iFreeThai

#1 February 8, 2016 12:49 AM

ป้าพลอย
Member
Registered: January 3, 2016
Posts: 5,815

มะพร้าวแก่..ยิ่งแก่ยิ่งมัน..แต่คนแก่..ยิ่งแก่ยิ่งชั่ว..??

คนเขียนเรื่องราวการเมืองเนี่ย บางครั้งไม่ทราบว่าจะเอาอะไรมาเขียนเหมือนกัน ยิ่งไม่มีข่าวใหม่
ยิ่งนึกไม่ออก กรรมแท้ของคนเขียนหนังสือเนี่ย  ป้าเองก็ไม่ใช่เป็นนักตอหลดตอแหล
จะเขียนอะไรไม่มีมูลมันเขียนไม่ได้ กลัวถูกถอนหงอกออกจากหัว หาอ่านข่าวในตอแหลแลนด์
ก่อนจะมาเข้าบอร์ด  IF ก็ไม่เห็นมีอะไรใหม่ เรื่องรัฐธรรมมะนวยหัวคูณของมีชัย ถูกราษฎร์เต็มขั้น
ต่อต้าน เพราะรัฐธรรมมะนวยหัวคูณ เขียนเพื่อโจร เขียนเข้าข้างโจร หมดกันกฏหมายไทย ให้
ไอ้แก่คนเดิมนั่ง จ้ำจี้จ้ำไชพรรณาเขียนให้ ไม่รู้อีตอนเขียน ไอ้แก่นั่งปั่นกฏหมายเอง มันใส่อะไร
ลงไปบ้าง?


มะพร้าวแก่นะมีประโยชน์ เพราะยิ่งแก่ยิ่งมัน แต่ไอ้คนบางคนยิ่งแก่ยิ่งชั่วเนี่ย สุดที่จะเยียวยาแล้ว
คนแก่ที่ผ่านโลก ทั้งหนาว ทั้งร้อน มาอย่างโชกโชน อายุก็จวนเข้าหลักเลข 8 เลข9 เลข 100
เป็นปู่ เป็นตา เป็นทวด ของเด็กไทยรุ่นหลัง แต่ไหงสมองกลับว่างเปล่า ไม่คิดที่จะทำอะไรดีๆให้
เด็กไทยรุ่นหลังได้นำเอาไปใช้ในอนาคตบ้างเลยหนอ ยิ่งแก่ยิ่งทำชั่วมันช่างอนาถแท้ แทนที่จะ
ทำความดีก่อนที่จะลาโลก ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ แต่ไอ้แก่บางคน แมร่งยิ่งแก่ มันยิ่งชั่ว
เอ้อ..หนอคนหนอคน..ทำไมไม่รู้จักหันหน้าเข้าวัด เข้าวา ฟังพระเทศน์ซะบ้าง ทำตัวเยี่ยงคนแก่
กิเลสหนามันน่ารังเกียจ



คนอายุปูนนี้ สมควรที่จะสละกิเลสตัณหาทั้งหลาย หันมาทำแต่ความดีให้คนในชาติและประเทศ
เลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก เลิกเป็นอีแอบอยู่เบื้องหลังเด็กรุ่นหลัง เห็นมีไอ้แก่บางคนอายุจะเข้า
เลข 100 ยังเป็นอีแอบอยู่ด้านหลังเด็กชักใยทุกเรื่อง แถมด้วยมีวาทะกรรม ออกมาสั่งสอนให้ใครต่อ
ใคร ต้องทำความดีเพื่อชาติ อย่าโกงกินชาติ อย่าเอาเปรียบชาติ คำพูดของคนคนนี้ ตรงกันข้ามกับ
สิ่งที่ตนกระทำทั้งหมด ไม่เอาเปรียบชาติ แล้วใครหน๊ออยู่บ้านหลวงฟรีๆทั้งที่ไม่มีสิทธิ์อยู่ แบบนี้
เขาเรียกว่าไม่โกงชาติ แล้วจะเรียกว่าอะไร?



