iFreeThai

#41 July 25, 2015 12:10 AM

อารายกานจาง
Member
Registered: July 24, 2015
Posts: 9

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

.
สวัสดี ท่านดร.ริชาร์ด ป้าอำแดง และทุกๆ ท่าน

มารออ่านต่อ ในบ้านหลังใหม่คับ
แต่ช่วงนี้ก็นานๆ จะล็อกอินเข้ามาซักที คงไม่บ่นกันนะคับ อิอิ
.

Offline

#42 July 25, 2015 12:17 AM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,882
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

อารายกานจาง wrote:

.
สวัสดี ท่านดร.ริชาร์ด ป้าอำแดง และทุกๆ ท่าน

มารออ่านต่อ ในบ้านหลังใหม่คับ
แต่ช่วงนี้ก็นานๆ จะล็อกอินเข้ามาซักที คงไม่บ่นกันนะคับ อิอิ
.

ไม่เป็นไร  ขอให้ติดตาม ก็ดีใจแล้ว ถ้าหว่างฯ ก็ วิ่งเข้ามาโลด

บ้านของพวกเราเอง

Offline

#43 July 26, 2015 12:53 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,882
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ข้าเจ้ารักชาวลาว สนใจสงครามและประวัติของลาวมาแต่อ้อนแต่ออก เพราะเลือดเนื้อเชื้อไขของข้าเจ้า ก็มาจากภาคอิสาน และแน่นอนคล้องจองกับการมาจากลาวเจ้าค่ะ และสนใจมากยี่งขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อสืบเสาะถึงความทุกข์ยาก ต่อสู้ในสงครามจนสูญเสียแผ่นดิน และอิสระภาพ ทำให้น้ำตาข้าเจ้าไหลพรากในการถ่ายทอดการเขียนครั้งนี้ ตัวเองเขียน ตนเองอ่าน แต่ก็ไม่วายเรียกน้ำตาเจ้าค่ะ เศร้าจริงๆอย่างที่คุณ Flowervioce กล่าวไว้นะเจ้าคะ


    ขอบคุณ คุณFlowervioce และ คุณ Sea Eagle ที่กรุณาติดตามกะทู้ของข้าเจ้ามาตลอด ข้าเจ้าจะพยายามจัดหาเรื่องสนุกๆ ในสงครามลาวมาเสนอท่านต่อไปนะเจ้าคะ และคิดว่าคงจะไม่จบลงง่ายๆ จะถึงลาสเวกัสเมื่อไหร่นั้น ตอนนี้ยังตอบไม่ได้เจ้าค่ะ


    **********************


    นิทานอีสปเรื่องเหลือบฝูงใหม่

    20 พย.56

    กาลครั้งหนึ่งกวางหนุ่มตัวหนึ่งเดินท่องนํ้าไปตามลําธารซึ่งกําลังไหลเชี่ยว กราก เกิดพลาดท่าตกลงไปในซอกหินผาชันและในที่สุดออกจากซอกหินนั้นไม่ได้ เหลือบฝูงใหญ่เข้ามาตอมกินดูดเลือดกวางซึ่งโผล่แต่ท่อนหัวเต็มไปหมด กวางได้พยายามต่อสู้ พยายามสบัดหัวไม่ให้เหลือบเกาะติด แต่ในที่สุดก็หมดแรงจะเคลื่อนสบัดคอได้อีกต่อไป ได้แต่ภาวนาให้สายนํ้าถอยจะได้หลุดออกไป

    จนรุ่งเช้า เจ้ากระต่ายน้อยผ่านมาเห็นชตากรรมของกวางด้วยความรันทดสงสารก็ร้องบอกว่า

    "เราจะช่วยไล่ฝูงเหลือบให้ท่านจะเอาไหม?" กวางร้องสวนไปทันทีว่า

    "อย่า.....อย่าเป็นอันขาด เราขอบใจท่านเป็นอย่างมากที่เมตตา แต่หากท่านไล่เหลือบฝูงนี้ออกไปจะทําให้เราตายแน่ๆ"

    กระต่ายฉงนงงแล้วถามว่า "ทําไมละ?" กวางตอบอธิบายว่า

    "เหลือบฝูงใหม่ซึ่งท้องว่างกําลังหิวจัดจะเข้ามาแทนที่

    และจะฆ่าเราอย่างแน่นอนเพราะเลือดเราเหลือน้อยเต็มที

    ฝูงที่กำลังดูดเลือดเราขณะนี้มันอิ่มแล้วเพียงแต่ตอมตอดเลือดได้ทีละน้อยเรา พอทนได้ รอนํ้าลดลงเราก็จะหลุดจากซอกหินนี้ แล้วเราก็จะได้สบัดให้พวกเหลือบหลุดหมด เราก็จะปลอดภัย"

    กระต่ายพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วเดินส่ายหน้าผละออกไป

    เหตุการณ์วิกฤตบ้านเราระยะปลายรัชกาลปัจจุบัน ก็คือการต่อสู้ไม่ให้เหลือบฝูงใหม่ได้เข้ามาทดแทนนั่นเอง มิฉนั้นกวางตัวนี้ตายแน่ๆ

    ทำให้นึกถึงสถานภาพทางการเมืองของจีนหลังจากประธานเหมาเสียชีวิต ก็เกิดช่องว่างทางอำนาจ การต่อสู้ระหว่างแก้งสี่คนนำโดยเจียงชิงภรรยาหม้ายของเมาเซตุงฝ่ายหนึ่ง และฝ่ายนายกจูเอนไลกับเติ้งเสี่ยวผิงอีกฝ่ายหนึ่ง ด้วยวิทยายุทธที่เผ็ดร้อนถึงพริกถึงขิง ประชาชนจีนภาวนาแต่เช้าจนเข้านอนให้กวางของเขาปลอดภัย สวรรค์ตอบรับ ผลทำให้จีนรุ่งเรืองมาเป็นมหาอำนาจโลกในปัจจุบัน

    แต่ปัญหาบ้านเมืองเรานั้นมันมากกว่านี้อีกหลายชั้น คือกวางตัวนี้และตัวอื่นๆไม่ได้ทราบว่าที่ดินที่ตัวยืนอยู่นั้นเป็นของผู้มี อำนาจและแท้จริงเป็นเจ้าของคอกและได้ล้อมรั้วเอาไว้หลายชั้นแล้ว กวางที่อาศัยอยู่เป็นส่วนหนึ่งซึ่งเป็นทรัพย์สินของเขา

    กวางจึงเป็นเพียงแค่ภักษาหารเมื่อต้องการก็มาต้อนล่าเอา หรือเหล่าฝูงกวางเป็นของประดับบารมีเอาไว้โอ้อวดยามแขกบ้านแขกเมืองยามมาเยือน

    ตอนหลังกวางรู้ความจริง แล้วกวางจะทำอย่างไร?

    จบนิทานอีสปเรื่องเหลือบทั้งหลายและกวางที่น่าสงสำรฝูงนี้จะไปทางไหน? สาธุ

    นิทานตอนต่อไปคงจะเป็นเรื่อง"แล้วหนูตัวไหนจะเป็นตัวที่จะอาษาเอาลูกพรวนไป แขวนคอแมว?" หรืออาจจะเป็นเรื่อง"คนดีศรีอยุธยารุ่นใหม่คงยังไม่เกิด"กระมังคะ โปรดติดตามตอนต่อไปนะเจ้าคะ

    Bangkok2514 สมาชิกก้าวหน้า สมาชิกประจำ IF

    ในที่สุดไขลูก็ออกมา

    เป็นเรื่องเศร้าโศกสลดใจอย่างมหรรณ์ที่ข้าเจ้าอดทนฟังคําพิพากษาแถลงการณ์คำ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไทยเมื่อวันที่20พย2013จนจบ และทราบว่าบุคคลที่ประชาชนเลือกตั้งเป็นตัวแทนประชาชนในสภาผู้แทนไทย ได้ถูกตบหน้าและสั่งสอนจากหน. ตลก. ว่าพวกสมาชิกสภาผู้แทนเขาไม่มีสิทธิอะไรที่จะแก้ใขหรือปรับปรุงใดๆในเรื่อง รัฐธรรมนูญ(ทั้งๆที่เป็นหน้าที่อันชอบธรรมของฝ่ายนิติบัญญัติ) และบอกว่าประชาชนไม่มีสิทธิเลือกตั้งวุฒิสมาชิกของเขาโดยตรง ต้องมาจากการแต่งตั้ง(จากไหนทุกคนก็รู้)เท่านั้น ข้าเจ้าตกใจ ร้องไห้และตัดสินใจต้องแสดงความคิดเห็นของข้าเจ้าเองบ้างแม้จะไม่ตรงกับ อุปนิสัยตัวเอง แต่ก็จำใจต้องแสดงออก เพราะความเจ็บปวดในคราวนี้มันมากเกินไปที่จะเก็บไว้ได้อีก มันมากเกินจะสู้ทนเงียบอืกต่อไป บุคคลพวกมี้มีแต่ข่มเหงเคนงร้ายต่อประชาชนมาโดยต่อเนื่อง มองไม่เห็นร่องรอยว่าจะมียางอายอะไรทั้งสิ้น มีแต่ความเหี้ยมเกรียม ใช้อำนาจและความรู้ทางกฏหมายคอยทิ่มแทงควบคุมเพื่อนร่วมชาติให้ตกอยู่ใน อาณัติของตนและพรรคพวกมาตลอด ประเพณีวัฒนะธรรม คุณจริยะธรรม ความยุติธรรมเหือดหายและบิดเบือนไปหมดจากความดีงาม ความเป็นเอกลักษณ์อันเป็นเอกของคนไทยที่เคยมีมา

    ขณะนี้คนไทยเดินไปไหนในโลกเวลานี้แทบจะไม่กล้าบอกว่าตัวเองเป็นคนไทย เพราะอับอายเขา ประเทศเพื่อนบ้านเช่นมาเลย์ สิงค์โปร์ ฮองกง ไต้หวัน ฯลฯ เขาตลกกันระหว่างสนทนาต่อกัน เช่น พูดว่า

    "Don't "THAI" to me" เป็นความหมายแสลง (slang) คำว่า "ไทย" หมายถึง"โกหก" หรือหมายถึง Don't lie to me (อย่าโกหกฉันนะ) หรือหมายถึง Don't cheat me (อย่าหลอกลวงฉันนะ) คือคําว่า ไทยนั้น หมายถึง โกหก หรือหลอกลวง นั่นเอง "Thai talk"ซึ่งพวกอังกฤษใช้มาก่อนไม่ต้องนับกัน

    แต่ในกลุ่มอาเซี่ยนข้างบ้านด้วยกันเขาเริ่มเห็นแล้วว่าสังคมของเราเต็มไป ด้วยลับ ลวง พราง โกหก ตอแหล ปลิ้นปล้อนต่อกันตั้งแต่ตัวสูงสุดตามขั้นลงมาจนตัวเล็กๆก็จำต้องทำตามเพื่อ ความอยู่รอด สังคมและค่านิยมเน่าเฟะจนถึงจุดตํ่าสุด ชาวบ้านทั่วไปตกเป็นเหยื่อจากสถาบันหลักๆอันทรงเกียรติทั้งนั้น เช่นเรื่องสิทธิมนุษย์ชนของไทยเป็นเรื่องขำขันต้องหัวเราะกันกลิ้งเมื่อเอ่ย ถึง มาวันนี้สถาบันศาลสูงสุดของไทย(ซึ่งไม่ใช่องค์กรที่ประชาชนเลือกเข้ามาให้ ปฏิบัติหน้าที่)ปล่อยคำตัดสินว่าประชาชนไม่มีสิทธิจะเลือกวุฒิสมาชิกของตัว เอง สังคมที่ข้าเจ้าอาศัยอยู่ปัจจุบัน(หากเขารู้) เขาคงให้ของลับต่อผู้พิพากษาพวกนี้ อย่างน้อยๆกยกนิ้วกลางอย่างแข็งไป๊กชูไปข้างหน้า และก็ร้อง bull shit !! แต่คิดว่าเรื่องวันนี้ใหญ่กว่าจะให้แค่นิ้วกลาง แต่จะกำกำปั้นยกสูงระดับหน้าอย่างเร็วและแรงพร้อมกับเอาอุ้งมือจากมือซ้ายตี รองร้บที่ข้อศอกให้มีเสียงดังเป๊ะ และร้องดังๆว่า "อัพยัวฟักกิ้งแอสส"

    ขออภัยเพื่อนๆในกระทู้ตอนนี้น๊ะเจ้าคะ

    Bangkok2514 สมาชิกก้าวหน้า สมาชิกประจำ IF

    ต่อไปนี้เป็นตอนสุดท้ายที่ผมได้รวบรวมไว้

    Amdang Fiction 3

    เรื่องของไทย-อเมริกา


    ข้าพเจ้าขอทำความเข้าใจกับพี่น้องว่า นโยบายต่างประเทศของเมกานั้น เขาค่อนข้างจะเป็นอนุรักษ์นิยม (conservative) เขาไม่ยอมทอดทิ้งเพื่อนเก่าแก่เช่นปท.ไทยเราง่ายๆหรอกนะเจ้าคะ


    1) ความสัมพันธ์ของไทยเรา และเมกา เรี่มเมื่อตอนเมกามีสงครามกลางเมือง (Civil War) ปี 1861-1865

    พระพุทธเจ้าหลวง ร.5 ได้เขียน จม. ไปถึง ปธน.ลินคอลล์ ว่าจะส่งช้างไปช่วยเมกาฝ่ายเหนือเพื่อต่อสู้กับเมกาฝ่ายใต้ (confederate) เพราะไทยเราใช้ช้างแทนรถถัง สำหรับบดขยี้ทหารเดินเท้า (ทหารราบ) แต่ ปธน.ลินคอลล์ ตอบปฎิเสธ และตอบขอบคุณด้วยความนี่มนวล โดยให้เหตุผลว่า ปท.เมกาหนาวมาก จะเอาช้างมาใช้งานคงไม่ได้

    นี่เป็นการเจริญสัมพันธไมตรีของไทยกับเมกาเป็นครั้งแรก ซึ่งนักประวัติศาสตร์รุ่นต่อๆมาได้พากันอมยิ้มถึงความไร้เดียงสา และความจริงใจของพระองค์ท่าน แต่เป็นที่เข้าใจต่อมาว่า พระพุทธเจ้าหลวง ร.5 ทรงพยายามจะเจริญพระราชไมตรีกับประเทศมหาอำนาจทั่วโลก เพื่อปกป้อง ปท.ไทยให้รอดพ้นจากการเอารัดเอาเปรียบ จากลัทธิล่าอาณานิคม เช่นส่งพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ฯ องค์พระมงกุฎราชกุมาร ไปเรียนโรงเรียนทหารม้า ฮุสส่า (Hussar) ของพระเจ้า Tzar Nicholas ll ของรัสเซีย ส่งกรมหลวง ชุมพรฯ ไปเรียน รร.นายเรือที่อังกฤษ ส่งพระองค์เจ้ามหิดลฯ ไปเรียน รร.นายเรือที่เยอรมัน เป็นต้น

    AmDang, Jul 22, 2013 #37LikeReply


    2) พระยากัลยา ณ ไมตรี (The beautiful in friendship)

    คือ Dr. Francis Bowes Sayre หรือคนไทยเรียกท่านว่า ดร.บีแซร์ เข้ามาเป้นเอกอัคราชทูตอเมริกาประจำ ปท.ไทย ในปี 1925 ปลายสมัยพระพุทธเจ้าหลวง ร.5 ท่านแต่งงานกับลูกสาว เจสซี่ วิลสัน ของ ปธน. วู๊ดโร วิลสัน ของเมกา ท่านเป็นนักกฎหมาย จบจาก ม.ฮาวาดร์ และเป็นอาจารย์สอนที่นั่นด้วย

    ต่อมาท่านได้รับเครื่องราชอิสรายศชั้น The Grand Cross of the Crown of Siam ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูต ที่ปรึกษาพิเศษ และเป็นตัวแทนของประเทศสยาม (Siam Representative on the Permanent Court of Arbitration of The Hague) มีอำนาจในการต่อรองและแก้ไข เกี่ยวกับสนธิสัญญาที่ฝ่ายสยามเสียเปรียบต่อประเทศยุโรป เพราะ ปท.ไทยได้เข้าร่วมกับพันธมิตรปลายสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1917 ทำให้สถาณทางการเมืองของไทยดีขึ้น และความใกล้ชิดของราชวงค์สยามกับครอบครัวของ President Woodrow Wilson มิตรภาพนอกจากจะเป็นทางการแล้วก็ กลายเป็นมิตรสนิททั้งครอบครัวด้วย

Offline

#44 July 26, 2015 12:53 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,882
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

3) สงครามโลกครั้งที่ 2 และความผกผัน

เมื่อ สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ปะทุขึ้นแรกๆ ปท.ไทย นำโดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ร่วมมือกับฝ่ายอักษะ (ญี่ปุ่น เยอร์มัน อิตาลี่) จนมีคำกล่าวว่า ไทยกับญี่ปุ่น เป็นมหาเอเซีย-บูรพา จอมพล ป. ใช้โฆษก "นายมั่น-นายคง" ของกรมประชาสัมพันธ์ อำนวยการโดยนายสังข์ พัฒธโณทัย ผู้ช่วยอันใกล้ชิดของ จอมพล ป. ได้ใช้วาจาและโวหารหยาบคาย ด่าทอรัฐบาลอังกฤษและพระราชวงค์ ถึงขนาดเรียกพระราชินีอลิซาเบ็ท ว่าเป็นกะหรี่หรือหญิงแพศยาฯ

เมื่อสงครามจบลงในปี 2488 ฝ่ายพันธมิตร (อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน แคนนาดา ออสเตรเลีย ฯลฯ ) เป็นฝ่ายชนะ แต่ตอนปลายสงคราม จอมพล ป. ถูกออกจากตำแหน่ง และนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายก รมต. แทน

ใน ระหว่างนี้ ไทยได้จัดกองกำลังใต้ดิน ชื่อว่า "หน่วยเสรีไทย" นำโดยนายปรีดี พนมยงค์ (รู้ท) และหลวง อดุลย์ เดชจรัส ภายในประเทศไทย และภาคส่วนในเมกา นำโดย มรว.เสนีย์ ปราโมทย์

และ ที่อังกฤษ นำโดย ท่านชิ้น (พระองค์เจ้า ศุภสวัสดิวัฒน์) ฯลฯ หน่วยเสรีไทย ได้ให้ความร่วมมือกับฝ่ายพันธมิตรมากมาย ทั้งทางด้านการทหาร และการข่าวลับ เพื่อกำจัดกองกำลังของญี่ปุ่นให้ออกไปจากไทย แต่เนื่องจาก รบ.อังกกฤษยังโกรธเคืองต่อ จอมพล ป. อังกฤษจะปรับให้ไทยเป็นประเทศที่แพ้สงครามด้วย และบังคับให้ไทยใช้หนี้ ด้วยข้าว 2.5 ล้านตัน และเงินสดอีกหลายร้อยล้านปอนด์ มาถึงตรงนี้เองที่เมกาได้ยื่นมือเข้ามาช่วยไทยให้พ้นจากความหายนะ และเมกาต้องการเป็นมิตรกับไทยอย่างมากเป็นพิเศษ เพราะคนไทยมีอุปนิสัยใจดี ยิ้มแย้มแจ่มใส สุภาพอ่อนโยน และมีน้ำใจต่อคนต่างชาติ "ใครมาถึงเรือนชานก็ต้อนรับ"

และหลังสงครามสงบ เมกากลายเป็นเจ้าโลกไปเสียแล้ว ส่วนอังกฤษเสียหายทางเศรษฐกิจ และทางทหารอย่างยับเยิน เป็นหนี้เมกามากล้นจนไม่สามารถจะใช้หนี้ได้ หากเมกาไม่ให้ความช่วยเหลือ โดยกระโจนเข้า

ร่วมสงครามแล้ว อังกฤษคงสูญพันธุ์แน่นอน

ผลสุดท้ายเมกาช่วยให้ไทยจ่ายค่าปรับข้าวเพียง 2 แสนตันเท่านั้น เมการู้ดีว่าลัทธิล่าอาณานิคมได้สิ้นสุดอย่างสมบูรณ์หลังสงครามนี้ และแชมป์เปี้ยนโลกใหม่คือ อเมริกา นั่นเอง อเมริกาฉลาดมาก ที่ได้คาดการณ์ไกลทางยุทธศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง องค์การสหประชาชาติ ก็มีอเมริกาเป็นเจ้ามือใหญ่ หยอดทั้งเงิน และอิทธิพลทางการเมือง ช่วยเหลือประเทศเล็กๆ ยากจน หรือประเทศที่เกิดใหม่ รวมทั้งประเทศที่พยายามถีบตัวหนีจากอาณานิคมเช่นอังกฤษ ก็มี พม่า มาเลเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ ส่วนฝรั่งเศส ก็มี ลาว เขมร เวียตนาม ฯลฯ ส่วนอินโดนีเซีย ซูกาโน ก็ประกาศอิสระภาพไม่ขึ้นกับฮอลแลนด์ (ดั้ช) หลังจากถูกปกครองมา 415 ปี

อเมริกา สนับสนุนทุกประเทศให้เป็นอิสระ เป็นไทแก่ตัวเอง เหมือนครั้งที่ตนเองปลดแอกจากอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน ชาวโลกที่มีจิตเป็นธรรมคงยังนิยมชมชอบอเมริกามาตราบเท่าปัจจุบันนี้ อเมริกาทรงความเป็นมหาอำนาจ ไม่ใช่เพราะความยี่งใหญ่ทางด้านทหารและอาวุธ แต่เมกามีอาวุธที่ยี่งใหญ่อีก 2 อย่างคือ หนึ่ง-เมกามีการปกครองแบบประชาธิปไตย และ สอง- มีสิทธิมนุษยชน ให้ปวงชนอย่างสมบูรณ์ และอีกประการหนึ่งอเมริกายังมีอาวุธลับสุดยอดอีกคือ "สมองล่อง" (Brain-drain) ซึ่งปัญญาชนจากทุกชาติทั่วโลก อยากมาพักพิงอาศัยและมีครอบครัวที่นี่ เพราะรัฐธรรมนูญของเมกา เริ่มคำแรกคือประชาชน......We the people of The United State...ประชาชนเป็นใหญ่....เท่าเทียมกัน...ในแผ่นดิน...แผ่นดินนี้ช่างน่า อยู่ จริง จริง นะเจ้าคะ

อเมริกา ได้รับความเจ็บปวดมากเมื่อครั้งที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ และตอนเกิดสงครามการเมือง ระหว่างฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ นานถึง 4 ปี คนและทหารตายประมาณครึ่งล้านคน มีการสู้รบกันอย่างนองเลือด 16 ครั้ง ครั้งที่สำคัญครั้งหนึ่ง คิอการรบที่ Anti-tum ที่รัฐ Virginia ในไร่ข้าวโพด จากเช้ามืดถึงตะวันตกดิน ทหารทั้งสองฝ่ายเสียชีวิต 23,500 คน เพียงแค่ 10 โมงเช้าตายไปเกือบ 2 หมื่นคน เป็นการรบที่ดุเดือดที่สุดของเมกา การตายส่วนใหญ่คือ hand- to- hand combat ทหารบางคนให้เพื่อนเขียนวันที่ เดือน ปี และชื่อตนไว้เพื่อญาติจะได้รู้ว่าได้ตายที่นั่น

เมการู้คุณค่าของ เสรีภาพ และ อิสรภาพ มากกว่าใครในโลก พวกเขารู้ดีว่าต้องได้มาด้วยการเสียสละ แม้แต่ชีวิต มีคำพังเพยของทหารเมกันว่า "Freedom doesn't come easy, it has its own prize." เหมือน Patrick Henry เป็นสมาชิกสภา อายุเพียง 29 ปี ได้ลุกขึ้นตะโกนในสภา Burgess ว่า " Give me liberty or give me death"

บรรพบุรุษของเมกาจำนาณมากมาย ไม่ใช่เป็นบุคคลธรรมดา แต่มีสถาณทางการเงินเป็นผู้มีอันจะกิน ที่ร่วมลงนามประกาศอิสระภาพเมื่อ 4th July 1776 Declaration of Independence ที่ Philadelphia เช่น

George Washington ก็มีที่ดินในเมืองถึง 3 พันเอเคอร์ และภรรยามีฐานะร่ำรวยมาก

John Adams สอนที่ Harvard และเป็นนักกฏหมาย ชั้นหนึ่งทีเดียว

Benjamin Franklin เป็น นักการทูต นักประดิษฐ์เรื่องไฟฟ้า เป็นผู้คงแก่เรียน ฯลฯ

Thomas Jefferson เป็นผู้คงแก่เรียน เป็นนักการทูต นักดนตรี และเป็นคนร่าง รธน.ของเมกา

Alexander Hamilton เป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักการคลัง เป็น รมต.คลัง คนแรกของสหรัฐอเมริกา ฯลฯ

วีระบุรุษเหล่านี้ มีความกล้าหาญ และเสียสละเป็นอย่างมาก ในการลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปฏิวัติต่อ รบ.อังกฤษ และ King Gorge lll อันเกรียงไกรในโลกขณะนั้น ท่านเหล่านี้อยู่ในสายตาของข้าหลวงอังกฤษ และมีทหารรายรอบมากมาย แต่หาเกรงกลัวอย่างใดไม่

