iFreeThai

#1 July 4, 2018 11:36 AM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,226

Happy Birth Day U.S.A ครบรอบวันเกิด 242 ปี

อเมริกาวันนั้นคือวันที่ 4 ก.ค. 1776 เป้นวันที่รัฐทั้ง 13 รัฐ ร่วมตกลงกันประกาศเป็นอิสระตัวเอง ไม่ขึ้นกับอังกฤษในฐานะอาณานิคมอีกต่อไป นั่นคือการเริ่มของสงครามปลดแอกตัวเองจากกองทัพอังกฤษ ซึ่งเข้ามาควบคุมอาณานิคมแห่งนี้มา 198 ปีก่อน(ตั้งแต่ ค.ศ. 1578)
หลังจากการพบปะประชุมกันที่สภาภาคโพ้นทวีป(Continental Congress) ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย เป็นครั้งที่สอง โดยครั้งแรกเมื่อเดือนก.ย. - ตุลาปีที่แล้ว ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผู้แทนทั้ง 13 รัฐได้พบและวางรากฐานการสู้รบ เพื่อเป็นเอกราช เตรียมตั้งประเทศใหม่เป็นสาธารณรัฐ(Republic)  มีการตกลงลงนามโดยผู้แทน 56 คนทั้ง 13 รัฐทำการประกาศเป็นอิสระแก่ตัวเอง(decoration of independence) ในวันนี้คือวันที่ 4 ก,ค, 1776 วันนี้นี่เอง ที่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ปกครองตัวเอง ได้จุติขึ้น
เหมือนชีวิตใหม่ ตอนหัวเชื้ออสุจิของพ่อตัวที่แข็งแรงที่สุด ได้ชัยชนะเจาะเข้าจับคู่กับใข่ที่กำลังสุกของแม่ ในมดลูกที่รออยู่ อณูชีวิตใหม่จึงจุติขึ้น
โชคดีที่รอดชีวิตและเติบโตมาอย่างแข็งแรง กลายเป็นชีวิตที่เป็นแม่บทของการเป็นมนุษย์ที่มีอิสระภาพ-เสรีภาพ-และต่อมากลายเป็นกฎหลักของสิทธิมนุษย์ชนของโลกปัจจุบัน อย่างไม่มีใครเสมอเหมือน

กลับตรงข้ามกับความวิบากในการต่อสู้กันอย่างสะเปะสะปะ ของขบวนการของนักปฏิวัติของกลาแลนด์ ที่ต่างคนต่างสู้ สู้ไปพลางก็กัดกันไปพลาง จนอ.สุรชัย แซ่ด่านออกคลิป(นี้)ออกมายอมรับว่าเราประสบความล้มเหลวในการปฏิวัติอย่างสิ้นเชิง เพราะคนไทยทำงานเป็นทีมไม่ค่อยเป็น ต่างคนต่างทำ ต่างฝ่ายต่างคิดว่าความคิดของตัวเองถูกต้อง(bigotry) และแถมมีนักการเมืองที่เสียอำนาจอย่างทักษิณ ชินวัตรได้ถูกยกเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของนักปฏิวัติหลังไมค์จำนวนมาก ซึ่งที่แท้ทักษิณได้ประกาศอวยเจ้ามาตลอด พวกนักสู้หลังไมค์ก็ยังดันทุรังยกเป็นเทพเจ้าในการต่อสู้ บางคนสมัยแรกๆพูดทางวิทยุใต้ดิน แทบทุกประโยคเอ่ยแต่ชื่อทักษิณๆ  ชินวัตรๆ  ฯลฯ เคยนั่งนับเคร่าๆท่านหนึ่งนอนพูดรอบหนึ่ง 3-4 ชั่วโมงถึงเกือบพันครั้ง หลับหูหลับตาได้ยินแต่ชื่อนี้ นามสกุล หรือโฆตรนี้ไม่หยุดหย่อน จนต้องเลิกฟังเพราะสุดทนจะฟังเรื่องไร้สาระชนิดนี้อีกต่อไป เป็นนักปฏิวัติไทยที่แท้ไม่ได้ไปไกลกว่าเก่า ไม่กี่คืบจากสิบเอ็ดปีที่ผ่านมา นี่หรือคือการปฏิวัติแบบไทยๆ   ท่านได้หลงทางไปนานแล้ว   
อ.สุรชัยออกคลิ๊ปนี้อย่างตรงไปตรงมา และน่าเป็นห่วงอนาคตทุกคนที่ลี้ภัยอยู่รอบประเทศเพื่อนบ้าน ว่าจะไปต่อกันได้อย่างไร จะมีอาหารพอบริโภคหรือ? การจัดตั้งต่างๆไม่มี การสนับสนุนไม่มี   ขาดหายไปสิ้นเพราะเราสู้มาผิดทาง การปฏิวัติที่ไม่มีการจัดตั้งเป็นกองกำลังหลัก เอาแต่พูดกับพูด อย่างเดียว ฟังคลิปนี้แล้วเศร้า แต่นี่คือสภาพความเป็นจริงปัจจุบันทั้งนั้น

แม้มีการจัดตั้งกองกำลังแล้ว การสนับสนุนจะมาก็เมื่อเริ่มต่อสู้ ตัวอย่างการประกาศอิสระภาพของอเมริกา เขาพร้อมใจให้จ้อร์จ วอชิงตันเป็นคนนำทัพผู้เดียว และคณะสมาชิกต้องตั้งกรรมาธิการหาวิธีแสวงหาเงินทอง และอาวุธยุทโธปกรณ์ มาสนับสนุนการปฏิวัติ จัดตั้งองค์กรหรือพรรคปฏิวัติชี้นำนโยบายและเป้าหมาย อเมริกาส่งตัวแทนไปตั้งออฟฟิซทั่วยุโรปเพื่อหาเงินกู้ หายใจเป็นเงินกู้ แต่ไม่มีใครจะลงทุนช่วยให้ เพราะคงไม่มีผลอะไรขึ้นจากจากป่าดงดิบแดนห่างไกลเช่นอเมริกาสมัยแรกๆ  การสู้รบเริ่มหนักมากขึ้น นายพลวอชิงตันพ่ายแพ้มาตลอดสี่ครั้ง เพราะทหารอเมริกันรุ่นปฏิวัตินี้คือชาวบ้าน ที่จำนวนมากยังไม่มีแม้รองเท้าหนังที่จะเหยียบไปบนหิมะ จำนวนมากมีรองเท้าแตะที่ทำด้วยหนังสัตว์ เวลาลุยน้ำแข็งและหิมะต้องห่อมัดด้วยผ้าอีกสองสามชั้น ปืนก็เป็นปืนแก๊ปล่าสัตว์แบบโบราณ ใส่ดินปืนทางปากกระบอก(muzzle loader rifle) ยิงนัดหนึ่งก็ต้องใช้เวลากรอกดินปืนและหยอดลูดกระสุนต้องใช้เวลาเป็นนาที นอกนั้นก็มีดดาบ แล้วต้องต่อกรกับทหารมหาอำนาจของโลก ที่มีดินแดนทั่วโลกเช่นอังกฤษซึ่งเป็นจ้าวโลก ทหารมีสถาบันโรงเรียน การฝึกฝน กองทัพที่สุดแข็งแกร่ง อาวุธทันสมัยที่โลกสมัยนั้นมี ทหารแต่ละคนมีเครื่องแบบ รองเท้าวาววับตลอดเวลา ทหารอเมริกาแพ้ตั้งแต่ในมุุ้ง แต่  แต่ทหารอเมริกานั้นมีคาถาอาคม(mantra)ประจำวิญญาณว่า "หากไม่มีอิสระภาพ ก็จงเอาชีวิตข้าเถิด - Give me Liberty, or give me Death  "

https://en.wikipedia.org/wiki/Battle_of_Trenton

หลังพ่ายแพ้มาสี่ครั้งติดๆกัน นายพลวอชิงตันอับอาย หลบหน้านักปฏิวิติอื่น ชอบนั่งเหม่อลอยคนเดียวเงียบๆ จนมีข่าวลือว่าอาจจะฆ่าตัวตาย จนเกิดการเตรียมการรบครั้งสำคัญที่ต้องลุยข้ามแม่น้ำเดลาแวร์ที่กำลังเริ่มกลายเป็นน้ำแข็ง เพื่อเข้าตีกองทหารเฮสเซี่ยนของอังกฤษ ที่เมืองเทรนตันรัฐนิวเจอณ์ซี่ ในคืนวันคริสมาสต์ 25 ต่อเช้าวันที่ 26 ธ.ค. 1776 ขณะทหารฝ่ายอังกฤษกำลังฉลองคริสมาสต์กันอย่างสุดมึนเมา และยึดค่ายทหารใหญ่แห่งนี้ได้อย่างเด็ดขาด และต่อมา เพียงสัปดาห์เดียว วันที่ 2 ม.ค. 1777 ก็มีชัยชนะที่เมืองพรินสตันได้อีก  ผู้คนที่สองจิตสองใจต่างเฮโลเข้าสมัครเป็นทหารและบริจากเงินทองมากมายเข้าร่วมกับนายพลวอชิงตันด้วย  เมื่อข่าวถึงยุโรปรัฐบาลเนเทอร์แลนด์เป็นประเทศแรกที่ยอมออกให้เงินกู้ช่วยสู้รบ และต่อมานายพลลาฟาเยต์ของฝรั่งเศสผู้มั่งคั่ง ได้นำทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ละเงินทองมากมาย ไหลมาเทมาจากยุโรป   การปฏิวัติจึงจุดติดขึ้น และนำมาซี่งชัยชนะในที่สุด

