iFreeThai

#1 February 5, 2019 9:46 PM

Friend-of-Red
Member
Registered: July 25, 2015
Posts: 327

#SaveHakeem

Nick Paragon Chowpradith

“คำร้องของบาห์เรนนั้นหมดความหมายทั่วโลก(ยกเว้นในบาห์เรน) ตั้งแต่ Australia ให้ Political Asylum แก่ Hakeem นั่นคือเหตุผลที่ทำไม Interpol จึงยกเลิก Red Notice ทันทีที่ได้รับข้อมูล พูดง่ายๆคือ Interpol ยกฟ้องและไม่แคร์คำร้องขอของบาห์เรนอีกต่อไปในเรื่องคดีอาญาของ Hakeem...

การที่จะได้ Political Asylum นี่ไม่ง่าย และต้องผ่านการตรวจสอบอย่างดี ตามกระบวนการของ UN หัวข้อ 14 ใน UDHR ที่ทุกประเทศในกลุ่ม UN ต้องกระทำตาม รวมถึงไทย และหมายถึงว่าคดีความที่บาห์เรนนั้นเป็นเพราะการเมืองและไม่มีมูลผิดจริงในสากล

ตอนที่ Hakeem เข้ามาในไทยนั้น เขาใช้ Passport ของ UN ที่เรียกว่า Geneva Passport ตามสนธิสัญญาเจนีวา 1951 เป็นเอกสารเดินทางพิเศษ https://en.m.wikipedia.org/wiki/Refugee_travel_document
โดย Hakeem จะถือ Passport นี้เดินทางได้จนกว่าเอกสารทางออสเตรเลียจะเสร็จสิ้นและกลายเป็นคนสัญชาติออสเตรเลีย

ประเด็นคือ หลังจากที่ความผิดพลาดจาก Interpol แล้ว Interpol แก้ไขและยกเลิกทันที และไม่สนใจคำร้องของบาห์เรน แต่ทำไมไทยกลับไม่ทำตามกฎสากล และยังสนใจคำร้องไม่ถูกต้องนั้นและทำให้เกิดประเด็นใหญ่ระดับโลกในเรื่องสิทธิมนุษยชน

เรื่องผิดพลาดนี้อาจจะเริ่มที่ red notice จาก Interpol แต่ตอนนี้อยู่ที่ไทยทั้งสิ้น และทั่วโลกก็จับตามองอยู่
และการที่ไทยปฏิบัติต่อ Hakeem เยี่ยงนักโทษฉกรรจ์ ในขณะที่ถ้าไปประเทศที่เจริญอื่นๆ เขาจะไม่เข้าคุกเลย อันนี้แหละคือปัญหาที่แท้จริงของเคสนี้ เพราะทางการไทยไม่เคารพต่อสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนซึ่งให้โดยออสเตรเลียและรับรองโดยสหประชาชาติ ซึ่งอันนี้เหนือกว่าเคลมของประเทศใดๆในโลก”

51279104_10156238276795819_2634340649385590784_n.jpg?_nc_cat=101&_nc_ht=scontent.fbkk22-1.fna&oh=d38399a510d7369fb338d8e9ee11a43e&oe=5CEE493C

Offline

#2 February 5, 2019 9:47 PM

Friend-of-Red
Member
Registered: July 25, 2015
Posts: 327

Re: #SaveHakeem

Bow Nuttaa Mahattana

ขณะนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลคลาดเคลื่อน ว่าออสเตรเลียออกหมายจับฮาคีมเองแล้วมาเรียกร้องให้ปล่อยเอง ความจริงคือการที่ Red notice (*ไม่ใช่หมายจับ) ออกจากอินเตอร์โพลสำนักงานออสเตรเลียด้วยข้อมูลคดีจากบาห์เรนไม่ได้หมายความว่าทางการออสเตรเลียรับรู้ เพราะอินเตอร์โพลทำงานอย่างเป็นอิสระ ข้อผิดพลาดในระบบอัตโนมัติที่เกิดขึ้นทำให้อินเตอร์โพล”ถอน red notice” ทันทีที่ได้รับแจ้งสถานะผู้ลี้ภัยของฮาคีมจากทางการออสเตรเลีย (อย่างไรก็ดี อินเตอร์โพลและผู้เกี่ยวข้องทางออสเตรเลียไม่สามารถปฏิเสธความผิดพลาดนี้ได้ และไม่มีใครปฏิเสธ)