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ จุดประสงค์ก็เพื่อจะให้พี่น้องเห็นประจักษ์ว่า อเมริกา ได้ "เสรีภาพและอิสระภาพ" จากอังกฤษมาได้อย่างไร เท่านั้นเจ้าค่ะ

Offline

#45 July 26, 2015 12:54 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,882
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

4) สงครามเย็น (Cold War) หลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 (2488) ยาวนานถึง 40 ปี

ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เมกา ขยายเติบโตอย่างรวดเร็ว และแนบแน่นมากยี่งขึ้น หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติลงใหม่ๆ เพราะเกิดการแบ่งแยกเป็น 2 ค่ายใหญ่ๆ คือ

1) ฝ่ายคอมมิวนิตส์ ประกอบด้วย รัสเซีย จีนคอมมิวนิตส์ ฯลฯ

2) ฝ่ายโลกเสรี อเมริกาเป็นผู้นำ ร่วมด้วยหลายประเทศในยุโรปตะวันตก โดยใช้ องค์การเนโต้(NATO = North Atlantic Treaty Organization) เป็นเครื่องมือ ส่วนทางด้านเอเซีย อเมริกาได้จัดตั้ง องค์การซีโต้ (SEATO=South East Asia Treaty Organization) มี ไทย ฟิลิปิน ปากีสถาน นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส อังกฤษ และอเมริกา และ สนธิสัญญา ANZUS PACT มี อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

ปธน. Eisenhower เขื่อมั่นในทฤษฏีโดมิโน (Domino Theory) ว่า ถ้าประเทศเล็กๆประเทศหนึ่งประเทศใด

ล้มลง หรือถูกยึดครอง ประเทศอื่นก็จะล้มตามด้วย เพราะรัสเซียได้เข้ายึดครองประเทศเล็กๆในยุโรป

ตะวันออก เช่น Poland, Rumania, Hungary, Bulgaria , Czechoslovakia และมีทีท่าว่าจะเข้ายึดประเทศเล็กๆละแวกนั้นอีกมากมาย ทำให้ฝ่ายโลกเสรีเป็นห่วง วิตกกังวลต่อสถานการณ์เช่นนี้เป็นอย่างยี่ง

อเมริกา จึงจัดส่งตัวแทนที่มาจากองค์การซีไอเอ (CIA= Central Intelligence Agency) ซึ่งเพิ่งตั้งเสร็จใหม่ๆ แทน O.S.S = Office of Strategic Service ซึ่งพึ่งปลดระวาง(non commission)จากสงครามโลกครั้งที่ 2 เจ้าหน้าที่เหล่านี้ เข้ามาให้ความช่วยเหลือต่อ รบ.ไทย ทำการฝึกเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ด้านการข่าวลับ ฝึกใช้อุปกรณ์คมนาคมสมัยใหม่ ฝึกติดอาวุธและยุทธวิธีการส่งกำลังทางอากาศ (Rapid Deployment) หน่วยจู่โจม พลร่ม และการรบแบบกองโจร

หน่วย พารู(PARU= Paramilitary Arial Reinforcement Unit) ของพล ต.อ เผ่า ศรียานนท์ จึงเกิดขึ้น และตั้งกองบัชาการที่หัวหิน หน่วยนี้เป็นตำรวจ เรียกว่า กองพลเสือดำ ใช้หมวกเบเล่ห์สีดำเป็นเอกลักษณ์ เป็น "บิดา" ของตำรวจชายแดนปัจจุบันนี้ นำโดย ผบ.ประเนตร ฤทธิ์ลือชัย ซึ่งเป็นอัศวินท่านหนึ่งของ เผ่า ศรียานนท์ (ต่อมาท่านผู้นี้เป็นผู้ที่ใกล้ชิดพระยุคลบาทสมเด็จย่า)

ต่อมาเมื่อ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัตย์ ปฏิวัติ และได้ขับไล่นายเผ่า และ จอมพล ป. ออกนอกประเทศ กองพลเสือดำถูกอับเปหิให้ไปทำงานนอกประเทศในลาว ภายใต้การนำของหัวหน้า CIA ชื่อ Bill Lair และคณะอันมี Pat Landry, Jack Shirley, Tony Poe จัดตั้งกองบัญชาการที่ใหญ่ที่สุดในลาว ที่หุบเขาเมืองล่องแจ้ง (Long Chang)) ซึ่งมีนายพล วังปาว (นายพลแม้ว) ที่ตั้งกองบัญชาการของลาวอยู่ที่นั่นด้วย

ผบ.ประเนตร ได้รับเกียรติตั้งชื่อใหม่ว่า "ลีวัง" ส่วน คุณบิล แลร์ มีชื่อว่า "ขาบ" ปัจจุบันนี้ยังมีชีวิตอยู่ที่รัฐเท๊กซัส บุคคลอื่นๆซึ่งล้วนได้แต่งงานมีภรรยาเป็นหญิงไทยทั้งหมด ยกเว้น โทนี่ โป แต่งกับหลานสาวพระยา ตูบี ลีฟอง หัวหน้าคนม้ง ในสมัยฝรั่งเศศปกครอง Jack Shirley คนเดียวที่ฝากชีวิตไว้ในแผ่นดินไทย ที่บางแสน จ. ชลบุรี เมื่อ 11 ปีที่แล้ว

ภาระกิจของกองพลเสือดำมีประโยชน์สำคัญในการปกป้องประเทศไทย จากฝ่ายคอมมิวนิตส์ เวียตนาม และลาว เป็นที่ประจักษ์ทราบกันโดยทั่วไปในปัจจุบัน

ท่านจะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เมกา มีความแนบแน่นลึกซึ้งมากมายขนาดไหน และโดยเฉพาะ ในหลวง ร.9 ทรงประสูติที่ Boston Massachusetts ซึ่งพระองค์ท่านได้เป็นอเมริกันซิติเซ็นต์ โดยอัตโนมัติ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมการุ่นแรกนี้ ก็ล้วนแ่ต่แต่งงานกับหญิงไทยเกือบทั้งนั้น

ขออภัยนะเจ้าคะ ข้ามตอนไปหน่อย ข้าเจ้าลืมเล่าเรื่องสงครามเกาหลี (1950-1953) ที่ทหารไทยได้อาสาร่วมรบกับเมกา ในนามของทหารสหประชาชาติ ( UN=United Nations) กองกำลังรบผสมของไทยไปจาก กรมทหารราบ 21 นำโดย พท.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ (สมจิตร ชมะนันท์)

สงครามผลัดกันรับ ผลัดกันสู้ ลากกันไปลากกันมา จึงเกิดการท้าทาย ให้ผลัดกันเข้าตีที่ "เนินเขาหมูสับ 200, 225, 226" (Pork Chop Hill) ฝ่าย UN ก็ผลัดเปลี่ยนกำลังยึดเนินนี้ และถูกตีแตกกระเจิงโดยกลุ่มทหารจีนและเกาหลีเหนิอ แต่กระเจิงเพียงระยะอันสั้นๆ วัน หรือ สองวันเท่านั้น แต่กองกำลังทหารไทยใช้เวลายึดได้นานที่สุด( 31 ตุลา 1952 ถึง 11 พย. 1952) กองทหารจีน และ เกาหลีเหนือ เข้าโจมตีกองทหารไทย 5 ครั้ง แต่พ่ายแพ้ทหารไทยทั้ง 5 ครั้ง จนเป็นที่เลื่องลือถึงความสามารถของทหารไทย ว่ามีสมรรถภาพสูงระดับโลก เป็นเกียรติ์ที่ดีเด่น เป็นที่เล่าขานกระฉ่อนไปทั่วโลก เมื่อทหารไทยตัวเล็กๆเข้าแถวรับเหรียญกล้าหาญ Legion of Merit 1 เหรียญ Silver Stars 12 เหรียญ Bronze Stars 26 เหรียญ จาก พล ท.Lt. Gen.Mathew Ridgeway แม่ทัพของเมกา ติดเหรียญธงชัยเฉลิมพล และได้ให้สมัญญานามว่า "กองพลเสือน้อย" (Little Tigers) ผู้หญิงเกาหลีใต้ หลงรักเหล่ากองพลเสือน้อย จึงแต่เพลงรักชื่อ "อารีดัง" กระหึมไปทั่วไทยหลายทศวรรต


ท่านเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้รับพรจากสวรรค์ เป็น ผบ.สูงสุด และ นายกรัฐมนตรีของไทยต่อมา ท่านเป็นเจ้าของสมัญญานามอย่างอื่นว่า "แกงเขียวหวานใส่บรั่นดี" และชอบร้องเพลง "จะอยู่กับพี่ทั้งคืนได้ไหม...? " (กับปลาวาฬ) จนเกือบเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองอย่างใหญ่โต แต่ก็ระงับลงได้โดยการขอโทษขอโพย......ตอนนี้ยังเล่าให้ฟังไม่ได้นะเจ้าคะ


นี่เป็นความสัมพันธ์ ระหว่างไทย-เมกา อีกคาบหนึ่ง ซึ่งไทยได้ให้การช่วยเหลือทางทหารต่อเมกา ยามเมื่อเมกาต้องการอย่างที่สุด

มิตรแท้นั้นจะเห็นเมื่อยามยาก

"Friend in need is friend indeed"

สงครามเย็น ให้ประโยชน์มหาศาลต่อ ปท.ไทย กล่าวคือ การบูรณะและพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมแบบก้าวกระโดด ทำให้ไทยก้าวหน้า ทัยสมัย ทันโลกอย่างทันตาเห็น...อาภัสรา หงสกุลได้ตำแหน่ง

นางงามจ้กรวาลคนแรกของไทย ไม่เพียงแต่ความงดงามของเธอเท่านั้น แต่บวกด้วยแรงสนับสนุนและการโฆษณาจากเมกา ว่าผู้หญิงไทย น่ารัก น่าดู น่าเห็น น่องทองงาช้าง ดังไปทั่วโลก ปีต่อมา ตามมาด้วย คุณจีรนันท์ เศวตนันท์ ได้ตำแหน่งรองนางงามจักรวาลอีกด้วย ฯลฯ ล้วนเกี่ยวกับความน่ารัก น่าเอ็นดู ของหญิงไทยทั้งนั้น

ยุคนี้เป็นยุคของจอมพล ผ้าขาวม้าแดง ผู้มีสโลแกนว่า "น้ำไหล-ไฟสว่าง-ทางดี-มีงานทำ" มีถนนหนทางตัดเข้าไปสู่หมู่บ้านทุระกันดาล มีน้ำประปา หรือ บ่อน้ำ และไฟฟ้าใช้ ซึ่งเมกาให้เงินช่วยไทยมาก ในเกือบทุกโปรแกรม ที่จอมพลสฤษดิ์ดำหริทำ แม้แต่ทางในพระราชวัง ทั้งในหลวง-พระราชินี-พระะราชวงค์ ได้ทรงขยันขันแข็ง ออกเยี่ยมพระสกนิกรเป็นประจำ ทำให้ประชาชนทั้งประเทศตื่นตัว คึกคักถ้วนหน้า

หน่วย รพช (หน่วยเร่งรัดพัฒนาชนบท) ก็จัดตั้งขึ้นมาในช่วงนี้ เพราะศัตรูของคอมมิวนิตส์ คือการเร่งรัดพัฒนาประชาชนให้ลืมตาอ้าปากได้นั่นเอง

ขณะเดียวกัน ก็ได้ตั้งหน่วยงาน กปค (กองปราบปรามคอมมิวนิตส์) ตอนหลังชื่อนี้กลายเป็น กอปค.

ชาวบ้านอิสานถูกฆ่าตายหลายคน รวมทั้ง จิตร ภูมิศักดิ์ และ ครูครอง จันดาวงค์ ฯลฯ

การช่วยจากเมกา ทางโครงการต่างๆ ทางทหาร ทุนการศึกษา และด้านอื่นๆ ได้ดำเนินต่อเนื่องมาถึงสมัย ถนอม-ประภาสด้วย รบ.ไทยได้ให้ความร่วมมือกับเมกา 100% ทุกๆด้าน ทหารเมกันมาอยู่ไทยในฐานทัพ 18 แห่ง กิน-นอน-เที่ยว กับความน่ารักของหญิงไทยเป็นอย่างมาก และได้รับสิทธิสภาพนอก อาณาเขต (Diplomatic Sovereignty Immunity) แบบไม่ต้องประกาศเป็นทางการ เช่น หากทหารเมกันขับรถชนคนไทยตาย ก็ไม่ต้องขึ้นศาลไทย และติดคุกไทย เป็นต้น

อเมริกา แต่งงานกับไทยจริงๆ ทหารจีไอ(G.I = Government Issue = ทหารเมกัน) จำนวณมากแต่งงานกับหญิงไทย และนำภรรยากลับมาตั้งครอบครัวในเมกา และประสพความสำเร็จในครอบครัวและชีวิตเป็นจำนวนมาก ที่ล้มเหลวมีน้อย และมีเมกันจำนวนน้อยที่คิดจะอยู่ถาวรในไทย

นึกถึง Miss Universe ปุ๊ก-อาภัสรา น่องทอง

ทำให้คิดถึงนายกปู-ยี่งลักษณ์ ไปโชว์น่องทอง ระดับอินเตอร์ ขณะนี้ด้วย...อิ อิ อิ

Offline

#46 July 26, 2015 12:55 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,882
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

5) สงครามเวียตนาม

เมกาเรี่มเข้าไปเกี่ยวพันธ์กับเวียตนาม ปี1955 แต่ใช้กำลังทหารอย่างจริงจังตั้งแต่ 1965-1975 ใช้เงินทั้งหมด $111 Billions ทหารเมกันตาย 58,220 คน บาดเจ็บ 333,644 คน มีผลบังคับให้เวียตนามเหนือ และเวียตนามใต้ รวมตัวเป็นประเทศเดียวกัน และปกครองแบบระบอบคอมมิวนิตส์

เมกาต้องถอนตัวออกจากอินโดจีน(ลาว เขรม เวียตนาม) และตอนหลัง สภาคองเกรสเมกัน บังคับให้ตัดเงินสนับสนุนทางทหารออกมากขึ้น รวมทั้งต้องถอนทหารจากไทยทั้งหมด ค่ายทหารสุดท้ายที่ต้องถอนคือ ค่าย "รามสูร" หรือค่าย 7th RRFS (Radio Research Field Station) (สามีข้าเจ้าได้เคยประจำการอยู่ที่นี่ในปี 1969-1971) ซึ่งเป็นค่ายวิทยุใช้ดักฟัง ความเคลื่อนไหวของจีน และ เวียตนามที่บ้านโนนสูง จ.อุดรธานี ซึ่ง รบ.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ จงใจต้องการให้เมกาออกไปจากแผ่นดินไทยให้หมด

เป็น ที่ถกเถียงกันจนกระทั่งทุกวันนี้ ว่าสาเหตุเบื้องหลังเป็นมาอบ่างไร จะเป็นเพราะท่านคึกฤทธิ์เกลียดเมกันโดยส่วนตัว หรือเพราะเป็นการเล่นละคร ให้ในวังก็เหลือเดา ในกรณีย์ส่วนตัว คือตอนท่านไปเล่นหนังที่ Hollywood เรื่อง Ugly American คู่กับ Marlon Brando ได้เกิดทะเลาะกับ Kirk Douglas ดาราใหญ่ ในห้องอาหาร Paramount Motion Pictures บนถนน Melrose Los Angeles ถึงขนาดตระโกนใส่กันอย่างหยาบคาย ---กรณีย์ที่สองคือลูกของท่านคนหนึ่ง ได้หย่าร้างจากคู่สมรสอเมริกัน ซึ่งสี่งเหล่านี้เป็นเรี่องส่วนตัวของท่านทั้งสิ้น สมควรแล้วหรือที่ท่านทำลายความสัมพันธ์อันดีงาม และมีมายาวนานกับมหามิตรอเมริกา เมื่อท่านอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีขณะนั้น

เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง คือในตอนที่ท่านเป็นนายก รมต.มีนักศึกษากลุ่มหนึ่ง เดินขบวนไปด่าทอ รบ.เมกันที่สถานทูต ถนนวิทยุ กทม. ต่อหน้า พล ต.อ.พจน์ เภกะนันท์ เป็น ผบ.ตำรวจแห่งชาติ ก็ไม่ได้จับกุมปราบปราม นศ. กลุ่มนี้ ได้เผาธงชาติเมกัน เอาโล่ห์ตรา ปท.เมกา ที่ประตูสถานทูต ปลดลงมา ช่วยกันกระทืบ.และเยี่ยวลด ทั้งตระโกนด่าทอ หยาบคาย ทำให้เจ้าหน้าที่ในสถานทูต ตกใจ อกสั่นขวัญแขวน ซึ่งไม่มีใครทำเช่นนี้กับสถานทูตเมกาในไทยมาก่อน

ในขณะนั้นเมกาเป็นผู้แพ้สงครามอินโดจีน และกำลังจะถอนกำลังออกหมด เปรียบเหมือนคนที่กำลังจะล้ม แล้วถูกมหามิตรไทยกระทืบซ้ำ

ท่าน คึกฤทธิ์ มีชื่อเสียงเรื่องเหยียบคนที่ล้ม ท่านไม่กลัวเรื่อง "ไม้ล้มข้ามได้...แต่คนล้มอย่าข้าม" เพราะท่านเคยทำกับ พล ต. ประมาณ อดิเรกสาร หัวหน้าพรรคชาติไทย บนหน้า นสพ.สยามรัฐของท่านมาแล้ว (นสพ.สยามรัฐ ได้ถูกซื้อโดย นายชัช เตาปูน เจ้าของบ่อนการพนันใหญ่ ที่เตาปูน บางซื่อ หลังจากท่านเสียชีวิตไปไม่นาน)

เพื่อความเป็นธรรม เนื่องจากท่านเสียชีวิตไปแล้ว ก็อยากเล่าให้เพื่อนๆฟังว่า คึกฤทธิ์ กับคณะเจ้าในวัง ได้ไปพบประธาน เมา เซตุง ของจีนมาหยกๆ คนจีนเรียกท่านว่า "ค่อหลี ปาโม่" อย่างยกย่อง

คึกฤทธิ์กลับมาเขียน นสพ.สยามรัฐของท่านอย่างใหญ่โต เช่นเขียนว่า เมา เซตุง เป็นคนยี่งใหญ่ ตัวก็ใหญ่ คำพูดก็ใหญ่ ฯลฯ เมาอบรมว่า "อย่าเกลียด อย่าโกรธ อย่ากลัว อย่าด่า คอมมิวนิตส์ แล้วจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยต่อไป"

คึกฤทธิ์เอาลิ้นจี่จากจีนมาปลูกในไทย เพียงไม่กี่ปี ลิ้นจี่ไทยก็มีชื่อเสียง กลับส่งไปขายเป็นที่นิยมของคนฮ่องกง มากกว่าลิ้นจี่ที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 นศ. หนีเข้าป่า ไปร่วมกับคอมมิวนิตส์ไทย ทำให้เกิดการต่อสู้รุนแรงขึ้นมาอีก มีการเจรจาทางลับกับจีนให้เลิกสนับสนุนพรรคคอมฯไทย ประกอบกับ รบ.พระราชทานโดย พล อ.เปรม เป็น นายก รมต.ได้ใช้พระราชบัญญัติ 66/23 อภัยโทษให้ นศ. ที่หนีเข้าป่า และคอมฯทุกคน ให้ออกมามอบตัวโดยไม่มีความผิด และจะมอบที่ดินให้ทำกินอีกด้วย พรรคคอมฯไทยไม่มีทางเลือก จึงออกมาสวามิภ้กดิ์

เพื่อนๆคงเห็นแล้วว่า สาเหตุอันใด ไทยจึงจำเป็นต้องห่างเหินจากเมกา โปรดใช้วิจารญานเอาเอง ข้าเจ้าไม่ขอออกความคิดเห็น

สมเด็จพระบิดา เรียนจบจากนักเรียนนายเรือเยอร์มันมาแล้ว ก็ไปรับราชการกับพี่ชาย กรมหลวงชุมพรฯ ระยะสั้นๆซึ่งขณะนั้นเป็นแม่ทับเรือ แต่มิทรงโปรดที่กรมหลวงชุมพรฯเลื่อมใสและปฏิบัติในโหราศาตร์ ไสยศาสตร์ และ ผีสางเทวดา มากเกินไป จึงทูลขอพระพุทธเจ้าหลวง ร. 5 ไปศึกษาต่อ การแพทย์ที่ ม.ฮาร์วาด ส่วนท่านจะเรียนสำเร็จได้ Certificate หรือ Diploma แค่ไหนอย่างใดไม่ประจักษ์ แต่ทราบพอสังเขปว่า ม.ฮาร์วาดได้พระราชทานบางอย่างให้พระองต์

หนังสือบางเล่มบอกว่า ท่านไปเรียนสาธารณสุขศาสตร์ ส่วนจะจบแพทย์ศาสตร์หรือไม่ ข้าเจ้าไม่ทราบ ถ้าหาก คณุ flowervioce มีโอกาสค้นคว้าเพี่มเติม กรุณาบอกด้วยนะเจ้าคะ

ขอบคุณเจ้าค่ะ ที่ถามมา

ไทยส่งทหารไปช่วยเมการบในเวียตนาม 1965-1971

รุ่น แรกชื่อ "จงอางศึก" นำโดย พท.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็น ผบ.หน่วย และมีฝ่ายกองทับเรือจำนานหนึ่งเข้าร่วมด้วยทหารไทยไปรุ่นแรกได้รับเหรียญ กล้าหาญกลับมาพอสมควร

ทหาร ไทยรุ่นหลังๆต่อมา เช่นหน่วย "ควีนโคบรา" เป็นหน่วยที่ถูกล่าวขานเลื่องลือว่าเป็น "หน่วยเซ็งหลี้" ทหารไทยไม่ได้ขยันในการศึก แต่ขยันไปกวาดซื้อสินค้าในร้านอำนวยความสดวกของทหารจีไอคือ บีเอ๊กส์ และพีเอ๊กส์ (BX. = Base Exchange, PX.= Post Exchange) ไปยืนเข้าคิว เข้าแถวยาวเหยียดทุกครั้งที่ บีเอ๊กส์ หรือ พีเอ๊กส์เปิดร้าน สินค้าทุกชนิดที่นำมาจำหน่าย ซื้อได้ต่ำกว่าครึ่งของราคาท้องตลาด และไม่มีการเสียภาษีอีกด้วย เช่น ทีวี ตู้เย็น กล้องถ่ายรูป เครื่องสำอาง บุหรี่ เหล้า อาหารสำเร็จรูป ฯลฯ

การกระทำที่ไร้ศักดิ์ศรีของทหารไทยเหล่านั้น เป็นบ่อเกิดแห่งความสังเวช และเอือมระอาจากทหารเมกันและทหารชาติอื่นๆเป็นอย่างยี่ง

ชื่อเสียงที่เคยโด่งดัง อย่างเช่นที่ "กองพลเสือน้อย= Little Tigers" สร้างไว้ที่สงครามเกาหลี ได้ลบเลือนไปสื้น ทหารไทยรุ่นหลังๆจะไม่มีความดีงามปรากฏนัก สงครามในลาวตอนปลายสงครามเวียตนาม แพ้อย่างยับเยิน ทหารบางหน่วยในลาว วิ่งหนีข้าศึกอย่างน่าละอาย

ครั้งล่าสุดวีระกรรมของทหารไทยรบกับทหารลาว ที่ 3 หมู่บ้าน บริเวณ บ้านร่มเกล้า อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ซึ่งฝ่ายลาวอ้างว่าเป็นหมู่บ้านของลาว เขต จ.สายะบุรี พล อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็น ผบ. ทบ. กระทรวงการต่างประเทศไม่เห็นด้วย แต่ไม่กล้าคัดค้าน ทหารไทยเข้าไปปักธงชาติไทยเหนือหมู่บ้านทั้ง 3 ลาวได้ประท้วง เมื่อทหารไทยไม่ยอมถอนออก กองทหารลาวลอบเข้าโจมตีกลางดึก โดยการสนับสนุนของกองพลที่ 2 ทหารราบ ของเวียตนาม ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมาก และยึดหมู่บ้านทั้ง 3 ได้สำเร็จ ในเดือนธันวาคม 1987 ทหารไทยทุ่มกำลังตีคืนหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ การรบครั้งนี้จบลง วันที่ 19 ก.พ 1988 โดยพล อ.อ.วรนารถ อภิจารี แม่ทับอากาศ ได้เสนอให้ทำการบอมบ์ และเริ่มทิ้งระเบิดทางอากาศที่สนามบินวัดไต เวียงจันทร์ (เป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดของลาว เช่นสนามบินดอนเมืองของเรา) และอาจจะบอมบ์เวียงจันทร์ด้วย ฝ่ายลาวจึงยอมมาเจรจาสงบศึก ทหารไทยเสียชีวิตประมาณ 1,000 คน (เท่าที่ทราบ)

