iFreeThai

#1 February 1, 2018 8:43 AM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,209

ที่ใดมีการกดขี่ข่มเหงย่อมมีการต่อต้าน(แต่ไม่ใช่ที่กลาแลนด์)

ข่าวล่าสุดจากประชาไทย ที่พอจะเอาเป็นแหล่งที่พึ่งเรื่องความจริงในกลาแลนด์แหล่งหนึ่ง ได้เสนอเรื่องคนโรฮิงยามานาน
อย่าลืมว่าคนทั้งโลกเขารู้หมดแล้ว ว่าคนชาติไหนเลวทรามต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน สมัยเปรมตอนโชติช่วงชัชวาลย์พบน้ำมันและแกสในอ่าวไทย
ออกมาปฏิเสธคอเป็นเอ็นเรื่อง ปล่อยให้ประมงไทยทำการปล้นฆ่า ข่มขืนคนญวนอพยพที่หนีตายมาขอพึ่งแผ่นดินไทย
เมื่อประมานปี1981 ได้พบกับนศ.หญิงคนเวียตนามบนโต๊ะกินข้าวของกลุ่มคนเอเซียด้วยกันที่เมืองซาคราเมนโต รัฐแคลิฟอร์เนีย
สุภาพสตรีท่านนั้นกรุณาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในอ่าวไทยให้ฟัง เรื่องนี้ได้เขียนลงในไอเอฟ
มาหลายปีแล้ว ว่าพวกญวนอพยพเด็กหนุ่มสาวสวยหนีตายทางเรือเล็กๆเข้าพึ่งไทยรวม5คน สิ่งที่ได้รับจากพวกประมงไทยนั้นแทบต้อง
สิ้นชีวิต นศ.สาวสามคนถูกข่มขืนเป็นสัปดาห์ โดยขังเด็กหนุ่มแฟนรักสองคน จากการตอกตาปูตีแผ่นกระดานติดไว้ใต้ท้องเรือ พวกผู้หญิง
ต้องแอบหยอดอาหารปะทังชีวิตให้ น้องสาวที่ตามมาเพิ่งมีประจำเดือนอายุเพิ่งเกินสิบขวด ร้องอย่างโหยหวลตลอดเวลาที่
ถูกข่มขืน  เมื่อหลายวันผ่านไปจนพวกมันพากันหมดแรงและเบื่อแล้ว ก็ปล่อยเรือนักศึกษาผู้รับกรรมกลุ่มนี้ไป
อีกหลายวันสุดอิดโรยโหยหวล พอเรือล่องเข้าเขตคลองอ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ก็นึกว่าถึงสวรรค์แล้ว
ก็เข้าไปแจ้งความสถานีตำรวจไทยที่นั่น หวังว่าจะได้รับ
การช่วยเหลือจากจนท.ฝ่ายไทย ให้แจ้งขอลี้ภัยเข้าสู่อเมริกา กลับถูกตำรวจโรงพักนี้รุมกันข่มขืนอีกรอบ
หนีเสือพวกประมงครึ่งสัตว์ครึ่งคน ปะจรเข้ตำรวจหมาหื่นตอนเข้าไทยอีก
เคยเตือนไว้ว่าหากกลาแลนด์บ้านเกิดแตกกระจุยกระจาย  อย่าได้หนีไปทางเวียดนามก็แล้วกัน
คนเวียตนามจำนวนมากขณะนี้(แม้ภรรยาของมาร์ค ซูเกอร์เบอค เจ้าของเฟสบุ๊ค)เมื่อตั้งหลักได้ในอเมริกา
ก็ประสพความสำเร็จในชีวิตอย่างสูง จำนวนมากกลับบ้านไปสร้างชาติ และบางส่วนก็มีตำแหน่งสูงในเวียตนาม
พวกนี้จำนวนมากเป็นชาวเรืออพยพ(Boat People)ในอ่าวไทยมาก่อน สิ่งที่เขาได้รับจากคนไทยยามเขาทุกข์ยาก
แสนสาหัส พวกเขาไม่มีทางจะลืมได้เลย
แร้วมันไม่ลืมนกนะครับ

https://www.prachatai.com/journal/2018/02/75229

https://www.prachatai.com/journal/2018/01/75213

https://en.wikipedia.org/wiki/Vietnamese_boat_people

https://en.wikipedia.org/wiki/2015_Rohi … gee_crisis

https://www.thairath.co.th/content/497159

https://www.posttoday.com/analysis/report/363197

ป้าอองซาน ซูคยีเป็นตัวอย่างสตรีอันทรงเกียรติอีกท่านหนึ่ง เหมือนนายกปู คือสั่งทหารไม่ได้ ตกอยู่ภายใต้เล่ห์กลของอ้ายพวกทหารสางเขียว
จนขณะนี้ต้องเสียผู้เสียคน ทหารมันทำเสียป่นปี้ คุณงามความดีที่อุตส่าห์ต่อสู้สะสมมาด้วยยากลำบาก ครอบครัวแตกแยกจนสามีสิ้นชีวิตก็ไม่ได้เห็นกัน
จากลูกมาแต่เด๊กๆมาเป็นสืบปี  ไม่ได้อยู่กับลูกๆจนเขาเป็นหนุ่ม ขณะนี้ก็ถูกทำลายชื่อเสียงเสียป่นปี้
ไม่รู้อีกหรือ? ทำเป็นมองไม่เห็นละซิ  จะเอาทรราชทหารสางเขียวเหล่านี้ไว้กดขี่ข่มเหงต่อไปอีกหรือ? 

ขณะนี้ยังมีคนโรฮิงยาตกค้างในไทยประมาณห้าพันคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานประมงทาษ ทำงานกลางทะเล คนโรฮิงยาส่วนมาก
จะพยายามเลี่ยงเข้าไทยหากไม่จำเป็น เพราะรู้ข่าวคราวความโหดเหี้ยม ขาดศีลธรรมและความเป็นอมนุษย์ของคนไทยดี
เพราะโลกทุกวันนี้มันเป็นโลกดิจิตอล สื่อสารส่งข่าวถึงได้ทันใจ โลกเขารู้ดีว่าเราคือใคร?
ขอให้โชคดีนะกลาแลนด์

Last edited by ปาปียอง (February 3, 2018 2:06 AM)

Offline

#2 February 8, 2018 5:56 AM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,209

Re: ที่ใดมีการกดขี่ข่มเหงย่อมมีการต่อต้าน(แต่ไม่ใช่ที่กลาแลนด์)

นรกบนปฐพีในพม่า โรฮิงญา(Rohingya)ชนเผ่าที่โลกกำลังจับตามอง และพยายามช่วยให้ปลอดภัย
สักวันเราจะเป็นเช่นนี้ไหมนี่ เพราะเรากำลังเข้าไปใกล้ความแตกหักไปทุกที เราจะหนีรอด
จากสภาพเช่นนี้ไหม?  คนลาวตกอยู่ในสภาพเดียวกันในสงครามทุ่งไหหินปี 1969-1970
และที่เขมรตอนสู้รบกับเขมรลอนนอลก่อนเวียตนามบุกปี1979 เวียตนามบุกเพราะเขาทนเห็นเขมรแดง
ชนะ(ก่อนชาติอื่นในอินโดจีน)ทำทารุณกรรมกับประชากรตัวเองไม่ได้ โดยลงมือฆ่าคนเขมร
ด้วยกันเฉียดสองล้านคน(ตอนนั้นเขมรมีประชากรเพียงหกล้านกว่าคน-1975-1979)

เหตุการณ์ในตะวันออกกลางที่โหดร้ายสุดๆจากการรบกับไอซิส(ISIS) และตอนนี้ไอซิสพ่ายแพ้หมดรูปไปเกือบหมดดินแดนที่เคยบยึดไ้ด้
ตอนนี้อเมริกากำลังหนุนพวกเคอร์ด(Kurd) หน่วยรบ"เพจเมอร์ก้า-Peshmerga(เหมือน"เอสจียู"-SGUของวังปาว) ให้เป็นรัฐ
อิสระ อเมริกากำลังเล่นกับไฟอีกครั้ง เตอรกีโกรธจัดส่งกองกำลังรถถังเต็มเขี้ยวเล็บทั้งกำลังทางอากาศ
เข้าสกัดปราบเคอร์ดในซีเรียพวกวายพีจี(YPG) สาขาทางทหารของพรรคพีเคเค(PKK) พรรคกรรมกรของพวกเคอร์ด
ที่ถูกยุบโดยรบ.เตอรกี และจับหัวหน้านายอับดุลลาห์ โอคะลาน(Abdullah Ocalan)เข้าคุกมาหลายปี) งานรบใหญ่อีกยกกำลังเกิดขึ้น
และเตอรกีขู่จะออกจากการเป็นสมาชิกของเนโต(NATO) โดยจะไปร่วมกับรัสเซียและอิหร่านและซีเรียแทน หากเสียเตอรกี
มหามิตรของอเมริกาและยุโรป  ที่เป็นทั้งจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก และโดยเฉพาะต่อการแย่งชิงยูเครนและยุโรปตะวันออกจดทะเลบอลติค
แล้วอะไรจะเกิดขึ้น?  คงมิใช่เรื่องเล็กที่จะต้องขบคิดกันนาน เพราะมันกำลังเกิดรุนแรงขึ้นแล้ว เมื่อวานซืนเครื่องบิน
ขับไล่รัสเซียถูกพวกเคอร์ดยิงตก ฝ่ายซีเรียก็บอมบ์หมู่บ้านคนของตัวเองด้วยคลอรีนแก๊สอีก  โลกจะทำอย่างไร?

แต่โปรดให้ความเมตตากรุณา และสงสาร เห็นอกเห็นพวกโรฮิงญาที่ไม่มีแผ่นดินจะเหยียบเป็นบ้านตัวเอง
ต้องเร่ร่อนหนีตาย  และจำนวนมากก็มาตายในกลาแลนด์ในสภาพการเป็นแรงงานทาส เพราะเป็นแผ่นดิน
ของคนพุทธอีก......มันมิโหดร้ายเกินไปหรือ? หรือไทยุคนี้หมดไปแล้วซึ่งมนุษยธรรมใดๆ
คือเราก็กำลังจะตายเหมือนพวกโรฮิงญาเหมือนกัน?

http://www.bbc.com/news/world-asia-42899242

https://en.wikipedia.org/wiki/Kurdistan

ขอให้เพื่อนไทจงนอนหลับฝันดีและอุ่นสบาย
แล้วอย่าหนีไปเล่นสกีเสียละ
นั่นเป็นกีฬาคนอายุ 64ปีจะไปหัดเรียนนะ
เผลอๆกระดูกสะโพก หรือแขนขาหักแตก
พสกนิกรกรรแสงร้องให้แย่เลย

Last edited by ปาปียอง (February 8, 2018 2:19 PM)

Offline

#3 February 9, 2018 1:54 PM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,209

Re: ที่ใดมีการกดขี่ข่มเหงย่อมมีการต่อต้าน(แต่ไม่ใช่ที่กลาแลนด์)

พรุ่งนี้ 10 กุมพา 2561 อาจจะพิสูจน์ได้อีกครั้งว่าคนไทยังกล้าสู้หรือไม่?

ได้แต่หวังจะได้เห็นอีกครั้งเหมือน 14 ตุลา 16
อยากเห็นเสกสรร ธีรยุทธ บุญมี เสาวณีย์ และพวกผู้นำนศ.ครั้งนั้น
เพียงไปปรากฎตัวที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อเยี่ยมเยียนนักสู้รุ่นปัจจุบันนี้...เย็นวันพรุ่งนี้.

https://www.google.com/search?q=immage+ … D7EQsAQIaQ

เชิญครับคุณเสกสรร คุณธีรยุทธ คุณเสาวณีย์ และวีระบุรุษ/วีระสตรี 14 ตุลา 16 ทั้งหลาย
นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสพบพวกท่านที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยบนถนนราชดำเนินแห่งนี้..อีกครั้ง
....แล้วประวัติศาสตร์การต่อสู้สู่ประชาธิปไตย 10กุมภาพรุ่งนี้ ...คงต้องจารึกในหัวใจคนไทไว้ตลอดไป
เสียงขับไล่"อ้ายทรราช"จะกระหึ่มกังวาล บนถนนราชดำเนินอีกครั้ง  และอาจเป็นครั้งสุดท้าย

Last edited by ปาปียอง (February 9, 2018 2:37 PM)

Offline

#4 February 10, 2018 6:03 AM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,209

Re: ที่ใดมีการกดขี่ข่มเหงย่อมมีการต่อต้าน(แต่ไม่ใช่ที่กลาแลนด์)

จิตใจของคนไทยทั่วโลกมารอดูที่ถนนราชดำเนิน
หกโมงเย็นวันที่ 10 กุมพา 2561

การเดินประท้วงอ้ายเหล่และคสช.เปิดฉากบนถนนฮอลลีวูด ในรัฐแคลิฟอร์เนียก่อนอื่น
พอหอมปากหอมคอ เห็นภาพเพื่อนเก่าๆสองสามคนสูงอายุแล้ว ก็ยังอุตส่าห์ถ่อสังขาร
มาช่วย ให้ได้ปลื้มใจ ห่างจากบ้านจากเมืองแต่ใจยังอยู่แผ่นดินแม่

เห็นภาพการถ่ายสดของแบมบู เน็ตเวอร์ค(Bamboo Network) ของอ.หวานและอีกหลายช่องที่พยายามกันแต่ภาพและเสียง
สู้ของอ.หวานไม่ได้ ซึ่งถ่ายได้ต่อเนื่อง
เห็นผู้คนกำลังเข้ามาบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยประมาณสามสี่ร้อยคน นัยว่าถูกบล้อคไม่ให้เข้ามาอีกเยอะ
และเทศบาลกทม.เอากระถางต้นไม้มาขวางแย่งที่บนบริเวณอนุสาวรีย์แบบพยายามจำกัดที่คนจะชุมนุม ผู้คนเลย
ต้องใช้บริเวณขอบข้างถนนแทน แต่พยายามจะไม่ขวางการจราจร
ดูท่วงท่าอากัปกริยาผู้คนและนักศึกษาที่เข้าร่วมด้วยความตั้งใจจริงดีมาก แล้วชื่นใจ บอกให้รู้ว่าผู้คนเริ่มจะจุดติดกันแล้ว
แม้จำนวนผู้คนจำนวนไม่มาก แต่ยอมรับว่ามีคุณภาพนักสู้เพื่อประชาธิปไตยแน่นอน  แต่ต้องเห็นใจที่พวกเขาจำตัอง
มีความสุภาพมาก ไม่มีเหมือนตอน"เจ้ขก"ด่าสนธิ ลิ้ม ซึ่งกลอนคำด่าเป็นอมตะในหมู่เสื้อแดงมานาน
ในหมู่กลุ่มชนอาจจะเป็นพวกกอรมน.เสียเกือบครึ่ง? แต่อย่างลืมในทางลึกๆพวกเขาก็เชียร์
และรักเด็กพวกนศ.และผู้คนเช่นกัน วัฒนธรรมไร้เดียงสา ไร้อาวุธ มาอย่างสันติและหวังดีต่อชาติ ย่อมมีเสน่ห์ในตัวเสมอ
แม้เวลาจะเหลืออีกสองชั่วโมงและตอนแรกคนน้อยผิดคาด ก็มีความหวังและแลเห็นประกายไฟ  ว่าจุดเริ่มต้นผลักดันคสช.ให้ตก
ไปครั้งนี้ มีพลังแฝงภายในอยู่มาก มีเสียงเฮฮาและตบมือต้อนรับกันอยู่กึกก้องตลอดเวลา...ประชาชนตะโกนทวงสัญญา
ให้มีการเลือกตั้ง ทั้งประนามความกะล่อนตอแหลของอ้ายเหล่และการทุจริตในวงรบ.มากมาย และอยู่มาเกือบสี่ปีไม่เห็นมี
ผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอะไร ผู้คนมีแต่ตกงานอดหยากกันทั้งแผ่นดิน  แม่ค้าตะโกนก้องขายอะไรไม่ได้อีกแล้ว ขายห.หี บยังไม่ได้เลย
มีแต่เสียงก่นด่าอย่างกราดเกรี้ยวจากแม่ค้าคนขายของ  และมีเสียงไล่ออกไปๆๆๆๆๆดังเป็นระยะๆ....
....บนถนนราชดำเนินแห่งนี้อีกครั้ง
เราจะรอคอยยกต่อไปอย่างใจจดจ่อทีเดียว

ปล. คำสำคัญในวันนี้คือคำปราศรัยของประชาชนที่นี่ วันนี้ พศ.นี้้....."เราไม่มีเหลืองมีแดงอีกแล้ว...ทุกอย่างเพื่อประเทศให้ไปได้เท่านั้น"
ก่อนหมดเวลา ทนายอานนท์ นำภาขึ้นมาประกาศก้องว่า(การปฏิวิติ) วันนี้ย้ำ "เราจุดติดแล้วๆๆๆๆๆๆ"  วันข้างหน้า ประชาชนมาทุกภาคและจะ
มาพบกันที่นี่อีก....พี่น้องจำได้ไหม พบกันวันนี้แล้วเราต้อง
หนึ่ง เลือกตั้งปีนี้...สองเผด็จการณ์จงพินาศ....สามประชาธิปไตยจงเริญ
ยอดจำนวนผู้ชุมนุมจบลงเป็นจำนวนสองสามพันหรือมากกว่า มากกว่าทุกครั้งที่ต่อต้านคสช.ในเขตกทม.
ซึ่งห้ามไว้ไม่เกินห้าคน...วันนี้อ้ายเหล่และคสช.หมดเวลาที่จะปกครองประเทศได้อีกต่อไป... คงคิดหาทางลง อย่าให้เสือกัดตาย
แต่จะดันทุรังต่อไปไม่ได้แน่นอน ไปไม่รอดอีกแล้ว วีซ่าเข้าอเมริกาอาจถูกงดเมื่อหมดอำนาจ จะโดนตามตัว ฉาวโฉ่กันทั่วโลก

เหมือนเหตุการณ์ ตุลาคม 2516 ณ.กองบัญชาการกองทัพบกสวนรื่นฤดี ที่หลังจากถนอมพบพูดคุยกับประภาสยอมยุติบทบาท
"ทรราช" เพราะพลตรี วิทูร ยะสวัสดิ์(เทพ333)หลังเฝ้าในหลวง เข้ามามาทั้งคณะผู้ติดตาม และประกาศก้องในหอประชุมที่เงียบกริบ...
"บุคคลต่อไปนี้ ในหลวงสั่งให้ออกนอกประเทศ
..หนึ่งจอมพลถนอม กิตติขจร สองจอมพลประภาส จารุเสถียร และ พ.อ..................."

