกัดการรุกรานจากคอมมิวนิสต๋เกาหลีเหนือ และจำต้องปลดแม่ทัพ5ดาวที่กระด้างกระเดื่อง และขัดคำสั่งปธน.ห้ามไม่ให้บุกล้ำเขตแดนจีนโดยข้ามแม่น้ำยาลู(Yalu River)เด็ดขาด แต่นายพลแมคอาเธอร์ (Gen. Douglas MacArthur)ไม่ยอมฟัง  ฯลฯ เป็นตัวอย่างการเป็นรองปธน.กลายเป็นปธน.แบบฉุกเฉืนที่มีความสามารถมากท่านหนึ่ง
ในกรณีย์สภาวะสงครามหรือสาเหตุที่ปธน.ถูกสังหาร เช่นกรณีย์ปธน.จอห์น เอฟ เคนเนดี้ถูกฆาตรกรรม ปธน.นิคสันต้องลาออก ที่รองปธน.ต้องเข้ารับคำแหน่งแทน ล้วนน่าสนใจ ระยะหลังๆมานี้ตั้งแต่รุ่นปธน.บิล คลินตั้นได้เสนอให้อัลเบอร์ต กอรฺ์(Albert Gore)ยอมรับเป็นรองปธน.และจะแบ่งงานฝ่ายบริหารบางส่วนให้ โดยใช้คำพูดว่า"เป็นหุ้นส่วนกัน"(partnership) โดยแบ่งงานทางด้านอนุรักษณ์ธรรมชาติต่อต้านภัยจากคาร์บอนไดอ๊อกไซด์(greenhouse effect) จนรองปธน.แอล กอร์ได้รางวัลโนเบลในสาขานี้ในที่สุด และล่าสุด รองปธน.โจ ไบเด็นก็ทำหน้าที่ช่วยงานราชกวรได้ดีมากๆ
รองปธน.คนสำคัญอีกท่านหนึ่งที่อดจะกล่าวไม่ได้คือ ดิ๊ค เชนี่(Dick Cheney)สมัยปธน.จอร์บุชผู้ลูก(43) เขาเป็นสมาชิครีพับลิกันที่ขวาจัดสุด(Neocon)เป็นผู้วางแผนร่วมก้บปธน.บุช(43)และหน.ซีไอเอ นาย จอร์จ เทเนต(George Tenet) ร่วมกับการหนุนจากนายกรัฐมนตรีอ้งกฤษนายโทนี่ แบลร์(Tony Blair)สร้างหลักฐานว่าปธน.ซาดัม ฮุสเซนของอิรัคมีอาวุธนิวเคลืยร์และอาวุธร้ายแรงทางเคมีและชีวะ บอกสภาเมกาให้อนุมัติการทำสงครามในอิรัคและอัฟกานิสถานพร้อมกัน จนทำประเทศเสียหายทางเศรษฐกิจและทางทหารเกือบแพ้อิรัค ประเทศตกระกำลำบาก ตลาดหุ้นตกลงกองที่พื้นแทบฉิบหวยหมดตัวกันทั้งประเทศ แต่เขาและบริษัทเก่าฮาลิเบอร๋คัน(เก่าแต่ชื่อ)ที่เขาเคยเป็นประธาน(Chairman)และซีอีโอ(CEO-Chief Executive Officer)กลับร่ำรวยหลายพันล้านดอลล่าร์($139 billion)เพราะบริษ้ทนี้ได้โปรเจครับเหมาในสงครามโดยไม่มีการประมูลแข่งกับบริษัทอื่น ด้วยเครื่องมือหนัก(heavy equipment)ใช้ในสงครามเช่นการอุดท่อบ่อน้ำมันที่ถูกระเบิด การก่อสร้างเกือบทุกชนิดเช่นที่พักอาศัยของทหาร ครัว ห้องน้ำ ส้วม รั้วลวดหนาม บังเกอร์ สพานข้ามลำน้ำ   ฯลฯ นอกจากนั้นยังมีหน่วยล่าสังหารพลเรือนแต่งชุดดำ(Black Water) ที่ไม่ใช่เครื่องแบบทหารใช้งบสร้างที่ตั้ง และอุปกรณ์อื่นๆที่พิเศษให้หน่วยงานนี้ใช้ โดยใช้งบกลาโหมเมกาประมาณอีก$200 billion จะเห็นว่าตอนนั้นประเทศฉิบหายทางการเงินอย่างมาก แต่ความร่ำรวยของพรรคพวกปธน.และรองปธน.นั้นล้วนถูกต้องตามกฎหมาย
นายดิ๊ค เชนนี่เป็นคนบ้าทำงานจนแทบไม่มีเวลากิน เลยต้องบริโภคแต่อาการประเภท"แดกด่วน" เช่นเบอร์เก้อคิง แมคโดนาล ฯลฯ จนเขาเป็นโรคห้วใจต้องผ่าหัวใจหลายครั้ง เขาเริ่มชีวิตทางการเมืองด้วยการเป็นสส.สภาล่างต๊อกต๋อย ขับรถมาสด้าสองประตูแบบไฟหน้าป๊อบอัพห้วแหลมๆราคาถูกๆ จนเป็นหน.คณะผช.ปธน.(Chief of Staff)ให้ปธน.เจอรอล ฟอร์ด แล้วต่อมาจนถึงปธน.บุช(41) เขาช่วยทำงานอย่างเอาเป็นเอาตายจนนายม้่นใจ พอหมดสมัยบุช(41) เขาได้รับการช่วยหลือจากปธน.บุช(41)ให้รับตำแหน่งในบริษิทฮาลืเบอร์ตั้น(Halliburton Corp.) จนเขาเป็นหัวหน้าและเข้ารับงานขุดและปิดหลุมน้ำมันในคูเวตที่ฝ่ายซาดัมแพ้(Desert Storm-1991) แต่ก่อนถอนตัวออกจากคูเวตก็เผาบ่อน้ำมันเป็นร้อยบ่อ ฮาลีเบอร์ตั้นเข้าช่วยไว้ได้ และทำเงินจากคูเวตมหาศาล และต่อมาในสงครามอิรัครอบสองสมัยบุช43อีก ตระกูลบุช เชนี่ และ ฮาลิเบอร์ตั้นร่ำรวยเป็นอภิมหาเศรษฐีตั้งแต่นั้นมา
ตอนโต้วาทีรอบแรกของพรรครีพ้บลิกัน เจ้ฟบุช(Jeff Bush)น้องชายบุช43และเป็นลูกบุช41 ถูกนายโดนาลด์ ทรั้มฟ์อภิปรายโจมตีแบบลากใส้ความเสียหายของสงครามอิรัคและความร่ำรวยของตระกูลบุช เชนี่ และฮาลิเบอร์ตั้นออกมาตีแผ่  นายเจ้ฟบุชต้องรีบถอนตัวหนีด่วน สร้างความฉุนโกรธแก่ตระกูลบุชเป็นอย่างมาก......ตระกูลบุชซึ่งร่ำรวยและมีอิทธิพลมากอาจไม่กล้าลงแข่งขันเข้าร้บเลือกเป็นปธน.ของเมกาเป็นการถาวรหรืออีกยาวนาน ...เมื่อสัปดาห์ที่แล้วปธน.บุช41(ผู้พ่อ) ออกมาประกาศว่าพวกเขาจะไม่ลงคะแนนให้นายโดนาลด์ ทรั้มฟ์ แต่จะลงคะแนนไปให้ฮิลลารี่ คลินตั้นซึ่งเป็นพรรคดีโมแครตแทน   นี่เป็นสาเหตุหลักที่คนเมกาตกลงเลือกคนผิวดำ บารัค โอบาม่า เป็นปธน.ของเมกาคนแรกในประวัติศาสตร์  ปชช.เขาพากันเบื่อนักการเมืองคนขาว(ผู้ชาย)ที่มีอิทธิพลในประเทศเต็มทีเจ่าคะ !!