และล่าสุด ทหารไทยออกมายิงประชาชนมือเปล่า ที่ออกมาร้องขอประชาธิปไตย (ขอยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่) ณ ราชประสงค์ที่กำลังเลื่องลือกระฉ่อนอยู่ขณะนี้ จะเห็นว่า มีข่าวสด จากแหล่งทั่วโลก (CNN, BBC, ABC, NHK, etc...) และวีดิโอคลิปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งกระจายให้ชาวโลกได้รู้เห็น เป็นสี่งที่ไม่น่าเชื่อว่าทหารไทยจะกระทำอย่างนั้นได้ เก่งแต่ในการรบกับประชาชน มือเปล่า ในบ้านตนเองเท่านั้นกระมัง

...ขออภัย ยังมีทหารแตงโม ที่ไม่เคยเห็นด้วย กับการใช้ทหารปราบปรามประชาชนเช่นนั้น

และทหารบางจำนวน ได้ถูกส่งไปช่วยกองทัพเมกัน ในภาระกิจในการขนส่งและกู้ภัยในสงครามที่ อิรัก ซูดาน เยเมน อัฟกานิสถาน ฯลฯ ก็มีนะเจ้าคะ ก็ขอปรบมือดังๆให้อย่างเต็มใจเจ้าค่ะ

แต่อย่างไรก็ตาม รบ.อเมริกา ขอบคุณ รบ.ไทย ที่ส่งทหารไปช่วย และให้สถานที่พักพิงหลายแห่ง จนกระทั่งสงครามยุติลงในปี 1975

วีระกรรมหลักของทหารและตำรวจพารูของไทย ในสงครามเวียตนามนั้นจะปรากฏชัดที่ในลาว ซึ่งข้าเจ้าจะพยายามค้นคว้าหามาให้ในตอนต่อไป โปรดติดตามนะเจ้าคะ

"Land of generals....นายพล 1 ท่าน ต่อ ทหาร 100 กว่าคน" (ไม่รวมพวกที่เกษียรแล้ว)

Offline

#47 July 26, 2015 12:55 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,882
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

6) สงครามในลาว

ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ลาว-อเมริกา

สงครามเวียตนามไม่ได้เกิดขึ้นในเวียดนามเท่านั้น แต่ลุกลามไปทั่วอินโดจีน ลาวและเขมร ซึ่งเขตแดนติดกับ ปท.ไทย จึงกระทบโดยตรงกับไทย

ในเขมรนั้น สมเด็จสีหนุ ท่านกลับกลอกนโยบายต่อสงคราม คือ เบนไปทางเวียตนามบ้าง จีนบ้าง เพื่อตัวเองบ้าง จนกลายเป็นการป้องกันตนเองอย่างดี ( Self -Defense Mechanism) แต่เมื่อนายพลลอนนอลทำรัฐประหาร ไล่สีหนุออกไป สงครามในเขมรจึงมาดุเดือด และเหิ้ยมโหดในช่วงท้าย (Killing Field) ซึ่งต่อมาหนังเรื่อง Killing Field ได้รางวัลตุ๊กตาทองหลายตัว โด่งดังไปทั่วโลกนานอยู่หลายปี

ส่วน สงครามกลางเมืองในลาว ซึ่งเป็นสงครามที่แคลสสิค(classic) เกิดขึ้นจากญาติพี่น้องของราชตระกูลลาว ตอนหลังมีเจ้าแดง (เจ้าสุภานุวงศ์) เป็นหัวหน้าฝ่ายหนึ่ง และอีกฝ่ายหนึ่งคือ เจ้าสุวรรณภูมา เจ้าเพ็รชราช เจ้าบุญอุ้ม และเจ้ามหาชีวิต (กษัตริย์ของลาว)

ฝ่ายคอมมิวนิตส์ ประกอบด้วย

---เจ้า แดง สุภานุวงศ์ จบการศึกษาวิศวกรโยธา (Civil Engineering) จากฝรั่งเศส แต่มีภรรยาเป็นชาวเวียตนาม และนิยมชมชอบ โฮจิมิน ผู้นำของเวียตนามเหนือ

---นายไกรสร พรหมวิหาร ที่มีแม่เป็นคนเวียตนาม เป็นเลขาธิการพรรค และเป็นนายก รมต. ภายหลัง

---นายไฝ่ด่าง โลบเลียยาว หัวหน้าเผ่าม้ง

---นายศรีทร คมดัน เป็นหัวหน้าลาวฝ่ายใต้

---นายออง คมดัน หัวหน้าเผ่าลาวเทิง ---ฯลฯ

เนื่อง จากลาวไม่มีทางออกทะเล ต้องพึ่ง ไทย และ เวียตนาม ทางเหนือติดจีนและพม่า ทางใต้ติดเขมร ประชากรมีเพียง 3-4 ล้าน การคมนาคมก็ไม่สะดวก โดยเฉพาะทางเหนือ เขตหลวงพระบาง เขตหัวพัน กับเชียงขวาง ภูมิประเทศเป็นป่า มีถนนบ้าง แต่ส่วนมากเป็น dirt road การศึกษาพออ่านออกเขียนได้บ้างพอประมาณ แต่ที่สำคัญ ลาว แยกเป็นชนกลุ่มน้อย 100 กว่าเผ่า ประเพณี วัฒนธรรม และภาษา ต่างกัน จึงทำให้ปกครองและพัฒนายาก

ใน พื้นที่ละแวกนั้นซึ่งเป็นพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ปัจจุบันคือ จว.ยูนานของจีน ทางตะวันตกเฉียงเหนือติดต่อกับธิเบต ทางใต้ติดกับสามเหลี่ยมทองคำ อันมีไทย พม่า และลาว เป็นที่ตั้งของอานาจักรน่านเจ้า (Nanzho or Nancho) ซึ่งเป็นเชื้อสายของไทย (มิได้มาจากภูเขาอันไต ใกล้โมงโกเลียอย่างที่เข้าใจ)

อาณาจักรน่านเจ้ามี 6 กลุ่ม ตั้งบนพื้นที่ที่ปลูกข้าวอันสมบูรณ์ใกล้ ทะเลสาบเออไถ( Erthai) แต่ละกลุ่มมีเจ้าปกครอง ขื่อทั้ง 6 กลุ่มมีดังต่อไปนี้

1) Mengshe ไทยและลาวเข้าใจว่าอยู่ในกลุ่มนี้

2) Mengsui

3) Langqiong

4) Dengtang

5) Shilang

6) Yuexi

ใน ปี คศ 649 สีนุโล (Xinulo) เป็นหัวหน้ากลุ่มเม็งชี (Mengshe) ได้เป็นผู้ครองนคร ผู้นำอีกคนหนึ่งต่อมาคือ พีล่อโก๊ะ(Piluoge) ได้รวบรวมทั้ง 6 กลุ่ม เป็นอาณาจักรเดียวกัน โดยการสนับสนุนจากร่ชวงค์ถัง(Tang Dynasty) ต่อมา พีล่อโก๊ะ ได้ช่วยราชวงศ์ถัง รบกับธิเบต จนได้ประสบชัยชนะ

ต่อมาอณาจักรน่านเจ้าก็เสื่อมถอย ปี คศ. 750 และเป็นกบถต่อราชวงค์ถัง และในที่สุดอาณาจักรน่านเจ้าก็ล่ม ถูกอับเปหิ ปี คศ.905 ราชวงศ์ถังและพวกฮั่น (Han) ต้องการฆ่าล้างเผ่า (Genocide) จึงไล่ฆ่าอย่างโหดเหิ้ยม 3 พี่น้อง (Bai People) อันมี พม่า ไทย และลาว ต้องหนีตายมุ่งลงสู่ทางใต้

พม่า(ไทย น้อย) ยึดลำแม่น้ำสาละวิน มุ่งไปสู่เขต หุบเขา อิรวดี ทั้งทางตอนบนและล่าง และตั้งอาณาจักรพระโค ร่วมกับเผ่า เบอร์แมน (Burmans) ในปี 1044-1277

ไทย และ ลาว สองพี่น้อง ยึดลำแม่น้ำโขง ลาวแยกไปทางฝั่งซ้าย ตั้งอาณาจักรล้านช้าง (ช้างล้านตัว) ส่วนไทย แยกไปทางฝั่งขวา สู่สุวรรณภูมิของขอม และเขตทราวดีของมอญ(อดีตเขตกรุงเทพ รวมทั้งภาคกลางและภาคตะวันตก ติดเขตพม่าทางตอนใต้สุดทั้งหมด) และไทยได้ตั้งเมืองหลวงที่ สุโขทัย

อาจ จะเสียเวลาของท่านผู้อ่านบ้าง เหตุที่เล่ามาข้างบนนี้อย่างคร่วาๆ จุดประสงค์เพื่อให้ท่านได้รู้ความเป็นมา ของอาณาจักรน่านเจ้า อันเป็นต้นกำเหนิดของ 3 พี่น้อง ไทย-ลาว-พม่า ดั้นด้นหนีตายจากความโหดร้ายของราชวงค์ถัง ซึ่งเป็นเวลาประมาณ1,108 ปี มาแล้ว

ขอออกนอกเรื่องนิดนึงนะเจ้าคะ...

ปัจจุบันนี้ จีนกำลังทำกับธิเบต โดยใช้คนฮั่น(Han) เข้าไปครอบครองพื้นที่อันกว้างใหญ่ของธิเบต เพื่อกลืนธิเบตให้เป็นของจีนโดยสมบูรณ์ เป็นเหตุให้คนธิเบตเผาตัวเอง ประท้วงกว่า 200 ศพแล้ว

และขอต่ออีกนิดว่าเป็นเช่นเดียวกันกับคนยิวในอิสราเอล ทำกับคนปาเลสติเนี่ยน โดยเข้าไปยึดที่ดิน สร้างบ้านสร้างเมือง และเป็นปัญหาหลักของความขัดแย้ง ระหว่างยิวกับปาเลสติเนี่ยน อย่างไม่รู้จบ ทำให้เมกาและชาวโลกปวดหัวหนักในขณะนี้ เจ้าค่ะ

สงครามในลาวยังไม่ถึงนะเจ้าคะ ขอต่อวันต่อไป คือตอนเจ้าฟ้างุ่ม ได้แบ่งปันเขตแดนกับเจ้าเวียตนามเจ้าค่ะ

Offline

#48 July 26, 2015 12:56 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,882
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

6/2 สงครามในลาว-ตอนเจ้าฟ้างุ่ม

เจ้า ฟ้างุ่ม ชื่อเต็มคือ---Somdetch Brhat-Aaya Fa Ladhuraniya Sadhana Kanayudha Maharaja Brhat Rajadharana Sri Chudhana (1396-1393) ฟ้างุ่มเป็นปฐมกษัตริย์ที่ยี่งใหญ่องค์แรกของลาว เป็นผู้ก่อตั้ง อาณาจักรล้านช้าง พระมเหสีเป็นเจ้าหญิงเขมร ชื่อเจ้าหญิงเก่งกัญญา

ฟ้างุ่ม เป็นผู้ทรงพระปรีชาสามารถ ทั้งทางด้านทหาร การปกครอง ปรัชญา และศาสนา ได้แผ่ขยายอาณาจักรกว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่ลาวเคยมีมา อาณาเขตเรี่มจากเมืองเงอาน เมืองวิน แม่น้ำแดง และแม่น้ำดำ ในตังเกี๋ย ซึ่งอยู่ในเขตฮานอยปัจจุบัน และเขตอิสานของไทยทั้งหมด รวมทั้งดินแดนของลาวปัจจุบัน คือเวียงจันทร์ หลวงพระบาง และจำปาสัก มีสุวรรณเขต ปากเซ ฯลฯ ซึ่งติดเขมร... (นั่นหมายความว่า ลาวครองแผ่นดินอิสานของไทย และ ส่วนหนึ่งของเวียตนามเหนือ มาก่อน)

บั้นปลายของชีวิตเจ้าฟ้างุ่ม ถูกพวกอำมาตย์ของพระองต์เอง ปลดจากบัลลังก์ และยกลูกชายอายุ 18 ปี ชื่อ สามเสนไท (อ้วน ฮวน) ขึ้นเป็นกษัตริย์แทน ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมจึงถูกปลด (ท่านผู้ใดทราบรายละเอียดกรุณาโพสต์มาแชร์ด้วยนะเจ้าคะ)

จุด แห่งความคมคายของกษัตริย์องค์นี้ ซึ่งเป็นที่ขบขันในทางประวัติศาสตร์ เมื่อตอนปักปันเขตแดนกับกษัตริย์ แลงเลียว ของเวียดนาม บริเวณแขวงเชียงขวาง กษัตริย์ญวนตรัสถามว่า "เจ้าพี่ แล้วเราจะปักปันเขต

แดนกันอย่างไร ? “เจ้าฟ้างุ่มอึ้งไปชั่วครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า...

"บ่อนใด เฮือนมีเสา เป่าแคน แห้น (แทะ) ข้าวเหนียว เคี้ยวปลาแดก แม่นแล้ว...ดินลาว..."


6/3 บก.333 ตึกขาว

กอง บัญชาการ 333 เป็นกองบัญชาการผสม ระหว่างไทย-อเมริกา-ลาว เป็นตึกชั้นเดียว ทาสีขาว อยู่ริมถนนใหญ่ทางออกจากอุดรไปขอนแก่น หน้ากรมทหารหนองขอนกว้าง อ.เมือง จ.อุดร ซึ่งเรียกกันว่า "ตึกขาว" เป็นกองบัญชาการทีลับที่สุดของฝ่ายไทยในสงครามลาว

ตอนนี้ไม่มีความลับอะไรเหลืออีกแล้ว เพราะค้นหาได้ในอินเทอร์เน็ต ยูทูป ฯลฯ และอีกอย่างหนึ่ง เป็นธรรมเนียมของ รบ.เมกา ที่จะต้องปลดปล่อยข่าวสาร (declassified) ซึ่งเป็นความลับมานานประมาณ 25-30 ปี เพื่อการค้นคว้าของนักวิชาการ นักศึกษา นักประวัติศาสตร์ สื่อมวลชน(Mass Media) หรือใครก็ได้ที่อยากรู้ความเป็นมาในอดีต เพราะประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เขามีสิทธิ์ที่จะรู้ ดังนั้นทุกอย่างจึงถูกเปิดเผยเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะในตอนหลัง อินเทอร์เน็ต วิกิลีก ได้รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ข่าวลับทางราชการของเมกา รั่วไหล เป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลก โดยเฉพาะข่าวร้อนวันนี้ (07-30-2013) ได้รายงานจากสำนักข่าวทุกแห่งทั่วโลก ว่าศาลทหารอเมริกัน ตัดสินจำคุก สิบตรี PVT Bradley Manning 154 ปี เพราะเขาเปิดเผยข่าวลับทางทหาร ไปให้วิกิลีกค์ และอีกกรณีหนึ่ง เมื่อเร็วๆนี้ ลูกจ้างของ ซีไอเอ ชื่อ Edward Snowden ได้เปิดเผยว่า รบ.อเมริกามีขีดความสามารถดักฟังโทรศัพท์ อีเมล์ สไกป์ ฯลฯ ของทุกๆคนในโลก เพราะเขาเห็นว่าชาวโลกควรจำเป็นต้องรู้เรื่องนี้ รบ.เมกาโกรธมาก จึงออกหมายจับ เพื่อจะนำตัวมาขึ้นศาลที่เมกา นายเอ็ดเวิดร์ ซึ่งขณะนั้นได้ทำงานอยู่ที่ฮ่องกง ก็หนีภัยไปรัสเซึย เพื่อจะขอลี้ภัยทางการเมือง แต่ถูกกักไว้ที่สนามบินมอสโคว์ และได้ขอสมัครไปลี้ภัยทางการเมืองในหลายประเทศ แต่ก็ยังไม่่ตัดสินใจว่าจะไปประเทศใด ทั้งๆที่มีหลายประเทศเสนอรับ ขณะนี้ก็ยังอยู่ที่สนามบินมอสโคว์

หัน มาคุยเรื่อง บก. 333 ดีกว่า ผู้บังคับหน่วยคือ คุณวิฑูรย์ ยะสวัสดิ์ "เทพ" หรือ "เทพ333" หรือ "เทพบ้านเชียง" เป็นคน แปดริ้ว ท่านเป็นผู้ก่อตั้ง บก. 333 ตั้งแต่ยศเป็นพันโททหารช่าง เมื่อตอนเรียนสำเร็จใหม่ๆ ท่านเป็นคน เกเร นักเลง สัมเลเทเมา เพื่อนรุ่นเดียวกัน ได้เป็น พันเอก พันเอกพิเศษ หรือบางท่านก็เป็นพลตรี ไปหมดแล้ว ในที่สุด"เทพ"จึงไปหา จอมพล ถนอม กิติขจร ซึ่งเคยเป็น อจ. สอนแผ่นที่ให้ "เทพ" เมื่อสมัยเป็นนักเรียน จปร. และเคยเป็นลูกศิษย์คนโปรดของจอมพลถนอม ขณะนั้นท่านได้เป็น นายก รมต. และ ผบ.ทบ.ด้วย ได้ประจวบเหมาะมีตำแหน่งว่าง จึงได้ตำแหน่งเป็น ผบ.หน่วยผสม บก.333 และต่อมากลาย เป็นคนโปรดของ พล อ.ถนอม กิติขจร ต่อมาได้ย้ายไปอยู่กรมตำรวจ และได้ยศเป็น พล ต.ท เป็นผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ

นาย เทพเป็นคนพูดจาโผงผาง ไช้คำว่า"มึง" "กู" กับลูกน้อง ที่สนิทรักใคร่ และใกล้ชิด แต่ใช้"คุณ"และ"ผม" กับคนทั่วไป ท่านเป็นคนทำงานเก่ง คล่องแคล่ว ว่องไว บทจะอ่อนน้อมก็หวานแสบใส้ ชอบเล่นการพนันเป็นชีวิตจิตใจ ได้กวาดซื้อเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง เครื่องปั้นดินเผาพวกนี้อยู่ในยุคทองบรอนซ์ และยุคเหล็ก (.2100-3000 B.C) ที่บ้านเชียง หนองหาร จ.อุดรธานี ตอนนี้ Unesco ปักป้ายที่บ้านเชียง ว่าเป็นสถานที่ มรดกโลก (World Heritage) เทพได้ทำผลประโยชน์ให้ไทยและอเมริกามากมาย (American officials said "It is worth to know him".)

นอกจากความสัมพันระหว่าง ไทย-ลาว-อเมริกา ที่ บก.333 แล้วยังมีหน่วยบัญชาการอเมริกันอีกหลายแห่ง เช่น

---AB-1 ตั้งอยู่ใกล้ๆอาคารต่างๆของ แอร์อเมริกา ในสนามบินอุดร ตึกนี้ยังคงอยู่และเป็นของรัฐบาลอเมริกันถึงปัจจุบัน เพราะได้ฟังข่าวจาก บีบีซี ว่า นายอับเดล ฮาคิม เบลฮาจ (Abdale Hakim Belhadj) ได้ถูกจับในกรุงเทพโดย ซีไอเอ ในข้อหา เป็นผู้ก่อการร้ายคนหนึ่ง (Jihaddi) ได้ถูกนำไปซักถาม (Interrogation) ที่ตึกนี้ ต่อมาเขาได้ถูกส่งไปที่ Dieogacia และถูกส่งไปที่ Libia เพื่อเป็นกำนัลให้ กัดดาฟี เพราะเขาเคยเป็นศัตรูเก่ากับ กัดดาฟี และถูกทรมาณในคุกเกือบ 7 ปี จึงปล่อย ต่อมาในช่วงนั้น สงครามกลางเมืองของ ลิเบีย เรี่มประทุขึ้นอย่างรุนแรง เขาได้รวบรวมพล ประมาณ 2,500 คน และได้แรงสนับสนุนทางอาวุธ และการเงินจาก เมกา อังกฤษ ฝรั่งเศษ กาตาร์ และ ซาอุดิอาเรเบีย ผลสุดท้ายกัดดาฟีถูกฆ่าตาย เมื่อปี 2011

---ล่องแจ้ง (Long Chang) เป็นกองบัญชาการที่ใหญ่ที่สุดของ CIA นอกประเทศของเมกา อยู่ที่ลาว เขตเชียงของ ตามที่ข้าเจ้าได้กล่าวมาในตอนก่อน ล่องแจ้งยังเป็นฐานทัพของ นายพลวังปาว (ของแม้ว) อีกด้วย

ล่องแจ้งมีสนามบินยาวมากในหุบเขาล่องแจ้ง มีทางขึ้นลงทางเดียว ปลายสนามบินเป็นเขาสูง มีเจ้าหน้าที PARU (กองพลเสือดำ) ไปประจำการที่นั่นจำนวนมาก มีวังของเจ้ามหาชีวิต มีคลังอาวุธ คลังอาหาร ตลาดสด ร้านอาหาร ร้านตัดผม ฯลฯ ประชากรประมาณ 35,000 คน นอกจากนี้ยังมี สถานีวิทยุลาวรวมเผ่า (38 เผ่า) อีกด้วย

---หน่วย Ravens อยู่ในล่องแจ้ง เป็นหน่วยชี้เป้าหมาย FAC (Forward Air Controller Unit) เพราะในลาวไม่

มีพื้นที่ราบ มีเทือกเขาสูง และป่าไม้รกชัดหนาทึบ เมกาจึงต้องใช้กำลังทางอากาศเป็นหลัก รวมทั้งการขนส่ง การเคลื่อนย้ายกองกำลังทหาร (Rapid Deployments) และการสัญจรไปมา ล้วนแต่ใช้ทางเครื่องบินทั้งสิ้น CIA ต้องใช้เครื่องบินชนิด STOL (Short-take-off-landing) ขึ้นลงบนยอดภูเขาสั้นมาก รวมทั้งต้องใช้ เฮลิคอปเตอร์จำนวนหลายลำ รวมทั้งฝูง ที-28 เพราะฉนั้นกำลังทางอากาศเป็นกำลัง สำคัญที่สุดในการสู้รบของนายพลวังปาว

กัปตันไสว คชวัตร เป็น contractor ของ ซีไอเอ ใช้เครื่องบิน C-46 และ C-47 ได้ทิ้งข้าวและอาหารทางอากาศ ให้ประชาชน และทหารมาตลอดจนกระทั่งสงตรามยุติ เพราะเมกาทิ้งระเบิดในลาวจำนวนมหาศาล จนชาวบัานไม่มีเวลาจะปลูกข้าว เมกันใจกว้างมาก ไม่ยอมให้ปชช และทหารอดอยาก

Offline

#49 July 26, 2015 12:56 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,882
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ควันหลง...

เก็บ ตกจากหน้าหนังสือพิมพ์ไทย ตอนหลังการปฏิวัติ 14 ตุลา 2516 จอมพลถนอม กิติขจร ประภาส จารุเสถียร และ พอ.ณรงค์ กิติขจร ถูกขับไล่ออกไปจากประเทศไทย หลังจากนั่น 2 วัน คือ 16 ตุลา 2516 หนังสือพิมพ์ซึ่งมีอิสระ หรือเป็นไทแก่ตนเอง ได้ (กล้า)เขียนถึงผู้นำ ขนาดจอมพลถนอม จอมพลประภาสเป็นครั้งแรก

เบื้องหลังการฮึ่มฮั้มของทหารแตงโม นำโดยพลเอกกฤษณ์ ศรีวรา (บุญชุบ ศรีวรา) พยายามกดดันทั้ง 2 จอม

พลและ พอ.ณรงค์ กิติขจร เมื่อพล ต.วิทูรย์ ยะสวัสดิ์ หรือ เทพ333 หรือ เทพวิทูรย์ (ซึ้งมีศรีภรรยาเป็น มรว. หลานของ ร.5) ได้เข้าเฝ้าในหลวง และกลับออกมาที่ประชุมกองทัพบกที่สวนรื่นฯ ท่านเทพวิทูรย์จับไมโครโฟน ประกาสก้องในที่ประชุม อย่างฉะฉาน เสียงดังฟังชัด ตามแบบฉบับของท่านว่า "บุคคลต่อไปนี้ ในหลวงให้ออกจากประเทศไทยด่วน..."

1) จอมพลถนอม กิติขจร

2) จอมพล ประภาส จารุเสถียร

3) พอ. ณรงค์ กิติขจร

4) ..........................

5) ..........................ฯลฯ (cite)

ก็ เกิดความเงียบกริบ และมีแรงกดดันกันทั้งสองฝ่ายอย่างมาก บางท่านบรรยายตอนหลังว่า มีการ "กุมปืน" ที่พกประจำตัว แน่นจนเหงื่อออกที่อุ้งมือ ในที่สุดระยะตรึงเครียดก็จบลง

หลัง จากจอมพลถนอม จอมพลประภาส ปิดประตูคุยกันครู่หนึ่ง จอมพลประภาสได้ตอบตกลง และโกนหนวดตัวเองทิ้งตรงนั้นเอง อย่าลืมว่าจอมพลประภาส ตอนยศร้อยโท เป็นทหารฝ่ายจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม(ฝ่ายรัฐบาล) รบเก่งมาก ได้เป็น ผอ.กองร้อย ที่บุกเข้าขยี้ฝ่ายกบถ วรเดช จนพ่ายแพ้ นายดิ่น ท่าราบ (พระยาศรีสิทธิสงครามซึ่งเป็นคุณตาของ พล อ.สุรยุทธ จุลานนท์) ผู้อยู่รั้งท้ายให้พระองค์เจ้าวรเดชถอยหนี ที่ปากช่อง โคราช ในครั้งนั้น ก็ได้เสียชีวิตลงที่นั่น เป็นวีระกรรมที่ชาวไทยควรรำลึก


คุณ ปราณี (ภรรยาอดีตแม่ทัพเรือ) เป็นลูกสาวคนโตของ จอมพลถนอม กิติขจร ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง และได้พูดด้วยเสียงสั่นเครือ ด้วยความโกรธแค้นว่า

"ทำไมไม่คิดถึงบุญคุณของคุณพ่อบ้าง........?"