หากเราไม่มีการจัดตั้งเป็นองค์การหรือสภาปฏิวัติ และมีกำลังทหารของตัว เราจะไม่มีทางจะกดดันพวกทหารทรราชได้เลยทุกกรณีย์ และในสถานะการปัจจุบันต้องใช้วิธี "แบบทหารผี รวมตัวและสลายตัวได้เร็ว" ซ่อนตัวอยู่ทุกแห่งทุกซอกมุม ไปมัวคอยทหารแตงโม รอนักธุระกิจเจ้าสัวแบบทักษิณ ก็คงต้องรอกันอีกถึงชาติหน้าตอนบ่ายๆ?
ไม่ลงมือสู้ ไม่สามัคคีในการต่อสู้ ไม่สู้จริง เอาแต่ใช้น้ำลายสู้ เราจะหวังชัยชนะได้อย่างไร  เมืองกลาแลนด์มีแต่ผู้รู้(ที่ไม่ค่อยรู้จริง) แต่คนกล้าทำไม่ค่อยมี ทุกคนถูกปราบราบเรียบหมด
อ.สุรชัยออกมาบอกท่านแล้ว ว่าเราจะไม่มีหนทางจะเป็นฝ่ายชนะได้เลย
.... คิดใหม่ทำใหม่เถิด ตั้งองค์การ และรัฐบาลปฏิวัติขึ้นมา เริ่มสู้รบให้มีผลงาน การปฏิวัติจึงจะไปได้รอด

แต่วันนี้ขออวยพรวันเกิดอเมริกาอีกครั้ง Happy Birth Day 242nd U.S anniversary of independence .....July 4th

Last edited by ปาปียอง (July 5, 2018 1:51 AM)

Offline

#2 July 4, 2018 11:59 AM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 8,466

Re: Happy Birth Day U.S.A ครบรอบวันเกิด 242 ปี

clapping.gif

Offline

#3 September 17, 2018 11:41 AM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,226

Re: Happy Birth Day U.S.A ครบรอบวันเกิด 242 ปี

ความตึงเครียดของโลก สงครามเย็นกำลังกลับมา

การเคลื่อนไหวทางทหารและการเมืองของโลกล่าสุด ชี้ให้เห็นว่าแรงที่คุกรุ่นของจีนและรัสเซียที่มีต่ออเมริกาถูกผลักดัน ให้มีในรูปความร่วมมือเป็นสองฝ่ายเหมือนสมัย"สงครามเย็น(Cold War)" คือหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา จนรัสเซียแตกจาก"สหภาพโซเวียตรัสเซีย"กลายเป็นประเทศรัสเซียปัจจุบัน โดยเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงครามเย็นแก่อเมริกาและโลกตะวันตกเมื่อปี1991 นับยาวเป็นอายุก็ 46 ปีที่ได้ต่อสู้แบ่งโลกกัน ระหว่างลัทธิคอมมิวนิสต์และฝ่ายทุนโลกเสรี  สาเหตุหลักคือรัสเซียแตกกับจีนในระหว่างสงครามเวียตนาม คือแย่งการเป็นผู้นำทางโลกคอมมิวนิสต์ จนเกิดสงครามชายแดนต่อกันบริเวนมงโกเลียนอกแถบแม่น้ำอัสซูรี่(Ussuri River) ที่จีนเรียกเกาะเซ็นบาว(Zhenbao)ในปี1969 และความขัดแย้งของสองยักษ์ใหญ่ยังลากต่อยาวไปจนอาณาจักรสหภาพโซเวียตแตกสลายลงในปี1991(12ปีต่อมา) จึงมีสนธิสัญญาตกลงกันได้ จีนเป็นฝ่ายชนะ
ระหว่างสงครามเย็นมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายต่างสร้างเขตอิทธิพลของฝ่ายตนในรูปสงครามย่อย เป็นรูปสงครามตัวแทน(proxy war) โดยมหาอำนาจไม่กล้ารบกันเอง เช่นสงครามเกาหลี คิวบา เวียตนามและอินโดจีน(รวมทั้งลาวและเขมร) รวมทั้งหลายแห่งอื่นๆในแถบลาดินอเมริกา อัฟริกา ฯลฯ ส่วนมากจะขยายดินแดนต่อเนื่องจากจุดอิทธิพลเดิมออกไปเรื่อยๆ  ทางอเมริกาและฝ่ายโลกเสรีเรียกทฤษฎีโดมิโน(domino theorem)  คืออาการล้มที่ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่  จนฝ่ายคอมมิวนิสต์สามารถครองโลกได้ สหภาพโซเวียตรัสเซียตั้งองค์การคอมินเทอร์น ที่รวบรวมอาวุธและทุนทรัพย์จากกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ด้วยกัน เพื่อช่วยการปฏิวัติโลก สงครามเย็นตอนล่าสุดเป็นเพราะเศรษฐกิจฝ่ายคอมมิวนิสต์รัสเซีย ต้องควักกระเป๋าช่วยสงครามเวียตนาม ให้โฮจิมินห์ชนะให้ได้ โดยใช้เงินสดๆเกือบสองล้านดอลล่าห์ต่อวัน ขณะเดียวกันอเมริกาใช้เงินประมานสองล้านครึ่งต่อวัน ในลาวอเมริกามีค่าใช้จ่ายวันละหนึ่งล้านดอลล่าห์สมัยนั้น เพราะใช้กำลังทางอากาศจากไทยบอมบ์ลาวและเวียตนามเหนืออย่างไม่ลืมหูลืมตา อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างล้วนพังทลาย ไม่มีหลังคา ผู้คนต้องหลบอาศัยตามในถ้ำซึ่งมีมากมายเพราะภูมิประเทศเป็นป่าเขารกชัดที่สมบูรณ์ ทุกแห่งในทางภาคเหนือของลาว โดยเฉพาะภาคสอง จากบริเวณล่องแจ้ง เขตเชียงขวาง ทุ่งไหหิน ซำเหนือ และเข้าสู่ฮานอย-ไฮฟอง ฯลฯ   แต่เศรษฐกิจของอเมริกาและฝ่ายโลกเสรีใหญ่กว่าฝ่ายรัสเซียและจีนสี่ห้าเท่า องค์การคอมินเทอร์น(COMINTERN)ของรัสเซียจึงกลายเป็นอุดมการณ์ที่ทำลายเศรษฐกิจตัวเองโดยแท้  ตั้งแต่นั้นมาและโดยเฉพาะหลังจากยุคปธน.ลีโอนิด เบรสเนฟ เมื่อคอมมิวนิสต์เวียตนามกำชัยชนะและปลดปล่อยสงครามอินโดจีนได้แล้ว รัสเซียก็ถังแตก จีนก็เริ่มมีสัมพันธไมตรีกับอเมริกาและทางฝ่ายตะวันตก เมาเซตุงและจูเอนไลเสียชีวิต เติ้งเสี่ยวผิงนักเศรษฐศาสตร์
(จบจากกฝรั่งเศส)สำคัญ ที่พลิกจีนเป็นประเทศทุนนิยม โดยมีแผนเศรษฐกิจจากรัฐ(Planned Economy Method)นำมาใช้อย่างไดัผลดีสุดยอด เพียง 38 ปี จีนกลายเป็นคู่แข่งอเมริกาทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่ง และกำลังใช้เงินทุนที่เกิดมีร่ำรวยมหาศาลเข้าครองโลก โดยใช้การทูตเงินให้กู้และการค้านำ และบางแห่งก็เข้ายึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก เช่นสัญญา 99 ปีท่าเรือฮัมบานโตตา(Hambantota)เมื่อศรีลังกาไม่สามารถใช้หนี้จีนคืนได้ ท่าเรือนี้อยู่บนเกาะใหญ่ปลายแหลมมหาสมุทรอินเดีย ที่จีนสามารถใช้เป็นที่จอดเรือดำน้ำและต่อมาอาจมีสนามบินเพิ่มขึ้นอีก และคงต่อมาก็จะกลายเป็นคลังแสงปิดล้อมทวีปอินเดีย และแบบเดียวกับการก่อสร้างเกาะแก่งในทะเลจีนใต้ โดยจีนให้สัญญาระหว่างเยือนอเมริกาว่า ใช้เป็นสถานีให้ความสดวกปกป้องพวกประมงหาปลาบริเวณนั้น จะไม่มีการติดตั้งอาวุธมาเกี่ยวข้อง ตอนนี้ที่ไหนได้ สี่ห้าเกาะใหญ่ล้วนขยายเป็นสนามบินขนาดใหญ่ให้เครื่องบินรบลงได้ มีอาคารบางแห่งห้าหกชั้น แต่ละเกาะมีเรือจอดอยู่ หลายสิบลำ มีโรงเรียนเด็ก ขนผู้คนเข้าไปอยู่ทำมาหากิน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้คนจีนได้ภาคภูมิใจว่าเป็นอาณานิคมใหม่ล่าสุดที่ประเมินค่าไม่ได้ และจีนเริ่มแผนบุกหมู่เกาะไมโครนีเซีย(Micronesia Achepellago) อันเป็นหมู่เกาะหลายร้อยเกาะบริเวณเกาะกวมและยาวไปสุดทางเหนือของทวีปอ๊อสเตรเลีย บริเวณเนื้อที่ใหญ่กว่าอ๊อสเตรเลียเสียอีก เป็นแผนครองโลกที่น่าหวั่นไหวไม่น้อย มือกำลังขึ้น.. ว่างั้นเถอะ                         
ย้อนกลับมามองความสัมพันธ์แบบอกเดียวกัน ระหว่างร้สเซีย-จีน-เกาหลีเหนือ เวลานี้ร่วมเป็นพันธมิตรกับอิหร่าน อิรัค ซีเรีย เยเมน ทาลิบานในอัฟกานิสถาน ปฏิกริยาปากีสถาน คิวบา เวเนศซูเอลลา และนิคารากัว กับเตอรกีกำลังจะเข้าเป็นพวกด้วย รวมทั้งรบ.ของปาเลสติเนี่ยน และเลบานอนกลุ่มฮาบาส และอีกหลายประเทศในอัฟริกา ตะวันออกกลางที่เริ่มเอนเอียง ก็กลายเป็นกลุ่มใหญ่น่าเกรงขามมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปการเผชิญหน้าต่อกันจะมีมากขึ้น สงครามตัวแทนย่อยๆคล้ายสงครามเวียตนาม สงครามเกาหลีก็จะเลือกให้เกิดเป็นการประลองกำลังทางอาวุธเหมือนปัจจุบันที่ซีเรีย อิรัค อัฟกานิสถาน เยเมนกันในที่สุด และสงครามการต่อสู้ต่อต้านรัฐบาลทรราชภายในหลายประเทศ ก็จะมีเป็นสงครามใต้ดินก็จะเกิดเป็นดอกเห็ด เฉพาะในเอเซียเช่นที่ พม่า ไทย ลาว เขมร จะเกิดขึ้นมาอีก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะที่ใดมีการกดขี่ก็ย่อมมีกาต่อต้าน
สัปดาห์นี้ขอเสนอเพื่อนๆชมอาวุธใหม่ๆของทั้งสองค่ายเป็นตัวอย่าง ซึ่งขณะนี้รัสเซีย-จีน-มงโกเลียกำลัวซ้อมรบใหญ่บริเาณวลาดิวอสต้อคเขตรัสเซียทางตะวันออก และอเมริกาในเวลาเดียวกัน ก็ใช้เรือรบและเรือบรรทุกเครื่องบิน24 ลำ ก็กำลังซ้อมรบใหญ่บริเวนเกาะกวมใกล้ๆอยู่เช่นกัน   เชิญชมดูครับ

