iFreeThai

#61 July 26, 2015 1:02 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,766
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

เป็นปลื้มเจ้าค่ะที่ได้รับคำชมจากท่าน Hi 'Ro ถ้ายังละอ่อนกว่านี้ก็คงเขินพอควรแต่นี่แก่ย่อมๆ มานานแล้วเจ้าค่ะ
สุดยากส์ที่จะตอบในคำถามที่สองนะเจ้าคะขอใช้คำสรุปของท่าน Hi 'Ro เป็นคำตอบละกันขอบคุณเจ้าค่ะ

ส่วนคำถามแรกจุดมุ่งหมายจะนำพี่น้องตามไปงานฉลองร่วมกัน "ครั้งแรก...!!! ที่ลาสเวกั้ส"
ระหว่างวันชาติอเมริกา๔กรกฎาคมและวันชาติไทย๒๔มิถุนายนข้าเจ้าไปและกลับมาแล้วเป็นไปอย่างขรุกขรัก
กำลังเล่าย้อนหลังให้ท่านรับรู้เจ้าค่ะตอนนี้เล่าถึงเพี่งจะออกเดืนทางคงจะถึงไม่ง่ายนักเพราะมีคำถาม-ตอบและเรื่องอื่นๆ

มาสอดแทรกซึ่งคืดว่าพี่น้องที่ติดตามอ่านจะไม่เบื่อเจ้าค่ะ

AmDang, Jul 12, 2013 #26


AmDang สมาชิกประจำ

...เปลี่ยนมือขับไปเป็นน้องพรเธอบอกว่าแฟนเธอเตือนมาว่าห้ามไม่ให้เธอขับรถของคนอื่น
เพราะเขาอาจจะไม่มีอินซัวแรนช์ประกันภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุแฟนเธอน่าจะรู้กฎเหล็กจราจรในเมกาดีว่า
เจ้าของรถทุกคันจะต้องซื้อประกันปกป้องความเสียหายให้ทั้งคนขับผู้โดยสารที่นั่งในรถและตัวรถด้วย
กฎเหล็กอันนี้เพื่อป้องกัน Hit & Run หรือชนแล้ววี่งหนีได้ดีพอสมควรแต่หลายคนไม่มีประกันเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
จะขับรถหนีทันทีเพี่อหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบความเสียหายที่จะตามมาข้าเจ้าบอกเธอว่าอย่าได้ห่วงกังวลไปเลย
ครอบครัวของเรามีประกันรถทุกคันปฎิบัติตามกฎเมกามาช้านานอย่างเคร่งคัดน้องพรจึงได้เบาใจคลายกังวล
เธอขับไปเรื่อยๆ อย่างนุ่มนวล...

ข้าเจ้า...จึงจิตนาการณ์ไปเรื่อยๆสบายๆ....

สูญเพื่อนเสื้อแดงไปอีกคน...
กลางเดือนมิถุนายนข้าเจ้าโทร.ไปถึงเพื่อนคนนึงที่อยู่ลาสเวกั้สมานานชวนให้เธอไปร่วมงานครั้งแรก...ที่เวกั้ส
เธอได้บอกข่าวร้ายที่ฆาตไม่ถึงเธอเล่าว่า...คุณ Bam Boo หรือคุณบำรุงได้เสียชีวิตแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ด้วยหัวใจวายกระทันหันในรถบนพวงมาลัยข้าเจ้าได้รู้จักคุณแบมบูและภรรยาก็เนี่องมาจากการไปจัดการ
ต้อนรับแขกเมืองที่มาจากไทยแลนด์คือท่านสส. ดร. สุนัยจุลพงศธรเมื่อประมาณ๔ปีมาแล้วคุณแบมบู
เป็นครูสอนนวดไทยแผนโบราณในคาสิโนหลายแห่งเขาได้ออกใบประกาศให้นักเรียนไทยและชาติอื่นๆ
ที่มาเป็นลูกศิษย์ของเขาทำมาร่วมสิบกว่าปีเขาได้ร่วมกิจกรรมคนเสื้อแดงทุกครั้งที่จัดขึ้นที่เวกั้สและที่แอลเอ

ครั้งที่ท่านนายกทักษิณมาที่ยูเอสและท่านไปพบชาวเสื้อแดงที่เวกั้สตุณแบมบูก็ได้ไปร่วมต้อนรับด้วย
คราวนี้ก็เช่นกันข้าเจ้าหวังว่าคุณแบมบูคงไม่พลาดที่จะไปร่วมงานครั้งแรก...ที่เวกั้สเพราะข้าเจ้าจงใจจะให้เขากล่าว
ปราศรัยในงานนั้นด้วยเพราะเขาเป็นผู้เข้าใจรู้เรื่องกระบวนเสื้อแดงอย่างดีมากๆทีเดียวตลอดระยะ๓-๔ปี
ที่ได้รู้จักเขาเราได้แลกเปลี่ยนความคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองของไทยบางตรั้งเขาก็แก้ไขความคิดอ่าน
ทางการเมืองของขัาเจ้าให้ถูกต้องไม่เอนเอียงโดยเฉพาะการเมืองพรรคเพื่อไทยนายกปูนายกทักษิณปชป
และเหล่าอำมาตย์

คุณแบมบูเป็นแดงที่เข้มข้นแดงหนึ่งข้าเจ้าจึงถือโอกาศสดุดีที่เขาเป็นวีระบุรุษนักรบไซเบอร์ที่เสียทั้งเวลา
ทุนทรัพย์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกระทั่งชีวิตดับสูญ...ขอให้คุณไปสู่สุขติภพดินแดนที่สงบบนสรวงสวรรค์เทอญ...
หลับให้สบายเถิดเพื่อนที่รัก...ด้วยอาลัยรักและคิดถึงชั่วนิจนิรันดร...

AmDang, Jul 12, 2013 #27
flowervoice. likes this.


AmDangสมาชิกประจำ

หนึ่งชั่วโมงครึ่งผ่านไปน้องพรขับรถไปอย่างสบายๆร้องเพลงตามซีดีพูดคุยกันอย่างมีอัธรสจราจรโปร่งใส
รถไม่ติดแต่ต้องระวังไม่ขับเกิน๗๐ไมล์ต่อชั่วโมงตำรวจชุมมากคอยดักจับคนขับรถเร็วเกินกฎจราจรติดไว้เป็นระยะๆ
บนฟรีเวย์สายนี้เพราะส่วนมากคนที่เร่งรีบเอาเงินไปฝากคาสิโนมักจะตะบึงรถโดยไม่ยี่หระที่จะได้ทิกเก๊ด (Ticket)
เจ้าค่ะ

ตกลงกันว่าข้าเจ้าจะเป็นโชเฟอร์เมื่อไปถึง State Line ที่เป็นเขตกั้นแบ่งรัฐระหว่างรัฐ California
และรัฐ Nevada ก่อนถึงตัวเมืองลาสเวกั้สประมาณ๔๐ไมล์ที่ตรงเส้นแบ่งดินแดนนี้ก็มีคาสิโน๒-๓แห่ง
เหมือนในเมืองลาสเวกั้สตั้งบนฝั่งนีวาดาด้วยเพื่อให้คนหยุดหยอดเหรียญเล่นไพ่เกมส์ต่างๆโยนลูกได๋
"The Last Chance " เผื่อโชคตกถังครั้งสุดท้าย ...ไงเจ้าคะ

ยังอีกนานจึงจะถึงจุดมุ่งหมายปลายทาง Las Vegas...
ข้าเจ้าก็เลยถือโอกาส...คิดต่ออย่างเรื่อยเปื่อย...ความคิดที่ไม่มีพรมแดน...ต่อไปและต่อไป....ถึงก็ถึงไม่ถึงก็ไม่ถึง...
ไปเรื่อยๆเจ้าค่ะ

Offline

#62 July 26, 2015 1:03 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,766
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

......คิดมาคิดไป..สุดท้ายก็มาหยุดอยู่ที่เดิม...คือประเทศอเมริกาแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาล
เป็นมหาอำนาจในทุกๆด้านโดยเฉพาะอานุภาพของความเป็นโลกเสรีปูผืนผ้าแห่งความเป็นประชาธิปไตย
ที่ชาวโลกยื้อยึดอยากจะมีสิทธิ์มนุษยชนเหมือนคนอริเมกันเขาเป็นกันเป็นมาเนื่นนานแห่งนี้

สยามเมืองยิ้มของเราและอเมริกาเป็นมิตรสัมพันธ์ต่อกันมาประมาณ๑๕๐ปีเป็นอย่างน้อยในสมัยรัชกาลที่๕
แต่เมืองสยามก็ไม่เคยได้ประชาธิปไตยเป็นของประชาชนโดยประชาชนเพื่อประชาชนสักทีเหมือนเช่นอเมริกา
จึงอยู่ในภาวะสยามยิ้มจืดมาตลอดไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครแต่คนไทยไม่เคยมีเสรีภาพอิสระภาพ
สิทธิมนุษยชนเป็นของตนอย่างแท้จริงชาวไทยทุกคนโดยเฉพาะชาวรากหญ้าใฝ่ฝันที่จะได้รับสิทธิของความเป็นมนุษย์

เทียมเท่ากับชนชั้นอื่นๆอยากมีโต๊ะนังกินข้าวเช่นคนอื่นไม่ต้องนั่งยองๆกินข้าวบนตั่งในห้องครัวของกระต๊อบไม้ไผ่
หรือใบจากหรือเถียงนาหรือเรือแจวหรือใต้ถุนสะพานอยากมีบ้านหรูๆหลังคามุงกระเบื้องพื้นปูด้วยพรม
อยากมีรถใช้ไถนาปลูกข้าวไม่ใช่ใช้ควายไถหรือต้องก้มๆเงยๆดำนาปลูกข้าวด้วยมือตนเองชั่วนาตาปี

อยากจะได้มีโอกาสขับรถเก๋งไปดูไร่นาอย่างภูมิฐานสมเกียรติกับที่ได้รับสมญานามว่าเป็น "สันหลังของประเทศ"
เรารากหญ้าไม่ปรถนาจะได้อำนาจสูงส่งใดๆขอเพียงได้ยกฐานะความเป็นอยู่ให้เสมอเท่าเทียมกับคนอื่นๆ
บ้างเท่านั้นคนรวยก็ขอให้หยุดอยู่ตรงนี้ก็ควรจะพอเพียงได้แล้วเห็นแต่แก่ตัวแก่ได้โกยได้โกยเอาไม่เผื่อแผ่
ความเหลื่อมล้ำในประเทศมีมากเศรษฐกิจไทยทรุดหน้กจะก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นแน่นอนถ้าไม่ช่วยกันแก้ไข

รัฐบาลพรรคเพื่อไทยของนายกยี่งลักษณ์พยายามอย่างยี่งอย่างอดทนเพื่อจะยกระดับทุกอย่างทุกด้านของประเทศ
ให้ดีขึ้นเพื่อจะไม่ให้มีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นการรอคอยคือการทรมารระยะยาวที่สุดขอให้รีบเร่งรีบทำเจ้าค่ะ
ข้าเจ้ารักและห่วงประเทศไทยเท่าๆกับพี่น้องเสื้อแดงทุกท่านจะสนับสนุนนายกปูที่ท่านดำเนินการอยู่ขณะนี้
กำลังไปได้ด้วยดีท่านมาเพื่อแก้ไขไม่ใช่มาเพื่อแก้แค้นท่านทำถูกแล้วข้าเจ้าขอเป็นกำลังใจนะเจ้าคะ...

AmDang, Jul 14, 2013 #29
flowervoice. and takahiro like this.


AmDang สมาชิกประจำ

ข้าเจ้าได้กล่าวไว้แรกๆว่าข้าเจ้าจะไปต่างรัฐไปเยี่ยมลูกหลานวันนี้วันอาทิตย์จึงขออนุญาติลาพักพาหลานๆไปโบสถ์
พ่อแม่เขาติดประชุมที่รัฐอื่นทางซีกตะวันออกของเมกาปู่กะย่าเลยกลายเป็นเบบี้ซิดหลาน๓คนชั่วคราวเจ้าค่ะ
ข้าเจ้าเป็นชาวพุทธท่องศีล๕ได้คล่องแต่ปฎิบัติตามนั้นยากส์หนักหนาอย่างเก่งก็ได้๔ข้อเท่านั้น...

แต่วันนี้ขอเข้าโบสถ์ตามคำเก่าแก่กล่าวไว้ว่าเข้าเมืองตาหลิวต้องหลิวตาตามเจ้าค่ะโบสถ์นี้เป็นคริตสเตียน
มีวงดนตรีเล่นเพลงตามพระคัมภีคำสอนของพระเยซูเจ้าฟังแล้วดื่มด่ำซาบซึ้งมั่นใจเต็มอี่มว่าลูกหลานได้มีศาสนา
ที่ดีมีระเบียบวินัยที่เคร่งครัดโดยเฉพาะการแสดงความเป็นมิตรความรักโดยการเซกค์แฮนด์
การโอบกอดอย่างรักใคร่สไตล์เมกัน...อบอุ่นเจ้าค่ะ

ทำให้นึกถึงเพลง...รักกันไว้เถิดเราเกิดร่วมแดนไทย...จะอยู่ที่ไหนๆ...ก็ไทยค้วยกัน..................
กรุณาร้องต่อให้ด้วยเจ้าค่ะ

AmDang, Jul 14, 2013 #30


AmDang สมาชิกประจำ

ไหนๆ ก็ได้ออกนอกลู่นอกฟรีเวย์มาได้หลายทิวาราตรีอาจจะใช้เวลาเป็นเดือนจึงจะถึงเวกั้ส
พี่น้องอย่าพึ่งเบื่อละกันนะเจ้าคะอดไม่ได้ที่จะนำขนบธรรมเนียมจากโบสถ์เมกันมาเล่าสู่พี่น้องฟังเจ้าค่ะ

ข้าเจ้าเข้าๆออกๆทั้งโบสถ์และวัดไทยมานานตั้งแต่อยู่มัธยมต้นๆถึงจูเนียร์ไฮสกูลล์พี่ชายเลี้ยงดูปูเสื่อ
ให้พักพิงด้วยตั้งแต่แล็ก๑๐ขวบย้ายตามพี่ไปทุกแห่งที่พี่เขาถุกส่งไปประจำ การหลายๆจังหวัดจังหวัดไหนมีโบสถ์ฝรั่งข้าเจ้าก็มักจะหลบไปพุดคุยกับบาทหลวง ของโบสถ์ได้ฝึกปรือภาษาอังกฤษโดยความกรุณาจากบาทหลวง
ที่เต็มใจสอนให้ทั้งถาษาและคัมภีร์ไบเบิ้ลกระทั่งมาอยู่เมกาก็ไม่ละทิ้งนิสัยเดิมวัดไทยก็อยู่ห่างไกลมาก
จึงเข้าโบสถ์โดยปริยายแต่ก็ไม่บ่อยนักที่ไปเป็นประจำก็สมัยที่ลูกชายทั้งสองยังเล็กต้องนำพาเขาให้มีสักหนึ่งศาสนา