ค่ำนี้ 18.00น. การโต้วาทีจะเริ่มแล้วนะคะ เปิดฟังสดได้จากเวฟต่างๆ หรือจากทีวีหลายช่องเช่น CNN ABC CBS PBS Etc....

การโต้วาทีระหว่างวุฒิสมาชิกทิม เคน(Tim Kaine)จากรัฐเวอร์จิเนียร์(Virginia) แห่งพรรคดีโมแครตคู่กับฮิลลารี่ คลินตั้น และอีกข้าง(ผมขาวทั้งศรีษะ) ผวก.มาร์ค เพนซ์(Mike Pence) เป็ยผวก.รัฐอินเดียน่า(Indiana) โดยมีผู้กำกับการโต้วาทีเป็นหญิงเชื้อสายพิลิปืนส์จากซีบีเอส(CBS) อีเลน ควืฮาโน(Elaine Quijano)ทั้งสามท่านเป็นคนนับถือศาสนาแคทอลิค(Catholic)ด้วยกัน
หัวข้อการโต้วาทีทั่งหมดก็เป็นหัวข้อนโยบายที่แตกต่างของทั้งสองพรรค และโดยเฉพาะของฮิลลารี่ คลินตั้นและของนายทรั้มฟ์ มีการอ้างเรื่องส่วนตัวน้อยมาก แต่การตอบโต้ดุเดือดดีมาก ทั้งสองเตรียมตัวมาดีและตอบโต้กันเผ็ดร้อนไม่น้อย  และน่าสนใจในหลายๆด้านทั้งปัญหาภายในและต่างประเทศ และคำพูดแหลมคมต่างๆ แต่วุฒิสมาชิกทิม เคนค่อนข้างจะคล่องกว่าในเรื่องต่างประเทศ เพราะเขาเป็นสมาชิกคณะกรรมการวิเทศสัมพันธ์ของสภาสูง(วุฒิสภา) จึงดูหมือนเขาจะเหนือกว่าไม่น้อย   จะตามมาด้วยทรานสคริปเจ้าคะ

https://www.google.com/url?sa=t&rct=j&q … 5766,d.cGc
https://www.google.com/url?sa=t&rct=j&q … 5766,d.cGc
และตามด้วยแฟคเช็ค(Fact Check) ตรวจความเป็นจริงว่าใครพูดผิดหรือถูกhttps://www.google.com/url?sa=t&rct=j&q=&esrc=s&source=web&cd=20&cad=rja&uact=8&ved=0ahUKEwiZ1d7p6sLPAhVR5WMKHR5wCuQQFghbMBM&url=http%3A%2F%2Fwww.npr.org%2F2016%2F10%2F04%2F496452797%2Ffact-check-vice-presidential-debate-with-tim-kaine-and-mike-pence&usg=AFQjCNGg7szIw3JhI6y5dd3ZlZOau810jA
พบกันใหม่  ขอความปลอดภัยมีแก่นักสู้ไทยเพื่อสาธารณะรัฐทั้งหลายเสมอเจ้าคะ

Last edited by amdang (October 5, 2016 10:12 AM)

Offline

#418 October 8, 2016 3:58 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 743