Last edited by ปาปียอง (February 10, 2018 1:41 PM)

Offline

#5 February 10, 2018 9:01 AM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,209

Re: ที่ใดมีการกดขี่ข่มเหงย่อมมีการต่อต้าน(แต่ไม่ใช่ที่กลาแลนด์)

กลุ่มผู้นำรุ่นใหม่กำลังก่อหวอดอย่างเข้มแข็ง

น่าสนใจต่อกลุ่มนี้เป็นอย่างยิ่ง เอามาลงให้เห็นไวัอีกครั้ง
อย่าลืมบก.ลายจุดอดีตหน.แกนนอน สมิงร้ายในการชวนไป
กินแมคโดนัลด์แฮมเบเกอร์ที่ราชประสงค์ และผูกโบว์สีแดง

แต่ตอนนี้คนหนุ่มสาวจำนวนมากกำลังถูกจับกุมกล่าวหา คุณจาตุรนต์
ฉายแสงเปิดเผย น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
ยิ่งเห็นภาพการต่อสู้ของคนไททุกวันวานนี้ที่ราขดำเนิน ยิ่งมีความหวังต่ออนาคตของเด็กไท
มากขึ้นทุกที บันฑิตเฒ่าหัวแข็งๆก็เริ่มคล้อยหารากหญ้า ศิวิไลเซชั่นกำลังเคลื่อนไปสู่มิติใหม่
ค่อนข้างแน่นอน แต่มันจะยั่งยืนไหม?
จะเหมือนการปฏิวัติ 2475 อีกหรือ?  ไม่เคยแน่ใจหากไม่ใช่สาธารณะรัฐ(Republic)
ไม่อยากเห็นรอยไถแปรทางเดิม และผู้นำทางปฏิวัติคิดผิดอีก ความมักง่ายใจดี(ใจอ่อน) ซึ่งได้
ทำลายประเทศชาติ ทำให้ผูัคนลำบากมากว่าแปดสิบหกปีแล้ว  และกำลังลำบากยากจนค่นแค้นมาก
ที่สุดปัจจุบัน...ซึ่งแสนเสียดายเวลาเกือบสามชั่วคน เกือบหนึ่งร้อยปี

Last edited by ปาปียอง (February 10, 2018 12:57 PM)

Offline

#6 February 19, 2018 6:23 PM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,209

Re: ที่ใดมีการกดขี่ข่มเหงย่อมมีการต่อต้าน(แต่ไม่ใช่ที่กลาแลนด์)

หฤษฎีทางการเมืองและข้อมูลใหม่ที่กลาแลนด์กำลังเปลี่ยนไป

ข่าวทักษิณ ชินวัตรมาเยือนจีนเยี่ยมญาติและเพื่อนในเทศกาลใหญ่ประจำปีของคนจีน ก็ฮือฮากันมากมายต่อทวีปเอเซีย และเรียกว่าแทบถล่มทลายในกลาแลนด์ เพราะความงี่เหง่าของคสช.เอ่ยปากทวงเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดน แต่จีนไม่ตอบสนองที่จะจับสองพี่น้องนายกรมต.ไทยคือทักษิณและยิ่งลักษณ์ส่งให้คสช. มีการทวงบุญคุณที่เคยจัดส่งอุยกูร์กว่าร้อยคนให้คืนมาก่อน จนทั้งโลกพากันประท้วงการปฏิบัติที่ไร้มนุษย์ธรรมครั้งนั้น จนชื่อไทยได้ถูกยกว่าเป็นรัฐที่ไม่มีมนุษย์ธรรมใดๆระดับสาม เกือบที่โหล่ เพราะพวกมึงนั้นไร้ซึ่งมนุษยธรรมใดๆให้ใคร
มึงยังดันทุรังจะสั่งถ่านหินจากอเมริกามาใช้ในอ.เทพา สงขลา และที่กระบี่ ชาวบ้านจำนวนมากมาออรอจังหวะที่หน้าอาคารยูเอ็นในกทม. มายี่สิบวันแล้ว และวัน
พุธจะไปรวมกันหน้าทำเนียบรบ. มึงฆ่าพวกเขาอีกซิ
คสช.หมดอายุแล้ว น่าเห็นใจว่ามึงจะลงจากหลังเสือได้อย่างไร?
อ.นราพรนายไอ้เหล่นั้นท่านสอนภาษาอังกฤษ ก็คงพออ่านออกเอาเรื่องนสพ.บางกอกโพสต์ นิตยสารไทม์ หรือสื่อภาษาอิงกิตได้ดีอยู่หรอก แต่จะให้รู้เรื่องลึกซึ้งในทางรัฐศาสตร์ หรือการทูตนั้นย่อมยากที่จะเข้าถึง ทั้งสองเป็นหน.ครอบครัวที่ยึดอำนาจประเทศ ใช้มาตรา44 112 116  กม.ทางคอมพิวเตอร์ และอื่นๆเอาตามใจเป็นว่าเล่น อยากเห็นให้จำเลยต้องถูกกระทำอย่างไรก็ได้  แม้สมมติเรื่องวิดีโอการได้โกตี๋มาและเก็บหัวเก็บมือเท้าเป็นหลักฐานที่นครพนม ตอนแสร้งไปตรวจงานที่นั่นตอนโกตี๋ถูกอุ้ม สักวันหนึ่งก้อปปี้คลิบชิ้นนี้จะถูกตั้งราคาไว้สิบหรือยี่สิบล้าน เพื่อมัดตัวคุณมึง ให้ต้องชดใช้กรรม มองไม่เห็นเลยว่าพวกคสช. เมียๆและสมาชิกครอบครัวที่สยายอำนาจอย่างเพลิดเพลิน และใข้อำนาจซึ่งมิควรกระทำ ต่อเพื่อนร่วมชาติด้วยกัน ผู้มีความคิดเห็นไม่ตรงกันและต่อต้านพวกมึง ก็จะถูกนำมาคิดบัญชีกันหมด  ยังมองไม่เห็นทางว่าพวกมึงนี้จะหนีตะแลงแกงไปได้อย่างไร?
เมื่อร.สิบและอำมาตย์ไม่เอาพวกมึง ก็มีทางเดียวคือรีบชิงปฏิวัติตัวเองซะ ทำเลย พวกมึงจะได้อยู่ต่ออีกหน่อย แต่พวกมึงต้องฝ่าตีนทหาร อำมาตย์ ชินวัตร และประชาชน และนศ.ตลอดไป และแน่นอนเส้นทางการต่อสู้ของนักปฏิวัติพวกเราจะสั้นลง และเป็นที่น่ายินดียิ่ง
และผลสุดท้ายเหลือหนึ่งต่อหนึ่ง และพวกมึงรู้ไหมว่าฝ่ายไหนจะชนะ?
คสช.จะไม่เหลือหลอบนแผ่นดินนี้อีกต่อไป รับประกันร้อยเปอร์เซ็นต์

ตอนนี้ทักษิณ ชินวัตรอาจจะกำลังวาดแผนกับผบ.ทบ. พล อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท
กันที่สิงค์โปร์ เขาพบกันเพราะพวกมึง  แล้วพวกมึงจะว่าอย่างไร?
หวังว่ารบ.อเมริกาได้อนุมัติวีซ่าให้พวกมึงและครอบครัวแล้วนะ แต่มึงจะหนี
กฎหมายผู้ร้ายข้ามแดน แบบที่มึงทำกับอุยกูร์มาก่อนได้อย่างไร?  มึงจะได้พบ
กับราบียา คาเดียร์(Rebiya Kadeer) หัวหน้าอุยกูร์ในอเมริกา และคนไทอย่างพวกกู แล้วมึงจะ
หนาว มึงคิดหรือว่าจะหนีรอดที่มึงแอบโกงคนยากจนเอาไว้ หามิได้ คนไทจะเอา
คืนทุกบาทและสตางค์ .....ไม่เชื่อคอยดู

https://en.wikipedia.org/wiki/Rebiya_Kadeer

กูเห็นแล้วมันมืดมิด ไม่เห็นทาง ต่ออนาคตของพวกมึงเลย
มึงและครอบครัวหาเรื่องลงนรกแท้ๆ

Last edited by ปาปียอง (February 19, 2018 11:42 PM)

Offline

#7 February 22, 2018 1:40 PM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,209

Re: ที่ใดมีการกดขี่ข่มเหงย่อมมีการต่อต้าน(แต่ไม่ใช่ที่กลาแลนด์)

คลิปย.ม.ประยุทธ

น่าสนใจที่ชำแหละชีวิตไทยปัจจุบันได้อย่างถึงใจ การจะวิจารณ์อะไรซ้ำเติมภาวะคนกลาแลนด์ตอนนี้ เหมือนโบยซ้ำรอยเดิม  มันเจ็บปวดมากและมันก็ปวดในใจพวกเรา ที่อาศัยอยู่ในประเทศที่เจริญแล้ว ยังได้เห็นกรณีย์ป้าที่ออกมาทุบรถที่จอดขวางทางออกหน้าบ้าน แล้วสะอื้น บ้านเราไม่มีกฎหมาย กฎระเบียบ หรือมีจิตสำนึกรับผิดชอบอะไรเลย ทั้งผู้ไปจอดรถ จนท.เทศบาลที่คุณป้าแจ้งแล้วแจ้งอีก คำสั่งศาล และป้ายปิดประกาศของศาลห้ามจอด  คิดดูแล้วกันว่ามันน่าสังเวช โศกสลด สะเทือนใจ ที่ได้รับรู้คดีนี้
หลายปีมาแล้วอาจารย์ม.รามคำแหง(จำชื่อไม่ได้) แต่งตำราเรียนมานุษย์วิทยาเล่มแรก ท่านมีปริญญาเอกจากม.เบอร์คลี่ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่โด่งดังของโลกแห่งหนึ่ง ท่านเปรยเรื่องความล้าหลังทางวัฒนธรรมและจิตสำนึกของคนไทย ผมอ่านแล้วออกเคืองๆ ที่ท่านกล่าวว่า...."ผมจากบ้านไปเรียนหนังสือในอเมริกากว่าสิบปี  ....กลับมาก็ยังเห็นคนไทยยังไม่เคยคิดจะยืนเข้าคิว(เพื่อความเป็นระเบียบ)
ขึ้นรถเมล์เลย"   ก็เพิ่งอ่านเจอเร็วๆนี้ว่าคนไทยพ.ศ.นี้ ยังไล่โหนขึ้นรถเมล์ ยังคงอยู่สภาพที่เป็นสามัญสำนึกและวัฒนธรรมเหมือนเดิม ที่คนไทยไม่อยากทอดทิ้งไปได้
สิ่งดีๆที่เคยเห็นโลกที่เจริญแล้วเขาทำกัน ส่งลูกเต้าไปเรียนต่างประเทศคั้งแต่สมัยร.๕ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นๆนี้ได้เลย ทำให้นึกถึงนิสัยความมักง่าย ธุระไม่ใช่ ของคนไทย คงยากที่จะลบไปได้
ดังเช่นกรณีย์วัดไทยที่แอลเอ บนถนนรอสโคว์ (Roscoe Blvd) และถนน โคลด์วอเตอร์ แคนยอน(Coldwater Cannon Rd) สร้างโดยคุณพูนศักดิ์ ซอโสตถิกุล(ภรรยาเป็นคนขาว) และถูกยิงเสียชีวิตในร้านอาหาร"ชาวกรุง"บนถนนฮอลลี่วูด ซึ่งเป็นร้านอาหารแห่งแรกของเขาเอง เพราะเข้าไปห้ามการดวลปืนของคนไทยในวันนั้น(3 พย. 1974)
วัดไทยกลับใช้วัฒนธรรมฉบับเดิมของคนไทย คือ"ความชุ่ย และมักง่าย" เป็นอาวุธขยายวัดโดยรุกซื้อที่แถบนั้นได้เป็นบริเวณมหาศาล กล่าวคือคนไทยไปวัดที่นั่นทุกวัน และมีปริมาณมากเป็นพิเศษวันเสาร์อาทิตย์และวันสำคัญซึ่งก็หาให้มีเกิดขึ้นเกือบทุกสัปดาห์ แม้งานประกวดธิดาโดม ฯลฯ  คนไทยจอดรถปิดถนนเป็นบล้อคๆไปเลย กินอะไรก็โยนทิ้งบนถนนทางเท้า แม้ผ้าอ้อมเด็ก กลิ่นการทำอาหารและควันจากการหุงต้มย่างแข่งขันกัน เสียงครกส้มตำ น้ำปลา ปลาร้า ปลาเจ่า กุ้งปลาส้ม จิงจัง ไตปลากะปิ ฯลฯ เสียงเพลงบรรเลงต่างภาคแทบไม่ขาดสายตามแผงร้านขายอาหาร พวกฝรั่งแถบนั้นรีบย้ายหนีหมด แผนการขยายวัดและยึดพื้นที่ของหลวงเตี่ย(พระธรรมราชานุวัตร) มีผลอย่างมากมายมาจนปัจจุบัน...เป็นเรื่องน่าทึ่งที่เราพิสูจน์ได้เลยว่า วัฒนธรรมไทยที่เส็งเคร็งได้รุกพื้นที่ในอเมริกาสำเร็จในครั้งนี้

ท่านเคยไปวัดไทยแอลเอแล้วยัง? อาหารการกินทุกภาคของไทยอยู่ที่นั่น กลิ่นอะไรๆทีจตุจักร หรือที่มีเทศการทางอาหารไทยพื้นเมืองทุกแห่งอยู่ที่นั่น แต่แมลงวันน้อยหน่อยเพราะอากาศหนาวลง บ้านเมืองเขาสะอาดสะอ้าน และเทศบาลเขาปราบแมลงให้
นี่เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของวัดไทยแอลเอสมัยนั้น ที่น่าสนใจยิ่ง

Last edited by ปาปียอง (February 22, 2018 1:56 PM)

Offline

#8 February 24, 2018 1:35 PM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,209

Re: ที่ใดมีการกดขี่ข่มเหงย่อมมีการต่อต้าน(แต่ไม่ใช่ที่กลาแลนด์)

จากวีระบุรุษกลายเป็นทรราช

เขาเป็นคนหนึ่งที่ร่วมกับ นายเฮง สำรินนำกำลังทหารเวียตนามพร้อมรถถังเกือบพันคัน ทหารเวียตนามเกือบสองแสนคน  เข้ายึดกำพูชาประเทศของตัว เพื่อปลดปล่อยการฆ่าอย่างบ้าคลั่งของเขมรแดง ซึ่งทำลายชีวิตคนเขมรเกือบสองล้านคน หรือหนึ่งในสามของประชากรปี 1979  ต่อมาเมื่อเฮงสำรินผู้เป็นนายเสียชีวิต เขาก็รวบอำนาจเป็นของตัวมายาวนานเกือบ 38ปี มีทั้งลุ่มทั้งดอนที่ต้องแชร์อำนาจกับลูกชายสีหนุนโรดมรณฤทธิ์ เป็นนายกรมต.ร่วมกัน และด้วยความฉลาดเฉลียวในที่สุดเขาครองที่หนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเด็ดขาดในกำพูชา และด้วยความฉลาดเฉลียวอีก เขาก็ยังคงสถาบันกษัตริย์ไว้เป็นเพียงสัญญลักษณ์ ให้คนเขมรที่เป็นสังคมโบราณกาลที่มีกษัตริย์มาตลอดหลายพันปี ก็อยากคงไว้ให้ผู้คนกราบไหว้  จะได้ดูดีว่ากำพูชายังมีของเก่าเหลืออยู่
เป็นอนุสรณ์ แต่กษัตริย์ไม่มีอำนาจบริหารทางการเมืองเลย จนกระทั่งบัดนี้เวลายาวนานมาสามสิบปีกว่า เขาลงจากหลังเสือไม่ได้เสียแล้ว อำนาจและความผูกพันต่อครอบครัวและกลุ่มผลประโยชน์รอบตัวเขา จึงทำให้เขาเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคน เขาไล่จับทำลายพลพรรคฝ่ายตรงข้ามมาตลอดอย่างสุดน่าเกลียด  แทนที่ประเทศจะเป็นสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์เหมือนเวียตนามและลาว ซึ่งเป็นเครือประเทศอินโดจีน อาณานิคมของฝรั่งเศสมาเก่าก่อน เขากลายเป็นผู้นำเผด็จการณ์ที่เราเรียกว่า"ทรราช"อย่างสมบูรณ์ตัวใหญ่ในโลกขณะนี้ อย่างไม่ผิดตัวหรือผิดข้อกล่าวหา
และเขาเป็นเพื่อนกับทักษิณ ชินวัตร หลานสาวทักษิณคือลูกสาวเจ๊แดงและอดีตนายกรมต.สมชาย วงค์สวัสดิ์(เชอร์รี่-ชยาภา วงศ์สวัสดิ์)ก็แต่งงานกับครอบครัวนัมเบอร์สองลูกน้องงที่เขาไว้ใจ(สส.เชียง นัม แลมาดามอ้วน วัลลี นัม)เมื่อ  ทักษิณแวะมาหากันบ่อยๆ มีธุระกิจทำร่วมกันและฝากคนใกล้ชิดเช่นคุณจักรภพ เพ็ญแข คุณแอนตี้ และจำนวนผู้หลบหนีจากไทยอีกมากมาย รวมทั้งนักการเมืองเก่าๆเช่นนายวัฒนา  อัศวเหม และอีกหลายท่าน เป็นความสัมพันธ์ที่กำลังเป็นภาระแก่ฮุนเซ็น เพราะฮุนเซนเริ่มสนิทสนมเป็นพิเศษกับคสช. โดยเฉพาะอ้าเหล่  ไว้เฮฮาเมื่อพบกันตอนประชุมอาเซี่ยนที่ประเทศอื่นๆอีกแปดประเทศผะอืดผะอมเต็มที เพราะกำพูชาเริ่มออกห่างจากเวียตนาม แต่โผไปซบจีนอย่างเต็มตัว โดยเป็นกระบอกเสียงให้จีนในเรื่องหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ตลอดมา โดยการไม่พูดถึงการเขมือบของจีน เพื่อเปิดให้จีนลงรากฐานมั่นคงโดยสร้างฐานทัพทหารได้อย่างมั่นคงทั้งกลุ่มหมู่เกาะสแปรตลี่ย์และหมู่เกาะพาราเซล ห้าหกแห่ง  แลักลายเป็นเรื่องผะอืดผะอมต่อสายตาเพื่อนอาเซี่ยนด้วยกันอีกแปดประเทศและทั้งโลก โดยเฉพาะอเมริกา ญี่ปุ่น อินเดีย กลุ่มยูโร และอ๊อสเตรเลีย  จนมีคำพูดแบบนักเลงว่า..เวียตนามอาจต้องบุกเขมรอีกทีเพื่อปลดปล่อยคนกำพูชาจากทรราชฮุนเซ็นในที่สุด
ล่าสุดประเทศเยอรมันและยูโรส่วนใหญ่ปฏิเสธวีซ่าเข้าเมืองให้ฮุนเซ็นและครอบครัวไปเยือน และไทยกลับส่งนักโทษการเมืองกลับกำพูชาตามร้องขอ  ...คนทั้งโลกมองเขมรและไทยเป็นอย่างไร? เป็นความโง่เขลาของอ้ายเหล่อย่างเต็มตัว  คิดว่าเมื่อโดนล้ม(ซึ่งอีกเพียงไม่นาน)......พวกคสช.คงหนีไปทางเขมรค่อนข้างแน่นอน  ที่อื่นเขาไม่เอานอกจากกำพูชา และไม่แน่ใจว่าจีนจะเอาด้วย         
เรื่องนายกฯฮุนเซ็นนั้นมากมายหลายแง่มุม อธิบายกันนานกว่าจะได้ใกล้กระบวนความ ตั้งแต่ครอบครัวของเขาซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง(ดีกว่าครอบครัวกษัตริย์ภูมิพลอย่างไม่เห็นฝุ่น..เทียบกันไม่ได้) ภรรยาคุณ บุน ราณี(Bun Raney)ตัวเล็กแต่สุดเหี้ยม เคยควงปืนไล่ยิงพวกผู้หญิงรอบๆสามีมาก่อน  "เสือมันต้องเจอนางสิงห์..จึงจะเอาเสือตัวนี้อยู่"....หล่อนมีเชื้อสายไหหลำที่สุดเหืี้ยม ประคับประคองเขามาตอนเสียตาข้างซ้ายในสมรภูมิ ขณะที่หล่อนเป็นพยาบาล...ประคบประหงมมาด้วยกันจนเขาได้ประสพความสำเร็จในชีวิตทุกทาง


รายงานจากประชาไท
ส่งตัว 'แซม โสกา' กลับกัมพูชา สะท้อนสถานะผู้ลี้ภัยที่อ่อนแอและความสัมพันธ์รัฐที่ชื่นมื่น
Published on Fri, 2018-02-23 14:06
เยี่ยมยุทธ สุทธิฉายา และ ทวีพร คุ้มเมธา : รายงาน

กรณีที่ทางการไทยจับกุม แซม โสกา นักเคลื่อนไหวแรงงานเมื่อวันที่ 5 ม.ค.61 แล้วส่งกลับไปให้กัมพูชาเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา สร้างความกังวลให้และข้อกังขากับองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนหลายองค์กร และมีการคาดการณ์ว่า เป็นดีลลับระหว่าง ฮุน เซน กับรัฐบาลทหารไทย ในการแลกเปลี่ยนผู้ลี้ภัยทางการเมือง



ภาพ ซ้าย : แซม โสกา นักเคลื่อนไหวแรงงาน, ภาพขวา : ฮุน เซน หารือทวิภาคี กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อ 9 ต.ค.59 (ที่มาภาพเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล)

การทำงานร่วมกันของตำรวจไทยกับกัมพูชาในการส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับประเทศที่เกิดขึ้นโดยฉุกละหุก นับตั้งแต่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม แซม โสกา ในวันที่ 5 ม.ค. 2561 และส่งตัวกลับในวันที่ 8 ก.พ. 2561 ใช้ระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนกว่า ในระหว่างนี้ ทนายความของแซม โสกา ได้ยื่นคำร้องขออุทธรณ์ข้อหาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และพยายามให้มีบันทึกว่าเธอปฏิเสธที่จะเดินทางกลับกัมพูชา แต่สุดท้าย แซม โสกาก็ถูกส่งตัวกลับ

สหรัฐฯวิจารณ์ไทย ปมส่งกลับ ‘มือขว้างรองเท้า’ ใส่ป้าย ‘ฮุน เซน’ ทั้งที่ได้รับสถานะผู้ลี้ภัย
แม้ บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การส่งตัว แซม โสกา กลับประเทศ เป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ของไทย และเป็นความร่วมมือระหว่างตำรวจทั้งสองประเทศ และเชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการพิจารณาเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบแล้วว่าการส่งตัว แซม โสกา กลับไปกัมพูชา จะไม่เป็นภัยต่อบุคคลดังกล่าว แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่า แซม โสกา ถูกศาลกัมพูชาพิพากษาลับหลังว่าเธอมีความผิดข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และปลุกปั่นยุยงเพื่อสร้างความแตกแยก มีโทษจำคุก 2 ปี จากกรณีที่มีวิดีโอของเธอขว้างรองเท้าใส่ป้ายที่มีภาพของ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรี และเฮง สัมริน ประธานสภา

เหตุการณ์นี้ทำให้เครื่องหมายคำถามตัวโตว่าทางการไทยมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องการปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยทางการเมืองมากน้อยขนาดไหน เพราะขนาดผู้ลี้ภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของ UNHCR ที่สะท้อนว่าชีวิตของบุคคลนั้นจะอยู่ในภาวะอันตรายหากอยู่ในประเทศต้นทางก็ยังถูกส่งกลับ แล้วผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาจำนวนมากในไทยที่ไม่มีสถานะผู้ลี้ภัยจะต้องเผชิญชะตากรรมอย่างไร แม้ไทยไม่ได้ผูกพันกับอนุสัญญานานาชาติเรื่องการรับผู้ลี้ภัย แต่จารีตประเพณีระหว่างประเทศเรื่องการไม่ส่งตัวผู้ที่หนีภัยอันตรายจากประเทศต้นทางกลับไปก็ยังเป็นที่ผูกพันกับไทยและกัมพูชาในฐานะสมาชิกของประชาคมโลก

แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย ฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่า ประเทศไทยตระหนักเป็นอย่างดีว่า แซม โสกาได้รับสถานะเป็นผู้ลี้ภัย แต่ก็ยังส่งตัวเธอกลับไปกัมพูชา ซึ่งมีความเสี่ยงที่เธอจะได้รับโทษจำคุกเนื่องจากการแสดงความเห็นทางการเมือง “เป็นเรื่องน่าเศร้าแม้จะไม่น่าประหลาดใจที่รัฐบาลทหารเอาอกเอาใจรัฐบาลเผด็จการเพื่อนบ้าน แต่พวกเขาก็ไม่ควรกระชับความสัมพันธ์ต่อกันโดยเอาผู้ลี้ภัยมาเป็นเหยื่อ”

ผู้ลี้ภัยกัมพูชาหลบมาไทยจำนวนมาก
แหล่งข่าวจากองค์กรที่ช่วยเหลือทางกฎหมายกับผู้ลี้ภัย ให้ข้อมูลกับประชาไทว่า สถานการณ์ของกัมพูชาค่อนข้างเข้มมากขึ้นหลังมีข่าวที่สภาผ่านกฎหมายให้ยุบพรรคฝ่ายค้านเมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้มีผู้ลี้ภัยกัมพูชามาไทยจำนวนมาก

ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีในอนุสัญญาผู้ลี้ภัยกับทางข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) จึงไม่ได้เป็นประเทศที่รับผู้ลี้ภัยให้มาตั้งถิ่นฐานในประเทศได้ถาวร เป็นเพียงประเทศทางผ่านไปยังประเทศที่สามเท่านั้น ทางเลือกของผู้ลี้ภัยในไทยภายใต้กระบวนการการขอสถานะเป็นผู้ลี้ภัยจึงมีอยู่สองทาง หนึ่ง เดินทางกลับประเทศที่ออกมา สอง ขอสถานะผู้ลี้ภัยแล้วรอไปอยู่ที่ประเทศที่สาม แหล่งข่าวรายเดิมระบุว่า กระบวนการในการที่ผู้ลี้ภัยจะขอสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR ตั้งแต่แรกเริ่มจนไปสุดกระบวนการก็ใช้เวลา 1-2 ปี หากไม่ติดขัดในขั้นตอนใด หากได้รับการปฏิเสธและจะอุทธรณ์ก็ต้องใช้เวลามากกว่าเดิม

การอาศัยอยู่ในประเทศทางผ่านอย่างไทยมีแรงกดดันต่อผู้ลี้ภัยหลายประการ ผู้ลี้ภัยบางกลุ่มเข้ามาโดยผิดกฎหมาย เช่น เข้ามาตามช่องทางธรรมชาติ และจะมีกลุ่มที่เข้ามาอย่างถูกกฎหมาย ก็คือเข้ามาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวแต่ว่าอยู่เกินระยะเวลาที่กำหนด นอกจากนั้น การที่ไทยบังคับใช้ พ.ร.ก. การบริหารจัดการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ทำให้นายจ้างตื่นตัวเรื่องการพิสูจน์สัญชาติของลูกจ้างต่างด้าวมากขึ้นก็ทำให้ผู้ลี้ภัยมีความเสี่ยงต่อการถูกตรวจพบมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่เข้าเมืองและทำงานอย่างผิดกฎหมาย ไม่สามารถมีเอกสารที่จะใช้พิสูจน์สัญชาติได้

ผู้ลี้ภัยไทยในกัมพูชา หวั่น ถูกส่งกลับไทย เพราะดีลแลกตัว
ในขณะที่ผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทยในกัมพูชาคนหนึ่ง นามสมมติ สมชาย บอกกับประชาไทว่า สถานการณ์ผู้ลี้ภัยไทยในกัมพูชายังไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับการรับรองดูแลจากรัฐหรือมีสถานะผู้ลี้ภัยที่รับรองโดยรัฐบาลกัมพูชา สามารถอยู่ในกัมพูชาไปได้เรื่อยๆ หากไม่ได้ทำผิดกฎหมายหรือก่อความวุ่นวาย เขากล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่นักเคลื่อนไหวกัมพูชาถูกประเทศไทยส่งกลับ “ผมก็รู้สึกเขินๆ อายๆ ว่า เรามาแอบที่นี่ได้ แต่คนเขมรที่ไปแอบที่ไทยกลับถูกส่งกลับ ถ้าเราไปอยู่ที่อื่น ความรู้สึกตรงนี้คงจะไม่มี”

สมชายหลบมาอาศัยที่กัมพูชาเพราะถูกกล่าวหาว่า ละเมิดมาตรา 112 หรือ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เมื่อถามว่า การที่กัมพูชาออกกฎหมายหมิ่นฯ เองยิ่งทำให้สมชายรู้สึกกลัวว่าจะถูกส่งกลับไทยหรือไม่ เขาตอบว่า “ก็อาจจะเกี่ยวก็ได้ ก็คาดไว้ห้าสิบห้าสิบว่าเขาจะใช้อันนี้เป็นข้อต่อรองแลกเปลี่ยนผู้่ลี้ภัยทั้งสองฝ่ายหรือเปล่า แต่ก็ได้ยินว่า กฎหมายนี้รัฐบาลกัมพูชาเอาไว้ใช้กับนักกิจกรรมกัมพูชามากกว่า” 

เขากล่าวต่อว่า สถานการณ์นี้ยิ่งบีบให้เขาต้องเร่งหาทางลี้ภัยไปประเทศที่สาม เพราะไม่อยากถูกส่งกลับไทย

ส่วนผู้ลี้ภัยไทยที่ไม่ขอระบุชื่ออีกคนซึ่งไม่ต้องการลี้ภัยไปประเทศที่สาม กล่าวว่า ถ้ามีการส่งตัวกลับก็ยินดีเข้าสู่กระบวนการ ถือว่ายังคงอยู่ในกระบวนการต่อสู้ การออกมาอยู่ข้างนอกไม่ได้หมายความว่ายุติการต่อสู้ การถูกส่งตัวกลับก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้อยู่ดี

https://www.prachatai.com/journal/2018/02/75574

https://en.wikipedia.org/wiki/Hun_Sen

ลองค้นคว้ายามว่างสุดสัปดาห์ดู ว่าเพื่อนบ้านกำพูชากำลังเดือดเป็นไฟเหมือนกัน การเลือกตั้งเดือนมิย.ที่กำลังย่างมาถึง
คนเขมรอาจต้องเสียชีวิตอีกมากน้อยแค่ไหนยังไม่รู้ ได้แต่เวทนาที่บุญกรรมอันใดหนอจึงตามทำลายคนที่นี่ ละแวกนี้ รวมทั้งพม่า และก็ที่กลาแลนด์
ของเรามาตลอด..ได้แต่เป็นบทเรียนว่าจงอย่าไว้ใจใครที่ถืออาวุธเด็ดขาด
การรัฐประหารที่กำลังจะเกิดขึ้นเพื่อไล่โจรคสช. ก็มาจากพวกทหารจปร.ผู้ถืออาวุธเหมือนกัน
หากเราไม่คิดติดอาวุธเพื่อต่อสู้  สู้ด้วยฝีปากอย่างเดียว เราก็จะจบลงสู่วงจรอุบาทว์ของทหารจปร.ไทยเหมือนเดิมอีกมาสิบแปดครั้งแล้ว..... แปดสิบหกปีแล้ว
จงก่นด่ากันต่อตามสดวกเถิดเพื่อนไทที่รัก  จงคิดค้นสำนวนคำหวาน-ขม-อวดวิชา-อวดสำนวนกัน ใช้ผรุสวาทต่อกันในกลุ่มนักต่อสู้ในกลาแลนด์กันต่อไปเถิด    เอากันให้หนำใจ
อีกสองสามร้อยปีกลาแลนด์ก็คงไม่ไปไหน...  ก็คงเหมือนเดิม 
แต่หากไม่คิดสู้ด้วยกำลัง อย่าหวังว่าจะได้เห็นประชาธิปไตยเลย ...อีกหลายชั่วอายุคน..ก็คงยังไม่มีโอกาสได้เห็น
ถึงแม้กำจัดกษัตริย์ออกไปได้แล้ว พวกทหารจปร.ไทยเอาไปกินหมดเกลี้ยงอย่างเดิม..ไม่เปลี่ยนแปลง
โชคดีครับ
สวัสดีครับ

Last edited by ปาปียอง (February 26, 2018 7:53 AM)

Offline

#9 February 28, 2018 4:16 PM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,209

Re: ที่ใดมีการกดขี่ข่มเหงย่อมมีการต่อต้าน(แต่ไม่ใช่ที่กลาแลนด์)

ขออภัยหากเสนอเรื่องโกตี๋ผิดไป

เรื่องโกตี๋ที่พายามจะจัดตั้งการจัดตั้งจุดปฏิวัติในไทย แต่กลายเป็นเรื่องหลอกลวง เมื่อตายไปก็ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้(อีกแล้ว) แต่มีคนที่คิดว่า ทำไมเขาจึงต้องถูกกำจัดไปจากวงการต่อสู้กู้ชาติในสปป.ลาวด้วยความตาย มันอาจจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ในใจที่เคยสนับสนุนโกตี๋อย่างมากมาย คิดเสมอว่าโกตี๋เท่านั้นที่อยากทำการก้าวหน้าแบบจัดตั้งหน่วยต่อต้านทางกำลังภายในประเทศในยุคล่าสุดนี้(เพียงผู้เดียว อย่างไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน) แต่ติดขัดและขัดแย้งกับคนรับเงินบริจาคคือลุงสนามหลวงผู้ถือเงิน  มีใครหลายคนสมัยนี้ คิดเรื่องการจัดตั้งตามแบบเมา เซตุงโบราณที่ให้ประชาชนเป็นน้ำ ส่วนตัวเองเป็นปลาที่ต้องพึ่งน้ำ และสำนึกบุญคุณว่าน้ำคือทุกสิ่งอย่างให้ปลาอยู่ได้ จึงหัวเราะแนวคิดเก่าแบบเมาเซตุงที่เก่าแก่ล้าสมัย และโกตี๋อาจจะไม่ได้ติดตามอย่างพอเพียงว่า"ไอซิส(ISIS)ชนะระยะสั้นๆอย่างไร?..และแพ้อย่างรวดเร็วอย่างไร?"
เขาไม่ได้รอบรู้ที่สมบูรณ์ในการปฏิวัติพอหรอก แต่คิดว่าเขาจะทำแบบฟิเดล คาสโตร(ที่ต่อมาเช กูวาราได้ยื่นมือเข้าช่วยและร่วมด้วย)  แต่เขาคงตั้งใจสู้จริงๆ.......
โกตี๋มอบเรื่องการเงินให้ลุงสนามหลวงเป็นคนรับเงินบริจาคผู้เดียว ทำตัวเหมือนพระสงฆ์ผู้เคร่งครัด จะไม่จับต้องเงินเด็ดขาด เป็นสงฆ์อันบริสุธิแห่งองค์สามของพระพุทธศาสนา  แต่ปรากฎว่านโยบายนี้ได้ทำลายเขาและสหพันธรัฐไทยเกือบหมดสิ้น เขาคงต้องการเงินใช้จัดตั้งดังกล่าวแต่เขาไม่ได้รับ...จึงกลายเป็นเรื่องอสัตย์ไปเสียเลย ไม่เคยเชื่อว่า โกตี๋ตั้งใจหลอกประชาชนอย่างเดียวอย่างหน้าด้านๆและดิบๆ . . อย่าด่วนทำลายเขาจนหมดสิ้น กลายเป็นอ้ายเลวร้ายของแผ่นดิน อย่างอภัยไม่ได้.....  ยินรับดีความคืดเห็นตอบโต้เรื่องนี้เสมอ
โกตี๋เสียชีวิต และพรรคพวกที่เหลือ กำลังกระเสือกกระสนเพื่อเอาชีวิตและชื่อเสียงตัวเองให้รอด?  ตอนนี้คนไทใต้ดินแตกกันแทบละเอียด ออกคลิปทำลายกันเองจนต้องเลิกฟัง เป็นความเศร้า หดหู่ ที่ทำลายความคิดส่วนดี ที่หลายท่านพวกนี้ ที่แท้จะยอมเสียสละกันแม้ชีวิต เพื่อช่วยกันกู้ชาติ แต่ขณะเดียวกันก็เพราะเรากำลังถูกวิชาพญามาร(intelligence)ของฝ่ายรบ.  ผู้มีความสามารถและทรัพย์กรณ์มากมายเหนือกว่ามาก มุ่งหวังทำให้เราแตกแยกกัน 
แต่ในทฤษฎีการต่อต่านความชั่วร้าย(counter intelligence)  ก็จงระดมทำกันให้สิ้นขบวนความ หาหลักฐานที่เป็นจริงมายืนยันทำลายให้เห็นชัดดูซิ สาธารณะชนจึงยอมรับการพิสูจน์ของท่าน และทำให้สาธารณะชนเห็นว่ากลุ่มไหนนะที่เป็นพวกกอรมน. อย่าเอาแต่โวยวายหลังไมค์วิพาทกัน แต่ลองหา"หลักฐาน"ออกมา "พิสูจน์"ดูซิ ...ผู้คนจะตั้งคำถามและสรุปเองว่าอะไรเป็นอะไร

เผลอๆพวกกอรมน.สักกลุ่มคนที่รักความจริงในเรื่องนี้ ...อาจบอกความจริงแก่เราได้บ้าง ..เช่นเสนอคลิปรูปหัว-มือ-เท้าของโกตี๋(ฉบับจริง ไม่ใช่แบบซูเปอร์อิมโพสต์ภาพ-super imposed photo)
อ้ายเหล่และคสช.มันถึงคราววิบัติแล้ว จนท.กอรมน.ที่มีจิตสำนึกข้างปชช.(ส่วนมากจะจบการศึกษามาจากมหาลัยทั่วไป...ไม่ได้จบจากจปร.)น่าจะแสดงฝีมือบ้าง..ว่าที่จริงพวกกูต่างหากที่รู้เรื่องจริง
และสามารถทำลายพวกทรราชได้แม้ยุคถนอม-ประภาส-ณรงค์...
ทำไม่เราไม่เริ่มปรึกษากันว่าจะทำกันอย่างไร ที่จะเปลี่ยนประเทศเราไปสู่ความเจริญได้เสียที..โดยเริ่มจากกอรมน.ผู้มีอำนาจทางลับสูงสุดของแผ่นดินตลอดมาวันต่อวัน
และรู้เนื้อหาในปัญหาทุกด้าน มีสามัญสำนึกจะช่วยชาติให้ล่องลอยสู่ยุคศตวรรษที่21ได้แล้ว ช่วยกันวางแผนรายละเอียด จัดตั้งองค์การเป็น"พรรคปฏิวิติ" แล้วมอบหมายให้มวลชนกลุ่มไหนจะทำอะไรบ้าง? มันไม่น่าจะยากเย็นเกินไปกว่าตอนพวกคุณวางแผนตอน 14 ตุลา 2516 นี่นา
ทุเรียนจะหล่นอยู่แล้ว...จะให้หล่นเป็นของพวกเรา(และของพวกคุณ) .....หรือให้พวกจปร.อีกเหมือนเดิม?  พวกตุณเป็นแค่ลูกเมียน้อยนะ..เกิดจากท้องแม่คือประชาชน
...เพื่อนกอรมน.ที่รัก...นี่คือการช่วยกู้ชาติไทเพื่อแม่...อย่างแท้จริง

Last edited by ปาปียอง (March 4, 2018 12:41 PM)

Offline

#10 March 4, 2018 1:08 PM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,209

Re: ที่ใดมีการกดขี่ข่มเหงย่อมมีการต่อต้าน(แต่ไม่ใช่ที่กลาแลนด์)

เวลานี้เรากำลังต่อสู้กันอย่างชุลมุนวุ่นวาย(chaos)กันในสปป.ลาว

จะปิดบังต่อไปกันทำไม  ว่าพวกรากหญ้าที่นั่นอยู่กันอย่างระมัดระวัง และเริ่มเห็นว่าผู้นำคนไทซึ่งใช้วิทยุดิจิตอลสู้กันอย่างเดือดพล่าน
มันจะมีผลอย่างเห็นได้ชัด คือการถอนรากถอนโคนฝ่ายตรงข้ามให้หมดจุดยืนในใจผู้คนอีกต่อไป  แล้วฝ่ายตนเข้าสรวมแทนที่ หรือ
เป็นฝ่ายแพ้ในที่สุด เป็นยุทธการทางการปฏิบัติการจิตวิทยา(ปจว.-)ของพวกรากหญ้า ที่ใช้ต่อสู้กับศัตรูฝ่ายกอรมน.หนุนอยู่เบื้องหลัง หรือ
ที่แท้อาจจะคือพวกรากหญ้ากำลังทำลายกันเอง และกอรมน.ต่างเอนหลังนั่งจิบเบียร์ไวน์พร้อมกับแกล้ม ชมกันอย่างสนุกสนานสำราญยิ่ง
คลิปที่นำมาเสนออาจยุ่มย่ามน่ารำคาญ แต่ให้ความคิิดต่อเพื่อนๆไม่น้อยก็มาก ถือเป็นการรายงานสถานะปัจจุบันให้ระแวดระวังของพวก
เราที่กำลังกัดตีพวกกันเอง อย่างสนุกสนานก็แล้วกัน

โชคดีเสมอครับ โดยเฉพาะเพื่อนๆในสปป.ลาวที่สถานะการณ์กำลังเดือดพล่าน
รักษาตัวให้รอดยามนี้นะครับ เป็นชั่วระยะที่ต้องชั่งตัวเองว่า"คุณคือใคร?" คุณเชื่อเรื่องอะไรอยู่?
อะไรเป็นเรื่องเหลวไหล  อะไรคือของจริง....ทุกอย่างมาจากสมรภูมิสปป.ลาวที่กำลังดิ้นรนสุดขีด
ขอบคุณครับ

Last edited by ปาปียอง (March 5, 2018 5:00 AM)

Offline

#11 March 7, 2018 7:31 PM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,209

Re: ที่ใดมีการกดขี่ข่มเหงย่อมมีการต่อต้าน(แต่ไม่ใช่ที่กลาแลนด์)

เมื่อผู้รู้และจริงใจในการปฏิวัติ กล้าที่จะสู้อย่างท้าทาย

อ.สมศักดฺ์เจียมผู้ประกาศว่า เขาเป็นกูรูผู้รู้แจ้งเห็นจริงในเรื่องการปฏิวัติกลาแลนด์ปัจจุบันทุกย่างก้าว  และแน่ละก็ต้องเกี่ยวข้องโดยเฉพาะเรื่องพวกเจ้าและราชสำนัก สถาบันสูงสุดมิมีใครอาจเอื้อมได้ ซึ่งอ.สมศักดิ์มีชื่อลือชาว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นพิเศษคนเดียวในประเทศ เพราะได้ศึกษา สั่งสม วิจัย วิจารณ์ ถ้อยแถลงของสำนักพระราชวังมานาน โดยอ่านคำแถลงทั้งอ่านธรรมดาจากซ้ายไปขวา จากหลังมาหน้า จากแทยงมุมจากมุมแทยงทั้งสอง แม้แต่นอนตีลังกาอ่าน เพื่อนอ่านให้ออกแทงไปที่ใจคุณแก้วขวัญ/ขวัญแก้ว วัชโรทัย ว่าความหมายที่แท้จริงนั้นคืออะไรกันแน่ เพราะสถาบันแห่งนี้เป็นยอดในการอำพรางในเกือบทุกเรื่องจนเป็นนิสัยมายาวนานจนกลายเป็นสันดาน  ไม่รู้จะไปลวดลายซ่อนเงื่อนอะไรนักหนา ตัวอย่างเมื่อสามสี่ปีก่อนลงภาพเก่าสมเด็จพระบรมมาจุดเทียนในวันมาฆะบูชาในพิธิงานของชาติ ทั้งๆที่พระบรมฯตอนนั้นอยู่ในมิวนิค ประเทศเยอรมันเป็นต้น  เรื่องอย่างนี้อ.สมศักดิ์รู้ทันที
นี่คือความเสื่อมคลายของสถาบันกษัตริย์ ไม่มีสิ่งใดจะอธิบายได้ว่า เพราะพวกเจ้านั้นมีความกลัวตลอดเวลาว่าตัวจริงๆอยู่ไหน? นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจนผู้คนเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นกลายเป็นกาแลนด์ เพราะข่าวสารธรรมดาก็ตอแหลกันเกินความจำเป็น(ในทุกเรื่อง) เมื่อส่วนหัวมันคดในข้องอในกระดูก ส่วนระดับล่างไปถึงหางจะให้มันซื่อตรงได้อย่างไร? ประเทศที่กฎหมายและความยุติธรรมไม่มี ควบคุมจากหัวผ่านอำมาตย์เปรมหัวหน้าซุ้มมือปืนรับจ้าง-ทหารสางเขียวจปร.-ศาล-ข้าราชการ-ผู้มีอำนาจ-มาถึงหัวหน้าคิวรถตามตรอกซอกซอย และ ฯลฯ มันสมแล้วที่พวกเราพากันเรืยกชื่อใหม่คือกลาแลนด์ ซึ่งวันทั้งวันทุกคนจะอ่านข่าวหรือได้ยินจากมือถือล้วนเป็นข่าวจากนรกทั้งนั้น และเป็นอย่างนี้ตลอดมายาวนาน มองไม่เห็นอะไรที่จะนำประเทศไปสู่ความศิวิลัยใดๆเลย มีแต่ก่นด่า ตำหนิติเตียนต่อกัน ผรุสวาท แดกดันใส่กัน คนไทยอยู่ได้เพราะเราเป็นคนพุทธส่วนใหญ่ มีแต่อภัยให้...ปล่อยวางได้ นึกถึงตอนนายพลเนวินของพม่าปกครองด้วยทหารหนุนมากว่าหกสิบปี แถมเอาล้ทธิสังคมนิยมปลอมๆสรวมบนหัวเข้าอีก คนพม่าขาดแคลนไปทุกอย่างและพูดอะไรไม่ได้ ตายลูกเดียว  ...คนพม่าเป็นพุทธ..พากันนั่ง"วิปัสนา"ทั้งประเทศ.."ให้ชีวิตหยุดความทุกข์ของชีวิตประจำวัน"ได้กว่าครึ่งศตวรรษ แม้ถึงปัจจุบัน เพราะพม่ายังควบคุมโดยพวกทหารเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนรูปแบบหลอกตา  ป้าอองซานซูขยีเป็นเพียงเป้าล่อ ชี้ว่าประเทศมีการเลือกตั้งมีประชาธิปไตยต่อทั้งในและต่างประเทศ ที่เนื้อแท้เปล่าเลย ทหารพม่ายังคุมเกมส์อยู่เหมือนเดิม มิไิด้เปลี่ยนแปลง เพียงซ่อนรูปว่าเป็นรบ.พลเรือนแหกตากันแค่นั้นเอง