เป็นหลักยึดในการเจริญเติบโตทั้งทางด้านร่างกายสมองและความคิดเพื่อที่เขาจะสามารถเดินเข้าสู่โลกกว้าง
อันประกอบไปด้วยเสือสิงกระทิงแรดที่เขาจะต้องเผชิญเรียนในโรงเรียนได้สอนระเบียบวินัยที่ละเอียดอ่อน
ไม่พอเพียงเท่ากับในวัดหรือในโบสถ์ตราบใดที่มีหนึ่งศาสนาอย่างที่มีคำพังเพยกล่าวไว้
"ตนใดไม่มีศาสนามักเป็นคนชอบกลนัก"

AmDang, Jul 15, 2013 #31


AmDang สมาชิกประจำ

โบสถ์นี้มีชื่อว่า Foothills Christian Church เครือข่ายของโบสถ์นี้มีอยู่ทั่วไปทุกรัฐเมืองที่ข้าเจ้าอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย
ก็มีเช่นกันนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้าเจ้ามาที่นี่ทุกครั้งที่มาเยี่ยมลูกหลานก็มักจะร่วมไปโบสถ์นี้ทุกวันอาทิตย์ไม่ได้ละเว้น
สร้างทันสมัยโอ่โถงเหมือนๆกับโบสถ์ในเมืองนี้ที่เป็นเมืองที่เคร่งศาสนาพอควรเพราะไปถนนใดๆ
ก็จะมีโบสถ์ทุกแห่งการแต่งตัวก็ธรรมดาๆแบบกันเองไม่มีสูทหรือชุดกระโปรงสั้น-ยาวแต่งแบบเสรีประชาธิปไตย
แม้แต่มินิชเตอร์หรือบาทหลวงก็ใส่เสื้อปล่อยกางเกงขายาวธรรมดาๆเท่านั้น

หลาน๓คนคนโต๑๒ขวบคนกลาง๗ขวบคนเล็ก๔ขวบถูกแยกให้เข้าไปอยู่ในกรู็ปที่จัดตามอายุเด็ก
เพื่อจะได้สอนบทพระคัมภีร์ให้เหมาะสมตามระดับอายุและความสามารถของเด็กจะไม่มีเด็กอยู่ร่วมในห้องสวด
(Sanctuary) ของผู้ใหญ่เพื่อความปลอดภัยของเด็กจะต้องเอาชื่อเด็กทุกคนเข้าในคอมพิวเตอร์
ปริ้นชื่อออกมาเป็นเนมแท๊กติดบนอกและอีกใบมอบให้ผู้ปกครองถือไว้เพื่อมาแจ้งรับเด็กออกจากกรู๊ปนั้นๆ
ความปลอดภัยของเด็กมาเป็นอันดับหนึ่งของชาวเมกันแม้กระนั้นก็ไม่วายที่จะมีคนรอบเข้าไปยิงเด็กเสียชีวิตมากมาย
ในโรงเรียนหลายแห่งหลายครั้งที่ผ่านมาอันตรายมีทุกแห่งในโลกแต่ยิงเด็กตายนี่สิโหดเหี้ยมเหลีอที่จะพรรณา...

พระคัมภีร์ของพระเยซูแม้จะเป็นหลักคำสอนที่สร้างขึ้นมาหลังศีล๕ศีล๘ศีล๑๐และศีล๒๒๗ข้อ
เป็นเวลาห่างกันถึง๕๔๓ปีก็ตามแต่คำสอนรวมๆสรุปแล้วก็คือสอนให้ทุกคนเป็นตนดีมีศีลธรรมอยู่ร่วมกับสังคมได้ดี
อย่างมีความสุขรู้จักรักเสียสละและให้อภัยรักคนอื่นเท่ากับรักตนเอง (Love your neighbor as you love yourself)
ทำดีกับคนอื่นเหมือนกับอยากให้คนอื่นทำดีต่อตนเอง (Treat others as you want to be treated)...เป็นต้น

บทสอนบทสวดและบทเพลงแฝงไปด้วยความรักและการกระตุ้นให้มีพลังต่อสู้เพื่อความสำเร็จในชีวิต
กำลังใจจากการสละชีวิตของพระเยซูไม่ใช่เพื่อการไถ่บาปให้มวลชนแต่เป็นการกระตุ้นให้ทุกคนมีพลังที่จะทำความดี
เพื่อล้างบาปที่ตนทำไว้การที่จะล้างบาปออกจากใจได้จะต้องทำความดีให้ชนะความชั่วด้วยตนเองเท่านั้น
เสริมด้วยการสวดภาวณาให้อานุภาพของพระองค์บันดาลใจให้เข้มแข็ง...
พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสไว้เช่นนั้นเหมือนกัน...ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน...

Offline

#63 July 26, 2015 1:03 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,766
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ข้าเจ้าต้องขอสารภาพ...
อาจจะเป็นเพราะความมีปัญญาน้อยในเรื่องพุทธศาสนาเหมือนหลายท่านที่ห่างบ้านเกิดเมืองนอนมานาน
ก็มักจะเข้าวัดฟังธรรมทำวิปัสสนาหาความสุขใส่ใจไปบ้างข้าเจ้าได้ไปหลายวัดไม่ได้ผูกติดอยู่เพียงวัดใดวัดหนึ่ง
เมื่อ 3 ปีกว่าๆข้าเจ้าไปที่วัดภูริพัฒน์เมือง Ontario California

ทางวัดได้จัดพิธีต้อนรับคณะสงฆ์จากเมืองไทยพระผู้นำคณะมาก็คือ...... "เณรคำ" ข้าเจ้าได้โดเน็ดไปหลายดอลล่า
ยังคิดอยู่ว่าจะยื่นคำร้องไปถึง DSI ขอเงินคืนบ้างคงจะดีไม่น้อยเพราะขณะนี้ DSI ได้ส่งเรื่องถอนหนังสือเดินทาง
และหมายจับเณรคำหลังจากนั้นคงจะมีการดำเนินเรียกสินทรัพย์คืนให้วัดและชุมชนในละแวกนั้น

พุทธศาสนาเป็นที่เคารพนับถือและรู้จักไปทั่วโลกโดยเฉพาะที่อเมริกามีวัดมากมายสร้างโดยชาวเมกัน
และเจ้าอาวาสเป็นชาวเมกันก็มีพระมากมายที่ถูกคัดเลือกมาอย่างดีจากเมืองไทยเพื่อนำศาสนาพุทธมาเผยแพร่
หลายองค์ที่ข้าเจ้าได้พบได้ปฎิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าคือนำคำสอนของพระพุทธองค์มาเผยแพร่
อย่างเคร่งครัดเป็นที่น่าเหลื่อมใสยี่งนัก

แต่พระบางองค์อย่างเณรคำและยันตะได้ทำตนเป็นโสดาบันมีอภินิหารร้อยแปดหลอกชาวบ้านหาเงิน
จนเป็นเศรษฐีอย่างที่เห็นๆนี้นอกจากพระแล้วก็ยังมีบางสีกาด้วยที่หากินตามวัดจนร่ำรวยซึ่งข้าเจ้ารู้จักดีคนหนึ่ง
แต่ไม่ขอออกนาม

พระเหล่านี้อย่าว่าแต่ศีล 227 ข้อเลยแม้แต่ศีล 5 ข้อก็อาจจะไม่รู้ไม่มีในจิตใต้สำนึกเจ้าค่ะ

Offline

#64 July 26, 2015 1:04 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,766
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ตอบคุณ'HIRO:
ที่คุณกรุณาให้ข้อคิดเกี่ยวกับการล้างสมองคนไทยมาตลอดนั้น ถูกที่สุด และสำคัญที่สุด ที่ทำให้พวกเรามักจะมองไม่เห็นอะไรชัดๆสักที และเมื่อเอาไปพิจารณาอะไรเกี่ยวกับการบ้านการเมือง คนส่วนใหญ่ก็เข้าใจไขว้เขวหลงทิศทางเสมอมา คือชกไม่ถูกเป้าที่แท้จริงเสียส่วนใหญ่ และถึงแม้บางท่านได้ตื่นจากมนต์สกดแล้ว แต่ทางจิตวิญญานไม่แข็งพอที่จะต่อสู้กับสัตรูอันยิ่งใหญ่นี้ได้ วันนี้คุณได้ กรุณาให้ข้อคิดและคำวิจารณ์ในเรื่องนี้ ซึ่งตรงกับที่ข้าเจ้าตั้งใจจะค้นคว้าหามากำนัลเพื่อนๆในเวลาอันใกล้ๆนี้ เนื้อหาและส่วนใหญ่จะมาจากหนังสือที่สำคัญ 2-3เล่มคือ "The Revolutionary King" by William Stevenson และของ Paul Handley "The King Never Smile" ซึ่งห้ามตีพิมพ์ในประเทศไทย
นาย โจ กอร์ดอน ก็โดนมาแล้วเมื่อแปลเป็นภาษาไทยเพียง2บท และติดคุกด้วยมาตรา112 ปีกว่าในระหว่างเยียมบ้านในประเทศไทย
ข้าเจ้าอ่านดูแล้วไม่น่าจะห้ามเผยแพร่เรื่องซึ่งข้อความและเนื้อหาล้วนเป็น จริง และเขียนด้วยความสุภาพและเคารพตามอักษรสากลทั้งนั้น และรายละเอียดเนื้อหานั้นได้เกิดจากการค้นคว้ามีหลักฐานอ้างอิงสนับสนุน อย่างแน่นหนา หนังสือจบลงก่อนเหตุการณ์ร้ายแรงที่ราชประสงค์ และไม่มีเหุตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งมีความสำคัญอย่างที่สุดของราชวงศ์จักรี คนไทยกำลังสวดภาวนาให้ฝูงกวางของเขาปลอดภัย ตั้งแต่ตื่นและก่อนเข้านอนทุกวัน
ส่วนคุณ William Stevenson เขาได้รับเชิญจากในวังและสัมภาษณ์ในหลวงหลายตอน ขณะที่เขียนก็เคยพักที่วังสระปทุม, เนื้อหาก็ล้วนโปรเจ้าทั้งนั้น แต่ผู้อยู่ใกล้ชิดช่วยออกกฎหมายห้ามพิมพ์และเผยแพร่ในประเทศไทย ถ้าจำไม่ผิดเวลานี้สิ่งตีพิมพ์ ภาพยนต์และคลิปต่างๆที่ต้องห้ามมีในประเทศไทยมีกว่า200ชิ้นแล้ว ไม่ทราบว่าจะปิดกันไปถึงไหน? เป็นเรื่องเหลวไหล ไร้สติ เป็นการแสดงอำนาจบาทใหญ่ที่โฉดเขลา น่าหัวเราะเป็นอย่างยิ่ง ขอบพระคุณคุณ ที่เริ่มนำเรื่องนี้มาให้ได้สนทนากันน๊ะเจ้าคะ พบกันใหม่เจ้าคะ

Offline

#65 July 26, 2015 1:04 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,766
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ตอบคุณ nnutts:
"ม้ง"ใช้เป็นศัพย์เรียกพวกเขาเองซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า"Humanity" ส่วนแม้วนั้นเป็นศัพย์ที่ข่อนข้างจะ insulting เหม์ือนคุณเรียกคนจีนว่า"เจ๊ก" หรือเรียกคนอินเดียว่า "โรตี" เรียกคนเวียตนามว่า"แกว" อินโดนีเซียว่า "อิเหนา" สิงคโปร์ว่า "ลอดช่อง" ญี่ปุ่นว่า "ยุ่น" เกาหลีว่า"โสม" อาหรับว่า"แขก" ฯลฯ เรื่องการเรียกแบบนี้คนไทยเก่งไม่แพ้ชาติอื่นแม้แต่น้อย คุณควรทราบว่าในหลวงเคยให้โอวาทพวกนักการทูตที่จะออกไปทำหน้าที่ต่าง ประเทศ"แทนพระเนตรพระกรรณ"ครั้งหนึ่งว่า "คนไทยเป็นสัตว์ประเสริฐและพิเศษกว่าใครอื่น" เพราะฉนั้นเรื่องการเรียกคำผวนเชิงตลกสนุกสนานในหมู่คนไทย ว่าให้ต่อคนชาติอื่นเป็นเรื่องแสนจะธรรมดา เพราะเผ่าของเราเป็น"สัตว์พิเศษและประเสริฐ"กว่า เช่นเดียวกับจีนสมัยโบราณเรียกฝรั่งว่าเป็น"ฮวนนั้ง"(คนป่า) ปานใดก็ปานนั้น...
ปล. คนอื่นในเอเซียตอนนี้เรียกและใช้คำว่า"ไทย" หมายถึงโกหก หลอกลวง ปลิ้นปล้อน และ คอร์รัปชั่น เจ้าคะ
ส่วนตาอินกับตานานั้นไปหาปลามาด้วยกันได้มา5ตัวแบ่งให้เท่ากันไม่ลงตัว จึงต้องหาคนกลางมาช่วยตัดสินคือ"ตาอยู่" ตาอินกับตานาจึงได้ปลาไปคนละ2ตัว คนตัดสิน-"ตาอยู่"ได้ฟรีไป1ตัวโดยไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไร ตาอยู่ที่ค่อนข้างเหี้ยมอาจจะเอา3ตัวและให้ตาอินและตานาเพียงคนละตัวก็มีถม ไป ขอบพระคุณที่เข้ามาเสวนาเจ้าคะ

Offline

#66 July 26, 2015 1:06 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,766
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ขอขอบคุณ คุณ AmDang ... กระทู้ ครั้งแรก .. สำหรับเรื่องราวสงครามของทุ่งไหหินและตัวผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เกิดอยู่ใน อาณาเขตทุ่งไหหินแล้ว ยังมีประสบการ รี้ม รสชาติของความโหดเหี้ยมของสงครามที่เล่ามานั้นทั้งหมดแม้ ตอนนั้นจะยังเป็นเด็กน้อย แต่ก็ยังจำความหวาดกลัวความหิวโหย ได้ทุกอย่าง

อยู่อเมริกา ผมก็บังเอิญได้เปันเพือนบ้านกับ อดีตนักรบจากไทยที่รอดชีวิตจากสนามรบทุ่งไหหิน และ ล่องแจ้ง ชื่อสมพิศ (อาจสะกดผิด) นาสกุล สมพิศ เป็นคนอีสาน ตอนนั้นเขาก็อายุประมาน หกสิบ ปีแล้ว เมียเขา เป็นคนลาวอายุ สามสิบกว่า มีลูก สองคน เป็น หญิง และชาย

ผมเรียกเขาว่า ลุง ตอนนั้น ผมอายุแค่ยี่สิบกว่า เรียนอยู่ มหาวิทยาลัยอาร์คันซอ ฟอร์ตสมิท, UAFS และที่สามารถพูดภาษาอังกฤษ ลุง สมพิศ ก็ มักจะขอให้ ผมช่วยด้านพาสา บ่อยๆ
เราได้สนทนาเกี่ยวกับชีวิต เบื้องหลังบ้าง ผมถามว่า ทำไมเขา จึงใช้ ชื่อ และนามสกุล อันเดียวกัน เขาตอบอย่าง มีความระอายนิดๆว่า “ถ้าลุง เล่าความหลัง ที่เป็นมา แล้วอย่าถื ลุงนะ”

ลุง สมพิศ ถูกส่งไปรบในลาว อายุเกือบสี่สิบแล้วเขาเป็นนักโทษ จากคุก บางขวาง คดี ปล้นทรัพย์แล้ว ฆ่า เขาเล่าว่า นักโทษ ๒๐ปี ขึ้นไปถึงโทษตลอดชีวิต ถูกต่อรอง ถ้าอาสาไปรบที่ลาว จะได้รับเงินสำหรับค่าตัว และถ้ารอดชีวิด ไม่ให้กลับมาไทย แล้วก็มีทหาร เขัามาฝึกผู้ ที่อาสา ไห้รู้วิธีการเดินสวนสนามในคุกนั้น เส็ดแล้ว เอาเครื่องแบบทหารให้ใส่ ส่งขึ้นเครื่อง ไปลง ลอ่งแจ้ง เรียนยิงปืนระยะสั้นๆอย่างเร่งรัด แล้วก็ ออกสนามรบเลย
ผมก็ไม่ต้องถาม ลุง สมพิศ เค้า เกี่ยวกับ รายละเอียด และสภาพของการต่อสู้ เพราะตอนนั้นผมก็อยู่ที่ ชำทอง the diversion airfield ใกล้ๆลอ่งแจ้ง ลุงจริงๆของผม พันโท คงสะหวัน ตุนาลม ( col. Khongsavanh Tounalom) ก็เป็นผู้นึ่งที่บัญชาการรบกองพันที่สอง (2nd Battalion) ในเวลานั้น และ เขตนั้น

หลังจากนั้น ในปี คศ 1970 ลุง สมพิศ ก็มาตั้งถิ่นถารอยู่ชานเมืองเวียงจัน บ้าน หมากนาว แต่งงาน กับเมียคนนี้ ได้บัตรประชาชนลาวไม่ใช้ นามสกุลเก่า เอาชื่อแรกเป็นนามสกุลแล้วเขาก็สามาต เข้า ออก ประเทศไทย ไปเยี่ยมญาติได้อย่าง สะดวก
หลังจากลาวตกไปเป็นลัทธิคอมมิวนิสต์ ลุง สมพิศ เขาพาครอบครัว เข้าศูนย์ผู้อพยพ แล้วก็ มาตั้งถิ่นฐานอีกที ที่อเมริการัฐอาร์คันซอเมืองฟอร์ต สมิท Fort Smith, Arkansas. ลุง สมพิศ เสียชีวิตแล้วในปี คศ 2003.