ประเด็นที่สำคัญมาก คือ

1. ทำไมทางการไทยไม่ปล่อยตัวทันทีที่ Interpol ทำการถอน red notice ตามสิทธิและตามกฎหมาย แต่กลับฟังและรอเอกสารขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนจากบาห์เรนเป็นเดือน (จนได้มาถึงมืออัยการเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว) ทั้งที่ในระหว่างนั้นก็มีการเรียกร้องให้ปล่อยตัวตามกติกาสากลด้านสิทธิของผู้ลี้ภัย ถึงระดับที่นายกออสเตรเลียและฟีฟ่าเขียนถึงนายกไทยโดยตรง ไทยใช้อำนาจอะไรในการควบคุมตัวระหว่างนั้นหลังการถอนหมายจับ จนฮาคีมถูกขังถึงสองเดือน และด้วยเหตุผลอะไร?
https://mobile.abc.net.au/news/2018-12- … l0Em7nLKvM

2. ผู้ลี้ภัยไม่สามารถถูกส่งกลับยังประเทศที่เป็นอันตราย ไทยละเมิดหลักการข้อนี้หลายครั้ง และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกประนาม นี่คือข่าวการส่งตัวนักเขียนการ์ตูนผู้ลี้ภัยให้จีน ซึ่งเลวร้ายไม่แพ้เคสฮาคีม แต่เขาโชคร้ายที่ไม่มีใครช่วยทัน https://www.hongkongfp.com/2018/07/26/p … K0ZZM53jps

3. คดีที่ฮาคีมถูกซ้อมทรมานและตัดสินลงโทษเป็นคดีการเมืองชัดเจน (เมื่อวานบรรดานักการทูตต่างกล่าวกันว่าถ้าไม่ใช่คดีการเมือง พวกเราถึง 15 สถานทูตจะมาอยู่ที่ศาลนี่กันทำไม) แต่อัยการกลับสรุปสำนวนว่าเป็นคดีปกติ โดยมีหนังสือจากกระทรวงการต่างประเทศที่ให้น้ำหนักกับคำขอจากบาห์เรนฝ่ายเดียวโดยเพิกเฉยต่อสถานะผู้ลี้ภัยเป็นส่วนประกอบ ซึ่งทำให้เรื่องต้องถึงศาล (ถ้าเป็นคดีการเมืองจะไม่เข้าข่ายให้ศาลพิจารณาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้)

4. ทำไมไทยจึงบิดทุกกติกาเพื่อทำตามความปรารถนาของรัฐบาลแบบบาห์เรน ในขณะที่ประชาคมโลกทั้งระดับรัฐ องค์กรสิทธิ อียู ยูเอ็น และสมาคมกีฬาตั้งแต่ระดับฟีฟ่าและโอลิมปิคลงไป ยืนหยัดด้วยกันเพื่อความถูกต้อง

5. “ผลประโยชน์ต่างตอบแทน” กับรัฐบาลบาห์เรนที่กระทรวงต่างประเทศอ้างถึง คือผลประโยชน์แบบไหนกันที่แลกด้วยชีวิตของผู้บริสุทธิ์?

6. (เพิ่มเติม)ในกรณีคดีที่เกิดจากคำขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแทรกแซงตามกฎหมาย ยุติทุกอย่าง กลับความผิดที่ไทยได้ทำตั้งแต่วันถอน red notice และการสรุปสำนวนชั้นอัยการที่ถูกแทรกแซงโดยกระทรวงการต่างประเทศ ให้กลายเป็นถูกได้ ตามที่ทางการออสเตรเลียแถลงโดยอ้างอิงข้อมูลจากอัยการ ที่ได้ให้ไว้ในศาลเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งนั่นจะทำให้ฮาคีมได้พ้นคุกทันที แทนที่การถูกคัดค้านประกันตัว กักขังไว้แบบไม่มีกำหนดอย่างวันนี้

#SaveHakeem #HumanRightsforAll
#ผู้ลี้ภัยไม่ใช่อาชญากร
ร่วมลงชื่อรณรงค์ Change.org/SaveHakeem

Last edited by Friend-of-Red (February 5, 2019 9:50 PM)

Offline

#3 February 6, 2019 12:18 AM

Friend-of-Red
Member
Registered: July 25, 2015
Posts: 327

Re: #SaveHakeem

ฮาคีม อยู่ตรงไหน ในความสัมพันธ์ “ใกล้ชิดกันทุกระดับ” บาห์เรน-ไทย

_105495042_gettyimages-145484558-594x594.jpg
นายกรัฐมนตรีบาห์เรน เดินทางมาร่วมการประชุม เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ครั้งที่ 21 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพในปี 2555

กระทรวงการต่างประเทศของไทยระบุว่า "บาห์เรนถือเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง" ขณะที่นานาชาติร่วมกดดันเรียกร้อง ให้ไทยปล่อยตัวนักเตะบาห์เรนกลับออสเตรเลีย

"ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย และประเทศบาห์เรนนั้น เป็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันทุกระดับ ตั้งแต่ระดับพระราชวงศ์ ไปจนถึงประชาชนของทั้งสองประเทศ" นายฐานิศร์ ณ สงขลา เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมานามา กล่าวกับไทยรัฐออนไลน์ ในบทสัมภาษณ์ที่ตีพิมพ์เมื่อ 13 พ.ค. 2561

นายฐานิศร์ บอกด้วยว่า เจ้าชายคอลิฟะห์ บิน ซัลมาน อัล คอลิฟะห์ นายกรัฐมนตรีบาห์เรน ทรงโปรดปรานประเทศไทยอย่างมาก เสด็จมาไทยทั้งในแบบส่วนพระองค์และเป็นทางการอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ยังทรงชื่นชมศักยภาพด้านการแพทย์ของไทย เสด็จมาตรวจพระวรกายที่โรงพยาบาลไทยอยู่บ่อยครั้ง

"หากถามว่า ทำไมนายกรัฐมนตรีบาห์เรนถึงทรงชื่นชอบประเทศไทยอย่างมาก คำตอบก็คือ ท่านชื่นชอบในอัธยาศัยไมตรีของคนไทย คนไทยมีความยิ้มแย้ม ถ้อยทีถ้อยอาศัย ซึ่งจุดนี้เป็นนิสัยของคนไทยโดยทั่วไปที่ทำให้ชาวต่างชาติตกหลุมรักโดยไม่รู้ตัว"

คนไทยสามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในบาห์เรนได้นานถึง 30 วัน โดยไม่ต้องขอวีซ่า เช่นเดียวกับชาวบาห์เรนที่จะมาไทย

ล่าสุด เมื่อ 1 พ.ย. 2560 นายกรัฐมนตรีบาห์เรนเสด็จเยือนเป็นทางการ และทรงพบกับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยพล.อ. ประยุทธ์ ขอบพระทัยที่เสด็จเข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรด้วยพระองค์เอง ซึ่งนายกรัฐมนตรีบาห์เรนรับสั่งว่าไม่ว่าอย่างไรต้องมาร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีบทบาทสำคัญและพระมหากรุณาธิคุณทั้งต่อประชาชนชาวไทยและนานาชาติ

https://www.bbc.com/thai/thailand-47126 … 9fvhIBl9k8

Offline

#4 February 6, 2019 2:26 AM

Friend-of-Red
Member
Registered: July 25, 2015
Posts: 327

Re: #SaveHakeem

Sitthikarn Theerawatanachai  :

หลังจากที่ผมได้สรุปหลักกฎหมายทั้งหมดเกี่ยวกับกรณีนักฟุตบอลบาห์เรนที่ถูกควบคุมตัว ปรากฎว่ามีผู้สนใจจำนวนค่อนข้างมาก

ดังนั้น ผมจึงทำการ Edit ไฟล์ดังกล่าวให้ง่ายขึ้น และเพิ่มประเด็นที่น่าสนใจทั้งหมดลงไป ดังนี้ครับ

สรุปประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจทั้งหมด กรณี #SaveHakeem

1. หมายแดง (Red Notice) คือ หมายที่ออกโดยองค์กรที่เรียกกันว่า “ตำรวจสากล” (Interpol) ซึ่งมีลักษณะกำหนดการขอความร่วมมือให้ตำรวจในประเทศสมาชิกติดตามตัวผู้ร้ายข้ามแดน และจับกุมเพื่อส่งกลับไปรับโทษหรือเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในประเทศบ้านเกิดที่เป็นเจ้าของสัญชาติผู้ร้ายข้ามแดนนั้น

2. การออกหมายแดงในครั้งนี้ “ไม่ชอบ” ตามหลักการออกหมาย เนื่องจากตามนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยของ Interpol ระบุไว้ว่า “การออกหมายแดงจะกระทำไม่ได้หากสถานะของผู้ลี้ภัยหรือผู้แสวงหาที่ลี้ภัยได้รับการยืนยัน” (ในที่นี้ สถานะผู้ลี้ภัยของนาย Hakeem al-Araibiได้ถูกยืนยันโดยรัฐบาลออสเตรเลียแล้ว)