https://www.nytimes.com/2018/06/25/worl … -port.html

ทักษิณ-ยิ่งล้กษณ์สองนายกชินวัตรกำลังไปเยือนรัสเซีย และภาวนาว่าคงไม่ได้ถ่ายรูปกับวลาดิเมียร์ ปูติน เหมือนตอนถ่ายกับหุ่นขึ้ผึ้งของโดนาลด์ ทรั้มฟ์ที่หอสูงทรั้มฟ์เทาเออร์ เพื่อมาอวดชาวโลกว่าข้าแน่เสมอ เพราะหากถ่ายกับปูติน นั่นคือการตัดสวาทสัมพันธ์กับอเมริกาและพวกอียูอย่างแน่นอน การเมืองโลกกำลังร้อนระอุอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนนานแล้ว อะไรก็จะเปลี่ยนแปลงช่วยการตัดสินใจไปได้เร็วมาก อะไรก็เปลี่ยนไปได้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม
.....เช่นการตกม้า(อาจถึงตาย หรือบาดเจ็บสาหัส...หรือเพียงแค่ถลอกปอกเปิด) เรื่องใส่"เสื้อดำ"ติดธงสีแดงขาวตราสหพันธรัฐไทย และทำให้ผู้นำฝ่ายสหพันธรัฐเกิดขัดใจในการใช้วิธีอหิงสาของมหาตมะคานธี ฝ่ายสนามหลวงก็กลัว เลยต้องออกธุดงค์ไปเวียตนามชั่วคราวเพราะกลัวโดนอุ้ม นัยว่าไปเยี่ยมบ่อเลี้ยงปลาสวายของคนไทยเสี่ยใหญ่ที่บริเวณบันทายมาส แต่ก็หัวเราะสนั่นหวั่นไหวไปตลอดทาง และที่น่าเป็นห่วงคือสถานี"แมวซ่า"ประกาศปิดบริการชั่วคราวอย่างไม่มีกำหนด...........เป็นห่วงต่อกันจากใจจริง

Last edited by ปาปียอง (September 19, 2018 10:56 AM)

Offline

#4 September 26, 2018 1:01 PM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,226

Re: Happy Birth Day U.S.A ครบรอบวันเกิด 242 ปี

สหพันธรัฐ สมาพันธรัฐ สหรัฐ(อเมริกา) เอาแบบไหนแน่ แต่ต้องไล่เผด็จการณ์และกษัตริย์ให้ได้เสียก่อน

เหมือนครอบครัวจะขายที่ดินเพื่อซื้อรถยนต์ใช้สักคัน ต้องขายให้ได้(เงิน)ก่อน จึงคิดเลือกชนิดหรือขนาดรถ หรือสีของรถ หรืออ้อฟชั่นที่จะมากับรถ และซื้อแน่หากขายที่ได้ ก็มีสิทธิจะฝันกันรายละเอียดไปล่วงหน้า ย่อมไม่ผิดกติกาอันใด เพียงไม่ถึงกับต้องทะเลาะกันก่อนล่วงหน้าก็พอเพียงแล้ว   
ลองมาตรวจดูรายละเอียดของรถดูซิว่าจะมีอะไรบ้าง?  ก็ต้องศึกษาดูหากไม่เคยมีรถมาก่อน ก็ย่อมขาดความรู้ความชำนาญเป็นธรรมดา และความตื่นเต้นก็ย่อมมีสูงมาก ส่วนคนที่มีรถมานานอยู่กับรถมาหลายปีก็ย่อมไม่ค่อยผิดหวัง เพราะมีความรู้ความชำนาญ ขึ้นนั่งบนรถก็ขับไดัเลย ลองขับก็รู้ว่ารถคันนี้ดีและข้อด้อยมีอย่างไร ก็ย่อมเปรียบเทียบกับรถคันอื่นๆ และเรื่องสนนราคาได้
จากเป็นคนที่เห็นรถและอยู่ใช้รถมานานหลายชนิดและขนาด ซึ่งในที่นี้ขอเปรียบรถที่จะซื้อดังเช่นระบอบประชาธิปไตยแบบหนึ่ง ซึ่งอยู่ในตระกูล"สาธารณรัฐ(REPUBLIC; a state in which supreme power is held by the people and their elected representtives, and which has an elected or norminated president rather than a king ) คือไม่มีกษัตริย์ปกครองประเทศ อำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน ประชาชนเลือกประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารประเทศโดยตรง

อเมริกาได้สลัดแอกตัวเองจากการเป็นทาสของกษัตริย์อังกฤษ ประชาชนขณะนั้นได้รวมตัวกันทั้ง 13 รัฐ เพื่อจัดการปกครองตัวเองเป็นประเทศอิสระใหม่ รวมตัวกันต่อสู้จากประมาณปี 1775-1783 ประมาณ 8 ปีเศษ ชนะทางทหารเด็ดขาดปี 1781  แต่กว่าจะได้ทำสัญญาแวร์ซาย(Treaties of Versailles-1783)ก็เกือบสองปีต่อมา ที่อังกฤษต้องยอมรับว่าอเมริกาเป็นประเทศเอกราช เพราะสงครามครั้งสุดท้ายที่ยอร์คเทาน์(Yorktown Virginia) ทหารอังกฤษจำนวนมากกว่า 7,000 คนยอมจำนน กลายเป็นเชลยแก่ฝ่ายอเมริกา นายพลจอร์จ วอชิงตันรู้ดีว่าต้องจับกองทหารของอังกฤษให้ยอมแพ้ พวกอังกฤษจึงต้องถูกปรับเป็นฝ่ายแพ้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และสงครามเดียนเบียนฟู(The Battle of Dien Bien Phu-13 March to 7 May 1954-25 days) ที่โฮจิมินห์ โวเวียนเกี๊ยบและพวกเวียตมินห์กำชัยชนะเหนือฝรั่งเศส เพราะเข้าหักยึดค่ายเดียนเบียนฟูหลังจากล้อมไว้หลายเดือนได้สำเร็จ ด้วยการทุ่มกำลังเข้าต่อสู้อย่างดุเดือด บาดเจ็บล้มตายทั้งสองฝ่ายมากมาย รัฐบาลฝรั่งเศสต้องยอมแพ้ และยอมรับในสัญญาสงบศึกเจนีวา(Geneva Conference 1954) จึงมีการปล่อยเชลยที่ถูกจับกลับบ้านได้ เวียตมินห์จับเชลยได้ 11,721คน ตายอีก16,670  และบาดเจ็บ 4,436 พวกที่บาดเจ็บหนักเวียตมินห์ปล่อยให้ตายทุกวัน และเปิดให้นักข่าวเอาภาพทหารบาดเจ็บ ที่ไม่มียารักษา ต้องรอความตายทุกวันจนกว่า ฝ่ายเวียตนาม(เหนือ)จะได้เอกราช เป็นสงครามที่ปฏิบัติต่อกันอย่างทารุณโหดร้ายที่โลกยากจะลืมได้ ด้วยเพราะสุดแรงแค้นมายาวนาน ยิ่งนักข่าวเอาภาพทหารบาดเจ็บหลังการรบมากมาย ที่รวมกลุ่มกองเพนินรอความตาย ยิ่งทำให้ฝรั่งเศสขมขื่นยิ่ง ที่จำต้องรีบยอมถอนตัวจากอินโดจีนทั้งหมดในที่สุด สภาพเมืองขึ้นที่เรียกเสียสวยหรูว่า"อาณานิคม"และความเป็นทาสต่อฝรั่งเศสก็จบลง