เพราะฉะนั้นอาจ เป็นที่มาของความลับสุดยอด เกี่ยวกับทหาร อาสา จากไทยในปี 1969
และทำไมพวกเขาถึง ได้ตาย เกลื่อน ในสนามรบ เพราะพวกเขา ไม่ใช่ทหาร ตัวจริง เพียงแต่ได้รับการฝึกอย่างเร่งรัด เท่านั้น…

ตอบคุณ nnutts:
คุณอาจหมายถึงคุณ Andrew Marshall ไม่ทราบว่าทำไมจึงลาออกจาก Reuters ตอนนี้ตั้งหลักอยู่สิงคโปร์กระมัง? ลองเข้าไปเยี่ยม www.Zen.com อาจจะได้รู้ความจิงเกี่ยวกับการเมืองไทยในทัศนะของเขาเยอะแยะเลยละ.
เรื่องประวัติศาสตร์นั้นต้องอ่านและตั้งใจค้นหาสักระยะหนึ่งคุณก็คงคล่องไป เอง ขอแนะนำให้หนักไปทางเวปต่างประเทศเป็นหลักและใช้ของไทยเราเพื่ออ้างอิงการส กดการันย์ตามไปด้วย อย่าเอาของไทยเป็นหลักเจ้าคะ เคยฟังการอภิปรายที่ธรรมศาสตร์ของทีมนิติราษฏร์เร็วๆนี้ ตอนหนึ่งท่านศจ. ชาญวิทย์ เกษตรศิรฺิ อดีดอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นแขกรับเชิญวันนั้น ท่านให้ความเห็นเรื่องความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของไทยน่าฟังดังนี้:
"คน ไม่มีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เปรียบเสมือนคนตาบอดข้างหนึ่ง แต่หากเชื่อประวัติศาสตร์ไทยจากหลักสูตรหลักของกระทรวงศึกษาไทย ก็เปรียบเหมือนตาบอดสนิททั้งสองข้างเลย"
ขอบคุณเจ้าคะ ที่นี่ไม่มีDr. เจ้าคะ

ตอบคุณ squirrel hunter:
ยินดีต้อนรับและได้มีโอกาสรู้จักท่าน ตื่นเต้นอย่างมากที่ท่านกรุณาให้ความรู้ที่มีค่าต่อประวัติศาสตร์ของนักรบ ไทยในสงครามลาวที่ทุ่งไหหิน น่าเสียดายที่คุณสมพิศเสียชีวิตแล้วตั้งแต่ปี2003 มิฉนั้นคงได้มีโอกาสพบปะกันและแน่นอนเราคงรู้จักกันมาก่อน เขาคงเป็นคนหนึ่งที่มาหาเพื่อนของข้าเจ้าที่ทุ่งไหหินวันนั้น แต่ที่สำคัญที่สุดคือท่านได้นำเรื่องของคุณสมพิศว่าแท้จริงเขาถูกเกณฑ์ไปรบ ครั้งนั้นจากคุกบางขวางเลย ทีเดียว ทำให้อยากทราบเพิ่มเติมว่าไปทหารจากคุกนี้ได้ไปกันกี่คน? และไปจากคุกอื่นๆอีกจำนวนเท่าไร? อยากได้รายละเอียดทุกอย่างในเรื่องนี้เพื่อจะได้เพิ่มหน้าประวัติศาสตร์อัน น่าสนใจซึ่งเป็นความลับสุดยอดที่ไม่เคยได้รับการเปิดเผยมาก่อน ตอน พบกันกับคนไทย4คนตอนบ่ายวันนั้นก็ได้สอบถามเคร่าๆทั่วไป คุณสมพิศไม่ได้บอกความลับส่วนตัวทันที ประกอบกับวันนั้นอากาศเริ่มปิดตั้งแต่กลางวันและจรวดของจีนแดงกระหนํ่าเรา ทั้งวัน ต้องคอยวิ่งลงหลุมกันทุกบ่อย จำได้ว่าบอกให้พวกเขา4คนจัดเอาท่อนไม้สน(ต้นแปก)มาคลุมหลังคาและขยาย บังเกอร์เพิ่มขึ้นและให้ทหารประจำตัวซึ่งเป็นเด็กหนุ่มลาวเทิงกับเพื่อนอีก คนเตรียมจัดหาอาหารให้ ส่วนมากเป็นเนื้อส้มที่อัดใส่ขวดหลายขวด และเครื่องกระป๋อง แล้วแบ่งบุหรี่และเหล้าลาว(กงสะเด็น)ให้ จำได้ว่าพวกเขาทั้งสี่คนสับเนื้อเสียงดังเป้งๆป้างๆ สลับกับเสียงจรวดและปืนใหญ่ของข้าศึกลงถี่ยิบใกล้พลบวันนั้น และในที่สุดพวกเขาถูกบาดเจ็บจากเสก็ดระเบิดในคืนนั้นแต่ไม่รุนแรง จนคนหนึ่งร้องครวญครางทั้งคืนทั้งๆที่ฉีดมอฟีนส์ไปถึง4หลอดแล้วก็ตามเพราะคน ไทยคนนั้นติดยาฝิ่นมาก่อน อยากได้ภาพคุณสมพิศสักภาพ หรือหากคุณจะกรุณาช่วยเพิ่มรายละเอียด โดยกรุณาสอบถามหรืออนุญาตให้ได้ติดต่อลูกทั้งสองคนของคุณสมพิศ ก็จะขอบพระคุณยิ่ง
เข้าใจว่าคุณลุงของคุณ (Lt Col Khongsavanh Tounalom พท. คงสวัน ตุนาลม คงทำงานใกล้ชิดกับทุพ่อ พอ. เจ้ามุณีวงศ์ ซึ่งตอนหลังขึ้นมาเป็นพล.ต.เจ้ามุณีวงส์ เป็นแม่ทัพภาค-2 แทนนายพลวังปาว(จำนามสกุลท่านไม่ได้) ท่านคาบไพฟ์ติดปากตลอดเวลา ท่านใจดีต่อพวกเรามากและมักแบ่งอาหารซิ่นเนื้อให้บ่อยๆ ทุพ่อมุณีวงส์ก็รบด้วยกันที่ทุ่งไหหินครั้งนี้โดยคุมกำลัง2กองพันของลาว ภาค-2 ตั้งบนเนินทางตะวันออกเฉียงเหนือของสนามบินโดยขุดหลุมเพลาะขนานยาวโอบรอบ สนามบินตามคันร่องนํ้าถัดจากพวกเราซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่ง ที่ตั้งของเราซึ่งเป็นสถานีแม่(master station)ซึ่งควบคุมการโจมตีทางอากาศ(Forward Air Guide)อยู่บริเวณส่วนกลางของฐานเหมาะแก่การป้องกันตัว และสดวกต่อการโจมตีโดยใช้วิทยุควบคุมเครื่องบินหลายชนิดในบังเกอร์ ส่วนเลยไปทางใต้อีกหลืบหนึ่งเป็นเนินสูงเล็กน้อยก็เป็นฐานปืนใหญ่105ของพต. วางฝูง
วันนี้ที่ 11 กุมภาพันธ์ 1979 หมอกมหากาฬ เป็นหมอกหนามองไม่เห็นตัวคนเพียงห่างกันไม่ถึง10 ฟุต แต่หากนอนลงก็จะเห็นดี คนลาวเรียกหมอกตัดหัว คือมองเห็นจากเข่าลงมาถึงพื้น หมอกร้ายนี้เข้าคลุมทุ่งไหหินตั้งแต่ตอนบ่าย ข้าศึกเก่งเรื่องทำนายอากาศมาก เขาระดมยิงเราทั้งวันด้วยจรวดและปืนใหญ่ ข้าศึกถือโอกาสเคลื่อนรถถังและทหารราบเข้าล้อมแลตอนนั้นเขามีกำลังรอบๆทุ่ง ไหหินซึ่งเป็นกำลังผัดเปลี่ยนใหม่ถึง4,5000 คน คืนนั้นข้าศึกตีฐานเราด้วยรถถังพีที-76(PT-76 Amphibious Assault Tank)หลายคัน ประมาณว่าไม่ตํ่ากว่า 12 คันและทหารราบไม่น้อยกว่า3กองพัน
โชคดีนายพลวังเปาแนะนำแนวการเข้าตีของรถถังเอาไว้ให้ในเย็นวันนั้นก่อน บินกลับล่องแจ้ง และเราได้ฝังระเบิดบก(anti-tank mines)หลายลูกดักรถถังหลังมืดแล้วตามแผน ทำให้เราสามารถทําลายรถถังพีที-76 ได้ 4คัน นับศพทหารเวียตนามได้78ศพ ไม่รวมรอยลากศพหนีจำนวนมากซึ่งมีแขนขาเต็มไปหมด และจับเชลยเวียตนามได้3นาย ส่วนพวกข่้าศึกที่บาดเจ็บลุกไม่ได้ล้วนถูกฆ่าตายหมด มีคนหนึ่งอยู่ใกล้บังเกอร์ของเพื่อนข้าเจ้าถูกตีและแทงมาเลือดอาบแต่ได้หยุด ห้ามไว้ได้ทันจึงเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายเราอย่างยิ่ง
หน่วยทหารลาวของทุพ่อมุณีวงศ์ซึ่งถูกตีโดยตรงก่อนหน่วยอื่นเสียหายอย่างหนักจากรถถัง ทหารลาวถูกบดขยี้ตัวขาดเละจํานวนมาก
จนไม่สามารถยืนต้านได้เพราะเราไม่มีรถถังตอบโต้ มีแต่บี-40 และปรส 75และปืนคอ จึงถอยหนีไปทางลาดแสนเมื่อตอนก่อนยํ่ารุ่ง พวกม้งและเพื่อนข้าเจ้ายึดฐานจากเที่ยงคืนอยู่ได้จนรุ่งเช้า
นายพลวังปาวและซีไอเอรีบเข้ามาช่วยตั้งแต่ตะวันยังไม่ทอแสง ฮอ หลายตัว เครื่องของเรเว่น ที-28 และ เอวันอี(A1E) บินว่อนแต่ลงไม่ได้เพราะอากาศปิดหนามากเกิน1,000 ฟุต วังปาวได้ติดต่อหน่วยลาวของทุพ่อมุณีวงศ์ที่แตกพ่ายให้บ่ายหน้ากลับทุ่งไห หินเหมือนเดิม
วันนี้เป็นการรบที่ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งซึ่งเราได้ทำลายข้าศึกมากมายแบบนึกไม่ ถึง รายละเอียดจะมีในตอนต่อไปของสงครามทุ่งไหหินเมื่อข้าเจ้ากลับมาเล่าให้ เพื่อนๆฟังอีก หลังจากเหตุร้ายในเมืองไทยขณะนี้เพลาอีกสักเล็กน้อย โปรดกรุณาติดตามน๊ะเจ้าคะ
โลกมันกลมและทุกวันนี้ได้แคบลงมาก เพราะเรามีอินเตอเนตต่อถึงกัน ทำให้พี่ได้พบน้อง พี่น้องได้พบกัน ศัตรูในสงครามเมื่อหลาย ปีที่แล้วกลับได้เป็นเพื่อนกันอีกในเมกา มนุษย์มีสิ่งน่ารักตรงนี้เอง กรุณามาเยี่ยมเยือนอีกบ่อยๆนะเจ้าคะ ขอบพระคุณต่อข่าวสารอันทรงคุณค่าที่กรุณาให้มาเจ้าคะ พบกันใหม่ สบายดีเจ้าคะ

Offline

#67 July 26, 2015 1:06 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,766
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

แก้ไขข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเนื่องจากพิมพ์ตัวเลขผิดไปในการตอบคุณ squirrel hunter:
1)วันที่ที่ได้พบกับคนไทย 4 ท่านและฐานทุ่งไหหินถูกตีหนักก่อนแตก คือวันที่11กุมภาพันธ์1970 และ
2)กองกำลังของเวียตนามรวมทั้งทหารปะเทดลาวคือ 45,000คน เป็นกำลังจาก กองพลที่-312 กรม-766 และตอนหลังเป็นกองพลที่-2 รวมทั้ง1กองพลน้อลต่อสู้อากาศยาน และหน่วยแซปเปอร์(sapper special forces)ดากกงต่างหาก จุดมุ่งหมายคืนการตีเมืองสุย ซำทอง และหักเอาล่องแจ้งให้ได้นั่นเอง
ขออภัยด้วยเจ้าคะ

Offline

#68 July 26, 2015 1:07 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,766
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

amdang said: ↑
แก้ไขข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเนื่องจากพิมพ์ตัวเลขผิดไปในการตอบคุณ squirrel hunter:
1)วันที่ที่ได้พบกับคนไทย 4 ท่านและฐานทุ่งไหหินถูกตีหนักก่อนแตก คือวันที่11กุมภาพันธ์1970 และ
2)กองกำลังของเวียตนามรวมทั้งทหารปะเทดลาวคือ 45,000คน เป็นกำลังจาก กองพลที่-312 กรม-766 และตอนหลังเป็นกองพลที่-2 รวมทั้ง1กองพลน้อลต่อสู้อากาศยาน และหน่วยแซปเปอร์(sapper special forces)ดากกงต่างหาก จุดมุ่งหมายคืนการตีเมืองสุย ซำทอง และหักเอาล่องแจ้งให้ได้นั่นเอง
ขออภัยด้วยเจ้าคะ
Click to expand...
ผม ก็ ต้อง แก้รายละเอียด เช่นกันครับ

