iFreeThai

#1 February 8, 2019 4:05 AM

Friend-of-Red
Member
Registered: July 25, 2015
Posts: 327

ทษช. เสนอชื่อนายก ทำเอาสลิ่มดิ้นเป็นไส้เดือนถูกขี้เถ้า

51533607_1279269235544740_488351297817280512_n.jpg?_nc_cat=100&_nc_ht=scontent.fbkk22-1.fna&oh=14ce7b7ff004faa39e855583f31f423b&oe=5CFBD21C

Offline

#2 February 8, 2019 4:06 AM

Friend-of-Red
Member
Registered: July 25, 2015
Posts: 327

Re: ทษช. เสนอชื่อนายก ทำเอาสลิ่มดิ้นเป็นไส้เดือนถูกขี้เถ้า

51737752_366001837552799_8154066548999323648_n.jpg

Offline

#3 February 8, 2019 4:17 AM

Friend-of-Red
Member
Registered: July 25, 2015
Posts: 327

Re: ทษช. เสนอชื่อนายก ทำเอาสลิ่มดิ้นเป็นไส้เดือนถูกขี้เถ้า

มาตรา 112 ไม่คุ้มครอง ทูลกระหม่อมฯ
.
ข่าวการเปิดตัว "ทูลกระหม่อมอุบลรัตน์ฯ" ในฐานะ candidate นายกรัฐมนตรีเพียงหนึ่งเดียวของพรรค #ไทยรักษาชาติ ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในทางเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกันสถานะ "ทูลกระหม่อมอุบลรัตน์ฯ" ในฐานะที่เป็นพระราชธิดาองค์โตในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้า ก็อาจทำให้หลายคนเกิดคำถามว่า ในฐานะที่มาลงเล่นการเมืองอย่างเต็มตัวแล้ว จะถูกวิจารณ์ได้หรือไม่ หรือทำได้มากน้อยเพียงใด
.
โดยเฉพาะอย่างในเมื่อมี "ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112" หรือความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ยังบังคับใช้อยู่ และเป็นกฎหมายที่สร้างความหวาดกลัวให้กับการแสดงความเห็นในสังคมไทยมานาน
.
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในหมวดความมั่นคง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า
.
"ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี"
.
สามารถแยกองค์ประกอบความผิดได้ คือ ต้องมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่
.
1) หมิ่นประมาท
2) ดูหมิ่น
3) แสดงความอาฆาตมาดร้าย
.
บุคคลใดบุคคลหนึ่งในสี่คน ที่มีสถานะในขณะกระทำความผิด คือ
.
1) พระมหากษัตริย์
2) พระราชินี
3) รัชทายาท
4) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
.
เจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรานี้ ให้ความคุ้มครองเกียรติยศของบุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นประมุขของรัฐ พระราชินี ในฐานะคู่สมรสขององค์ประมุขแห่งรัฐ รัชทายาท ในฐานะผู้ที่จะเป็นประมุขแห่งรัฐในอนาคต และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่แทนองค์ประมุขแห่งรัฐในยามที่องค์พระมหากษัตริย์ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ ทรงเสด็จปฏิบัติพระราชกรณียกิจในต่างแดน หรือทรงปฏิบัติพระราชภาระไม่ได้ด้วยสาเหตุอื่นๆ
.
ส่วนพระบรมวงศานุวงศ์อื่นๆ นอกจากที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ถือว่า อยู่ในความคุ้มครองของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และตามหลักการกฎหมายอาญาต้องตีความโดยแคบเพื่อประโยชน์กับสิทธิของประชาชน จึงต้องตีความว่า บุคคลที่อยู่นอกเหนือจากนี้ไม่ได้รับความคุ้มครองด้วย
.
อย่างไรก็ดี หากพระบรมวงศานุงศ์ ถูกกระทำให้เสียหายต่อชื่อเสียง ก็มีกฎหมายหมิ่นประมาททั้งทางแพ่งและอาญาให้ความคุ้มครองเกียรติยศศักดิ์ศรี เฉกเช่นที่บุคคลทั่วไปได้รับความคุ้มครอง ซึ่งความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หากเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา มีโทษจำคุกไม่เกินสองปี และยังมีข้อยกเว้นหากเป็นกรณีที่ติชมโดยสุจริต ตามวิสัยที่ประชาชนทั่วไปพึงกระทำก็ไม่เป็นความผิด หรือหากเป็นการพูดความจริงในประเด็นสาธารณะก็ไม่ต้องรับโทษ
.
ทูลกระหม่อมอุบลรัตน์ฯ ได้สละฐานันดรแล้วตั้งแต่ปี 2515 จึงถือเป็นสามัญชนเฉกเช่นประชาชนทั่วไป อยู่ในสถานะที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ระดับเดียวกับคนอื่นๆ ในสังคม ในขณะเดียวกันทูลกระหม่อมเองก็สามารถใช้สิทธิทางศาลในการดำเนินคดีหมิ่นประมาททั้งทางแพ่งและอาญา ในกรณีที่เห็นว่า การวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีลักษณะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์หรือติชมโดยสุจริต ส่วนผู้ที่ถูกดำเนินคดีก็สามารถใช้สิทธิทางศาลพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองและสามารถยกการพิสูจน์ความจริงเพื่อประโยชน์สาธารณะมาเป็นข้อต่อสู้ได้ ซึ่งต่างจากกรณีของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งไม่มีข้อยกเว้นที่เปิดให้พิสูจน์ความจริงหรือผลประโยชน์สาธารณะ เพื่อไม่ต้องรับผิด
.
ทั้งนี้ในวันเดียวกันทูลกระหม่อมอุบลรัตน์ก็ได้โพสต์ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวเกี่ยวกับการสมัครเป็น candidate นายกว่า ได้สละฐานันดรเป็นสามัญชนแล้วและประสงค์จะใช้สิทธิทางการเมืองของตัวเองเฉกเช่นประชาชนทั่วไป

https://www.facebook.com/iLawClub/posts … n__=K-R0.g

Offline

#4 February 8, 2019 9:04 AM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,699

Re: ทษช. เสนอชื่อนายก ทำเอาสลิ่มดิ้นเป็นไส้เดือนถูกขี้เถ้า

เห็นฤทธิทักษิณแล้วยัง?