ขับรถมานานกว่าสี่สิบปีในอเมริกา มาเหยียบแผ่นดินนี้เมื่ออเมริกาเพิ่งฉลองครยรอบสองร้อยปีที่ได้เอกราชมา ได้มีความสุข สุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ มีความหวัง มีชีวิตที่ได้มีอิสระเสรีภาพเหมือนคนของเขาทุกอย่าง และได้เห็นความผันผวนวุ่นวาย การต่อสู้ของผู้คนในสังคมอเมริกันบนพื้นฐานความเป็นประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ ที่จะต้องแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดต่อชีวิต บางครั้งประเทศแทบหายนะต่อชีวิตประชาชนจากสงครามที่คนอเมริกันไปเกี่ยวข้อง ในฐานะผู้นำโลกเสรี มาหลายครั้ง มาอยู่กับเขาตอนสงครามเวียตนามกำลังจบลง ด้วยความอัปยศอดสูในจิตใจเพราะคนอะเมริกาไม่เคยแพ้ใคร แต่กลับแพ้คนเวียตนามตัวเล็กๆ ที่ด้อยในทุกทางเมื่อเปรียบเทียบกับคนอเมริกัน เพราะอะไร? เพราะคนอเมริกันจับได้ว่าฝ่ายบริหาร(คือปธน.และรัฐบาล) และพวกกลุ่มผลประโยชน์และพวกทหารระดับสูง ได้หลอกลวงปิดบังประชาชนในเรื่องสงครามเวียตนามมาตลอด บังคับเอาลูกชาวบ้านไปรบเป็นทหารเกณฑ์ ไปตายแทนคนรวยๆ และประเทศเข้าสู่การคอร์รัปชั่นในการสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ มากมายอย่างไม่เคยมีมาก่อน(สมัยปธน.ลินดอน บี จอฆ์นสัน) คนอเมริกันจึงออกมาเดินบนถนนต่อต้านคัดค้านสงครามเวียตนามในทุกรัฐ ทุกวัน และรวมกันเป็นขบวนการนักศึกษาประชาชนและสื่อสารมวลชนที่แข็งแรง ใช้อธิปไตย(อำนาจสูงสุด-sovereignty)ของตน บังคับเลือกสมาชิกสภาผู้แทนให้ระงับงบประมาณทุกชนิดที่จะใช้ในสงคราม เมื่อหมดเงินสงครามก็ต้องจบ และอเมริกาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงคราม
  ก็อดจะบอกเพื่อนๆว่าการที่จะได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นั้นแสนยากเย็นเข็ญใจสักแค่ไหน เมื่อมาอยู่ที่นี่ ก็ไปโรงเรียนได้ศึกษาประวัติศาสตร์การต่อสู้และความเป็นมาของเขา ตั้งแต่คราวคดีวอเตอร์เกต(Watergate Scandal)สมัยปธน.ริชาร์ดนิคสัน(Richard Nixon)จำตัองชิงลาออกจากตำแหน่ง ก่อนสภาของประชาชนจะปลดออก(impeachment)   ต่อมาสมัยปธน.จิมมี่ คาร์เตอร์(Jimmy Carter)     ก็ผจญกับประเทศอาหรับบอยคอร์ต(oil embargo)ไม่ยอมผลิดน้ำมันให้พอเพียง คนอเมริกันต้องเข้าคิวกันยาวเหยียดเติมน้ำมันรถ และเอาเลขท้ายคู่หรืคี่ไปใช้เพราะเติมทุกวันไม่ได้  เงินก็เฟ้อ ดอกเบี้ยสูงลิ่ว ซื้อบ้านสูงถึง 25-30 เปอร์เซ็นต์ ต่อมาอิหร่านก็ยึดสถานทูตอเมริกาที่กรุงเตหะรานปี 1978 ไว้ 444 วัน  สร้างความขายหน้าที่ทำอะไรเขาไม่ได้สักอย่าง อเมริกาเดินคอตกหมอศักดิ์ศรีไปสิ้น ที่ได้เลือกปธน.ที่อ่อนแอเป็นนักเทศน์ตามโบสถ์และอดีตชาวไร่ถั่วลิสงมาเป็นปธน. ตอนปธน.เรแกนขึ้นมาแทนก็สามารถเปลี่ยนภาพพจน์ของอเมริกาเป็นผู้นำโลกได้อีก ได้เข้าแทรกแซงสงครามในตะวันออกกลางที่เลบานอน ใช้เครี่องบินเอฟ-111 จากฐานทัพในอังกฤษเข้าบอมบ์ลิเบีย อาณาจักรของจอมเผด็จการโมฮัมหมัด กัดดาฟี การบุกเข้ายึดปานามาและจับปธน.นอร์เรก้า มาลงโทษ การบุกเกาะเกรนาดาในคาริเบียน ปลดปล่อยนักเรียนแพทย์อเมริกัน ที่มีข่าวว่าถูกยึดตัว การช่วยเหลือให้นายกมากาเร็ต แทชเชอร์ของอังกฤษ ใช้กำลังยึดเกาะฟอล์คแลนด์คืนจากอาเจนตินาสำเร็จ และงานชิ้นโบว์แดงคือการครอบนายโกบาร์ชอฟผู้นำของรัสเชียให้ยอมรับความจริง(ยอมแพ้)สงครามเย็น และต่อมาอีกไม่นานกำแพงเบอร์ลินก็ถูกพังทลาย หลายเรื่องหลายราวที่ปธน.รีแกนนำความเป็นผู้นำโลกคืนมาให้อเมริกา รวมทั้งกู้ฐานะที่ย่ำแย่ทางเศรษฐกิจ ไปสู่ความมั่งคั่งสูงสุดได้อีกครั้งหนึ่ง ฯลฯ
ปธน.โรนอลด์ รีแกน(Ronald Reagan)ก็แทบเอาตัวไม่รอดจากเรื่องอิหร่าน-คอนทรา(Iran-Contra Affair: Aug 1985-Mar 1987) ที่รัฐบาลแอบขายจรวดฮอค(Hawk missile)และจรวดโทว์(TOW) จำนวนหนึ่งให้อิหร่าน(อายาโตลาโคไมนี)ท่ามกลางการสู้รบอย่างหนักกับอิรัค(ซาดัม ฮุสเซน)ในสงคราม 8 ปีที่แทบทำให้ทั้งสองประเทศวอดวาย และเป็นแรงแค้นต่อกันระหว่างนิกายซุนนี่(Sunni)ฝ่ายซัตดัมกับฝ่ายเชียร์หรือชีไอ้ท(Shia Shiite)ฝ่ายอิหร่าน ความแตกแยกอันนี้เองที่ทำให้เกิดสงครามบานปลายมาจนปัจจุบันในซีเรีย เยเมน อิรัค ลุกลามไปทั่วทั้งอัฟกานิสถาน ความไม่มั่นคงในปากีสถาน ตุรกี เผ่าเคอร์ด(ซึ่งเพิ่งประกาศเป้ฯเอกราชจากอิรัคเมื่อสามวันก่อน คาดว่าสงครามการตั้งรัฐของพวกเคอร์ต จะทำให้เกิดสงครามใหญ่ขึ้นมาอีกในตะวันออกกลาง....และแม้แต่ในทางใต้เกาะมินดาเนาของฟิลิลปินส์ เหตุการก่อการร้ายในสามจังหวัดภาคใต้ในไทย และล่าสุดการเผชิญหน้าของชาวพุทธในพม่าต่อชนเผ่าโรฮิงยา ดูเหมือนว่าโลกมนุษย์ไม่มีการสิ้นสุดต่อการขัดแย้งและสงครามไปเสียได้เลย จุดก่อตัวคุกรุ่นมีอยู่ทั่วโลกตลอดเวลา ความขัดแย้งของมหาอำนาจจะเป็นสิ่งสำคัญต่อประเทศเล็กๆเช่นไทย กำพูชา พม่า และลาว ซึ่งล้วนเป็นเผด็จการณ์ในรูปต่างๆ เพราะประชาชนไม่ได้มีสิทธิเสียงที่แท้จริง โดยเฉพาะในไทยที่ประเทศประสบกับภาวะวิกฤตทุกด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพง คอร์รัปชั่นกันอย่างหน้าด้านๆ ใช้ทหารถือปืนกดขี่ทุกรูปแบบ แถมมีกษัตริย์อยู่เหนือกฎหมายหรือกฎใดๆของแผ่นดิน เพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่งต่างหากนั่นเอง
จากที่ได้สัมผัสเห็นความเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการเมืองในอเมริกา จากที่ได้ผ่านยุควิกฤตต่างๆ มาจนสมัยปธน.โดนาลด์ ทรั้มฟ์อย่างใกลัชิด จนระบายให้เพื่อนรากหญ้าฟังไม่ได้หมดในการเขียนครั้งสองครั้ง เพียงขอให้เพื่อนๆรู้เท่าทันเหตุการณ์การต่อสู้กันหลังไมค์ของทุกฝ่าย ไม่ว่าเอาเจ้า-ไม่เอาเจ้า หรือแบบไหน พยายามเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้เสียเวลาชีวิตที่ถูกปั่นหัวโดยนักพูดทั้งหลาย(รวมทั้งพวกกอรมน.เข้ามาผสม)วันละหลายๆขั่วโมง เหมือนปั่นหัวจิ้งหรีดให้กัดกัน ซึ่งร้ายประโยชน์เป้นพิษต่อตัวเอง ใช้เวลาไปแสวงหาความรู้และวิชาการอื่นที่จะทำให้เรามีสภาพที่ดีขึ้นดีกว่า เพราะหากไม่คิดต่อสู้ด้วยองค์กรปฎิวัติที่มีกำลังและอาวุธ เราก็หนีความเป็นทาสไปไม่พ้นไม่ว่าจะอีกกี่ร้อยปี  อย่าหวังว่าพวกทหารจปร.และกษัตริย์จะให้พวกเราได้ลืมตาอ้าปาก มีสิทธิมีเสียงอะไรขึ้นมาได้ คงอยู่กราบไหว้พวกมันอย่างนี้ตลอดไป