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

--Wzg4f.jpg

FsnV6LD.jpg

การโต้วาทีครั้งที่2

จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้อาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม(2016)เวลา 600น.เย็น(เวลาแปซิฟิค-แคลิฟอร์เนีย)ทึเซ็นต์หลุยส์ รัฐแคนซัส  และจะเป็นครั้งสุดท้ายในวันที่ 19 ตค.ที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดาเวลาเดียวกัน ฉนั้นจะเห็นไดัว่าการโต้วาทีแต่ละครั้ง จะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด การเตรียมการของทั้งสองฝ่าย การกรองข่าว การวางยุทธวิธีทั้งในหัวข้อเรื่องที่ตัวได้เปรียบเสียเปรียบ เตรียมรับมือกับคำถามที่คาดกันไม่ถึงอลหม่านในทั้งสองกลุ่มไม่น้อย การโต้วาทีคราวนี้ใช้แบบการประชุมของคนในเมือง(hometown meeting) และมีสูตรว่าผู้เข้าฟังจะต้องเป็นผู้ยังไม่ต้ดสินใจจะเลือกใคร หรือพรรคใด เป็นผู้ตั้งคำถามครึ่งหนึ่ง โดยสลับกันไปกับผู้ดำเนินการอภิปราย(moderator) คราวนี้เป็นสุภาพสตรีมาธา เรดดาสซ์-Matha Raddatzจากเอบีซี(ABC) ผู้มีชื่อว่าตรงไปตรงมาไม่ลำเอียงแก่พรรคใด นักข่าวเมกาที่มีชื่อเสียงจริงๆต้องมีคุณสมบัติที่เป็นกลางเช่นนี้ทั้งนั้น ส่วนหัวข้อใหญ่ก็คล้ายคลึงกับที่แล้วมาเช่นเรื่องเศรษฐกิจ การหางานให้คนทำ สาธาระณูปโภคที่ด้อยหย่อนยานมานาน เรื่องปัญหาคนเข้าเมือง ความปลอดภัยของประเทศ นโยบายต่างประเทศ ประกันสุขภาพ การศึกษา ฯลฯ แต่เท่าที่เห็นมาคือฝ่ายใดพลาดในวินาทีใด("moment") ฝ่ายตรงข้ามจะโจมตีแบบเหมือนรัวปืนใส่ทันทีชนิดไม่ยั้ง แบบไม่มีการคำนึงถึงหัวข้ออภิปรายใดๆ การโต้เถียงจะรุนแรงและตอบโต้ใส่กันอย่างรวดเร็ว บางทีผู้ดำเนินการอภิปรายแทบตั้งตัวไม่ติด และพยายามดึงเกมส์ให้ผู้อภิปรายกลับมาสู่ระเบียบวาระได้อีก  ผู้ดำเนินการอภิปรายจึงต้องทำงานหนัก และต้องมีไหวพริบทันในช่วงวิกฤตินั้น
https://www.bing.com/images/search?q=us … ORM=IQFRBA
หลังจากการอภิปรายคราวแรกเมื่อ 9-26-2016 และต่อมาเป็นการโต้วาทีของผู้สมัครรองปธน.เมื่อ 4 วันที่แล้ว(10-4-2016) การหาเสียงของทั้ง 2 พรรคดำเนินไปอย่างดุเดือดไปทุกแห่ง แบ่งซอยไปเป็นรายละเอียดมากมายหลายตำบล ชนิดกลุ่มบุคคล และกรรมวิธีเป็นรายละเอียดจนถึงตัวบุคคลที่จะลงคะแนนให้ ความพยายามจะเพิ่มมากขึ้นบริเวณที่ทั้งสองต้องแย่งชิง(battle ground states) โดยเฉพาะบริเวณอุตสาหกรรมเก่าแก่ของประเทศที่เรียกว่า" เขตสนิมเขรอะ (rust belt)" นี้เป็นมลรัฐรอบๆทะเลสาปใหญ่ทั้งห้า(Great Lakes Region) เช่นรัฐโอไฮโอ ฟิลาเดลเฟีย มิชิแกน อิลลินอยส์ พิตเบอร์ค ฯลฯ