ลุงของผม พันโท คงสะหวัน ตุนาลม ทหาร พากสอง ร่วมกับ วั่งปาว ไม่ใช่ กองพลที่สอง ของฝ่าย แนวลาว ฮักชาติ

ลุง เคยเล่าว่า เขาก็ เปันคนฝึกเชิงการต่อสู้มือต่อมือ ให้กับทหารรับจ้างไทยที่ส่งไปนั้นบ้าง

พ่อผมเอง ที่เป็น หมอประจำกองพลที่-2 ของฝ่าย แนวลาว ฮักชาติ (พ่อ เรียก กองพันที่สอง)

ใช่ครับ สองพี่น้อง พ่อแม่ เดียวกัน ตกอยู่ คนละฝ่าย รบกันโดย ลุงไม่รู้ว่า

น้องชายตัวเอง เป็นหมอ ประจำอยู่กับอีกฝ่าย ที่เขาถล่มด้วย ปืนใหญ่ 150 mm ที่พูซ้างน้อย ครั้งหนึ่ง

พ่อบอกว่า ครั้งนั้น ทะหารกองพันที่สอง รอดชีวิต แค่ สิบสองนาย พ่อเอง เก็บศพกองกันจนเกึอบติดเพดานที่ บังเกอร์พยาบาล


พอ่พาครอบครัวแปรพักตร์ (defected) มา อยู่ ที่ ซำทอง ประมาณ สี่เดือน ก่อนจะรบกันหนัก วันที่แกวบุกซำทอง และล่องแจ้งผมจำได้ ประชาชน วิ่งกัน อุตลุด ครอบครัว เราก็ อพยพมาอยู่ เวียงจัน

ลุง ได้รับบาดเจ็บ โหนกแก้มซ้าย และใบหูขวา

ตอบคุณ squirrel hunter:
ตื่นเต้นที่เห็นรูปคุณสมพิศและครอบครัว รูปใบหน้าชายไทยผู้ที่ถูกฉีดมอร์ฟีน4เข็มนั้นลักษณะสั้นกว่า อาจจะเป็นเพราะหน้าผากคุณสมพิศเถิกตอนอายุมากชึ้น ส่วนหู ตา จมูก ใกล้เคียงมาก ส่วนสูงไม่ควรเกิน 5ฟุต7 นิ้ว ไหล่ของคนนั้นกว้างกว่า และ ผมบางกว่า เข้าใจในภาพว่าคุณสมพิศอาจจะย้อมผมเพราะดำสนิท
อีกอย่างหนึ่งคือไม่ได้พบกับโหลดมาสเตอร์(load master)คือคุณไพทูรย์ รัตนสุวรรณ ผู้ซึ่งได้เขียนมอบโน้ตให้คนไทยทั้ง4คนไปหาที่ล่องแจ้งเลยกระทั่งบัดนี้ ที่ข้องใจและมีคำถามเรื่องนี้คือ ทำไมจึงขอให้ส่งไปเวียงจันทร์? ก็ได้แต่สงสัยว่าเพราะเข้าไทยไม่ได้นั่นเอง แล้วอีก 3คนไปทางไหน? หรือตกค้างในลาวจนสงครามยุติและได้ไปไหน? น่าสนใจในการผจญภัยแทบเอาชีวิตไม่รอดหลายครั้งของคุณสมพิศ ที่ได้รับปริญญาเอกจากมหาลัยคุกบางขวางมาด้วย ข้าเจ้าก็จะเขียนตอนซำทองแตกครั้งที่คุณวิ่งหนีขึ้นเครื่องคาริบูและเครื่อง ซี-123นั้นคงจะเร็วๆนี้ จะได็เปรียบเทียบวันเวลา และสถานะการณ์เพื่อรำลึกความหลังของความยากลำบากแบบเลือดตากระเด็นของพี่ น้องประชาชนลาว พรรคพวก และลูกศิษย์ลูกหาคนแม้ว เย้า ลาวเทิงในอดีต ซึ่งสงครามลาวยังรันทดสลดหดหู่ใจมากระทั่งทุกวันนี้ ทำให้ไม่อยากเห็นสงครามอีกต่อไปเลย
แต่สถาณะการณ์เมืองไทยบ้านเกิดแผ่นดินแม่ขณะนี้อาจจะต้องถึงคราวเสียแล้ว ได้แต่ก็กลับคิดอีกทีว่าคนไทยถึงเวลาที่จะรู้ความจริงของประวัติศาสตร์ทั้ง หมดของตัวเองเสียที จะได้ไม่ต้องหลงตัวเอง และจะได้ปรับตัวให้เข้ากับโลกแห่งความเป็นจริงในที่สุด ก่อนจะก้าวต่อไปในอนาคตข้างหน้าได้โดยสมบูรณ์ เพราะที่แล้วมาล้วนถูกโกหกหลอกลวง ครอบงำ ขู่เข็ญให้กลัวเกรง ข่มเหง ปลิ้นปล้อนสารพัดกระบวนความ ข้าเจ้าได้พวักพะวนใจเป็นอย่างมากเรื่องเมืองไทยจะกลายเป็นสองนคราและความเป็นไทยที่ยิ่งยงในสุวรรณภูมินี้ก็จะหมดสุดสิ้นไป มาบรรทัดนี้อดนํ้าตาจะไหลเสียไม่ได้..... แสนเสียดาย...... ใครเป็นผู้กระทำเรารู้แล้ว?...แล้วเราจะทำอย่างไรอีกต่อไป??!!
กรุณาเข้ามาทักทายกันอีกน๊ะเจ้าคะ สบายดีคะ

Offline

#69 July 26, 2015 1:07 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,766
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

Update!!
Just talked to Sam on the phone.

ไอ้แซม ไม่รู้อะไร เกี่ยวกับ เบื้องหลัง ของ พ่อมาก แซม เกิดที่ Texas แต่เขาเคยไปเยี่ยมครอบครัวของพ่อเขา
นามสกุล ออกเสียงเป็น บุตรโยจันโท ลุงสมพิศ เป็นคน โพนพิสัย หนองคาย บ้านอยู่ติด ริมโขง
ผมกำลัง จะติดต่อ คุณเงินอีกที เพื่อเขาจะรู้ อะไรบ้าง เขาแต่งงานใหม่แล้ว
กับคนขาว(Caucasian).
************************************

วันที่ซำทองแตก พวกเราขึ้นเครื่องบินไม่ได้ ผู้ชายทุกคนที่สามาดจับปืนได้ ถูกเกณฑ์ให้ต่อสู้
ยาต ทางพ่อ อีกคน ร้อยเอก คำสาว (captain khamsao) แต่งตั้งให้พ่อ เป็นผู้นำพา ครอบครัว ทหาร สิบสอง ครอบครัว ที่เป็นญาติ กันเอง ผู้หญิง เด็ก และคนแก่ เดินไปเพื่อจะขึ้นเคืรองบิน ที่ล่องแจ้ง ระหว่างทาง พวกเราก็โดนสกัด โดยกอง ทหาร ว่าผ่านไม่ได้ ทหารแกว อยู่ข้างหน้า ถนน ถูกวางระเบิดหมดแล้ว บอกพวกเรา ให้กลับ เรากลับมาระยะหนึ่ง มีทางเดินเท้า ไปหมู่บ้านแม้ว เราเดินไป ไม่นานนัก เสียงปืน เสียงระเบิด ดังกึกก้อง ไปทั่ว เราไม่รู้จะไปทางใด มีกลุ่มผู้แม้วอย่างน้อย ประมาณ สามสิบคน วิ่งแซงเราไป เราวิ่งตาม พวกเขา โดยไม่มีจุด เพียงเพื่อได้ออกจาก ลัดสะหมี ของเสียงปืนและระเบิด กลุ่มผู้ แม้ว เขาวิ่งเร็วมาก ขาดสายตา เราก็ได้แต่วิ่งตาม ทิศทางที่พวกเขาไปตามป่า มาเจอ กลุ่มผู้คน เป็นระยะ เราก็ วิ่งตามกันไป จนก่วาเสียงปืนห่างออก เราก็วิ่งบ้าง เดีนบ้าง ตลอดทั้งวัน

อาหารไม่มี เดินตามป่า กินของป่า เจอลำน้ำแต่ละที ก็ช่วยกันทำแพ การขึ้นเขา ลงห้วย ลำบากมากสำรับคนเถัาคนแก่และเดักน้อย ใช้เวลาสองอาทิตย์กว่าจนมาถึงสายทางเลข 13 ผู้คนแออัด ตามสายทาง รถบรรทุกหกล้อรับจ้างขนผู้คนไปเวียงจันมากพอควร พ่อ เอาเงินที่ ร้อยเอก คำสาว ให้นั้นไปเหมารถหกล้อเป็นขบวนสำรับกลุ่มญาติของเราไป เวียงจัน
ครอบครัวของเรามาพักอยู่กับ บ้านย่าชั่วคราว ที่ลุงคงสหวัน ปลูกให้ย่าอยู่ และจากนั้นเราย้ายไปยังค่ายผู้อพยพบ้าน นาง่า ที่มีที่ดินสำหรับเราทำมาหากิน พ่อก็เขัามาทำงานที่โรงหมอ ມະໂຫສົດ ระยะหนึ่งแล้วจึง เปลี่ยนมา ศูนย์กลางเภสัชกรของลาว ไม่นาน แค่สี่ปี เราก็เป็นอพยพอีกที มาอยู่
ศูนย์หนองคาย ครั้งนี้ไม่รุนแรง แต่ก็ เสี่ยงต่อชีวิตที่ หวาดเสียว เหมือนกัน
October 1975 พ่อกับน้องเขย พันเอก Phoumy Savanhpanyadeth, Tank platoon commander, หนีข้ามโขง จากการ ล้อมจับ ของทหารบ้าน บ้านนาง่า เพือไปสัมมนา ที่เมือง เวียงไซ
ระยะนั้น ชายแดน ไทย ลาว ปิด คนข้ามจะถูกยิงจากฝั่งลาว ถ้ามาถึงฝั่งไทย จะถูกจับไปขัง
ไว้ที่คุก สาลากลาง หนองคาย โดนขูดรีด ลงทะเบียน ต.ม แล้วจึ่งส่งเข้าศูนย์ ถ้า ใครไม่มีก็ถูกขังนานเป็นสอง สาม เดือน
December 12, 1975 ผมอายุ 12 ปี และน้องชาย 10ปี ข้ามโขง อย่างหวาดเสียวไม่แพ้คนอื่น พ่อได้เงินจากญาติ ที่อยู่ศูนย์แล้ว จ้างคนหนองคาย มีอาชีบพาคนข้ามโขง มีสองคนมาหาเราที่บ้านย่า ในเวียงจัน บอกว่า เขาเอาไปไดั เพียงสองคน แต่เรามี 7 คน แม่ตัดสินใจ ให้ผู้ชาย สองคนไป ให้ผู้หญิง 4 คนอยู่กับแม่
ชายสองคน พาเรานั่งรถสองแถว ออกมาชานเมือง เอาเราไปซ่อนไว้สวนริมโขง รอให้มึดเสียก่อน แล้วทังสองก็ เดีนข้ามทางเขัาไปในหมู่บ้าน กลัวก็กลัว ถ้าใครมาเจอ พวกเราซ่อนอยู่จะทำยังไง ทหารมาเจอเราก็กลัวถูกยิง ก็เห็น ทหารจับคู่กัน เดินผ่านไปมา ตามทางนั้นอยู่ เมื่อก่อน ยังมีพ่อ แม่ อยู่ด้วย แต่นี่กลางวันแสกๆ เราสองพี่นอ้ง ก็นั่งอิงต้นมะม่วงรอ เวลาใกล้ค่ำมีเด็กหลายคน มีผู้ใหญ่สามคน จากหมู่บ้าน ข้ามทางมาใกล้ที่เรานั่งอยู่ ลงเล่นน้ำ เราก็ไม่รู้ ทำยังไง
กระซิบบอกน้องว่า ให้นั่งเสียๆไว้ เขาอาจจะ ไม่เห็นเราก็ได้ แต่ ผู้ใหญ่คนหนึ่งแลเห็นเรา เดินมาหา แล้วถามว่า เองสองคน เป็นหลานของ พ่อตู้(อะไรไม่รู้ หูอื้อไปหมด ตอนนั้น) ที่มาจากเวียงจันเมื่อวาน ใช่ป่าว เราพูดไม่ออก เพียงแต่ ขยับหัว ว่าใช่ เขา ว่า " เออกูได้ยินแล้ว แต่ยังไม่ใด้ไปพบพวกเอง ไปเล่น น้ำกับเพื่อนสิ " เรา ไม่ พูดอะไร มองหน้ากัน แล้วเดินไป ริมน้ำ เด็ก ทุกคนเขา แก้ผ้า เล่นน้ำ อย่างสนุกสนาน ชายคนนั้นยังบอก "ไปสิ ไป เล่นน้ำกับเพื่อน ๆ" เราทังสอง แก้ผ้าเล่นน้ำ น้ำเย็นมาก ๆ จนก่วาใกัลจะมึด ทุกคนก็ขึ้นจากนํ้า สองเราก็ทำช้าๆ ผ้าเช็ดตัวก็ไม่มี ชายคนนั้นก็คอยเรา เราก็เดีน ช้าๆ จนเกือบถึง ถนน เขา ว่า ข้ารีบ พวกเอง ไม่เป็นไรน๋า แล้วเขาก็เดีนเข้า หมู่บ้านไป เราเดิน กลับไป ซ่อนอยู่ ใกล้ ที่เดิมจนมึดสนิท ชาย สองคน กลับมาพร้อมกับคนจีนสูงอายุ สามีและภรรยาประมาณ 60s เรา ดีใจอย่างบอกไม่ถูกเลย พวกเขาเดีนนำหน้าลงไปริมนํ้าโขง ดึงเอาเชือก ผูกติดกับเรือพาย จมนํ้าด้วยก้อนหิน มองกลับไป ว่า ปลอดทหาร คอมมิวนิสต์ ลาวหรือไม่ จากฝั่งไทยไฟสปอตไล ก็ส่อง ไปมาตามหาด พายเรือ ถึงฝั่งไทย ก็ต้องหมอบลงกับทราย ทุกครั้ง ที่สปอตไลส่องมาหา ทำอย่างนั้น จนถึงครื่งหาด มีราตะเวน เดีนมา ไกล้ ไปไหนไม่ได้ ชายสองคนใช้มือทั้งสองข้างกวาดทรายกลบตัว เราสองคน ก็ทำตาม ตำรวจผ่านไป รอจังหวะไฟสปอตไล ส่องผ่าน
เรา วิ่งเข้าบ้าน สะเงื้ยว หนองคาย จะไปพักที่บ้านของชายคนหนุมก่วานั้น ไปเห็นตำรวจคนหนึ่ง นั่งข้างกองไฟ คุยกับผู้หยิงอยู่ ชายสองคนพาเราวิ่งกลับในความมึด น้องชายเกือบตก ลงบ่อน้ำ ชายอายุมากกว่าค้วาเอาไว้ทัน แล้ว ชายสองคน แยกทาง กัน ให้เราสองคนไปกับ คนอายุมากก่วา สองคนจีนสูงอายุไปกับคนที่อายุน้อยกว่า เราอยู่ที่บ้านของเขาจนถึงรุ่งเช้า พาเรานั่งสามล้อ มาส่ง ถึงพ่อ ที่ ค่าย ต.ช.ด ที่ เป็น ศูนย์อพยพชั่วคราว
สองเดือนต่อมา แม่ได้จ้างผู้ให่ยบ้าน บ้านโสกป่าหลวง ทำบัตรพลเมืองไทย ปลอมให้ แม่ พี่สาว สอง และ น้องสาว อีก สองคน ข้ามเรือ ที่ท่าด่าน หนองคาย อย่างตำรวจ ที่ท่าด่านดูไม่ออก เลย เราอยู่ ศูนย์ สามปี ถึงได้มาอเมริกา January 31, 1979.