ชำนาญ จันทร์เรือง: สหพันธรัฐ สมาพันธรัฐ คืออะไร
Submitted on Wed, 2018-09-12 13:19
ชำนาญ จันทร์เรือง



ข่าวการจับกุมสองแม่ลูกโดยเจ้าหน้าที่ทหาร โดยอ้างเหตุว่าสวมใส่และขายเสื้อของสหพันธรัฐฯ จึงมีคำถามต่อนักรัฐศาสตร์ให้ช่วยไขข้อข้องใจหน่อยว่าสหพันธรัฐที่ว่านั้นคืออะไรหรือ ไหนๆก็จะตอบคำถามนั้นเรามาเข้าใจคำว่า รัฐ ชาติ ประเทศ รัฐเดี่ยว รัฐรวม สหพันธรัฐ สมาพันธรัฐไปในคราวเดียวกันไปเสียเลยดีกว่า

คำว่า รัฐ ชาติ และประเทศ (state, nation and country) เรามักจะใช้สลับสับเปลี่ยนปะปนกันไปมาอยู่เสมอ ทั้งๆ ที่คำว่ารัฐ ชาติ และประเทศ มีความหมายทางรัฐศาสตร์ที่แตกต่างกัน

1.รัฐ (state) ต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย 4 ประการ คือ ประชากร ดินแดน รัฐบาลและอำนาจอธิปไตย ในทางวิชาการความหมายของรัฐนั้นจะเน้นไปที่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางการเมือง หมายความว่า ประชาชนอยู่ภายใต้ระบบการเมืองและอธิปไตยเดียวกัน รวมทั้งการมีเอกราชเต็มที่ รัฐจะมีสถานะของตนเองในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะการที่จะเป็นรัฐๆ หนึ่งขึ้นมาได้จะต้องได้รับการยอมรับจากรัฐอื่นๆ ด้วย ฉะนั้น รัฐจึงสูญสลายหรือเกิดใหม่ได้ไม่ยากนัก เช่น สิงคโปร์ หรืออิสราเอล แม้กระทั่งติมอร์ตะวันออกก็เพิ่งก่อตั้งเป็นรัฐมาเมื่อไปไม่นานมานี้เอง

ลงโฆษณากับประชาไท
ThisAble.me
การที่จะพิจารณาว่าเป็นรัฐหรือไม่ จำนวนประชากรหรือขนาดพื้นที่มิใช่สิ่งสำคัญ นครรัฐวาติกัน มีเนื้อที่เพียง 0.4 ตารางกิโลเมตร ประชากรพันกว่าคนก็มีสภาพเป็นรัฐ สหภาพโซเวียตเคยเป็นรัฐใหญ่ที่สุดมีดินแดน 22 ล้านตารางกิโลเมตร หรือ สหรัฐอเมริกามีพื้นที่ประมาณ 9.5 ล้านตารางกิโลเมตร ก็เป็นรัฐเช่นเดียวกันกับนครรัฐวาติกัน หรือ รัฐติมอร์ตะวันออก หรือแม้กระทั่งสิงคโปร์ที่เป็นเกาะเล็กนิดเดียว

เราสามารถแบ่งลักษณะของรูปแบบของรัฐได้เป็น 2 อย่างคือ รัฐเดี่ยวกับรัฐรวม

1.1 รัฐเดี่ยว (unitary state) มีรัฐบาลเพียงระดับเดียวในการใช้อำนาจอธิปไตย เช่น ไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฯลฯ

1.2 รัฐรวม (compound หรือ composite state) มีรัฐบาล 2 ระดับ คือรัฐบาลท้องถิ่นหรืออาจเรียกว่ารัฐบาลมลรัฐกับรัฐบาลกลาง ซึ่งรัฐบาลในทั้ง 2 ระดับมีอำนาจโดยเฉพาะตน โดยรัฐธรรมนูญในประเทศนั้นๆจะกำหนดไว้ว่ารัฐบาลในทั้ง 2 ระดับมีอำนาจในการใช้อธิปไตยครอบคลุมกิจการอะไรบ้าง โดยรัฐรวมแบ่งเป็นสมาพันธรัฐ (Confederation) และสหพันธรัฐ (Federation)

1.2.1 สมาพันธรัฐ (Confederation)
สมาพันธรัฐเกิดขึ้นโดยความร่วมมือของรัฐต่างๆ ตามสนธิสัญญา โดยรัฐสมาชิกต้องมีความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ จึงจะเกิดการดำเนินกิจกรรมของสมาพันธ์ได้ และมีสภาผู้แทนรัฐบาลของรัฐสมาชิกเป็นองค์กรทำหน้าที่ต่างๆ ในนามของรัฐสมาชิก โดยที่รัฐสมาชิกยังคงมีอิสระในการดำเนินนโยบายต่างๆ สภาผู้แทนของรัฐสมาชิกไม่ได้มีอำนาจในการควบคุมการกระทำภายในรัฐสมาชิก นอกจากนี้ แต่ละรัฐมักจะมีความร่วมมือกันในบางเรื่องเท่านั้น เช่น ด้านความมั่นคง หรือนโยบายเศรษฐกิจ เป็นต้น

สมาพันธรัฐ ได้แก่ สมาพันธรัฐอเมริกาในช่วงแรกของการประกาศอิสรภาพปี 1776 แต่พอร่างรัฐธรรมนูญเสร็จปี 1787 ก็กลายมาเป็นสหพันธรัฐ ,สมาพันธรัฐสวิสเซอร์แลนด์ ก่อนปี 1846(ปัจจุบันยังใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่าสมาพันธรัฐสวิสอยู่แม้ว่ารูปแบบจะเป็นสหพันธรัฐก็ตาม) หรือ สมาพันธรัฐเยอรมันช่วงปี 1815 – 1866 ส่วนในปัจจุบันสหภาพยุโรปก็มีลักษณะของสมาพันธรัฐ

1.2.2 สหพันธรัฐ (Federation)
สหพันธรัฐเป็นการรวมตัวของรัฐต่างๆ โดยรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างรัฐขึ้นมาใหม่ให้มีอำนาจอธิปไตยอยู่เหนือรัฐเดิมที่มารวมตัวกันนั้น โดยที่รัฐต่างๆ ที่รวมตัวกันจะสละอำนาจอธิปไตยของตนให้แก่รัฐที่สร้างขึ้นใหม่นี้ เพื่อทำหน้าที่แทนตน ตัวอย่างของระบบรัฐแบบนี้ ได้แก่ สหรัฐอเมริกานับจากปี 1787 เป็นต้นมาตราบจนปัจจุบัน

ระบบสหพันธรัฐทำให้เกิดมีรัฐ 2 ระดับขึ้นภายในโครงสร้างภายในของรัฐรวมนั้นเสมอ ได้แก่ รัฐระดับบน คือ รัฐที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งมักจะเรียกกันว่ารัฐบาลกลางหรือรัฐสหพันธ์ และรัฐระดับล่างได้แก่รัฐสมาชิกต่างๆ นั่นเอง ซึ่งมักจะเรียกกันว่ามลรัฐหรือรัฐ

องค์กรต่างๆ ภายใต้ระบบสหพันธรัฐจะมีโครงสร้างที่ซับซ้อน รวมทั้งการมีองค์กรที่มีชื่อเรียกเดียวกัน และมีการหน้าที่ในลักษณะเดียวกัน แบ่งออกเป็น 2 ระดับเสมอ เช่น รัฐสภา จะมีทั้งรัฐสภาในระดับสหพันธ์ และรัฐสภาในระดับรัฐ เช่นเดียวกับรัฐบาล และศาล เป็นต้น ซึ่งจะมีศาลสูงทั้งของรัฐ และศาลสูงของสหพันธรัฐดำรงอยู่คู่ขนานกัน

นอกจากนั้นเรายังสามารถแบ่งรูปแบบของรัฐตามลักษณะประมุขของรัฐได้เป็นรูปแบบการปกครองที่มีกษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งเราเรียกว่า “ราชอาณาจักร (Kingdom)” เช่น ราชอาณาจักรไทย ราชอาณาจักรกัมพูชา ฯลฯ กับรูปแบบ “สาธารณรัฐ (Republic)” ที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฯลฯ

หลายคนเข้าใจผิดว่ารัฐรวมจะมีกษัตริย์เป็นประมุขไม่ได้ ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะมาเลเซียในระยะเริ่มแรกก็ใช้ชื่อว่าสหพันธรัฐมาเลเซียโดยมีพระราชาธิบดีหรือกษัตริย์ซึ่งหมุนเวียนกันเป็นประมุขมาจนปัจจุบัน เช่นเดียวกันกับออสเตรเลียกับแคนาดาก็ยังมีกษัตริย์ของสหราชอาณาจักรเป็นประมุขอยู่ แม้ว่าจะไม่มีบทบาทใดๆแล้วก็ตาม