วันเลือกตั้งคือวันที่ 8 พย. 2016 การลงคะแนนจะเริ่มจากรัฐเมน(Maine) ต่อด้วยรัฐนิวแฮมเชอร์ แมสซาชูเสต โรดาแลนด์ เวอร์ม้อนท์ คอนเนคติกัต นิวยอร์ค นิวเจอร์ซี่ย์ เดลาแวร์ แมรี่แลนด์ วอชิงตันดีซี นี่เป็นกรุ๊บแรกที่ผลจะออกมาแบบจะทันทีที่สถานเลือกตั้งปิดลงคะแนน(poll closed ) ผู้คอยชมจะเห็นว่าใครนำและเป็นไปตามที่คาดเอาไว้หรือไม่
กรุ๊ปที่ 2ที่อยู่บนเส้นเวลาเดียวกันถัดไป จะเป็นรัฐนิวยอร์ค เพนซิลวาเนียร์ เวสเวอร์จิเนีย เวอร์จิเนีย น๊อทแคโรไลน่า เซ้าคอโรไลน่า จูเนียร์ และฟลอริดา พอมาถึงโซนนี้เพื่อนๆจะเห็นว่าใครจะชนะชัดขึ้น และพอมาถึงเขตเวลาเดียวต่อไปจะเป็นบริเวณอุตสาหกรรมเก่า(rust belt) ลงมาบริเวณอ่าว(เมกซิโก)และทางใต้สุด ซึ่งตอนบนรวมทั้งรัฐอิลลินอยส์ วิสคอนซิน เมนิโซต้า ไอโอวา ฯลฯ ภาพต่างๆก็ยิ่งชัดมากที่สุดว่าใครจะได้รับชัยชนะแน่นอนขึ้น  ต่อไปก็เท็กซัส(มีคะแนน 34 ซึ่งเป็นอันดับ 2 รองจากแคลิฟอร์เนีย 55) จะเป็นรัฐที่ตัดสินหลักว่าควรยอมแพ้แล้วยัง เป็นประเพณีที่ดีงามที่ผู้แพ้ต้องยอมแพ้ให้เร็วที่สุด แล้วเป็นผู้ที่ต้องโทรศัพย์ไปหาผู้ชนะ หากไม่เช่นนั้นเขาจะเรียกว่าเป็น"ขี้แพ้ชวนตี"..... sore looser    ข้าเจ้ามาเมกาใหม่ๆก็ยังไม่ค่อยเข้าใจประเพณีของเขาก็ได้แต่ฉงนว่ามาเพียงไม่ถึงครึ่งทางมีการยอมแพ้กันแล้ว? หลายปีต่อมาจึงค่อยๆเข้าใจ  ผู้คนที่อยู่รัฐทางตะวันตกเช่นที่แคลิฟอร์เนีย เนวาดา อริโซน่า ออเรกอน วอชิงตัน อลาสกา และ ฮาวาย หรือบางคนทางซีกรัฐตะวันตกส่วนใหญ่จะไม่ออกไปเข้าแถวลงคะแนนให้เสียเวลา จึงทำความเสียหายที่จะไม่รู้คะแนนรวมและข้อมูลที่แท้จริง จึงมีการออกกฎหมายว่าสื่อจะเสนอข่าวได้ก็ต่อเมื่อโพล(สถานลงคะแนน)ปิดลงเท่านั้น แต่พอมาขนาดกลุ่มที่3-4นักข่าวมักจะทำนายกันแล้ว และเครือข่ายที่นำและมักจะถูกต้องคือเอ็นบีซี(NBC) แต่เนื่องจากยุคดิจิตอลปัจจุบัน ข่าวสารต่างๆหลุดไหลไปล่วงหน้าแล้ว การแข่งขันในการรายงานผลของพวกสื่อจึงเป็นที่น่าสนใจยิ่ง และพวกเขาจะพยายามแข่งขันว่าใครรายงานชัยชนะได้ก่อนใคร  พวกผู้ชมทุกคนแทบจะไม่ลุกไปไหน ติดอยู่แต่กับทีวี และปัจจุบันชมได้ทุกแห่งจากมือถือ แทบเล็ต พีซี นาฬิกา  ฯลฯ