ตัวเองทำแบบอย่างอยู่โทนโท่ แต่กลับไม่ละอาย ยังมีหน้ามาสั่งสอนคนอื่น คนแก่เยี่ยงนี้สมควร
เคารพไหมเนี่ย? คนแก่แบบนี้จัดอยู่ในประเภทยิ่งแก่ยิ่งเลอะ ยิ่งแก่ยิ่งงุ่นง่าน อารมย์ไม่ปกติเอา
แต่ใจตัวเอง เราจึงเห็นในกะลาแลนด์ ณ ปัจจุบันมีให้เกลื่อน โดยเฉพาะพวกคนกลุ่มไม่ใช่คนที่
รักความเป็นประชาธิปไตย เมื่อก่อนรัฐประหารตอนที่เสธ.คนหนึ่งปลุกระดม จะปิดกะลาแลนด์แช่
แข็ง แล้วมีคลิปการประชุมคณะหัวกะทิทั้งหลาย ของบรรดานายพลแก่ๆที่เกษียณแล้ว คลิปนี้ถูก
ออกมาเผยแพร่ ฟังแล้วขนลุก หวังว่าคงจำกันได้ หากใครได้ดูและฟัง ผู้เขียนจะไม่ขอเอ่ยชื่อใคร
ที่ร่วมในวงประชุม ไม่คิดเลยว่าจะมีอยู่ในสมองของคนที่เคยเป็นข้าราชการมียศสูงๆ


จึงไม่แปลกใจเลยว่า ณ วันนี้กะลาแลนด์ทำไมจึงต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้ ก็เพราะสมองและความคิด
มาจากพวกนี้เอง พวกที่จะแช่แข็งประเทศ พวกคนแก่ที่ตัณหากลับ คิดแต่เรื่องชั่วๆ ดังนั้นความเลว
ร้ายที่เกิดขึ้นกับตอแหลแลนด์ ในอดีตและปัจจุบัน มันมาจากกลุ่มโจรแก็งค์เดียวกันในอดีตนั่นเอง
ให้อีกกี่ชาติ ตอแหลแลนด์ก็ไม่มีทางสงบลงได้ เพราะแก็งค์โจรมันมีลูกหลานเหลนต่ออำนาจ ตาม
เชื้อสายรอเจริญรอยตามกรรมพันธุ์ ซึ่งไม่มีวันสูญสลายไปอย่างแน่นอน หากไม่มีราษฎร์ลุกขึ้นมารวม
พลังต่อต้านแก็งค์โจรปล้นประเทศ เพราะคนไทยนับถือพุทธมีใจเป็นธรรมสู้โจรนั่นเอง....

Offline

#2 February 8, 2016 1:05 AM

ป้าพลอย
Member
Registered: January 3, 2016
Posts: 5,815

Re: มะพร้าวแก่..ยิ่งแก่ยิ่งมัน..แต่คนแก่..ยิ่งแก่ยิ่งชั่ว..??

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับอุจาด เบื้องหลังและเบื้องหน้า


วันที่: 8 ก.พ. 59 เวลา: 12:31 น.   


ผู้เขียน    นิธิ เอียวศรีวงศ์
ที่มา    มติชนรายวัน

มีคนพูดถึงความไม่สมประกอบของร่างรัฐธรรมนูญมีชัยมามากแล้ว ความรู้ของผมไม่มากพอจะพูดถึงความไม่สมประกอบอื่นที่ยังไม่มีใครพูดถึงได้ แต่ที่ผมสนใจมากกว่าก็คือ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้น่ากลัว ไม่ใช่น่ากลัวว่าจะผ่าน เพราะไม่มีทางจะผ่านประชามติไปได้ ไม่ว่าผู้จัดทำประชามติจะบิดเบี้ยวหลักการการจัดทำประชามติอย่างไรก็ไม่มีทางผ่าน แต่น่ากลัวเพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สะท้อนว่า ชนชั้นนำกำลังคิดอะไรอยู่


แม้ว่านายมีชัย ฤชุพันธุ์ จะเป็นนักกฎหมายที่ได้รับความเชื่อถือจากกลุ่มคนในสถาบันทางสังคมต่างๆ (กลุ่มที่อยู่ใน The Establishment) แต่ผมไม่เชื่อว่านายมีชัยและพรรคพวกใน กรธ.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นเองอย่างอิสระ เรื่องนี้ไม่ต้องสันนิษฐานอะไรเลย เพราะก่อนหน้าที่คณะกรรมการจะลงมือทำงาน คสช.ก็ส่งเป้าหมายของตนหลายข้อมาให้แก่คณะกรรมการ เป็นข่าวที่รู้ทั่วกันอยู่แล้ว ฉะนั้น จึงไม่มีทางปฏิเสธว่า คสช.ย่อมเป็นส่วนหนึ่ง (ที่สำคัญด้วย) เบื้องหลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้