ส่วน ท่านผู้หญิงไสว จารุเสถียร (ศรีภรรยาของ พล อ.ประภาส) บอกว่า "คนไทยนี่ร้ายจริงๆ บทไม่ชอบขึ้นมา ก็ขับไล่อย่างรุนแรง จนแทบใส่กางเกงในไม่ทัน"

"จงทำดี-จงทำดี-มีศีลธรรม

ถือความสัตย์-พึงขจัดทั้งโลภ-และโกรธ หลง........." ของจอมพลถนอม ก็จบลงในวันนั้น 16 ตุลา 2516

Offline

#50 July 26, 2015 12:56 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,882
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

Paramilitary Arial Re-enforcement Unit

ต้องขอทำความเข้าใจ ว่าบางท่านเรียก พารู (Paramilitary Arial Re-enforcement Unit) เป็น Police Arial Re-enforcement Unit) แต่ที่จริงมีความหมายเหมือนกัน

ตอนแรก ซีไอเอ ผลิตพารู ประมาณ 400 คน ที่ ค่ายนเรศวร หัวหิน เมื่อ จอมพลสฤษดิ์ปฏิวัติ์ ปี 1964 พวกพารูจำนวนหนึ่งถูกส่งไปประจำที่ล่องแจ้ง ซึ่งสมัยนั้นเรียก "ทีมซูลู่" ได้ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้าหหน้าที่ซีไอเอ และทหารของ นายพลวังปาว ได้ฝึกอาวุธและเครื่องมือสื่อสาร และยุทธวิธีสงครามกองโจรให้เหล่าทหารแม้ว และตอนหลังฝ่ายกองทัพภาค 2 ของวังปาวไปฝึกที่หัวหิน หลายรุ่น

เมื่อความต้องการฝึกทหารเพี่มขึ้น จึงจัดตั้งศูนย์กลางฝึกใหญ่ที่เมืองจ้า (LS-17) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ใกล้กับล่องแจ้ง ต่อมาเมืองนี้ชื่อว่าเมือง"เดชา" เพื่อเป็นเกียรติ์แก่ครูฝึกที่เสียชีวิตเพราะเครื่องบินตกที่นั่น


ต่อจากนั้น สมเด็จย่า และพระพี่นาง ได้เสด็จไปเยี่ยมค่ายนเรศวร ศูนย์ฝึก ตชด.ที่หัวหิน และทรงเสด็จไปเยี่ยม ตชด. ตามป่าเขาลำเนาไพรไม่ได้ขาด ทรงแต่งชุดตำรวจชายแดนทุกครั้ง เป็นที่ปลื้มปิติของเหล่า ตชด. เป็นยี่งนัก เพราะไม่เคยมีใครที่มีตำแหน่งสูงใหญ่ให้ความสนใจเหล่าผู้น้อยเช่นนั้นมาก่อน

หลายปีต่อมา เจ้าหน้าที่พารูได้เอาความรู้ ความชำนาญต่อการสู้รบแบบกองโจรมาปรับปรุงเป็นหลักสูตรต่างๆให้ ตชด. มีประสิทธิภาพในการป้องกันประเทศเป็นอย่างมาก เช่นตอนเวียตนามบุกไล่ขะยี้พวกเขมรแดงหนีเข้าไทย (ภายหลังที่อเมริกาได้ย้ายฐานทัพออกจากไทยแล้ว ซึ่งขณะนั้นพล อ.ชวลิต เป็น นายก รมต. และได้กลับข้างไปช่วยเขมรแดง) ฝ่ายไทยได้รับความเสียหายน้อยมาก เพราะ ตชด.ช่วย

ขณะนี้ ตชด. ของไทยมีสมรรถภาพไม่แพ้ประเทศใดในโลก เกือบเทียบเท่าประเทศอิสราเอล ถ้าหากเรามีอุปกรณ์ เครื่องมือสื่อสารเทียบเท่ากับเขา จึงสร้างความอบอุ่นใจให้ชาวไทยไม่น้อย

แต่ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 2519 พารูได้ปิดประตู ม.ธรรมศาสตร์ ทำร้ายนักศึกษา โดยใช้อาวุธสงคราม เข่น

ปรส. ยิงประตูมหาวิทยาลัย และอาคารพังย่อยยับ เป็นแผลเป็นมิอาจลบเลือนของหน่วยพารูตลอดไป พล ต.ท.เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรันย์ เป็นผู้นำหน่วย เข้าใจว่าพวกเสือดำทำไปตามคำสั่ง...


หลัง จาก 20 กพ. 1970 ทุ่งไหหินแตก เวียตนามเหนือ และปะเทดลาว รุกไปทางล่องแจ้งยึดเมืองสุย และในที่สุดยึดเมือง ซำทองได้ และเดินหน้าจะเข้ายึดล่องแจ้งให้ได้ รัฐบาลไทยจึงต้องใช้กำลัง ทหารประจำการจาก ผส.13 อุดรธานี ส่งหน่วยหน้าเร่งด่วน 300 นาย และต่อมาเพิ่มมากขึ้น และก่อนจะยุติสงครามทหารไทย (ตอนหลังเป็นเสือพราน) มีถึง 21,000 คน หรือ 21 กองพัน แต่ต่อต้านฝ่ายคอมมิวนิสต์ไม่ได้ และเสียหายยับเยิน จนล่องแจ้ง กองบัญชาใหญ่ของ CIA และของนายพลวังปาว ต้องเสียไปในที่สุด

โปรดคอยติดตามความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เมกาในสงครามเขมรตอนต่อไปนะเจ้าคะ


7) สงครามเขมร 1971-1979

แบ่งออกเป็น 2 ช่วง

ในปี 1971 เมื่อสีหนุถูกนายพลลอลนอล ซึ่งรัฐบาลเมกาสนับสนุน ทำรัฐประหารยึดอำนาจตอนนั้น สีหนุกำลังไปเยือนรัสเซีย เขมรแดงพอลพตเริ่มทำสงครามกับฝ่ายรัฐบาลลอลนอล สีหนุจึงสนับสนุนฝ่ายเขมรแดง อ้อนวอนให้ชาวเขมรช่วยเขมรแดงปราบลอลนอล

ฝ่ายเมกาพยายามขอดเงินลงทุนอีกครั้งเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของไทยและเมกา จึงตั้งกองบัญชาการพิเศษขนาดเล็ก( ชื่อว่า บก.506) ที่อรัญญประเทศ ปัจจุบันกลายเป็น บก.บูรพาฯ จุดมุ่งหมายคล้าย บก.333 ตอนสงครามลาว แต่เมกามีปัญหาในงบประมาณใช้รบในอินโดจีน เพราะรัฐสภาของอเมริกันตัดเงินในงบประมาณสงครามเกือบหมด เมื่อฝ่ายไทยขอความช่วยเหลืออีก ก็ต้องร่วมกันปกป้องไทยโดยเข้าร่วมเพื่อรบกับฝ่ายคอมมิวนิสต์เขมรแดงของพอลพ ต ซึ่งจีนสนับสนุนอยู่อย่างแข็งข้น

ต่อมาปลายปี 1974 พอ.พิเศษ ชวลิต ยงใจยุทธ แจ้งให้เมกาถอนตัวออกจากการรบร่วมกับไทยที่บก.นี้ และได้หันหลัง 180 องศา ไปจับมือกับเขมรแดงพอลพต ซึ่งเป็นศัตรู พอ.ชวลิตรับอาวุธยุทโธปกรณ์ และค่าใช้จ่ายในการสู้รบขนานใหญ่จากจีน โดยจัดตั้ง บก.ทหารพราน ที่ค่ายปักธงชัย โคราช เป็นที่เก็บและแจกจ่ายอาวุธของจีนแดงสู่เขมร สงครามในเขมรขยายอย่างรวดเร็ว เขมรแดงเข้มแข็งมากขึ้น และได้เข้าตีเวียตนามตามชายแดนที่ต่อกับบริเวณไซ่ง่อน และสร้างความเสียหายหลายครั้ง (1975-1979...) จนกระทั่งเวียตนามอดรนทนไม่ไหว จึงระดมกำลังถึง 2 แสนคน (ขนาดเดียวกับที่กองทัพไทยเรามีกำลังทหารทั้งประเทศในขณะนั้น) พร้อมด้วยรถถัง และรถหุ้มเกราะจำนวนมากเท่าที่เวียตนามมีในประเทศขณะนั้น โดยมีเจตนารมณ์ที่จะลุยทั้งเขมรแดง และจะคิดบัญชีความแค้นที่มีกับไทยมานาน โดยใช้เฮงสำริน และ ฮุนเซน เป็นผู้นำทัพเข้าตี เขมรแดงของพอลพต เพื่ออ้างว่าเป็นสงครามระหว่างคนเขมรด้วยกัน (Civil War) รบกันเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น วันที่ 8 มกราคม 1979 เขมรแดงแตกยับเยิน เพราะเขมรแดงไม่มีรถถังและไม่มีสมรรถภาพในการสู้รบกับการใช้ยานเกราะ ต้องหนีเข้าไทยทุกแนวรบ จาก อ.น้ำยืน จ.อุบลฯ ไปถึง จ.ตราด ฝ่าย รบ.ไทยจำต้องให้ความช่วยเหลือ และเป็นภาระอย่างหนัก ที่จะอุปการะเขมรแดงต่อไป


ขอเสริมอีกนิดหนึ่งนะเจ้าคะ...

เขมรแดง ของพอลพตนั้น เป็นนักปฏิวัติชาตินิยม (Extreme Nationalist) ที่รุนแรงที่สุด คอยปลุกปั่นทางวิทยุโฆษณาชวนเชื่อ ให้คนเขมรรักชาติและหลงตัวเองอยู่เสมอๆ ว่าเขมรมีแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลแค่ไหน และบวกกับสีหนุเองก็สนับสนุนตอนต้นสงคราม เขมรแดงได้วางแผนจะเข้ายึดบริเวณไซ่ง่อน เมื่อก่อนนี้เขมรเรียกว่า ปรีนาโค (Prey Norco=ป่าโกงกาง) ที่เวียตนามยึดจากเขมรไปตอนฝรั่งเศสล่าอาณานิคม แต่พอลพตยังไม่ได้เข้ายึดปรีนาโค ก็ถูกเวียตนามตีแตกเสียก่อนภายหลังจากการบุกเพียง 2 สัปดาห์ โดยการนำของเฮงสำริน ฮุนเซน และกองกำลังอันเข้มแข็งของเวียตนาม 2 แสนคน

หลัง จากตีเขมรแดงพอลพตแตกยับเยินแล้ว กองกำลังอันมหาศาลของเวียตนามนั้น มีทีท่าคุกคาม กดดันว่าจะเข้าตีกรุงเทพฯเพื่อล้างแค้น ที่ไทยอนุญาตให้เมกามาตั้งฐานทัพ 18 แห่งไปทิ้งระเบิดใส่คนเวียตนามประมาณ 15 ปี และยังมาสนับสนุนเขมรแดงพอลพต ให้เข้ามาตีชายแดนเวียตนามอีก ฝ่ายไทยวิตกเป็นอย่างมาก จึงรีบติดต่อไปขอความช่วยเหลือจากเติ้งเสี่ยวผิง และไม่ขอรับความช่วยเหลือทางทหารจากเมกามาช่วย เติ้งเสี่ยวผิงตอบรับคำขอจากไทยด้วยความยินดี เปิดสงครามรุกเวียตนามจากทางเหนือ โดยเรียกว่า "สงครามสั่งสอน" (Teach a Lesson War) ทำให้กองทหารของเวียตนามในเขมรติดชายแดนไทยเปลี่ยนไป แผนการณ์แก้แค้นไทยของเวียตนามต้องหยุดชงัก และถอยกำลังไปรบกับจีนทางเหนือ รักษาบ้านตัวเอง รัสเซียได้ส่งเครื่องบินขนส่งจำนวนมหึมา เพื่อขนย้ายทหารเวียตนามและอุปกรณ์ต่างๆกลับไปยันกองทัพจีนที่รุกลงมาจากชาย แดนทางหนือ ไทยจึงแคล้วคลาดจากความเสียหาย(อาจจะ)ครั้งใหญ่อีกครั้ง...สาธุ

เกือบจะไปแล้วไหมล่ะ...ท่านขงเบ้ง

เพื่อนๆที่รักเจ้าคะ จีนระดมกำลัง 7 แสนคน แต่ใช้กำลัง 6 แสนคน และรถถัง 400 คัน เพื่อช่วยประเทศไทย เข้าตีเวียตนาม เมื่อ17 กพ.1979 ถึง 16 มีนา 1979 (3 อาทิตย์ 6 วัน) ทหารตาย 8,531 คน แต่เวียตนามบอกว่าตาย 6 หมื่นกว่า บาดเจ็บ 21,000 คน ฝ่ายเวียตนามตาย 14,200 คน บางรายงานบอกว่ายอดเสียหายสูงกว่ามาก แต่เท่าที่ทราบมีสุสานเกิดใหม่จำนวนหลายแห่งในจีน กลายเป็นว่าสงครามนี้จีนอ้างว่าเป็น"สงครามสั่งสอน" แต่ทางโลกตะวันตก คิดว่า เป็นสงครามที่เวียตนามเป็นผู้สั่งสอนจีนต่างหาก ผลสุดท้ายเวียตนามเนรเทศน์ คนจีน และเวียตนามเชื้อสายจีน ออกนอกประเทศทั้งหมดในครั้งนั้น คนจีน-เวียตนามพวกนี้ได้รับความช่วยเหลือจาก รบ.จีน โดยจัดที่ทำกินใหม่ (Resettlement)ทางตอนใต้ของจีน และที่เกาะไหหลำ


เพื่อนๆลองคิดดูว่า จีน มีความจริงใจแค่ไหนต่อไทย ที่ต้องพลีชีวิตทหารจำนวนมาก และเสียทุนทรัพย์ 3,446 Billion Yuan เพื่อช่วยไทยให้พ้นภัยอันตรายอันใหญ่หลวงครั้งนั้น เหมือนกับว่าเป็นการถ่ายบาป ที่ราชวงค์ถังของจีนทำกับเรา ไทยน้อย ไทยใหญ่ และลาว ประมาณ 1,100 ปีทีแล้ว

นี่เป็นการเปิดสัมพันธไมตรีศักราชใหม่ระหว่างไทยกับจีน...เจ้าค่ะ

Offline

#51 July 26, 2015 12:57 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,882
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

การข่าวลับ (Intelligence)

ไทยกับเมกา มีข้อตกลงในความร่วมมือ ที่สำคัญมากคือ Mutual Benefit of Intelligence Co-oporation คือการร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ของประเทศทางการข่าวลับ

เมกาได้ฝึกไทยเกี่ยวกับการข่าวลับ(Intelligence) ตั้งแต่ปลายปี 1954 นำทีมโดย Bill Lair (ว่างๆข้าเจ้าจะแปลเอกสารที่ Declassified แล้วเกี่ยวกับคุณบิลแลร์ให้ฟังนะเจ้าคะ) โปรดอ่านตอนต้นๆเกี่ยวกับคุณบิล แลร์ มีคำพังเพยที่ว่า "หากไม่รักกันจริง ก็จะไม่ให้กันหรอก" มันเป็นความลับ ของลับ และลึกลับ ลับ...ลับ...ลับ...ทั้งนั้น เหมือนคุณวาสนา นาน่วม(Bangkok Post) เขียนไว้บ้างแล้วใน "ลับ-ลวง-พลาง" ยกตัวอย่างที่เห็นๆคือเมกาจะบอกไทยก่อนว่าใครเป็นผู้ก่อการร้าย กำลังเดินทางมาไทย และจะทำอะไรที่ไหน อย่างไร เพราะเมกามีขีดความสามารถทางการดักฟังเป็นเลิศ เช่นญี่ปุ่นแดง สมาชิกอาเคด้า คนใดเดินทางมาไทย จะถูกสะกดรอย ติดตามรู้ตลอดเวลา จนเราจับได้ตั้งหลายคน แม้แต่โจ กอร์ดอน เปลี่ยนชื่อไปแล้ว และใช้นามปากกาว่า สิน แซ่จิ้ว ฯลฯ

Edward Snowden ยืนยันได้อย่างดีว่า เมกาสามารถจะดักฟังได้หมด แล้วก็ฝึกสอนน้องไทยให้ทำได้ดีเช่นกัน(ทั่วโลก) แต่ ปธน.โอบามา ต้องออกมาแก้ว่า จะมีการควบคุมการกรองข่าว และใช้งานโดยมีกรรมการต่างๆทำงานข่าวร่วมกับฝ่ายศาลยุติธรรม ให้ความเป็นธรรมกับประชาชนเมกันมากขึ้น เป็นการควบคุมรัฐบาลให้ใช้ข่าวสารที่ดักฟังไปในทางที่ปกป้องประเทศเท่านั้น มิฉะนั้นเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องจะมีความผิด(ทางวินัย) เรื่องนี้ในเมกายังไม่จบ เพราะคนเมกันจะไม่ให้ใครมาละเมืดสิทธิส่วนตัวของพวกเขาเป็นอันขาด เขาเป็นเจ้าของประเทศเช่นเดียวกันกับ ปธน.โอบามา และอาจจะมีการฟ้องร้องรัฐบาล เป็นคดีตัวอย่างเร็วๆนี้

แต่ของไทยเรา คิดดูเอาเองก็แล้วกัน...นะเจ้าคะ

แน่่นอนเจ้าค่ะ หมูไป ไก่ก็ต้องมา แต่ไทยฉลาดมาก ที่ถอยมาอยู่ตรงกลาง เอาประโยชน์ทั้งสองด้าน ไม่ใช่ฟลุ๊ก เหมือนตอนอังกฤษ และ ฝรั่งเศส ล่าเมืองขึ้นใกล้บ้านเรา เขาใช้ไทยเป็นจุดแบ่งดินแดน และไม่แตะต้องไทย

ตอนนี้ไทยเกือบจะเป็น "ตาอยู่" อยู่แล้ว


ข้าเจ้าได้ไปค้นคว้ามาต่อเติมสี่งที่ไทยสูญเสียไปไม่น้อยในอดีต...

ไทยได้สูญเสียดินแดนทั้งหมด 14 ครั้ง ดังนี้

1) เกาะหมาก (ปีนัง) เสียให้อังกฤษ ใน ร.1

2) มะริด ทวาย ตะนาวศรี (ขณะนี้ พม่ากำลังสร้างท่าเรือน้ำลึก โดยการร่วมมือจากไทยและญี่ปุ่น) เสียให้อังกฤษ ใน ร.1 และอังกฤษยกให้พม่าหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

3) บันทายมาศ เสียให้ฝรั่งเศส ใน ร.2

4) แสนหวี เมืองพง เชียงตุง เสียให้ฝรั่งเศส ใน ร.3

5) รัฐเปรัค เสียให้อังกฤษ ใน ร.3

6) สิปสองปันนา เสียให้จีน ใน ร.4

7) ประเทศเขมร กับอีก 6 เกาะ ให้ฝรั่งเศส ใน ร. 4

8) สิปสองจุไท เสียให้ฝรั่งเศส ใน ร. 5

9) ฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน เสียให้อังกฤษ ใน ร. 5

10) ลาว เสียให้ฝรั่งเศส ใน ร. 5

11) ฝั่งขวาแม่น้ำโขง เสียให้ฝรั่งเศส ใน ร. 5

12) พระตะบอง เสียมราช ศรีโสภณ เสียให้ฝรั่งเศส ในร.5

13) รัฐกะลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี และ ปะลิศ เสียให้อังกฤษ ใน ร. 5

14) เขาพระวิหาร เสียให้เขมร ใน ร. 9

รวมเนี้อที่ทั้งหมดที่เสียไปตั้งแต่ราชวงค์จักรีครองราชมา มากกว่าเนื้อที่ที่ประเทศไทยมีอยู่ในปัจุบัน

แล้วก็ปล้นเอาทรัพยากรของประเทศเหล่านั้น ช่วงนั้นยาวนานประมาณร้อยปีเศษๆ (1850-1949)


จนกระทั่งเมกาชนะสงครามโลกครั้งที่สอง และเป็นประเทศที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก ทั้งทางทหาร และ เศรษฐกิจ ส่วนอังกฤษและฝรั่งเศศ ประเทศเสียหายยับเยิน เป็นหนี้เมกาอย่างล้นหลาม (หนี้เครื่องบินหลายพันลำ ยานยนต์รถถังหลายพันค้น เรือหลายร้อยลำ รวมทั้งอาวุธยุทรโธปกรณ์นานาชนิดจำนวนมาก ฯลฯ) ข้าเจ้าเคยถามสามีว่า อังกฤษ และ ฝรั่งเศส ได้ใช้หนี้ค่าสงครามโลกครั้งที่สองให้เมกาบ้างหรือยัง? เขาตอบว่า "Not that I recall ! "

เพื่อนๆอย่าลืมนะเจ้าคะ ว่าฝรั่งเศสเคยช่วยเมกาหลุดจากการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมาก่อน เมื่อกองพลที่ 3 นำโดย นายพล จอร์จ แพ็ดตั้น(General Gorge Patton) ขึ้นฝั่งของฝรั่งเศสได้ พวกทหารเมกันได้ตะโกนก้องว่า "ลาฟาเย เรามาช่วยท่านแล้ว Lafayette we are here to pay you back!!!" (ใช้หนี้ที่ท่านเคยช่วยเหลือเราในสงครามปฏิวัตืของเรา) ส่วนอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่สองเป็น Free loader ของเมกัน เท่านั้น!!!