2.ชาติ (nation) นั้นจะเน้นไปที่ความผูกพันกันในทางเชื้อชาติ (race) หรือสายเลือด เผ่าพันธุ์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา หรือการยึดหลักประเพณีร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ชาติจึงไม่สูญสลายไปง่ายๆ ดังเช่นความเป็นรัฐ ตัวอย่างใกล้ตัวก็คือแม้ว่าจะไม่มีรัฐมอญปรากฏบนแผนที่โลก แต่ในความเป็นจริง "ชาติมอญ" ยังคงอยู่ทั้งในพม่า หรือแม้กระทั่งในประเทศไทย คำว่าชาตินี้เองมักจะเป็นต้นเหตุของปัญหา เพราะแต่ละชาติก็อยากเป็นใหญ่ แต่ละชาติก็อยากสร้างรัฐ ทำให้เกิดลัทธิชาตินิยม และในหลายๆ ครั้งนำไปสู่สงครามกลางเมือง

3.ประเทศ (country) ส่วนคำว่าประเทศนั้น มีความหมายเน้นหนักไปในด้านดินแดน ดังนั้นประเทศจึงเป็นแหล่งรวมของชาติ และก่อให้เกิดรัฐขึ้น ตัวอย่างความแตกต่างระหว่างรัฐกับประเทศที่เห็นชัดก็คือไต้หวัน ซึ่งเมื่อดูองค์ประกอบต่างๆ แล้วไต้หวันมีประชากร ดินแดน รัฐบาลและอำนาจอธิปไตยภายใน แต่ขาดอำนาจอธิปไตยภายนอกซึ่งก็คือ การรับรองจากรัฐอื่นและสหประชาชาติ ฉะนั้น ในทางรัฐศาสตร์แล้วไต้หวันจึงอยู่สถานะที่มิใช่เป็นรัฐแต่มีสภาพเป็นประเทศ แม้ว่าจีนจะถือว่าไต้หวันเป็นเพียงมณฑลหนึ่งของจีนเท่านั้นก็ตาม

การที่ประเทศใดจะเป็นรัฐเดี่ยวหรือรัฐรวมขึ้นอยู่กับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของประเทศนั้นๆ ที่สำคัญที่สุดก็คือเจตนารมณ์หรือฉันทามติของประชาชนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่าต้องการให้ประเทศของตนเป็นรัฐแบบไหน แน่นอนว่ารัฐธรรมนูญก็คือกฎหมาย และกฎหมายคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เมื่อมนุษย์สร้างขึ้นมนุษย์ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงได้เสมอน่ะครับ

บทความ
การเมืองการศึกษา
ชำนาญ จันทร์เรือง

วันนี้ก็ขอนำเสนอบทความสั้นๆของดร.ชำนาญ จันทร์เรือง อาจารย์ทางรัฐศาสตร์สำคัญ ตอนนี้เป็นรองหัวหน้าและที่ปรึกษาสำคัญของพรรคอนาคตใหม่ ได้เขียนให้คำจำกัดความเรื่องสหพันธรัฐ สมาพันธรัฐ สหรัฐ ฯลฯ ซึ่งเรามาแปลกันวุ่นวายไปหมด และเข้าใจแตกต่างกันไปมากมาย นิสัยคนไทยเมื่อแตกต่างอะไรกันในทางตัวคำพูดบ้างตัวอักษรบ้างก็พาลทะเลาะกัน จนขณะนี้ฝุ่นตลบยังไม่จาง สถานีหนึ่งก็ออกอากาศวันละ 2-5 ชั่วโมง ฝ่ายตรงข้ามก็เหมือนกัน วันหนึ่งมีกันกี่ชั่วโมง? หวังว่าใครไปฟังแล้วลืมตัวพากันโกรธอีกฝ่ายไปด้วย มันทำลายประสาท ตับไตไส้พุง นอนไม่หลับไปเสียเปล่า คนพูดหลายคนไม่เคยอยู่ภายใต้การปกครองหรือใช้ชีวิตต่างกันไปตามประเทศที่ตัวอยู่ ก็ย่อมมองภาพการปกครองชนิดประชาธิปไตย บิดเบือนจากข้อเท็จจริงไปด้วย ที่สำคัญคือกลายเป็นเรื่องทะเลาะกัน ดังเช่นเรื่องระหว่างพี่น้องที่จะขายที่ดินไปซื้อรถขี่สักคัน พาทะเลาะกันก่อนเรื่องชนิดของรถ สีของรถ ทำไมไม่ทำการศึกษาค้นคว้า เอาข้อเท็จจริง-ข้อดีข้อเสียมาถกเถียงหาข้อดีที่สุด และก็โหวตออกเสียงกันในทุกอย่างทุกขั้นตอน นั่นคือขั้นตอนแรกของการเป็นประชาธิปไตยเบื้องต้นที่แท้จริง ไม่ใช่ออกความเห็นโหวตแพ้แต่ไม่เคยยอมแพ้ ติดตามอาฆาตมาดร้าย ถือความคิดตัวเองเป็นใหญ่ แล้วจะไปถึงสหพันธรัฐ หรือสมาพันธรัฐ หรือสาธารณรัฐได้กันอย่างไร? ขณะเริ่มต้นก็แตกกันเสียแลัว จะทำให้ประเทศแตกเป็นเสี่ยงๆ เพราะกูเชื้อลาว มึงพวกเหนือ อ้ายนั่นพวกสะตอสามัคคี ฯลฯ ประเทศไทยเมื่อต้องแยกแตกกันก็จะกลายเป็นรัฐเล็กๆ เช่นขเมร สิงค์โปร์ บรูไน ฯลฯ กลายเป็นประเทศเบี้ยหัวแตก ไม่มีอะไรน่าเกรงขาม หมดสภาพความสำคัญไปหมดต่อภูมิภาคและต่อโลก...น่าเป็นห่วงความสามารถของคนไทยช่วงนี้จริงๆ
แม้ประวัติศาสตร์อเมริกาเมื่อชนะสงครามการปฏิวัติจากอังกฤษแลัวปี 1783 ก็ล้มเหลว(the failure of Confideracy Act)ที่จะร่างกฎหมายรวมเป็นสหพันธรัฐ(confederacy) เพราะด้วยหลายสาเหตูเช่นเรื่องทรัพยากรแต่ละถิ่น การปักปันเขตแดน ความมั่งคั่ง กฎหมายภาษี การมีสิทธิต่างๆที่ไม่เท่ากัน ฯลฯ จนอเมริกาหมดแรงคิดจะรวมกัน เป็นความล้มเหลวครั้งแรก เพราะมนุษย์สมัยนั้นยังไม่มีระบอบที่เป็นประชาธิปไตยแม่แบบ มีแต่คำพังเพยของปราชญ์กรีกเช่นอริสโตเติล โซคราติส เพลโต แบบอย่างในยุโรปก็เป็นระบบกษัตริย์ ผู้ครองแคว้น ผู้ครองนคร ฯลฯ อเมริกาเป็นคนคิดระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์เป็นชาติแรกในโลกก็ว่าได้  จนต่อมาจนกว่าจะได้คิดร่างรัฐธรรมนูญการปกครองที่มีระบบถ่วงดุลย์(check and balance: Administrative-Legislative-Judiciary) มีรัฐบาลกลางเป็นตัวยึดหลักไม่ให้ประเทศต้องแตกแยก ร่างจากหลายความคิดเช่นเจมส์ เมดิสัน จอห์น อาดัมส์ อเลคซานเดอร์ แฮมิลตัน ทอมัส เจฟเฟอร์สันเป็นคนจับปากการ่าง เพียงสองสามเดือนก็เสร็จ และมีการโต้แย้ง(debate) ลงมติความคิดเห็นต่อความหมาย คำพูด การสาธยายคำต่อคำ รวมหัวกันคิด(concurrent engineer) จนกลายเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ทุกรัฐและทุกคนที่เป็นตัวแทนของรัฐ 56 คนลงความเห็นยอมรับได้ จึงได้กลายมาเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา มีรัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียว ปัจจุบันนี้มา 242 ปีแล้ว 
แต่อเมริกาก็ยังต้องสอึกขนาดหนักอีกครั้ง จนเกือบสูญสิ้นชาติ เมื่อสงครามกลางเมือง(US Civil War) ตอนปธน.ลินคอล์นขึ้นมาให้ประเทศต้องเลิกทาษให้ได้ วุฒิสมาชิคเจฟเฟอร์สัน เดวิสรวมรัฐฝ่ายใต้ 7 รัฐแยกตัวแยกประเทศ ตั้งตัวเป็นสหพันธรัฐ(Confederacy)ใหม่ เพราะรัฐฝ่ายใต้มีรายได้หลักคือการเกษตร มีผลิตภัณฑ์ฝ้ายหรือสำลี ยาสูบ พืชผล ของป่า ฯลฯ ส่งขายยุโรปซึ่งเป็นตลาดใหญสุดในตอนนั้น สงครามครั้งนี้ผู้คนและทหารทั้งสองฝ่ายล้มตายกว่าล้านคน ตอนนั้นประชากรอเมริกามีประมาณ 13 ล้านคน ได้เป็นบทเรียนที่สุดมีคุณค่าที่บรรพบุรุษได้เผชิญมา และต่อมาผู้คนพยายามถนอม บูรณะประเทศจนระบบประชาธิปไตยไปได้คล่องตัวดีเป็นลำดับและต่อมาผู้นำอเมริกาได้ขยายเนื้อที่ประเทศ โดยการซึ้อที่ดินจากฝรั่งเศสที่หลุยเซียร์น่า(ทำให้ปธน.ทอมัส เจฟเฟอร์สันใช้เงินส่วนตัวจนตัวเองล้มละลายในบั้นปลายของชีวิต) และต่อมาอีกก็ซื้อแผ่นดินรัฐอลาสก้าจากรัสเซีย และมีอิทธิพลเหนือเสปญทางฝั่งตะวันตกและแคลิฟอร์เนียรัฐทองคำ จนแผ่นดินจากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติค ขยายครอบคลุมไปจนจรดมหาสมุทรแปซิฟิคปัจจุบัน