ถึงกระนั้น ผมก็ยังไม่คิดว่า คสช.คิดเองทั้งหมด สถาบันกองทัพอยู่ใกล้ชิดกับชนชั้นนำตลอดมาหลายทศวรรษ จนถือเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำไทย ย่อมรู้ความต้องการทางการเมืองของชนชั้นนำ จะรู้โดยถูกสั่งให้รู้ หรือผ่านการอบรมในสถาบันการศึกษาของตน หรือผ่านการร่วมงานกันมาก็ตาม ฉะนั้น คสช.จึงคิดจากจุดยืนของชนชั้นนำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ชนชั้นนำนั้นประกอบด้วยคนหลายกลุ่ม นับตั้งแต่ชนชั้นนำตามประเพณี เช่น พระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่นับถือ ปัญญาชนในสายอนุรักษนิยม ทั้งที่มีชีวิตอยู่และตายไปแล้ว ชนชั้นสูงตามประเพณี ตุลาการ ผู้ชำนาญการในวิชาชีพต่างๆ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ ผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจและวิสาหกิจเอกชน และนายทุน


ที่อาจจะถือได้ว่าเป็นลักษณะพิเศษของชนชั้นนำไทยก็คือ ความเป็นกลุ่มก้อนที่เหนียวแน่นและค่อนข้างจะสืบตระกูล (จึงเหมาะที่จะเรียกว่าชนชั้น) คนเหล่านี้แต่งงานกันเอง ลงทุนธุรกิจร่วมกัน ลงขันในกิจกรรมประเภทต่างๆ ขันเดียวกัน ส่งลูกไปโรงเรียนและมหาวิทยาลัยประเภทเดียวกัน ทำกิจกรรมทางสังคมและสันทนาการร่วมกัน ความเป็นกลุ่มก้อนอย่างเหนียวแน่นของกลุ่มชนชั้นนำไทยจึงเท่ากับปิดประตูมิให้คนนอกล่วงล้ำเข้าไปโดยปริยาย


(เราชอบนึกถึงตระกูลเคนเนดี, ฟอร์ด, บุช ฯลฯ ในการเมืองอเมริกัน แต่ชนชั้นนำในสังคมอเมริกันเปิดมากทีเดียว บิล เกตส์ หรือสตีฟ จ็อบส์ และซักเคอร์เบิร์กเป็นใคร มาจากไหน? ยิ่งกว่านั้น ในหมู่ปัญญาชนอเมริกันซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดของสังคม ล้วนมีความคิดหลากหลายกระแส และขัดแย้งกันเอง)


ทั้งน่าแปลกใจและน่าตกใจที่หลังรัฐธรรมนูญ 2540 ยังมีคนกล้าร่างรัฐธรรมนูญแบบที่นายมีชัยร่างออกมาได้อีก

รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นหมุดหมายสำคัญอย่างไรหรือ? ท่ามกลางข้อบกพร่องนานัปการของรัฐธรรมนูญ 2540 รัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้วางหลักการบางอย่างของระบอบประชาธิปไตย ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคม และกลายเป็นมาตรในการชี้วัดรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ ต่อมา


ทั้งหมดของรัฐธรรมนูญไทยสนใจแต่จะจัดความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจต่างๆ ที่มีอยู่จริงในสังคมอย่างไร ให้พอบริหารกันไปได้อย่างไม่ต้องตีกันตลอดเวลา รัฐธรรมนูญไทยไม่สนใจว่าอำนาจที่มีอยู่จริงนั้น ได้มาอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของระบอบปกครองใด มีรัฐธรรมนูญอยู่เพียงสามฉบับเท่านั้น ที่พยายามจะวางความสัมพันธ์เชิงอำนาจของกลุ่มต่างๆ ตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย หนึ่งคือ ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม 2475 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงเติมคำว่าชั่วคราวต่อท้ายลงไปก่อนจะลงพระปรมาภิไธย สองคือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2489 และสามคือรัฐธรรมนูญ 2540