หมากตายลูกนี้ที่เชิญป้าบัวบานเข้ามาเป็นตัวที่จะรับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี เรียกง่ายๆว่า"เหนือฟา ยังมีฟ้า" เล่นกับทักษิณ ชินวัตรซิ ไม้สำคัญลูกนี้ คสช.คงม้วนเสื่อ หรือหากจะดันแบบทะลุปล้อง ทำการปฏิวิติใหญ่ ตามแผน"บี"ของพวกทหารจปร.ไทยมันมักงัดออกมาใช้ คือทำการปฏิวัติแบบเบ็ดเสร็จ โดยล้มมันทุกสถาบัน แล้วครองแม่งหมดทั้งประเทศ กลายเป็นรัฐเผด็จการทหารสุดขั้ว รัฐอยู่ได้เพราะถือปืน.....หวังว่าพวกมันไม่เป็นฝ่ายแพ้ละนะ
หากพวกมันแพ้ คอจะขาดกันเป็นแถว  ที่หนีไปได้ก็จะถูกส่งกลับแบบผู้ร้ายข้ามแดน  ครานี้มึงจะนึกถึงหัวอกคนอย่างสุรชัย แซ่ด่าน ดีเจซุนโฮ โกตี๋ กาสะลอง ภูชนะ และชีวิตเสื้อแดงอีกหลายร้อยศพที่พวกมึงรุมและวางแผนฆ่าผู้บริสุทธิ ผู้ออกมาเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง ไม่มีอาวุธมาต่อสู้มาหลายครั้ง และทั้งๆที่พวกหัวแข็งส่วนที่เหลือนี้ ได้หลีกลี้หนีภัย ต้องทนทุกข์ทรมาร อดมื้อกินมื้อ หัวซุกหัวซุน
อยู่นอกประเทศที่แสนยากลำบาก โดยสาเหตุพวกมึงปฏิบัติหน้าที่ทหารที่สุดบัดซบ ทำลายฆ่าทุกคนที่เป็นขวากหนาม เพื่อไต่เต้าสู่ยศขั้นสูงสุดแห่งควาชั่วร้ายและอำมะหิต

ประเทศนี้เชื่อในกฏแห่งกรรม ยามมึงร่วง มึงคงคิดได้ว่า มึงควรกัดฟันลาตายไม่ถวายพระพร...โดยล้มบนดาบตัวเองสมชายชาติทหารอาชานัย แต่มึงคงไม่กล้า และเสียดายเงินทองและทรัพย์สินที่โกงกันทุกวันมหาศาล พกเอาไว้ใช้ยามแก่ชรา มีชีวิตอย่างหรูหราเป็นมหาเศรษฐี พวกมึงจึงเลือกทางหนี แต่สมัยนี้ยุคดิจิตอล ห้าจี เอไอ(10 5G AI)แล้ว มึงหนีก็จะไปไม่รอด มึงจะถูกส่งกลับเช่นผู้ร้ายข้ามแดน เงินในธนาคารก็จะถูกยึด มึงไปไหนต้องพกเงินเป็นฟ่อน พอมึงแลกเงินข้ามสกุลรัฐบาลในไทยก็รู้หมด เรื่องอย่างนี้ทักษิณ ชินวัตรที่หนีพวกมึงมา 14 ปีแล้วเขารู้ดี และรู้ว่าจะจัดการกับพวกมึงกันอย่างให้สวยงามแค่ไหนได้ด้วย

บัดนี้กรรมตามมาทันแล้ว พวกมึงและครอบครัวมึงต้องพินาศ...มึงจะเหลียวมองหาใครจะเห็นใจมึง......ไปนรกซะ.... go to hell !!

Last edited by ปาปียอง (February 10, 2019 11:55 PM)

Online

#5 February 8, 2019 11:32 AM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 11,224

Re: ทษช. เสนอชื่อนายก ทำเอาสลิ่มดิ้นเป็นไส้เดือนถูกขี้เถ้า

yes  / go to hell  ฝุ่นใต้ตีน

Offline

#6 February 8, 2019 11:49 AM

ปาปียอง
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 1,699

Re: ทษช. เสนอชื่อนายก ทำเอาสลิ่มดิ้นเป็นไส้เดือนถูกขี้เถ้า

ได้แต่สงสารทักสิณ ชินวัตร ที่เคยมีความสัมพันธ์กันมานาน
ตอนนี้ให้ระวังครอบครัวเถิด มันจะเชือดไก่ให้ลิงดูครั้งใหญ่นะ
โปรดระวังที่มันคิดว่าไปอาจเอื้อมมันเข้า

Last edited by ปาปียอง (March 12, 2019 2:52 PM)

Online

#7 February 8, 2019 8:13 PM

Friend-of-Red
Member
Registered: July 25, 2015
Posts: 327

Re: ทษช. เสนอชื่อนายก ทำเอาสลิ่มดิ้นเป็นไส้เดือนถูกขี้เถ้า

51421322_656855491413225_3466254567417577472_n.jpg?_nc_cat=102&_nc_ht=scontent.fbkk22-2.fna&oh=2412e0c5f26ed389c5c045ee3d4f1aab&oe=5CEBA64A


51410410_2332484156783648_8723053555696533504_n.jpg?_nc_cat=109&_nc_ht=scontent.fbkk22-2.fna&oh=fadb6583a045b30e6291a64a9f3a4033&oe=5CF4BD34


51612592_408879876532685_8653483125680111616_n.jpg?_nc_cat=106&_nc_ht=scontent.fbkk22-2.fna&oh=0c2a3170bbaf4c2f0ba14765800a19e5&oe=5CB65C10


51516263_2057765320979572_7533937747505971200_n.png?_nc_cat=100&_nc_ht=scontent.fbkk22-1.fna&oh=bb6741f11bfee01c734185a32ffc361f&oe=5CEE544C