หันมาทางอ.สมศักดิ์ที่หลังๆนี้ออกโรงฟาดหัวหางใส่พวกวิทยุใต้ดินหลายกลุ่ม โดยเฉพาะเรื่องมโนหลายอย่างในเรื่องเจ้าอย่างตั้งใจจริงจังจะทำลาย เลยกลายเป็นคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำลายพวกล้มเจ้า กลายเป็นแนวร่วมมุมกลับคือพันธมิตรกับเจ้า และอาจเลยไปถึงอำมาตย์ด้วย เลยทำให้เกิดการต่อสู้ ต่อต้านอ.สมศักดิ์แรงมากหลายแห่ง ไม่เคยเห็นพวกนักวิทยุใต้ดินแตกแยกกันขนาดนี้มาก่อน และไม่รู้ว่าจะจบลงไปตามสูตร "แสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง" เพื่อสู้ทรราชของแผ่นดินร่วมกันเหมือนตั้งใจเอาไว้ได้อย่างไร?...ก็ได้แต่เศร้า กับเศร้า
แถมสหายอาวุโสคุณอาคม ซิดนี่ย์ออกมากล่าวหาค่ายดังสองค่ายในสปป.ลาวคือพวกสหพันธรัฐ(ลุงสนามหลวง) นัยว่าสนับสนุนโดยบ.ซีพีอันทรงอิทธิพลสูงมากในทั้งไทย-ลาว-เอเซียใต้ และกลุ่มแดงสยามของอ.สุรชัย แซ่ด่านสนับสนุนโดยเบียร์สิงห์และเบียร์ช้าง(มีหุ้นในเบียร์ลาว25%) เลยไปกันยกใหญ่ การกล่าวหาพาดพิงไปว่าเป็นสายลับให้กอรมน.ของรบ.เสียด้วย เกี่ยวพันกันไปถึงการที่ดีเจซุนโฮ และโกตี๋ ถูกอุ้มไปแล้ว  ฟังคลิปนี้แล้วแทบช๊อค..... การต่อสู้ยุคใหม่ระหว่างพวกใต้ดินเริ่มขึ้นแล้ว

มาเรื่องอ.หวานที่อ.สมศักดิ์พาดพิงไปถึง ก็ไม่น่าแปลกใจที่ต้องออกมาตอบโต้ เพราะอย่าลืมเป็นอันขาดว่าอ.หวานเป็นผู้หญิงคนแรกที่จำกัดฟันข้ามชายแดนไปสู้อยู่ในสปป.ลาวด้วยความยากลำบาก อกสั่นขวัญแขวนหลายครั้งหลายหน ตอนออกไปก็ไม่มีพาสพอร์ต และในที่สุดก็ออกไปประเทศอื่นได้อย่างทุลักทุเล จึงมีกำลังและความปลอดภัยเพียงพอที่จะผลิตงานดีๆ ให้กลุ่มพวกเราเพิ่มขึ้นอีกหลายโครงการณ์ จะว่าไปแล้วอ.หวานเป็นผู้นำร่อง(pioneer) ในการต่อสู้ไซเบอร์วอร์แฟร์ ของพวกวิทยุใต้ดินในหลายทาง รวมทั้งโปรแกรมใหม่ที่คิดมาได้ให้นักสู้ปัจจุบันได้ใช้ ขณะนี้อ.หวานเป็นผู้นำสำคัญมากในกลุ่มนักสู้ เปรียบเหมือนแม่ทัพหน้าได้อย่างไม่เขินปาก และยังถือธงสาธารณะรัฐ(ไม่มีกษัตริย์) อย่างไม่หวั่นไหวตลอดมา หล่อนเป็นผู้หญิงเดี่ยวและเด็ด มีความตั้งใจมั่นหมายมิเคยเปลี่ยนแปลง ที่พวกเสื้อแดง รากหญ้า พวกนศ.และคนหนุ่มสาว รวมทั้งลูกศิษย์ และเพื่อนคณาจารณ์ เป็นห่วงเป็นใยเสมอมิได้ขาดหาย
อ.หวานไม่ยอมที่อ.สมศักดิ์มาติดป้าย(สติ๊ตเกอร์) ว่าเป็นนั่นเป็นนี่แบบที่ตำหนิติเตืยนคนอื่นเป็นประจำวัน ก็ย่อมมีการตอบโต้คืน  เพราะอ.หวานต้องธำรงสถานะการเป็นผู้นำ  ของพวกเรานักปฏิวัติไว้ จะมากล่าวหาซี้ซั้วะกันง่ายๆได้อย่างไร? อบ.จุฬาไม่ได้ย่อยหรอกนะ ตั้งแต่รุ่นแรกนายเตียง ศิริขันธ์(รุ่นแรกสามปี) อ.ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร  จิตร ภูมิศักดิ์ ไม่รวมธีรยุทธ บุญมี จีรนันท์ พิตรปรีชา และ ฯลฯ ทั้งหมดล้วนทรหดในการต่อสู้และมีชื่อเสียงติดประวัติศาสตร์มาแล้ว...อ.หวานเป็นผู้หญิงโดดเดี่ยวที่จะเป็นกาวใจให้กลุ่มเราที่กำลังแตกเกือบละเอียดเป็นเสี่ยงๆให้กลับคืนมาได้ไหมหนอ?...การต่อสู้ทางการเมืองของคนไทยปัจจุบันนั้นสภาพเหมือนจับปูใส่กระด้ง ไม่มีระเบียบแบบแผนใดๆ เพราะความคิดเห็นทางการเมืองของบุคคลแตกแยกกันง่ายที่สุด และยากที่สุดที่จะให้ไปในทิศทางเดียวกันได้ เพราะพวกเราไม่เคยมีพื้นฐานในทางประชาธิปไตยเลย..นั่นคือความอดทนต่อกันและกัน "แสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง" เพื่อนำไปสู่ทิศทางเดียวกันได้ ก็ค่อนข้างยาก แต่ก็คิดว่าอ.หวานคงจะพยายามทำ ในฐานะแม่ทัพหน้าที่สำคัญ
เพราะนั่นคือภาระกิจที่เฉพาะหน้า มิฉะนั้นมันจะทำลายเราหมดสิ้น ในอีกเพียงไม่นาน
โชคดีครับอ.หวาน
ขอบคุณครับ

Last edited by ปาปียอง (March 8, 2018 12:25 PM)

Offline

#12 March 10, 2018 9:02 PM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,209

Re: ที่ใดมีการกดขี่ข่มเหงย่อมมีการต่อต้าน(แต่ไม่ใช่ที่กลาแลนด์)

ไม่เคยนึกว่าจะได้เห็นภาพนี้มาก่อนในแผ่นดินคนพุทธ

https://www.pbs.org/newshour/show/after … om-neglect

http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-43298382

ป้าอองซานซูคยีตามรายงานของนักข่าวที่เขาเข้าไปคลุกคลีกับคนโรฮิงยาที่ถูกร.บ.พม่า(หมายถึงพรรคของท่านอองซานซูคยี) โดยเฉพาะพวกทหารกระทรวงชายแดนของพม่า ได้ทำร้ายและทำลายฆ่าล้างเผ่าพันธ์เผ่าโรฮิงบามาเกือบศตวรรษ  ผู้คนมุสลิมโรฮิงญาที่ยากไร้ขาดการศึกษาและความวิวัฒนาการใดๆในโลกปัจจุบัน หากินจากแรงงานสู่ปากท้อง(from hands-to-mounth)แก่ทุกชีวิต และแทบทุกวัน อาหารคนมุสลิมนอกจากผักเขาก็มีโปรตีนจากเนื้อวัวควาย และอาหารทะเลเป็นหลัก พวกโรฮิงยาจึงอาศัยอยู่แถบที่ดินริมฝั่งทะเล ฝากตะวันตกของประเทศพม่า ซึ่งเป็นดินแดนที่มีหาดทราย และตอนพระอาทิตย์ตกดินมีแสงสีสุดสวยงาม แผ่นดินทองของคนจน  หายทรายยาวหลายร้อย-เป็นพันกิโลเมตร..เมล็ดทรายงามขาวเกือบสีทองปน เปรียบเหมือนชายฝั่งของเราในอ่าวไทย จากแหลมสมิหลา สงขลา สู่หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์
พม่ามีกรรมเพราะมีปัญหาที่จะนำประเทศไปสู่ความรุ่งเรืองได้ยากเพราะมีปัญหาในแคว้นชนกลุ่มน้อย ที่ยังสู้รบกับรบ.พม่ามาปัจจุบัน เช่นพวกว้าแดง กะเหรี่ยง คะชิ่น มอญ ฉาน และโรฮิงญา(เล็กอ่อนแอ และยากจนที่สุดและเป็นมุสลิมต่างศาสนา) โรฮิงยาจึงเป็นเป้าหมายหลักของพวกทหารพม่า ที่จะเริ่มกำจัดแต่ละรัฐของชนกลุ่มน้อยดังกล่าว และพร้อมเข้ายึดแผ่นดินทองที่ดินริมทะเล...ดูพระอาทิย์ตกดินได้ทุกวัน แผนอุบาศว์ของพวกทหารพม่าจึงถูกวาดขึ้น....ทำร้าย.ฆ่า.เผา ข่มขืน ชำเรา.และขับไล่โรงฮิงญาผู้อ่อนแอยากไร้ "ไม่มีกองกำลังติดอาวุธป้องกันตัวเอง"ได้...ต้องทำเดี๋ยวนี้...ขณะรบ.พม่านี้กำลังกักกันอาหารและยา ให้เกิดการตายแบบล่าช้าผ่อนส่ง ต่อผู้ป่วยและเด็กๆที่รอยา..นี่คือวิปโยคต่อสายตาโลกขณะนี้
ป้าอองซานซุคยีในฐานะรัฐบาลก็พลอยเออออ ไม่กล้าขัดขืนพวกทหาร ได้ทำลายชื่อเสียงเกียรติคุณตัวเองที่สั่งสมมานมนาน แม้เคยได้รับรางวัลโนเบลก็หมดสิ้น เพราะทหารใช้เป็นเครื่องมือ ถูกสถานการณ์บีบบังคับ
ให้เป็นไปด้วยเหมือนพวกทหารโหดพม่า  ยังเสียดายที่เคยเป็นเพื่อนเธออย่างใกล้ชิดสนิท ในกลางวงหัวใจที่จะช่วยเธอทุกอย่างที่จะเขียนถึงและสนับสนุนเธอ ยกเธอเป็นวีระสตรีของพม่า
อย่าไว้ใจพวกทหารเป็นอันขาด มันโหดร้ายทุกชาติ ...อย่าปล่อยให้พวกมันใหญ่ทางนโบบาย... มิคสัญญีจะเกิดขึ้นบนแผ่นดิน
ประชาชนต้องเป็นนายมันได้จริงๆเท่านั้น ประเทศจึงจะไปรอด มิฉนั้นชาติล่มจมทุกแห่ง

รัฐบาลใหม่ของเราหากเข้าไปได้ก็ต้องกล้า ตัวอย่างเกาหลีใต้ ปธน.คิม ยังซาม(Kim yang-Sam)เป็นรบ.พลเรือนคนแรกที่ประชาชนเลือก เขาเข้าไป และจับกุมนายพลชุน ดูวานทันที และต่อมาจับนายพลโร เตวูเข้าคุกยาวทั้งคู่ เป็นจุดที่เกาหลีกลับลำจากรบ.เผด็จการทหาร สู่ระบอบประชาธิปไตยที่นำโดยพลเรือน และขณะนี้เป็นคนที่หก ระยะเวลาเพียงสามสิบกว่าปี พลเรือนนำประเทศเกาหลีเป็นหนึ่งในสิบของโลกอย่างน่ามหัศจรรย์ยิ่ง
หากเราได้รบ.พลเรือนเข้ากุมบังเหียนจากคนรุ่นใหม่อีกครั้ง คาดว่าคงไม่เหมือนที่แล้วมา คือกล้าปลดนายพลสัปดาห์ละห้าสิบคน จนเหลือนายพลแค่สิบคน ..ยศแค่พลตรี กองทหารในเขตกมท.ล้วนต้องย้ายออกสู่ภายนอกหมด ไปอยู่ตามชายแดน รวมกับตชด. ยุบรวมเป็นหน่วยเดียวกัน ตัดกำลังทางทหารเหลือสิบเปอร์เซ็นต์ ตำรวจเหลือ สิบห้าเปอร์เซ็นต์ ข้าราชการเหลือสามสิบเปอร์เซ็นต์
ประเทศจะร่ำรวยมหาศาล แจกเงินบังคับให้ประชาชนหาซี้อที่อยู่อาศัย ทุกครอบครัวต้องมีที่อยู่อาศัยหรือที่ซุกหัวนอน ภายในไม่เกินสองปี เป็นของตัวเอง
และหากทะลุปล้องไปถึงสุดทาง คือไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์อีกต่อไป โดยจัดให้มีประชามติออกเสียงกันแบบประชาธิปไตย และหากประชาชนเป็นผู้ชนะประเทศก็จะกลายเป็นสาธารณะรัฐทันที  รบ.ก็จะมีเงินเหลือมากมายเพราะไม่ต้องจ่ายพวกเจ้าอีกต่อไป ก็จะมีโปรแกมให้เงินหนึ่งล้านบาทต่อทุกครอบครัวตลอดยาวห้าปี ให้คนไทยมีจุดเริ่มชีวิตใหม่ ที่มีกำลังเศรษฐกิจที่พอเพียงช่วยตัวเองได้ มีอิสระภาพ เสรีภาพเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ยาวนานหนึ่งพันปีมาตั้งแต่สมัย โก๊ะล่อฝงและสินุโลที่อาณาจักรอ้ายลาวหรือน่านเจ้า ที่เราเคยมีประชาธิปไตยแบบโบราณมาก่อนระดับหนึ่งแล้ว แต่ต้องหนีการถูกฆ่าล้างโคตรจากจีนลงมาสุวรรณภูมิปัจจุบัน
,,หากวันนั้นมาถึงจริง เพื่อนไทยทุกคนจะได้เกิด และได้ยืนขึ้นบนแผ่นดินขวานทองอย่างภาคภูมิใจ อย่างมีอิสระภาพ เสรีภาพ มีภราดรภาพ และมีความหวังในชีวิต บนแผ่นดินทองนี้อย่างแท้จริงเสียที
อย่าเอาแต่ฝัน... จงร่วมออกมาสู้กับพวกคนหนุ่มสาว  พวกนศ. คณาจารย์ และประชาชนที่กำลังตื่นตัวสุดๆ
เราก็จะปกครองตนเองได้ในที่สุด

สู้สุ้สู้

ขอบคุณครับ

Last edited by ปาปียอง (March 12, 2018 12:38 PM)

Offline

#13 April 8, 2018 9:42 AM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,209

Re: ที่ใดมีการกดขี่ข่มเหงย่อมมีการต่อต้าน(แต่ไม่ใช่ที่กลาแลนด์)

จดหมายเหตุความเคลื่อนไหวของร.สิบล่าสุดที่สั่งยึดที่ดินหลายผืนในกทม.และวันครบรอบวันเกิดของศิรินธรฯ

นัยว่าอาจสร้างเป็นวังหรือเมืองขนาดใหญ่เช่นกรุงวาติกันที่อยู่ใจกลางเมืองโรม ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นพระราชประสงค์ของกษัตริย์องค์นี้ ซึ่งโผล่แผลมให้เห็นตั้งแต่สั่งแก้รัฐธรรมนูญไม่มีผู้สำเร็จราชการแม้ไม่ได้อยู่ในประเทศ เพราะพระองค์ท่านบินไปมากทม.กับเยอรมันเป็นว่าเล่น บางทีส้ปดาห์ละสองสามเที่ยว เพราะมีวังหลายแห่งเพื่อเกษมสำราญไปทั่วโลก การใช้พระราชอำนาจแต่งตั้งสังฆราช การผนวกและจัดการเรื่องทรัพย์สินฯ การธนาคาร หุ้นในตลาดบริษัทยักษ์ใหญ่เช่นปูนซีเมนต์ไทย ธ.ไทยพาณิชย์ และคงตามมาอีกมากมายทั้งเปิดเผยและไม่มีการประกาศ ฯลฯ  การปรับปรุง ปลด ลด แต่งตั้งขรก.ภายในสำนักพระราชวัง ปลดองค์มนตรีครั้งแรกที่เล่นงานทักษิณ ชินวัตรโดยจะเรียกภาษีเพิ่มอีก เรืยกผู้พิพากษาตุลาการเข้าเฝ้าแล้วบอกให้ช่วยให้ความยุติธรรมแก่ผู้เดือดร้อน จนฮือฮาเมื่อพวกนศ.ที่เรียกร้องต่อการเลือกตั้งถูกจับ แต่ศาลกลับปล่อยหมด ผบ.ทบ.พบทักษิณที่สิงค์โปร์(?) และออกมาให้สัมภาษณ์ว่าประชาชนเบื่อที่คสช.อยู่นานโดยไม่ปลดการเลือกตั้ง การปล่อยอริสมันต์ พงษ์เรืองรองด้วยการประกันตัว 2.2ล้าน ไม่เอาโทษม.112คดีสุดท้ายของทอมดันดี และไผ่ ดาวดิน ฯลฯ แล้วตอนนี้นายโอ๊ค พานทองแท้กำลังถอนหงอกเฒ่าเปรมเรื่องสองมาตรฐานกับตัวอยู่ ณัฐวุฒิ ไสเกื้อเริ่มพร่ำพูดมากขึ้นและถี่ขึ้น ฯลฯ สามก๊กเมืองไทยกำลังถึงตอนสนุกตอนใหม่ และน่าตื่นเต้น ท่ามกลางแสนสลดหดหู่ และสุดหิวโหย ของประชาชนผู้ยากไร้มาแสนนาน
..จะไม่มองเห็นหรือว่า อะไรกำลังเปลี่ยนแปลง ?..แล้วพสกนิกรจะถูกหลอกครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยวิธีใหม่ๆอีกหรือเปล่า?