แต่เมื่อรัฐธรรมนูญสองฉบับแรกถูกยกเลิก ก็ไม่มีใครจดจำหลักการสำคัญในรัฐธรรมนูญ ไม่เคยถูกใช้เป็นมาตรวัดความก้าวหน้าทางการเมืองของประเทศอีกเลย ผิดจากรัฐธรรมนูญ 2540 แม้จะถูกยกเลิกไป 10 ปีแล้ว แต่ก็ยังมีชีวิตของมันเองสืบมาในใจคนไทยอีกมากจนถึงทุกวันนี้


อย่างน้อย ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ยังสำนึกได้ว่า รัฐธรรมนูญ 2540 อาจถูกยกเลิกในฐานะกฎหมายสูงสุดด้วยอำนาจรัฐประหาร แต่ไม่อาจยกเลิกในฐานะเกณฑ์มาตรฐานจากใจคนไทยได้ จึงพยายามเก็บรูปโฉมของรัฐธรรมนูญ 2540 เอาไว้ เท่าที่จะไม่บั่นรอนหลักประกันอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายของชนชั้นนำ ซึ่งอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 2549 แต่ร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัยเปิดเผยโจ่งแจ้งถึงขั้นอุจาด ที่จะบอกว่าอำนาจอธิปไตยทั้งสามเป็นของอภิชน ส่วนสามัญชนสามารถบอกความต้องการของตนให้ทราบได้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งเท่านั้น อภิชนจะตอบสนองหรือไม่ และอย่างไร ย่อมอยู่ในวิจารณญาณของอภิชน


ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่อุจาดเท่านี้ หากร่างขึ้นก่อน 14 ตุลา แต่มาถึง 2559 ร่างนี้กลายเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับอุจาดอย่างปฏิเสธไม่ได้ เพราะไม่ยอมรับว่าการเมืองไทยหลัง 14 ตุลา จนถึงทุกวันนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากแล้ว


ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญที่สุดอาจสรุปให้เหลือเพียงเรื่องเดียวได้ว่า การเมืองไทยได้ขยับไปสู่การเมืองมวลชนแล้ว จากที่เคยเป็นการเมืองของชนชั้นนำเพียงกลุ่มเดียวมานาน


ในระดับท้องถิ่น เราได้เห็นการขยับขยายเข้าสู่การเมืองมวลชนมาสัก 2 ทศวรรษก่อนรัฐธรรมนูญ 2540 เสียงเรียกร้องให้ปลดปล่อยการปกครองท้องถิ่นออกจากการควบคุมของมหาดไทยมีมาอย่างหนาแน่น จนในที่สุดรัฐสภาซึ่ง ส.ส. ส่วนใหญ่ล้วนสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชนชั้นนำระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ต้องยอมผ่านกฎหมายให้อำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้นตามลำดับ การเมืองในท้องถิ่นเริ่มเปลี่ยนจากระบบเจ้าพ่อ มาเป็นการเมืองที่เจ้าพ่อต้องยับยั้งการใช้อำนาจเถื่อนของตนเอง บ้างอาจเพิ่มความเข้มข้นในความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ บ้างอาจสร้างโครงการที่อาจตอบสนองผู้เลือกตั้งในท้องถิ่นได้กว้างขวางกว่า ก่อนการยึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 การเมืองท้องถิ่นของไทยได้ก้าวหน้าไปไกลโข แม้ว่าการซื้อเสียงและการทุจริตยังมีอยู่ก็ตาม


ที่สำคัญกว่านักการเมืองท้องถิ่น คือประชาชนท้องถิ่น ซึ่งรู้วิธีต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ผ่านการเลือกตั้งเป็นอย่างดี หลังจากได้ใช้สิทธินี้สืบเนื่องกันมากว่า 20 ปี (เกือบหนึ่งชั่วอายุคน) จะให้เขาถอยกลับไปเป็นผู้ใต้อุปถัมภ์ของชนชั้นนำได้อย่างไร

ในอีกระดับหนึ่งคือการเมืองระดับชุมชน ก็มีการเคลื่อนไหวในลักษณะการเมืองมวลชนในประเทศไทยมาเป็นทศวรรษ ก่อนรัฐธรรมนูญ 2540 เช่นกัน