51672261_553239918495555_8027864866356199424_n.jpg?_nc_cat=109&_nc_ht=scontent.fbkk22-2.fna&oh=7c4e69a72e1cb2bab947aa1d965ce166&oe=5CF6CA1B


52269958_624678097967042_4051389972542914560_o.jpg?_nc_cat=110&_nc_ht=scontent.fbkk22-1.fna&oh=a67307d5e16e5f9c11ea76729dbb3d2b&oe=5CF3068B

Offline

#8 February 9, 2019 6:36 PM

Friend-of-Red
Member
Registered: July 25, 2015
Posts: 327

Re: ทษช. เสนอชื่อนายก ทำเอาสลิ่มดิ้นเป็นไส้เดือนถูกขี้เถ้า

"ก่อนจะถึง ‘พระบรมราชโองการ’ อาการ ‘สลิ่มล้มเจ้า’ ก็ชิงบังเกิด" ว่า "Where is the beef?" มีภาพจากเพจที่ปิดหนี คนมือไวแค้ปไว้อีกสอง

ส่วนบทความเต็มตามนี้

พลันที่มีการจดแจ้งนาม ‘ทูลกระหม่อมหญิง’ อุบลรัตน์ มหิดล เป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติ ปฏิกิริยาจากฝั่งที่หนุนรัฐประหาร คสช.ก็บังเกิด

ตั้งแต่ “เก็บความอกสั่นหวั่นไหวเอาไว้ก่อน” ของมีชัย ฤชุพันธุ์ ต้นตำรับนายกฯ คนนอก ถึง “ไปลอยไปตามเวรกรรมเรื่อยไป” ของ ‘นก’ สิจัย เปล่งพานิช อันมีคนคล้อยตาม “วันนี้รู้สึกห่อเหี่ยวใจค่ะ...คิดถึงพ่อที่สุด”

นั่นหลังจากที่สอง ‘นก’ สามีภรรยาออกมา ‘ไล้ฟ์’ ชวนให้พวกแฟนคลับที่เคยร่วมเป่านกหวีด ปิดกรุงเทพฯ ล้มเลือกตั้ง “ไปออกเสียงเลือกตั้ง” ปีนี้กัน

เหตุเพราะ ‘ไม่เคยปรากฏมาก่อน’ ว่ามีเจ้านายชั้นสูงในราชวงศ์ไทยลงสู่สนามการเมืองโดยตรง ตามรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศหลากหลาย ตั้งแต่ บีบีซี รอยเตอร์และเอเอฟพี ถึง เอเซียไทม์และนิวยอร์คไทมส์ จึงปรากฏอาการ ‘สลิ่มล้มเจ้า’ และ เจ้าเก่าแก่บ่น “เหลวไหลเลอะเทอะกันใหญ่แล้ว”

ประเด็น ‘สลิ่ม’ นั่น มีเสียงโต้ทันควัน ใครไม่รู้ใช้ชื่อ ‘แม่นายของโมกุน’ @wiyadasai บอก “ล้มเจ้าพ่อง พวกกูปกป้องสถาบันกันมาด้วยชีวิต เพียงแค่คนเพียงคนเดียว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถาบัน สถานะไม่ชัด ไม่ทำให้กูต้องยอมแพ้หรอกนะ”

จึงได้เห็น เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กลายเป็นผู้ไม่รู้ ถามหา “ผู้รู้ช่วยตอบทีครับ” เรื่อง “ผุ้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะต้องเคยไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ต้องแสดงหลักฐานการเสียภาษีสามปี” และ “สุดท้ายต้องแจงบัญชีทรัพย์สินเมื่อเข้ารับตำแหน่งหรือไม่”

ยังมี ไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูปที่บอกแต่อ้อนแต่ออกจะดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ อีกให้ได้ ไป “ยื่นหนังสือถึงกกต.ให้วินิจฉัยบัญชีนายกฯ พรรค #ไทยรักษาชาติ ขัดต่อข้อกฎหมายบัญญัติห้ามนำสถาบันมาหาเสียง”

ข้อนั้น ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค ทษช. ตอบไว้แล้ว “ขอให้เป็นหน้าที่ของ กกต.” และ “รัฐธรรมนูญฉบับนี้เราไม่ได้เป็นคนร่าง แต่ต้องเข้ามาเป็นผู้เล่นในกฎหมายที่เราไม่ได้ร่าง ฉะนั้นสิ่งที่เราดำเนินการยืนยันว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญทุกประการ”

(https://www.isranews.org/isranews/73622 … 4yi6uu8loo)

ทำให้ไพบูลย์ถูกตราหน้าเป็น ‘สลิ่มล้มเจ้า’ ด้วยอีกคน นอกเหนือจากก่อนหน้านี้หน่อยเดียวถูก บก.ลายจุด @nuling ทวี้ตเตือน “ฟังก่อนไพบูลย์” แต่นั่นมาจากรูปที่มีป้ายหาเสียง “น้อมนำคำสอนพระพุทธเจ้า มาปฏิบัติ...” หลังจากที่เขาเคยแข็งขัน ‘ปฏิรูปศาสนา’ ด้วยการไล่ฟัด ‘ธรรมกาย’ ท่าเดียว

เสียงค่อนแคะและวิจารณ์มิได้มาจาก ‘สลิ่ม’ ถ่ายเดียว ผู้ต้องหา ‘ล้มเจ้า’ อย่าง สุดา รังกุพันธุ์ ที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศก็ส่งแพร่หลายทาง ‘สื่อโซเชียล’ ด้วยเช่นกันว่า “อยากใช้สิทธิของสามัญชน ก็ต้องแสดงออกอย่างจริงใจและชัดแจ้งต่อสาธารณะว่าคุณคือสามัญชนจริงๆ #อย่าเหยียบเรือสองแคม”

และว่าเจ้าฟ้า “ต้องเป็นคนประกาศต่อสาธารณะอย่างชัดแจ้งด้วยตัวเอง อย่าให้ประชาชนต้องสับสน ทำตัวไม่ถูก” และอาจมีคนพลั้งพลาดแล้ว “อาจถูกพวกคลั่งเจ้าแจ้งจับดำเนินคดี หรือทำร้าย”