Offline

#70 July 26, 2015 1:08 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,766
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ตองตึง said: ↑
เพิ่งได้เข้ามา อ่าน ดีใจมากครับ ขอบคุณคุณนักล่ากระลอกที่เล่าให้ฟัง ผมขออนุญาตินำเรื่องราวไปบอกเล่าให้พีสาวฟัง เพราะพี่สาวเคยกลับไปเที่ยวเชียงขวาง เพื่อจะสืบแสวงหาร่องรอยทางวัฒนธรรมของพรรพบุรุษของคนพวน แต่ก็ต้องผิดหวังกลับมาเพราะผลพวงของการต่อสู้ทำให้มองหาร่องรอยของวัฒนธรรม เหล่านั้นได้ยากนัก ไม่น่าเชื่อเลยถึงความบังเอิญที่คุณนักล่ากระรอกอายุเท่าผม หากมีโอกาสได้เจอกันคงได้ "ปะลาวนำกัน"
สวัสดีครับ คุณ ตองตึง ไทพวน หรือ คนพวน ที่เชียงขวาง มีจำนวนน้อย ส่วนมาก จะอยู่ เวียงจัน และหมู่บ้านรอบนอก และ อยู่ตามแม่นํ้างึ่ม แล้วก็อยู่
แขวงบํริคำใซ นี้เป็นจำนวนที่รอดจากการกวาดต้อน โดยสยาม กอ่นฝรั่งเศส จะเข้ามาปกครอง และที่เสียชีวิตในยุคสงครามเวียดนามก็ไม่น้อย

ศิลปวัตถุ (artifact)ของ อาณาจักรพวน ที่มีมากว่าพันปี ไม่มีเหลือให้เห็น มีเพียงแต่ พระพุทธรูปนึ่งองค์ สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1576 ที่วัด ศรีพรหม ที่รอดจาก ความหายนะ ของสงคราม และการแทรกแซง

คนพวน ส่วนใหญ่ถ้านับรวมกัน ท่านคงซาบดี ถูกสยามกวาดต้อนมาอยู่ไทย และที่ยังอยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อนและ ยังคงเก็บ สำเนียงภาษา ได้ดีเช่นเดิมทุกวันนี้ จำนวนหนึ่งที่หนองคาย อุบล อุดร สุโขทัย สุพรรณบุรี สระบุรี ลพบุรี ฯลฯ (สุพรรณบุรี คงจะ เป็น ชุดแรกถูก กวาดต้อน สมัย แม่ทัพทองด้วง ก็พูดเพี้ยนไปแล้ว ที่พูดไทยสยาม และสำเนียง ไทพวน ก็เลีย เหนี่ๆ อ่ยางนั้น)
กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรในแขวงเวียงจันทน์ทุกวันนี้ ก็เชื้อสายไทพวน นั่นแหละแต่ส่วนมาก สำเนียงพาสาเพี้ยนไปหลายแล้ว ตามการเวลาและ
การประสมประสานกับวิถีชีวิตรอบตัว

Offline

#71 July 26, 2015 1:08 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,766
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ขอบพระคุณที่กรุณาให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณสมพิศ บุตรโยจันโท
(และอาจจะมีเพิ่มเติมเช่นภาพเก่าๆในระหว่างอยู่ลาวกับเพื่อนร่วมตาย2กองพันนั้นต่อไป)
จะได้รวบรวมประกอบเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญชิ้นหนึ่งต่อสงครามทุ่งไหหินปี1969-1970คราวนั้น
ตอนคุณและครอบครัวหนีตายออกจากซำทองก็น่ากลัว มาก เพราะคุณขึ้นเครื่องขนส่งเมกาไม่ทัน ไปล่องแจ้งก็ไปไม่ได้ ลองนึกภาพดูหากครอบครัวคุณติดอยู่ที่ล่องแจ้ง คุณอาจจะพบกับความหายนะ เทวดาฟ้าดินปกป้องให้ฟันฝ่าความลำบากยากเข็ญที่แสนจะทุกข์ทรมาน และได้พบแสงแห่งความหวังต่อชีวิตใหม่ในเมกา คุณเป็นคนลาวที่ที่โชคดีมากที่สุดคนหนึ่ง ได้มีการศึกษาสูงพอและมีชีวิตที่มั่นคงในแผ่นดินนี้ ขอแสดงความยินดีด้วยความจริงใจอย่างยิ่ง
ได้กลับไปเยี่ยมเยือนซำทองและเชียงขวางบ้าง หรือเปล่า? เคยไปรอบๆทุ่งไหหิน จากเมืองสุย ลาดแสน คังไข ล่องแจ้ง ตอนหลังๆบ้างหรือเปล่า? หากได้มีโอกาสไปกรุณาส่งภาพถ่ายใหัได้ชมบ้างจะเป็นพระคุณยิ่ง
ข้าเจ้าเคยเห็นแต่ในยูทูป(you tube)เพียงบางตอน แต่ไม่ได้เห็นภาพภูเขารอบๆทุ่ง ต้นแปก ลำนํ้าลําห้วยเล็กๆที่สวยงาม ดอกไม้ป่าเช่นทานตะวันฯลฯซึ่งคิดถึงไม่เคยลืมเลือน
ความรู้ของคุณเกี่ยวกับลาวพวนที่ตอบคุณตองตึงนั้นทึ่งใจมาก เพราะสายพันธ์ชองคุณพ่อข้าเจ้านั้นก็มาจากคนพวนเหมือนกัน ซึ่งถิ่นเดิมก็คือเขตเชียงขวางนี่เอง ต่อมาก็อพยพลงสู่ที่ราบเวียงจันทร์
และถูกกวาดต้อนไปทางอิสานของไทยและทอดทิ้งสะเปะสะปะไปอีกหลายแห่งเพื่อไม่ให้รวมตัวกันได้ โดยเจ้าพระยาบดินทร์เดชา(แม่ทัพใหญ่สมัยรัชกาลที่-3) ซึ่งได้จับตัวเจ้าอนุวงค์พร้อม ครอบครัวและข้าราชบริภารจำนวนมาก เดินทางสามเดือนกว่าโดยขังในกรงและทรมานเจ้าอนุวงค์ในกรุงเทพจนสิ้นตรรคไสย ได้เห็นอนุสาวรีย์ที่คนลาวสร้างให้เจ้าอนุวงค์ หันพระพักต์และผายมือไปทางกรุงเทพแล้วแสนจะสลดหดหู่ต่อประวัติศาสตร์ช่วง นั้น นี่ยังไม่ได้พูดถึงพระแก้วมรกตน๊ะ มันกระเทือนใจมากมายเหลือคณา....... "พี่น้องกันจะทำร้ายรุนแรงอะไรกันนักหนา...."
และเชื่อหรือไม่ข้าเจ้าได้มีเพื่อนคนเขมร เชื้อสายลาวในคาลิฟอเนียร์จำนวนมากซึ่งได้อพยพมาอยู่ในอเมริกาเช่นกัน พวกเขายังร้องเพลงลาว มีบทหมอลำ เป่าแคน แห้นเข้าเหนียว เคี้ยวปลาแดกเหมือนคนไทยภาคอิสาน และคนลาวทุกอย่าง แต่พวกเขาไม่สามารถเขียนอักขระไทยหรือลาวอีกต่อไป เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งทีประวัติศาสตร์ของพวกเขาสดุดหยุดลงทั้งๆที่เขา เป็นคนลาวเหมือนกัน คนลาวกลุ่มนี้อพยพครั้งสุดท้ายสู่เมกามาจากหมู่บ้านแถบชายแดนไทย เช่น บ.กูบน้อย บ.กูบใหญ่ อยู่ทางตะวันตกของจังหวัดพระตะบอง รวมไปถึงพื้นที่แถบจังหวัดอุดรมีชัย(Oddameanchay)ซึ่งติดกับชายแดนไทยริม เขตเทือกเขาพนมดงรัก เช่น บ.โนนหมากมุ่น บ.แสง(สะแหง) ตาพระยา บ.โนนสาวเอ้ บ.ทับพริก ฯลฯ
ไม่น่าเชื่อว่าหากเราตามรอยประวัติศาสตร์ แล้วจะทึ่งต่อความเป็นจริงในหลายๆเรื่องจนบางครั้งแทบจะรับไม่ได้ เช่นประวัติและวีระกรรมของย่าโม หนังเรื่องสมเด็จศรีสุริโยทัย เชื้อสายพระเอกาทศรส ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ท้าวเทพกษัตริย์ตรีท้าวศรีสุนทร การประหารพระเจ้าตากสิน การสวรรคตของรัชกาลที่8 การประหารคนไทยที่ราชประสงค์ 169ศพที่จ.ระยอง ศพเด็กทารก2,002ศพแรกเกิด คนหายไปไม่มีวี่แววจำนวนไม่น้อยโดยไม่มีการสอบสวนเพิ่มเติม ฯลฯ
หวังว่าอีกไม่นานเกินรอเราจะได้มีการสังคายนา และจะได้ชำระประวัติศาสตร์ให้มันตรงกับความเป็นจริงเสียที เมื่อผอบประวัติศาสตร์ยุคนี้ถูกเปิดวันใด โลกจะตลึงขนลุกขนพองตลอดไปอีกแสนนาน
ไม่มีประวัติศาสตร์ของไทยยุคไหนที่ถูกบิดเบือนเท่ายุครัตนโกสินทร์........
ขอขอบคุณที่คุณทั้งสองกรุณาเข้ามาทำให้บรรยากาศกระทู้นี้ได้มีสีสรรมากขึ้น
สบายดีเจ้าคะ

Offline

#72 July 26, 2015 1:16 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,766
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

จดหมายถึงกำนันจิ๋ว
เมืองพินเนี่ยนฮิลส์(Pinion Hills)
แคลิฟอเนียร์(California) 92372
co: โกต๊๋ ลำลูกา ปทุมธานี

มกราคม 15, 2014

กราบเรียนท่านกำนันจิ๋วที่รักและเคารพอย่างสูง:
เนื่องจากเหตุการณ์บ้านเมืองของเราขณะนี้เป็นที่น่าวิตกอย่างยิ่ง พวกข้าเจ้าขณะนี้ได้รวบรวมพละกำลัง เพื่อต่อต้านสภาพการณ์รัฐประหารในประเทศเรา ให้เป็นการยึดอำนาจจากทหารครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย
ตามที่ท่านเคยให้ความรู้ไว้ว่าแท้จริงการรัฐประหารมีถึง 26 ครั้งมาตั้งแต่ 24 มิถุนายน พศ.2475(81 ปีมาแล้ว) แต่สาธารณะชนได้ทราบเพียง17ครั้ง ประเทศของเราได้ฉีกรัฐธรรมนูญมา18ฉบับมาแล้ว และศัพย์คำว่า "วงจรอุบาทย์" คำนี้เองท่านเป็นผู้บัญญัติขึ้นมา และพวกเราบัดนี้ทราบความจริงว่าวงจรนี้ที่แท้มาจากไหน? ของใคร? และมีวิธีการทำกันอย่างไร? จนบัดนี้พวกข้าเจ้าและประชาชนส่วนใหญ่"ตาสว่าง"กันแล้ว
ความเป็นสุภาพบุรุษของท่านตอนเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยการลาออก ยังประทับใจต่อประชาชนทั้งประเทศของเราตลอดเวลา ความรู้ความสามารถของท่านนั้นปรากฎเด่นชัดต่อมหาชนตั้งแต่ท่านเริ่มรับราช การเป็นทส.ให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ท่านเป็นผู้ติดตั้งสถานีทีวีของกองทัพบกช่อง-7สนามเป้าเป็นครั้งแรกตั้งแต่ ท่านยังเป็นทหารยศ ร.ต.-ร.ท. ซึ่งตอนนั้นก็เพิ่งจบมาจากจปร เวสป้อยเตอร์รุ่นหนึ่งสายสื่อสาร ท่านครองที่-1 มาจนจบ รร.เสนาธิการและได้ไปศึกษาต่อที่Ford Leavenworth ด้วยแคนนเกียรตินิยมสูงสุด และกลับมาเป็นอาจารย์ รร.เสธฯหลายปี เป็นผบ.จงอางศึกหน่วยเฉพาะกิจราชการสงครามในเวียตนามเป็นคนแรกทั้งๆที่ท่าน เป็นทหารสื่อสาร ท่านเป็นผู้บุกเบิกฝากชื่อเสียงหลายตำแหน่งสำคัญในกองทัพ ทำให้ทหารสื่อสารได้ภูมิใจตลอดมา ชีวประวัติตำแหน่งหน้าที่และการศึกษาอันสูงส่งของท่านอันลือชื่อ หากนำมากล่าวให้หมดก็คงต้องเขียนอีกสองหน้ากระดาษ แต่ที่สำคัญคือรบพิเศษเฉพาะกิจตอนรบเขมรโดยเป็นผบ. บก.506 ปี 1972 เพื่อเตรียมรับภัยสงครามที่อันตรายยิ่งคุกคามต่อประเทศอย่างใหญ่หลวงทาง ตะวันออก และต่อมาก็ได้ต่อสู้กับกองทัพอันเกรียงไกรของเวียตนามผู้เพิ่งชนะอเมริกามา หยกๆ และมีกองทัพที่มากด้วยรถถังและกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของโลก การสู้รบบริเวณกว้างและเสียเปรียบต่อข้าศึกอย่างเทียบกันแทบไม่ได้ในเกือบ ทุกทาง จากอ.นํ้ายืน จ อุบลราชธานี ถึงจ.ตราด และเกาะกงนานจนถึง1989 ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เคยทราบว่าท่านได้ทำอะไรไว้บ้าง แผนการประสานร่วมกับกองทัพของจีนเพื่อช่วยกดดันจากทางเหนือจนเวียดนามต้อง ถอนตัวไปป้องกันตัวเองจากการรุกของจีนได้ช่วยให้ประเทศเราปลอดภัยในคราวนั้น อย่างหวุดหวิด รวมทั้งโปรเจคขนาดใหญ่ของจีนที่พยายามช่วยสลอซาร์ซึ่งท่านให้(ลิ)โป้เป็นผู้ ควบคุมการสนับสนุนจากปักธงชัย
ตอนนี้พวกเราคนเสื้อแดงได้ลืมตาสว่างหมดแล้ว และได้มีการรวมตัวกันเป็นกองกำลังก้าวหน้าโดยเริ่มจัดตั้งหน่วยมินิตเมน(Minutemen)แบบ เดียวกับการปฏิวัติอันยิ่งใหญ่ของอเมริกาเพื่อปลดแอกตัวเองจากอังกฤษ มีการเอ่ยถึงชื่อท่านในที่ประชุม ตอนนี้พวกเราขาดสิ่งสำคัญที่สุดในการหยุดและต่อต้านเผด็จการทหารซึ่งมีกำลัง รถถังจำนวนมาก สิ่งนั้นก็คือลูกหัวปลี(กล้วย)ซึ่งท่านให้ลิโป้ฝังเอาไว้ที่ค่าย พวกเราเพียงขอยืมยามคับขันเร่งด่วนตอนนี้สัก3-400ลูกก็คงพอสำหรับยกแรก และจะใช้คืนให้เมื่อคุณปู(ติน) หรือคุณโพตัส(Potus)จัดหามาให้้ในอนาคตอันใกล้ โปรดกรุณาพิจรารณาช่วยเหลือพวกเราด้วยจะเป็นพระคุณอย่างยิ่งเจ้าคะ
ความจริงท่านเองยังมีสุขภาพดีเลิศ และมีนายทหารผู้ใหญ่ที่มีฝีมืออยู่ในมือเกือบทุกรุ่น โดยเฉพาะนักรบรุ่น-7 รวมทั้งพวก พคท.เก่าแก่ซึ่งท่านได้ช่วยไว้ต้วย66/23 และโดยเฉพาะความสัมพันธ์พิเศษอันแน่นแฟ้นกับฝ่ายจีน ท่านน่าจะพิจารณาช่วยโอบอุ้มพวกเราซึ่งเป็นนักสู้ นักปฏิวัติรุ่นใหม่เพราะมิฉะนั้นประเทศเราก็ต้องตกกลับไปสู่วงจรอุบาทย์อีก เช่นเคย ซึ่งพวกเราและเสียงส่วนใหญ่จะไม่ยอมอีกแล้วและท่านก็ทราบดีเช่นกัน
ท่านจะเดินสู่หลุมฝังศพแล้วครวญครางเหมือนจิวยี่ว่า "ทำไม... ฟ้าให้จิ๋วมาเกิด แล้วให้ปรวยมาเกิดด้วยเล่า?" จนลมหายใจเฮือกสุดท้าย....................
หรือท่านจะเป็นจูกัดเหลียงแห่งเทือกเขาโงลังกั๋ง ให้คุณปรวยต้องกอดหมอนแน่นก่อนตายแล้วรำพึงรำพันซํ้าแล้วซํ้าอีกว่า "ฟ้าให้ปรวยมาเกิด แล้วทำไมจึงให้จิ๋วเกิดมาด้วยเล่า?"..... หรือท่านจะเป็น Cao Cao ดังที่ท่านปรารถนาก็อยู่แค่เอื้อม เพียงท่านตัดสินใจให้เด็ดขาดโดยให้นายหมึกจัดเทียมขบวนม้าและเริ่มเดินทางให้ถึงเทือกเขาโงลังกั๋งเสียที
ปล. ท่านอาจจะไม่แปลกใจที่เห็นเอฟ16เต็มโหลด2-3ลำจากดอนเมือง มักบินวนเวียนคอยเช็ดรอบๆสี่เสาเทเวศบ่อยขึ้น
ขอขอบพระคุณล่วงหน้าและขอสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลายโปรดประทานพรให้ท่านและ ครอบครัวได้ประสพความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ดังไม่เคยปรากฎมาก่อนในปีนี้2557นี้ เทอญ
รักและเคารพท่านเสมอ
อัมแดง สันลอชะงัน
15 มกราคม พ.ศ.2557