ประชาธิปไตยที่เริ่มขึ้นในตะวันตกยอมรับสิทธิเสรีภาพของประชาชนในฐานะปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่ในเวลาต่อมาก็ยอมรับด้วยว่า นอกจากปัจเจกบุคคลแล้ว มนุษย์แต่ละคนยังมีความสัมพันธ์พิเศษกับ “หน่วย” (entity) อะไรบางอย่าง ซึ่งล้วนมีส่วนได้ส่วนเสียในสังคมไม่ต่างจากปัจเจกชน เช่นบางหน่วยก็ถือครองทรัพยากรบางอย่าง เช่น ป่าไม้, แหล่งน้ำ หรือทุ่งเลี้ยงสัตว์ บางหน่วยมีวัฒนธรรมและภาษาของตนเอง ซึ่งต้องการการเคารพให้เกียรติ เช่นเดียวกับวัฒนธรรมและภาษาของปัจเจกบุคคล ฯลฯ “หน่วย” เช่นว่านี้อาจเป็นหมู่บ้านตำบลที่อยู่ในทำเลเดียวกัน และประกอบอาชีพเดียวกันหรือเชื่อมโยงกัน อาจเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ อาจเป็นกลุ่มลัทธิความเชื่อ (ทางศาสนาหรือสังคมหรือการเมือง) ฯลฯ เรียกว่าชุมชน ในสังคมตะวันตกจึงได้ตรากฎหมายที่ให้การรับรองสิทธิเสรีภาพของชุมชนลักษณะต่างๆ เพิ่มขึ้นเสมอมา ซึ่งต่างจากการรับรองสิทธิเสรีภาพของปัจเจก และไม่เหมือนกับการรับรองสิทธิเสรีภาพของการรวมกลุ่มของปัจเจกเป็นนิติบุคคล


ในประเทศไทย นับเป็นเวลาประมาณสองทศวรรษก่อนหน้ารัฐธรรมนูญ 2540 ที่ประชาชนใน “ชุมชน” ต่างๆ ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหว เพื่อรักษาสิทธิของ “ชุมชน” ของตนจากการล่วงละเมิดของบริษัทเอกชนบ้าง ของรัฐบ้าง รวมทั้งปกป้องเกียรติยศศักดิ์ศรีของ “ชุมชน” ตนเองจากการล่วงละเมิดด้วยความไม่เข้าใจของสื่อ (เช่น นิทานเรื่อง “มิดะ” ของชาวอาข่า) ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะการเมืองมวลชนทั้งสิ้น ความแพร่หลายของการต่อรองทางการเมืองในลักษณะการเมืองมวลชนเพื่อปกป้อง “ชุมชน” แม้ประสบความสำเร็จบ้างแต่ไม่มากนัก ทำให้การเมืองมวลชนกลายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเสียยิ่งกว่าการเมืองระบบอุปถัมภ์ของชนชั้นนำ รัฐธรรมนูญ 2540 ต้องยอมรับสิทธิชุมชนในระดับหนึ่งเป็นครั้งแรกของรัฐธรรมนูญไทย


การเมืองระดับท้องถิ่นและระดับชุมชนซึ่งได้กลายเป็นการเมืองมวลชนไปแล้ว ทำให้การเมืองระดับชาติก็ต้องแปรเปลี่ยนไปเป็นการเมืองมวลชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพียงแต่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันในกลางทศวรรษ 2540 โดยหลายฝ่ายไม่ทันตั้งตัว ทำให้ชนชั้นนำสามารถเรียกหาพันธมิตรเข้ามาร่วมต่อต้านการเมืองมวลชนได้จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะ จากคนชั้นกลางระดับสูงและกลาง ซึ่งได้ความคุ้มครองและผลตอบแทนจากการเมืองอุปถัมภ์ของชนชั้นนำมานาน


รัฐธรรมนูญฉบับอุจาดตั้งใจจะถอนรากถอนโคนการเมืองมวลชนในทั้งสามระดับ คือระดับท้องถิ่น, ชุมชน และระดับชาติ หลังจากเวลาผ่านไปจากรัฐธรรมนูญ 2540 มา 20 ปี และหลังจากการเมืองมวลชนในระดับท้องถิ่นและชุมชนได้เริ่มมาแล้ว 40 ปี


เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ 2550 ผู้ร่างฉบับนั้นยอมรับว่า การเมืองไทยได้เปลี่ยนไปสู่ลักษณะการเมืองมวลชนเหมือนการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทั่วไปแล้ว ถึงอย่างไรก็ถอยกลับไม่ได้ อยู่แต่ว่าจะจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระดับชาติอย่างไร จึงจะเปิดโอกาสให้ชนชั้นนำได้ควบคุมผลของการเมืองมวลชน ในระดับที่วางใจได้ว่าจะไม่กระทบประโยชน์และสถานะของชนชั้นนำ แม้กระนั้น ชนชั้นนำก็ยังไม่พอใจ จึงร่วมมือกับพันธมิตรคนชั้นกลางของตนป่วนบ้านป่วนเมือง จนเป็นเงื่อนไขให้พันธมิตรเก่าของตนคือกองทัพสามารถเข้ามายึดอำนาจในที่สุด


แล้วก็ผลิตร่างรัฐธรรมนูญฉบับอุจาดนี้ออกมา นับตั้งแต่เริ่มต้นเมื่อยังเป็นเพียงร่าง ก็พร้อมจะใช้อำนาจกดขี่ เพื่อให้ร่างอุจาดนี้ได้รับการรับรองในการลงประชามติ จนสามารถใช้บังคับได้จริงในอนาคต ฉะนั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้หากใช้บังคับจริงเมื่อไร ก็จะดำรงอยู่ได้ด้วยอำนาจเสมอไป และอย่างอุจาดไม่แพ้ตัวเนื้อหาของรัฐธรรมนูญด้วย เช่น กฎหมายลูก, คำสั่ง คสช., กฎหมายที่ออกโดย สนช. เช่น กฎหมายการชุมนุม กฎหมายและระเบียบที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมหลุดลอยจากสังคมไปอย่างสิ้นเชิง แต่ตกอยู่ใต้การบังคับบัญชาของชนชั้นนำอย่างเด็ดขาด ฯลฯ และจนถึงที่สุดอำนาจดิบ ทั้งที่ใช้ในทางลับ เช่น อุ้มหาย หรือลอบสังหาร และทั้งที่ใช้ในทางเปิดเผย เช่น ประกาศกฎอัยการศึก, สถานการณ์ฉุกเฉิน ฯลฯ และทำรัฐประหาร


ความอุจาดของร่างรัฐธรรมนูญทำให้รู้ว่า ชนชั้นนำ “สู้ตาย” เป็นไรเป็นกัน ไม่ยอมที่จะให้การเมืองไทยแปรเปลี่ยนไปเป็นการเมืองมวลชนอย่างเด็ดขาด ในขณะที่เราก็รู้ดีว่าความต้องการเช่นนี้เป็นไปไม่ได้เสียแล้ว ดังนั้น อนาคตของการเมืองไทยจึงดูน่ากลัวอย่างสยดสยองยิ่ง

Offline

#3 February 8, 2016 1:09 AM

ป้าพลอย
Member
Registered: January 3, 2016
Posts: 5,815

Re: มะพร้าวแก่..ยิ่งแก่ยิ่งมัน..แต่คนแก่..ยิ่งแก่ยิ่งชั่ว..??

“คณิน”อัด“รธน.มีชัย”ชูแก้โกงเป็นวาทกรรมดราม่า ใช้เด็กม.6ร่างก็ได้-แค่เริ่มก็ไม่ปชต.


ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่: 7 ก.พ. 59

“คณิน” ชี้ดูร่าง รธน. ไม่ใช่ดูแค่ “เนื้อหา” แต่ต้องดูตั้งแต่โครงสร้าง-เนื้อหา-คนร่าง ระบุที่บอกฉบับปราบโกงแค่วาทกรรมดราม่าให้สะใจคนดู

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 40 กล่าวว่า การที่จะดูว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งดีหรือไม่ดี เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนมากน้อยแค่ไหน ต้องดูตั้งแต่ที่มาของร่างรัฐธรรมนูญ ปรัชญา สมมุติฐาน และเป้าหมายของร่างรัฐธรรมนูญ โครงสร้างและการจัดหมวดหมู่ในร่างรัฐธรรมนูญ เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ และท้ายที่สุดคือกำหนดการเริ่มต้นของการใช้บังคับหรือที่เรียกว่าบทเฉพาะกาล ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าถ้าองค์ประกอบอย่างอื่นดีหมด คือมีความชอบด้วยหลักนิติธรรมแล้ว เนื้อหาเกือบจะไม่ต้องดูเลยก็ได้ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ


นายคณินกล่าวต่อว่า เริ่มตั้งแต่ที่มาต้องดูว่าใครเป็นคนร่าง ผู้ร่างเป็นตัวแทนที่ประชาชนเลือกหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ตัวแทนของประชาชนแล้วมานั่งร่างที่มาของร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรม ถ้าจะอ้างว่าตัวแทนที่ประชาชนเลือกไม่มีความรู้ด้านกฎหมายก็อ้างไม่ได้ เพราะเป็นคนละเรื่องกันและไม่จำเป็น เพราะนักกฎหมายก็จะรู้แค่เฉพาะเรื่องกฎหมายแต่ไม่รู้เรื่องประชาชน ตรงกันข้ามคนที่ประชาชนเลือกถึงแม้จะไม่รู้เรื่องกฎหมายแต่รู้เรื่องประชาชน


นายคณินกล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญเป็นกติกาประชาชนดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่ยอมให้ตัวแทนที่ประชาชนเลือกเข้ามาร่างก็จะประสบความล้มเหลวอย่างนี้ไปตลอด ทั้งนี้ ไม่ว่าเนื้อหาจะดีหรือจะเลวหรือวิเศษวิโสแค่ไหน ที่ กรธ.คุยนักคุยหนาว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับปราบโกง ก็ต้องถามว่านี่คือเป้าหมายหรือเปล่า ถ้าเป็นเป้าหมายจริงไม่ต้องให้นักกฎหมายระดับนายมีชัยมาร่างหรอก เด็ก ม.6 บางคนยังทำรายงานส่งครูได้ดีกว่านี้ แต่สมมุติว่าเป็นฉบับปราบโกงจริง ทำไมถึงได้วางตัวให้คนที่ประชาชนไม่ได้เลือกมาปราบคนที่ประชาชนเลือก แล้วถ้าคนที่ประชาชนไม่ได้เลือกเข้ามาโกงเสียเองใครจะรับผิดชอบ สรุปแล้วการปราบโกงไม่ใช่เป้าหมายของการร่างรัฐธรรมนูญ เป็นแต่เพียงวาทกรรมดราม่าเพื่อเรียกความสะใจจากคนดูมากกว่า ซึ่งไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับประเทศชาติและประชาชนเลย มิหนำซ้ำยังอาจนำไปสู่การปะทะคารมเลือกข้างจนนำมาสู่ความขัดแย้งบานปลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อถึงคราวที่จะต้องนำร่างรัฐธรรมนูญไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ

Offline

#4 February 8, 2016 1:26 AM

ป้าพลอย
Member
Registered: January 3, 2016
Posts: 5,815

Re: มะพร้าวแก่..ยิ่งแก่ยิ่งมัน..แต่คนแก่..ยิ่งแก่ยิ่งชั่ว..??

ทำมะนวยหัวคูณ ที่เขียนแล้วคว่ำ คว่ำแล้วหงาย นำมาเขียนต่อ ทำยังกับเด็กอนุบาลเล่นซ่อนหา
ไม่รู้สึกอายเด็กๆกันบ้างเลยหน๊อ ที่ทำงานกันโหลยโต่งแบบนี้ ทำไมจึงมองคนทั้งประเทศ เป็น
พวกตาสี ตาสา ไม่มีความรู้สึกรู้สา หรืออย่างไร? ฝ่ายมีอำนาจจะทำอะไรก็ได้งั้นหรือ?


มันไม่ใช่นะ คนไทยทั้งประเทศ มีจิต มีใจ มีความรู้สึก และมีความชอบธรรม ต้องการสิ่งที่ชอบธรรม
ต้องการความยุติธรรม ต้องการความถูกต้องในกฏหมาย ไม่ใช่จะเขียนจะใส่กฏหมายอะไรลงไปก็ได้
โดยที่ประชาชนไทยไม่มีสิทธิ์ออกความเห็น แบบนี้มันเป็นกฏหมายมัดมือ มัดเท้าประชาชน เอามา
ใช้ในประเทศ ประชาชนไม่ใช่พรหมเช็ดเท้าของใคร ประชาชนไม่ใช่เบี้ยล่างของฝ่ายใหน ดังนั้น
ทำอะไรต้องเกรงใจเจ้าของประเทศตัวจริงและเสียงจริง นั่นคือประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศ...