โชคดี ขอความปลอดภัยมีแก่นักสู้ไทยเพื่อสาธารณะรัฐทั้งหลายเสมอ และพบกันใหม่นะเจ้าคะ

Last edited by amdang (October 8, 2016 9:19 PM)

Offline

#419 October 9, 2016 6:47 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 743

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

pNPLZTP.jpg

สถาพการต่อสู้ก่อนโต้วาทีครั้งที่ 2 10-09-2016 18.00น.

ก่อนการโต้วาทีเย็นนี้ได้มีเหตุการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างพยายามหาเสียงและยกข้อกล่าวหากันทั้งฮิลลารี่ คลินตั้นและฝ่ายนายโดนาลด์ ทรั้มฟ์กันอย่างถึงพริกถึงขิง และปรอทความนิยมของผู้ฟังเปลี่ยนกลับไปกลับมาแทบทุกครึ่งวัน ฉนั้นจึงสนุกสนานต่อผู้คนและกองเชียร์และบุคคลทั่วไปที่สนใจการเมือง การกล่าวหาต่อกันและกันก็เหมือนสาดน้ำใส่กันก็ย่อมเปียกทั้งสองข้าง การกล่าวหาทางการเมืองก็เป็นเช่นนี้ จนกระทั่งคนที่มีชื่อเสียงและมีประชานิยมสูงมักจะหลบเลี่ยงไม่เข้ามารับเลือก บางคนถึงหมดเนื้อหมดตัวและเสียผู้เสียคนไปเลย
ตอนนี้มีบุคคลกลุ่มใหญ่มากที่เคยสนับสนุนวุฒิสมาชิกเบอร์นี่ แซนเดอร์(Bernie Sanders)ซึ่งล้วนเป็นคนหนุ่มสาววัยเรียนมหาวิทยาลัย คนมีรายได้ต่ำและมีอายุต่ำกว่า 32ปี ซึ่งเป็นพลังใหม่ที่สำคัญมาก พวกเขามีพละกำล้งประมาณ 7ล้านเสียง และเคยควักกระเป๋าสนับสนุนเบอร์นี่ แซนเดอร์โดยสละเงินคนละ$10-$27ให้จนมีกำลังถึงประมาณ$230million หลังจากความพ่ายแพ้ในรอบแรกของเบอร์นี่ แซนเดอร์ต่อฮิลลารี่แล้วพวกเขาโดนจีบจากทุกฝ่าย ทำให้ผู้คนฉงนว่าคนหนุ่มสาวพวกนี้จะไปทางไหน? บางคนบอกและคาดว่าพวกเขาอาจจะโหวตให้พรรคที่สามคือพรรคลิเบอร์เทเรียน(Libertarian)ซึ่งนำโดยอดีตผวก.แกรี่ จอห์นสัน หรือไปหาพรรคเขียว(Green Party) ของ พญ. จิลล์ สไตล์ แต่ยังไม่มีวี่แววว่าพวกเขาจะสนับสนุนใครหรือฝ่ายใด หลายคยพากันบ่นถึงและรอปฏิกริยา
ส่วนมากการหาเสียงของพรรคดีโมเครตจะกล่าวหาว่านายโดนาลด์ ทรั้มฟ์นั้นเป็นพวกเหยียดผิวจะเอาและโปรแต่คนขาว และเหยียดหยามดูถูกทางเพศหญิง ใช้ความรุนแรงทางเพศอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะปีนี้ฮิลลารี่เป็นผู้สมัครด้วย มีบางคนถึงกับฟันธงว่าผู้หญิงในเมกาส่วนใหญ่ไม่ว่าพรรคใดจะไม่เลือกนายทรั้มฟ์อย่างแน่นอน โดยเฉพาะเหตุการครั้งล่าสุดเมื่อสองวันที่แล้วที่นักข่าวเอนบีซี(NBC)เปิดเผยเทปเก่าเมื่อประมาณ10ปีกว่าที่แล้วที่ได้บันทึกคำพูดนายทรัมฟ์ระหว่างนั่งรถบัสจะไปออกรายการทีวีว่าเขาเคยได้ถูกขอร้องขอให้ยูนิตที่หล่อนเช่าได้มีเฟอร์นิเจอร์อย่างดี(เข้าใจว่าหล่อนและสามีและครอบครัวเข้าไปเช่าอยู่ในอพาร์ทเม้นของนายทรั้มฟ์) นายทรั้มฟ์อธิบายให้เพื่อนๆฟังว่าเขาได้จับเนื้อต้องตัวผู้หญิงคนนี้้ระหว่างสนทนากัน