ข้อนี้คงมีคนมา ‘ดีเฟ็นด์’ ให้ว่า ‘ทูลกระหม่อม’ เคยตอบข้อสงสัยไว้ในรายการ ‘ทูบีนัมเบอร์วัน’ ว่าขอไม่ให้ใช้คำ ‘ทรงพระเจริญ’ เพราะฟังแล้วไม่เป็นกันเอง “รู้สึกเกร็ง ห่างเหิน พูดแบบนักการทูต ไม่ได้พูดอย่างเราๆ” แถมยัง (เป็นเหตุผลเล่นๆ) “แปลว่าทำให้อ้วน ก็เลยให้พูดว่าทรงพระสเลนเดอร์ หรือไม่พูดเลย”

(https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_2185359)

อย่างไรก็ดีมีแง่มุมที่น่าสนจากคนใช้ชื่อ ‘บ่น’ บนทวิตภพ @hengsuaycountry ที่บอกว่า “ถ้าเราไม่หลอกตัวเอง ความอึมครึมทางการเมืองที่มีมาตลอดหลายสิบปี ล้วนเกิดจากผู้ที่ห้ามยุ่งเกี่ยวทางการเมืองมาแทรกแซงมิใช่หรือ

ผมจึงมองเรื่องนายก #ไทยรักษาชาติ ว่านี่แหละคือที่สุดของประชาธิปไตยที่ท่านยอมลงมาเล่นการเมืองแบบเปิดหน้าเต็มตัว ใจๆ กันไปเลย #ทรงพระสเลนเดอร์ #เลือกตั้ง62”

โดยเฉพาะตอนที่เขาแนะว่าเป็นการ ‘ตบหน้า คสช.’ “ด้วยกติกาอันแสนทุเรศของตัวเอง” ด้วยสิ

ถึงอย่างนั้นก็มีเสียงเชียร์ ‘ลุงตู่สู้ไม่ถอย’ อยู่ประปราย อย่างน้อยๆ จากที่คอลัมน์ใน ‘คมชัดลึก’ เช็ดไว้ เห็นได้จากเพียงไม่กี่นาฑีหลัง ทษช.จดแจ้ง ประยุทธ์ก็ตอบรับเทียบเชิญของพรรคพลังประชารัฐเป็นนายกฯ หนึ่งเดียวในรายชื่อบ้าง

มิใยคมชัดลึกปิดท้ายข้อเขียน ‘เด็ดยอด’ จวก “พรรคที่เกิดจากการแตกแบงก์พันของนายใหญ่ เหิมเกริม” เตือนให้ “ระวังตัวกันดีๆ ดีไม่ดีจะไม่มีที่ซุกหัวนอนกันทั้งบ้านและหลายบ้าน”

(http://www.komchadluek.net/news/scoop/361786?re=)

ซึ่งบังเอิญไปพ้องกับข่าวเอเอฟพีลงวันที่ ๘ กุมภา เรื่อง “What does Princess Ubolratana’s entry mean for Thai politics?” ระบุตอนหนึ่งว่า มีแถลงการณ์ออกมาจากราชสำนักตอนเย็นวันศุกร (ที่ ๘) “ประณามการนำฟ้าหญิงอุบลรัตน์เข้าสู่การเมือง”

เอเอฟพีชี้ด้วยว่าแถลงการณ์ไม่ได้ตำหนิเจ้าฟ้าโดยตรง แต่ดูเหมือนเจาะจงไปยังพรรคการเมืองที่เป็นผู้เสนอชื่อ (แม้นว่าเอกสารที่หัวหน้าพรรคยื่นต่อ กกต. เป็นแบบฟอร์มที่ ‘ทูลกระหม่อม’ กรอกด้วยลายมือตนเอง) โดยแถลงการณ์อ้างว่าการเสนอชื่อนั้น “ขัดแย้งต่อราชประเพณีและวัฒนธรรมของชาติ”

(https://sg.news.yahoo.com/does-princess … rR8hl5vRuM)

ในเนื้อถ้อยของ ‘พระบรมราชโองการ’ ฉบับเต็มระบุว่า “พระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ จึงอยู่ในหลักการเกี่ยวกับการดำรงอยู่เหนือการเมือง และความเป็นกลางทางการเมืองพระมหากษัตริย์ด้วย และไม่สามารถดำรงตำแหน่งใดๆ ในทางการเมืองได้”

เป็นการตีความรัฐธรรมนูญโดยพระมหากษัตริย์ด้วยพระองค์เอง อันต่างกับที่ผ่านๆ มา ซึ่งกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรว่าสถาบันพระมหากษัตริย์หมายถึง พระเจ้าอยู่หัว พระราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เท่านั้น

https://www.facebook.com/Thaienews009/p … __tn__=K-R

Offline

#9 February 9, 2019 6:42 PM

Friend-of-Red
Member
Registered: July 25, 2015
Posts: 327

Re: ทษช. เสนอชื่อนายก ทำเอาสลิ่มดิ้นเป็นไส้เดือนถูกขี้เถ้า

✿ เมื่อเพจ "กปปส." บังอาจจาบจ้วง และใช้ถ้อยคำอันมิบังควรตามนิสัยโหนของตน และเมื่อรู้ตัวว่า ถึงจะทรงลาออกมาเป็นสามัญชน แต่ยังคงมีกฎหมาย 112 ครอบคลุมอยู่ ก็ออกมาขอโทษขอโพย เพราะกลัวโดนคดี

51551175_711525319241580_4436053501340024832_o.jpg?_nc_cat=110&_nc_ht=scontent.fbkk22-1.fna&oh=0564e303a7a540337df8848b603d7d77&oe=5CFBCDA8

นี่เขาเรียกว่า "กักขฬะโดยสันดาน" ไม่ดูหน้าอินทร์หน้าพรหม หากข้าไม่พอใจซะอย่างข้าก็ด่า ประจาน ปิดบ้านปิดเมือง