Offline

#5 February 8, 2016 9:28 AM

jungle
Member
Registered: July 26, 2015
Posts: 329

Re: มะพร้าวแก่..ยิ่งแก่ยิ่งมัน..แต่คนแก่..ยิ่งแก่ยิ่งชั่ว..??

เห็นตาแก่คนนี้แล้ว โคตรเซ็ง ค่ะป้าพลอย
เป็นนิติบริกรของอำมาตย์ทุกครั้งสิน่ะ ดื้อ ดันทุรัง ทั้งที่ตัวก็เป็นนักเรียนกฎหมาย
แต่พยายามจะใช้ความรู้ของตัวแปลงกฎหมายเป็นกฎหมา น่าเวทนาจริง
เห็นหน้าแล้วอยากอ้วกจ้ะ

Offline

#6 February 8, 2016 10:04 AM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 8,831

Re: มะพร้าวแก่..ยิ่งแก่ยิ่งมัน..แต่คนแก่..ยิ่งแก่ยิ่งชั่ว..??

มันคือไอ้เฒ่าชาติชั่วสี่เสา   รับใช้ลิเก  ใครๆก็รู้แต่ไม่กล้าพูด dog.gif

Offline

#7 February 8, 2016 10:32 AM

Ploychan
Member
Registered: January 31, 2016
Posts: 169

Re: มะพร้าวแก่..ยิ่งแก่ยิ่งมัน..แต่คนแก่..ยิ่งแก่ยิ่งชั่ว..??

คำว่าคนแก่ บางทีตัวเองก็สดุ้งโหยงเหมือนกัน เพราะตัวเองก็ชรานะ ไม่ใช่สาวๆ
ถึงตัวเราเองจะอยู่ในระดับคนชรา แต่ยังรู้จักแยกแยะ สิ่งใหนเลว สิ่งใหนไม่เลว
ออกจากกัน ความดี ความชั่ว คนเราทุกคนย่อมรับรู้ และสัมผัสด้วยตัวเอง ว่าสิ่ง
ใหนควรทำ และสิ่งใหนไม่ควรทำ แต่คนที่รู้แล้วยังดันทุรังทำนี่ซิ จะประนามว่า
อย่างไรดี..??

Offline

#8 February 8, 2016 10:35 AM

Ploychan
Member
Registered: January 31, 2016
Posts: 169

Re: มะพร้าวแก่..ยิ่งแก่ยิ่งมัน..แต่คนแก่..ยิ่งแก่ยิ่งชั่ว..??

usa.th wrote:

มันคือไอ้เฒ่าชาติชั่วสี่เสา   รับใช้ลิเก  ใครๆก็รู้แต่ไม่กล้าพูด http://ifreethai.com/img/smilies/dog.gif


หิ หิ เฒ่า สี่เสา มันเป็นเฒ่าแปลกประหลาดหน๊อ..เกิดมาดันหามเสามาด้วย แยกไม่ออกจากกัน

Offline

#9 February 8, 2016 10:44 AM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 8,831

Re: มะพร้าวแก่..ยิ่งแก่ยิ่งมัน..แต่คนแก่..ยิ่งแก่ยิ่งชั่ว..??

klum.gif

Offline

#10 February 8, 2016 12:50 PM

Ploychan
Member
Registered: January 31, 2016
Posts: 169

Re: มะพร้าวแก่..ยิ่งแก่ยิ่งมัน..แต่คนแก่..ยิ่งแก่ยิ่งชั่ว..??

5555 คุณusa.th คุยกับป้าหายเครียด อารมย์ดีเด้อ เพราะป้ามีมุกเด็ดๆมาตอบ
ชีวิตป้า  อยู่อย่างยิ้มแย้ม ไม่หน้านิ่วคิ้วขมวด ถึงไม่แก่เร็วไงละ ฮา..ฮ่า ฮ๊า

Offline

#11 February 8, 2016 10:33 PM

ไก่ป่า
Member
Registered: August 11, 2015
Posts: 304

Re: มะพร้าวแก่..ยิ่งแก่ยิ่งมัน..แต่คนแก่..ยิ่งแก่ยิ่งชั่ว..??

คนแก่  กับ  มะพร้าวแก่  มันคนละเรื่องครับ  เจอ  ขิงแก่เน่าๆ มาแล้วยังไม่เข็ดกันอีกยอะ

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.