Last edited by ปาปียอง (April 9, 2018 10:42 AM)

Offline

#14 April 10, 2018 12:03 PM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,209

Re: ที่ใดมีการกดขี่ข่มเหงย่อมมีการต่อต้าน(แต่ไม่ใช่ที่กลาแลนด์)

รำลึก 10 เมษายน 2553 สงกรานต์เลือด 27ศพ ที่ใกล้สี่แยกคอกวัว

แต่คนเสื้อแดงไว้ลายเลือดไทยที่สู้ทหารด้วยมือเปล่า การปะทะกันวันนั้นยังประทับใจคนดูถึงความกล้าหาญ กล้าสู้ ของคนเสื้อแดงอย่างไม่เคยลืมได้ คือยึดรถถังพร้อมทหารและอาวุธครบมือได้ 4 คัน
มีผู้เสียชีวิตเป็นนักข่าวญี่ปุนสำนักรอยเตอร์ ฮิโรยูริ มูราโมโต ทหาร 5นาย พลเรือน 22 ราย ปัจจุบันยังฟ้องใครเป็นต้นตอออกคำสั่ง และเป็นผู้ปฏิบัติการยังไม่ได้ เพราะคสช.จปร.ส่วนใหญ่ยังมีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน
นัยว่าเสธ.แดงถูกสังหารเพราะเรื่องชายชุดดำ ที่ยิงM-79เครื่องยิงระเบิดใส่ทหารหลายนัด(ประมาณ 5-6 นัด) สังหารพ.อ.ร่มเกล้า ธูวธรรมและนายทหารอีกสี่คน บาดเจ็บ 863 คน

https://pantip.com/topic/32578521

ที่มาคำว่า "ไอ้เหี้ยสั่งฆ่า อีห่าสั่งยิง" และพิธีการสาปแช่ง"เผาพริก เผาเกลือ"ของคนเสื้อแดงและญาติๆผู้เสียชีวิตมาปัจจุบัน
เราจะไม่ลืมวีระบุรุษผู้กล้าหาญที่สุด ในประวัติศาสตร์ของเราครั้งนี้ และรวมทั้งการต่อสู้ของพี่น้องของเรามาตั้งแต่ 14 ตุลาคม 
2516 และถัดมาอีกหลายครั้ง สักวันเราจะมีวัดและสุสานแห่งชาติ เป็นอนุสาวรีย์แก่นักรบนิระนาม วีระบุรุษผู้สุดกล้าหาญของ
เราที่แท้จริง อันเป็นเกียรติยศสูงสุดของชาติ เปรียบเหมือนสุสานอาร์ลิงตันของคนอเมริกา และสุสานบนยอดเขาเฮอเซิ้ลของคนยิว
ให้โด่งดังเป็นเกียรติยศสูงสุด ที่ยอมรับอย่างขจรขจายไปทั้งโลก

เผด็จการจงพินาศ   ประชาธิปไตยจงเจริญ

Last edited by ปาปียอง (April 17, 2018 4:33 AM)

Offline

#15 April 24, 2018 8:10 AM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,209

Re: ที่ใดมีการกดขี่ข่มเหงย่อมมีการต่อต้าน(แต่ไม่ใช่ที่กลาแลนด์)

การทำกิจกรรมที่ต่อต้านทรราชที่เดนมาร์ค กรุงโคเปนเฮเกน

สาวไทยยุโรปกลุ่มนี้มีกิจกรรมที่ขยายกว้างไปทั้งยุโรป กล้าทำ กล้าพูด กล้าวิพากวิจารณ์ ต่อความชั่วร้ายในกลาแลนด์ รวมทั้งกษัตริย์ที่แอบอยู่ข้างหลังในเกือบทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเงินและผลประโยชน์ ที่มีแต่ขูดและรีดทุกบาททุกสตางค์จากประเทศ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
 

กงกรรมกงเกวียน ที่พ่ออุตส่าห์วางหมากและรากฐานความเป็นมาเฟียอุบาทว์ ใช้อำนาจ สร้างอาณาจักรแห่งความกลัวแบบอ่อนหวาน ทำเป็นไร้เดียงสา แต่แสนโหดเหี้ยม โดยคอยซุบซิบหลังตู้เย็นกัน ให้มือปืนรับจ้างหัวหน้าซุ้มมือปืน อสรพิษตัวรอง และจอมวางแผนจัดอันดับกองทัพ และกำราบพวกสางเขียวจปร.มาเกือบ 40 ปี ผู้ถือคาถาบอกใครต่อใครว่า"ต้องแทนคุณแผ่นดิน" อันหมายถึงต้องจงรักภักดีต่อกษัตริย์ร.เก้า และต้องไม่โกง แต่ตัวเองอยู่บ้านหลวง นั่งตำแหน่งบอร์ดของธนาคารและหลายบริษัท ฯลฯ  อำนาจอุบายที่ประดิษฐ์สร้างสรรของกษัตริย์ ได้ครอบงำพสกนิกรมา 70 ปี จนตัวเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก แต่ประชากรยากจนเลือดตากระเด็นทั้งแผ่นดิน ก๋ษัตริย์มีมูลนิธิซึ่งเป็นตัวแทนเหมือนตู้บริจาค หรือกระป๋องของขอทานมากว่า 4,000 มูลนิธิ หรืออ้างว่าเป็นโครงการณ์ปฏิรูปสังคมไทย จนขณะนี้เมืองไทยถูกเรียกว่ากลาแลนด์ ที่พูดอะไรไม่ได้ ต้องจำอยู่ในกลาครอบ เพราะมาตรา 112, 44, 116, พรบ.คอมพิวเตอร์ และอะไรที่พวกคสช.ซึ่งเป็นมือตีนของเจ้าจะนึกขึ้นได้......กลาแลนด์กลายเป็นเหมือนคุกขนาดใหญ่ในโลกปัจจุบัน ..ล้วนมาจากอภินิหารย์อันมหัศจรรย์ยิ่งของพวกกษัตริย์"มหิดล" ซึ่งคงเป็นตระกูลสุดท้ายของโฆตรจักรี ที่ได้ปล้นฆ่าสมเด็จพระเจ้าตากสินผู้กู้ชาติจากพม่ามา235 ปีมาแล้ว

คนไทยในยุโรปกลุ่มนี้มีผลงานการต่อสู้ และต่อต้านให้โลกได้รู้ได้เห็น อย่างกล้าหาญยิ่ง เพราะคนไทยในกลาแลนด์มีเรี่ยวแรงและขีดจำกัดในการต่อต้านภายในประเทศ อย่างที่รู้กัน ขอสดุดีมาณ.ที่นี้อย่างสูงส่ง ที่ใช้เวลาและทรัพย์สินส่วนตัวเป็นค่าใช้จ่าย จากประเทศสู่ประเทศ และจากเมืองสู่เมือง ประกาศบอกความโหดร้าย ประชาชนไทยถูกกดขี่ข่มเหงมาตลอด
โดยมิย่อท้อ และเสียสละเสมอมา
..โลกคงได้เป็นพยานว่าร.เก้าที่ทรงอุจาระเหนียวเป็นพิเศษ ผู้โง่เขลา หลงตัวเองว่าเป็นเทพ แทนที่จะเป็นมนุษย์ขึ้เหม็นเหมือนมนุษย์อื่น และใช้พระราชอำนาจหาเงินทอง ทรัพย์สินมาตลอดชีวิตอย่างไม่ลดละ ทรัพย์สินและความมั่งคั่งจากอามิสสินจ้าง และจากการฉ้อฉลมายาวนานมหาศาล ..บัดนี้ได้มีร.สิบลูกที่ไม่ค่อยรัก ผู้ไม่เคยทำมาหากินอะไรมาตลอดชีวิตหกสิบสี่ปี กำลังผลาญละลายเงินของพ่อและประเทศ อย่างบ้าคลั่งเสียสติ เหมือนวันสามล้อถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง หรืออย่างกะลาสีเรือที่กำลังเมามัน รีบใช้เงินก่อนลงเรือ..เพื่อที่จะบ่ายหน้าสู่มิวนิค ประเทศเยอรมัน
มีแต่ผลาญใช้อย่างเดียว อีกหน่อยก็หมด กลาแลนด์กลายเป็นตายแลนด์ที่สุดยากไร้ ไม่สามารถจะขูดรีดไถได้อีกต่อไป ราชวงศ์โรมานอฟของรัสเซียที่ยิ่งใหญ่ยามล่มลง พวกพระวงค์กลายเป็นนักดนตรีตามบาร์และร้านเหล้า ยากจนถึงบางคนเป็นโสเภณีในยุโรปในที่สุด....ทุกอย่างที่ขึ้นไปสูงสุด ในที่สุดก็ต้องตกลงมา..กฎแห่งกรรมของศาสนาพุทธของเรา มีให้เห็นเป็นตัวอย่างเสมอ

ประชาธิปไตยจงเจริญ  เผด็จการจงพินาศ

Last edited by ปาปียอง (April 28, 2018 8:10 PM)

Offline

#16 April 29, 2018 2:06 AM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,209

Re: ที่ใดมีการกดขี่ข่มเหงย่อมมีการต่อต้าน(แต่ไม่ใช่ที่กลาแลนด์)

ที่แท้มันหาทุกลู่ทางที่จะควบคุมทุกคนในกลาแลนด์ไปอีกนาน


ฟังคลิปนี้แล้วสุดสะอื้น อนาถต่อชีวิตคนไทยทุกแห่งที่อยู่ภายใต้กลาแลนด์ หากกฎหมายนี้ออกมาได้ ดูเหมือนว่าทั้ง"ขิงก็ราข่าก็แรง" คือพวกเจ้า-ทหาร(และตำรวจ) พยายามกระทำการบีบและควบคุมต่อทุกชีวิตในกลาแลนด์ แทบทุกย่างก้าว  อีกหน่อยต้องขออนุญาตไปปัสสาวะเหมือนเมื่อตอนเป็นเด็กนักเรียนขอครู ทำอะไรก็ต้องร้องขอไปทั้งนั้น ชีวิตในกะลาแลนด์แสนริยำ อัปรีย์ อย่างถึงที่สุดแล้ว
ไม่เคยเห็นหรือทราบว่า ชีวิตแบบในกะลาแลนด์ปัจจุบันในโลกมีที่ไหน จะทัดเทียบเปรียบได้อีกแล้ว ...ชีวิตที่นี่ขาดไปหมดทุกอย่าง เงินทอง การงาน อาหารการกิน การรักษาโรคภัย โอกาสต่างๆ ความหวัง แม้ความมีอิสระภาพ เสรีภาพขั้นพื้นฐานที่จะทำอะไรเพื่อตัวเองได้บ้าง

โปรดเดินเข้าไปร่วมกับน.ศ.และชุมชนที่ธรรมศาสตร์ที่กำลังร้องเรียนขอให้มีการเลือกตั้ง  พวกอยู่เชียงใหม่และทางเหนือก็จงไปร่วมประท้วงเรื่องบ้านจัดสรรของพวกผู้พิพากษา ดอยสุเทพฯ และอย่าลืมไปคอยต้อนรับคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข วีระบุรุษ นักต่อสู้ยิ่งใหญ่เพื่อสิทธิมนุษย์ชนของเรา วันปล่อยตัวหลังจากถูกคุมขังกว่าเจ็ดปีมาแล้ว ที่คุกกทม.คือวันที่ 30 เมษายน เพียงอีกสองวันข้างหน้า ....อย่าไปพังทะลายคุกเหมือนคนฝรั่งเศสเขาทำกันต่อคุกบาสติลล์ตอนเขาปฏิวัติเสียละ ย่อมเป็นไปไม่ได้ในกลาแลนด์ 
ขอเพียงอย่าเกิดมาเป็นไทยเฉยที่เสียชาติเกิด แต่พยายามเพิ่มศักดิ์ศรี ให้เกียรติตัวเองและนามสกุล ให้ลูกหลานได้เห็นบ้างเถิดว่า ได้พยายามต่อสู่เพื่อพวกเขาบ้าง....ไม่รู้จะรอกันหาพระแสงอะไรกันอีก มันหลบไม่ได้อีกแล้ว
...นอกจากต้องสู้ๆๆๆ เท่านั้น

เผด็จการจงพินาศ  ประชาธิปไตยจงเจริญ

Last edited by ปาปียอง (April 29, 2018 7:33 AM)

Offline

#17 May 5, 2018 11:55 AM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,209

Re: ที่ใดมีการกดขี่ข่มเหงย่อมมีการต่อต้าน(แต่ไม่ใช่ที่กลาแลนด์)

วันจิตร ภูมิศักดิ์


https://youtu.be/QVbTzDlwVHw?list=RDQVbTzDlwVHw&t=23

เผยแพร่ครั้งแรกที่ประชาไท

วันที่ 5 พฤษภาคมนี้ ครบรอบ 50 การตายของจิตร ภูมิศักดิ์ ตลอดเวลากว่า 50 ปี ที่ผ่านมา ตำนานของจิตรถูกนำมาประกอบสร้างอยู่หลายครั้ง ทั้งในพื้นที่และสถานะที่ต่างกันออกไป จาก ‘ผีบักข่อหล่อ’ ถึง ‘อาจารย์จิตร’ และ ‘เจ้าพ่อหวย’

จิตร ภูมิศักดิ์ เสียชีวิตในวันที่ 5 พฤษภาคม 2509 เป็นเวลากว่า 50 ปีหลังจากการเสียชีวิตของบัณฑิตอักษรศาสตร์ผู้นี้ มีผู้คนนำเรื่องราวเขามาเล่าขานสืบต่อกันมากมาย ทั้งในรูปแบบฐานะที่ต่างกันไปในบริบท สถานที่ และช่วงเวลาที่ต่างกัน จิตรถูกปลูกสร้างให้เป็นทั้งศิลปิน นักคิด นักเขียน นักปฏิวัติ ผู้ทรงอิทธิพลของขบวนการนักศึกษาในเมือง ไปจนถึง ‘เจ้าพ่อจิตร’ ‘อาจารย์จิตร’ ‘บุคคลสำคัญของท้องถิ่น’ ของคนในตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร ถึงกับจะพูดได้ว่าชื่อจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นที่รู้จักกันก็เมื่อหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว มากกว่าในช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำไป หลายคนอาจจะเรียกมันว่าการเกิดใหม่ของจิตร

ช่วง 14 ตุลา การกำเนิดของตำนานจิตร ภูมิศักดิ์ การแพร่หลายของผลงานจิตร
หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นช่วงจิตรเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในหมู่นักศึกษาปัญญาชน จากการที่ผลงานของเขาในขณะที่มีชีวิตอยู่ถูกนำมาตีพิมพ์เผยแพร่อีกครั้ง จนเป็นเหมือนการกลับมาเกิดใหม่ของจิตร

“จิตรนั้นเป็นผู้ ‘มีการก่อเกิดสองครั้ง’ ครั้งแรกคือเขาเกิดและดับไปตามวิถีของของนักสู้เพื่อสิทธิประชาธิปไตยในระบอบเผด็จการ ครั้งที่สองเป็นกำเนิดแห่ง ‘ตำนาน จิตร ภูมิศักดิ์’ นับเป็นตำนานกล่าวขานจนถึงปัจจุบัน วันเกิดครั้งที่สองนี้ อุบัติขึ้นในวันที่คนไทยลืมยากคือ 14 ตุลาคม 2516” เคร็ก เจ. เรย์โนลด์ส นักประวัติศาสตร์และเอเชียศึกษาชาวสหรัฐอเมริกา เขียนไว้ในคำนำของหนังสือ ‘ความคิดแหวกแนวของไทย: จิตรภูมิศักดิ์และโฉมหน้าศักดินาไทยในปัจจุบัน’ แปลโดยอัญชลี สุสายัณห์

เดิมทีในช่วงที่จิตรยังคงมีชีวิตอยู่ ชื่อเสียงของจิตรยังจำกัดอยู่เพียงแค่ในวงปัญญาชนบางกลุ่มเท่านั้น เหตุการณ์ที่ทำให้จิตร ภูมิศักดิ์เป็นที่รู้จักกับสาธารณะอยู่บ้างคือ เหตุการณ์ที่จิตรถูกจับโยนบกที่กลางหอประชุมจุฬาลงกรณ์โดยกลุ่มนิสิต นำโดยนายสีหเดช บุนนาค จากการที่จิตรเป็นสาราณียกรให้กับหนังสือประจำปีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จิตรมามีชื่อเสียงเป็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากซึ่งเปรียบเหมือนการเกิดใหม่ของจิตรในช่วงยุคเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หลังจากที่จิตรเสียชีวิตไปแล้วนานกว่า 7-8 ปี

จุดเปลี่ยนอยู่ที่มีการนำงานเขียนของจิตรมาตีพิมพ์ขึ้นใหม่ โดยปัญญาชนคนอื่นๆ เช่น ประวุฒิ ศรีมันตะ และนิสิต จิรโสภณ ที่นำผลงานของจิตรนำมารวบรวมตีพิมพ์ใหม่ โดยผลงานสำคัญที่ทำให้จิตรเป็นที่รู้จักในวงกว้างคือ บทความชื่อ ‘โฉมหน้าศักดินาไทย’ ซึ่งจิตรเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2500 ลงในวารสาร ‘นิติศาสตร์ 2500’ ในนามปากกา ‘สมสมัย ศรีศูทรพรรณ’ ซึ่งเป็นบทความที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ระบอบศักดินาอย่างเป็นระบบ และเป็นงานที่มีความแปลกใหม่แหวกจากการศึกษาประวัติศาสตร์ในขณะนั้น โดยใช้แนวคิดของฝ่ายซ้ายแนวมาร์กซิสต์เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์สังคม และอีกผลงานสำคัญของจิตรก็คือ ‘ศิลปะเพื่อชีวิต’ ที่ตีพิมพ์ในปี 2550 ในนามปากกา ทีปกร ซึ่งภายหลังได้ถูกนำไปตีพิมพ์รวมกับบทความอื่นๆ ของเขาในชื่อ ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน โดยมีเนื้อหาวิพากษ์การสร้างสรรค์งานศิลปะ ผลงานชิ้นนี้มีอิทธิพลอย่างสูงต่อขบวนการนักศึกษา

ผลงานทั้งสองชิ้นดังกล่าวทำให้ชื่อจิตรกลับมามีชีวิตอีก แต่ไม่ได้เป็นเพียงแค่นายจิตร ภูมิศักดิ์เท่านั้น แต่เป็นชีวิตของจิตร ภูมิศักดิ์ ศิลปินนักรบประชาชน โดยหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลา ผลงานทั้งสองชิ้นนี้ถูกนำมาตีพิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้งจนกลายเป็นหนังสือขายดีที่นักศึกษาในช่วงเวลานั้นนิยมอ่าน อีกทั้งมีการขุดค้นผลงานชิ้นอื่นๆ ของจิตร ภูมิศักดิ์ นำมาเผยแพร่ โดยส่วนใหญ่เป็นผลงานที่เคยถูกตีพิมพ์มาก่อนแล้ว แต่ไม่มีใครทราบว่าเป็นผลงานของเขา เพราะจิตรใช้นามปากกาในการเขียน จึงต้องมีการขุดค้นหาผลงานของจิตร  มีการเก็บรวบรวมนิตยสารเก่าที่มีอยู่ตามหอสมุดต่างๆ โดยตีความจากสำนวนการเขียนการนำเสนอต่างๆ เพื่อให้ทราบว่างานชิ้นไหนเป็นของจิตร

“หลัง 14 ตุลามีการพิมพ์หนังสือโฉมหน้าศักดินาไทยใหม่อยู่หลายครั้ง กลายเป็นหนังสือขายดีเป็นอันดับต้นๆ นักศึกษาทุกคนยุคนั้นนิยมอ่านกันมาก ตอนนั้นใครต่อใครก็หันไปอ่านงานของจิตร ทำให้จิตรมีชื่อเสียงโด่งดังอย่างมากมาย ซึ่งตอนนั้นจิตรตายไปแล้วกว่า 7-8 ปี จนถึงกับมีการแต่งเพลงจิตร ภูมิศักดิ์ขึ้นมา โดยสุรชัย จันธิมาธร ในปี 2517 มีการจัดงานสัมมนาเกี่ยวกับจิตร สรุปง่ายๆ คือในช่วงปี 2516-2517 จิตรเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เรื่องราวของจิตรถูกนำมาขุดค้นและเล่าใหม่ งานของเขามีอิทธิพลต่อขบวนการนักศึกษาในสมัยนั้นอย่างมาก” สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงบรรยากาศของขบวนการนักศึกในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ที่ผลงานของจิตรได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่นักศึกษาปัญญาชนขณะนั้น

จิตร ภูมิศักดิ์ (25 กันยายน พ.ศ. 2473 — 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2509)
จิตร ภูมิศักดิ์ (25 กันยายน พ.ศ. 2473 — 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2509)

บรรยากาศทางการเมืองที่เปิดกว้างในช่วงหลังการสิ้นสุดของระบอบเผด็จการสฤษดิ์-ถนอม เป็นยุคที่เสรีภาพและประชาธิปไตยพอจะมีช่องทางได้เติบโตอยู่บ้าง ขบวนการนักศึกษาประชาชนเริ่มเติบโต มีการผลิตผลงานหนังสือทั้งวรรณกรรมและทฤษฎีการเมืองจำนวนมาก ผลงานของนักเขียนหัวก้าวหน้าหลายคน ก็ได้ถูกนำมาเผยแพร่อย่างแพร่หลาย ผลงานและเรื่องราวชีวิตของจิตรก็ถูกขุดค้นขึ้นมาอีกครั้ง

“ที่กล่าวกันว่า จิตรเกิดครั้งที่สอง ช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ก็เพราะว่ามีเยาวชนคนหนุ่มสาวรุ่นนั้น ทำการขุดงานคิด งานเขียน และงานปฏิวัติของเขาขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้น สิ่งที่เขาได้ทำไว้ในช่วงทศวรรษ 2490-2500 และถูกลืมเลือนไปเนื่องจากระบอบเผด็จการสฤษดิ์-ถนอม จึงกลับมามีพลังใหม่ มีคนได้รับแรงบันดาลใจจากจิตร มีคนต้องการเรียนรู้จากจิตร และมีคนต้องการสืบสานปณิธานของจิตร ถ้าจะว่าไปเขาก็กลายเป็นอมตะ และผู้คนกับสังคมนี้ก็จะลืมเขาไม่ได้เช่นกัน น่าเชื่อว่าในอนาคตก็จะมีคนต้องการเรียนรู้จากจิตรอยู่ร่ำไป” ศาสตราจารย์พิเศษ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ประธานมูลนิธิจิตร ภูมิศักดิ์กล่าว

นอกจากนั้น พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เองก็เข้ามามีส่วนในการผลักดันสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ผลงานของจิตร โดยคนของ พคท. ที่ทำงานอยู่ในเมืองได้นำผลงานของจิตรส่งมอบให้สำนักพิมพ์ที่มีคนของ พคท. ควบคุมอยู่ตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานเหล่านั้น