เพื่อนไทที่รักโปรดนึกถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชของเราให้มากๆ  เราต้องกู้ชาติปลดแอกตัวเองจากจักรีและทหารจปร.ให้สำเร็จ คงไม่ใช่วิธีทางบนดิน ที่ไม่กล้าสู้โดยตรง หวังเปลี่ยนถ่านแบบสันติวิธี หรือแบบทางรัฐสภาที่ล้มเหลวมาตลอดมากว่า 73 ปี ภายใต้การชักใยวงจรอุบาทว์ของกษัตริย์ภูมิพล-เปรม-ทหารจปร.ไทย และเราก็ยังไม่เข็ดหลาบ พยายามเข็ญการเลือกตั้ง จากรัฐธรรมนูญใหม่ที่ทหารจปร.ร่างมาเกือบ 5 ปีแล้ว เราจำกันได้มิใช่หรือว่าเรามีรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหารจากทหารมา 20 ฉบับแล้ว เรายังไม่เข็ดกันอีกหรือ? ......20 ครั้ง...แล้ว
เพื่อนักการเมืองหวังเข้าไปเป็นรัฐบาล และได้กินแบบโครงการจำนำข้าว($17 Billion) และสารพัดโครงการณ์ที่รัฐบาลต้องนำไปพัฒนา ตอนนักการเมืองได้เป็นรัฐบาล(ชั่วครู่ ชั่วคราว) ฯลฯ
และวิธีการสู้กับทรราชไทยไม่ใช่ด้วยวิธีพูดอย่างเดียว ที่คิดค้นประดิษฐ์เป็นถ้อยคำ แล้วใช้ผรุสวาทด่าทอกันหลังไมค์ ของพวกใต้ดินที่เป็นลูกคู่เครื่องมือให้พวกบนดิน และหลังเลือกตั้งแล้ว ทหารจปร.ก็เอาไปกินอีกเหมือนเดิม...ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เชื่ออีกหรือ?? จะให้มันข่มเหงดูถูกดูแคลนเราไปอีกนานสักเท่าใด?
นักปฏิวัติที่แท้จริง ต้องลงมือสู้ทำจริงด้วย คล้ายตอนสมเด็จพระเจ้าตากสิน และคนดีศรีอยุธยา 500 คนได้กู้ชาติจนสำเร็จ ....ไม่ไปเส้นทางนี้ ก็คงหมดทางที่จะไปอีกต่อไปได้แล้วพี่น้อง

สมเด็จพระเจ้าตากสินในสายตาของพม่าคือ"ผู้ก่อการร้าย" คือผู้ลุกขึ้นสู้ทรราชเดิมพันด้วยชีวิต ดังเช่นจ้อร์จ วอชิงตัน เมาเซตุง คาสโตร โฮจิมีนห์ เบนาเค็ม เบกิน ยัดเซ่อร์ อาราฟัต มหาตมะ คานธี เนรูห์ สุภานุวงส์  เจอรี่ อาดัมส์จาก นอร์ท ไอแลนด์  อับดุลลา โอคาลาน(เคอร์ดในตุรกี) และ ฯลฯ...ฯลฯ ท่านพวกนี้เป็นวีระบุรุษผู้นำของโลกมาทุกยุคทุกสมัย  ท่านพวกนี้ล้วนเป็น"ผู้ก่อการร้าย" ผู้ต่อมาเป็นมหาวีระบุรุษของชาตินั้นๆ ที่ผู้คนไม่เคยลืมเลือนไปได้    โปรดอย่ากลัวการจะเป็น"ผู้ก่อการร้าย" เพื่อกู้ชาติและกู้เกียรติของตัวเองและลูกหลาน ให้ยืนยงเป็นเกียรติของชาติและของโลกตลอดไป

เผด็จการรอวันพิพากษาจากวีระบุรุษของชาติ.... ประชาธิปไตยจงเจริญ

Last edited by ปาปียอง (September 29, 2018 1:13 AM)

Offline

#5 September 28, 2018 5:47 PM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,226

Re: Happy Birth Day U.S.A ครบรอบวันเกิด 242 ปี

หัวเลี้ยวหัวต่ออนาคตของประธานาธิบดีโดนาลด์ ทรั้มฟ์

เริ่มแล้วหลังจากส่งชื่อผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์(Appellate Courts- Courts of Appeal )จากวอชิงตันดีซี เข้าสู่ขบวนการฟังการสอบ-ซักถาม(Senate Hearing)ในวุฒิสภาของคณะกรรมาธิการยุติธรรม(Senate Judiciary Committee) ซึ่งเป็นคณะกรรมการของสภาสูง(Senate) มีสมาชิกเป็นรีพับลิกัน 11 คน และเป็นสมาชิกจากพรรคเดโมแครต 10 คน ทำการสอบ-ซักถามก่อนโหวตออกเสียงไปให้สภาสูงทั้งสภาที่มีสมาชิค100 คนลงมติ(สภาสูงมีพรรครีพับลิกัน 52 คน ส่วนพรรคเดโมแครตมี 48 คน)   ซึ่งตอนนี้ทั้งสภาล่างและสภาสูงนั้น พรรครีพับลิกันได้เป็นเสียงส่วนใหญ่(majority)ในสภา  คณะกรรมาธิการทุกคณะจึงมีจำนวนสมาชิกมากกว่าพรรคดีโมแครตหนึ่งคนซึ่งเรียกว่าเป็นพรรคส่วนน้อย(minority)
สภาสูงมีหน้าที่กลั่นกรองบุคคลที่ประธานาธิบดีเสนอมา เพื่อจะเข้าได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ตำแหน่ง(สูงๆ) ดังเช่นผู้พิพากษาศาลสูง และผู้พิพากษาของรัฐบาลกลาง  หรือรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างๆ รวมทั้งหัวหน้าคณะทูตานุทูต นอกจากนั้นสภาสูงก็ยังร่างเขียนกฏหมายและผ่านกฎหมาย เป็นสภาที่ต้องผ่านสนธิสัญญาระหว่างประเทศ การประกาศสงคราม ฯลฯ
ตอนนี้เมื่อ 81 วันก่อน ปธน.ทรั้มฟ์ได้เลือกผู้พิพากษาหนุ่ม(53ปี)คือ เบรทท์ คาวานาจ์(Brett Kavanaugh) ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์จากเขตกรุงวอชิงตันดีซี ที่ถือว่าเป็นรองแค่ศาลสูงสุด(US Supreme Court) ซึ่งมีองค์กรเป็นผู้พิหากษารวม 9 ท่าน ท่านหนึ่งปรารภว่าจะขอเกษียรอายุตัวเอง หากมีคนใหม่มาแทน ซึ่งเป็นธรรมดาที่ผู้พิพากษาศาลสูงจะอญุ่ในตำแหน่งโดยไม่มีกำหนด หลายท่านเกาะเก้าอี้จนตายในหน้าที่ โดยมีกฎเกณฑ์ว่าหากวันใดผู้พิพากษาท่านนั้น เริ่มมีการตำน้ำหรือพยายามปั้นน้ำให้เป็นตัวเพื่อใส่ปากกินดื่ม หรือปฏิบัติงานตามปกติไม่ได้อีกแล้ว เพื่อนสมาชิกผู้พิพากษาคนอื่นๆ ก็ต้องลงมติปลดให้ไปนอนบ้าน และหาคนใหม่เข้ามาแทน
หน้าที่โดยทั่วไปของศาลสูงคือการตัดสิน"ตีความ"คดีที่ถูกส่งเข้ามา คล้ายเป็นกรรมการเกมส์กีฬา คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐอเมริกาจะกลายเป็นกฎหมายของแผ่นดิน ที่มีผลบังคับใช้ไปทุก 50 มลรัฐ และเขตซึ่งประเทศยอมรับว่าเป็นเขตแดน(US Territories)แล้วอีก 16 แห่ง เช่นปอโตริโก เกาะกวม หมู่เกาะมาเรียน่า เวอร์จิน ไอแลนด์ หมู่เกาะซามัว.. ฯลฯ ฉะนั้นตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงสุดนี้จึงมีความสำคัญต่อสังคมและชีวิตคนอเมริกันมาก เวลายาวนานไปหนึ่งชั่วอายุคน คือประมาณ 30 ปี หรือบางท่านอาจนานกว่านั้น คนหลังสุดปธน.ทรั้มฟ์บอกคุยว่าส่งเข้ามาเพื่อเปลี่ยนกฎหมายเก่าเรื่องสิทธิการทำแท้ง(Roe Vs Wade)ที่ฝ่ายเดโมแครตบัญญัติเอาไว้ตั้งแต่ 22 มกราคม 1973 (ด้วยคะแนนศาลสูงลงมติไว้ 7 ต่อ 2) เพราะพรรครีพับลิกันไม่ต้องการให้ประเทศเป็นบ้า วอดวายไปด้วยกับกฎหมายที่ฝ่ายก้าวหน้า(liberals)ต้องการในเรื่องเพศ รวมไปถึงการแต่งงานในเพศเดียวกัน การแปลงเพศ การต้องจัดหาห้องสุขา(ส้วม)ต่างหากให้พวกแปลงเพศ  เพราะอาจทำให้อเมริกาถึงกับล้มละลาย หรือสุดอลเวงในเรื่องเพศที่ก้าวหน้าในทางนี้  ฯลฯ นี่คือจุดต่อสู้หลักสำคัญ ที่พวกพรรครีพับลิกันและดีโมแครตไม่ลงรอยกัน