Offline

#73 July 26, 2015 1:16 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,766
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ก่อนอื่น ต้องขออภัยแม่หญิง amdang ที่จะแสดงความเห็นแย้ง คลาดเคลื่อนผิดพลาดตรงไหน ขอได้โปรดชี้แนะด้วย

ไม่รู้มาก่อนเลยว่า กำนันจิ๋ว จะเก่งกาจเรียนจบเปรียญ 9 ตั้งแต่ยังเป็นเณร แถมมีพะบู๊มามากมาย แต่การเป็นทหารสื่อสาร น่าจะทำได้แค่การแนะนำ หาใช่สู้รบไม่
ในสายตาผม ตั้งแต่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักการเมือง เริ่มแรก ก็ดูงดงามแสนสง่า น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี แก่ทหารรุ่นหลังๆ ที่จะเอาดีทางการเมือง

หลังจากเป็นได้ไม่นาน ฉายาของกำนันจิ๋วกลายเป็น คนพูดฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ตอนเจ๊งค่าเงินบาท ไม่รู้จะแก้อย่างไง ตีอกชกตัว เที่ยวยกผิดให้คนเขาไปทั่ว
แล้วตัดช่องน้อยให้ตัวเอง ชิงลาออก ปล่อยให้ asset ทั้งหลายตกไปอยู่กับพรรคแมลงสาป แบ่งกินแบ่งขาย จนชาติขาดทุนป่นปี้ ส่วนตัวเองเก็บตัวเงียบ

กิติศัพย์ที่โด่งดัง ทำให้ท่านทักษิณหลงผิดไปดึงเข้ามาร่วมพรรค เผื่ออาศัยอะไรได้บ้าง แต่สิ่งที่เห็นตำตานั้นก็คือ การชักเข้าชักออก สำเร็จความใคร่ของตนเอง
แล้วก็ทำซ้ำๆ ย้ำคิดย้ำทำ มาไม่รู้กี่ครั้ง คล้ายกับคนสมาธิสั้น หรือ พวกอัลไซเมอร์ ที่ไม่รู้ตัวเองเลยว่า จะทำอะไรและควรเริ่มเมื่อไร

ซินแซ เคยกล่าวไว้ว่า คนที่มีคางสั้น ดูไปประหนึ่งดั่ง คางคก คงไม่มีทางเป็น จิวยี่หรือขงเม้ง ได้
เพราะบ้านปลายในชีวิต จะอับจน เพื่อนฝูงและญาติพี่น้อง โอกาสจะกลับมาก้าวหน้า หรือ รุ่งเรืองเก่งกาจอย่างในอดีต คงต้องรอไปเกิดใหม่แล้ว นะครับ

Offline

#74 July 26, 2015 1:16 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,766
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

คุณหิ้ว 1313 : BJ. ลาออกตอนฟองสบู่แตก
ไม่ใช่เพราะม็อบจัดตั้ง สีลมของแมงสาป. หรือความเป็นสุภาพบุรุษ อย่างที่คิดหรอกนั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง
แต่ที่ทราบมา. ผู้ยิ่งใหญ่สั่งมา จึงเชื่อฟังด้วยความเคารพมิอาจปฏิเสธได้
แกคงไม่บอกพวกเราหรอกว่า
ถึงตายไปก็ตอบไม่ได้. ใครสั่ง!!
จริงๆแล้ว แกเป็นคนเก่งนะครับ แต่พูดแล้วเข้าใจยาก นักข่าวต้องตีความเอาเอง
แกเกิดผิดที่ผิดเวลา. และผิดค่ายสังกัดเท่านั้นเอง
K.AmDang
จริงๆแล้ว ผมก็รักผู้ใหญ่จิ๋วนะครับ
ท่านเป็นคนแรกในยุค ปชต. ที่พูดคำว่า. "กู้ชาติ"

ก่อนชุมนุมเสื้อแดง ปี53. ผู้ใหญ่จิ๋วไปเยี่ยมเขตงาน 444 ถ่ายรูปกับสหาย บีเจ สวมหมวกดาวแดง. โชว์ลงหนังสือพิมพ์เลย
28 มีนาคม. 53 ประมาณ 18."00น
ผู้ใหญ่จิ๋ว. ขึ้นเวที เสื้อแดงที่เวทีผ่านฟ้า ชมเชยแกนนำ โดยเฉพาะ. ไข่มุกดำ
ที่จำได้ ผมมีงานด่วนกลับไต้ เลยหยุดฟังก่อนขึ้นแท้กซี่
เชื่อว่า เข้าใจและเห็นพวกเรามากๆ
ต้องยืมคำว่า
Everything is clear in my heart
ของ John Lennon มาพูดแทนผู้ใหญ่จิ๋ว

Offline

#75 July 26, 2015 1:17 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,766
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ขอขอบพระคุณคุณหิ้ว1313ที่ กรุณาให้รายละเอียดอย่างไม่อ้อมค้อมเกี่ยวกับกำนันคนดังท่านนี้ และไม่ยอมเชื่อเรื่องvery late bloomของท่านกำนันอย่างเด็ดขาด ตอนเงินบาทเดี้ยงวอดวายข้าเจ้าไม่ได้อยู่อ่านนสพ อย่างใกล้ชิด ก็เลยไม่ได้ทราบรายละเอียดในปฏิกริยาข่าวสารที่รายงานในประเทศไทย ได้แต่ติดตามอ่านเพิ่มเติมตอนหลังด้วยเนทต่างๆ แต่ได้ตื่นตระหนกตกใจเป็นอย่างยิ่ง ส่วนท่านกำนันจะลาออกด้วยความสุภาพบุรุษเป็นแบบอย่างสากลของประเทศสากลทั่ว ไปอย่างไรหรือไม่ ไม่ได้มีโอกาสทราบว่าถูกกดดันจากเบื้องสูงดังที่คุณThe punisherให้ ความเห็นเอาไว้ เรื่องต้มยำกุ้งเคยฟังเสียงในหลวงตรัสให้สัมภาษณ์เชิงสมนํ้าหน้าคนไทยยุค นั้นว่าฟุ่มเฟือยกันทั้งประเทศ เห่อของนอก ซื้อแบบไม่อั้นในสินค้าแพงๆที่ตัวเองผลิตไม่ได้แต่งเนื้อแต่งตัวแบบตู้ทอง ตู้เพชรโชว์กัน ทุกคนดูเหมือนจะผูกนาฬิกาโรเล็ค(Rolex)อาจจะมีแบบ จากฮ่องกงก็ยังดี ท่านทรงพระสรวลโดยเล่าว่าญาติของท่านคนหนึ่งมายืมเงินท่านสามหมื่นกว่าบาท เพื่อไปซื้อเข็มขัดทองฝังเพชรเพื่อให้สถานภาพดูดีขึ้น ท่านก่นว่าแบบเยาะเย้ยอีกหลายประโยคพร้อมทั้งหัวเราะ ต่อมามีคนใกล้ชิดกราบทูลว่ามีคนกระโดดตึกตายและยิงตัวตาย ท่านเลยหยุดให้ความเห็นเพียงแค่นั้น ความเห่อเหิมของคนไทยดังกล่าวไม่ทราบค่านิยมนี้ยังคงอยู่กระทั่งปัจจุบัน หรือเปล่า? ความจริงปัญหาต้มยำกุ้งนี้มันเกิดมาตั้งแต่สมัยนายกชาติชายและหนักหน่วงมาก ขึ้นสมัยรัฐบาลนายบรรหาร คุณชาติชายใช้นโยบายเปิดประเทศเปลี่ยนจากสนามรบกับเวียตนามและเขมรเป็นเป้า หมายหลัก"ให้เป็นสนามการค้า" ก็เลยมีการผ่อนคลาย(deregulation)ระบบการเงินและระบบธนาคารเพื่อให้เกิดการ ตื่นตัวและตามมาด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวงกันอย่างขนานใหญ่ เช่นเดียวกันเปี๊ยบที่ตอนปธน. เรแกน ได้ใช้วิธีกระตุ้น(stipulation)ทางเศรษฐกิจจนเกิดปัญหาลินคอล์นเซพวิ่งแอนด์ โลน(Lincon Saving and Loan)และเรื่องจั้งบอนด์(Junk Bond)ของไมเกิล มิลเคนท์(Michael Milken)อีนุงตุงนังจนผลสุดท้ายรบ. เมกาเสียหาย$35Bn ทำคนเข้าคุกหลายคนและซีเนเตอร์4-5 ท่านพลอยเสียคนไปด้วยเพราะพัวพันกับการเงินคอรัปชั่น ตัวซีเนเตอร์จอห์น แมคเคน(John McCain)ผู้ทรงอิธิพลปัจจุบันก็โดนด้วยแต่ออกทีวีขอโทษว่าได้กระทำผิดไป ที่ได้ไปคบค้าสมาคมกับนายคีทติ้ง(Keating)เจ้าของธนาคาร ปัจจุบันคนเขาก็อโหสิให้ ความน่ารักของเมกันน่ารักตรงนี้เองที่รู้จักอภัยและยอมรับว่าทุกคนเกิดมาทำ อะไรผิดได้ตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตาย(แต่ไม่ใช่ครั้งที่สองน๊ะ) เพราะฉนั้นเวลาเกิดความฉาวโฉ่อะไรทางการเมืองแม้เช่นเรื่องชู้สาวและถูกจับ ได้ พวกนักการเมืองจะออกมาขอโทษขอโพยกันแล้วก็เลิกรากันไปเพราะบางท่านก็ต้องลา ออกจากตำแหน่งซึ่งได้มายากและประชาชนเขาจะไม่เลือกอีกต่อไปแม้จะอภัยให้ก็ ตาม และที่สำคัญที่สุดเขาอภัยต่อกันและพบปะจับมือร่วมงานกันอีก
ส่วนของเราเวลานี้มีข่าวเล็กๆเมื่อวานบอกมาว่าคุณยิ่งลักษณ์และรัฐมนตรีที่ เกี่ยวข้องกับโครงการณ์ ประกันราคาข้าวจะถูกเรียกจากหน่วยปราบปรามคอร์รัปชั่น(citation)และคิดว่า ไม้นี้เองที่จะทำลายนายกยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยไม่ให้ได้ผุดได้เกิดอีก เขายอมหมดทุกอย่างแล้วยังตามล้างตามผลาญไม่หยุดต้องเอาให้ถึงตายและเข็ดหลาบ ไปถึงไหน??.... อนาถหนอประเทศของเรา.... ขออณุญาตจบลงสั้นๆแค่นี้ก่อนในวันนี้เพราะควบคุมสติสตังค์แทบไม่อยู่เมื่อมา ถึงบรรทัดนี้ ขอขอบพระคุณเพื่อนๆที่กรุณาเข้ามาเยี่ยมและแสดงความคิดเห็นเจ้าคะ สวัดดีเจ้าคะ

Offline

#76 July 26, 2015 1:17 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,766
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ก็อดไม่ได้ที่จะเขียนถึง BJ จำได้ว่า เขาเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องและเดียงสาในโลกของการเงินมากๆ ได้อำนวย ที่ดูดีดูเก่งแต่ภายนอกมาว่าที่การคลัง
ก่อนนั้น รมตคลังธานินทร์ของพรรคแมลงสาป ก็เดียงสาทางการเงิน ไปเปิดช่อง กม ให้คนต่างชาติมาทุ่มเงินซื้อและเล่นเกมอัตราแลกเปลี่ยนการเงินของไทย