การสร้างตัวตน จิตร ภูมิศักดิ์ ในสถานที่วายชีวา จากผู้ก่อการร้ายสู่บุคคลสำคัญของรัฐ จากผีกลางทุ่งสู่อาจารย์จิตร
ชื่อ จิตร ภูมิศักดิ์ กว่าจะเป็นที่รู้จักในตำบลคำบ่อ สถานที่เสียชีวิตของเขา ต้องใช้เวลากว่า 20 ปีจากวันที่เขาเสียชีวิต ปัจจุบันในทุกวันที่ 5 พฤษภาคมของทุกปีจะมีการจัดงานรำลึกการจากไปของจิตร ในฐานะบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จากที่ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์และผีกลางทุ่งนา การสร้างตัวตนของจิตรในท้องถิ่นจึงต้องผ่านเวลาและกระบวนการมากมาย

เขาตายในชายป่าเลือดทาดินเข็ญ ยากเย็นข้นแค้นอับจน
ถึงวันพรากเขาลงมาจากยอดเขา ใต้เงามหานกอินทรี
ล้อมยิงโดยกระหยิ่ม อิ่มในเหยื่อตัวนี้
โชคดี สี่ขั้นพันดาวเหมือนดาวร่วงหล่น
ความเป็นคนล่วงหาย ก่อนตายจะหมายสิ่งใด

เพลงจิตร ภูมิศักดิ์ แต่งโดยสุรชัย จันทิมาธร เพื่ออุปมาเหตุการณ์การเสียชีวิตของบัณฑิตอักษรศาสตร์ จากรั้วจามจุรีที่ต้องจบชีวิตลงด้วยกระสุนของอาสาสมัครรักษาดินแดนและกำนันแหลมหรือคำพน อำพล ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2509 ณ บ้านหนองกุง ตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร การตายของจิตร ภูมิศักดิ์ หรือสหายปรีชาวันนั้น ในเวลาต่อมาจะทำให้ตำบลแห่งนี้มีชื่อเสียงในฐานะสถานที่วายชีวาของปัญญาชนนักปฏิวัติคนสำคัญของประเทศไทย โดยใช้เวลากว่า 20 ปี กว่าที่ผู้ก่อร้ายคอมมิวนิสต์จะกลายมาเป็นบุคคลสำคัญของท้องถิ่นที่รัฐส่งเสริมให้มีการหวนรำลึกถึงอย่างสม่ำเสมอ จาก ‘ผีบักข่อหล่อ’ จนกลายมาเป็น ‘อาจารย์จิตร’ ที่เคารพของชาวบ้านในตำบลคำบ่อ

จิตร ภูมิศักดิ์ ได้เข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หลังได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำลาดยาว ซึ่งจิตรถูกจับกุมในข้อหากระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ภายหลังจากที่จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหารยึดอำนาจจอมพล ป.พิบูลสงครามเพียงหนึ่งวัน โดยจิตรได้ขอทางพรรคเข้าทำงานมวลชนในเขตงานเลขที่ 555 แถบอำเภอวาริชภูมิซึ่งยังเป็นพื้นที่สีขาว ทั้งยังเป็นพื้นที่มีกำลังทหารตั้งรับอยู่หนาแน่น ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2509 จิตรอาสาลงจากภูเขามายังหมู่บ้านหนองกุง เพื่อมาขออาหารจากหญิงชาวบ้านเพื่อนำกลับไปให้สหายร่วมรบที่รออยู่บนภูเขา ซึ่งก่อนหน้านั้นหน่วยของจิตรมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐจนต้องล่าถอยไปอยู่บนภูเขา หลังจากหญิงชาวบ้านได้มอบอาหารให้แก่เขาแล้ว หญิงชาวบ้านคนดังกล่าวจึงนำข่าวการมาเยือนของเขา ไปแจ้งแก่กำนันแหลม จากนั้นกำนันแหลมจึงรวบรวมอาสาสมัครรักษาดินแดนไล่ตามจิตรไปถึงทุ่งนาชายป่าและยิงจิตรจนเสียชีวิต ศพของจิตรถูกเผาทำลายทันทีในวันนั้น หลังจากที่จิตรเสียชีวิตลง ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวทำงานมวลชนของพรรคคอมมิวมิสต์ในพื้นที่แถบนี้อีกเลย เพราะถูกมองเป็นพื้นที่ ‘ล้าหลัง’ และถูกยึดกุมโดยรัฐ

กำนันแหลม เจ้าของฉายาสี่ขั้นพันดาว ได้เป็นหนึ่งในห้าผู้นำท้องถิ่นในภาคอีสานที่ได้รับคัดเลือกให้เดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลากว่าสองเดือน ไม่แน่ชัดว่าเป็นผลมาจากวีรกรรมของเขาในวันที่ 5 พฤษภาคม 2509 หรือไม่ อีกทั้งยังได้รับเลือกเป็นกำนันดีเด่นในปีเดียวกัน จากบทบาทที่กำนันแหลมเป็นหัวเรือสำคัญในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ และมีส่วนในโครงการพัฒนาในชุมชน อย่างตัดถนนเข้าหมู่บ้าน จัดระเบียบหมู่บ้านจนทำให้ท้องถิ่นปราศจากอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ ในส่วนของจิตรกลายเป็น ‘ผีบักข่อหล่อ’ (คำว่าบักข่อหล่อเป็นคำภาษาอีสานใช้อธิบายสิ่งที่มีขนาดเล็กหรือไม่สมบูรณ์ ที่ชาวบ้านเรียกจิตรเช่นนี้ น่าจะมาจากการที่ศพของจิตรขณะที่เสียชีวิตอยู่ในสภาพนอนขดตัวเล็ก) ที่ชาวบ้านหนองกุงร่ำลือกันถึงการให้หวยที่แม่นของผีตนนี้

“ช่วงที่ผมเข้าป่าในช่วงก่อน 6 ตุลา ผมได้มีโอกาสเข้าไปในฐานที่มั่นภูพานของพรรคและได้เข้าร่วมโรงเรียนการเมือง ผมมีความแปลกใจอยู่อย่างหนึ่งคือ ตอนที่อยู่ในเมือง จิตรเป็นเหมือนฮีโร่ เป็นแบบอย่างของเรา แต่พอเข้ามาในป่ากลับไม่มีใครพูดถึงจิตรเลย จะถูกพูดถึงบ้างเฉพาะในกลุ่มนักศึกษา ส่วนสหายชาวนาที่ไม่ได้มีส่วนกับทางบ้านหนองกุง ไม่มีใครรู้จักจิตร” บัณฑิต จันทศรีคำ ผู้เขียนหนังสือ ‘วาระสุดท้ายแห่งชีวิตจิตรภูมิศักดิ์’ กล่าว

โดยบัณฑิตเล่าให้ฟังอีกว่า แม้แต่ในช่วง 2529 ที่มีโอกาสกลับไปลงพื้นที่รอยต่อจังหวัดสกลนคร-อุดรธานีเพื่อตามรอยจิตรภูมิศักดิ์ ณ เวลานั้นจิตรไม่ได้เป็นที่รู้จักหรือเป็นบุคคลสำคัญของตำบลเหมือนในปัจจุบัน

จิตร ภูมิศักดิ์ เริ่มมีตัวตนในตำบลคำบ่อในราวปี 2530 เริ่มจากที่มีกลุ่มสายธารวรรณกรรมจากจังหวัดยโสธร นำโดยพิเชษฐ์ ทองน้อย และสานิต มาสขาว สนใจติดตามชีวิตของจิตร ภูมิศักดิ์ เข้ามาในพื้นที่ โดยการเข้าหาพระมหาพงษ์สุริยา เจ้าอาวาสวัดประสิทธิ์สังวร หลังจากทางกลุ่มได้พูดคุยกับทางพระมหาพงษ์สุริยา ทำให้ท่านสนใจเรื่องราวของจิตร นำมาสู่การทำบุญทอดพระป่าสามัคคีให้แก่จิตร และต่อมามีการขุดกระดูกของจิตรขึ้นมาเป็นครั้งแรกเพื่อบรรจุในเจดีย์ในปี 2533 โดยเจ้าอาวาสวัดประสิทธิ์สังวรเป็นผู้ดำเนินการต่างๆ อย่างเสร็จสรรพ จนในปีถัดมาภิรมย์ ภูมิศักดิ์ พี่สาวของจิตรได้เข้ามาทำการบูรณะวัดประสิทธิ์สังวรเพื่อทำบุญให้จิตรและขอซื้อที่ดินในจุดที่จิตรเสียชีวิต จนเกิดการทำบุญเป็นประจำทุกปีในช่วงวันที่ 5 พฤษภาคม เรื่องราวสหายปรีชาก็เริ่มเป็นที่คุ้นเคยของชาวบ้าน

“ชาวบ้านมองจิตรเป็นคนมีความรู้ เป็นคนเขียนหนังสือ เขามองมุมนี้มากกว่า เขาไม่ได้มองมุมนักปฏิวัติ ชาวบ้านเลยเรียกว่าอาจารย์จิตร ซึ่งเรียกตามเจ้าอาวาสเพราะคนที่เล่าเรื่องจิตรให้ชาวบ้านฟังคือเจ้าอาวาส กว่าจิตรจะมีตัวตนในชุมชนก็ใช้เวลามากกว่า 20 ปี นับจากปีที่จิตรเสียชีวิต” บัณฑิต กล่าวเสริม

ในปี 2543 จึงเกิดกิจกรรมงานรำลึกการจากไปของจิตร ภูมิศักดิ์ ขึ้นเป็นครั้งแรก มีการมอบที่ดินในจุดเสียชีวิตของจิตรที่ภิรมย์ซื้อมาให้แก่วัดประสิทธิ์สังวร จิตรจึงไม่ได้เป็นคนแปลกหน้าของตำบลแห่งนี้อีกต่อไป

“ผมมีโอกาสได้ลงไปบ้านหนองกุงในปี 2542 ผมได้ไปเห็นชาวบ้านไหว้เจดีย์จิตร ภูมิศักดิ์กัน ก็เลยเดินไปคุยกับเขา ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าเจ้าพ่อจิตรให้หวยแม่น ต้องไหว้เจ้าพ่อจิตรด้วยบุหรี่เพราะว่าท่านชอบบุหรี่ นอกจากบุหรี่แล้วก็ต้องไหว้ด้วยเบียร์ดาวแดงคือไฮเนเกน ใช้ยี่ห้ออื่นไม่ได้” สุธาชัย กล่าวในงานเสวนา 80 ปีจิตรภูมิ คณะอักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 29 ตุลาคม 2553

ส่วนกำนันแหลมต้องคอยหลบผู้คนไปอยู่ที่อื่นเวลาจัดงานรำลึกจิตร มักจะมีคนจากต่างถิ่นที่มาร่วมงานเข้าไปถามหากำนันที่บ้าน

มาถึงในปี 2547 ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตำนานจิตร ภูมิศักดิ์ในตำบลคำบ่อแห่งนี้ เมื่อสถานที่เสียชีวิตของจิตรถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ท้องถิ่น มีการดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณนั้น มีการปรับปรุงเส้นทาง สร้างศาลาพักร้อน ห้องน้ำ ซึ่งได้รับอนุมัติงบประมาณจากผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และในวันที่ 5 พฤษภาคมของปีเดียวกันผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร องค์การบริหารส่วนจังหวัด และองค์การบริหารส่วนตำบลคำบ่อ ร่วมกันจัดงานรำลึก 38 ปีแห่งการเสียชีวิตของจิตร ภูมิศักดิ์ จนเป็นจุดเริ่มต้นที่ อบต. เป็นเจ้าภาพจัดงานรำลึกการจากไปของนักปฏิวัติผู้นี้ในปีต่อๆ มา และแปรเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งของคำขวัญประจำเทศบาลตำบลคำบ่อที่ว่า

‘ภูไทคำบ่อ งามละออผ้าไหม น้ำตกใสแม่คำดี ม้วยชีวีจิตรภูมิศักดิ์’

ท่ามกลางกระแสที่รัฐส่งเสริมการสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การตายของจิตรถูกมองเป็นจุดสำคัญของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐกลายมาเป็นบุคคลที่รัฐท้องถิ่นส่งเสริมให้รำลึกถึง เด็กในโรงเรียนแถบนั่นต่างก็ต้องเรียนเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของจิตร หลังที่รัฐมีการส่งเสริมการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่น บ้านหนองกุงแห่งนี้ได้ต้อนรับผู้คนต่างถิ่นหลั่งไหลเดินมาเพื่อศึกษาตามรอยชีวิตของปัญญาชนคนสำคัญคนนี้อย่างไม่ขาดสาย

“รัฐมองจิตรเปลี่ยนไป ด้วยบริบทสังคมที่คลี่คลายลง สงครามเย็นได้สิ้นสุดไปแล้ว ยิ่งมีการเมืองท้องถิ่นเข้ามาก็ทำให้ท้องถิ่นสามารถจัดการอะไรพวกนี้ได้ รัฐส่วนกลางอาจจะยังไม่เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับจิตรก็ได้ แต่รัฐท้องถิ่นเปลี่ยนไปแน่ ไม่ว่าจะเปลี่ยนด้วยอะไรก็ตาม แต่มันเปลี่ยน ตั้งแต่ที่ผมลงไปที่หนองกุงครั้งแรกจนถึงทุกวันนี้ที่มีอะไรต่างๆ มากมายที่ผมก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน ถ้าจะให้เครดิตก็คงต้องให้เครดิตกับเจ้าอาวาสในวันนั้น” บัณฑิตทิ้งท้าย

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จากแคลิฟอร์เนีย-

"เผด็จการต้องพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ" คำขวัญครูครอง จันดาวงค์ก่อนสิ้นชีวิต อย่างไม่สะทกสะท้าน และเป็นเหมือนเสียงสวรรค์ส่งจากฟากฟ้ามาสู่แผ่นดิน
เป็นคาถาที่คนไทต้องยึดในจิตวิญญาณต่อแต่นี้ เพื่อจะทำลายพวกมันให้หมดไป

เปรียบเหมือนคำของแพททริค เฮ็นรี่พูดไว้ ที่คนอเมริกาได้ยึดถือในการปฏิวัติ..จนสำเร็จ

"Give Me Liberty, Or Give Me Death"

ขออาลัยยิ่งต่อวีระบุรุษอันยิ่งใหญ่คนไทท่านนี้ เนื่องในวันครบรอบการเสียชีวิตครบ 62 ปีของท่าน
เพียงวัย 36 ปี..ลูกหลานไทยังกำลังสู้รบกันที่ม.ธรรมศาสตร์ขณะนี้ เพื่อเรียกร้องสิทธิ
การเลือกตั้งจากรบ.เผด็จการทหารจปร.ทรราช ซึ่งโกหกมาหลายครั้งแล้ว คนไททุกแนวกำลังรวมตัว
ิกันต่อสู้เพื่อแผ่นดินแม่ที่พวกเรารักและไฝ่ฝันจะปกครองตัวเอง ..ที่ดอยสุเทพเชียงใหม่ ภาคใด้ ภาค
อิสานกำลังร้อนแรง และเดือนพ.ค. 2561 นี้เอง จะเป็นเครื่องชี้ชะตาชีวิตคนไทที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง

..ขอเชิญดวงวิญญาณของจิตร ภูมิศักดิ์อันศักดิสิทธิได้อยู่กับเรา ให้แสงสว่างและปลุกวิญญาณนักสู้ ให้จงมี
ตวามแกร่งกล้า เข้าประหัตประหารศัตรูอย่างไม่ย่อท้อ และในที่สุดวันแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่
เป็นประวัติศาสตร์ของแผ่นดินวันนั้นจะมาถึง
....เราขอชนะเพียงครั้งเดียวเท่านั้น..และเราจะชนะตลอดไป.

ขอบคุณครับ

Last edited by ปาปียอง (May 6, 2018 12:44 PM)

Offline

#18 May 7, 2018 9:34 AM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,209

Re: ที่ใดมีการกดขี่ข่มเหงย่อมมีการต่อต้าน(แต่ไม่ใช่ที่กลาแลนด์)

ประเวศ ประภานุกูล อาจได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ อีกคนหนึ่งของกลาแลนด์

ข่าวจากประชาไท-
รู้จักประเวศ ประภานุกูล จากทนายสู่จำเลย สู้คดี 112 พลีชีพในความเงียบ
Published on Mon, 2018-05-07 14:40
เมตตา วงศ์วัด

“ผมบอกเขา (ดารณี) ตรงๆ ว่าผมไม่ชอบทักษิณ และตอนที่คุยกันก็เถียงกันคุกแทบแตก เขาเน้นว่ามันเป็นเรื่องของระบอบประชาธิปไตย เหมือนทัศนะของเขานั้นการเลือกตั้งสำคัญที่สุด แต่ในทัศนะผม การเลือกตั้งไม่ใช่ประชาธิปไตยเสมอไป มันเป็นเพียงแค่องค์ประกอบหนึ่ง”

“ระหว่างเสื้อแดงกับเสื้อเหลือง ผมก็ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ เพราะผมไม่ชอบทักษิณ พูดง่ายๆ คือ อยู่ในกลุ่มต่อต้านและขับไล่ทักษิณตั้งแต่ก่อนปฏิวัติ แล้วถ้าถามความรู้สึกช่วงหลังปฏิวัติรัฐประหาร (2549) ผมรู้สึกโล่งด้วยซ้ำไปว่าเรื่องนี้จะได้จบ ทั้งที่จริงๆ แล้วมองกลับไปตอนนี้ มันอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องก็ได้ มันทำให้พัฒนาการทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตยสะดุด”

คำให้สัมภาษณ์ของ ประเวศ ประภานุกูล เมื่อปี 2552 เมื่อครั้งเป็นทนายความให้ ดา ตอร์ปิโด หรือ ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล คดีนั้นจบด้วยการพิพากษาลงโทษจำคุกดารณี 15 ปี จากการกล่าวปราศรัย 2 ครั้ง

นั่นเป็นร่องรอยสำคัญที่ทำให้เห็นพัฒนาการของความคิดทางการเมืองของทนายวัย 57 ปีซึ่งปัจจุบันกลายเป็นผู้ต้องหาคดี 112 ที่ถูกฟ้องหนักที่สุดถึง 10 กรรม เพราะการโพสต์เฟสบุ๊คในปี 2560 ว่า ตนเองชื่นชอบในระบอบสาธารณรัฐหรือสมาพันธรัฐ และยืนยันให้หลายๆ คนพูดเรื่องนี้เพราะไม่ผิดกฎหมายอาญามาตรา 112

นอกจากนี้เขายังต่อสู้แบบที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนด้วยการไม่ยอมรับอำนาจศาล ไม่แต่งตั้งทนาย ไม่เซ็นเอกสารใด ไม่ยื่นบัญชีพยานจำเลย ไม่ซักค้านพยานโจทก์ ด้วยเหตุผลสรุปสั้นๆ ว่า เขาไม่เชื่อว่าในคดี 112 สถาบันตุลาการของไทยมีความเป็นกลางเพียงพอที่จะพิพากษาคดีได้ นั่นทำให้เขาโยนโอกาสในการแก้ต่างหรือหักล้างหรือซักค้านพยานโจทก์ทิ้งทั้งหมด ในทางกฎหมายแล้วทั้งอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอาญาหรือทนายความคนอื่นๆ ต่างยืนยันตรงกันว่า กระบวนการสามารถดำเนินต่อไปได้แม้จะเป็นการสืบพยานโจทย์ฝ่ายเดียว เพราะศาลย่อมถือว่าให้โอกาสจำเลยแล้วแต่จำเลยปฏิเสธ เพียงแต่กระบวนการสืบพยานต้องทำต่อหน้าจำเลย

ประเวศออกแถลงการณ์ 2 ฉบับแรกอธิบายถึงเหตุผลที่ไม่ยอมรับอำนาจของศาลไทยอย่างค่อนข้างละเอียด มีเพียงวารสารฟ้าเดียวกัน ปีที่ 15 ฉบับ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2560 เท่านั้นที่ตีพิมพ์แถลงการณ์ฉบับเต็มของเขาทั้งสองชิ้นนี้ซึ่งมีถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์ศาลอย่างรุนแรง อันที่จริงเขาออกแถลงการณ์ทั้งสิ้น 7 ฉบับ แต่ฉบับที่ 5-7 นั้นไม่มีใครได้รับแม้เขายืนยันว่าส่งออกมาแล้ว ส่วนที่เหลือถูกเผยแพร่ในเพจ Free Prawet Prapanukul


แฟ้มภาพ

หากจะเท้าความการจับกุมประเวศ ต้องเชื่อมโยงไปกับเรื่อง “หมุดหาย” ตั้งแต่ปีที่แล้ว

14 เม.ย.60 มีรายงานข่าวว่าหมุดคณะราษฎรบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าหายไป แล้วถูกแทนที่ด้วยหมุดใหม่ที่มีข้อความใหม่ ไม่มีใครทราบว่ามันหายไปนานแค่ไหนแต่เป็นข่าวดังในช่วงนั้น จากนั้น สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้โพสต์วิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ในเฟสบุ๊คของเขา มีผู้แชร์เป็นจำนวนมาก

29 เม.ย.60 ทหารบุกคุมตัวประเวศ และคนอื่นๆ หลากหลายอาชีพที่บ้านของพวกเขาอีก 5 คน รวมเป็น 6 คนในวันเดียวกันแล้วนำไปควบคุมตัวที่ค่ายทหาร มทบ.11 ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ติดต่อทางบ้าน มิตรสหายของประเวศเริ่มต้นตามหาประเวศและเริ่มมีข่าวว่าคนนั้นคนนี้หายไป ต่อมาวันที่ 1 พ.ค.หลังประเวศประท้วงโดยการอดข้าว 1 วัน เขาก็ได้รับอนุญาตให้ติดต่อเพื่อน โลกจึงได้รู้ว่าพวกเขาอยู่ไหน แต่ก็ไม่มีใครเข้าเยี่ยมได้