แต่เรื่องความทุกข์ของปธน.ทรั้มฟ์ภายในประเทศมีมากกว่าเรื่องเลือกผู้พิพากษาท่านนี้ เพราะมันไปเกี่ยวโยงกับการจะอยู่ได้รอดหรืออาจถูกขับไล่(impeachment)ในเร็วๆนี้ หากการเลือกตั้งกลางเทอม(อเมริกาเลือกตั้งทุกสองปี ทุกสองปีต่อสมาชิกสภาล่าง และทุกหกปีต่อสภาสูง) กลางเทอมไม่มีการเลือกตั้งปธน.แต่จะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาทั้งสูงและสภาต่ำ เลือกผู้ว่าราชการ ออกกฎหมายใหม่ๆ เลือกนายกเทศมนตรี อัยการ ผู้พิพากษา หน.ตำรวจ และอื่นๆ รวมทั้งรัฐบาลกลางและท้องถิ่นอีก 50 มลรัฐ ในวันที่ 6 พย. 2018(ทุกสองปีวันอังคารแรกของเดือนพย....ไม่ต้องคอยปลดล๊อค หรือถูกหมาบ้าทหารจปร.ขู่เข็ญจะยุบพรรค หรือจะกัดใครที่ไหน..ในประเทศสุดป่าเถื่อน..ที่ไม่มีคนกล้าสู้พวกมัน)

เรื่องที่สำคัญคือหากพรรคเดโมแครตซึ่งมีทีท่าจะสามารถเอาชนะคืนเป็นเสียงส่วนใหญ่(majority)ทั้งสองสภา  ปธน.ทรั้มฟ์คงเดือดร้อนแน่ และการจะถูกปลด(impeachment)มีโอกาสสูงมาก และการสืบสอบสวนของนายโรเบอร์ต มูลเล่อร์ซึ่งเป็นอัยการพิเศษ(แต่งตั้งโดยรมช.ยุติธรรม นาย รอด โรเซนสไตน์ เกี่ยวกับรัสเซียเข้ามาช่วยนายทรั้มฟ์(Russian meddling US election) ให้ชนะฮิลลารี่ คลินตั้นเมื่อสองปีที่แล้ว(พย. 2016) ปัญหาจะทับถมทวีประดังมาจนอยู่ในตำแหน่งต่อไม่ได้อีก เพราะพรรคพวกผู้ช่วยใกล้ชิด รวมทั้งผจก.การเลือกตั้งเก่า 6 คน ล้วนถูกจับและสารภาพต่ออัยการมูลเล่อร์(Robert Mueller-Special Prosecutor-Russian meddling US election)ในเรื่องทำผิดกฎหมายหลายเรื่อง คนต่อไปอาจจะถูกจับคือลูกชายและลูกเขยนายทรั้มฟ์เอง ที่ไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับรัสเซีย จะเห็นได้ว่าทุกข์ของปธน.ทรั้มฟ์อยู่ในอาการที่หนักมาก  เขาเลยกำลังหาทางปลดนายรอด โรเซ็นสไตน์(Rod Rosenstein) และนายเจ๊ฟ เซสสัน-Jeff Session(อธิบดีกรมอัยการ-Attony General) พร้อมๆกันเลย เพื่อนำไปสู่การปลดนายโรเบอร์ต มูลเล่อร์ในที่สุด ซึ่งนิสัยนายทรั้มฟ์ไม่เคยยอมแพ้ใคร และแก้แค้นคู่ต่อสู้ทันทีที่มีโอกาส  ก็รู้ดีกันอยู่แล้ว
แต่หากผู้พิพากษาศาลสูงที่ตำแหน่งว่างลง คือนายเบรทท์ คาวานอจ์ผู้นี้ผ่านวุฒิสภาได้ เขาก็จะเป็นกำลังให้ศาลสูงเข้าข้างตัวเองชนะได้ในหลายกรณีย์ พรรครีพับลิกันและปธน.ทรั้มฟ์จึงพยายามรีบผลักดัน ให้มีการลงคะแนนแต่งตั้งนายเบรทท์ คาวานาจ์โดยเร็วที่สุดก่อนวันเลือกตั้ง  เพราะดูทีท่าว่าพรรคเดโมแครตจะชนะการเลือกตั้งที่จะมาถึงทั้งสองสภา ในอีกเพียง 39 วันข้างหน้า  มิฉะนั้นความหวังเขาจะพังพินาศ เพราะสภาใหม่ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ของพรรคเดโมแครต จะไม่เลือกนายเบรทท์ คาวานาจ์อย่างแน่นอน
ก็เกิดพอดีมีข่าวว่านายเบรทท์ คาวานาจ์ผู้นี้ตอนเรียนอยู่มัธยมปลาย และตอนเรียนที่ม.เยล(Yale University)ปีต้นๆ เป็นนักดื่มตัวฉกาจ และเคยพยายามข่มขืนผู้หญิงหลายครั้ง ก็เกิดผู้หญิงที่เข้ามาให้ปากคำ(คลิปที่สอง) คือ ดร. คริสติน บาสเลห์ ฟอร์ด (Chistine Basley Ford)ตอนนี้อายุ 51 ปี ตอนที่ถูกพยายามข่มขีน(15ปี)โดยนาย เบรทท์ คาวานาจ์(ตอนนั้นอายุ 17 ปี) เมื่อ 36 ปีที่แล้ว ได้สั่งสมความแค้นเคืองมา เพราะทำให้สภาพจิตใจไม่ปรกติมาตลอด และต้องไปบำบัดจากจิตแพทย์ จึงอาสามาเปิดเผยความจริงต่อคณะกรรมาธิการ เพื่อไม่ให้เลือกผู้พิพากษาคนนี้ ขึ้นเป็นคณะผู้พิพากษาสูงสุดของแผ่นดิน และอายุราชการเป็นตำแหน่งนี้ได้ตลอดชีวิต เพราะมีสภาพจิตที่ทำร้ายผู้หญิงทางเพศร้ายแรงมาก่อน ต่อมา(ขณะนี้)ก็มีตามมาอีก 3 ข้อหา ในเรื่องทำนองเดียวกัน และพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้อาจมีผู้หญิงออกมากล่าวหาเพิ่มขึ้นอีก
คณะกรรมาธิการยุติธรรมของสภาสูงกำหนดจะโหวตออกเสียงในระดับแรกวันนี้ตอนบ่ายโมงครึ่ง แต่เนื่องจากมีการคัดค้านอย่างหนัก ทั้งในและนอกสภา ทั้งในข่าวทีวี นสพ. ว่าทำไมไม่ให้เอฟบีไอ(FBI) ซึ่งมีหน้าที่สืบสวนสอบสวนและเป็นเอกภาพเป็นกลาง เข้ามาทำการสอบสวนคดีกล่าวหาต่างๆต่อผู้พิพากษาผู้นี้ ให้กระจ่างแจ้งก่อนหลับหูหลับตาเลือกเขา เพราะเป็นนโยบายของพรรค และเพื่อช่วยเรื่องคับขันของปธน.ทรั้มฟ์
และมาเช้าวันนี้วุฒิสมาชิกวีระบุรุษจากมลรัฐอริโซน่า เจฟ เฟลค(Jaffrey Lane Flake: R- Arizona) ก่อนหน้านี้ได้ประกาศยุติชีวิตทางการเมือง โดยไม่ยอมอยู่ในตำแหน่งร่วมพรรคกับนายทรั้มฟ์อีกต่อไป  และจะโหวตเรื่องนี้ให้ผ่านไปได้(เพราะเขาคะแนนเดียวจะทำให้ฝ่ายไหนชนะก็ได้-swing voter) ก็ต่อเมื่อสภาให้เอฟบีไอสอบสวนข้อกล่าวหาต่างๆเรื่องนี้ อย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์เสียก่อน เขาไม่ต้องการให้เกิดมีการรวบรัด ลุแก่อำนาจ จะทำให้คณะกรรมาธิการของเขาต้องมัวหมองเด็ดขาด  สภาจำต้องตกลงและปิดการประชุม
เรื่องนี้ยังคงมีต่ออีกมากมาย แต่อเมริกาไม่เคยเห็นความสุ่มเสี่ยงเสียหายที่จะมีผลจากสภาขนาดนี้มานาน เพราะทุกอย่างมันเกี่ยวเนื่องต่อกัน และยุคนี้คือดิจิตอล เอไอ ยากที่จะซ่อนข่าวสารอะไรต่อไปได้แล้ว มันยากเต็มที ใครทำอะไรประชาชนเห็นเอง ใครเป็นผู้ร้ายเขาก็จะไม่เลือกคนนั้นอีกต่อไป
ในโลกประชาธิปไตย ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

Last edited by ปาปียอง (September 29, 2018 1:19 AM)

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.