และทำการลวนลามหล่อนอย่าจุใจ โดยจับต้องร่างกายทุกส่วน ทั้งที่บริเวณขา ขาหนีบ และ "หหีบ"และทุกส่วนของร่างกายแต่เขาไม่ได้ร่วมเพศกับหล่อนในวันนั้น เทปอันนี้ถูกนำมาเปิดเผยเมื่อสามวันก่อน(อาจจะมาจากนักข่าวเอ็นบีซี) ทำให้คนเมกาโกรธอย่างมากและนักการเมืองในพรรครีพับลิกันผู้ใหญ่เช่นหน.วุฒิสมาชิก มิชิแกน แมคคอนเนลล์(Senator Mitchell McConnel)ถึงกับบอกให้นายทรั้มฟ์ต้องขอโทษต่อสาธารณะ(Trump needs of apologize directly to women and girls everywhere and take full responsibilits for the utter lack of respect for women)  วุฒิสมาชิกจอห์น แมคเคน(John Macain) กล่าวว่าจะไม่มีข้อแก้ตัวใดที่โดนาลด์ ทรั้มฟ์ละเมิดบุกรุกต่อผู้หญิง และขอให้ออกความเห็นในเรื่องนี้ เพราะไม่ควรมีผู้หญิงคนไหนควรถูกทำร้ายด้วยนิสัยที่ไม่ถูกไม่ควรเช่นนี้ วุฒิสมาชิก เคลลี่ อาโยต-Senator Kelly Ayotte (New Hampshire Republican) บอกว่าตัวท่านเป็นแม่ และทำทุกอย่างเพื่อเมกาก่อนอื่น และไม่สามารถและจะไม่สนับสนุนผู้เข้าสมัครเลือกตั้งเป็นปธน.ที่คุยโวทำหยาบคายและทำร้ายผู้หญิงเช่นนั้น ผลสุดท้ายเมื่อวานนายทรั้มฟ์ก็ออกแถลงขอโทษว่าตัวทำรุนแรงเกินเหตุต่อเพศหญิง และจะไม่มีอีกต่อไป แล้วกลับแว้งว่าบิล คลินตั้นก็เคยมีความสัมพันธ์นอกสมรสกับเจนิเฟอร์ ฟลาวเวอร์ที่อาค้นซอร์ตอนเป็นผวก.มาก่อน และแถมฮิลลารี่กลับขู่เข็ญเจนิเฟอร์ ฟลาวเวอร์เสียอีก และความจริงบิล คลินตั้นมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิงอีกหลายคน และเขาไม่ใช่ผู้สมัครการแข่งขันครั้งนี้แต่เป็นภรรยาเขาต่างหาก   มาถึงบรรทัดนี้การเลือกตั้งคราวนี้นายทรัมฟ์เสียเสียงผู้หญิงให้แก่ฮิลลารี่เรียบร้อยแล้ว
อีกเรื่องหนึ่งที่ฮิลลารี ตอนหาเสียงเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว โดยใช้คำพูดดูถูกผู้คนที่สนับสนุนนายทรั้มฟ์ว่า You could put half of (Donald) Trump's supporters into what I call the basket of "deplorable" which she referred as racist, sexist, homophobic, xenophobic, Islamophobia-  you name it" แปลว่า"คุณสามารถเอาพวกสนับสนุนนายทรั้มฟ์ใส่ตะกร้าสักครึ่งหนึ่งซึ่งเป็นพวกความสูญเปล่า(ไร้ค่า-"deplorable") พวกนี้เป็นพวกเหยียดผิว เหยียดผู้หญิง กลัวความเป็นมนุษย์ กลัวคนชาติอื่นที่ไม่เหมือนตน กลัวการเป็นพวกมุสลิม คุณคิดเอาเองแล้วกัน