อุดมการณ์ของคนเมกัน มาจากสงครามที่เคยปลดแอกตัวเองจากอังกฤษ จากความเจ็บปวดที่เคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมาก่อน อเมริกาจึงช่วยสนับสนุนประเทศที่เป็นอานานิคมเหล่านี้ ให้เป็น"ไท" ปกครองตนเองด้วยเช่นกัน

Offline

#52 July 26, 2015 12:57 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,882
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

สภา Presidium

ก่อนและหลังสงครามเวียตนามจบลง สถานะการณ์เมืองไทยเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างน่าวิตก จอมพลถนอม จอมพลประภาส และ พอ.ณรงค์ ถูกขับออกนอกประเทศ ผู้นำไทยก็แตกแยกในเรื่องความสัมพันธ์(ทางทหาร)กับเมกา เช่น พล อ.กฤษณ์ สีวะรา(ขออภัยที่เขียนนามสกุลท่านผิดในตอนก่อนหน้านี้) นายถนัด คอร์มันต์ (อดีต รมต.ต่างประเทศ สมัยจอมพลสฤษดิ์ฯ) ผู้เซ็นต์สัญญา SEATO (South East Asian Treaty Organization) เป็นผู้แถลงร่าง Thanat/Rusk (Dean Rusk รมต.ต่างประเทศสหรัฐ) ที่กรุงมนิลา และนายทหารอีกหลายท่าน อยากให้เมกาคงฐานทัพบางส่วนไว้ในไทย แต่ รบ.คึกฤทธิ์ แข็งกร้าวไม่ยอม แถมยุยง นศ.ให้เดินขบวนประนามเมกาทุกบ่อย นายทหารอย่างพล อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็เข้าข้างฝ่ายไล่เมกาออกไป แต่ก็เกิด Accident ขัดแย้งทางการเมืองกับคึกฤทธิ์ในตอนหลัง เรื่อง สภาเปรสิเดี้ยม (Presidium)

พล อ.ชวลิตฯ ชอบพูดเสมอเรื่องสภาเปรสิเดี้ยม ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดในการบัญญัติกฏหมายและการป้องกันประเทศ ขอคัดลอกจากคำจำกัดความ จาก Wikipedia: " The presidium or praesidium(from Latin Praesidium) meaning protection or defense, is the name for the heading organ of various legislative and organization bodies) ซึ่งมีองค์กรเพียงสภาเดียว และสหภาพโซเวียต (USSR) จีน และเกาหลีเหนือ ใช้อยู่ในปัจจุบัน ยกเว้น USSR หลัง Cold War กลายเป็น Russia เฉยๆ และมีการเลือกตั้งทั่วไป มีพรรคฝ่ายค้าน (พอเป็นพิธี) สรุป คือเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ ของประเทศคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีเพียงพรรคเดียว ไม่มีพรรคฝ่ายค้านนั่นเอง

คึกฤทธิ์ฉุนขึ้นมาก็ฟาดปลายปากกาตามแบบธรรมเนียมของท่าน หากไม่ชอบใครก็เขียนประนามบนหน้า นสพ.สยามรัฐของท่านหลายวัน และมีคำถาม พล อ.ชวลิต ว่า "หากคุณชวลิต จะเป็นประธานสภา Presidium แล้วจะเอาในหลวงไปไว้ที่ไหน?" และลงท้ายว่า "กูไม่กลัวมึง"

ถอยหลังไปอีกนิดหนึ่ง ในความคิดอันล้ำหน้าของ พล อ.ชวลิตฯ นั้นคือท่านได้เป็นผู้ศึกษาลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างทะลุปรุโปร่ง ศึกษาตั้งแต่คาลมาร์ค แองเกิล เลนิน ทรอสกี้ สตารลิน เมาเซตุง คาสโตร จนถึงโฮจิมิน ท่านเป็นอาจารย์ รร.เสนาธิการทหารบก และจบหลักสูตรฝ่ายทหารเสนาธิการของสหรัฐ ที่ฟอร์ดลิเวนเวิร์ด(Fort Leavenworth) รัฐแคนซั้ส ท่านมีชื่อเสียงเรื่องคอมมิวนิสต์ในกองทัพบกอย่างเป็นเอกฉ้นท์ จนมีชื่อ เรียกขานว่าเป็น "ขงเบ้ง" แห่งกองทัพ ประกอบทั้งท่านมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิด แบบศิษย์-อาจารย์กับนายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร (อบ.รุ่น 5 ของ ม.จุฬาลงกรณ์) ชึ่งเป็นปรมาจารย์ใหญ่แห่งพรรคคอมมิวนิสต์ไทย ต่อมากลับใจได้สวามิภักดิ์กับ รบ.ไทย กอรมน.จึงได้ใช้ อจ.เสริฐ ปราบพวกสหายเก่าคอมมิวนิสต์ด้วยกัน


อจ.เสริฐ เป็น อจ.พิเศษของ รร.เสนาธิการทหารบกด้วย และ เป็น อจ.เจ้าตำหรับคอมมิวนิสต์ไทยอย่างแทบจะหาใครเปรียบมิได้ ท่านเคยไปประชุมพรรคคอมมินิสต์สากล และเยือนดูงานพรรคคอมมิวนิสต์หลายประเทศ ทั้งในยุโรป (ตะวันออก) คิวบา จีน และเวียตนาม คุณชวลิตเป็นท่านหนึ่งซึ่งให้ความสนใจใน อจ.ประเสริฐฯ เป็นอย่างมาก นี่คือที่มาที่ไปของคำว่า Presidium ซึ่งคุณชวลิตชอบพูดถึงบ่อยๆในตอนนั้น แต่คุณชวลิตก็ไม่กล้าทำการปฏิวัติ ทั้งๆที่มีอำนาจเต็มเปี่ยมกว่า ผบ.ทบ.คนใดในประวัติศาสตร์ของกองทัพ


เมื่อเกิดมีเรื่องราวบนหน้า นสพ.สยามรัฐไม่กี่วัน ผบ.หน่วยทหารพรานค่ายปักธงชัย โคราช พอ.วันชัย อัมพุนันท์(ยศในขณะนั้น) ซึ่งเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของพล อ.ชวลิต นำทหารพรานจำนวนหนึ่ง เข้าล้อมบ้าน อจ.คึกฤทธิ์ และได้ให้ สัมภาษณ์ นสพ.หลายฉบับว่า ที่ทำอย่างนี้เพราะ อจ.คึกฤทธิ์จงใจกล่าวหาทางร้ายให้ "พ่อ" ของพวกกระผม จนท่านคึกฤทธิ์ต้อง(หนี)ออกจากทางหลังบ้านซอยสวนพลู ด้วยรถโฟล์กตู้ และท่านให้สัมภาษณ์ต่อ นสพ.ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ข้าเจ้าจำไม่ได้ว่าท่านพูดว่าอย่างไร (need citation) ท่านเล่นโขน เป็นทศกัณท์ และเล่นหนังในฮอลลิวู๊ดมาก่อน ลูกเล่นของท่านแพรวพราว อย่างหาตัวจับยาก เรื่องสภา Presidium ก็จบลงเพียงแค่นี้

ปัคคัณเห ปัคคหารหัง

พึงข่มบุคคลที่ควรข่ม


พล อ.ชวลิต ได้ตั้งพรรคการเมืองฃื่อ "พรรคความหวังใหม่" ในปี 2534 และได้ตะเวณหาเสียงกับคนไทยในเมกา และได้รับ ประกาศเกียรติคุณ และปริญญาเอกนิติศาสตร์ดุษฏีบันฑิตกิติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยเพบเปอร์ไดน์ (Pepperdine University) ต่อจากนั้นคุณหญิงพันธุ์เครือ ศรืภรรยาของท่าน ได้นำขบวนกฐินจากกรุงเทพฯ สู่นครลอสแองเจลลีส โดยสายการบินไทย แต่โชคช่างไม่อำนวย ขบวนการกฐินของคุณหญิงโดนเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐ (DEA = Drug Enforcement Agency) ได้กักตัวตรวจสอบผู้โดยสารทั้งหมด อย่างละเอียดในทุกส่วนสัดของร่างกาย และสี่งของ ไม่ละเว้นแม้แต่ผู้ใดทั้งสิ้น

เป็นที่น่าเสียดาย ที่พล อ.ชวลิตและคุณหญิงพันธุ์เครือ ไม่กลับมาเยือนอเมริกาอีกเลย

Offline

#53 July 26, 2015 12:58 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,882
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ยุทธการภูผาที (Phu Pha Thi LS-85)

ระหว่างปี 1967-1968 สงครามในลาวเริ่มดุเดือดมากขึ้น กองทัพอากาศของสหรัฐ ได้หาสถานที่ติดตั้งฐานเรด้า ที่จะนำร่องการโจมตีให้เกิดความแม่นยำ และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นต่อเป้าหมายในบริเวณกรุงฮานอย และท่าเรือไฮฟองของเวียตนามเหนือ จึงได้ติดตั้งฐานเรด้าใหญ่บนยอดเขา ภูผาที ในเขตลาว เป็นสันเขาซึ่งมีความสูง 5,600 ฟุต การก่อสร้างตั้งแต่ สิงหาคม 1966 ใช้เวลาหลายเดือน จนถึง พย. 1967 จึงใช้งานได้ ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ ขนสิ่งก่อสร้าง ทุลักทุเลมาก ภูผาทีแห่งนี้ ห่างจากกรุงฮานอย 160 ไมล์ และห่างจากซำเหนือเมืองหลวงของฝ่ายลาวแดงเพียง 25 ไมล์ บนยอดเขาเป็นโขดแท่นหินเปลือยไม่มีต้นไม้ บนบริเวณนี้ใหญ่พอสมควรที่จะสร้างฐานเรด้าบนโขดหิน และอาคารสำหรับทำงาน เป็นอาคารเล็กๆ

ฝ่ายเวียตนามก็รู้เรื่องโครงการณ์นี้ จึงสร้างถนนสาย 602 ขึ้นมารองรับเพื่อขนอาวุธหนักและทหารสำหรับเข้าตีและทำลาย


ชาวลาวมีความเชื่อว่าภูผาที เป็นหุบเขาอาถรรพ์ มีผีใหญ่และวิญญาณสิงอยู่ ซึ่งปกป้องชีวิตและสรรพสี่งในละแวกนั้น

เรด้านี้มีชื่อว่าทาคาน (TACAN=Tactical Air Navigation) และระบบ Reeves AN/TSQ-81ซึ่งเป็นตัวกลางชี้เป้าหมาย

การ ป้องกันฐานนี้ ใช้กำลังทหารม้ง 200 นาย ปกป้องบนสันเขา และทหารม้ง 800 นาย และทหารราบไทย 100 นาย(ทหารรับจ้าง)ในหุบเขา ในรัศมี 12 กิโลเมตร ใช้อาวุธ M-16 และปืนใหญ่ 105ม.ม.ของแม้วเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีหัวหน้า CIA ชื่อ Evan Washburn และเจ้าหน้าที่ชี้เป้าหมายเครื่องบิน FAG (Ground Forward Air Guide) รวมอยู่ด้วย

ฝ่ายเวียตนามเหนือ ใช้หน่วย VPA 41st Special Forces Battalion Commando เพื่อซึมลึก และโจมตี เรียกว่าหน่วยรบพิเศษ (Sapper) หรือภาษาเวียตนามเรียกว่า หน่วย "ดากกง" ซึ่งได้รับการฝึกมาอย่างช่ำชอง ในการคืบคลาน ฝ่าดงระเบิดและลวดหนามของข้าศึก โดยแต่งตัวด้วยผ้าเตี่ยวผืนเดียว ทาตัวด้วยสีเขียว หรือปนดำเพื่อพลางตาข้าศึก มีอาวุธมัดติดตัว ตามแขน-ขา คือลูกระเบิด RPG-7 ปืนพก ระเบิดมือ คีมตัดลวดหนาม และ มีด นำโดย ร้อยโท เทรือง มัก (Lt.Troung Muc) มีทั้งหมด 5 ทีม หน่วยนี้ใช้คอมแมนโดปีนหน้าผา (Scaling) จะทำงานอย่างเงียบกริบ ไม่มีเสียง เป็นหน่วยรบกองโจรที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกขณะนั้น

วันที่ภูผาทีแตกคือ วันที่ 11 มีนาคม 1968 ทหารเวียตนามเหนือ VPA 766th Regiment ร่วมกับปะเทดลาวอีก 1 กองพัน รวมเป็น 3,000 คน ร่วมเข้าตีที่ฐานภูผาทีด้วยในขณะเดียวกัน

ร้อยโท จำลอง ศรีเมือง อยู่ที่ไหน? และได้เหรียญกล้าหาญระดับใดจากกองทัพเมกา?

เรื่อง ยุทธการรบที่"ทุ่งไหหิน"จะตามมาหลังจากการรบที่สำคัญมากอีกครั้งหนึ่งคือ "นาคัง" (LS38) ในปลายปี 1968 การรบที่นั่น เราได้เสียบุคคลสำคัญของฝ่ายเรา ซึ่งเป็นพลเรือน วีระบุรุษ(จริงๆ)ท่านนี้ และอีกหลายท่านที่คนไทยไม่เคยได้ยิน ท่านผู้นี้เป็นชายหนุ่มน้อยมีชื่อว่า Blue Boy (ชุมพล สาละวัน) แห่งสกลนคร เป็นพลเรือน ทำงานในตำแหน่ง Operational Assistant หรือ OPT.ASST ติดตามไปกับ CIA ในสนามรบที่สำคัญทุกแห่ง


ตอนแตก จากภูผาทีนั้น CIA (ที่จริง 2 คน) ทราบชื่อท่านหนึ่ง ชื่อ Evan Washburn (Declassified name) และมีเจ้าหน้าที่ FAG (Forward Air Guide)อีก 1 คน ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการชี้เป้าหมาย คือ Blue Boy ผู้ยี่งใหญ่ท่านนี้นั่นเอง เป็นคนไทยคนหนึ่ง ที่เมการู้จักเขาดี เพียงเอ่ยชื่อ Blue Boy ทุกคนก็ยกนิ้วให้ อย่างชื่นชมในความกล้าหาญและความสามารถเป็นเลิศของเขา คนไทยที่ทำงาน ภาค 1 ภาค 2 ที่นั่น ในบก.333, AB1 และนักบิน Air America รู้จักเขาเป็นอย่างดี เขากำลังจะกลับบ้านไปพักผ่อน และเข้าพิธีแต่งงาน แต่เสียชีวิตทิ่เมือง นาคัง นำความเศร้าโศกให้กับทุกคนที่รู้จักเขา สาเหตุเสียชีวิตเพราะเมืองนาคังล่ม เขาต้องการช่วยผู้บาดเจ็บให้ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปก่อน เที่ยวแล้วเที่ยวเล่า นักบินเฮลิคอปเตอร์ ของAir America กวักมือเรียกให้เขาขึ้นฮอ. ให้ไปด้วยกัน " เห้ Blue Boy อย่าคอย อย่าชักช้า รีบไปเดี๋ยวนี้" แต่เพราะความเป็นสุภาพบุรุษที่กล้าหาญ ไม่เคยย่อท้อต่อศึกสงคราม เขาปฏิเสธทุกครั้งที่จะขึ้นฮ.จะอยู่เพื่อช่วยเหลือ ทหารและชาวบ้านที่กำลังวิ่งหนีภัย จากเมืองนาคัง ในที่สุดขบวนของเขาก็ถูกล้อมโจมตี ข่าวจากทหารม้งและลาวรายงานว่า วิทยุ 2-3 เครื่องที่คล้องคออยู่ข้างหน้า และเป้หลังซึ่งมีวิทยุ PRC-25 แตกกระจาย ไม่มีใครเห็นเขาอีกเลย นี่เป็นครั้งแรกที่ชื่อเขาถูกนำมาเปิดเผย อนิจจา Blue Boy ชุมพล สาละวัน วีระบุรุษผู้ยี่งใหญ่ ข้าเจ้าขอคารวะท่านตลอดไป


ส่วน เรื่องการหลบลูกระเบิดนั้น ใครๆก็กลัวทั้งนั้นแหละเจ้าคะ เท่าที่ข้าเจ้าทราบก็มีแต่นายพล Gen. George Patton และ Tony Poe แห่งน้ำยุ้ เท่านั้นที่ยืนยิ้มให้กับความตาย และสั่งการได้ปรกติ นายพลวังปาวยังหลบลงหลุมเมื่อจรวดตกลงมา ท่านเพียงแต่หัวเราะ ฮิ ฮิ พอลูกจรวจตกดังบึ้ม ท่านจึงกระโดดเข้าจับปืนกลหนัก ยิงไปทางที่จรวจมาทันที พร้อมตะโกนสั่งการลั่น ทหารได้ยินเสียงท่านก็มีกำลังใจ และขวัญที่ฝ่อก็คืนมา นายพลว้งปาวเป็นนักการทหารที่มีจิตวิทยาเป็นยอด "อย่างไร้เทียมทาน" ท่านมีฮ. 2-3 ลำ ออกตรวจแนวรบ และรบเองด้วยทุกวัน ตั้งแต่เช้าถึงตะวันตกดิน ท่านคอนโทรลวิทยุให้นักบิน T-28 คู่ใจคือ นต.ลี ลือ (Lee Leu) วางระเบิดอย่างนิ่มนวลบนเป้าหมาย และทำความเสียหายให้กับข้าศึก อย่างมหาศาล จะพยายามนำประว้ติและวีระกรรมของนักบินม้งคนแรกคนนี้ ที่เมกันบอกว่า "บินได้เหมือนนก" และมี "จิตดั่งหินผา" พร้อมทั้งสุภาพอ่อนโยน ม้งรุ่นหลังๆที่เติบโตในเมกา ได้แต่งเพลงสดุดี มีเพลงหนึ่งชื่อว่า "I am proud to be Hmong"

ขอ เล่าต่ออีกหน่อย ไหนๆก็ไกล้ทุ่งไหหินเข้ามาแล้ว ตอนที่คุณ บิล แลร์ (ขาบ) พบกับนายพล วังปาว ครั้งแรกในปี 1958 มีการตกลงว่าจะทำการฝึกและรบแบบกองโจรกันอย่างไร จากการติดอาวุธ 1,000 คนแรก เมกาได้ให้เครื่องบิน ทั้งฮ. โดยบริการนำนายพลวังปาวออกไปเยี่ยมหัวหน้าเผ่าแม้วหลายแห่ง เพื่อเกลี้ยกล่อมให้ร่วมด้วย เวลาจะขึ้นจะลง นักบินเมกันจะนั่งนิ่งๆ แต่นายพลวังปาวทำท่าว่าเป็นคนขับขึ้นลงเสียเอง เช่นหมุนแฟร๊บปีก ถือคันบังคับ ฯลฯ พวกม้งจ้องมองอย่างตกตลึง แล้วพากันว่า คำทำนายของพวกม้ง ว่าจะมี "ผีฟ้า" ส่งหัวหน้ามาเกิด และจะมีปาฏิหารย์ให้ชาวม้ง (แม้ว) ได้หลุดพ้นสู่สรวงสวรรค์ (ได้ออกจากป่า)

หมาย เหตุ--พวกม้งก็มีกษัตริย์เหมือนกัน และมีประว้ติยาวนาน เกือบ 2,500 ปี กษัตริ์องค์สุดท้าย ได้ถูกฆ่าตาย ปี 1775 ตอนถูกเรียกตัวไปเฝ้าจักรพรรดิ์จีน ที่ปักกี่ง

เวลา นี้ชาวม้ง ที่อพยบมาอยู่ในเมกามีประมาณ 2 แสนคน (ทั่วโลกมี 3 แสนคน) บางคนประสพความสำเร็จในชีวิตอย่างสูงส่ง เช่น นายแพทย์, จบ PhD ,เป็นพ่อค้าร่ำรวย, เป็นสมาชิกสภาของรัฐ, และ ฯลฯ

เป็น ที่น่าเสียดาย ม้งรุ่นใหม่ไม่พูดลาวอีกต่อไป พวกเขาพูดได้ 2 ภาษาคือ อังกฤษ และ ม้ง ม้งได้ประดิษฐ์ตัวอักษรคล้ายตัวอักษรโรมัน ซึ่งมิชันนารื่ในลาวได้ช่วยคิดค้นเอาไว้ และม้งได้เอามาต่อเติมเป็นตัวเขียนได้สำเร็จ ม้งใช้เวปไซด์เขียนภาษาใหม่ของพวกเขา ใช้ประพันธ์เพลง ฯลฯ

วันนี้ขอตอบเพียงแค่นี้ก่อนนะเจ้าคะ ขอบคุณ คุณSea Eagle ที่ตอบมาและให้ความคิดเห็นเจ้าค่ะ

พรุ่งนี้จะเล่าต่อเรื่องยุทธการภูผาที ซึ่งกำลังเข้มข้น

Offline

#54 July 26, 2015 12:58 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,882
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ภูผาทีก่อนการเข้าตีขั้นแตกหัก

วัน ที่ 10 มกราคม 1968 ฝ่ายปะเทดลาว ได้ส่งพระ 2-3 องค์ มีกล้องถ่ายรูปด้วย เพื่อที่จะขึ้นไปบนยอดภู อ้างว่าจะไปทำพิธีทางศาสนา แต่ทหารม้งไล่กลับลงมา

วัน ที่ 12 มค. เวียตนามเหนือใช้เรือบินปีก 2 ชั้น (Antonov An-2) 4 ลำ และทิ้งระเบิดลูกปืนครก 120มม.ลงที่บนยอดภูผาที ขณะเดียวกัน กัปตัน Capt.Theodore More ของ Air America ขับฮ. Bell UH-1D เข้าประกบ และยิงด้วยAK-47ทำให้เครื่องบินเวียตนามตก 2 ลำ อีก 2 ลำหนีไปได้ ฝ่ายเราม้งถูกฆ่า 4 คน ชาย 2 และ หญิง 2 คน แต่เรด้า TSQ-81 ไม่เสียหาย

วันที่ 30 มค.ข้าศึกเข้ามาทำลายระเบิดบริเวณรั้วลวดหนาม และยิงปืนครกสู่ยอดสันเขา ใกล้ออฟฟิตของทหารเมกัน

วันที่ 18 กพ. หน่วยลาดตระเวณปืนใหญ่ ถูกม้งซุ่มโจมตี และฆ่าทหารเวียตนามยศพันตรี 1 นาย และยึดสมุดบันทึกความจำจากกระเป๋าหน้าอก และทราบว่าเวียตนามเหนือเตรียมจะใช้ทหาร 4 กองพันเข้าโจมตี

วัน ที่ 20 กพ. ถึง 29 กพ. เมกันทิ้งระเบิด 342 เที่ยวบินในรัศมี 30 กม.รอบๆภูผาที แต่ล้มเหลวในการที่จะหยุดยั้งกองกำลังเวียตนามเหนือ ที่คืบคลานด้วยอาวุธหนักเข้ามาใกล้ ทางวอชิงตั้น ดีซี ออกคำสั่งให้รักษาภูผาทีไว้ให้ได้ (Hold the site at all costs) สาเหตุเพราะเรด้าแห่งนี้ได้ช่วยชีวิตนักบินเมกันอย่างน้อย 3 คนต่อวัน เพราะตอนนั้นเมกันบอมบ์เวียตนามเหนืออย่างหนัก ที่ฮานอยและท่าเรือไฮฟอง

จุด แตกหัก เริ่มวันที่ 10 มีค. 6 โมงเย็น ช้าศึกที่มีกำลัง 3 พันคน บวกกับทหารปะเทดลาวอีก 1 กองพัน ที่มีอาวุธและกำลังสูงกว่าฝ่ายม้งหลายเท่า ก็ได้เปิดฉากระดมยิงด้วยปืนใหญ่ เข้าสู่ทุกจุดบนภูผาที เอกอัครราชทูตของเมกัน นาย Sullivan ได้สั่งให้ถอนกำลังทหารบนยอดภู 16 นายจาก 19 นาย ในเวลาไม่ช้ากว่า 8.15น.เช้านั้น แต่ตอนหลังเมื่อถูกโจมตีหนักขึ้น ก็สั่งให้ถอนหมด แต่ก็สายเกินแก้ เพราะกองทัพเวียตนามมาล้อมและระดมยิงยับเยิน เพียง 1 ชม.จากการเปิดฉากโจมตีรุนแรง ทำให้ปืนใหญ่ของม้งถูกทำลายลง ทหารกอง "ดากกง"(Sapper) ปีน(Scaling) ขึ้นหน้าผารวดเร็วและเข้าปลดลูกระเบิดเคล์โมฝ่ายเราตามรั้วลวดหนาม และเข้ายึดทุกจุดได้ตามที่เขาวางแผนไว้

แผน การหลบหนีของฝ่ายเราก็เริ่มขึ้นเมื่อรุ่งอรุนของเช้าวันที่ 11 มีค. ฮ.ลำแรกมีเจ้าหน้าที่ ซีไอเอ 2 นาย กับ FAG 1นาย และ ฮ.ลำที่ 2 มีทหารอากาศที่บาดเจ็บ 7 คน ส่วน CMSgt.Richard Etchberger ที่ช่วยขนเพื่อนผู้บาดเจ็บ ขึ้นฮ. แต่ตนเองต้องคอยเที่ยวบินต่อไป เขาถูกยิงตายเพียงเสี้ยววินาทีหลังจากฮ.บินออกไปได้ ต่อหน้าต่อตาของพวกที่เขาเพิ่งได้ช่วยเหลือให้ขึ้นฮ.นั้น หนึ่งในผู้ที่รอดตาย คือ Capt. Stan Sliz ต่อมาได้เขียนหนังสือ "One Day Too Long" เขากล่าวว่า "ตราบใดที่เขามีชีวิตอยู่ ภาพหลอนนั้นจะติดตาอยู่ทุกวัน" "I live it every day. It haunts me."