3. โดยแท้จริง ทางการไทยไม่จำเป็นต้องจับกุมนาย Hakeem al-Araibi ก็ได้ เนื่องจาก หมายแดงดังกล่าวเป็นเพียงลักษณะของการ “ขอความร่วมมือให้ติดตามจับกุม” (แต่ในทางปฏิบัติ ตำรวจในประเทศสมาชิกที่ได้รับทราบหมายแดง ก็จะปฏิบัติการเพื่อควบคุมตัวไว้ก่อน) อีกทั้งการออกหมายดังกล่าวก็มิชอบ เนื่องจากเป็นการออกหมายแดงต่อผู้ได้รับสถานะผู้ลี้ภัย ดังนั้น โดยแท้จริงแล้วทางการไทยสามารถที่จะไม่ดำเนินการจับกุมควบคุมตัวตั้งแต่แรก โดยอ้างทั้ง 2 เหตุนี้ก็ได้

4. เมื่อมีการจับกุมควบคุมตัว ทางบาห์เรนจึงได้มีการขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเข้ามา โดยแม้ภายหลังทาง Interpol จะได้ถอนหมายแดงออกไป แต่ก็ถือได้ว่า เรื่องดังกล่าว เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของไทยแล้ว

5. เมื่อประเทศไทยและบาห์เรน “ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน” ดังนั้นเมื่อมีการส่งคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนมาจากบาห์เรน จึงต้องใช้วีธีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551

5.1) ตามมาตรา 7: เนื่องจากเป็นความผิดทางอาญาซึ่งกฎหมายของประเทศผู้ร้องขอ (บาห์เรน) และกฎหมายไทยกำหนดให้เป็นความผิดอาญาซึ่งมีโทษประหารชีวิตหรือมีโทษจำคุกหรือโทษจำกัดเสรีภาพในรูปแบบอื่นตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป (ความผิดฐานทำลายสถานที่ราชการ ในช่วงเหตุการณ์อาหรับสปริงที่ประชาชนลุกฮือขับไล่รัฐบาลตะวันออกกลางหลายๆ แห่ง เมื่อปี พ.ศ.2555)

5.2) มาตรา 9 (2): เนื่องจากเป็นกรณีที่มิได้มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน และประเทศผู้ร้องขอได้แสดงโดยชัดแจ้งว่าจะส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่ประเทศไทยในทำนองเดียวกันเมื่อประเทศไทยร้องขอ (อันนี้ก็คือหลักต่างตอบแทน (Reciprocity) ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ)

5.3) มาตรา 13: เนื่องจากเป็นกรณีที่คำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนยื่นผ่านวิถีทางการทูต ซึ่งมีลำดับขั้นตอนดังนี้

5.3.1) เมื่อกระทรวงการต่างประเทศได้รับคำร้องขอแล้ว ให้พิจารณาว่าคำร้องขอดังกล่าวกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือมีเหตุผลอื่นใดที่จะไม่ดำเนินการให้หรือไม่ หากไม่กระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือไม่มีเหตุผลที่จะไม่ดำเนินการให้ ให้กระทรวงการต่างประเทศส่งคำร้องให้ผู้ประสานงานกลางดำเนินการต่อไป แต่หากกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือมีเหตุผลที่จะไม่ดำเนินการให้ให้กระทรวงการต่างประเทศเสนอความเห็นพร้อมคำร้องขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยเร็ว

5.3.2) ในกรณีที่มีการส่งเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ ให้คณะรัฐมนตรีสั่งการตามที่เห็นสมควรแต่หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ดำเนินการส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามคำร้องขอ ให้กระทรวงการต่างประเทศส่งเรื่องให้ผู้ประสานงานกลางดำเนินการต่อไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

5.3.3) เมื่อผ่านขั้นตอนพิจารณาจากฝ่ายบริหารแล้ว ผู้ประสานงานกลาง (ก็คืออัยการสูงสุดหรือผู้ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายซึ่งมีอำนาจหน้าที่ประสานงานการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้ประเทศผู้ร้องขอและการร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนแก่ประเทศไทย รวมทั้งการอื่นที่เกี่ยวข้อง) ก็จะดำเนินการทำตามหน้าที่ตนเอง ในมาตรา 14

6. แต่ข้อสังเกตที่สำคัญที่สุดในกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนนี้ ก็คือเรื่องการใช้ดุลยพินิจในแต่ละขั้นตอนของหน่วยงานราชการไทย เพราะทั้ง 3 หน่วยงานสามารถที่จะใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาว่า กรณีนี้เป็นความผิดทางอาญาอันเป็นความผิดที่มีลักษณะเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับการเมือง (relative political offences) หรือความผิดที่เกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับความผิดทางการเมือง (an offence connected with a political offence)