และก็ลงท้ายด้วย "ปวงชาวไทย" โดยโหนเอาคนไทยทั้งประเทศไปเป็นพวก เหมือนตอน "ลุงกามนาน" ปิดบ้านปิดเมืองก็ใช้คำว่า "มวลมหาประชาชน"

https://www.facebook.com/photo.php?fbid … =3&theater

Offline

#10 February 12, 2019 10:21 AM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 11,224

Re: ทษช. เสนอชื่อนายก ทำเอาสลิ่มดิ้นเป็นไส้เดือนถูกขี้เถ้า

อ้างมวลชน  หน้าด้านๆ  เสมอ

Offline

#11 February 12, 2019 10:23 AM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 11,224

Re: ทษช. เสนอชื่อนายก ทำเอาสลิ่มดิ้นเป็นไส้เดือนถูกขี้เถ้า

ทูล แปลว่า บอกกล่าว   กระหม่อม แปลว่าส่วนหนึ่งของศรีษะ    รวมแล้วแปลว่า  บอกกระบาล  dog.gif

Offline

#12 February 12, 2019 10:25 AM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 11,224

Re: ทษช. เสนอชื่อนายก ทำเอาสลิ่มดิ้นเป็นไส้เดือนถูกขี้เถ้า

คุณราชสีห์  เรียกว่า  นารีขี่เด็กหนุ่ม   klum.gif

Offline

#13 February 14, 2019 8:39 PM

Friend-of-Red
Member
Registered: July 25, 2015
Posts: 327

Re: ทษช. เสนอชื่อนายก ทำเอาสลิ่มดิ้นเป็นไส้เดือนถูกขี้เถ้า

เหตุการณ์ 8 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่มีความสำคัญต่อหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างยิ่ง เนื่องด้วยปรากฏว่า ในช่วงเช้าของวันนั้นเวลา 9.10 นาที พรรคไทยรักษาชาติ ได้ยื่นพระนาม ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเสนอพระนามเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562 เหตุการณ์นี้นับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสนใจแก่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ นับเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่สำคัญเหตุการณ์หนึ่งนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เนื่องด้วยเหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรกที่ปรากฏว่ามีพระบรมวงศ์ชั้นสูง (อดีตฐานันดรศักดิ์ เจ้าฟ้าหญิง) ได้เข้าสู่เกมการเมืองไทยอย่างเป็นทางการ และประสงค์จะเข้าสู่กระบวนการแข่งขันการเลือกตั้งของการเมืองไทยเป็นครั้งแรก ในอดีตนั้น นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2475 แม้ว่าจะปรากฎเจ้านายเชื้อพระวงศ์เข้าสู่การเมืองไทยและการบริหารประเทศอยู่บ้าง เช่น พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงอื่นด้วย หรือในกรณี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริ เคยดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในสมัยรัฐบาลของนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ฯลฯ แต่มักจะปรากฏมีแต่ชั้นเจ้านายในระดับพระอนุวงศ์เท่านั้น เช่น ชั้นพระองค์เจ้า หม่อมเจ้า หรือแม้แต่เชื้อพระวงศ์ที่ไม่นับเป็นเจ้า แต่เป็นสามัญชน เช่น หม่อมราชวงศ์ หม่อมหลวง เพียงเท่านั้น แต่เหตุการณ์ 8 กุมภาพันธ์ 2562 นี้นับเป็นครั้งแรกที่มีอดีตพระบรมวงศ์ ฐานันดรศักดิ์ชั้น “เจ้าฟ้า” เข้าสู่การเมืองไทยอย่างเป็นทางการ

ภายในช่วงค่ำของวันนั้นเอง เวลา 22.40 นาที โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยได้ถ่ายทอดและเผยแพร่ประกาศ พระราชโองการของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เรื่อง “สถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” โดยในประกาศพระราชโองการ สถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ มีทั้งสิ้น สี่ย่อหน้า อาจสรุปความย่อๆ ได้ดังนี้ คือ ย่อหน้าแรกของพระราชโองการ ว่าด้วยสมเด็จพระเจ้าอยู่มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศพระราชโองการ ย่อหน้าที่สอง กล่าวถึงสถานะทั่วไปของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยในสังคมไทย ที่มีสถานะเป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทย และพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศ์ทรงสถานะอยู่เหนือการเมือง นอกจากนี้ในย่อที่สองนี้ยังกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรในฐานะเป็น “พ่อของแผ่นดิน” ที่ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าเคารพรักและเทิดทูน ย่อหน้าที่สาม กล่าวถึงทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ว่าทรงสถานะเป็นพระเชษฐภคินีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศ์ทุกพระองค์ แม้ว่าจะทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์ “เจ้าฟ้า”แล้ว แต่ยังทรงดำรงสถานะเป็นสมาชิกของพระบรมราชวงศ์จักรีอยู่ เป็นสมาชิกพระบรมวงศ์ที่ทรงประกอบพระกรณียกิจมากมาย และภายในย่อหน้าที่สามนี้เองที่มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ 8 กุมภาพันธ์ที่มี “การนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับการเมือง” ว่าเป็น “การกระทำที่ขัดต่อโบราณราชประเพณี ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชาติ ถือเป็นการกระทำที่มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง” ต่อมาในย่อหน้าสุดท้ายนับเป็นย่อหน้าที่สำคัญอย่างยิ่ง และอาจนับว่าเป็นย่อหน้าที่สำคัญที่สุดที่ปรากฏภายในพระราชโองการ “สถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”ก็ว่าได้ เพราะภายในย่อหน้าที่สี่นี้เป็นข้อความที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นพระราชวินิจฉัยส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ที่มีต่อเหตุการณ์นี้โดยเฉพาะ โดยย่อหน้านี้ พระราชโองการได้มีการอ้างถึงข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะหมวดที่ 2 ที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหมวดที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาโดยตลอดทุกฉบับ และภายในย่อหน้านี้เองที่มีข้อน่าสังเกตหลายประการที่ควรกล่าวถึงในภายหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ และสถานะของพระมหากษัตริย์ตามประเพณีการปกครองภายในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บทความนี้จึงตั้งข้อสังเกตถึงพระราชโองการ “สถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ” ในประเด็นต่างๆ ที่จะกล่าวถึงต่อไปข้างหน้านี้ 4 ประเด็นด้วยกัน