ยอดความเสียหาย---

ทหารเมกัน สูญหาย 11 นาย ทหารม้งทั้งตายและบาดเจ็บจำนวนมาก (need citation)

หลัง จากนั้นอีก 42 ปีต่อมา ลูกชาย 3 คนของ CMSgt.Richard Etchberger ไปรับเหรียญกล้าหาญขั้นสูงสุดจากกองทัพอากาศสหรัฐ (Air Force Cross) จาก Pres. Obama ปธน. ลินดอน จอนสัน ได้เคยปฏิเสธที่จะให้เหรียญกล้าหาญนี้ เพราะกลัวว่าชาวโลกจะรู้ว่า รบ.เมกาไปเกี่ยวข้องด้านทหารในลาว (ปธน.เคนเนดี้ และ ปธน. นิกิต้า กรุสชอร์ฟ ของรัสเซีย ได้มีข้อตกลง ที่เวียนนา ตอนที่ได้ประชุมสุดยอด ระหว่างผู้นำทั้งสอง ปี 1961 ว่าให้ปะเทดลาวเป็นกลาง ไม่มีทหารฝ่ายใดไปเกี่ยวข้อง และ วันที่ 7 กันยายน 1959 ที่์นิวยอร์ค UN Security Council Resolution 132 ตกลงให้ลาวเป็นกลาง)

เพื่อนๆ ที่รักเจ้าคะ ท่านจะเห็นว่าทหารเมกันที่หนีออกจากภูผาทีนั้น มีฮ.เพียง 2 ลำ ดังที่ข้าเจ้าได้กล่าวไว้แรกๆ ข้าเจ้าได้ค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข่าวสาร รวมทั้งเอกสารของ CIA ที่เปิดเผย( declassified) ประมาณ 10 ฉบับ แต่ไม่ปรากฏชื่อของนายทหารไทยคนใด มากำกับการถอยหนีหรืออพยบของทหารเมกันจากภูผาทีแห่งนี้เลย

ข้าเจ้าก็ทึ่งเจ้าค่ะ ที่คุณSea Eagle บอกว่ามาจากวิกิพีเดีย (คิดว่าเป็นของไทย) แต่คิดว่าตอนนั้นการเติมน้ำมันกลางอากาศของฮ.ยังไม่มี และแอร์อเมริกา เขามีถังน้ำมัน 200 ลิตร เกลื่อนไปทุก Lima Site (LS) ไม่มีปัญหาในการเติมน้ำมัน บินลงไปใกล้ๆทุก 15 นาที ตามยอดภูก็มีน้ำมันรออยู่แล้ว อีกอย่างหนึ่งการกู้ภัยของนักบินแอร์อเมริกานั้นสุดยอดจริงๆ เขามีความกล้าหาญมาก และรักเพื่อนนักบินลำอื่นที่ตก เขาจะเข้าไปหาที่จุดตกทันที พร้อมทั้งวิทยุขอกำลังสนับสนุนจากลำอื่นใกล้เคียงกัน ทั้งเครื่องบิน FAC หรือพวก Raven (L-19, L-20) พวกชี้เป้าหมายด้วยระเบิดควัน และจรวดขนาดเล็ก จะเข้าล้อมรอบจุดที่มีปัญหาทันที และแน่นอนเครื่องบินที่จะใช้โจมตี นอกจากของม้ง T-28 อย่างเดียว ก็มี Skyraider ซึ่งใหญ่กว่า T-28 นิดหน่อยแต่เร็วกว่า และบรรทุกระเบิดได้มากกว่า เขาจะใช้พวกขับไล่ประเภท Phantom หรือ F-105 Wild Weasel น้อยมาก


หากอยู่ในที่อันตรายมากๆ จะขอให้ทางนครพนม (NKP) ใช้ Jolly Green and Pony Express ซึ่งมีปีน 50มม. และ 60มม. พร้อมทั้งทหารลำละ 5-6 นาย มาช่วยด้วย แต่ต้องใชัเวลาเป็นชั่วโมง ส่วนมากหน่วยนี้จะมีการวางแผนล่วงหน้าก่อนหลายวัน

ภูผาทีนี้ก็ได้บรรจุแผนการอพยบโดยใช้ Jolly Green and Pony Express ด้วย แต่เนื่องจากเชื่องช้า เทอะทะ เลยงดไม่ใช้ สู้ Bell Huey OH-1ไม่ได้ รวดเร็วทันใจ เหมือนมอร์เตอรไซด์บ้านเรา แต่โตกว่าเท่านั้เอง


อ้อ...ลืมบอกรายละเอียดอีก 2 เรื่อง คิอตอนสู้กันเช้าวันที่ 11 มีค.1968 นั้น เครื่องบิน Skyraider (A1E) ชื่อโค๊ดว่า Slow Boat ของ USAF ถูกยิงตก นักบินชื่อ Capt.Donald Westbrook ตายคาที่ และตอนเช้ามืดยังไม่เห็นตัวกันชัด หัวหน้า CIA และ ชุมพล สาละวัน (Blue Boy) นำกำลังม้งในช่วงตอนบน ซึ่งเคยมี 200 คน อาจจะเหลือสัก 50 คน เข้าตีโต้จะยึด บก.ของเรด้า TACAN คืน แต่เพียง 20 นาที ก็ทนความกดดันแรงยิงและลูกระเบิดไม่ไหว จึงถอยลงมาตั้งหลักที่สนามบินและทีลงฮ. (Chopper Pad) ในที่สุดก็ตัดใจหนี โดยนำทหารม้งที่บาดเจ็บมาด้วย (ไม่ทราบจำนวน แต่ UH-1 นี้จะบรรทุกได้ไม่เกิน 7 คน รวมทั้งนักบินคู่อีก 2 นาย) นักบินฮ.ของแอร์อเมริกา และ ลูกเรือนั้นเวลานี้อายุก็มากแล้ว แต่เขาก็ยังเกาะกันแน่น มีสมาคมเพื่อนเก่า(Veteran)ของเขาเอง และลูกหลานก็ได้รู้จักกัน และรักกันอย่างมาก มีเวปของเขาเอง และมี Re-Union ทุกๆ 4 ปีด้วย

แอร์อเมริกาถูกปิดเมื่อปี 1973 สาเหตุเพราะ US Congress ไม่ให้เงินสนันบสนุนการรบในอินโดจีน รวมทั้งในไทยอีกต่อไป ไม่ใช่เป็นการพ่ายแพ้ทางทหารอย่างเดียว ดังที่เข้าใจกันจากทั่วไป

ขอบคุณ ท่าน Sea Eagle ที่นำเรื่องมาต่อเติม ทำให้เนื้อหามีรสชาด และเป็นการสะกิดความทรงจำที่กำลังจะเลือนลาง ยาวนานมาเกือบ 45 ปี นะเจ้าคะ

เรื่อง(ไทย)วิกิพีเดียร์ ซึ่งข้าเจ้าเคยทราบว่า มีการบันทึกแบบไม่ถูกต้องกับความเป็นจริง เช่นเรียกพวกเสื้อแดงที่ราชประสงค์ว่า "ผู้ก่อการร้าย" เมืองไทยมี "องค์ชำระประวัติศาสตร์" (...distort the facts to fact...!!!) มากมายหลายองค์ เราน่าจะกระตุ้นคณะนิติราษฏร์ หรือนักวิชาการ ที่รักความจริง น่าจะเสียสละเวลาสมัครเข้าเป็น กรรมการของวิกิพีเดียร์บ้าง (ยกตัวอย่างเช่น อจ.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล ฯลฯ) จะให้หนุ่มเสื้อแดงจากยะโสธร และสาวบ้านแต้ขี่จ้กรยาน ไปงัดกับท่านองค์มนตรี ขนาด ดร.ธานินทร์ ไกรวิเชียร ในวิกิพีเดียร์นั้นคงจะลำบากไม่น้อย เจ้าค่ะ


เรื่องนามปากกา "สยมภู ทศพล" เจ้าของสมญานามว่า "วี้ดกรึ้ม...! วี้ดกรึ้ม...! วี้ดกรึ้ม...!" นั้นข้าเจ้าขอไม่วิจารณ์ว่าจริงเท็จแค่ไหน เขาอาจเขียนแนวเรื่องจริงอิงนิยาย ( Fiction) กระมังเจ้าคะ เท่าที่ทราบคุณสยมภู ทศพล อ้างว่าเคยอยู่ล่องแจ้งมาก่อน ส่วนตำแหน่งหน้าที่อะไรนั้น ข้าเจ้ามิรู้แจ้ง เพราะคนไทยที่อยู่ล่องแจ้งมีหลายพวก ตั้งแต่เป็นพวกนักรบ, OPTS., ASST., FAG, PARU. นักแปลหรือล่าม, คนทำงานโกดัง, ช่างเครื่องบิน,ช่างก่อสร้าง, ช่างวิทยุ, คนครัว ฯลฯ จำนวนไม่น้อยกว่า 100 คน

สิบเวียตนาม ไม่เท่า หนึ่งสิงคโปเรี่ยน...

สิบสิงคโปเรี่ยน ยังไม่เท่า หนึ่งจีนฮ่องกงเกี่ยน..

Offline

#55 July 26, 2015 12:59 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,882
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ยุทธการบ้านนาคัง(LS-36)

เป็นการรบที่สำคัญมากกว่าภูผาที (LS-85) เสียอีก เพราะที่ภูผาทีนั้น ซีไอเอ รูัอยู่ดี ว่าต้องถูกตืแตกในไม่ช้า และได้เตือนให้กองทัพอากาศสหรัฐ USAF ให้เตรียมตัวอพยพเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นทหารอากาศของเมกาโดยซักซ้อมและเข้าใจ แผนอย่างโปร่งใส แต่เนื่องจาก จนท.ของทหารอากาศเมกานั้นหมุนเวียนเปลี่ยนทีมและบุคคลากรกันบ่อยๆ แทบจะไม่สนใจแผนการณ์หนีถอนตัวเมื่อยามคับขัน จึงเกิดความเสียหายมากกว่าที่คาดเอาไว้

ส่วนทีมทหารไทย ได้ถอนตัวออกไปก่อนทุกครั้งที่จะถูกเข้าตีแตกหัก ไม่ว่าจะเป็นที่น้ำบาก (ไทยได้ส่ง 3 กองพันปืนใหญ่) พอไปช่วยให้สถานะการณ์ทุเลา ก็ต้องรีบถอนตัวทันที เช่นที่ภูผาที (LS-85)ก็ถอนตัวก่อนแตกหัก ที่นาคัง (LS-36) แห่งนี้ก็เช่นกัน และที่เมืองสุย (LS-15), ล่องแจ้ง (LS-20) ก็เช่นกัน

สาเหตุ หลักจริงนั้น น่าจะเป็นเพราะทางอเมริกันและไทย ไม่ต้องการให้ทหารประจำการของไทย ถูกจับได้ จึงต้องทำแบบย้อมแมว(เมกัน ซีไอเอ เรียก Sheep-dipped) ตัวอย่างอีกแแห่งคือที่หน่วยบิน T-28 ของไทย ซึ่งใช้โค๊ดว่า หน่วย "Fire Fly" ก็ขับ T-28 ที่มีหางเป็นธงชาติลาว หรือไม่มีตัวหนังสือ ตัวเลข ปล่อยว่างเปล่าที่ตัวเครื่องบินเลย ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อเลี่ยงสายตาโลก หลังจากการตกลงที่เวียนนา ระหว่าง ปธน.เคนเนดี้ กับ ครุสช้อฟ สนธิสัญญา UN ที่ NY 1954 และ UN 1962 ซึ่งระบุชัดว่า ลาวต้องเป็นกลาง และไม่มีกองกำลังต่างชาติ เข้าไปแทรกแซงลาว แต่ทั้งสองฝ่ายก็ละเมิดกันตั้งแต่วันแรกที่เซ็นต์สัญญาหมึกยังไม่ทันแห้ง


ที่เกริ่นไว้ตอนแรกว่า การรบที่บ้านนาคัง สำคัญมากเพราะเป็นการประลองกำลังทหารอากาศของทหารเมกา และความเข้มแข็งทางภาคพื้นดินเป็นเลิศของเวียตนามเหนือซึ่งไม่มีกำลังทาง อากาศเลย


บ้าน นาคังอยู่ห่างจาก ภูผาทีประมาณ 3๐ ไมล์ และอยู่ทางเหนือ ถนนสาย 6 อันเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของเวียตนามเหนือ ที่จะซึมสู่ลาว, ทุ่งไหหิน, เมืองสุย และ ฯลฯ


บ้านนาคังถูกยึดโดยวังปาว ตั้งแต่ปี 1962 แต่ก็เปลี่ยนมือกันแทบทุกปีกับฝ่ายเวียตนามเหนือ พอหน้าฝนฝ่ายทหารวังปาวใช้กำลังทหารอากาศโจมตี จนเวียตนามเหนือต้องถอยกลับ และเวลาหน้าแล้งมาถึง ก็กลับมาตีคืนอีก เป็นแบบชักเขย่อ (See-Saw) เช่นนี้มาตลอด แต่ตอนหลังเมกาเพี่มกำลังทหารอากาศ ทำลาย ฮานอย ไฮฟอง มากขึ้น Operation Rolling -Thunder(1968) รวมทั้ง B-52 ติดตั้งเรดาห์ TACAN หลายแห่ง ช่วยให้การเข้าโจมตีแม่นยำมากขึ้น


ฝ่าย เวียตนามเหนือ จึงคิดว่าจะปล่อยให้ Bill Lair และ PARU ฝึกม้งจำนวนมาก เกือบ 2๐,๐๐๐ นาย เพียงชั่วปีเศษ ทำให้เวียตนามเหนือสดุ้งตกใจ ว่าจะปล่อยไว้นานไม่ได้อีกแล้ว ก่อนหน้านี้เวียตนามเหนือเดินทางไปไหนไม่ต้องระวัง ตอนหลังหน่วย SGU (Special Guerrillar Unit) ของม้งซุ่มโจมตี (Ambush) ทำความเสียหายมากขึ้ทุกที ม้งยิงปืนแม่นมาก โดยธรรมชาติพวกเขาล่าสัตว์ป่าเป็นอาหารอยู่แล้ว บางคนออกจากบ้านมีลูกกระสุนเพียงนัดเดียว (ปืนแบบบรรจุจากปากกระบอก Muzzle Loader) พอสัตว์วิ่งผ่าน ม้งยกปืนขึ้นยิงออกไป แบบไม่ต้องเล็ง เมื่อได้รับการฝึกฝนแบบทหารกองโจร บวกกับได้อาวุธทันสมัยขึ้น การโจมตีของม้งจึงรุนแรง รวดเร็วได้ผล จนเป็นที่เลื่องลือกันทั้ง Pentagon Washington (Defense Department) และ Langley Virginia (CIA HQ)

ทหารไทยที่ไปรบในลาวที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดและรบในระดับกองพลน้อย (Regiment ใหญ่กว่ากองพัน) ข้าเจ้าขอเขียนถึงวีระบุรุษทหารไทยผู้กล้าหาญท่านนี้สํกเล็กน้อย นะเจ้าคะ เพื่อเป็นอนุสรณ์ เตือนใจวีระชนรุ่นหลังๆและอาจจะเป็นครั้งแรกที่เพื่อนๆได้ทราบชื่อนักรบยี่ งใหญ่ผู้นี้ ที่พวกเราคนไทยควรภาคภูมิใจเป็นอย่างยี่ง

ท่านผู้นี้ก็คือ.......

เฉลิม ประสงค์ทรัพย์ (ดาบ) ยศขณะนั้นเป็น พท. เมกัน CIA เรียกเขาว่า Sword (ดาบ) เขาเป็นทหารม้า จบ จปร.รุ่น 4 ดาบเป็นสุภาพบุรุษชายชาติทหารอย่างเต็มตัว สูงใหญ่ 6 ฟุต อกผาย บ่าตรง ไหล่ผึ่ง เอวคอด ล่ำสัน แข็งแกร่งและบึกบึน ผมสั้น(เป็นประจำ) ใบหน้ายิ้มแยัม หัวเราะอารมณ์ดีตลอดเวลา เสียงลึกแหบ แต่อุปนิสัยเป็นมิตรกับทุกคน กินเหล้าแข็งมาก และชอบเล่นเผ(Poker) เป็นชีวิตจิตใจ พวกเพื่อนด้วยกันล้อเขาว่า เขามีหุ่นเหมือน "พระ" "Buddha" เขาเคยไปดูงานที่ Zulu ล่องแจ้ง ภาค 2 ซึ่งเป็นฐานของ PARU เมื่อตอนเราตีทุ่งไหหินได้ ยุทธการครั้งนี้ใช้ชื่อโค๊ตว่า "ยุทธการกู้เกียรติ์" (ฤดูร้อน 1969) เรายึดถ้ำของจีนแดง ไกล้ๆเมืองคังไข (Khang Khai)ได้ และได้มอบเทปที่เป็นแบบ Teletype ของจีน ที่เรายึดได้ในถ้ำ ให้ดาบเป็นของขว้ญ (จะได้มีผลงานเด่นไปโชว์ที่ บก.333)

หลังจากนั้นดาบก็จากไป เพื่อนๆที่ล่องแจ้งไม่ได้พบเขาอีกเลย ทราบว่า หน.เทพ ได้มอบหมายงานให้ดาบ คุมกำลังเสือพราน รุ่นแรกๆ 3-4 กองพัน เข้าบุกข้าศึกเวียตนามเหนือ ในเขตภาค 3 (สุวรรณเขต) และภาค 4 (ปากเซ) และทราบว่าดาบเสียชีวิตจากการรบที่ราบสูง โบลาเวน (Bolaven Plateau) แขวงปากเซ ลาว

ยุทธการ Bolaven Plateau(ที่ราบสูงโบลาเวน) เป็นการรบครั้งใหญ่มาก ที่คนไทยนำกำลังเข้าไปรบโดยตรงกับกองทัพเวียตนามเหนือ ดาบเป็น ผบ.หน่วย และทราบว่าดาบนั้นได้แสดงฝีมือในการรบแบบบ้าบิ่น ที่ทหารไทย-ลาวไม่เคยเห็นมานาน นั่นคือเขากับ คำสิงห์ สหายคู่ใจ เข้าผลักดันทหารเวียตนาม ที่ยึดเมีองอัตตะปือ (Attapau City) โดยใช้ยุทธวิธีแบบพังประตู-จากประตูหนึ่ง-สู่ประตูหนึ่ง (Door-To- Door Combat) แบบเดียวกับทหารเมกาใช้ในสงครามอิรัค แอฟกานิสถาน ในปัจจุบันนี้ เขาและคำสิงห์ ผลักดันทหารเวียตนาม/ปะเทดลาว ออกจากเมืองอัตตะปือไปได้ (หนังสือ The Ravens by Christopher Robbins) CIA ทึ่งในความสามารถที่เด็ดเดี่ยวของดาบและคำสิงห์เป็นอย่างมาก

น่าเสียดายกองทหารของเขา หลงเข้าสู่กับดักของเวียตนามเหนือ ไกล้ที่ราบสูง โบลาเวน (Bolaven Plateau) ในหุบเขาใกล้ Ho Chi Minh Trail ฝ่ายเราเสียหายหนักมาก ทหารเวียตนามเหนือเคยรบกับนายดาบมาหลายครั้งแล้วในระยะนั้น และจำเขาได้ดี เมื่อเขาเสียชีวิต จึงเอาร่างศพของดาบวางล่อในที่แจ้งบนโขดหิน ที่มองได้ชัดจากเครื่องบิน ทางฝ่ายไทย-ลาว ใช้กำลังมากมายเท่าที่มี เข้าตีเพื่อแย่งร่างของดาบ หลายครั้งหลายวันต่อมา แต่มิสามารถเอาร่างเขาคืนมาได้ บก. 333 และทั้งกองทัพบก โศกเศร้ากับการสูญเสียดาบอยู่หลายเดือน และได้พูดถึงดาบมาตราบเท่าทุกวันนี้


ตอนเขาถูกส่งไปเรียนหลักสูตร ผบ.พัน ที่เมกา (ตอนยศ ร้อยโท) จอมพล สฤษดิ์ เรียกไปหา และมอบเงินติดตัวให้ ท่านบอกว่า "เฮ้ย ดาบ เอาเผื่อกูทีหนึ่งนะ" ดาบไม่ค่อยแน่ใจจีงเรียนถามท่านว่า "อะไรครับ ท่าน?" ท่านตอบว่า "ไอ้มืด...เอ็งกลับมาแล้วรายงานให้กูทราบด้วย"

.......เฉลิม ประสงค์ทรัพย์..."ดาบ"..."Sword"

ข้าเจ้าขอสดุดี และ คาระวะท่านตลอดไป...

ข้าเจ้าจะพยายามเสนอเรื่องวีระบุรุษของไทย ที่เสียชีวิตในสงครามลาว เท่าที่จะหามาได้ (Citation needed)

Offline

#56 July 26, 2015 12:59 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,882
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

นาคังล่ม

การปัองกันนาคังครั้งแรก จากปี 1965- 1966 27 ฐาน (outpost) ของฝ่ายม้งถูกตีแตก ทหารเวียตนามเหนือ เพิ่มกำลังขนาดใหญ่ และตัดสินใจต้องทำลายเมกาและม้งอย่างรีบด่วนใช้ยุทธวิธืขั้นแตกหัก ขณะนั้นกำพลที่วังปาวเพิ่มขึ้นยอดสูงถึง 35,000 คน


ฝ่ายเวียตฯใช้ กำลังจากกองพลน้อย (168 Regiment) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองพล 316 จากภูเย็นเข้าล้อมนาคัง ตอนต้นเดือน กพ. 1966 และหลังจากนั้น เมื่อ 17กพ. 1966 นาคังได้วิทยุบอก บก.ล่องแจ้งว่าไม่สามารถยันกำลังเวียตฯ ได้อีกต่อไป รุ่งเช้า ฮ.ชินุ๊ก 47 (Chinook-47) ซึ่งจุทหารได้เกือบ 200 นาย เข้ามาขนทหารม้งออกไป

แต่ปีนั้นฝนตกหนักมาก จึงทำให้ทหารเวียตฯรักษาเอาพื้นที่นาคังไว้ไม่ได้นาน เพราะขาดเสบียงอาหารและจำต้องถอนกลับไปซำเหนือ วังปาวจึงเข้ายึดนาคังกลับคืนอีก และเสริมกำลังทั้งฝ่ายลาว นำโดยพอ.ผัน (ไม่ทราบนามสกุล) ซึ่งตามตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการเขตหัวพันด้วย ตั้งอยู่ด้านเหนือ บนเนินสูของสนามบิน ส่วน ซีไอเอ 2 นาย และอีกท่านหนึ่งคือ Blue Boy อยู่บนเนินสูงทางใต้ของสนามบิน พร้อมทั้งเครื่องสื่อสารมากมาย และมีปืน 50มม.(M-2 50 Caliber) ลูกขนาดกล้วยหอม เวลายิงจะมีพลุส่องแสงออกไปที่เป้าหมายด้วย (ทุก 4 นัดจะมีพลุส่องแสง 1 นัด)

การโจมตีครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 6 มค. 1967 เวียตฯ ใช้ยุทธวิธีแตกต่างจากเดิม โดยแทนที่จะใช้ความมืดกำบังตัว และโจมตีเวลากลางคืน แต่คราวนี้เขาเข้าโจมตีกลางวันแสกๆ เข้ามาทั้ง 3 ด้าน ทางเหนือ-ใต้ และทางสนามบิน โดยคืบคลานฝ่าดงหญ้าแพรกสูง 1-2 เมตร เพราะตอนนั้นอากาศปิด หมอกหนาถึง 200-500 ฟุต เครื่องบินทำงานไม่ได้ ต้องใช้เครื่อง C- 130 โปรยพลุไฟ (Flares) ลงมาให้เราเห็นตัวข้าศึก ที่รุกคลานเข้ามา


เวียตนามเหนือ ลุกเข้าประชิดทุกจุด และพยายามยึดปืนกลหนัก 50มม.ให้ได้ พอ.ผัน แยกกำลังฝ่ายทหารลาวเป็น 3 หน่วย เข้าแย่งปืนกลับคืนมาได้ แต่ตัวเองพลาด ถูกปืน ปรส.ยิงตัวขาดเป็น 2 ท่อน และ ซีไอเอ Don Sjostrom ถูกยิงตายขณะกำลังสู้รบด้วย ฝ่ายม้ง ลาว และคนไทยซึ่งเป็นหน่วยเฝ้าถนน (Road Watching Team), Blue Boy, CIA Ernest Kuhn ต่อสู้ก้นอีก 2 วัน โชคดีที่มีเครื่อง A-1E 3 ลำ กลับมาจากการโจมตีเสันทางโฮจิมิน นักบินกล้าหาญมาก หลังจากบินรอบนาคัง 2-3 รอบ ก็ได้โฉบลงมาแทบติดพื้น และวางระเบิดนาพาล์ม (Napalm) ตรงตามจุดที่ต้องการ และตามด้วยระเบิด CBU (Cluster Bomb Unit) ทำให้ฝ่ายเวียตฯเสียหายมาก บ้านหลายหลังถูกเพลิงไหม้


พอรุ่งเช้า อากาศเริ่มเปิด ทีนี้เครื่องบินทุกชนิดบินมาช่วย รุมกินโต๊ะ วังปาวบินมาถึงตอนเช้า และบัญชาการรบจากฮ. รอบๆนาคัง เพราะยังลงไม่ได้ ยังสู้กันอบู่ ทหารเวียตฯต้องรีบถอยหนี เครื่อง FAC L-19 ได้ติดตามไปดู พบทหารเวียตฯแบกหามศพไม่ต่ำกว่า 100 ศพ หนีไปตามแนวป่า มุ่งไปทางซำเหนือ เครื่องบินฝ่ายเมกาไล่จิกตีอย่างเมามันและสนุกสนาน

ขออนุญาตไปทำธุระก่อนนะเจ้าคะ ยังมีต่อพรุ่งนี้เจ้าค่ะ

ไม่ทราบว่าคุณSea Eagle เคยอ่านเรื่องของ เดียน เบียน ฟู (Dien Bien Phu ) การสู้รบ ระหว่าง มีนาคม ถึง พฤษภาคม 1954 มาบ้างหรือเปล่า? ไม่ทราบว่าเป็นหนังแล้วหรือยัง? แต่เป็นสงครามที่สำคัญมาก ที่ทำให้ฝรั่งเศสต้องหยุดบทบาทการ (จะกลับ) ครอบครองอิโดจีนอีก หลังสงครามโลกครั้งที่สอง นายปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าเสรีไทย และ(นายพล)เตียง ศิริขันธ์ ได้สันสนุนขบวนการของเวียตมินห์ ของโฮ จิมินห์ และคุ้นเคยสนิทสนมกับโฮ จิมินห์เป็นการส่วนตัวด้วย ไม่ต้องการให้ฝรั่งเศสกลับมามีอิทธิพลในอินโดจีอีกต่อไป เพราะเราเจ็บปวดจากอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นอย่างมากมานานแล้ว (แม้นายปรีดีจะมีการศึกษาจากฝรั่เศสก็ตาม) และเสทือนไปถึงลัทธิล่าอาณานิคมทั้งหมดของฝ่ายตะวันตก ซึ่งพี่เบิ้มใหญ่ๆก็มี อังกฤษ ฝรั่งเศส เสปญ ปอร์ตุเกส อิตาลี่ เนเธอร์แลนด์ เยอร์มัน เป็นต้น

ประกอบ ทั้งเมกาเองไม่สนับสนุนให้ปล้นประเทศเล็กๆ เอาไปเป็นทาสของพวกคนขาวอีกต่อไป แต่เมกาเองก็ตกหลุมพลาง เข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามอินโดจีนจนได้ สาเหตุก็เพราะเรื่องทฤษฏีโดมิโน(Domino) ในสงครามเย็น(Cold War) เป็นหลักมากกว่า ประกอบกับ เคนเนดี้ (John F. Kennedy) เองเป็นประธานาธิบดี ที่นับถือศาสนาแคทอลิก (Catholic) คนแรกของ USA และโง ดิน เดียมก็เป็น Catholic ด้วย จึงเป็การสัมพันธ์ขั้นพิเศษต่อกัน แต่ผลสุดท้ายก็ต้องกำจัดเพราะน้องชายชื่อโง ดิน นู และมาดามนู ภรรยา โหดร้ายกับชาวพุทธมากเกินไป

เรื่อง เดียน เบียน ฟู นั้นเป็นเรื่องพิเศษมาก ที่เวียตมินห์ได้ตั้งใจส่งกองกำลังของฝรั่งเศส ซึ่งตั้งอยู่ฮานอย (ส่วนโฮ จิมินห์, โว เวียน เกียบ,ฟามวันดง,เลอดวน ฯลฯ อยู่ในกระท่อมหลังคามุงจากในป่า) ไปตั้งฐานในหุบเขานั้น และเมื่อฝรั่งเศสตกหลุมพลาง เวียตมินห์ล้อมหลวมๆเอาไว้ แล้วขนปืนและลูกระสุน ขึ้นไปบนยอดภูด้วยความยากลำบาก ทีละน้อยจนเต็มอัตรา เมื่อพร้อมแล้วก็ทำการแหย่ ไม่ให้ทหารฝรั่งเศสนอน เมื่อเพลียเต็มที่ก็เข้าตี โหมสุดกำลัง และยึด เดียน เบียน ฟู ได้ในที่สุด

ทหารฝรั่งเศส ตาย 1,571-2,293, บาดเจ็บ 5,195-6,650, สูญหาย 1,729, ถูกจับได้ 11,721(Christian De Castries (ผบ. ) Pierre Longlais) และตายหลังจากถูกจับ 8,290(?)