3 และ 4 พ.ค.60 ทหารทยอยนำตัวทั้งหมดให้ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาและยื่นคำร้องฝากขังต่อศาล ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ประกันตัวรวมถึงประเวศ ผู้ต้องหา 5 คนถูกแจ้งข้อหาตามมาตรา 112 จากการแชร์สเตตัสของสมศักดิ์ เจียมฯ ที่วิจารณ์เรื่องหมุด พวกเขาถูกคุมขังอยู่หลายผัดในเรือนจำ แต่ท้ายที่สุดก็ได้รับการปล่อยตัวและไม่มีการสั่งฟ้อง ขณะที่กรณีประเวศไม่เป็นเช่นนั้น เขาถูกแยกฟ้องในข้อหาหนักมาก ทั้งหมดมาจากการแสดงความคิดเห็นในเฟสบุ๊คส่วนตัวของเขา โดยแบ่งเป็น

มาตรา 112 หมิ่นประมาทกษัตริย์ จำนวน 10 กรรม
มาตรา 116 ยุยงปลุกปั่น จำนวน 3 กรรม
พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(3)

สื่อต่างประเทศหลายสำนักพาดหัวว่าทนายความสิทธิฯ เผชิญกับข้อหาที่อาจถูกจำคุกถึง 150 ปี อันเป็นการคำนวณจากโทษสูงสุดของมาตรานี้ นั่นคือ 15 ปีคูณด้วย 10 กรรม แต่ในความเป็นจริงแม้ศาลลงโทษสูงสุดดังนั้น กฎหมายอาญามาตรา 91 ก็ระบุให้จำคุกโทษฐานนี้ได้สูงสุด 50 ปี

กลางเดือนกันยายน 2560 เมื่อศาลนัดพร้อมตรวจพยานหลักฐาน ประเวศตัดสินใจถอนทนายความของเขาทั้ง 3 คนและประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาล เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการในห้องพิจารณาคดี อัยการลงไปที่ศูนย์นัดความเพื่อกำหนดวันสืบพยานโจทก์เพียงฝ่ายเดียว พวกเขาเปิดสมุดจดงาน แล้วนัดสืบพยานห่างออกไป 8 เดือน นั่นคือ 8-11 พ.ค.2561

คราวนั้น ในการตัดสินใจพลีชีพเพื่อให้โลกเห็นปัญหาความอัปลักษณ์ของการใช้กฎหมายนี้ ปรากฏว่ามีคนอยู่ร่วมสังเกตการณ์คดีในห้องรวมๆ แล้วน่าจะไม่เกิน 10 คน และต่อมาสื่อไทยก็พาดหัวข่าวว่า

ทนายหมิ่นเบื้องสูงหัวแข็ง แถลงรัวไม่รับระบบศาลไทย  (เดลินิวส์)
ทนายแดงหมิ่นเบื้องสูงหัวแข็ง ไม่รับระบบศาลไทย/นัดสืบพยาน8พ.ค.ปีหน้า (แนวหน้า)
ทนายเสื้อแดงจำเลย ม.112 อวดดีเปล่งวาจากลางศาลไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมไทย (MRG Online)
ราคาที่"ลิเบอร่าน"ต้องจ่าย! แฉลึกขัง"ประเวศ" ทนายแดงต้าน112 เหตุ10วันโพสต์หมิ่น10 ครั้ง ที่แท้ก๊วนเดียวกับแดงหมิ่นสุดแสบ"ดา ตอร์ปิโด-อ.หวาน" (ทีนิวส์)

กฤษฎางค์ นุตจรัส เป็นทนายความอาวุโสรุ่นพี่และรู้จักกับประเวศมานานพอสมควร เขาเป็นทนายที่ถูกถอนในคดีประเวศด้วย เมื่อถามว่าเขาเห็นด้วยกับแนวทางการต่อสู้เช่นนี้ของประเวศหรือไม่ เขาเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบว่า

“ผมเห็นด้วยเพราะว่าเป็นประเวศ...มันเหมาะสมกับชีวิตของเขา การตัดสินใจของเขาทำให้เขาไม่ทุกข์ไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ เขาตั้งใจจะทำงานที่จริงจัง เขาเป็นคนจริงจัง เราจะเอาอะไรเป็นตัวชี้วัด ถ้าจะเอาการชนะคดี มันก็ผิด คุณไม่สามารถชนะคดีด้วยวิธีแบบนี้ ถ้าจะเอาติดคุกสั้น ก็ไม่ได้อีก ใช้วิธีนี้ไม่ได้อภัย แต่ถ้าตัวชี้วัดเป็นเรื่องความภูมิใจหรือพอใจของตัวเขา มันก็ถือว่าสำเร็จ”

“ต้องยอมรับว่าคดีนี้ในทางกฎหมายเป็นคดีที่คุณไม่มีวันชนะ คือยกฟ้อง หรือพิสูจน์ตัวเองว่าคุณเป็นผู้ถูกต้องตามกฎหมายอาญาปัจจุบัน ไม่มีทางเลย ดังนั้น ผมเลยตอบว่าผมเห็นด้วย เมื่อเทียบเคียงกับสิ่งที่ประเวศเป็น ผมว่าเขามีความสุขที่เขาตัดสินใจแบบนั้น”

จนถึงวันนี้ประเวศถูกคุมขังมา 1 ปีเต็มแล้ว และกำลังจะขึ้นศาลสืบพยาน (โจทก์) นัดแรกในวันพรุ่งนี้ (8 พ.ค.2561) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เวลา 9.00 น.

และจนถึงวันนี้เขายังคงยืนยันคำเดิม

ว่ากันตามจริง เรื่องราวของเขาไม่ได้รับความสนใจมากนัก อานนท์ ชวาลาวัลย์ จากไอลอว์ วิเคราะห์ว่าอาจเป็นเพราะสถานการณ์ในยุคทหารที่มีการปิดกั้น คุกคาม ผู้คนอย่างทั่วถึงและยาวนานทำให้เกิดบรรยากาศของความกลัวที่จะพูดถึงเรื่องนี้ ประกอบกับประเวศเองไม่ใช่ผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีชื่อเสียง ไม่สังกัดกลุ่มก้อนใด ทำให้เมื่อถูกจำคุกก็ไม่มีใครคอยเคลื่อนไหวรณรงค์ต่อเนื่อง ที่สำคัญ ประเด็นของเขานั้นสื่อสารรณรงค์ค่อนข้างยาก

หากตีความประโยคสุดท้ายที่อานนท์พูด และลองติดตามดูเฟสบุ๊คของทนายประเวศ เราจะพบว่า นอกจากจะพูดเรื่องระบอบการปกครอง (อื่น) อย่างตรงไปตรงมา เขาไม่ได้มีลักษณะปัญญาชนจ๋าที่แสดงความเห็นอย่างสุภาพเรียบร้อย แจกแจงสิ่งต่างๆ อย่างเป็นระบบ หากเป็นการพูดจาตั้งคำถามไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมหลายต่อหลายครั้ง บางครั้งก็มีมุขคำหยาบคาย หลายครั้งก็ตอบโต้ผู้คนต่างๆ ที่เห็นแย้งเขาอย่างรุนแรงโดยเฉพาะฝ่ายเดียวกัน เขาตั้งคำถามแม้แต่กับสันติวิธีว่าได้ผลจริงหรือไม่หากคู่ขัดแย้งใช้ปืน หรือกระทั่งมีการโพสต์รูปลูกสาวประยุทธ์ จันทร์โอชา “เผื่อใครจะไปเยี่ยม” เพื่อตอบโต้กับกรณีที่ทหารไปคุกคามครอบครัวของแอนดรูว์ แมกกอร์เกอร์ มาร์แชล, สมศักดิ์ และคนอื่นๆ “ทำไมเราจะตอบโต้ในระดับเดียวกันไม่ได้”

“เขาเป็นคนแข็ง โผงผาง ขาดลักษณะแนวร่วม เขาจะสู้ในสิ่งที่เขาคิดว่ามันถูก ผมโดนเค้าต่อว่าบ่อย รุ่นพี่ที่เขาเกรงใจก็ยังโดนเขาตอกกลับเวลาไปเตือนเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เขาโพสต์หรือแสดงความเห็นในเวทีต่างๆ  ... ถ้ารู้จักเขาจริงๆ จะรักเขา แต่ถ้าไม่รู้จักจะเกลียดเขา เพราะปากเขาไม่ดี...เขารักความเป็นธรรมแต่มาร่วมต่อสู้กับขบวนการไม่นาน อาจเข้าใจคนอื่นน้อยหน่อย แต่พออยู่ในนั้น (เรือนจำ) ก็เข้าใจคนอื่นมากขึ้น ทำให้เขาเย็นลง”

นั่นคือลักษณะของประเวศในสายตาของทนายความรุ่นพี่

ประเวศ เติบโตในครอบครัวคนจีน อาศัยอยู่ย่านพระโขนง เข้าเรียนนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ปี 2522 รุ่นเดียวกับสุรพล นิติไกรพจน์ แต่เขาไปทำอาชีพอื่นก่อนจะมาทำอาชีพทนายในปี 2534 การชอบช่วยเหลือคนยากไร้และรักความเป็นธรรมของเขาอาจเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2540 เมื่อประเวศเป็นทนายให้จำเลยรวมแล้ว 40-50 คนต่อสู้กับสถาบันการเงินที่เก็บดอกเบี้ยแพงถึง 28% อย่างกัดไม่ปล่อย แม้ท้ายที่สุดจะลงเอยด้วยการที่ศาลปกครองไม่รับพิจารณาเรื่องที่เขายื่นตรวจสอบกฎระเบียบของแบงก์ชาติที่คิดว่าไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ยังช่วยเหลือคดีของพวกลูกหนี้บัตรเครดิตอีกเป็นจำนวนมาก

“ถึงตอนนี้ (อยู่ในเรือนจำ) คดีบัตรเครดิตยังมีคนตามมาให้ช่วยเลย ผมเพิ่งเขียนคำให้การส่งออกไปให้เขา” ประเวศกล่าวยิ้มๆ หลังลูกกรง

“สิบสี่ตุลา หกตุลา พฤษภาทมิฬ ผมก็แค่ติดตาม ไม่ได้เข้าร่วมอะไร ตอนเหลืองแดงผมก็เฉยๆ เอาจริงๆ ไม่ได้สนใจการเมืองนัก จนกระทั่งมาเจอเองในคดีของดา (ดารณี) หลังจากนั้นก็เริ่มเล่นอินเทอร์เน็ตและได้อ่านบทความของ อาคม ซิดนีย์ ที่ทำให้ตาสว่าง”

นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญของเขา จากที่เคยเป็นหัวเรือช่วยเหลือผู้เดือดร้อนในคดีปากท้อง เขาก็เริ่มเข้ามาช่วยคดีชาวบ้านที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ทนายรุ่นพี่ของประเวศบอกว่าหลังการปราบคนเสื้อแดงในปี 2553 เขาได้เข้าไปช่วยเหลือคดีชาวบ้านแถวภาคอีสานที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมหลายคดี คดีบุกรุกที่ดินรัฐของผู้ยากไร้ ฯลฯ รวมถึงกรณีที่สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์คนสำคัญของไทยที่ล่วงลับไปไม่นานนี้ ได้ยื่นฟ้องพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ฯลฯ ในข้อหาหมิ่นประมาทกรณีแจก “ผังล้มเจ้า” จนในที่สุด เสธ.ไก่อูยอมรับว่าผังนั้นไม่มีมูลความจริง จึงมีการถอนฟ้อง

แม้ประเวศจะเป็นคน “ไม่น่ารัก” ในสายตาคนจำนวนมาก แต่เพื่อนรุ่นน้องผู้ใกล้ชิดประเวศยืนยันว่าเคารพนับถือเขาในแง่ของความจริงใจ ตรงไปตรงมา และสู้หัวชนฝากับสิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง เธอเป็นผู้เปิดเพจ Free Prawet Prapanukul ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมข่าวสารของประเวศตามสื่อหรือองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ รายงานความเป็นไปหลังจากเข้าเยี่ยมประเวศ เผยแพร่แถลงการณ์ของเขา รวมถึงเปิดให้ผู้คนที่เคยสัมพันธ์กับประเวศได้เขียนเล่าแง่มุมต่างๆ โดยใช้โคดเนม “ญาติหมายเลข….”

เธอเล่าว่า รู้จักประเวศมาตั้งแต่ปี 2554 ผ่านเรื่องราวทางการเมือง จากนั้นชักชวนกันทำกิจกรรมเพื่อสังคมอื่นๆ อีก เช่น ช่วยเหลือประชาชนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ฯลฯ ก่อนประเวศถูกทหารบุกจับไม่กี่วัน เธอสังหรณ์ใจและได้นัดกินข้าวกับเขาเพื่อตักเตือนเรื่องการแสดงความคิดเห็น แน่นอนว่าเขาไม่ฟังแต่ก็ไม่ตอบโต้เธอรุนแรงดังเช่นคนอื่น หลังประเวศถูกจับกุมและคุมขังในเรือนจำ นอกเหนือจากน้องชายของเขาแล้ว เธอเป็นอีกคนหนึ่งที่ไปเยี่ยมประจำสม่ำเสมอ และตัดสินใจเปิดเพจเพื่อสื่อสารเรื่องประเวศสู่สังคมภายนอก ปัจจุบันมีสมาชิกติดตามอยู่ราว 500 คน

“ช่วงแรกๆ พยายามเปิดแอคเคาน์ Facebook จากในไทย ปรากฎว่าสมัครทั้งเมลล์ใหม่และเฟสใหม่ทั้งหมด 5 ครั้ง เพราะพอเริ่มต้นโพสต์ปุ๊บ วันต่อมาเพจก็จะหายหรือเข้าไม่ได้ทันที ไม่รู้ทำไม เลยต้องรบกวนมิตรสหายที่อยู่ต่างประเทศช่วยตั้งให้ ปรากฎว่าใช้ได้มาจนถึงตอนนี้ อันนี้เราก็ไม่เข้าใจจริงๆ ทั้งๆ ที่ชื่อเพจก็ตั้งเหมือนกัน”

อุปสรรคสำหรับเพื่อนมิตรประเวศมีมากมายหลายขั้นตอน เธอเล่าว่าบางทีแม้แต่การไปเยี่ยมที่เรือนจำ เขาก็มักไม่ออกมา หรือออกมาช้ากว่าปกติ ทำให้เธอต้องรอนานกว่าชาวบ้านชาวช่อง

“แกเป็นคนใจดี เที่ยวไปเป็นธุระให้นักโทษคนอื่นเรื่อย พวกเข้าคุกญาติไม่รู้เรื่องก็เอาเบอร์โทรศัพท์ญาติเขามาบอกให้เราติดต่อให้ ทุกครั้งที่เราไปเยี่ยมก็เพียรพยายามนึกถึงเพื่อนนักโทษที่ไม่มีญาติมาเยี่ยม เวลาถามว่าอยากได้อะไร ก็ไม่ค่อยจะนึกถึงตัวเอง แต่กลับฝากให้เราช่วยซื้อของที่จะเป็นประโยชน์กับนักโทษคนอื่น ล่าสุดนี่ก็รองเท้าแตะ ADDA ไปคิดไซส์ให้เค้าเสร็จสรรพ”

สำหรับประเวศเอง เขาดูนิ่งขึ้นกว่าตอนที่อยู่ข้างนอกจริงๆ เขาบอกว่าโชคดีที่เขาฝึกสมาธิมาบ้างตั้งแต่ปี 2546 ทำให้เขาอยู่กับลมหายใจ อยู่กับปัจจุบันขณะได้ ไม่ฟุ้งซ่าน กระนั้นก็เขายังไปโต้เถียงกับเพื่อนนักโทษที่ชอบสวดมนต์อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ “นั่นมันผี ไม่ใช่พุทธ” เรื่องทางกายภาพเขาก็ปรับตัวได้มาก หลังจากสามสี่วันแรกเขานอนไม่หลับแม้แต่น้อยและอากาศร้อนจนต้องเอาตัวไปชุบน้ำนอนกับพื้นปูน “พอนอนหลับได้ ปัญหาทุกอย่างก็ทุเลา”

“ในนี้หนังสือภาษาไทยมีแต่บทสวดเสียมาก ส่วนหนังสือภาษาอังกฤษมีดีๆ เยอะแต่เราก็อ่านไม่คล่อง ดาวินชี โคด ก็มี ตอนนี้กำลังอ่านนิยายของอกาธา คริสตี้ จำชื่อเรื่องไม่ได้แล้ว พอดีมีเพื่อนช่วยส่งดิกชันนารีเข้ามาวันก่อน เห่อมาก เพราะอยากอ่านเล่มนี้มาก” ประเวศกล่าว

เมื่อถามว่าเขารู้สึกโดดเดี่ยวหรือไม่ เมื่อคำนวณแล้วว่ามีคนมาเยี่ยมเขาประจำอยู่ 2 คน ขณะที่ข่าวคราวของเขาก็แผ่วเบาลงเรื่อยๆ เขาเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบว่า “ไม่โดดเดี่ยวหรอก แต่บางทีก็รู้สึกอ้างว้างบ้าง” เขาเล่าว่าเขาได้กำลังใจจากคนนอกที่เขียนจดหมายมาหาเขา ซึ่งมีอยู่ 2 ฉบับ ที่ตลกคือ เขาท่องเนื้อหาในจดหมายฉบับหนึ่งให้ฟังทุกถ้อยคำเหมือนท่องอาขยาน เพราะเขาอ่านมันบ่อยจนจำมันได้ขึ้นใจ

“....ขอส่งจดหมายนี้มาให้กำลังใจทนายประเวศ ไม่เคยเห็นใครไม่ยอมจำนนต่ออำนาจไปจนสุดทางของหลักการและชีวิต....” จดหมายนั้นมาจากคนชื่อ อ.

คนที่ใกล้ชิดเขาไม่มีใครถามเรื่องการตัดสินใจของเขา แต่คนที่ห่างออกไปมักถามเสมอว่าจะเอาแบบนี้จริงหรือ “คุณเคยเห็นหมาจนตรอกที่มันไม่สู้ไหมล่ะ”

เขาอธิบายว่าสิ่งที่เขากระทำนั้นเป็นไปเพราะไม่มีทางเลือก ไม่เห็นอนาคต หากสู้คดีก็จำคุกอาจจะ 25 ปี หากไม่สู้รับสารภาพก็จำคุกลดลงครึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตายในคุกอยู่ดี

“มันเป็นสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือก และการสู้แบบนี้เรายังไม่รู้ว่าผลจะเป็นอย่างไร”

“ที่สู้แบบนี้มันไม่ใช่แค่เพียงคดีผม มันคือ 112 ทุกคดี เพราะศาลไม่เป็นกลางในกรณีนี้ ไม่มีสิทธิตัดสินคดี 112 ได้ ดังนั้น แม้แต่คดีที่พิพากษาไปแล้วก็ต้องโมฆะทุกคดี”

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งอันยาวนาน การใช้มาตรา 112 อย่างหนักหน่วง การเซ็นเซอร์ตัวเองที่แผ่ขยายทั้งกว้างและลึก ทั้งหมดนี้อาจทำลายสำนึกรู้ของเรา จนบางทีเราก็เริ่มงุนงงว่า อะไรล้ำเส้นเป็นความบ้า อะไรคือสิ่งปกติที่ควรเป็น

https://www.prachatai.com/journal/2018/05/76793


Free Prawet Prapanukul added 4 new photos.
March 26 ·
เปิดคำแถลงการณ์ฉบับที่ 3
ของทนายประเวศ ประภานุกูล

----------------------

คำแถลงการณ์ฉบับที่ 3
คดีดำหมายเลขดำที่ 2368/2560

ศาลอาญา
วันที่ 18 เดือน กันยายน พุทธศักราช 2560
ความอาญา

ระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา) – โจทย์
นายประเวศ ประภานุกูล – จำเลย

ขอยื่นคำแถลง มีข้อความตามที่จะกล่าวต่อไปนี้

ข้อ 1. ตามที่ข้าพเจ้าได้แถลงความไร้ความชอบธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดีหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของศาลไทยนั้น
ข้าพเจ้า ขอแถลงการณ์ฉบับที่ 3 ดังนี้

ศาลไทยได้ประกาศตัวด้วยความภาคภูมิใจมาตลอดว่าเป็นศาลของพระมหากษัตริย์ ดังจะเห็นได้จากหมายต่างๆ ของศาลไทยที่ขึ้นต้นว่า "ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์" ฯลฯ หากแต่ในการดำเนินคดี ข้อหาดูหมิ่นกษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ศาลไทยโดยศาลอาญา ได้สั่งขังผู๔้ถูกกล่าวหาทันที และพิพากษาล่วงหน้าทันทีในคำสั่ง-คำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ดังคำแถลงการณ์ฉบับที่ 1 และ 2

เมื่อทนายความของข้าพเจ้ายื่นอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พฤติการณ์ในการกระทำของผู้ต้องหาตามคำร้องฝากขัง เป็นเรื่องกระทบต่อความมั่นคงและสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงถึอเป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ผุ้ต้องหาอาจหลบหนีและไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน ทำให้ยุ่งยากต่อการดำเนินการของพนักงานสอบสวน ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งให้ผุ้ต้องหาและผู้ขอประกันทราบโดยเร็ว"