1. พระราชโองการ “สถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” ไม่มีผู้สนองพระราชโองการ นั่นเท่ากับว่า พระราชโองการนี้ พระมหากษัตริย์ทรงประกาศด้วยในนามของพระองค์เอง นับเป็นการใช้พระราชอำนาจอธิปไตยโดยไม่ผ่านสามเสาหลัก (นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ) ดังที่เป็นธรรมเนียมประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเมื่อพิจารณาข้อความในพระราชโองการแล้ว อาจถือได้ว่าในพระราชวินิจฉัยที่ปรากฏในพระราชโองการ อาจตีความได้ว่า ได้เกิดการขยายการอธิบายขอบเขตของกฎหมายบางมาตราขึ้นมาใหม่ด้วย (ซึ่งจะกล่าวต่อไปในข้อที่ 2) โดยตามธรรมเนียมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้วนั้น พระราชอำนาจการปรับปรุง แก้ไข กฎหมายใดๆ ก็ตามจำเป็นจะต้องได้รับความยินยอมจากประชาชนเสียก่อน หรือต้องได้รับความเห็นชอบจากตัวแทนของประชาชนซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชนชาวไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่ในข้อสังเกตข้อแรกนี้จะต้องกล่าวถึงอำนาจอธิปไตย (Sovereignty)

อำนาจอธิปไตย (Sovereignty) หมายถึงอำนาจสูงสุดในการปกครอง ซึ่งในราชอาณาจักรไทยนั้น อำนาจนี้เป็นอำนาจที่ใช้ร่วมกันระหว่างปวงชนชาวไทยกับพระมหากษัตริย์ ดังที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตราที่ 3 กล่าวว่า "อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ" จากข้อความในมาตราที่ 3 นี้จึงหมายความว่า อำนาจอธิปไตย (อำนาจสูงสุดในการปกครอง) เป็นของปวงชนชาวไทยทุกคน แต่ในส่วนของพระราชอำนาจอธิปไตยของพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์จะทรงสามารถ "ใช้อำนาจนั้นได้" ก็ต้องเมื่อผ่านทั้งสามเสาหลักของอำนาจอธิปไตยก่อน โดยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้นได้ใช้ทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยออกเป็นสามฝ่ายของมงแตสกีเยอ(Montesquieu) นั้นก็คือรัฐสภา (อำนาจนิติบัญญัติ) คณะรัฐมนตรี (อำนาจบริหาร) และศาล (อำนาจตุลาการ) ซึ่งล้วนเป็นแหล่งที่อยู่ของอำนาจอธิปไตย

ด้วยเหตุนี้ในประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น พระราชโองการต่างๆ ของพระมหากษัตริย์จึงจำเป็นต้องมีผู้รับสนองพระราชโองการเพื่อมิให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยด้วยพระองค์เอง อันเป็นไปตาม "ประเพณีการปกครองของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข" ในหลักที่ว่า "The king can do no wrong" ซึ่งหมายความว่า พระราชโองการ หรือ กฎหมายใดๆ ก็ตามที่พระมหากษัตริย์ทรงประกาศออกมาทั้งสิ้นนั้น พระมหากษัตริย์จะไม่ต้องทรงรับผิดชอบด้วยพระองค์เองใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าจะออกมาในพระนามของพระมหากษัตริย์ เนื่องด้วยได้มีผู้รับผิดชอบแทนตัวองค์พระมหากษัตริย์แล้ว นั่นคือ ผู้รับสนองพระราชโองการ นั่นเอง หลัก "The king can do no wrong" จึงนับเป็นหลักที่มีไว้เพื่อป้องกันพระมหากษัตริย์ในกรณีที่มีความผิดพลาดจากประกาศของพระมหากษัตริย์เอง (ตัวอย่างเช่น การประกาศสงคราม จำเป็นจะต้องมีผู้รับสนองพระราชโองการ เพราะหากว่าเมื่อแพ้สงคราม ผู้ที่รับผิดชอบต่อการประกาศสงครามจะเป็นผู้รับสนองพระราชโองการไม่ใช่พระมหากษัตริย์ แต่หากไม่มีผู้รับสนองพระราชโองการในการประกาศสงคราม พระมหากษัตริย์จะต้องทรงรับผิดชอบต่อการประกาศสงครามนั้น) ดังนั้นเมื่อพระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราชอำนาจอธิปไตยแล้ว พระมหากษัตริย์จำเป็นต้องใช้ผ่านทั้งสามฝ่ายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง "เท่านั้น" (หรือ ในบางกรณี ก็จะมีการกำหนดตัวว่า ผู้รับสนองพระราชโองการในกฎหมายนั้น ผู้ใดจะต้องเป็นผู้รับสนองพระราชโองการ) พระมหากษัตริย์จึงไม่สามารถทรงใช้พระราชอำนาจในการออกพระราชโองการ โดยไม่มีผู้รับสนองพระราชโองการได้ เพราะจะทำให้พระมหากษัตริย์ ทรงตกอยู่ในสภาวะที่ทรงลงประกาศเอง และเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง ที่พระมหากษัตริย์อาจได้รับผลจากการประกาศพระราชโองการของพระองค์ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่กระทบต่อพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของรัฐ เช่น พระมหากษัตริย์จะทรงได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิได้ โดยตรง หลักนี้จึงมีขึ้นเพื่อรักษาพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยแท้

อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุลได้อธิบายว่า ในระบอบประชาธิปไตยนั้น “การใช้อำนาจ”กับ “ความรับผิดชอบจากการใช้อำนาจ” เป็นของคู่กัน ผู้ใดที่มีอำนาจ ผู้นั้นก็ต้องมีความรับผิดชอบของอำนาจตามมาด้วย ความรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจนั้นจะสามารถแสดงออกได้จาก การถูกฟ้องร้องดำเนินคดี การปลดออกจากตำแหน่ง การรับโทษอาญา ฯลฯ หากสภาวะความรับผิดชอบเป็นเช่นนี้ หากไม่ต้องการให้เกิดขึ้นกับพระมหากษัตริย์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตัด “ความรับผิดชอบ”ของพระมหากษัตริย์ออกไป และจะ “ตัดความรับผิดชอบ” ออกได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่พระมหากษัตริย์จะต้องไม่มีอำนาจโดยพระองค์เอง เมื่อไม่มีอำนาจ พระมหากษัตริย์จึงไม่ต้องรับผิดชอบ เมื่อไม่ต้องทรงรับผิดชอบแล้ว พระมหากษัตริย์ก็หลุดพ้นจากการติฉิน ฟ้องร้อง ลงโทษ ปลดออก และนี่คือหลักใหญ่สำคัญของประเพณีการปกครอง ที่มีไว้เพื่อป้องกันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนี้     

2. พระราชโองการนี้ได้ขยายความหมายภายในรัฐธรรมนูญด้วยตัวของ"พระราชโองการ"เอง ดังความที่ปรากฏในพระราชโองการว่า "..ตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผู้ใดจะละเมิด กล่าวหา หรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้..." ความที่ปรากฏในพระราชโองการนี้ นับเป็นการเอามาจากความที่มาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 6 ความว่า "..องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้.." ความน่าสนใจและข้อสังเกตอยู่ที่ว่า พระราชโองการได้ขยายความหมาย "เพิ่มเติม" ในมาตรา 6 เข้าไป "ใหม่" ดังปรากฏความว่า

"..ซึ่งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญดังกล่าวย่อมครอบคลุมถึงพระราชินี พระรัชทายาทและพระบรมราชวงศ์ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ ดังที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจร่วมกับพระองค์หรือแทนพระองค์อยู่เป็นนิจ ดังนั้นพระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ จึงอยู่ในหลักการเกี่ยวกับการดำรงอยู่เหนือการเมือง และความเป็นกลางทางการเมืองของพระมหากษัตริย์ด้วย และไม่สามารถดำรงตำแหน่งใดๆ ในทางการเมืองได้ เพราะจะเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข.."

พระราชโองการนี้ จึงเท่ากับว่า ได้ทรงมีพระราชอำนาจขยายขอบเขตของความหมายที่ปรากฏในมาตรา 6 หมวดพระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย "อย่างมาก" กล่าวคือ หากเรามองย้อนกลับไปที่มาตรา 6 อันเป็นสิ่งที่พระราชโองการอ้างถึงนั้น เราจะพบว่า ในมาตราที่ 6 กล่าวถึงแต่เพียง "องค์พระมหากษัตริย์" แต่เพียงเท่านั้น และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยย้ำอย่างชัดเจนว่า มาตรา 6 หมายความถึง "องค์พระมหากษัตริย์"เท่านั้น มิได้ขยายความครอบคลุมไปยังพระองค์อื่น เช่น พระราชินี พระรัชทายาท หรือพระบรมวงศ์ฯ แต่อย่างใด ดังนั้นแล้ว เมื่อหากได้พิจารณาภายในข้อความที่ปรากฏในย่อหน้าที่สี่ของพระราชโองการ “สถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” จึงอาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า พระราชโองการได้มีการขยายขอบเขตการตีความกว้างขวางขึ้นไปเสียแล้ว เพราะได้นับรวมว่า มาตรา 6 หมวดพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นี้ ได้ครอบคลุมไปถึง พระราชินี รัชทายาท และพระบรมวงศ์ด้วย จึงอาจนับเป็นการตีความมาตรา 6 ในรัฐธรรมนูญที่กว้างขวางกว่าที่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติไว้เสียเอง เท่ากับว่า พระราชโองการนี้ พระมหากษัตริย์ได้ทรงใช้พระราชอำนาจส่วนพระองค์ขยายความในรัฐธรรมนูญด้วยพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เองด้วย โดยปราศจาก ความเห็นชอบของประชาชน ผู้ใช้อำนาจอธิปไตยร่วมกับพระมหากษัตริย์ (ตามมาตรา 3) อันเป็นหลักประเพณีการปกครองของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


3. พระราชโองการนี้ นับเป็นพระราชโองการเฉพาะพระองค์ เพราะไม่มีผู้ใดรับสนองพระราชโองการ และพระราชโองการนี้ก็ทรงประกาศในนามของ "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"แต่เพียงเท่านั้น นั้นเท่ากับว่า ความที่ปรากฏในพระราชโองการทั้งหมด ล้วนเป็นพระราชโองการที่มาจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแต่เพียงพระองค์เดียว ทั้งนี้อาจจะเป็นด้วยในฐานะที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้เป็นใหญ่ในพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งปวง อันเป็นธรรมเนียมในราชสำนักที่พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชโองการต่างๆ เกี่ยวกับพระราชสำนักของพระองค์เอง แต่กระนั้นอาจมีผู้ตั้งข้อสงสัยว่า การที่พระราชโองการไม่มีผู้รับสนองพระราชโองการนั้นก็เนื่องด้วย พระราชโองการนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระราชวงศ์เท่านั้น หาใช่เกี่ยวข้องกับงานบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้นพระราชโองการนี้จึงไม่จำเป็นต้องมีผู้รับสนองพระราชโองการ แต่ถ้าเมื่อหากย้อนกลับไปดูพระบรมราชโองการต่างๆ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรแล้ว กลับปรากฏว่า แม้ว่าพระบรมราชโองการที่ประกาศจะเป็นเรื่องภายในพระบรมวงศานุวงศ์ก็ตาม ก็ยังปรากฏว่าจำเป็นจะต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการอยู่เสมอ ตัวอย่าง เช่น พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ก็มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี หรือ ในกรณี พระบรมราชโองการ เรื่อง ลาออกจากฐานันดรศักดิ์ ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ก็มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้รับสนองพระพระบรมราชโองการ ดังนั้นแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พระราชโองการของพระมหากษัตริย์จำเป็นจะต้องมีผู้รับสนองพระราชโองการ ตามหลัก The king can do no wrong ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้ององค์พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยให้ทรงดำรงอยู่ในฐานะประมุขของรัฐ และศูนย์รวมจิตใจของชาติแต่เพียงเท่านั้น

4. ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น พระมหากษัตริย์ไม่ทรงมีพระราชอำนาจ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือตีความรัฐธรรมนูญด้วยพระองค์เอง (ดังกล่าวไปข้างต้นแล้ว) ทั้งนี้ย่อมต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ใช้อำนาจอธิปไตยร่วมกับพระมหากษัตริย์เสียก่อน นั่นคือ ปวงชนชาวไทย ด้วย (ตามที่มาตรา 3 ในรัฐธรมนูญบัญญัติไว้) จึงอาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า พระราชโองการนี้ พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจนั้นด้วยพระองค์เองเสียแล้วในการตีความรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในมาตราที่ 6 ซึ่งเท่ากับว่า ทรงมีพระราชอำนาจส่วนพระองค์ในการตีความรัฐธรรมนูญ และแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเกือบจะเรียกได้ว่า ทรงมีพระราชอำนาจดังสมัยสมัยการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เสียด้วย นั่นคือ พระราชโองการที่ออกจากพระมหากษัตริย์จะนับว่าเป็นกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขพึงมีได้ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นพระราชโองการนับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะถือว่าเป็นกฎหมายของราชอาณาจักร และสามารถมีผลบังคับใช้ได้ด้วยตัวของพระบรมราชโองการเอง ตัวอย่างเช่น พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนา เลื่อนกรมตั้งกรม และตั้งเจ้าพระยา ซึ่งเป็นพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีผลให้เลื่อนขุนนางจากชั้นพระยา เป็นเจ้าพระยา ดังตัวอย่างเช่น กรณีข้าราชการนามว่า พระยาสุรบดินทรสุรินทรฦๅชัย ได้เลื่อนเป็น เจ้าพระยาสุรบดินทรสุรินทรฦๅชัย ในปีพ.ศ. 2468 อันเป็นปีสุดท้ายของรัชกาล ซึ่งในประกาศก็ไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เพราะถือว่าประกาศพระบรมราชโองการ หรือคำสั่งของกษัตริย์ถือเป็นกฎหมายทันที ตามธรรมเนียมการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์

ข้อน่าสังเกตเพิ่มเติม: ในการประกาศของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยทางทีวีในช่วง 22.40 นาทีของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ผู้ประกาศได้ กล่าวไว้ในช่วงต้นๆว่า "..พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศ์ทุกพระองค์อยู่เหนือกฎหมาย.."  แต่ในประกาศพระราชโองการในราชกิจจานุเบกษา กลับไม่ปรากฏคำว่า “..อยู่เหนือกฎหมาย..” แต่ปรากฏคำว่า “..อยู่เหนือการเมือง..” เท่านั้น เท่ากับว่าในการประกาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ผู้ประกาศพระราชโองการได้มีการเพิ่มคำว่า เหนือกฎหมาย ไปด้วยในการประกาศครั้งนั้น แต่ในประกาศราชโองการไม่ปรากฏ ภายหลังเกิดความผิดพลาดจากผู้ประกาศข่าว กรมประชาสัมพันธ์จึงได้แก้ไขและส่งวิดีโอประกาศพระราชโองการใหม่ ในช่วงเที่ยงของวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562

ดังนั้นแล้วพระราชโองการ “สถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” ในเหตุการณ์ 8 กุมภาพันธ์ 2562นี้ จึงนับเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทยที่สำคัญต่อการศึกษาประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในไทยได้เป็นอย่างดี และผู้เขียนเชื่อว่า ประกาศราชโองการนี้ในอนาคตจะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญหลักฐานหนึ่งในการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยและประวัติศาสตร์ไทยไปอย่างยาวนาน และอาจเทียบเท่ากับความสำคัญของประกาศสละราชสมบัติ หรือประกาศต่างๆ ที่มีปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย ดังนั้นแล้ว พระราชโองการนี้จึงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีส่วนสำคัญต่อการศึกษาการดำเนินไปของวิวัฒนาการระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในไทยอย่างมาก โดยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเห็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในไทยอย่างแท้จริงของผู้เขียน จึงขอมอบบทความนี้ให้เป็นข้อสังเกตสำหรับผู้สนใจการเมืองไทยในช่วงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของพุทธศตวรรษที่ 26 ซึ่งเป็นช่วงที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยมีสิ่งต่างๆ ให้เห็นกันมากมายทั้งในช่วงที่ผ่านมา ตอนนี้ และในอนาคต

Offline

#14 February 15, 2019 10:13 AM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 11,224

Re: ทษช. เสนอชื่อนายก ทำเอาสลิ่มดิ้นเป็นไส้เดือนถูกขี้เถ้า

เปลี่ยนระบอบ ดีที่สุดครับ ไม่เรื้อรัง แค่คิดก็พอ

Offline

#15 February 22, 2019 10:42 AM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 11,224

Re: ทษช. เสนอชื่อนายก ทำเอาสลิ่มดิ้นเป็นไส้เดือนถูกขี้เถ้า

ป่านนี้ยังไม่ยุบพรรค   เล่นเกมอะไรหว่า

Offline

#16 February 22, 2019 10:43 AM

usa.th
Member
Registered: July 18, 2015
Posts: 11,224

Re: ทษช. เสนอชื่อนายก ทำเอาสลิ่มดิ้นเป็นไส้เดือนถูกขี้เถ้า

เปรมอยู่ไหน ตายหรือยัง  big_smile.gif

Offline

Board footer

iFreeThai is public forum for Thai, Lao, Vietnamese and American. We discuss about News, Politics and Human Rights issues through Southeast Asia. For inquiries please contact: Dr. Richard Saisomorn P O BOX 194 SPIRO, OKLAHOMA 74959 USA ; E-mail: amerilao@gmail.com
*All articles and photos published on this website is copyrighted by their respective owners.