iFreeThai

#41 October 22, 2018 5:25 PM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,257

Re: ที่ใดมีการกดขี่ข่มเหงย่อมมีการต่อต้าน(แต่ไม่ใช่ที่กลาแลนด์)

ของขวัญชิ้นสำคัญแด่นักปฏิวัติจากดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์

ผลงานการศึกษาเรื่องของก.อ.ร.ม.น.(กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน-ISOC-Internal Security OperationsCommand ) ซึ่งก่อนหน้าแรกนั้นก็คือ ก.อ.ป.ค หรือกองอำนวยการปราบปรามคอมมิวนิสต์เก่านั่นเอง หน่วยนี้ก่อตั้งมานานหลายศรรตวรรษ(ประมาณ56 ปี)  ตั้งแต่ยุคซีไอเอเข้ามาครั้งแรกเพื่อฝึกตำรวจไทยที่ค่ายนเรศวร หัวหิน(PARU-Police Airial Reinforcement Unit) ปี 1954 ให้ไทยมีขีดความสามารถในการต่อสู้แบบสงครามกองโจร(Guerrilla Warfare) ที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์จีนของเมาเซตุงเก่งมาก และมีชัยชนะโดยเด็ดขาด เพิ่งขับไล่จีนขาวหรือพวกก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็คตกทะเล ไปอยู่เกาะไต้หวัน ให้ทหาร-ตำรวจไทยมีขีดความสามารถในสงครามแบบกองโจร ในทางกายภาพ เช่นการกระโดดร่มเป็นครั้งแรกในประเทศไทย การซุ่มโจมตี(ambush)ที่มีประสิทธิภาพ หลักสูตรการดำรงชีวิตในป่า(jungle surviving course-ranger training) การข้ามแม่น้ำที่กำลังไหลเชี่ยว การใช้อาวุธทุกชนิดทั้งสองฝ่ายใช้กันในสมรภูมิในเอเซีย ศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าและด้วยมีด การใช้วิทยุคมนาคมใหม่ๆที่ใช้เคาะเป็นโค๊ด การพยาบาลฉุกเฉิน(field medics course) การข่าวทหารเช่นการลาดตระเวณทางไกล-ใกล้(intelligence patrol course) การเคลื่อนกำลังด้วยเครื่องบิน(rapid deployment by air) โดนเฉพาะการใช้เฮลิคอร์ปเตอร์ในการเคลื่อนที่เร็ว วิธีแซกซึม การเข้า-ออกพื้นที่ข้าศึก และการหลบหนี(infil-exfiltration - escape and evasion) ต่อมาได้พัฒนาสู่การกู้ภัยของเครื่องบินปีกหมุน ฯลฯ  หน่วยพารู(PARU)เสือดำหัวหินนี้เอง ตอนหลังก็มีการฝึกใช้รถถังขนาดเล็ก(ไอ้แอ่ด-ถ.เบา๗๓)ด้วย  ที่หลังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ทำการปฏิวัติสำเร็จแล้วในปี พ.ศ.2500 พวกพารูก็ถูกอัปเปหิไปรับราชการตามชายแดนด้านประเทศลาว และจบลงที่บก.333 ของท่าน"เทพวิฑูรย์" หรือ "เทพ 333" พ.อ.(ยศขณะนั้น)วิฑูรย์ ยะสวัสดิ์ ตั้งอยู่ที่ ป.ณ.10 หนองขอนกว้าง จ.อุดรธานี แต่แท้ที่จริงพวกพารูนั้นได้ไปอยู่ในภาคสองของลาว ซึ่งมีชื่อโค๊ดว่าเป็นทีม"ซูลู-ZULU" ตั้งกระจัดกระจายอยู่ในแถบแขวงเชียงขวาง(Xiengkhouang Province) ล่องแจ้ง(Long Cheng-LS20A) ซำทอง(Sam Thong-LS20) เมืองสุย(Mouang Soui-LS108) ทุ่งไหหิน(บ้านลาดแสน-LL) คังไข(Khang Khai-) และบางส่วนของแขวงหัวพัน(Huaphan Province) เขตซำเหนือ(Sam Neau)  พวกพารูได้กลายเป็นครูฝึกสำคัญ ให้แก่ทหารกองโจรพิเศษ(SGU-Special Guerrilla Unit) ของนายพลวังเปา (Gen. Vang Pao) ครั้งแรกฝึกทหารกองโจรม้ง(หรือบ้านเราเรียก"แม้ว") ที่หุบเขาบ้านผาขาว(Pha Kao) เพียงไม่กี่สิบคน หลักสูตรเพียงสองสัปดาห์ เพียงรู้จักถอดประกอบ-เล็งยิงปืน และการซุ่มโจมตีขั้นพื้นฐาน   ตอนนั้นยังไม่มีล่องแจ้ง แล้วใช้ซุ่มโจมตีทหารเวียตนาม(เหนือ) ซึ่งเคลื่อนย้ายไปทั่วบริเวณทุ่งไหหิน ที่มีทิวทรรศน์สุดสวยงามมาก อย่างไม่เคยระมัดระวังตัว การซุ่มโจมตีครั้งแรกประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ยึดอาวุธทหารเวียตนามเหนือได้มากมาย และหลังจากนั้นเพียงสัปดาห์กว่าๆ กองโจรพิเศษของนายพลวังเปาเข้ายึดคลังแสงของข้าศึกที่ถ้ำเมืองเชียงขวางได้สำเร็จอีก เป็นงานชิ้นโบว์แดง เพราะได้อาวุธกระสุนจำนวนมากมายทั้งหนักและเบา(เช่นปืนค.61 ม.ม. ค. 82 ม.ม ปืนใหญ่ 85 ม.ม. ปกน. 12.7 ปืนกลจาน ฯลฯ) ซีไอเอกับพารูต้องรีบ ทำการฝึกให้พวกม้งรู้จักใช้อาวุธของรัสเซียและจีนแดงที่ยึดได้ เป็นหลักสูตรเร่งด่วน  เพียงไม่กี่เดือนนายพลวังปาวมีทหารม้ง(รวมทั้งทหารจากลาวเทิง เมี้ยน ลาวลุ่ม ฯลฯ) ประมาณ 10,000 นาย  ก็คล้ายๆกับนายพลวอร์ชิงตันของอเมริกา ตอนสงครามปฏิวัติปลดแอกจากอังกฤษ ที่มีชัยชนะติดๆกันสองสามครั้ง ผู้คนก็เฮโลเข้าร่วมสู้รบด้วย จนจัดเป็นกองทัพได้ในเพียงเวลาอันสั้นๆ
ที่เล่าต่อยอดบานปลายไปบ้าง ก็เพื่อชี้ให้เพื่อนนักปฏิวัติได้เห็นว่า การจัดตั้ง(establishment)และการประกอบกำลัง(forces assembly)ที่จะต่อสู้ทางทหาร ก็จะกระทำได้เพียงไม่นานเลย แทบจะเพียงแค่กระพริบตา ตอนนั้นนายพลวังเปายศแค่พันตรี กองทัพแห่งชาติลาวต้องเชื่อซีไอเอให้ยศนายพล(ตรี)แก่ท่านวังเปาทันที เพราะต้องการภาพพจน์ที่จะสร้างความนิยม ในคนหมู่ชาวม้งและชาวภูเขาและลาวลุ่ม ซึ่งคิดว่าวังเปาเป็นผี"เจ้าฟ้า"มาเกิด (ชื่อโค๊ดทางวิทยุนายพลวังเปาคือ "เจ้าผาขาว"-Chao Pakao) 
นายพลโวเวียนเกี๊ยบของเวียตนามที่พิชิตศึกชนะฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟู และต่อมาเผด็จศึกชนะอเมริกาในสงครามเวียตนามตอนสองอีกนั้น ไม่เคยเข้าโรงเรียนทหารใดๆมาก่อน แต่มีความสามารถและตั้งใจจะเป็นนักปฏิวัติอย่างแรงกล้าและสูงสุด โฮจิมินห์และคณะปฏิวัติเวียตมินห์ ได้มอบยศนายพลสูงสุดแก่เขาทันทีตอนเข้าตีเดียนเบียนฟู เหมือนนายพลวังเปา สองนายพลผู้นี้มีชื่อเสียงกระหึ่มโลกแค่ไหนใครๆก็รู้กันทั่ว
ตอนแรกๆนายพลวังเปายังขับเครื่องบินไม่ได้ พอเครื่องจะขึ้น(taking-off) นายพลก็ทำท่าทำทางขึงขัง ดึงคันบังคับ ลดแฟลบปีก-หาง เหมือนเป็นคนขับนำเครื่องบินขึ้นเอง ทำให้คนม้งที่เขาไปเยือน ได้เห็นความเก่งกาจ และเพิ่มความศรัทธาต่อผู้นำของเขาเป็นอย่างมาก การติดต่อชักนำจัดหา(recruitment)คนหนุ่มชาวเขาทั้งเขตลาว ไทย พม่า เวียตนามทางเหนือ มาเป็นทหารนายพลวังเปา เป็นไปโดยง่าย ซีไอเอสามารถทำได้ถึง 30,000 คน เพราะซีไอเอมีกองกำลัง"ครูฝึก"จากพวกตำรวจพารูไทย คอยรองรับอยู่เป็นโครงต่อยอดให้นั่นเอง

อีกประการหนึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่นายทุนขุนศึกไทยกลับใช้ตำรวจพารู ที่มีความสามารถสูง ผ่านการรบในสงครามลาวมาอย่างโชกโชน ไปในทางที่ผิดๆอย่างน่าเสียดาย กล่าวคือทั้ง 14 ตุลาคม 16 และ ู 6 ตุลา 19 ที่ต้องทำลายคนไทยและนักศึกษา โดยใช้อาวุธสงครามยิงใส่มวลชนอย่างขาดความปราณี เพราะพวกเขาเป็นผู้น้อย ซึ่งจำต้องปฏิบัติตามหน้าที่โดยดุษฎียภาพ แม้ตอนจอมพลสฤษดฺ์ ธนะรัชต์ทำรัฐประหารสำเร็จใหม่ๆ ก็ไม่เคยไว้วางใจตำรวจพารู และต้องถูกอับเปหิไปอยู่เขตรบเขตสงครามนอกประเทศ เหมือนลูกเมียน้อยเสมอ....ที่สุด ประวัติศาสตร์จะอภัยให้พวกเขาไหมหนอ?

มาเข้าหัวข้อที่สำคัญที่สุดวันนี้ ขอกำนัลต่อนักปฏิวัติรากหญ้าในตอนนี้ คือเรื่องของ ก.อ.ร.ม.น.ปัจจุบัน ว่าเป็นมาและพัฒนาใช้งานกันมาอย่างไร ซึ่งต้องขอขอบคุณคุณจอม เพชรประดับที่กรุณานำคลิ๊ปนี้ของดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์อันมีเนื้อหา ที่สำคัญยิ่ง อาจารย์ได้ค้นคว้าได้อย่างลึกซึ้งและละเอียดอ่อนในการทำงานของหน่วยงานนี้ ที่พวกทหารจปร.ได้ใช้เป็นเครื่องมือ(tools)และเป็นกลไก(mechanism) ใช้ปกป้องตัวเอง และสามารถครองความเป็นแชมเปี้ยน ไว้จัดการกับความกระด้างกระเดื่องต่อใครก็ได้ ที่คิดเป็นฝ่ายปฏิปักษ์กับฝ่ายตนในทุกพื้นที่ ทำให้พวกมันได้ดิบได้ดีตลอดมา ตัวไอ้เหล่เองหลงไหลในการใช้ ก.อ.ร.ม.น. และเฝ้าใช้งานหน่วยนี้เป็นเครือข่าย"ตาสับปะรด"(grid system)อย่างใกล้ชิดตลอดมา ทำให้มันรู้ตัวทุกเวลาว่าสถานะจุดดุลยภาพของตัวมันอยู่ตรงจุดไหน(equilibrium point) ฉะนั้นมันจึงต้องโกหกเลื่อนการเลือกตั้งไปเรื่อยๆ เพราะมันรู้ดีว่ามันแพ้หากเลือกตั้งตามวันที่สัญญา เพราะนิสัยขี้โกงแบบสุนัขจิ้งจอกของมันนั่นเอง แต่ทุกอย่างย่อมมีที่สิ้นสุด ในเมื่อทหารจปร.พวกนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นในความชั่วร้ายของพวกตนว่า ความชั่วร้ายภายในของพวกมันนั้นมากมายสักแค่ไหน มันแย่งกันแดกกินอย่างมูมมาม จนมีเสียงดังและกลื่นเหม็นอย่างฉาวโฉ่ ปิดบังไม่ได้อีกต่อไป เพราะผู้คนต่างยากจนกันทั่วทั้งประเทศ มีแต่ตัวกษัตริย์ พวกมัน และเจ้าสัวเพียงไม่กี่คนที่รวยเอาๆ ก็คงถึงจุดระเบิดจากภายใน("เน่าใน"จนระเบิดตัวเอง-implosion) ทำลายพวกมันให้พินาศอย่างแน่นอน
แต่เป็นสิ่งดีที่ทำให้เราทราบว่ามันใช้วิธี"ตาสับปะรด"(grid system)ของ ก.อ.ร.ม.น. ผ่านระบบข้าราชการ และหน่วยงานหลายกระทรวงอย่างไรบ้าง? เหมือน โจเซฟ สตาลิน ของคอมมิวนิสต์รัสเซีย ใช้เพื่อนบ้านคอยเฝ้าเพื่อนบ้าน คอยพยายามหาทางฟ้องคนที่ตนรู้จัก ว่าไม่ซื่อสัตย์ต่อรัฐ และจะได้รับรางวัลตอบแทน จนคุกกูหลาค(Stalin Gulag)ที่ใช้ทรมานนักโทษ และนักโทษต้องทำงานแบบกรรมกรอย่างหนักถึงตาย จนคนล้นคุก  นั่นคือสังคมนรกชัดๆที่คนรัสเซียและโลกไม่เคยลืมมันได้....ทหารจปร.ไทยกำลังค่อยๆใช้วิธีเดียวกัน  และพยายามกำจัดทุกพรรคการเมือง จนเหลือเพียงพรรคเดียว คือพรรคทหารของพวกมัน แบบสังคมระบอบคอมมิวนิสต์ ที่มีการเลือกตั้งเพียงระดับหมู่บ้านเท่านั้น ระดับเหนือขึ้นมาล้วนถูกกำหนดมาจากพรรค.... เพื่อนๆโปรดกรุณาฟังคลิ๊ปนี้หลายๆครั้ง แล้วนำไปพิจารณาอย่างละเอียด  อาจจะบรรลุธรรม  รู้แจ้งอะไรอีกมากมาย และคงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย แก่ทั้งตัวท่านและลูกหลานสืบไป