7. หรืออาจใช้ดุลยพินิจตีความได้ว่า คำร้องขอของบาห์เรนเป็นคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนของประเทศผู้ร้องขอที่มีความมุ่งประสงค์ในการที่จะดำเนินกระบวนการทางอาญาหรือดำเนินการลงโทษบุคคลที่ถูกร้องขอให้ส่งตัว โดยมีสาเหตุ “ความเห็นทางการเมือง” ของบุคคลนั้น

8. ซึ่งหากตีความได้เช่นนี้ ก็จะเข้าข้อยกเว้นในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศทั่วไปที่ว่า เมื่อความผิดที่อ้างในคำร้องขอเป็น “ความผิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางการเมือง”ก็ไม่ต้องมีการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน และตามมาตรา 9 วรรค 1 (1) ของพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 อันจะทำให้ประเทศไทยสามารถปฏิเสธไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่ประเทศบาห์เรน โดยการใช้ดุลยพินิจของหน่วยงานราชการอ้างถึงข้อยกเว้นทั้ง 2 เหตุดังกล่าวก็ได้

9. ซึ่งหากมีการตัดสินใจใช้ดุลยพินิจในแนวทางนี้ตั้งแต่แรกจากหน่วยงานราชการไทย เรื่องทั้งหมดอาจไม่ยืดเยื้อบานปลายมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้มีแนวโน้มว่ามีการเมืองระหว่างประเทศเกี่ยวข้องด้วย จึงอาจเป็นผลให้ไม่มีการใช้ดุลยพินิจในลักษณะดังกล่าว

10. อีกทั้งในกรณีฝ่ายอัยการสามารถที่จะ “ถอนคำร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน” จากศาลเสียก็ได้ ตามกระบวนการของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยอาจผ่านจากการ Recommendation จากคณะรัฐมนตรี (ไม่ถือเป็นการแทรกแซงอำนาจ เนื่องจากเป็นเพียงคำแนะนำเท่านั้น) ว่าสมควรให้ถอนคำร้อง

11. อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ทำให้ไม่เกิดการดำเนินการในกระบวนการดังกล่าว เนื่องจากคณะรัฐมนตรีอาจเห็นว่า เรื่องนี้ไม่กระทบกับประโยชน์สาธารณะของคนในชาติ และอัยการอาจเกรงว่า หากถอนคำร้องออกไป อาจสุ่มเสี่ยงกับการโดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา (แต่หลัก ๆ ผมคิดว่า น่าจะมาจากประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศ อันมีส่วนในการตัดสินใจมากกว่า)

12. เมื่อพิจารณาจากหลักกฎหมายทั้งหมดทั้งจากต่างประเทศและประเทศไทย ผมมีความเห็นว่า “ไม่ควรส่งตัวนาย Hakeem al-Araibi กลับไปรับโทษยังบาห์เรน” เนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้

12.1) ความผิดทางอาญาของนาย Hakeem al-Araibi มีลักษณะที่ตีความได้ว่า เป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางการเมืองซึ่งเข้าข้อยกเว้นของเรื่องการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนตามกฎหมายไทย

12.2) ประเทศไทยต้องไม่ใช้หลักพื้นฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศที่เรียกว่า “หลักต่างตอบแทน (Reciprocity)” ในการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนในกรณีนี้ เนื่องจากกรณีนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนอันเป็นคุณค่าพื้นฐานของสังคมโลกอันทุกคนต้องเคารพแก่กัน (กล่าวคือหลักการเรื่องสิทธิมนุษยชนมีความยิ่งใหญ่และต้องคำนึงถึงมากกว่าหลักต่างตอบแทน ) ดังนั้นหากหลักการต่างตอบแทนจะต้องส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะใช้หลักการนี้

12.3) การส่งกลับซึ่งกลุ่มคนที่เป็นผู้ลี้ภัย ผู้มีสถานะเหมือนผู้ลี้ภัย รวมทั้งผู้ที่อาจตกอยู่ในอันตรายจากถูกส่งกลับไปประเทศต้นทางเป็นการขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับการห้ามผลักดันกลับ (Non- Refoulement Principle) ซึ่งเป็นหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศซึ่งนานาประเทศให้การยอมรับและปฏิบัติตาม ซึ่งในกรณีนี้นาย Hakeem al-Araibi ได้รับการรับรองสถานการณ์เป็นผู้ลี้ภัยจากรัฐบาลออสเตรเลียเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นการส่งตัวเขากลับไปย่อมที่จะขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าวได้

ทั้งหมดก็ประมาณนี้ครับ

https://www.facebook.com/sitthikarn.the … 0007403690

Offline

#5 February 6, 2019 8:40 AM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 10,561

Re: #SaveHakeem

ขอบคุณครับ

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.