ฝ่ายนายทรั้มฟ์ได้ทีก็ตอบกลับว่าฝ่ายฮิลลารี่ดูถูกคนชั้นใช้แรงงานของสังคมเมกาทั่วไปอย่างร้ายแรง เพราะคนทำงานทั่วไปในเมกานี้เองเป็นพวกโหวตและสนับสนุนนายทรั้มฟ์ พรรครีพับลิกันถือคำพูดการดูแคลนครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องหลักในการหาเสียง และกล่าวหาว่าฮิลลารี่เป็นพวกดูถูกคนจนที่ป็นคนงานทั่วไป(ไพร่) ตอนหลังฝ่ายฮิลลารี่ออกมาขอโทษว่าที่แท้จริงเพียงครึ่งเดียว(half)ไม่ใช่ทั้งหมด
มีเหตุทำนองเดียวกันในการเลือกตั้งปี2012ระหว่างนายมิต รอมนี่ แข่งกับปธน?โอบาม่าสมัยที่-2 ตามรูปการณ์นายมิต รอมนี่กำลังมีคะแนนนำ เพราะปธน.โอบาม่าแทบไม่มีผลงานดีเด่นอะไรในสมัยแรก(2008-2012) เศรษฐกิจเมกาคลานช้าอืดอาดมากแถมความก้าวหน้าในสภาก็ไม่มี มีแต่ความขัดแย้งจนงานต่างๆของรบ.หยุดอยู่กับที่ คนเมกามักจะไม่เลือกปธน.แบบนี้ซ้ำสอง แต่มีการพบปะหัวคะแนนของพรรครีพับลิกันแห่งหนึ่ง นายมิต รอมนี่อภิปรายบอกหัวคะแนนของเขาว่า "ฉ้นไม่แคร์พวก 47% ที่ต้องแบมือขอเงินจากโอบาม่า(หมายถึงคนที่เกษียรแล้ว หรือพวกต้องอาศัยเงินรัฐบาลเพื่อยังชีพเช่นทหารผ่านศึก คนพิการ ฯลฯ) เพราะไร้ค่า แต่ฉ้นแคร์ต่ออีก53% ต่างหาก"  พอมีคนเอาเทปนี้ออกสู่สาธารณะ ผู้คนพากันโกรธนายมิต รอมนี่หาว่าดูถูกคนจน คนแก่ และคนเกษียณอายุ การเลือกตั้งปธน.โอบาม่าจึงชนะในรอบสอง ในเมกาหากผู้นำพูดถึงกลุ่มคน เผ่าพันธุ์ เพศ พวก ฯลฯ ต้องพิถีพิถันกันมากก่อนจะพูดอะไรออกไป ตอนนี้ทำให้ฮิลลารี่เสียแต้มไปบ้าง 
การโต้วาทีครั้งนี้พวกนสพ.หลายฉบับบอกว่านายทรั้มฟ์กำลังจะเข้าตาจนแบบเส้นฟางสุดท้ายบนหลังอูฐ แต่ข้าเจ้าไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้นเพราะนายทรัมฟ์เป็นคนที่มีกลเม็ดเด็ดพรายมากมาย อาจเอาตัวรอดไปได้อีกครั้ง และเมื่อสองสัปดาห์ก่อนเช่นกันที่นายทรั้มฟ์พยายามหาเรื่องนสพ.หลายฉบับเช่นนิตยาสารแอตแลนติกที่มีชื่อเสียงทางการเมืองมากว่า200ปี นสพ.อาริโซน่ารีพ้บลิก ยูเอสเอทูเดย์ และอีก2-ฉบับจำชื่อไม่ได้ ก็ได้ทำให้พวกนสพ.ออกมาต่อว่าในเรื่องร้ายๆของนายทรั้มฟ์อีกมากมายอีก ขนาดบทบรรณาธิการของแอลเอไทม์วันนี้ก็ออกมากล่าวร้ายให้นายทรั้มฟ์มากมายว่าเป็นคนถือดีว่าตัวถูก ใช้นิสัยความหยาบคาย ต่อคู่ต่อสู้อย่างขาดมารยาท ขาดศีลธรรมอันดีงาม และไม่มีความละอายในการกล่าวหาให้ร้ายต่อใคร เพศใด
ชนชาติ ศาสนาใดๆ เป็นการหาเสียงที่ผิดประเพณีนิยมที่ดีเขาปฏิบัติกันตลอดมา.......
คงบอกกล่าวไม่ได้หมด โปรดคอยชมการโต้วาทีรอบที่สองเลย  และจะตามมาด้วยทรานสคริป และ ข้อเท็จจริงในเนื้อหาเอาไว้ตรวจสอบเช่นเคยเจ้าค่ะ
อย่าลืมชมโต้วาที 6 โมงเย็นนี้นะเจ้าคะ