และเรานักปฏิวัติซึ่งปวารณาตัวเองเป็นนักสู้กู้ชาติ จะได้เพิ่มความระมัดระวังตัวเองได้มากขึ้น แต่หากท่านใด กลุ่มใด เพียงแค่ต่อสู้กันหลังไมค์ ก็คงไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะเพียงแค่พูดแค่ด่า ก็ย่อมแทบไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว  ผู้คนรู้ซึ้งในทุกๆเรื่อง ต่างพากันตาสว่างหมดแลัว มวลชนเพียงกำลังรอคอยนักปฏิวัติ"ผู้กล้าปฏิบัติ" ว่าจะมีอะไรล้มครืนลงมากองพื้นสักแห่ง....วันนี้หรือพรุ่งนี้เท่านั้น
ขอกำนัลคลิ๊ปนี้แด่นักปฏิวัติ ที่กำลังจะรวมตัวจัดตั้ง"องค์การปฏิวัติ"หรือเป็น"พรรคปฏิวัติ" ที่ลูบคลำเป็นตัวเป็นตนได้ ไม่ใช่เพียงเป็นลมที่ผายผรุสวาทออกมาจากปาก  เพราะความกล้าหาญที่ปฏิบัติ จะได้ใช้เป็นตัวอย่างชี้นำ บอกทิศทางมวลชนให้การปฏิวัติจุติขึ้นมา จนกว่าได้ชัยชนะ เหนือพวกโจรจปร.พวกนี้ในที่สุด

เผด็จการต้องพินาศ  ประชาธิปไตยจงเจริญ.... นักปฏิวัติต้อง"กล้าคิด กล้าทำ"และกล้ารวมตัวเสียสละ"ช่วยกันทำ"ให้ก้าวไปข้างหน้า... ทุกวัน

โชคดีครับ

ปล.  พวกโจรต้องปราบมันด้วย"กองโจร" ภาษิตไทยว่าไวั.."หนามยอกต้องบ่งด้วยหนาม"  กองโจรที่เป็นลูกรักที่มวลชนสนับสนุน แนบแน่นเหมือน"ปลา"อยู่ได้เพราะ"น้ำ" เหมือนตอนเมาเซตุงคิดสูตรสำเร็จนี้ได้ว่า ....."ตน(คณะปฏิวัติ)เป็นปลา ประชาชนคือน้ำที่ปลาต้องอาศัย"  ตอนลี้หนีหลบภัยฝ่ายรัฐบาลอาศัยอยู่ในถ้ำที่เมืองเยนอาน มณทลชานสี ซึ่งคนจีนเรียก"ลองมาร์ช" ซึ่งเมาเซตุงเสียกำลังทหารไปเกือบแสนคน เหลือกำลังแค่สี่พันคนที่ยังจงรักภักดี พลีชีพเพื่ออุดมการณ์เดียวกัน ที่เมาใช้หลอมเป็นแกนกำลังหลักต่อสู้ต่อไป พ่อของสี จินปิงก็เป็นคนหนึ่งนี้ด้วย ผู้นำจีนที่สำคัญปัจจุบัน ล้วนมาจากเลือดเนื้อเชื้อไขของผู้นำ"ลองมาร์ช"นี้ทั้งนั้น
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปี เมาเซตุงนำกำลังปฏิวัติหนุนด้วยชาวนารากหญ้า และชนชั้นกระฎุมพี(ไพร่) มีชัยชนะไปทั้งประเทศ เพราะยกประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน...เป็น"น้ำ"ที่ปลาต้องอาศัย
..เมาเซตุงได้นำพรรคคอมมิวนิสต์ไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์จีน......รูปภาพเมาเซตุงยังติดบนธนบัตรหนึ่งร้อยหยวนของจีนที่มีค่าสูงสุด  มาจนปัจจุบัน

Last edited by ปาปียอง (October 25, 2018 11:50 AM)

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.