ได้ 2 ผู้โง่เขลาและเดียงสาแถมรั้นเป็นที่หนึ่งในใต้หล้า คนหนึ่งเปิดช่องให้กองทุนต่างชาติเข้ามารุกราน ทรนงว่า กู(ธานินทร์)นายแบ๊งค์ยอดเยี่ยมของไทย
เป็นผู้มองการไกลและไม่เคยตัดสินใจผิดพลาด แต่หารู้ไม่ว่า เป็นได้แค่เสมียนที่ต่ำต้อย เมื่อมาเทียบกับ คนของ จ๊อด โสรอส ผู้ที่เคยเขย่าค่าเงิน ปอนด์

จนรัฐบาล UK แทบจะล้มละลาย ตามมาด้วยการโจมตีค่าเยนของญี่ปุ่น จนทำให้ ธนาคาร ทรัสต์ ชั้นนำ ล้มระเนระนาด ไปกว่าค่อนประเทศ ลำบากจนทุกวันนี้
แต่ไอ้โง่คนที่ 2 นายอำนวยคนดีของ BJ ไม่เคยได้รู้และได้ยินชื่อของนาย โสรอส กลับเอาเงินสำรองของประเทศทั้งหมด ทุ่มหมดหน้าตัก เกทับสู้กับเขา

โดยมี ท่าน BJ ที่แสนจะเดียงสา ให้กำลังใจและให้ใจไปทั้งหมด ผล ก็คือ ฉิบหายกันทั้งประเทศ เจ้าสัวและผู้มีอันจะกิน ฆ่าตัวตาย ล้มละลายไปมากมาย
เป็นโศกนาฎกรรมใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีชาติไทยมา แต่มันไม่มีผลถึงคนหาเช้ากินค่ำ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ฟันเฟืองของประเทศ จึงยังไม่หยุดชงัก

ด้วยท่าน BJ เป็นคนที่มีสายตามองไม่เกินปลายเท้าของตน ไม่รู้จะแก้ปัญหาการเงินและปัญหาเศรษฐกิจที่ตามมา ดั่งคลื่น จึนามิ อีกหลายละลอก
เลยพาลหาจังหวะที่มีคนติเตียน ชิงลาออก เรื่องถูกขอให้ออก น่าจะเป็นเรื่องที่สร้างกุขึ้นมาเอง เพื่อให้ตนดูไม่แย่นัก
เรื่องสร้างภาพให้ตัวเองนี่ เป็นงานถนัดมาตั้งแต่สมัยที่สู้กับคอม ด้วยนโยบายชวนเชื่อ

ยิ่งหลังๆ ดูท่าน BJ เล่นการเมืองแล้ว บอกตง เป็นบุคคล ล้มละลายทั้งใจ ทั้งความคิด และอุดมการที่สวยหรูถ้าเคยมี มันหมดสิ้น ไปนานแล้ว
โมฆะบุรุษ น่าจะเป็นชื่อเรียกที่เหมาะสม ส่วนตัว ผมไม่มีอคติเป็นพิเศษกับเขา ดูและพูดตามเนื้อผ้า ไม่สนข่าวแบบที่เขาเล่าว่า นะครับ

Offline

#77 July 26, 2015 1:18 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,766
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

อยากทราบว่า อำแดง เป็นคนเชื้อสาย ไทย หรือ ลาว ค่ะ
เขียนได้ละเอียดจนคิดว่า อำแดงเป็นคนหลายแผ่นดิน(หมายถึง อายุยาวค่ะ)

หากไม่สะดวกตอบ ก็ผ่านเลยนะคะ
แต่มีเวลาจะกลับมาอ่านซ้ำ เพราะอ่านไม่ละเอียด ยามมากค่ะ

ขอบคุณท่านริชาร์ด คุณแสงดาราที่เซฟไว้ได้ จนผู้ไม่ได้อ่าน ได้มีโอกาสอ่าน
ขอชื่นชมอำแดงที่มานะเรียบเรียงอย่างอุตสาหะที่สุด(เขียนไปน้ำตาร่วงไปด้วย:clap:
ยอดหญิงจริงๆค่ะ:clap:

ขอความกรุณา ท่านริชาร์ดช่วยปักหมุดกระทู้นี้ ได้ไหมคะ หรือเก็บไว้ที่ใดที่สะดวกในการเข้าไปอ่าน เพราะดิฉันยังอ่านได้ไม่หมดค่ะ
ขอขอบพระคุณอย่างสูง
ความเห็นแก่ตัวเป็นสิ่งทำลายสังคมอย่างร้ายกาจ

Offline

#78 July 26, 2015 1:18 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,766
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ประชาธิปไตยของฮ่องกงเป็นมาอย่างไร?


วันที่ 1 ตุลาคม 1949 เมื่อ 65 ปีมาแล้ว เป็นวันที่ เหมา เซ ตุงได้สถาปณาประกาศตั้งประเทศจีนเป็น "สาธารณรัฐประชาชนจีน" (People's Republic of China -- PRC) 40ปีต่อมาเมื่อจีนเปิดประเทศให้มีการติดต่อค้าขายกับโลกภายนอกดังเช่นนโยบายของรัสเซียตามแบบนายโกบาชอฟ (Gorbachev....Prerestroika and Glasnost)
เติ้งเสี่ยวผิงผูันำของจีนคนใหม่มีการศีกษาจากประเทศฝรั่งเศษทางเศรษฐศาสตร์ได้เป็นบิดาและสถาปนิคในการจัดการให้คนจีนมีเสรีภาพทางการค้าขายส่วนตัวแทนระบบคอมมูนที่ประเทศคอมมิวนิสต์ทั่วไปใช้เป็นต้นแบบและไม่ได้ผลล้าหลังเสมอมาหลังจากเดินทางเยือนประเทศต่างๆรวมทั้งเมกาได้ใส่หมวกคาวบอยในไร่เลี้ยงวัวที่เท๊กซัสเจ้าของคำพูดที่ว่าไม่ว่า "แมวดำหรือขาวหากจับหนูได้ใช้ดีทั้งนั้น" หลังจบการเยือนประเทศต่างๆเติ้งเสี่ยวผิงกลับบ้านนำจีนสู่มิติใหม่โดยปลุกยักษ์หลับจีนให้ตื่นทันโลกได้สำเร็จและนำให้ประเทศจีนและคนจีนมีความเป็นอยู่ดีขี้น ร่ำรวยขึ้นแบบก้าวกระโดดอย่างไม่เคยมีในประวัติศาสตร์จึนมาก่อนประเทศอุตสาหกรรมทั่วโลกเข้าไปตั้งโรงงานผลิตต่างๆในจีนกันอย่างจ้าละหวั่นเพราะแรงงานขั้นต่ำของจีนตํ่ากว่าระดับโลกมาก จากวันละ$1-$2อีกทั้งคนจีนมีนิสัยขยันขันแข็งและอยากมีเงิน(เพราะไม่มีมาก่อนมายาวนาน)กอปทั้งแรงงานจึนมีหลายร้อยล้านพอเพียงจะสนองความต้องการให้ทั้งโลกและอาหารก็อร่อย วัฒนธรรมอลุ่มอล่วยอบอุ่นในครอบครัวคนจีนจึงแข่งกันรวยทุกระดับผู้คนมีกินมีใช้จนกระทั่งปัจจุบันมีมหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลล่าห์มากที่สุดในโลก
จีนเป็นเจ้าหนี้อเมริกาเกือบเก้าเปอร์เช็นต์คนจีนก็เรียนได้เร็วมากในทุกด้านเพียงไม่กี่ทศวรรษก็กลายเป็นมหาอำนาจโลกเทียบเท่ามหาอำนาจประเทศอื่น ทั้งทางเศรฐกิจ การทหารและเรื่องอื่นๆทั่วไป
เมื่อกินดีอยู่ดีร่ำรวยขึ้นความหิวโหยจากการขาดแคลนของเสรีภาพของมนุษยชนก็ตามมาก็เกิดการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย และร้องขอเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนมากขึ้น จนกระทั่งวันที่ 4 มิถุนายน1989ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน (Massacre at Tienanmen Square 1989) เติ้งเสี่ยวผิง ได้ใช้ทหารหลายกองพลนำขบวนรถถังเหยียบและยิงประชาชนล้มตายอย่างมากมายนับไม่ถ้วน จนกระทั่งวันนี้ยังไม่ทราบจำนวนคนที่ตาย(ไม่สามารถเปิดเผยจำนวนได้) แต่ประชาชนถูกจับประมาณหมื่นกว่าคนเป็นการจงใจสังหาญหมุ่ที่โหดร้ายที่สุดในครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลก
ขณะนี้ที่ฮ่องกง ประมาณหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาจนกระทั่งวันนี้ 2 ตุลาคม 2014 มีการเดินประท้วงด้วยมหาชนจำนวนมากมาย ซึ่งแหล่งข่าวทางตะวันตกมีความวิตกว่าเหตุการณ์ Massacre People's Republic of China (PRC) จะย้ำรอยเดิมนั้นอีก และอาจจะรุนแรงอย่างคาดไม่ถึงเหมือนที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อ 25 ปีที่ผ่านมาแล้ว


ข้าเจ้าจะขอเล่าพอสังเขปเกี่ยวกับประชาธิปไตยของฮ่องกงว่าเป็นมาอย่างไร:
เริ่มต้นเมื่อประมาณ คศ.1800 อังกฤษต้องการครองโลก กลายเป็นลัทธิล่าอาณานิคม (Colonialism) ด้วยการใช้เทคนิคล่าอาณานิคม 3 ระบบใหญ่ๆเป็นหลักคือ
(๑) เข้าไปติดต่อการค้าขาย พอเกิดปัญหาขึ้นมาก็กล่าวหาว่าพวกเขามีกฎหมายที่ป่าเถื่อน ค่าภาษีสินค้าบางฤดูก็แพง ไม่สม่ำเสมอ ทำให้พวกเขาโกรธจนกระทั่งเกิดการขัดแย้งและต่อสู้กันขึ้น โดยใช้ Gun-Boat Policy สู้กัน อังกฤษมีอาวุธที่เหนือกว่าจึงชนะและเป็นผู้เข้ายึดครองเสมอมา
(๒) ยุแหย่ให้เพื่อนบ้านแตกกัน เมื่อชนกลุ่มน้อยแตกสามัคคีประเทศก็จะอ่อนแอก็เป็นการเปิดประตูให้อังกฤษที่เข้มแข็งกว่าคุกคามและยึดครองได้โดยง่าย
(๓)แบ่งแยกและปกครอง (Divide & Conquer) ระบบแบ่งแยกและปกครองยุแหย่ให้ประชาชนแตกกัน เช่นเกียวกับศาสนาในอินเดียหรือปากีสถานว่าฮินดูดีกว่ามุสลิม ยุแหย่ให้เขาขัดใจกัน ทะเลาะกัน จนกระทั่งไม่สามารถจะรวมกันได้ในที่สุดก็ยึดครองประเทศเล็กเหล่านั้นตลอดไป


อย่างกรณีจีน อังกฤษใช้บริษัท อิสอินเดีย(East India Co.)เข้าไปทำการค้าขายกับจีนแต่อังกฤษไม่สามารถจะกลืนจีนได้เพราะจีนใหญ่และเข้มแข็งเกินไปอังกฤษจึงวางแผนทำลายจีน โดยทำให้จีนอ่อนแอ โดยเอายาฝิ่นจากอินเดียปากีสถาน และอัฟกานิสถาน ซึ่งตนปกครองอยู่เข้าไปขายในจีนด้วยยุทธวิธียิงนกนัดเดียวได้นกสองตัวคือได้ทั้งเงินและขณะเดียวกันก็ทำให้ข้าศึกติดฝิ่นอ่อนแอลง กษัตริย์ของจีนโกรธ ก็เกิดการรบกันขึ้น เรียกสงครามฝี่น (Opium War) ในปี 1842ในช่วงราชวงค์ คิง ไดแนสตี้(Qing Dynasty) ปกครองจีนในเวลานั้นจีนสู้อังกฤษไม่ได้ อังกฤษบังคับเอาเกาะฮ่องกงโดยให้จีนมาเซ็นต์สัญญาให้อังกฤษเช่าเกาะฮ่องกง ปีละ 2 ปอนล์และให้อังกฤษเข้ายึดครองฮ่องกงเป็นเวลา 99 ปีแต่จริงๆแล้วอังกฤษเบี้ยวไปเบี้ยวมากลายเป็น 155 ปีผ่านมา คือวันที่ 1 กรกฏาคม 1997 สัญญาก็สิ้นสุดลง อังกฤษต้องคืนฮ่องกงให้เป็นอิสระ(1842-1997)
ปี 1997 หลังจากฮ่องกงได้รับอิสระภาพจากอังกฤษจีนแผ่นดินใหญ่ได้ประกาศออกมาว่า One country two systemsหมายความว่ามีเสรีภาพที่จำกัด คือมี autonomy และเป็น special
economical zones ใช้กับเกาะฮ่องกง เพราะฮ่องกงเป็นเมืองท่าศูนย์กลางการค้าสำคัญในตะวันออก และเป็นศูนย์การบินและคมนาคม และอดีตเป็นทางเข้าออกของจีนแห่งเดียวสมัยจีนยังปิดประเทศอยู่จึนได้อนุมัติให้มีเสรีภาพในการปกครองตัวเองขั้นพื้นฐาน นอกจากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหารหรือซีอีโอ(CEO)เท่านั้น ตำแหน่งนอกนั้นให้มีสิทธิเลือกตั้งกันเอง เช่น เลือกตำรวจ เลือกสส. มีกฎหมายเอง มีสภาท้องถิ่น ฯลฯโหวตกันเองมาตลอดดังเดิมเช่นสมัยชาวฮ่องกงตอนอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ แต่ผู้บริหาร (Chief Executive Officer-CEO) ของฮ่องกงต้องคัดเลือกมาจากรัฐบาลกลางของจีนแผ่นดินใหญ่ส่งมาปกครองฮ่องกงโดยไม่ให้สิทธิเสรีภาพโหวตเลือกเองเหมือนตำแหน่งอื่นๆคนแรกที่ถูกเลือกมาคือ ตุง ชี หวา (Tung Chee Hwa) และคนปัจจุบันาคือ ซี วาย เลือง (C.Y.Leung) ความจริงแล้วทั้งสองท่านเป็นชาวเกาะฮ่องกงโดยแท้ แต่ชาวฮ่องกงต้องการเสรีภาพในการที่จะเลือก หรือโหวต CEO - ซีอีโอหรือผู้บริหารของเขาเองในอีก 2 ปีข้างหน้า 2017 จึงได้เปิดการเดินประท้วงในปัจจุบัน นำโดยนักศึกษาหนุ่ม ชื่อจอชัว วอง
(Joshua Wong) อายุ 17 ปี แรกๆก็มีเพื่อนนักศึกษาด้วยกันออกมาร่วมด้วยวันต่อๆมาติดตามด้วยฝูงชนจำนวนมากมายมหาศาล หนาแน่นยาวเหยียดเต็มท้องถนนพวกเขาได้ตั้งชื่อขบวนการนี้ว่า Schorlarism (สกอล่าริซึ่ม) นายจอชัว วองได้ถูกจับหลังจากนั้น และได้ถูกปล่อยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา 28 กันยายน 2014
เมื่อวันที่ 30 กย. 2014
นาย สี ชิน ปิง (Xi Chin Ping)ประธานาธิบดีคนใหม่ของจีน ได้ออกมาประกาศแล้วว่า เขาจะปกป้องฮ่องกง(Safeguard) หมายความว่า เขาจะปกป้องฮ่องกงเป็นของเขาจะไม่ยอมปล่อยให้ฮ่องกงปกครองกันเอง แบบมีเสรีภาพสุดๆ คือเลือกผู้ว่า(ซีอีโอ)ด้วย เข้ามาปกครองเองเป็นเด็จขาด
ข่าวบีบีซีเมื่อวาน 1 ตุลาคม 2014วันชาติของจีนพวกผู้ประท้วงยื่นคำขาดให้นายซิ วาย เลือง ลาออกจากตำแหน่งทันที และได้รับการตอบกลับเป็นคำขาดจากนายซิวายเลืองให้สลายการชุมนุมเช่นกัน

ข่าวล่าสุด เมื่อหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา นายซิวายเลืองได้ส่ง นาง แครี่ แลม (Carrie Lam) รองผู้บริหาร ซีอีโอ ไปต่อรองกับนักศึกษาแกนนำในการเดินประท้วง การเจรจาจะออกมาในรูปใดยังไม่แจ้งผลให้ทราบ

เหตุการณ์จะบานปลายไปในรูปใด ต้องคอยดูกันต่อไป โลกกำลังจับตามองกันทุกวินาทีด้วยความเป็นห่วงว่าการต่อสู้ของคนฮ่องกงจะจบลงอย่างไร?