Last edited by amdang (October 9, 2016 7:20 PM)

Offline

#420 October 9, 2016 10:28 PM

amdang
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 743

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

คลิปการโต้วาทีครั้งที่2 ระหว่างฮิลลารี่ คลินตั้นและนายโดนาลด์ ทรั้มฟ์
ผิดคาดที่หลายคนคาดว่านายทรั้มฟ์คงจะลำบากเรื่องเกี่ยวกับเรื่อง"ผู้หญิง"ที่เขาต้องขอโทษที่พูดจาหยาบคาย แต่ปรากฏว่าเขาพาตัวไปได้ฉลุย และหลายคนเขาน่าจะเป็นผู้ชนะในการโต้วาทีในคืนนี้ และดูเหมือนว่าฮิลลารี่จะเชื่องช้าเนือยๆลงไปมาก
เชิญชมเลยเจ้าคะ


https://www.bing.com/news/search?q=Tran … &FORM=EWRE
http://fansided.com/2016/10/09/twitter- … al-debate/

http://www.pbs.org/newshour/updates/liv … al-debate/
http://gazette.com/debate-2016-fact-che … le/1587453
แล้วพบกันใหม่ในการโต้วาทีครั้งที่ 3 ที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดา วันที่ 19 ตุลาคม 2016
โชคดี  ขอให้นักสู้เพื่อสาธารณะรัฐไทยทั้งหลายปลอดภัยเสมอเจ้าคะ

Last edited by amdang (October 11, 2016 4:02 PM)

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.