ฝ่ายเวียตมินห์ ตาย 4,020, บาดเจ็บ 9,118, สูญหาย 792, แต่ฝรั่งเศสคาดว่าเวียตมินห์ตายและบาดเจ็บ 23,000

ฝ่าย ฝรั่งเศส มีพวกม้งของวังปาวร่วมด้วย เมกาก็ให้ความช่วยเหลือ เรื่องขนส่งทางอากาศ และรถถัง M24 Chaffee จำนานหนึ่ง (ฝรั่งเศส Lafayette เคยช่วยเมกา ทำสงครามปลดแอกจากอังกฤษมาก่อน) เมกานึกถึงบุญคุณของฝรั่งเศสตลอดมา และชาติไหนก็ได้ที่ได้ช่วยเหลือเมกามาก่อน นโยบายต่างประเทศของเมกาเป็นแบบอนุรักษ์นิยม (Conservative) เสมอ ไทยเป็นประเทศหนึ่งได้ช่วยเมกาหลายครั้ง ดังที่ข้าเจ้าได้กล่าวไว้ตอนต้นๆบ้างแล้ว เมกายากที่จะลืมไทยได้ นอกจากไทย (บางคนอยากดัง) จะเดินออกนอกแบบไปบ้าง "ก็ไม่ว่ากัน"

ความรู้สึกของข้าเจ้าในวันนี้ ๑ กันยายน ๒๕๕๖ สุดยากที่จะพรรณาได้ ทั้งตื่นเต้น และซาบซึ้ง ที่วันนี้"ไอเอฟ" "Internet Freedom.US"ได้โชว์ยอดผู้อ่าน "ครั้งแรก...!!!" ถึง 30,007 คาดไม่ถึงว่าเพื่อนๆจะให้ความสนใจ เรื่องความจริงในอดีต ซึ่งยังเป็นความลับดำมืดในประเทศไทยเรามาตลอด แต่ข้าเจ้ามาอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่มีสิทธิเสรีภาพ เข้าถึงเนื้อหา ประวัติศาสตร์ ความลับนั้นๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเทศไทยเรา และของประเทศทั่วโลก

และนี่ก็เป็นการเขียน "ครั้งแรก"ของข้าเจ้าเช่นกัน มันเป็นการบังเอิญที่ดลใจให้ข้าเจ้าต้องเขียน(เปิดเผย) เรื่องเหล่านี้ออกมา ที่ในประเทศไทยเราไม่เคยเปิดเผย (declassified) จึงทำให้บางคนที่เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ ได้ถือโอกาสสร้างภาพพจน์ตนเองเป็นวีระบุรุษผู้ยี่งใหญ่ ที่ไม่ธรรมดา ซึ่งเป็นสี่งที่น่าขยะแขยง และน่าอดสูยี่ง ส่วนคนที่ปิดทองหลังพระ ไม่เคยได้รับการยกย่องสรรเสริญ หรืออาจจะเลยเถิดจนกลายเป็นแพะรับบาปหากพูดความจริงออกมา

มันพัวพันไปถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของข้าเจ้า ของพวกท่าน ของวีระบุรุษในอดีต ที่เราไม่เคยรู้จัก แต่วันนี้ เรามีและอยู่ในยุค INTERNET จึงทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ แม้พูดไม่ได้(ที่ไทย) แต่ก็รู้ความจริงมากขึ้น จนบางครั้ง บางเรื่องเมื่อไปค้นพบ ก็เกิด 3 สอ (สมเภช-สังเวช-สงสาร) และเวทนา ตาจึงค่อยๆสว่าง เกิดอารมณ์โกรธเพี่มมากขึ้นๆ เพราะถูกปิดบัง ครอบงำ (ล้างสมอง) ตั้งแต่เล็กจนถึงปัจจุบัน ข้าเจ้าจึงปรารถนา ที่จะถ่ายทอดประสพการณ์ของข้าเจ้า เล็กๆน้อยๆ ให้เพื่อนๆได้ทราบ

ขอบพระคุณมากๆเจ้าค่ะ ที่เพื่อนๆได้ติดตามอ่าน และให้กำลังใจต่อข้าเจ้ามาตลอด ในการเขียน"ครั้งแรก..!!!."

Offline

#57 July 26, 2015 1:00 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,882
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

นาคังล่มตอน "สูญสิ้นวีระบุรุษ Blue Boy"

ทหารม้งและลาวเหนื่อยอ่อน และล้มตายมาตลอดที่บริเวณนาคัง เมื่อถึงปี 1968 ม้งเสียที่มั่นทั้งหมด 34 แห่ง รวมทั้งที่ภูผาที เมื่อ 11 มีค.1968 เมกันรู้ดีว่านาคังคงไม่แคล้วต้องแตก แต่ก็ได้เตรียมกำลังทางอากาศ ทุกชนิดตั้งแต่หน่วย เรเวน (Raven ) ตอนนี้ใช้เครื่อง O-1 Bird Dog ซึ่งเป็นเครื่องชี้เป้าหมายเล็กมาก สำหรับยิงลูกควันปักหมุดให้เครื่องบินขับไล่เช่น Phanthom ll Flighter (อุดรฯ), F105 (ตาคลีและโคราช) และA-1E รวมทั้ง C-47 "Spooky" Spectre C-130 (อุบลฯ), C-119G "Shadow Gunship" เครื่องติดปืนกลหนัก M-60, M-50 นอกจากนั้นก็มี T-28 ของม้งและลาวจากล่องแจ้ง และหน่วย T-28 ฝ่ายไทยจากอุดร (Firefly) และ ฯลฯ เต็มอัตราศึกเพื่อยึดนาคังไว้ให้ได้ โดยทำการโจมตีทางอากาศ 300 เที่ยวบินรอบๆฐานนาคัง

จน ถึงวันที่ 3 เมย. 1969 เวียตนามเหนือจำต้องถอนออกจากบริเวณนาคังออกไป พล ต.ดิ๊ก ซีคอร์ด(Dick Secord) หน.ฝ่ายยุทธการทางอากาศของซีไอเอ ที่ AB-1(อุดรฯ) คิดว่าเวียตฯตกอยู่ในภาวะที่ล้มเหลว และกว่าจะกลับมีกำลังมาตีอีก คงใช้เวลาอีกนาน เป็นความคิดที่ผิดพลาดเป็นอย่างยี่ง เวียตฯกลับมาด้วยกองกำลังที่ได้รับเสริมจาก 10,000 คน เป็น 13,000 คน

และ แทนที่จะถอนตัวตอนหน้าฝนที่กำลังเรี่ม ก็เริ่มกระหน่ำเข้าตีตามจุดต่างๆ ทุกจุดทุกวันแม้ฝนจะตกหนักก็ตาม ทหารม้งเหนื่อยหน่ายการศึกเต็มที และไม่มีความสามารถในการตั้งรับ เมื่อ 28 กพ. 1969 3กองพลน้อยของเวียตฯ จากกองพล 316 ก็เข้าตีนาคังอีก และส่ง 1 กองพลน้อยมุ่งสู่ทุ่งไหหิน พร้อมหน่วย ปตอ.(ปืนต่อสู้อากาศยาน)


หลังจากนั้น เมื่อปืนครกจากเวียตฯยิงตกลงไปบนบังเกอร์กองบัญชาการของม้ง และฆ่านายทหารของม้งที่อยู่ภายในตายหมด ทำให้ทหารที่เหลือเสียขวัญ และเรี่มเล็ดลอดหนี โดยตัดรั้วลวดหนามตัวเองออกไปกลางดืก เหลือแต่ทหารเด็กๆเพียงไม่กี่คน ซีไอเอชื่อ เออเนสต์ คูน (Ernest Kuhn) ก็ทิ้งฐานด้วย เหลือคนเดียวคือ ชุมพล สาระวัน (Blue Boy) คุมกำลังทางอากาศเพียงลำพัง นาคังก็ล่ม 11 มีค.1969

กอง พันม้ง/ลาวหลายกองพัน ถูกตียับ และต้องถอยออกจากตัวเมือง ม้งและครอบครัว 4,000 คน ต้องเล็ดลอดตัดสายลวดหนามที่ตัวทำไว้ หนีกันอย่างจ้าละวั่น เครื่องบินของเมกาจำนวนมากได้ขนย้าย และยิงสะกัดกั้นให้ 2-3 วัน Blue Boy ผู้ไม่ยอมหนีไปพร้อมกับซีไอเอ แต่เขาอาสากำกับการถอนหนีและเป็นผู้ควบคุมการใช้กำลังและการอพยพด้วยฮ.จำนวน หลายเที่ยว เพื่อช่วยให้เสียหายน้อยที่สุด แต่ผลสุดท้ายเขาก็ถูกซุ่มยิงและคาดว่าเขาเสียชีวิตที่นั่น เพราะเขาหายสาปสูญไปเลย


สุดแสนเสียดาย ที่พระเอกของเรา ชุมพล สาละวัน "Blue Boy" ยอดวีระบุรุษของสงครามลาว ผู้มีพร้อมทุกอย่าง ความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ฉลาดเฉลียว และเป็นผู้เสียสละชีวิตเพื่อผู้อื่นโดยแท้ เราควรยกย่องในวีระกรรมของเขาในวโรกาสนี้ (เข้าใจว่า ปธน.ลินดอน เบน จอห์นสัน (LBJ = Lindon Ben Johnson) คงเห็นและรู้ว่า Blue Boy ชุมพล สาละวัน คือใคร ?)

นาคังแตก ทำให้ ปธน. ลินคอน เบน จอห์นสัน (LBJ ) ถึงกับหมดกำลังใจ ที่จะทำการสู้รบ ในลาวและในเวียตนามอีก เพราะเมกาได้มีกำลังทุกชนิด ยุทธวิธีทุกอย่าง เครื่องไม้เครื่องมือมากมายก็มิสามารถสกัดกั้นกองกำลังของเวียตฯได้ การสูญเสียนาคังได้พิสูจน์ให้เห็นชัดว่า เวียตฯได้ชนะศึกอินโดจีนอย่างแน่นอน

เวียตฯเพี่มกำลังใจให้ตัวเอง ยี่งรบก็ยี่งแข็งแกร่ง และพร้อมที่จะบุกล่องแจ้ง...หลวงพระบาง...และเวียงจันทร์...และยึดลาวทั้ง ประเทศ เพราะทหารภาคพื้นดินของม้ง/ลาว แทบจะหมดสมรรถภาพการเป็นกองทัพอย่างสิ้นเชิง

แต่ยังก่อนเจ้าค่ะ ยุทธการ"กู้เกียรติ" กำลังจะตามมา วังปาวผู้นี้ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ...โปรดติดตามยุทธการทุ่งไหหินตอนต่อไปนะเจ้าคะ


หมายเหตุ...

จาก การค้นคว้าของข้าเจ้า ในเวปไซด์ของ Hall of Frame ของ CIA ที่เปิดเผยแล้ว(Declassified) ทราบว่าซีไอเอชื่อ ฮาเวิดด์ ฟรีแมน (Howard Freeman)ที่ทำงานร่วมคู่ใจกับบลูบอย ได้ถูกยิงที่ขา ถูกประคองขึ้นฮ.โดยบลูบอยและม้ง จึงรอดชีวิตมาได้

ต่อมา ฮาเวิดด์ ฟรีแมน เป็นหัวหน้าศูนย์ต่อต้านผู้ก่อการร้าย(Counter-terrorism Center) ของ CIA และเป็นตำแหน่งอาวุโส(Senior) ที่สำคัญจนกระทั่งปลดเกษียณ

บลูบอยคงต้องอยู่ในความทรงจำของเขาตลอดกาล...

Offline

#58 July 26, 2015 1:01 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,882
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ครั้งแรก...!!! ที่ลาสเวกั้สยังไปไม่ถึงถึงก็ถึงไม่ถึงก็ไม่ถึงนะเจ้าคะถึงเร็วพี่น้องก็จะเบื่อ
ขอแวะเติมอาไหล่ไปเรื่อยๆละกานนนนเจ้าค่ะ

July 4, 1776 ....

หลายปีมาแล้ว ข้าเจ้าเคยไปที่ Liberty Bell Pavilion ตั้งอยู่ในเมือง Philadelphia รัฐ Pennsylvania
เป็นห้องสมุดที่ใหญ่พอสมควรสร้างไว้เป็นอนุสรณ์แด่ชนรุ่นหลังไปเยี่ยมชมก่อนจะมีการปฎิวัติปลดแอก
จากประเทศอังกฤษได้มีการเรียกประชุมลับครั้งแรกที่ Liberty House แห่งนี้ผู้เข้าร่วมการประชุมครั้งนั้น
ประกอบด้วย

1) George Washington เป็นผู้นำฝ่ายทหารภายหลังได้เป็นปธน.คนแรกของเมกา

2) John Adam เป็นผู้นำฝ่ายพลเรือนภายหลังได้เป็นปธน. คนที่สองของยูเอส

3) Benjamin Franklin เป็นผู้จัดการบริหารการพบปะลับครั้งนี้เป็นตัวเชื่อมทุกจุดจัดหัวข้อหาอาวุธ
หางบประมาณหาข่าวสารวางแผนทุกอย่างติดต่อกับประเทศฝรั่งเศสให้มาช่วยเมกาสู้กับอังกฤษ
ถ้าไม่มีฝรั่งเศสมาช่วยเมกาคงไม่ชนะอังกฤษแน่นอนแฟรงคินจึงเป็นทูตที่เฉียบแหลมมาก

4) มีผู้ร่วมประชุมที่สำคัญๆอีกหลายท่านเช่น Thomas Jefferson ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ,
John Hancock เป็นนักกฎหมายและการคลังและอีกหลายๆท่าน

การประชุมครั้งนี้มีการเซ็นต์ประกาศอิสระภาพให้เมกาไม่ขึ้นต่ออักฤษอีกต่อไปและวันนั้นก็คือ
July 4th, 1776 Declaration of Independence และเป็นที่น่าประหลาดใจ ที่ King George lll of England
ได้จดบันทึกไว้ในสมุดไดอารี่ของพระองค์ว่า "Nothing happen in the world today."
และวันนี้ก็คือวันชาติของเมกา July the 4th อังกฤษเป็นมหาอำนาจของโลกเคยมีคำกล่าวไว้ว่า
"อาณาจักร์อังกฤษพระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน" แต่วันนี้เป็นวันที่พระอาทิตย์เรี่มตกที่เมกาแล้ว

คืนวัน Christmas Eve December 24, 1776 เป็นคืน Turning Point วันหนึ่งของประวัติศาสตร์อเมริกา
ที่ George Washington ได้นำกองทหารข้ามแม่น้ำ Delaware ในขณะนั้นผิวน้ำกลายเป็นน้ำแข็งทั้งลุย
ทั้งแจวทั้งพายทหารบางคนไม่มีรองเท้าใส่ทนทุกข์ทรมารทะลักทุเลเข้ายึดหน่วยทหารของอังกฤษ
ซึ่งกำลังเมามายหลับไหลสนิทที่เมือง Trenton New Jersey จับทหารอังกฤษ 1000 คนมาเป็นเฉลย
เป็นชัยชนะทางด้านทหารครั้งแรกของเมกาอันเป็นชัยชนะที่หอมหวานมากเพราะ G. Washington
ได้พ่ายแพ้ก่อนหน้านี้มา 4 ครั้งแล้วตั้งแต่ประกาศอิสระภาพ July 4th G. Washington ได้รับความอดสู
นั่งเศร้าซึมตลอดมาเกือบแทบจะฆ่าตัวตายทีเดียว

แต่การต่อสู้ยังดำเนินต่อเนื่องอีกหลายปีจึงได้รับชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จแต่ก็ได้ถือเอาวันประชุมครั้งแรก
เป็นวันชาติของอเมริกา July 4th, 1776 Declaration of Independence of USA !!!

AmDang, Jul 4, 2013 #16
ตั๊ม แซมซัง and squirrel hunter like this.


เสียงประทุดอกไม้ไฟเรี่มดังกระหน่ำขึ้นไปเรื่อยๆทันทีหลังจากพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า
มันเป็นดอกไม้ไฟที่ราคาแพงมากความสวยที่ระเบิดแตกกระจายเป็นสายพริ้วหลายหลากรูปแบบบนท้องฟ้า
อันมืดสนิทเรามองชื่นชมจ้องตาแทบไม่กระพริบนี่คือการสลุดต่อบรรพบุรุษของชาวอเมริกัน
ที่ต่อสู้เสียเลือดเนื้อเสียชีพเพื่อปลดแอกจากอังกฤษที่กดขี่ข่มเหงรีดนาทาเร้น
ถลอกภาษีอย่างโหดเหี้ยมทารุนอย่างเลือดตากระเด็น...

เป็นการฉลองสลุดสะดุดีครั้งที่ยี่งใหญ่ทุกๆปีถึงวีระชนผู้นำอิสระภาพเสรีภาพความเสมอภาพ
เท่าเทียมกันทุกคนความเป็นหนึ่งเดียวอยู่ใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นกฏเหล็กเดียวกัน... มาสู่แผ่นดินเมกา
แผ่นดินนี้ที่ยี่งใหญ่เป็นมหาอำนาจของโลกเป็นที่สุดของที่สุดการที่เมกาถูกกดขี่ข่มเหงจากอังกฤษมานาน
ทำให้คนอเมริกันเข้าใจลึกซึ้งถึงสถานะการณ์ในทุกประเทศทั่วโลกเปรียบเหมือนนกอินทรีย์บินโฉบไปโฉบมา
คอยพิทักษ์ปกป้องช่วยเหลือให้ทุกประเทศอยู่กันอย่างสันติสุข...อย่างพี่ใหญ่ปกป้องน้องเล็กๆ
ให้ปลอดภัยและอบอุ่นทั่วถึงทุกแห่งในพิภบ

พี่น้องที่รักทุกท่านเมกาไม่ใช่เป็นผู้ก่อสงครามเมกาเป็นผู้พยายามยุติสงคราม
เมกาพยายามปกป้องประเทศเล็กที่อ่อนแอหลุดจากเงื้อมมื้อของประเทศที่แข็งแรงกว่า
เมกาได้ทำสัญญาไว้กับประเทศเกือบทั่วโลกยกตัวอย่างให้พี่น้องได้ทราบ 2-3 กรณีนะเจ้าคะ

1) เมกา-ญี่ปุ่นเมกาสัญญาจะปกป้องญี่ปุ่นถ้ามีใครมารังแกขณะนี้จีนจะเข้ายึดเกาะ Shikoku Island
ที่เป็นของญี่ปุุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สองจีนและไต้หวันก็พยายามจะเข้ายึดเป็นกรรมสิทธิ์ของตนขณะนี้
เมกาผู้เคร่งและยึดมั่นในสัญญาจึงต้องส่งกำลังทหารและอาวุธไปขัดตาทัพเพื่อเป็นกอขอคอ (ก้างขวางคอ)
ต่อจีนและใต้หวันไม่ให้บุกรุกเกาะนี้ง่ายๆ

2) จีนจะเข้ายึดหมู่เกาะ Spratly Islands และหมู่เกาะ Paracel Islands ที่อยู่เหนือประเทศบรูไนท์เล็กน้อย
ในทะเลจีนใต้ที่มีแหล่งน้ำมันและแก๊ซธรรมชาติมากที่สุดในโลกขณะนี้และอีกเกาะคือเกาะ Scarborough Island
ที่อยู่ห่างจากฟิลิปปินประมาณ 200 ไมล์จีนได้ยิงไปที่เกาะนี้ในที่สุดก็ส่งชาวประมงเข้าไปยึดอยู่เป็นที่อาศัย
เมื่อไม่นานมานี้เมกาต้องส่งเรือดำน้ำทหารอาวุธไปตั้งหลักปกป้องประเทศเพื่อนบ้านของไทยในปัจจุบันนี้

3) อิสราเอลรบกับอียิปเมกาจ้างให้สงบสงครามโดยให้เงินยูเอสดอลล่าทุกๆปี
แก่ประเทศทั้งสองคือ $3.5 billions ให้ Israel และ $1.5 billions ให้ Egypt สงครามระหว่างทั้ง 2 ประเทศ
จึงสงบลงเท่าทุกวันนี้แต่เมกา "ถังแตก" ดังโพล๊ะเจ้าค่ะ

4) ประเทศทั่วโลกที่ยูเอสเข้าไปช่วยเหลือดูแลสุ่งหน่วยอาสาสมัคร (Peace Corps) ไปช่วยเหลือทางด้าน
การศึกษาให้ความรู้ในด้านส่งเสริมความเป็นอยู่การครองชีพให้ดีขึ้นตามทันสถานะการณ์โลกปัจจุบัน
ทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคมการเงินการศึกษาและอาวุธเพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ใครมารุกรานง่ายๆ

การฉลองวันชาติอเมริกัน July the 4th ได้จบลงชาวเมกันได้แสดงความอี่มเอิบจากที่สุดของหัวใจ
ภูมิใจที่ได้เป็นชนอเมริกันชนที่พยายามสร้างแต่ความสงบสุข (peaceful mind) ให้แก่ชาวโลก...จึงขอสลุด...
USA จงเจริญๆๆๆๆๆๆๆ !!!!!!!! USA

Offline

#59 July 26, 2015 1:02 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,882
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

จากวันนั้น July 4th 1776 ถึงวันนี้เป็นเวลา 237 ปีวันชาติของเมกาอิสระเสรีมาเนิ่นนานไม่เปลี่ยนแปลง
คนของเขาช่างมีจิตรที่หนักแน่นยึดหลักรัฐธรรมนูญอันเดียวกันไม่โอนเอนไปตามกระแสลมเป่าของใครทั้งสิ้น
รัฐธรรมนูญของเขาใช้เวลาร่างถึง 15 ปีเป็นกฎเหล็กที่หนักแน่นและมั่นคงที่บังคับกะเหรี่ยงจากทั่วโลก
ที่หลั่งไหลเข้าไปพำนักพักพิงในเมกาทำมาหากินจนร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีของโลก
คนที่ยังย่ำต๊อกบนถนนคอนกรีตก็มีเยอะแต่ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎเหล็กฉบับนี้อย่างเคร่งครัด
และเขาก็อยู่ด้วยกันได้อย่างสันติสุขตลอดมา...