ส่วนประเทศไทยไม่มีการต่อสู้เจ้าค่ะ ไม่มีอะไรให้ดูหรือน่าสนใจไปอีกนาน คนฮ่องกงบอก สี ชิน ปิงว่า "don't THAI to us.....don't Thai to us anymore" ซึ่งแปลว่าอย่าหลอกพวกฉันนะ...หรืออย่าหลอกพวกฉันอีกเลย

Offline

#79 July 26, 2015 1:19 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,766
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ฮ่องกง (ต่อ)

ทั่วโลกเป็นห่วงและกังวลกับเหตุเกิดการประท้วงของชาวเกาะฮ่องกงเพื่อเลือกตั้งผู้ว่าโดยตรงเองและหากเกิดชนะขึ้นมาก็จะทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนอาจปกครองประเทศจีนไม่ได้ราบรื่นอีกต่อไป
เพราะคนจีนส่วนอื่นๆของประเทศก็ต้องดิ้นรนให้ได้เสรีภาพอิสระภาพและประชาธิปไตยเต็มใบเช่นกัน
ความวุ่นวายสับสนก็จะเกิดทั่วแผ่นดิน นี่คือจุดอ่อนของจีน หากเป็นมวยเขาเรียกว่าคางเปราะ คือโดนหมัดเดียวก็ถูกน๊อคนับสิบเลยตัวใหญ่เสียเปล่า
และนี่คือจุดแข็งของอเมริกาและฝ่ายโลกเสรีที่ใช้นำโลก
อาวุธลับที่มีประสิทธิภาพของอเมริกานั้นคือประชาธิปไตย และโดยเชิดชูสิทธิมนุษย์ชนเป็นที่ตั้ง ซึ่งเป็นอาวุธนำในการต่อสู้กับเผด็จการทุกรูปแบบ
ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการแบบคอมมิวนิสต์ซึ่งมีพรรคเดียว แบบทหาร ประธานาธิบดี แบบกษัตริย์ หรือแบบบ้าสุดขีดของไทยเราปัจจุบันคือทั้งทหารและกษัตริย์ มีมาตรา112เป็นอาวุธกดขี่ประชาชนผู้ถูกปกครอง
ทุกอย่างเป็นความลับหมดวิจารณ์ติดคุกและโดนซ้อมทรมานอีกด้วย
แม้การยกขบวนเข้าโรงพยายาลของกษัตริย์และพระราชินีน.ส.พ.ทุกฉบับรายงานลงข่าวไม่ได้ ต้องรอขออณุญาตนำโดยน.ส.พ.บางกอกโพสต์ซึ่ง ปรีดียาธร เป็นประธานกรองข่าวก่อน น่าอนาถต่อข่าวสารเมืองไทยบ้านเรา
แล้วจะไปซื้อ(แม่ง)มาอ่านทำไมให้มันมอมเมาดูถูกว่าโง่ตลอดไป



การที่อังกฤษปกครองฮ่องกงมาร่วม 155 ปีนั้น ประชาชนค่อยๆวิวัฒนาการถูกครอบคลุมด้วยวัฒนธรรมแบบตะวันตก
มีสิทธิเสรีภาพเกือบเช่นเดียวกับชาวอังกฤษ จนยากที่จะยอมรับระบบเก่าๆที่ล้าหลังแบบคอมมิวนิสต์
ถึงแม้ระบบที่จีนมีอยู่จะนำให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจที่ยี่งใหญ่ของโลกก็ตาม
แต่นั่นเพียงทางเศรษฐกิจ หาใช่จรุงจิตวิญญาณให้เป็นมนุษย์ที่มีอิสระ มีเสรีภาพเหมือนนกดั่งประชากรโลกตะวันตกไม่
จีนจะมีปัญหาที่ยากต่อความก้าวหน้าอีกมากมายนอกเหนือจากเสรีภาพส่วนบุคคลของประชากรและการจำกัดสิทธิเสรีภาพของน.ส.พ ยังโกหกหน้าด้านๆเหมือนเดิม การควบคุมการสื่อสารแมสมีเดีย(อินเทอร์เนท เฟสบุค
อีเมล ฯลฯ) ยังไม่มีเสรีภาพในการพูด แสดงความคิดเห็น เขียน พิมพ์ โฆษณา หรือรวมกลุ่มเรียกร้องโดยสันติ ของไทยร้ายกว่านั้นคือห้ามคิดด้วย
ระวังเครื่องจีที-200(GT-200)ของหมอหมาพุดดิ้งจับได้ว่าคิดอะไรเลยเถิดแล้วจะติดคุกหัวโตนะจะบอกให้

ปัญหาของจีนทั้งภายในภายนอกมีมากมาย เช่นปัญหาพวกอุยเกอร์มุสลิม(Uyghir)เขตซินเกียง
ปัญหาการกลืนธิเบต ปัญหาพวกฟาลันกอง(Falungong)
ปัญหาการพยายามขยายอาณาเขตน่านน้ำสากลบริเวณทะเลจีนใต้ หมู่เกาะแสปรตลี่(Spratley Islands)
พาราเซล(Paracel Island) สคาบอโร(Scarborough) เกาะเดียวยา(Diaoya) ปัญหาาไต้หวัน ปัญหาฮ่องกงปัจจุบัน
ยังไม่นับเรี่องการปราบปรามการต่อต้านของปัญญาชนอีกหลายคดีความ
เรื่องการต่อสู้ภายในพรรค และคอรัปชั่นแบบปากว่าตาขยิบพวกกันก็โอเค
และที่น่าหนักใจคือแผนการณ์ยีดไทยด้วยส่งชายโสดเก้าล้านคนมาหาสาวไทยเนื่องจากนโยบายเรื้อรังเรื่องครอบครัวหนี่งมีลูกได้คนเดียว(single child policy)
คนจีนรักชื่อแซ่ก็แกล้งทำเด็กผู้หญิงจมน่้าตายตอนอาบน่้ามามากมายจนเกิดการขาดแคลนเพศหญิง
ระวังสินสอดทองหมั่นจะขึ้นราคาจนบ่าวไทยไม่มีปัญญาจะมีเมีย


เมื่อปี 1993 ก่อนที่อังกฤษจะปลดแอกฮ่องกงให้เป็นอิสระภาพ(ในปี 1997)นั้น
นาย ลู ปิง (Lu Ping) รมต.ต่างประเทศของจีนสมัยนั้นได้ออกมาประกาศเอาอกเอาใจคนฮ่องกงว่า "ฮ่องกงมีเสรีภาพเลือกผู้ปกครองเองได้" และ จาว ซีย่าง (Zhao Ziying) ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีแทน จูเอ็นไหล ได้พูดกับชาวฮ่องกงอีกว่า "Protecting The People's Democratic Rights was a Basic Principle of the Government---ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาธิปไตยเป็นพื้นฐานหลักของประชาชนจีน "
จนกระทั่งเกิดเหตุการประท้วงใหญ่ในเรื่องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย
และประชาชนถูกฆ่าจำนวนมากที่จตุรัสเทียนอันเหมินปี ๑๙๘๙ นาย จาว ซีย่างยังติดคุกอยู่เลย(house arrested)
ที่จีนให้การเลือกตั้งแก่คนฮ่องกงก็ไม่เป็นประชาธิปไตยตามสากลโลก
ให้การเลือกตั้งเพียงพื้นฐานเท่านั้น คือแบบจำกัดเสรีภาพผู้มีสิทธิในการออกเสียง
ทีข้าเจ้าได้กล่าวไว้เมื่อวานแล้ว ส่วนตำแหน่งผู้บริหาร (Chief Executive Officer) ที่เป็นผู้นำผู้ปกครองสูงสุดได้ถูกเลือกโดยสภาสูงในจีนที่มีสมาชิกประมาณ
1200 คน ได้เลือกเฟ้นผู้เหมาะสมที่สุด 5คนมาให้ชาวฮ่องกงตัดสินใจเลือกเอง
แต่ชาวฮ่องกงต้องการให้ผู้มีสิทธิในการออกเสียง (Suffrage)
เป็นระบบสากล(International Suffrage) แต่อันที่จริงแล้ว
อังกฤษขณะที่ปกครองฮ่องกง 155ปีนั้น เขาก็ได้ส่งหัวหน้าผู้บริหาร คือผู้ว่าราชการ(CEO)
มาบริหารฮ่องกง ซึ่งก็ไม่มีปัญหาเกิดขึ้นเหมือนคนล่าสุดคือนาย ครี้ส แพทเทิ้น (Christ Pattern)

นาง แครี่ แลม (Carrie Lam) ได้ไปพูดกับกลุ่มแกนนำนักศึกษา รับปากว่าจะทำให้การเลือกตั้งดีขึ้น ส่วนทางสหรัฐอเมริกา รมต.ต่างประเทศ นาย จอนแคร์รี่ (John Kerry) ได้ขอร้องให้จืนไม่ให้ใช้ความรุนแรงกับผู้ประท้วง ให้อดทนมากที่สุด จีนแย้งว่าเป็นเรื่องภายในของจีนอเมริกาไม่เกี่ยว
ข่าวล่าสุดวันเสาร์มีกลุ่มที่สามออกมาต่อต้านทำร้ายผู้ชุมนุมและถูกจับไป19คนนายซิ วาย เลืองยื่นคำขาดให้สลายการชุมนุมและจะเปิดโรงเรียนและสถานที่ราชการต่างๆในวันจันทร์ที่จะถึงนี้
โปรดติดตามอีกนะเจ้าคะ....

Offline

#80 July 26, 2015 1:19 PM

นักโทษ112
Administrator
Award: Gold Member
From: Washington, DC
Registered: July 23, 2015
Posts: 3,766
Website

Re: ครั้งแรก.....!!! ภาคสาม

ตามอ่านเรื่องราวต่างๆ ที่ท่าน amdang และกระรอกนักล่า เขียนเล่าเรื่องแล้วก็นึกถึงญาติที่เลี่ยงดูผมมาตั้งแต่เด็ก
ผมเป็นเด็กขอนแก่น อยู่ในชุมชนที่ห่างไกลความเจริญ พ่อแม่มีอาชีพทำนา ผมมีอาคนหนึ่ง(น้องแม่ ซึ่งมีครอบครัว
แล้วก็แยกย้านอยู่ แต่ก็ยังทำนาข้าวในแปลงเดียวกัน ซึ่งเป็นสมบัติของตายาย ในวัยเด็กอายุประมาณ 4-5 ขวบ
ผมเป็นโรคอีสุกอีไส เป็นตุ่มพุพองเต็มตัว มีน้ำเหลืองไหลออกมา และเจ็บปวดมาก เวลานอนก็ต้องเอาใบตองกล้วย
มาปูกับพื้นเพื่อรองนอน เวลาพ่อแม่ไปทำนา ก็จะนำเอาผมใส่ตะกร้า ข้างหนึ่ง หาบคู่ไปกับตะกร้าอาหารเที่ยงไปด้วย
เมื่อถึงท้องนา ก็จะปล่อยให้ผมอยู่ตามลำพัง อาสันต์เห็นว่าผมอยู่คนเดียวก็จะแวะขึ้นมาเล่นหยอกล้อ ทำให้ผมรู้สึก
มีความสุข และสบายใจ หลายวันเข้า อาสันต์ก็ขอแม่ให้ผมไปอยู่บ้านด้วย ผมอยู่ที่บ้านอาสันต์จนอาการของโรคอีสุกอีใส
หายสนิทดี ผมก็ยังไม่กลับไปอยู่กับพ่อ แม่ จนผมเรียกอาสันต์ ว่า พ่อ

หลังจากที่ผมโตเข้าโรงเรียนชั้น ป. 1 อาสันต์ก็อพยพมาอยู่ในประเทศลาว ที่แขวงสารคาม ปีหนึ่งๆ อาสันต์จะกลับมาเยี่ยม
ญาติที่อยู่ขอนแก่นเป็นประจำ พอรู้ว่าอาสันต์มาเยี่ยม ผมจะดีใจมาก และเคยบอกอาสันต์ว่าขอมาอยู่ประเทศลาวด้วย
อาสันต์ก็ปฏิเสธ และบอกว่าให้เรียนหนังสือในประเทศไทย เรียนให้สูง ถ้าอยากไปอยู่ที่ลาวค่อยไปหลังจากเรียนจบแล้ว
หลังจากนั้นอาสันต์ก็ห่างๆ กลับมาเยี่ยมที จนกระทั่งผมเรียนจบปริญญาตรี และทำงานผมก็ยังไม่มีโอกาสได้พบอาสันต์
อีกเลย ผมกลับบ้านและเฝ้าถามแม่ แม่ก็ตอบแต่เพียงว่าให้ไปถามป้าดำ ผมก็ไม่มีโอกาสอยู่ดี จนแล้วจนรอดจนถึงปัจจุบัน
ผมก็ยังไม่มีโอกาสได้พบอาสันต์เลย

ผมเข้าลาวหลายครั้ง และพยายามที่จะไปแขวงสารคามแต่ก็ไม่รู้จะไปตามอาสันต์ที่ไหน หลังจากที่ได้อ่านบทความ
ของสองท่านจึงทำให้นึกถึงญาติท่านนี้ขึ้นมาจับใจ ถึงแม้นจะเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับสงคราม การเมือง เศรษฐกิจก็ตาม
แต่บรรยากาศที่ประกอบการเขียน ที่ทำให้เกิดมโนภาพตาม มันเหมือนกับสภาพที่เคยอาศัยอยู่ในวันเด็ก

ขอขอบพระคุณอีกครั้งสำหรับเรื่องราวดีๆ ที่ก่อจินตนาการ และลำรึกอดีตได้อย่างสุนทรีย์

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.