ในคำสั่งของศาลอุทธรณ์ดังกล่าว มีลักษณ์ะของการพิพากษาคดีล่วงหน้า ดังจะเห็ฯได้จากถ้อยคำว่า "พิเคราะห์แล้วเห็นว่าพฤติการณ์ในการกระทำของผู้ต้องหา...” เห็นได้ชัดว่า ศาลอุทธรณ์เชื่อว่าผู้ต้องกระทำการที่ถูกกล่าวหาแล้ว ในชั้นฝากขังยังไม่มีการพิศูจน์ใดๆ ทั้งสิ้น ว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำตามที่ถูกกล่าวหา ยังไม่มีการสืบพยาน

ยังไม่มีการฟ้องคดีด้วยซ็ำ

คำสั่งดังกล่าว จึงเป็นการ "พิพากาาคดีล่วงหน้า ให้ลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาก่อนการยื่นฟ้องคดี"

ส่วนคำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ว่า "...หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ผู้ต้องหาอาจหลบหนี" การสั่งใดๆ ในคดีจะต้องปรากฎหลักฐษนให้เชื่อถือได้ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน หาใช่การ "คาดเดา" ไม่ แต่ในคดีนี้ ไม่ปรากฎหลักฐาน ข้อมูล หรือแม้แต่พฤติกรรมใดๆ ว่า "ผู้ต้องหาอาจหลบหนี" คำสั่งศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็น "คำสั่งบนความคาดเดา"

นอกจากนี้ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ดังกล่าว ในส่วนที่ว่า "...หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ผู้ต้องหาอาจหลบหนีและไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน ทำให้ยุ่งยากต่อการดำเนินการของพนักงานสอบสวน...” ถ้อยคำของศาลอุทธรณ์ที่ว่า "...และไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานทำให้ยุ่งยากต่อการดำเนินการของพนักงานสอบสวน...” ก็ไม่ปรากฎหลักฐานว่า หากปล่อยตัวชั่วคราว แล้วผู้ถูกกล่าวหาจะไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานอะไร, อย่างไร...จึงเป็นการคาดเดาของศาลอุทธรณ์โดยไร้พยานหลักฐานใดๆ สนับสนุน

นอกจากนี้ ข้อความดังกล่าวในคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้บ่งชี้ว่า ศาลอุทธรณ์เป็นห่วงการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเอาผิดผู้ต้องหา โดยศาลอุทธรณ์เป็นห่วงว่าพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนรวบรวมได้ จะอ่อนจนเอาผิดผู้ต้องหาไม่ได้ ทั้งการขังผู้ต้องหาไว้ก่อนในระหว่างดำเนินคดี เป็นการตัดโอกาสผู้ต้องหา (ผู้ถูกกล่าวหา) แสวงหาพยานหลักฐานมาต่อสู้คดีกับอัยการโจทย์ กล่าวคือ

คดีนี้เป็นการโพสต์ขอ้ความบนเฟซบุ๊ค การขังผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ก่อนในระหว่างดำเนินคดี ทำให้จำเลยไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต ไม่สามารถเข้าถึงเฟซบุ๊คของตนเอง เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานมาหักล้างหลักฐษนของอัยการโจทย์

ทั้งการขังผู้ต้องหา หรือจำเลยไว้ก่อน ยังเป็นการเปิดโอกาสให้พนักงานสอบสวน และ/หรืออัยการ รวบรวมพยานหลักฐานด้านเดียว คือด้านพิสูจน์ความผิดของจำเลย

คำสั่งคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของศาลอุทธรณ์ จึงนอกจากตอกย้ำการพิพากษาคดีล่วงหน้าเฉกเช่นศาลอาญาแล้ว ยังเพิ่มข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลย ด้วยการคาดเดาว่า "อาจหลบหนี และตัดโอกาสการแสวงหาหลักฐานของผู้ต้องหา หรือจำเลย ด้วยการเพิ่มข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยด้วยการคาดเดาไร้หลักฐานว่า "และไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน" ทั้งยังแสดงออกถึงความห่วงใยต่อคดีของอัยการว่า "ทำให้ยุ่งยากต่อการดำเนินการของพนักงานสอบสวน"

จึงเห็นได้ชัดว่า ศาลไทยไร้ความเป็นกลาง ข้าพเจ้าจึงขอปฏิเสธไม่ยอมรับการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ของศาลไทย ตามที่กล่าวแล้วในคำแถลงการณ์ฉบับที่ 1

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

ขอแสดงความนับถือ

ลงชื่อ จำเลย

คำแถลงการณ์ฉบับนี้ ข้าพเจ้า นายประเวศ ประภานุกูล จำเป็นเป็นผู้ร้อง / เขียน

ลงชื่อ ผู้ร้อง/เขียน

หมายเหตุ
เนื้อหาแถลงการณ์ข้างต้น เป็นการถอดความจากคำแถลงที่นายประเวศ ประภานุกูลได้เขียนไว้ด้วยลายมือ ในขณะที่ถูกจองจำอยู่ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เนื้อหาทั้งหมด มิได้มีการปรับเปลี่ยน แก้ไขแต่ประการใด เพื่อรักษาไว้ซึ่งจุดมุ่งหมายของผู้เขียน คือ ตัวทนายประเวศเอง
No automatic alt text available.
Image may contain: text
No automatic alt text available.
No automatic alt text available.
78 Likes6 Comments47 Shares

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ทีใดมีการกดขี่ข่มเหง...ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้.....F=mA
อาจจะเป็นแบบหมาจนตรอก...หมามันยังสู้ให้เห็น

.....ตอนอุสเรนยามพ่ายแพ้พระอภัยฯ

..".เราก็ชายหมายมาดว่าชาติเชื้อ
ไม่เอื้อเฟื้อฝากตัวไม่กลัวตาย
จงห้ำหั่นบั่นเกล้าเราเสียเถิด..."

เป็นประวัติศาสตร์วีระบุรุษแห่งกฎหมาย
และศาลไทย จะได้บันทึกต่อมหาบุรุษผู้นี้
ให้เยาวชนรุ่นหลังได้เห็นซึ่งความเด็ดเดี่ยว
ไม่สะทกสะท้านใดๆ  นาทีนี้จะมีการศึกษาใน
ชั้นเรียนกฎหมายทุกชั้นของไทยตลอดไป
เขาคือ

...ประเวศ  ประภานุกูล
ผู้ได้ประกาศไม่ยอมรับสิทธิของศาลทหารทรราชไทย พศ. 2560

"เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ"

Last edited by ปาปียอง (May 10, 2018 6:44 AM)

Offline

#19 May 10, 2018 7:05 AM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,209

Re: ที่ใดมีการกดขี่ข่มเหงย่อมมีการต่อต้าน(แต่ไม่ใช่ที่กลาแลนด์)

รายละเอียดการต่อสู้นาทีสำคัญของทนายประเวศ ประภานุกูลในศาลทรราชคสช.ไทย พ.ศ. ๒๕๖๑

เป็นนาทีประวัติศาสตร์การต่อสู้ของมหาบุรุษทางกฎหมายผู้นี้ ที่คนรุ่นหลังคงได้ศึกษากันในชั้นเรียนโรงเรียนกฎหมาย ทุกแห่งไปอีกยาวนาน
คลิปนี้คัดลอกมาจากนสพ.ประชาไท ที่ได้ติดตามคดีคดีนี้มาอย่างใกล้ชิด  เชิญชมครับ

https://www.prachatai.com/journal/2018/05/76798

https://www.prachatai.com/journal/2018/05/76820

สืบพยานคดี 112 ประเวศ แย้งศาลหนัก สุดท้ายยอมไม่ขวาง ศาลยันจะเป็นธรรมที่สุด
Published on Tue, 2018-05-08 12:15
สืบพยานคดี ม.112 ประเวศ แย้งศาลหนัก สุดท้ายยอมไม่ขวาง ศาลยันจะเป็นธรรมที่สุด สถานการณ์คลี่คลายแล้ว ก่อนสืบพยาน 2 ปาก คือ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง ผู้แจ้งความและ ตร. ประมาณ 1 ชั่วโมง พยานที่เหลือจะมีการพิจารณาในวันพรุ่งนี้



ที่มาภาพ เพจ Banrasdr Photo

8 พ.ค.2561 ที่ศาลอาญา รัชดา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ เมื่อเวลา 9.45 น. ผู้พิพากษา 4 คนขึ้นบัลลังก์พิจารณาคดี ห้อง 707 ในนัดสืบพยานโจทก์ปากแรก คือ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง  หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในคดี 112 ที่ ประเวศ ประภานุกูล ที่ตกเป็นจำเลย

รู้จักประเวศ ประภานุกูล จากทนายสู่จำเลย สู้คดี 112 พลีชีพในความเงียบ
'ทนายประเวศ'ประกาศไม่ยอมรับระบบยุติธรรมไทยคดี 112 โจทก์นัดสืบพยานฝ่ายเดียวปีหน้า
ปมอุ้มทนายประเวศ 'นักนิติศาสตร์สากล' ร้องไทย ยุติคุมขังบุคคลตามอำเภอใจ
จำเลยและผู้พิพากษาสนทนาโต้แย้งกันนานประมาณ 30 นาทีก่อนทุกคนถูกสั่งให้ออกจากห้องเนื่องจากศาลสั่งพิจารณาคดีลับ

ต่อไปนี้เป็นบทสนทนาโดยสรุป

ประเวศ มาในชุดนักโทษ ใส่กุญแจข้อเท้า มีผ้าปิดปาก ลุกขึ้นยืนกล่าวด้วยเสียงแหบจากอาการหวัดกับศาลว่า ศาลไม่มีความชอบธรรมที่จะพิจารณาคดีนี้

ผู้พิพากษาหญิงซึ่งเป็นผู้สนทนากับจำเลยเป็นหลักตอบว่า ศาลต้องพิจารณา เพราะฟ้องมาแล้ว

จำเลย กล่าวว่า เช่นนั้นก็พิจารณาลับหลังตนไป แต่ตนมีสิทธิต่อต้าน

ผู้พิพากษาหญิงกล่าวว่า ศาลจะให้ความเป็นธรรมอย่างดีที่สุด

จำเลย กล่าวว่า สภาพตนแบบนี้ ศาลให้ความเป็นธรรมแล้วหรือ

ผู้พิพากษาชาย กล่าวว่า สภาพก็สมบูรณ์ดี ไม่ได้ทุพพลภาพ การถูกคุมตัวเพราะเป็นผู้ต้องหานั้นใช้หลักเกณฑ์เดียวเช่นคนอื่นๆ

ผู้พิพากษาหญิง กล่าวว่า ขอให้เชื่อว่าศาลจะให้ความเป็นธรรมอย่างที่สุด

จำเลย กล่าวว่า ตนไม่เชื่อ

ผู้พิพากษาหญิง กล่าวว่า จำเลยอย่าคิดแบบนั้น ยังไงคดีก็ต้องพิพากษาอยากให้จำเลยสู้ให้เต็มที่ และไม่อยากให้จำเลยคิดแบบนั้น

จำเลย กล่าวว่า สภาพแบบนี้ตนจะสู้ยังไง แถลงการณ์ฉบับ 5-7 ส่งให้ศาล ศาลก็ไม่ได้ จะถือเอกสารออกมาจากเรือนจำเรือนจำก็ไม่อนุญาต

ผู้พิพากษาหญิง กล่าวว่า มีอยู่ในสำนวนแล้วศาลไม่รู้ฉบับไหนแต่ศาลอ่านหมดทุกอย่าง หากจำเลยต้องการจะยื่นใหม่เขียนวันนี้เลยก็ได้

จำเลย กล่าวว่า ยังไงตนยืนยันไม่ยอมให้สืบพยานต่อหน้าตน

ผู้พิพากษาหญิง กล่าวว่า ก็ไม่ต้องสนใจ แต่จำเลยไม่มีทนาย จึงไม่อนุญาตให้พิจารณาลับหลังจำเลย

จำเลย กล่าวว่า ศาลสั่งไม่ให้ประกันตัวให้เหตุผลราวกับพิพากษาคดีล่วงหน้าแล้ว

ผู้พิพากษาหญิง กล่าวว่า ศาลยังไม่ได้ตัดสินคดีเลย เจ้าของสำนวนกำลังจะพิจารณาอยู่นี่ ขอให้จำเลยไปนั่งที่ (เพราะจำเลยเดินเข้าไปพูดใกล้กับบัลลังก์พิจารณาคดี)

จำเลย กล่าวว่า ก็สืบพยานข้างเดียวแล้วลงโทษตน 50 ปีไป

ผู้พิพากษาหญิง กล่าวว่า รู้ได้ยังไง ศาลยังไม่ได้พิพากษา ทำไมคิดว่าศาลจะลงโทษ 50 ปี ศาลบอกได้เลย ถ้าไม่ผิดคือไม่ผิด ไม่ว่าข้อหาอะไร ไม่มีใครครอบงำศาล เมื่อสำนวนเป็นของศาลแล้วศาลจะให้ความเป็นธรรม ไม่ว่ากี่กระทง ถ้าไม่ผิดศาลจะยกฟ้อง ศาลได้อ่านทุกอย่างในสำนวน รู้ถึงความคับข้องใจของจำเลย

ผู้พิพากษาชาย กล่าวว่า จำเลยใจเย็นๆ ฟังศาลหน่อย อะไรๆ มันจะคลี่คลายลงแล้ว เราจะตัดสินให้ดีที่สุด เชื่อศาลเถอะ สถานการณ์มันเริ่มคลี่คลายแล้ว

จำเลย กล่าวว่า เอาเป็นว่าตนไม่ขัดขวางแต่ยืนยันว่าไม่ยอมรับกระบวนการ

ผู้พิพากษาหญิง กล่าวว่า ศาลยืนยันว่าศาลมีความปรารถนาดีกับจำเลย ศาลจะให้ความเป็นธรรมอย่างที่สุด และหากจำเลยจะเปลี่ยนใจสืบพยานก็ทำได้


จากนั้นอัยการและศาลหารือร่วมกันก่อนศาลจะสั่งพิจารณาคดีลับ ทุกคนออกจากห้อง เจ้าหน้าที่จากสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แจ้งศาลว่าได้ทำหนังสือขอสังเกตการณ์คดีมาแล้วล่วงหน้า แต่ศาลยืนยันไม่อนุญาตใหัใครอยู่ในห้อง




กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความที่ประเวศถอนออกไปก่อนหน้านี้ และมีสถานะเป็นเพียงที่ปรึกษากฎหมายของจำเลยออกจากห้องคนหลังสุด และกล่าวว่า ประเวศได้ขอศาลให้เขาอยู่ด้วย ศาลระบุว่าเช่นนั้นต้องแต่งตั้งเป็นทนาย และต้องลงลายมือชื่อรับรองกระบวนการพิจารณาคดีตามปกติ แต่ประเวศไม่ต้องการให้เซ็นต์รับรอง และหากเขาไม่รับรองก็จะถูกร้องเรียนสภาทนายความเพราะทำผิดข้องบังคับของสภาทนายความ ท้ายที่สุดจึงตัดสินใจออกจากห้อง

กฤษฎางค์ กล่าวด้วยว่า อันที่จริงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 178 ว่าด้วยการพิจารณาลับของศาลนั้นกำหนดให้ผู้มีส่วนได้เสียที่ศาลอนุญาตสามารถร่วมฟังการพิจารณาคดีได้ กรณีคดี 112 ของไผ่ ดาวดิน ศาลขอนแก่นสั่งพิจารณาคดีลับเช่นกัน แต่พ่อแม่และทนายของไผ่ก็ยังร่วมฟังการพิจารณาคดีในห้องได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้มีการสืบพยาน 2 ปาก คือ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง ผู้แจ้งความและตำรวจที่ตรวจสอบหลักฐาน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง พยานที่เหลือจะมีการพิจารณาในวันพรุ่งนี้

"..............การปล้นที่ร้ายกาจที่สุด คือการปล้นความยุติธรรม................."

ขอบคุณครับ

Last edited by ปาปียอง (May 10, 2018 7:09 AM)

Offline

#20 May 20, 2018 10:19 AM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,209

Re: ที่ใดมีการกดขี่ข่มเหงย่อมมีการต่อต้าน(แต่ไม่ใช่ที่กลาแลนด์)

วัฒนา เมืองสุขยกธงสู้

มันต้องอย่างงั้น ไม่กล้าเผชิญหน้าสู้ ประเทศไทยจะเหลืออะไร เป็นความผิดพลาดอย่างมหรรถ์ที่คสช.เลือกเดินทางนี้ และเหตุที่บุรีรัมย์ทำให้อ้ายตูบคิดว่าจะอยู่ได้อีกนาน  แล้วกษัตริย์ร.สิบอยู่ที่ไหน? ใครรับผิดชอบอะไรได้บ้าง? สันหลังมีกระดูกหรือมีกระดองแบบไหน ประชาชนได้เห็นพระองค์ท่านกันคราวนี้ แต่พนันกันได้เลยว่า  คงไม่มีสาระอะไรที่สำคัญของแผ่นดิน เพราะพระองต์ก็ยังหลบเป็นปีกหลีกเป็นหาง ดอดออกไปอยู่ต่างประเทศมากกว่าอยู่ในกลาแลนด์ และน่าจะไม่ควรมี"เงินอุดหนุน"ปีละสองหมื่นล้าน"  และได้(ปล้น)เอกสิทะิไม่ต้องเสียภาษีรายได้ทุกชนิด จากรายได้มหาศาลในราชอาณาจักร ทั้งๆที่พระองค์และพี่ๆน้องๆทรงรับมรดกมหาศาลจากพ่อ ที่สุดอุจาระเหนียวเป็นพิเศษ แสวงหาความร่ำรวยและอำนาจมาตลอดชีวิต สะสมเงินทอง-อหิงสาราชทรัพย์-แม้ทองคำแท่งมหาศาลที่โลกไม่เคยรู้ ร.9 ร่ำรวยมากกว่าเป็นกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลกอย่างเดียว แต่ที่แท้อาจจะมีมากกว่านายบิล เกทเจ้าของบริษัทไมโครซอฟท์มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของอเมริกาเสียอีก  สักวันนึ่งโลกก็จะรู้ความดำมืดของราชวงค์นี้อีกมากมาย ผู้คนกระหายที่จะรู้ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมปิดด้วยม.112 ไม่ให้พสกนิกรรู้หรือถามไถ่อะไรได้ทั้งสิ้น รวมทั้งช่วยกันปิดทุกเรื่องของผู้มีอำนาจในประเทศ เช่นกลุ่มทหารจปร.ชั่ว กลุ่มอำมาตย์พวกชะเลียกันจนมีอำนาจควบคุมไปทุกแขนง กลุ่มอภิมหาเศรษีไม่กี่ตระกูล และร.สิบ

น่าจะเป็นสิ่งดีนะที่อ้ายเหล่คสช.กำลังตัดใจยุบพรรคพท.และจะจำคุกผู้คนและน.ศ.จำนวนมาก และประกาศประเทศเป็นสาธารณะรัฐ ที่ไม่มีกษัตริย์อีกต่อไป เพราะเป็นทางลัดที่จะหาเงินมาใช้จ่ายในชาติได้พอเพียงระดับหนึ่ง ให้ตัวเองและประเทศรอดได้
บทบาทจะปิดพรรคเพื่อไทย และจะจัดการกับพวกน.ศ.และประชาชนที่จะชวนกันเดินไปที่ทำเนียบรัฐบาลวันนี้จนถึงวันอังคารที่ 22 พ.ค.นี้ อาจจะมีสิ่งที่ไม่คาดคิดกันมาก่อนเกิดขึ้น

อ้ายเหล่อาจจะออกมาประกาศให้ประชาชนทั้งประเทศว่า "ต่อแต่นี้ประเทศจะเปลี่ยนเป็นสาธารณะรัฐโดยสมบูรณ์"  แล้วเอารถถังออกวิ่งวนในกรุงเทพฯสักสองรอบ
...การทั้งหลายก็จะเปลี่ยนไปอย่างถาวร การปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชสุดโหด 236 ปีจะจบลง..แบบตอนนายพล"ยวนซีไข"ของจีนเมื่อตันปี 1911  โดยขับไล่-คุกคามต่อ น.พ.ซุน ยัดเซ็นที่อยู่ในตำแหน่งเพียงสามเดือน ต้องหนีลี้ภัยในญี่ปุ่น นายพลยวนซีไขก็ขึ้นเป็นปธน. และต่อมาระยะสั้นก็เถลิงแต่งตั้งตัวเอง เป็นจักรพรรดิ์ของจีนในที่สุด ....เหมือนกันเปี๊ยบกับที่นายทองด้วง ทำกับสมเด็จตากสินมหาราช
กงกรรมกงเกวียนมันหมุนตามมาทันในรอบ 236 ปี  ดังคำสาปแช่งของสมเด็จพระเจัาตากวันถูกประหารว่า.. "กูให้มึงไม่เกินห้าชั่วคน"หรือเปล่า?       

......ดูซิว่าร.สิบกับผบ.ทบและทักษิณจะทำกันอย่างไร?  ลองเดากันดูในวันอาทิตย์นี้ ที่คนไททุกข์ระทมกับประเทศมาแสนนาน..มันจะจบได้อย่างไร?

"เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ"

Last edited by ปาปียอง (May 20, 2018 5:39 PM)

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.