จากวันนั้น 24 มิถุนายน 2475 ถึงวันนี้เป็นเวลา 80 ปีวันชาติของไทยได้หายสาปสูญไปจากความทรงจำ
ถึงไงก็มีบุคคนหลายกลุ่มหลายสมัยที่มีหัวใจรักประชาธิปไตยที่พยายามจะรื้อฟื้นวันนี้ขึ้นมา
ก็เพียงแต่จุดประทุแบบล้มลุกคลุกคลานมาเรื่อยๆครั้งใดที่จะกล่าวถึงวันนี้ขึ้นมาจะต้องมีการต่อสู้ฆ่ากันตาย
และบาดเจ็บเป็นเบือวีระบุรุษนักศึกษาคณะราษฎรผู้เสียสละชีพมาหลายครั้งหลายคราก็ถูกกำจัดถูกฆ่า
ถูกจองจำในคุกหนีหัวซุกหัวซุนเข้าป่าถูกไล่ออกไปอยู่นอกแผ่นดินไทยก็มีทั้งที่เขาเหล่านั้นเพียงต้องการ
อิสระเสรีภาพเป็นมนุษย์เท่าเทียมกันเท่านั้นวันชาติไทยจะมีได้อีก
จะต้องมีประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์สมบูรณ์เท่านั้นหรือ

19 มิถุนายน 2556 คณะกวป.ได้ประกาศให้วันที่ 24 มิถุนายนเป็นวันชาติของไทยอีก
ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องรื้อฟื้นความทรงจำจากพระราชดำรัดของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7
ก่อนที่พระองค์จะเซนต์มอบอำนาจอธิปไตยให้พสกนิกรว่า "ข้าพเจ้าจะไม่อนุญาตมอบอำนาจอธิปไตยของ
ข้าพเจ้าให้แก่บุคคนหนึ่งบุคคนใดหรือคณะใดคณะหนึ่งแต่ข้าพเจ้ามอบให้แก่ปวงชนชาวไทยเท่านั้น"
พระองค์ได้สละราชบันลังค์ไปพำนักอยู่ที่ประเทศอังกฤษตราบจนกระทั่งสวรรคตที่นั่นพระองค์ได้เสียสละทั้งชีวิต
เพื่อความสันติสุขของปวงชนพระองค์มีความพอเพียงไม่เห็นแก่พระองค์เองสละแล้วให้แล้วได้แล้ว
"อธิปไตยคืออำนาจสูงสุดต้องเป็นของปวงชนชาวไทย"

ข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมกราบถวายสดุดีต่อพระองค์มาด้วยจิตรสำนึกที่เป็นคุณใหญ่หลวงต่อปวงชนชาวไทย
ทูลเกล้าทูลกระหม่อมขอเดชะใต้ฝ่าละอองทุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อมข้าพระ พุทธเจ้าจะไม่ขอลืมพระราชดำรัดของพระองค์ตราบเท่าชีวิตหาไม่พระเจ้าค่ะ

ด้วยประการฉะนี้ข้าเจ้าจึงจัดงานฉลอง "ครั้งแรก...!!!" ที่ลาสเวกั้ส 29 มิถุนายน 2556 เพื่อเป็นการฉลอง
"วันชาติไทย" และ "วันชาติอเมริกา"...ร่วมกันเป็นครั้งแรก...เจ้าค่ะ

AmDang, Jul 6, 2013 #18


AmDang สมาชิกประจำ

เสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2013
หลังจากจัดแจงดูแลลูกหลานที่เดินทางมาเยี่ยมจากต่างรัฐตั้งแต่วันพุธก่อนและจะอยู่ต่อถึงวันพุธหน้า
จำเป็นต้องบอกลูกหลานว่าจะต้องไปประชุมเสวนาธุรกิจที่เวกั้สคืนนึงให้ดูแลกันเองละกัน...
ส่วนงานคืนนี้ที่ลงประกาศเชิญชวนพี่น้องให้ไปร่วมด้วยก็ไม่ได้ใส่ใจจะติดตามความคืบหน้าแต่อย่างใด
ได้อีเมล์ติดต่อคุณอาทิตย์ที่รับอาสาจะเป็นผู้ติดต่ิอสถานที่ให้ตั้งแต่ต้นเดือนมิย. ก็คิดว่าเรียบร้อยทุกประการ
คุณอาทิตย์ยังอีเมล์เวปของร้านมาสำทับอีกจึงมั่นใจว่าคงจะไม่มีอุปสรรคใดๆ...

10 โมงออกเดินทางกับกระเป๋าใบย่อมครบเครื่องเพียงหนึ่งคืนจะต้องไปรับน้องพรที่รับอาสา
จะเป็นบอดี้กาดร์และโชเฟอร์สับเปลี่ยนครั้งคราน้องพรได้รู้จักคุ้นเคยกันมาหลายปีบ้านเธออยู่ห่างประมาณ 3 ไมล์
เธอน่ารักมากติดสอยห้อยตามไปด้วยทุกแห่งหนโดยไม่เกียงงอนเธอบอกว่าเกิดมาชาติเดียวเที่ยวไปเที่ยวทั่ว
กลัวอะไรนี่เธอจะไปยุโรปมะรืนนี้อีกแล้วจะไปอยู่ถึงหนึ่งเดือนครึ่งเธอผูกมิตรไว้มากมายไปทั้งทีตั้งไกลจะต้อง
เยี่ยมเยียนให้ทั่วถึงเธอว่างั้น...

ยังไม่ถึงบ้านน้องพรกรี่งโทรศัพท์มือถือปลุกให้ตื่นจากพวังค์ดังครั้งที่ 3 จึงรับได้ตรงไฟแดงพอดี
กฎเหล็กที่เมกาว่าถ้าพูดโทรศัพท์ขณะขับรถจะได้ทิกเก๊ต(ตั๋วปรับ) มีเครื่องจับผิดตรงไฟจราจรทุกแห่ง
ถ้าไม่อยากโดเนดต์เงินให้กรมตำรวจก็อย่าหาญฝ่ากฎนี้เจียวนา

รีบตระคุบมือถือ
ฮ้ลโล...แสงมณีหรอ...สบายดีเจ้า
ข้อยโทรมาตามว่าเจ้าเถิงไสแล้ว
ข้อยกะลังเดินทางเพี่งออกจากบ้านเจอกันอีก 2 ซั่วโมงเกิงนะจ๊ะต้องวางหูละเดี๋ยวได้ทิกเก๊ดจ๊ะ


พี่น้องลาวคู่นี้แสงมณีและไก่ข้าเจ้าได้พบโดยบังเอิญเมื่อปีที่แล้วข้าเจ้าไปช่วยปธน.โอบามาหาเสียง
วี่งเลือกตั้งเป็นปธน.สมัยที่สองข้าเจ้าไปพำนักที่เวกั้สจากวันที่ 1 ตุลา 2012 ถึง 7 พย. 2012
เขาจัดที่พักให้อยู่กับครอบครัวเมกันหน้าที่การหาเสียงหาคะแนนคือโทรหาสมาชิกของพรรคเดโมแคร๊ก
ไปเคาะประตูตามลี้สที่เขาให้มาซึ้งเป็นลี้สของคนเอเซียทั้งหมดไปปราศรัยที่วัดไทย-ลาวซึ่งมีถึง 9 วัด
ในกลางดงการพนันแห่งนี้ยังสงสัยว่าทำไมจึงมีวัดมากมายเช่นนี้เพื่อบนบาลให้โชคดีโยกสะล๊อตได้เป็นถังรึไง
ไม่รู้เหรอว่า...พระพุทธเจ้าห้ามมั่วสุมกับการพนันไม่แน่นะพระเองอาจจะหากินเป็นดีนเล่อร์แจกไพ่ก็เหลือจะเดาได้

โทรถึงคนไทยคนลาวมากมายโทรไปเจอแสงมณีเธอดีใจมากที่ได้รับเสียงคนไทย
อธิบายระเบียบกฎเกนณ์การเลือกตั้งในเมกาเธอและไก่สามีเป็นเมกันซิติเซนต์แล้วอยากจะลงคะแนนให้โอบามา
โอบามาได้ช่วยเหลือพี่น้องลาวอพยบของเธอช่วยให้มีบ้านอยู่แถมเงินฟรี 8000 เหรียญให้ตั้งหลัก
เธอมีเงินคนลี้ภัยกินสบายๆเธอเป็นคุณนายคาสิโนเพราะไก่ได้ทำงานเป็นหลักเป็นนักบัญชี
นับเงินให้คาสิโนแห่งหนึ่งเธอภูมิใจและซาบซึ้งในการที่ได้เป็นหนึ่งชนของอเมริกา

วันรุ่งขึ้นหลังจากคุยกะแสงมณีแนะนำให้เธอและไก่ไปลงทะเบียนลงคะแนนเลือกตั้ง
เป็นวันสุดท้ายที่จะลงทะเบียนได้เธอทั้งสองก็ได้ไปที่ City Hall เป็นที่เรียบร้อยทันตามกฎบัญญัติไว้
และความสนิทสนมระหว่างเราก็ดำเนินมาเรื่อยๆช่วง 4 สัปดาห์ในการหาเสียงข้าเจ้าไปๆมาๆจากบ้านฝรั่ง
ไปบ้านลาวแสงมณีอย่างสุขใจเพราะแสงมณีเธอทำอาหารรส Isan โดยเฉพาะตำมะหุงรสแซ๊บอีหลีของเธอ
วันหยุดของไก่เขาไปตกปลาได้ปลามากมายทำตากแห้งย่างแกงแจกจ่ายที่เหลือก็ทำปลาล้า
แสงมณีทำปลาแดกได้รสเข้มข้นหอมหวานมากเธอใส่สัปรสข่าตะใคร้พอได้ที่เธอเอามาต้มและกรองเอาแต่น้ำ
ใส่ตู้เย็นไว้ใช้เป็นเดือนๆ...

AmDang, Jul 7, 2013 #19
ตั๊ม แซมซัง likes this.


AmDang สมาชิกประจำ

ข้าเจ้าตื้นตันใจและปราบปลื้มที่ได้รับความสนใจตามอ่านในการเขียนของข้าเจ้า
จากพี่น้องมากมายอย่างคาดไม่ถึงเจ้าค่ะทำให้มีกำลังใจที่จะเขียนต่อไปขอบพระคุณทุกท่านมากๆ
ที่ให้ความกรุณาทนอ่านจำใจอ่านมาเรื่อยๆและตลอดไปนะเจ้าคะ...

รำลึกมิรู้ลืมจากสายใจของI'm Dang.......

ตั้งใจจะเร่งให้จบค่ำนี้แต่ก็คงปั่นเขียนแบบฝืดๆนี่ก็ 3 ทุ่มแล้วต้องไปแพ๊กกระเป๋าเดินทางที่ค้างอยู่ให้เสร็จเจ้าค่ะ
เพราะวันพรุ่งจะต้องเดินทางไปต่างรัฐแต่เช้ากว่าจะกลับมาก็ร่วม 2 สัปดาห์เจ้าค่ะระหว่างการเดินทาง
ก็จะพยายามเขียนต่อเติมไปเรื่อยๆเพราะมีตอนที่สำคัญที่ไม่อยากจะข้ามไปคือความสัมพันระหว่างไทยกับเมกา
ที่ยังไม่กล่าวถึงความจริงอยากนั่งเขียนที่บ้านมากกว่าเพราะตัวพิมพ์ภาษาไทยใหญ่กว่าของคอมบนโต๊ะ

ส่วนคอมตั้งตักหรือไอแพดหรือไอโฟนที่จะพ่วงไปมันเล็กอ่านทีต้องใช้แว่นขยายทุลักทุเลเจ้าค่ะ

AmDang, Jul 7, 2013 #20

พูดถึง "ปลาล้า" เป็นคำคนกรุงเขาใช้กันแต่ชาวอิสานเรียก "ปลาแดก"
"ล้า" และ "แดก" คงจะมีความหมายเดียวกันคนกรุงตีปลานวดปลาคลุกกับเกลือจนมือล้าจึงเอาลงไหคนอิสาน
ตีปลาอย่างกระแทกแดกดันให้เข้าเนิ้อเข้าหนังกะเกลือแล้วเอาลงหมักในไหขบวนการล้าล้าแดกแดก
แต่ออกมารสชาดเหมือนกันแซ๊บสุดๆใส่อะไรก็อร่อยแทนน้ำปลาได้เลยในภาดตะวันออกเฉียงเหนือ
และภาดเหนือเจ้าค่ะ

หลายปีมาแล้วข้าเจ้าเคยอ่านหนังสือรำลึกถึง "พระวรชายาเจ้าดารารัศมี" ในรัชกาลที่๕พระวรชายาดารารัศมี
เป็นที่โปรดปรานของร.๕มากที่สุดในจำนวณพระสนมที่มากมายของพระองค์จึงได้ทรงแต่งตั้งเจ้าดารารัศมี
เป็น "พระวรชายา" ท่านเป็นเจ้าจากเชียงใหม่ถูกส่งมารับใช้ในร.๕เพื่อเป็นการให้ฝ่ายกทม. ใส่ใจไม่ทอดทิ้ง
ช่วยปกป้องนครเชียงใหม่จากการมาบุกรุกของประเทศพม่าครั้งหนึ่งพระวรชายาฯได้ทรงกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด
ที่นครเชียงใหม่ร๕ได้เขียนจดหมายถึงพระวรชายาฯโต้ตอบกันหลายฉบับมีฉบับนึงพระองค์เขียนว่า
"ปลาล้าที่เธอทำไว้อร่อยมากและหมดแล้วอยากให้เธอรีบๆกลับมาทำให้ฉันกินอีก"
แสดงว่าในวังก็พึ่งปลาล้าให้เจริญอาหารเช่นกัน

ปลาล้าคือการเก็บรักษาปลาไว้กินยาวนานวิธีหนึ่งในกรุงเทพก็นิยมทำปลาล้ากันมายาวนานตั้งแต่สมัยดึกดำบรรค์
คนกรุงที่ยังหลงดื่มด่ำในกลี่นปลาล้าก็ยังมีเยอะการมีตู้เย็นทำให้เก็บอาหารไว้ได้นานวันจึงหยุดทำปล้าล้า
กลายเป็นผู้รังเกียจกลี่นฉุๆของมันไปก็มีโดยเฉพาะคนสมัยยุคไฮเทกขณะนี้ส่วนคนนอกกรุงที่ไม่มีตู้เย็น
คงไม่มีทางเลือกพอน้ำขึ้นปลาชุมก็รีบๆทำปลาล้าไว้เป็นไหๆไว้กินตอนน้ำลดและยังทำเป็นอาหารระดับโอท๊อป
ชั้นนำส่งออกขายนอกประเทศในรูปแบบปลาล้ากระปุกปลาล้าทรงเครื่องหลนปลาล้าแจ่วบองปลาล้า
ในเมกามีขายในทุกๆซุบเปอร์มาคเก็ดหรือตลาดเอเซี่ยนเจ้าค่ะ

คุณเคยทานปลาล้าทรงเครื่องไหม...เอาปลาล้าตัวใหญ่ๆทอดในน้ำมันร้อนๆให้สุกตักขึ้นมา
ปล่อยให้เย็นบีบมะนาวหั่นหัวหอมสดกระเทียมสดโรยให้ทั่วตามด้วยผักชีหอมหั่นแตงกัวาเสริมด้วยผักลวก
วางข้างๆเจียวไข่ไก่ครึ่งกิโลข้าวสวยจานนึงหรือข้าวเหนียวกระติบย่อมๆอันนึงคุณเอ๊ย...

นั่นล่ะเป็นอาหารทิพย์ที่วิเศษสุดมื้ฮนึงทีเดียวเจ้าค่ะ

AmDang, Jul 9, 2013 #21
สรวง and flowervoice. like this.


AmDangสมาชิกประจำ

ขับรถผ่านไฟแดงมาได้ 3 เสาเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาและเลี้ยวซ้ายอีกทีก็ถึงบ้านน้องพรที่อยู่ทางออกไกล้ฟรีเวย์
ไปลาสเวกั้สเธอเตรียมตัวคอยอยู่แล้วไม่มีการเสียเวลาเพราะเธอก็มาอยู่เมกานานถูกเสี้ยมให้เป็นคนตรงเวลา
เธอทิ้งนิสัยนัดสิบโมง + 1 ชม.เผื่อความอืดอาดล่าซ้าอย่างนัดไทยไปสนิททั้งเธอและข้าเจ้าตื่นเต้น
ที่จะได้ไปเที่ยวไกลๆลำพังโดยไม่มีคน (แฟน) มาคอยบงการความจริงเราก็ไปฉลอง 24 มิถุนาที่แอลเอ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาไม่น่าจะตื่นเต้นกันมากมายนักหรือว่าเราหนีแฟนไปชั่วหนึ่งคืนก็ยากที่จะเดาคงงั้นมั้ง...

ก่อนขึ้นฟรีเวย์น้องพรอาสาขับเธอจัดการเปลี่ยนซีดีที่เธอซอบมีเพลงของผึ้งต่ายอรทัยและเพลงหนุ่มลูกทุ่ง
ที่ข้าเจ้าไม่สันทัดชื่อเสียงนามกรเพราะเพลงลูกทุ่งเหล่านั้นเกิดโด่งดังหลังจากข้าเจ้าได้มาผุดที่เมกา
ข้าเจ้าเติบโตมากับเพลงของวงสุนทราภรณ์ช้าๆ เนิบๆ อกหักอย่างซาบซี้งและกินใจมิเสื่อมคลายตลอดมา
จากสมัยเด็ก ถึงแก่ย่อมๆแต่เพลงลูกทุ่งสมัยยุคไฮเทกคึกคักต้องขยับเท้าตามฟังแล้วไม่ง่วงนอน...
ฟังเพลงไป ใจก็ตวัดไปเรื่อยเปื่อย...

นึกถึงวันงานอาทิตย์ที่ผ่านมาพรั่งพร้อมไปด้วยพี่น้องกลุ่มแดงอิสระยูเอสเอ (Red Freedom USA)
ท่านเหล่านั้นจะไปร่วมฉลองครั้งแรก...ที่เวกั้สป่าวหนอ...และที่เวกั้สมีทั้งเพื่อนเมกันลาวไทยอีกล่ะ
เขาจะมาร่วมฉลองกะเราไหมหนอ...คงคึกคักสนุกไม่น้อยทีเดียว

นึกถึงพี่น้องที่เมืองไทยคณะนิติราษฎร์ 2555 กวป. นปชกลุ่มแดงทุกจังหวัดจัดฉลอง 24 มิถุนายนอย่างคึกคัก
ทำให้ 24 มิถุนามีความหมายมีความสำคัญมากขึ้นทุกขณะคำแถลงการณ์ของคณะราษฎรประกาศอิสระภาพครั้งแรก

เสริมด้วยเพลง 24 มิถุนายนมหาศรีสวัสดิ์...ดังกระหื่มไปทั่วอาณาจ้กร์ปลุกประสาทเพี่มพลังจิตรให้เข้มแข็ง
ให้ลุกขึ้นมาต่อสู้ยื้อยึดเอาประชาธิปไตยของเรากลับคืนมา...

โอ...พี่น้องชาวไทยที่รักหยุดความโหดเหี้ยมหยุดความหิวอำนาจหยุดความเห็นแก่ตัวหันมารักชาติไทย
รักชนชาติเดียวกันเถิด...ถึงเวลาที่เราจะจับมือรักกันหรือยังเจ้าคะ

Offline

#60 July 26, 2015 1:02 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,882
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ขอบคุณคุณเธียรธวัชนะคะที่ทักท้วงมา...
ทำให้ข้าเจ้าได้มีโอกาศกล่าวถึงสุดยอดอาจารย์สอนภาษาไทยในชีวิตการศึกษาของข้าเจ้าท่านหนึ่ง...
"ศาสตราจารย์ดร.บรรจบพันเมธา..."

ข้าเจ้าขอน้อมรับความผิดพลาดอันมหันต์นี้ไม่จงใจจะสร้างพจนานุกรมฉบับใหม่แทนฉบับเก่าแก่
ที่อาจารย์ดร.บรรจบพันธุเมธาได้เป็นประธานแก้ไขพจนานุกรมฉบับสมบูรณ์ไม่จงใจจะลืมคำสั่งสอนของอาจารย์
ข้าเจ้าหนืดมากในเรื่องภาษาไทยบ่อยครั้งที่ใช้ลลิงแทนรเรือเช่นปลาร้าเพี้ยนเป็นปลาล้าไงเจ้าคะ
ลิ้นกระดกไม่ทันเจ้าค่ะพูดไงก็เขียนงั้นยี่งนานวันเข้าภาษาไทยก็จะถูกล้างไปจากสมองของข้าเจ้า
โดยเฉพาะข้าเจ้ามาพำนักในเมกานี้เป็นเวลา๔๒ปีใช้ตำราภาษาเมกันมาตลอด
พึ่งจะมารื้อฟื้นภาษาไทยได้๔-๕ปีมานี่เองเจ้าค่ะจึงปรวณาขอประทานอภัยโทษจากพี่น้องทั่วทิศที่กรุณา
ติดตามอ่านการเขียนของข้าเจ้ามาตลอดถือเสียว่าเป็นเรื่องตลกไม่สกปรกจริงไม่อิงนิยาย
อ่านเพื่อย่อยอาหารก็ได้นะเจ้าคะ

เนื่องจากว่าข้าเจ้าได้ห่างเหิรจากประเทศไทยมานานไม่ได้ติดตามข่าวสารจากมหาวิทยาลัย
และคณาอาจารย์ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้สามารถเอาไปใช้ในโลกกว้างใบนี้ได้อย่างภาคภูมิใจ
จึงได้ขอบอกเล่าคร่าวๆจากความทรงจำเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นหากท่านใดมีความประสงค์จะค้นคว้าประวัติและผลงาน
เพี่มเติมของดร.บรรจบพันธุเมธากรุณาพิมพ์ชื่อของท่านเข้าไปที่ Google หรือ Face Book นะเจ้าคะ

ศาสตราจารย์ดร.บรรจบพันธุเมธาได้สิ้นชีวิตหลายปีมาแล้วท่านสำเร็จปริญญาเอกทางด้านภาษาศาสตร์
บาลีและสันสกฤษท่านได้บรรจุเป็นอาจารย์สอนหมวดวิชาภาคสังคมและภาษาศาสตร์
ที่มหาวิทยาราชภัฎจันทรเกษมลาดพร้าวกทม.ข้าเจ้านับว่าโชคดีมากที่ได้มีโอกาศได้เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของท่าน
ข้าเจ้าเป็นนักเรียนเกรด๑๒ได้สอบเข้าไปเรียนต่อที่ม.ราชภัฎจันทรเกษมร่วมกับนักเรียนทุนยอดหัวกะทิ
จากวิทยาลัยครูทั่วประเทศแห่งละ๒ทุนรุ่นนั้นมีนิสิตชายหญิงเพียง๑๒๐คนรวมกับรุ่นพี่๑๒๐คนเท่านั้น
เรียนอยู่ที่นั่น๒ปีจึงสอบข้ามฝากไปต่อปีสาม-สี่ที่มหาวิทยาลัยศรีนครรินทรวิโรฒ"ประสานมิตร" อยู่ประจำ
กินนอนในซอยลาดพร้าว๒๓ตรงสุดซอยเป็นตึกของหอนอนชายอยู่ด้านซ้ายหอนอนหญิงอยู่ด้านขาวของซอย
บ้านพักของอจ. ดร.บรรจบและอจ.ท่านอื่นๆอยู่ระหว่างกลางระหว่างหอชาย-หญิง

ท่านอจ.ดร.บรรจบมีกิจวัตรที่ท่านจะต้องปฏิบัติอยางเคร่งครัดทุกวันก็คือทุกๆเข้า-เที่ยง-เย็น
ท่านจะไปนั่งคอยนิสิตเดินเข้าไปรับประทานอาหารทุกมื้อที่โรงอาหารนิสิตจะต้องเดินเข้าไปทางเดียว
คือตรงประตูที่ท่านนั่งติดอยู่เท่านั้นท่านวางกฎระเบียบไว้เลยว่านิสิตที่จะเข้าไปในคาเฟ็ดทีเรียจะต้อง
ใส่เสื้อที่เรียบร้อยหมายความว่าของหญิงต้องไม่เปิดเฉวิกฉะวากขนิดใช้ผ้าไม่พอมาตัดเสื้อส่วนชายต้องใส่เสื้อเชิต
ที่ไม่ยับยู่ยี่ด้วยทุกคนต้องเอาเสื้อทับเข้าไปข้างในกระโปรงและกางเกงหญิงห้ามใส่กางเกง
ต้องใส่กระโปรงได้อย่างเดียวรองเท้าต้องคัดชูหุ้มส้นคีบและสานไม่อนุม้ตินิสิตใดฝ่าฝืนท่านจะส่งเขาเหล่านั้น
กลับหอไปเปลี่ยนทรงเครื่องมาใหม่บางคนไม่กลับอาจจะรีดเสื้อไม่ทันจึงไม่ยอมกลับมาทานที่โรงอาหารอีก
ที่สุดก็ไปอุดหนุนข้าวแกงร้านปุ๊ในรั้วเดียวกัน

ท่านจะให้โอวาทพวกเราทุกครั้งสอดแทรกเข้ากับบทเรียนถาษาไทยท่านกล่าวหลายครั้งว่า
"ชีวิตพวกเธอเหมือนเส้นด้ายแขวนอยู่บนอากาศจะล่วงหล่นตกลงดินเมื่อไหร่ก็ไม่รู้" ท่านเตือนให้พวกเรารีบๆ
เร่งศึกษาหาความรู้ใส่ตนอย่าเกียจคร้านโดยเฉพาะภาษาไทยที่เป็นภาษาแม่จงเรียนให้ลึกซึ้ง
มีวิชาภาษาไทยหมวดหนึ่งที่พวกเราสอบผ่านวิชาของท่านเพียง๕คนเท่านั้นนอกนั้นต้องสอบซ่อมใหม่หมด
ข้าเจ้าโชคดีเป็น๑ใน๕ที่ผ่านและได้เกรดซีลบเกือบไม่รอดเจ้าค่ะ

ท่านสั่งและสอนให้พวกเรารักความมีระเบียบวินัยรักเรียนรู้จักใช้ความคิดแสดงความคิดเห็นเชื่อมั่นในตนเอง
ท่านเปิดประตูบ้านของท่านให้พวกเราได้เข้าไปปรึกษาพูดคุยเป็นกันเองกับพวกเราอย่างอบอุ่น
ข้าเจ้ารำลึกถึงความอบอุ่นใจในดรั้ง๒ปีโน้นไม่เสื่อมคลายแม้ความรู้ที่ท่านสั่งสอนมาที่ข้าเจ้ารับจากท่านไม่ครบ
จะขาดตกบ้างสะกดไม่ถูกบ้างกรุณาปล่อยวางไม่่ใส่ใจมากมายนะเจ้าคะแต่ขอความกรุณาออกความคิดเห็น
แก้ไขมาได้ทุกเวลาจะถือว่าเป็นการติเพื่อก่อเจ้าค่ะ

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.